10 กรกฎาคม 2567

สรุปกองทุนลดหย่อนภาษี Thai ESG ที่มาทดแทนกองทุน LTF, SSF

กองทุน Thai ESG คืออะไร

  • กองทุน Thai ESG คือกองทุนลดหย่อนภาษีที่จะลงทุนในหุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี SETESG (https://www.set.or.th/th/market/index/setesg/overview)
  • ลดหย่อนภาษีได้ มาทดแทนกองทุน SSF, LTF


กองทุน Thai ESG เริ่มซื้อได้ปีไหน

  • สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2575 
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปี 2566-2575


กองทุน Thai ESG ลดหย่อนภาษีได้กี่บาท

  • กรณีลงทุนในปี 2567 - 2569: ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีลงทุนในปี 2566, 2570 - 2575: ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 100,000 บาท


กองทุน Thai ESG ถือกี่ปี

  • กรณีลงทุนในปี 2567 - 2569: ถือครอง 5 ปี (วันชนวัน)
  • กรณีลงทุนในปี 2566, 2570 - 2575: ถือครอง 8 ปี (วันชนวัน)



ที่มา https://money.kapook.com/view275338.html


01 กรกฎาคม 2567

ไม่ต้องมีเงินถุงเงินถัง ก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้


การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ การที่เราไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หอพัก อพาร์ตเม้นต์ โรงแรม โรงงาน คลังสินค้า แล้วนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปปล่อยเช่าเพื่อรับรายได้จากค่าเช่า (บางคนเรียกวิธีนี้น้ำซึมบ่อทราบ กินค่าเช่าได้เรื่อยๆ) หรือถืออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อขายต่อในอนาคต (รับรู้ส่วนต่างราคา)


ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

  • มีรายได้จากค่าเช่าเรื่อยๆ สม่ำเสมอ เป็น passive income
  • ถ้าอสังหาริมทรัพย์ทำเลดี อนาคตราคาน่าจะสูงขึ้น ทำให้ขายต่อได้กำไร
  • อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ ใช้ประโยชน์ได้จริง


การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เงินเยอะ​?

หลายคนอาจจะคิดว่า การเป็นเจ้าของอสังหริมทรัพย์นั้นต้องใช้เงินเยอะ หลายล้านบาท แต่ความจริงแล้ว เราสามารถใช้เงินหลักร้อย หลักพันบาท ก็เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้แล้ว

ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสินค้าการลงทุนประเภทนึงชื่อว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit) ที่เปิดให้นักลงทุนร่วมเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และได้รับค่าเช่าได้ 



ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)
  • มีข้อดีเหมือน "ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" ทุกประการ
  • ใช้เงินลงทุนไม่สูง หลักร้อยหลักพันบาท ก็ลงทุนได้
  • ซื้อขายง่าย เหมือนซื้อขายหุ้น
  • มีผู้เชี่ยวชาญบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้เรา หาลูกค้าให้เรา
  • กระจายความเสี่ยงได้หลากหลายสินทรัพย์ เช่น สมมติเรามีเงิน 1 ล้านบาท ถ้าจะซื้อคอนโด ก็ซื้อได้ 1 ห้อง แต่ถ้าซื้อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit) อาจจะแบ่งเป็น 10 ตัว ตัวละ 1 แสนบาทก็ได้


หลักในการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)
  • เน้นกองทุนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน (free hold), ถ้า free hold 100% ยิ่งดี หรือ free hold > 50% ก็ถือว่าใช้ได้
  • free hold คือเรามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นๆ ไม่มีวันหมดอายุ ถือกินปันผลได้ตลอดชีวิต, leass hold คือเป็นสัญญาเช่า มีวันหมดอายุ
  • ควรกระจายความเสี่ยง ลงทุนในหลากหลายทรัพย์สิน เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงงาน คลังสินค้า เผื่อบางทีลงทุนพลาด จะได้ไม่เจ็บตัวมาก
  • เน้นกองทุนที่มีปันผลดี และสม่ำเสมอ



ตัวอย่างกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)ที่น่าสนใจ
  • LPF
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม ศูนย์การค้า
    • ปันผล 4-5%
  • FTREIT
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • AIMIRT
    • free hold 60%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • WHART
    • free hold 50%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • IMPACT
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารแสดงสินค้า
    • ปันผล 3-4%
  • TPRIME
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 4-5%
  • WHABT
    • free hold 60%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 4-5%
  • SSPF
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 2-3%
  • SIRIP
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 2-3%
  • QHHR
    • free hold 70%
    • โรงแรม
    • ปันผล 4-5%
  • GAHREIT
    • free hold 100%
    • โรงแรม
    • ปันผล 5-6%
  • GROREIT
    • free hold 100%
    • โรงแรม
    • ปันผล 5-6%



บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)