06 เมษายน 2553

คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ปี52

คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ปี52

คาร์ลอส สลิม ได้สมุดเช็คเล่มแรกเมื่ออายุ 12 ขวบและเริ่มสร้างอาณาจักรของตัวเองมาตั้งแต่นั้น จนปัจจุบันเขาครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก "คาร์ลอส สลิม" ในวัย 70 ก็ได้ครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เป็นลูกของผู้อพยพชาวเลบานอนซึ่งเดินทางเข้าไปในเม็กซิโกเมื่อปี 2445 ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคม เทเลโฟโนส เดอ เม็กซิโก (เทลเมกซ์), ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อเมริกา โมวิล, ห้างสรรพสินค้า กรูโป แซนบอร์น, บริษัทก่อสร้าง, กลุ่มการเงิน อินเบอร์ซา และบริษัทอีกหลายแห่งในกลุ่มคาร์โซ กรุ๊ป ซึ่งมีพนักงาน 210,000 คนในเม็กซิโก

แม้จะปล่อยงานบริหารกิจการเกือบทั้งหมดให้อยู่ในมือของลูกชาย 3 คนและบรรดาหุ้นส่วน สลิมก็ยังมีบทบาทในยุทธศาสตร์ด้านการขยายธุรกิจ งานการกุศล การก่อสร้างถนนและอาคาร และการเข้าถือหุ้นในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ อีกทั้งเขายังเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในเม็กซิโกด้วย

ดอน จูเลียน บิดาของสลิม เป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จหลังจากเปิดร้านขายเครื่องแต่งกายชาย ลา เอสเตรลลา เดอ โอเรียนเต ในย่านประวัติศาสตร์ของกรุงเม็กซิโกซิตี และสอนให้สลิมรู้จักเก็บเงินตั้งแต่เด็กๆ โดยผู้เป็นพ่อได้มอบสมุดบัญชีให้ลูกๆ 6 คน พร้อมสอนให้ลงบันทึกรายรับและรายจ่าย รวมถึงบริหารรายรับ-รายจ่ายของตัวเองด้วย

คำสอนหลายอย่างของบิดา กลายมาเป็นหลักการของบริษัทคาร์โซ กรุ๊ปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนที่ว่า "ความเข้มแข็ง อดทน และมองโลกแง่ดี มักออกผลเสมอ" หรือ "ทุกเวลาดีเสมอสำหรับผู้ที่รู้จักทำงาน"

หรือ "บริษัทของเราต้องจำให้ขึ้นใจว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อมีชีวิต และนักธุรกิจเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งที่เขาสามารถบริหารได้เพียงชั่วคราว"

นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่าปัจจุบัน สลิมมีสินทรัพย์ให้บริหารเป็นจำนวนถึง 53,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,712,000 ล้านบาท จนสามารถโค่นบิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ลงจากตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก โดยเกตส์มีทรัพย์สิน 53,000 ล้านดอลลาร์

"เงินจำนวนเหล่านี้มาจากราคาหุ้นของบริษัท ดังนั้นเราจึงดีใจที่นักลงทุนมั่นใจในเม็กซิโก และมั่นใจในละตินอเมริกา รวมถึงมั่นใจในบริษัทของเรา" โฆษกเทลเมกซ์ กรุ๊ป ระบุ

ฟอร์บส์ระบุว่าสินทรัพย์ของสลิมเพิ่มขึ้น 18,500 ล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือน ขณะที่หุ้นของบริษัทอเมริกา โมวิล ซึ่งเขามีหุ้นอยู่ 23,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ใน 1 ปี

ลงทุนกับวิกฤติ

สลิม ซึ่งเรียนวิศกรโยธาและทำงานด้านนี้ในตอนแรก สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองช่วงวิกฤตเศรษฐกิจละตินอเมริกาเมื่อต้นทศวรรษ 80 ในฐานะผู้ที่เข้าไปกอบกู้บริษัทต่างๆ ที่มีปัญหา จนบริษัทเหล่านี้กลับมายืนบนขาของตัวเองได้และถึงขั้นประสบความสำเร็จในที่สุด และช่วงเกิดวิกฤตการเงินปี 2551 ครั้งล่าสุดนี้ สลิมก็ยังดำเนินพฤติกรรมแบบเดิมด้วยการกว้านซื้อธุรกิจที่ประสบปัญหา

"แทนที่จะเลิกลงทุน เขากลับลงทุนมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต และผลลัพธ์ที่ตามมาก็ดีมาก" โฆษกบริษัทระบุ พร้อมเสริมว่าเมื่อปี 2551 สลิมได้ซื้อหุ้นข้างน้อยในนิวยอร์กไทมส์ในช่วงที่ราคาหุ้นดิ่งลง อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ยังลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมทั่วทวีปอเมริกา รวมถึงเข้าไปลงทุนด้านสาธารณูปโภค และในบริษัทน้ำกับไฟฟ้า

นอกจากนั้น สลิมยังขึ้นชื่อในเรื่องของการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจด้วย แม้บรรดาคู่แข่งพากันกล่าวหาว่าเขามีวิธีปฏิบัติแบบผูกขาดในตลาดโทรคมนาคมก็ตาม

ฐานะของดีขึ้นมากเมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส ซาลินาส ในสมัยนั้น แปรรูปบริษัทเทลเมกซ์เมื่อปี 2525 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเอื้อให้แก่สลิม แต่สลิมก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด แม้ปัจจุบันเทลเมกซ์จะครองตลาดโทรศัพท์พื้นฐานและการให้บริการอินเทอร์เน็ตในเม็กซิโกก็ตาม หลังจากได้รับอนุญาตจากทางการให้ผนวกกิจการบริษัทโทรคมนาคม 3 แห่งเข้าด้วยกันจนเป็นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค ด้วยจำนวนลูกค้า 250 ล้านคนใน 18 ประเทศ

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของสลิมเน้นที่ภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งธุรกิจของเขามีสาขาใน 18 ประเทศผ่านบริษัทอเมริกา โมวิล ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา และผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ปัจจุบันสลิมครองสถานะพ่อหม้าย มีลูก 6 คน เขาแต่งงานกับซูมายา โดมิต ชาวเม็กซิกันเชื้อสายเลบานอน และครองรักกันนานกว่า 30 ปีจนกระทั่งภรรยาเสียชีวิตเมื่อปี 2542 โดยชื่อบริษัทคาร์โซ ก็ได้มาจากการผสมกันระหว่างชื่อต้นของเขา นั่นคือ คาร์ลอสกับซูมายา นั่นเอง

สลิมเป็นคนไม่ชอบโอ้อวดและใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เขามีมูลนิธิและองค์กรหลายแห่งที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือบุคคลที่เปราะบางที่สุดในสังคม นอกจากนั้น ความที่เป็นคนบ้าเบสบอลทำให้เขาทำงานเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและกีฬาด้วย โดยมูลนิธิ 2 แห่งของเขาได้ทำโครงการด้านสุขภาพ การศึกษา ความยุติธรรม และกีฬา คิดเป็นเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ในเม็กซิโกและละตินอเมริกา

ครั้งหนึ่งนักข่าวเคยถามว่าเขาว่า "รู้สึกอย่างไรที่เป็นคนรวยที่สุดในโลก ในประเทศที่มีคนจน 50 ล้านคน" สลิมซึ่งเกิดที่กรุงเม็กซิโกซิตีมีท่าทางไม่ชอบใจนักกับคำถามนี้และตอบว่า

"ผมจะไม่เอาอะไรไปตอนผมตาย และในฐานะที่ผมเป็นนักธุรกิจ ก็รู้สึกอยู่เสมอถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่สำหรับประเทศ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาผมก็ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว สิ่งท้าทายในชีวิตของผมคือปรับปรุงสภาพด้านสาธารณสุข การศึกษา และสร้างงาน"

(หมายเหตุ : เรียบเรียงจากสำนักข่าวดีพีเอและเอเอฟพี)

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hi-life/20100319/105635/เด็กๆ-ออม-แก่ๆ-รวย-(ที่สุดในโลก).html


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)