01 กรกฎาคม 2569

"​ชิมาเอนากะ" ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด



ชิมาเอนากะ ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด

เป็นนกป่าสายพันธุ์เฉพาะถิ่นของญี่ปุ่น

และเป็นสายพันธุ์ย่อยของนกพุ่มไม้หางยาว (long-tailed bushtit) โดดเด่นด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว เพียง 5-6 นิ้ว โดยส่วนหางยาวถึง 3-4 นิ้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดเท่ากัน

​ความพิเศษของชิมาเอนากะคือใบหน้าสีขาวราวหิมะ ซึ่งพบได้เฉพาะในฮอกไกโดเท่านั้น ต่างจากสายพันธุ์อื่นที่อาจมีสีน้ำตาลแซม หรือมีคิ้วสีดำชัดเจน แต่ชิมาเอนากะแห่งฮอกไกโดจะผลัดขนคิ้วออกเมื่อโตเต็มวัย การมีใบหน้าสีขาวล้วนนี้ช่วยให้พวกมันพรางตัวได้อย่างดีเยี่ยมในสภาพแวดล้อมที่มีหิมะปกคลุม

​​ชิมาเอนากะสามารถวางไข่ได้ครั้งละ 7-10 ฟอง โดยตัวเมียจะกกไข่ประมาณ 10-12 วัน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกมันจะช่วยกันเลี้ยงลูกนกทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนกชิมาเอนากะตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้มีลูกเองด้วย พวกมันจะผลัดกันนำแมลงกลับไปป้อนลูกนกที่รัง จนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะหาอาหารเองได้

​ด้วยหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูและขนาดตัวที่เล็กจิ๋ว ทำให้ชิมาเอนากะได้รับฉายาว่า "ภูติหิมะแห่งฮอกไกโด" เพราะเมื่อพวกมันบินดูเหมือนก้อนหิมะเล็กๆ ลอยไปมา นอกจากนี้ยังเป็นนกขวัญใจของช่างภาพ และในฮอกไกโดเองก็มีสินค้ามากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกชนิดนี้ รวมถึงมีมต่างๆ บนโลกออนไลน์อีกด้วย








29 มิถุนายน 2569

ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

จีนเป็นประเทศที่ดูเหมือนว่าจะ “ทรงพลัง” และมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก บริษัทของจีนก็เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถในการแข่งขัน “ไม่แพ้ใครในโลก” โดยเฉพาะในด้านของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องชี้วัดที่จะบอกถึงความก้าวหน้ายิ่งใหญ่ของประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และดังนั้น ตลาดหุ้นของจีนโดยเฉพาะที่เป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีก็ควรจะเติบโตมหาศาลจนคับประเทศเฉกเช่นเดียวกับตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาใช่ไหม?

เปล่าเลย! ตลาดหุ้นจีนซึ่งประกอบไปด้วยตลาดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็คือตลาดหุ้นหลักของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในเศรษฐกิจ “เก่า” ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นไฮเท็คของจีน และตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งเป็นแหล่งของบริษัทขนาดใหญ่ที่ติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกและเป็นตลาดการเงินของประเทศ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานั้น กลับไม่ได้เติบโตขึ้นเลย ดัชนีของทั้ง 3 ตลาดจากวันที่ตลาดอยู่ในช่วงพีกหรือจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 11 ปี นั้น ลดลง -20.2% -10.3% และ -11.6% ตามลำดับ หรือเรียกว่าเป็น “ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน”

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นจีน?
คำตอบของผมอยู่ที่ประเด็นใหญ่ ๆ สองสามเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและน่าจะกระทบกับตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของจีนที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่โตแบบ “Super Growth” หรือโตแรงแบบสุดยอดอย่างที่โลกไม่เคยพบมาก่อน มาเป็นการเติบโตเร็วมาก และสุดท้ายเป็นการโตที่ใช้ได้ในฐานะประเทศที่ยังไม่ถึงกับเป็นประเทศที่ร่ำรวย

นั่นก็คือ ในช่วงปี 2005-2011 เป็นเวลา 7 ปี GDP จีนโตเฉลี่ยปีละ 11% นั่นก็คือ ใช้เวลาเพียง 6.5 ปี เศรษฐกิจก็โตขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว และช่วงปี 2012-2019 เป็นเวลา 8 ปี GDP โตขึ้นปีละ 7% ซึ่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังเติบโตเร็วมากหรือเร็วพอ ๆ กับไทยในช่วงที่เศรษฐกิจไทยโตเร็วแบบ “โชติช่วงชัชวาล” เมื่อซัก 30 ปีก่อน และพอ ๆ กับเวียตนามในช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่พูดกันว่าเป็นเศรษฐกิจที่ “โตเร็วที่สุดในโลก”

ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ในปี 2020 ถึงปีที่แล้วคือ 2025 เป็นเวลา 6 ปี เศรษฐกิจของจีนก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจโตโดยเฉลี่ยปีละแค่ 4.8% ซึ่งแม้ว่าจะยังดีอยู่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่โดยมาตรฐานของจีนแล้ว นี่คือเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหา และจากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจจีนคงไม่กลับมาเติบโตมากกว่านี้อีกแล้วอานิสงค์จากการที่สังคมจีนเริ่ม “แก่ตัว” ลงอย่างรวดเร็ว การบริโภคโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์คงลดลงไปมาก เช่นเดียวกับกำลังการผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่เกินความต้องการ และการส่งออกก็คงต้องชะลอตัวลงเพราะโลกคงรับสินค้าของจีนไม่ไหว

และเมื่อเศรษฐกิจโตช้าลงเรื่อย ๆ ดัชนีตลาดหุ้นก็ไปไม่ไหว ซึ่งก็คงจะคล้าย ๆ กรณีของญี่ปุ่นที่เคยประสบกับ “ทศวรรษที่หายไป” สองรอบต่อกันในช่วงตั้งแต่ปี 1990 หรือของไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่าน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นจีนก็คือ เหตุการณ์ที่นาย สี จิ้นผิง ขึ้นสู่อำนาจ ปกครองจีนและมีนโยบายบางอย่างที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดหุ้น โดยที่สีจิ้นผิงนั้น มีความแตกต่างจากผู้นำยุคก่อนหน้านั้นตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเป็นทุนนิยมและลดอำนาจของผู้นำประเทศ มาดูว่าแตกต่างอย่างไร

ผมจะใช้ข้อมูลของสีจิ้นผิงมาประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นจีนเพื่อที่จะสนับสนุนข้อโต้เถียงที่ว่าตลาดหุ้นจีนที่กลายเป็นตลาดที่ประสบกับทศวรรษที่หายไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารประเทศและนโยบายของสีจิ้นผิงด้วย

เริ่มต้นจากการขึ้นสู่อำนาจของสีจิ้นผิงในปี 2013 นั้น เขาได้รับการเลือกตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้เป็นประธานาธิบดี โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นเลขาธิการพรรคที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีนอยู่แล้ว นอกจากนั้น เขาก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของจีน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาสูงสุดทางทหารของจีนด้วย ทั้งหมดนั้น ทำให้เขาคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศในทุกด้านซึ่งไม่เคยปรากฎว่ามีผู้นำจีนคนไหนที่คุมอำนาจในระดับนี้

เมื่อขึ้นสู่อำนาจในช่วงปลายปี 2012 สีจิ้นผิงได้ประกาศแนวคิดเรื่อง “Chinese Dream” หรือความฝันของคนจีน คล้าย ๆ กับ “American Dream” หรือความฝันของคนอเมริกันทุกคนที่จะร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง สร้างประเทศจีนให้ยิ่งใหญ่ รวมคนจีนทุกหมู่เหล่าที่จะช่วยกันทำประเทศให้เข้มแข็ง ให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจ และแน่นอน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ในยามที่สถานะของจีนกำลังโดดเด่นขึ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นดูเหมือนจะตอบสนองอย่างแรง จากวันที่ 12 มิถุนายน 2014 ตลาดหุ้นทุกตลาดก็เริ่มวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็เข้าตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แทบทุกคนต่างก็กู้เงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเพื่อที่จะทำกำไรได้อย่างรวดเร็วและมากที่สุด
ภายใน 1ปี ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ให้ผลตอบแทนถึง 152% ดัชนีเสิ่นเจิ้น +150% และดัชนีฮั่งเส็งบวกเพียง 18% อาจจะเพราะคนฮ่องกงกำลังประท้วงจีนเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดกติกาการเลือกตั้งในฮ่องกงใหม่จากรัฐบาลจีนที่กำลังกระชับอำนาจในการปกครองฮ่องกงที่ “มีเสรีภาพมากเกินไป” ตั้งแต่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

การบูมเป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” ของตลาดหุ้นจีนจนถึงจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 “แตก” ลง ราคาหุ้นในทุกตลาดดิ่งลงเป็น “วิกฤติ” ภายในเวลา 8 เดือนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ตกลงมา -46.8% เช่นเดียวกับดัชนีเสิ่นเจิ้นที่ลดลงพอ ๆ กันที่ -47.3 และดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงมา -32.8% อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากนักลงทุนรายย่อยที่ถูกบังคับขายหุ้นอย่างถล่มทลาย

หลังจากหุ้น “ตกถึงพื้น” มันก็เด้งขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 เป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นไป 19.2% ดัชนีเสิ่นเจิ้นบวกถึง 41.2% และดัชนีฮั่งเส็ง +36.1% และนั่นก็เป็นเวลาที่หุ้นเท็คโนโลยี่กำลังพุ่งขึ้น แจ็คหม่าแห่งอาลีบาบา “เดินกระทบไหล่” กับมาร์กซักเกอร์เบิร์กที่อเมริกาเป็นข่าวไปทั่วโลก
ในจีนเองนั้น ธุรกิจไฮเท็คโดยเฉพาะดิจิทัลของจีนกำลังแสดง “พลังอำนาจ” ในประเทศที่อำนาจทางเศรษฐกิจนั้นยังอยู่ในมือของผู้นำทางการเมือง แจ็คหม่าถึงกับเคยวิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่คุมระบบการเงินและธนาคารของประเทศกลางที่ประชุมในขณะที่ตนเองกำลังเตรียมทำ IPO หุ้น “ Ant Financial” ที่อาจจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น

แต่แล้ว ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 การทำ IPO ของ Ant Financial กลับถูกปฎิเสธโดยหน่วยงานของรัฐบาลจีน และหลังจากนั้น แจ็คหม่าก็ต้องลดโปรไฟล์ของตนเองลงจนแทบหายไปจากสังคม เช่นเดียวกับบริษัทดิจิทัลขนาดใหญ่และผู้นำของบริษัททุกแห่งที่ต้อง “เก็บตัวเงียบ” ดูเหมือนว่ารัฐไม่อยากให้เอกชนหรือบริษัทธุรกิจมีอำนาจในการควบคุม “ข่าวสาร” มากเกินไปที่จะสามารถท้าทายอำนาจของรัฐได้

ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 จนถึง 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 5 ปีกับ 7 เดือน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นเพียง 25.9% แต่ที่หนักกว่าก็คือ หุ้นเท็คดิจิทัลคือดัชนีตลาดเสิ่นเจิ้นบวกขึ้นมาเพียง 20.6% หมดสภาพเป็นหุ้นโตเร็วอย่างสิ้นเชิงในขณะที่โลกของไฮเท็คที่สหรัฐนั้นกำลังโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่วนดัชนีฮั่งเส็งนั้น ตลอดเวลากว่า 5 ปีกลับติดลบ -3.2% อานิสิงค์จากการ “ปราบปราม” การประท้วงต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2019 ที่มีคน “เป็นล้าน” เข้าร่วมและยืดเยื้อยาวนาน จนถึงวันนี้ ต้องถือว่าฮ่องกง “ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ในทุก ๆ ด้าน

สำหรับผม บทเรียนจากตลาดหุ้นจีนในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมาก็คือ ข้อแรก จงระวังเวลาที่ตลาดหุ้น “ขึ้นเป็นบ้า” และนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยต่างก็แห่กันเข้าตลาดหุ้น ทุ่มเงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่น่ากลัวมาก จงกลัวและอย่าโลภเด็ดขาด เพราะเวลาที่ตลาดถล่มนั้น มันจะเร็วมากจนหนีไม่ทัน อย่าพยายามหาเหตุผลที่หุ้นขึ้น และก็ไม่ต้องคิดว่ามันจะไม่ถล่มเพราะ “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เพราะครั้งนี้ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมจริง ๆ แต่ “จะเสี่ยงไปทำไม?”

ข้อสอง เศรษฐกิจที่กำลังถอยลงเรื่อย ๆ ที่เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างเช่น การเกิดที่น้อยลงและคนสูงอายุขึ้น แม้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ก็ยังสูงกว่ามาตรฐานอยู่นั้น ไม่ค่อยจะเอื้อให้ตลาดหุ้นโตได้เร็วในระยะยาว

สุดท้าย นโยบายของรัฐที่ไม่เอื้อให้ธุรกิจโตหรือมีกำไรที่ดี ไม่ช่วยให้ตลาดหุ้นโตไปได้ตามศักยภาพ และ
การ “กำหราบ” ธุรกิจหรือบริษัทที่มีพลังอำนาจมากอย่างเช่น ธุรกิจไฮเท็คดิจิทัลนั้น มีผลเสียต่อการเติบโตและความก้าวหน้าของหุ้นอย่างหนัก และนี่ก็เห็นได้ชัดจากความแตกต่างของ Market Cap. ของหุ้นเทคอเมริกากับหุ้นเทคจีนที่ “ห่างกันคนละโลก” แม้ว่าระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะใกล้กันระดับ “หายใจรดต้นคอ”



From Settrade

24 มิถุนายน 2569

Game หมูเด้งรัน แรงบันดาลใจจากหมูเด้ง และเกมส์ Rex Run บน Google Chrome

Game หมูเด้งรัน แรงบันดาลใจจากหมูเด้ง และเกมส์ Rex Run บน Google Chrome

มาลองเล่นกันครับ

ทำ High Score เพื่อติดอันดับตารางคะแนน

Unlock Card Collection สวยงาม


https://moodeng-run.piggyman007.com












22 มิถุนายน 2569

AI Peak-VI Bottom? - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านก็ต้องถือว่าจบลงแล้วหลังจากที่มีการลงนาม “สงบศึก” ขั้นต้นลงไปเมื่อสองสามวันก่อน อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นอเมริกาและโลกก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อสงครามที่นักลงทุนกลัวกันว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างหนักจบลง
หรือจริง ๆ แล้วสงครามแทบจะไม่ได้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นตั้งแต่แรก? ดังนั้น พอสงครามสงบ ตลาดหุ้นก็ไม่ได้สะท้อนปัจจัยนี้เลยใช่ไหม?

ลองมาดูกันว่าเหตุการณ์หรือปัจจัยอะไรที่มีผลกระทบกับตลาดหุ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งรวมถึงปัจจัยของสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนและจบลงไปแล้ว ที่เราได้เห็นปรากฎการณ์หุ้นบูมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น

เหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่ามีผลอย่างแน่นอนที่ทำให้หุ้นบูมหนักในรอบนี้ก็คือ การปรากฏตัวของ “ChatGPT” โมเดล “AI” ที่ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อกับคนที่ทำให้คนทั้งโลก “ช็อก” ในความสามารถของมัน ที่เก่งและมีความรู้ความเข้าใจเหนือมนุษย์แทบทุกคนในแทบทุกเรื่อง และหลังจากนั้นก็มีโมเดลตัวอื่น ๆ อีกหลายตัวที่เกิดตามมาและมีความสามารถมากยิ่งขึ้นไปอีก จนคนเชื่อว่าอนาคตอีกไม่นานมันจะสามารถทำงานแทบทุกอย่างแทนที่มนุษย์ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ซึ่งนั่นก็จะเป็นการ “ปฎิวัติ” ครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจอย่างที่โลกไม่เคยประสบมาก่อน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ที่มีการเปิดตัว ChatGPT จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2026 เป็นเวลา ประมาณ 3 ปีครึ่งนั้น ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในธุรกิจดั้งเดิมให้ผลตอบแทนประมาณ 50% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นคือให้ผลตอบแทนปีละ 12% ซึ่งจากมาตรฐานของอดีตที่ยาวนานก็ต้องถือว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นประวัติศาสตร์

ดัชนี S&P500 ในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนรวม 84% หรือผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 19% และนี่เป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ของอเมริกาทั้งประเทศ ซึ่งก็รวมถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและธุรกิจไฮเท็คซึ่งในช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็คือ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก

ตัวเลข 19% ติดต่อกัน 3 ปีครึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่ยอดเยี่ยมมาก และนี่ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั้งประเทศอเมริกาและทั่วโลกต่างก็วิ่งเข้ามาลงทุนในดัชนี S&P จำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็แนะนำว่านักลงทุนรายย่อยนั้น ไม่ควรจะลงทุนเองหรือหานักเลือกหุ้นมืออาชีพมาลงทุนแทนเลย ในเมื่อการลงทุนในกองทุนหุ้น S&P นั้น ให้ผลตอบแทนสุดยอด ความเสี่ยงต่ำ และเสียค่าธรรมเนียมเพียงน้อยนิด

ดัชนี Nasdaq ที่เป็นตัวแทนของหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI นั้น ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง “รอบนี้” ให้ผลตอบแทนรวมกันถึง 130% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 28% และนี่น่าจะนับได้ว่าเป็น “ปีทอง” ของหุ้นเท็ค ที่คนที่เน้นการลงทุนในกลุ่มที่เป็นหุ้น “แห่งอนาคตของโลก” ต่างก็มีความสุขจากการที่ได้ผลตอบแทนที่หาได้ยากมาก เพราะความผันผวนของผลตอบแทนในรอบนี้ก็มีน้อยและสั้นมาก

แต่ผลตอบแทนสุดยอดและ “หลุดโลก” จริง ๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” หรือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” ที่ประกอบด้วยหุ้น เอ็นวิเดีย กูเกิล แอปเปิล ไมโครซอฟท์ อะมาซอน เมตา และเทสลา ซึ่งเฉลี่ยให้ผลตอบแทนในช่วงที่ AI เริ่มบูมจนถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ให้ผลตอบแทนรวมถึง 500% หรือเท่ากับผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 66% จนทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มนี้คิดเป็นอย่างน้อยน่าจะ 30-40% ของหุ้นทั้งประเทศไปแล้ว

และนั่นก็คือผลกระทบจากความก้าวหน้าของ “AI” ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไฮเท็คและเฉพาะอย่างยิ่ง AI นั้น เติบโตขึ้นอย่างแรงและรวดเร็วที่สุด “ในประวัติศาสตร์” ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ในขณะที่หุ้นที่เป็นตัวแทนของ “โลกเก่า” เช่น อาหาร พลังงาน สินค้าผู้บริโภค เป็นต้น ก็โตขึ้นตามปกติ อาจจะประมาณปีละ 10% แบบทบต้น โดยที่ดัชนีดาวโจนส์ที่โตขึ้น 12% นั้น อาจจะมีหุ้น AI บางส่วนที่ช่วยดึงดัชนีขึ้นมา 2-3% ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งนี้

ต่อไปลองมาดูว่าสงครามสหรัฐกับอิหร่านที่ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ถึง วันที่ 16 มิถุนายน 2026 คิดเป็นเวลาประมาณ 3 เดือนครึ่งว่าผลตอบแทนของดัชนีแต่ละตัวเป็นอย่างไร

ดัชนีดาวโจนส์เติบโตขึ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมาก คือเกือบ 19% ในเวลาเพียง 3-4 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้น ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อตลาดหุ้นเลย หรือถ้าจะมีก็คงมีแต่ผลดีโดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจพลังงานที่ได้ประโยชน์จากการขายน้ำมันและแก๊สของอเมริกาที่ขายได้มากขึ้นและได้ราคาที่ดีมาก

ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจอเมริกาทั้งประเทศนั้น เมื่อเกิดสงครามจนถึงสงครามสงบให้ผลตอบแทนประมาณ 22% ดีกว่าดาวโจนส์เพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าดีมากในประวัติศาสตร์ สงครามไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กลัวเลย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามไม่ได้เกิดที่อเมริกา ซึ่งจากประวัติศาสตร์บอกว่า หุ้นอเมริกามักจะไม่โดนกระทบ แม้ว่ามันจะเป็นสงครามโลก ไม่ต้องพูดถึงสงครามกับอิหร่าน

ดัชนี Nasdaq ในช่วงสงครามนั้น ภายในเวลาแค่ 3-4 เดือนกลับบวกไปถึง 33% สูงกว่าช่วงก่อนหน้ามาก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องของสงคราม แต่มันน่าจะเป็นช่วงที่ AI เร่ง “สตีม” ขึ้นหลังจากที่วิ่งขึ้นมาประมาณ 3 ปีนับจากการเปิดตัว ChatGPT กล่าวคือ หุ้นที่เป็น “Supply Chain” หรือหุ้นขนาดเล็กลงมาที่ป้อนสินค้าให้กับการสร้าง AI เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรง ดันให้ดัชนี Nasdaq พุ่งแรงขึ้นไปอีก อาจจะเรียกว่าเป็น “คลื่นรอบที่ 2” หรือ “รอบสุดท้าย?” ของ AI

เพราะภายใต้การเพิ่มสูงขึ้นของดัชนี Nasdaq นั้น ในส่วนของราคาหุ้นกลุ่มนางฟ้าทั้ง 7 กลับ “ชะลอตัวลง” ราคาเฉลี่ยทั้งกลุ่มโตขึ้นเพียง 29% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเทียบกับที่เคยโตปีละ 66% แบบทบต้นในช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น และต่ำกว่าดัชนี Nasdaq ในช่วงเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า “กระแสการลงทุนในหุ้น AI” กำลังชะลอตัวลง เพราะหุ้นขนาดใหญ่อาจจะเริ่มแพงเกินไป นักลงทุนเริ่มหันไปหาหุ้น AI ขนาดเล็กลงมาที่ยังถูกกว่า

ในส่วนของ “หุ้นเศรษฐกิจเก่า” ที่มีดัชนีดาวโจนส์เป็น “ตัวแทน” นั้น ดูเหมือนว่าช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจะมีผลงานที่ดีขึ้นมาก คือให้ผลตอบแทนถึงกว่า 18% เทียบกับ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้านั้นที่ 12% ต่อปี ผลต่างถึง 50% โดยที่ยังไม่คิดถึงระยะเวลาด้วยซ้ำ ความหมายก็คือ หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่าขนาดใหญ่กำลังปรับตัวดีขึ้น และผมเชื่อว่าหุ้นกลุ่ม Value น่าจะเป็นตัวนำในกลุ่มธุรกิจเก่าในยามนี้ เพราะหุ้นเศรษฐกิจเก่าที่โตเร็วคงหาได้ยาก ดังนั้น ความรู้สึกของผมก็คือ หุ้นกลุ่ม Value หรือ VI อาจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอาจจะกำลังขึ้น

ในส่วนของหุ้นกลุ่ม AI นั้น การเติบโตกำลังชะลอตัวลง เริ่มจากหุ้นขนาดยักษ์ที่เป็น 7 นางฟ้าที่กำลังเติบโตช้าลง และชดเชยด้วยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ทำให้การเติบโตของดัชนี Nasdaq ดำเนินต่อไป และในที่สุด เมื่อหุ้นแทบทุกตัวก็จะเติบโตจนราคาแพงเกินกว่าความเป็นจริงตามพื้นฐานของธุรกิจ เมื่อนั้น ก็จะเป็นจุด “Peak” หรือจุดสูงสุดของราคาและดัชนีหุ้นในกลุ่ม ซึ่งผมก็ยังไม่อยากฟันธงว่าหุ้นกลุ่ม AI ไฮเท็คนั้นเป็น “ฟองสบู่” ที่จะต้อง “แตก”

ความเชื่อของผมก็คือ โอกาสที่หุ้น AI จะโตต่อไปอีกมากมายอย่างที่คนในอุตสาหกรรมหลาย ๆ คนพูดถึงนั้น คงจะน้อยกว่าโอกาสที่ “ฟองสบู่ AI-Hi Tech” จะ “แตก” มาก

จากความเชื่อแบบนั้น นั่นคือ หุ้น AI กำลัง Peak คือถึงจุดสูงสุด และหุ้น VI กำลังถึง “Bottom” กลยุทธลงทุนคืออะไร?
กลยุทธแรกก็คือ อย่าซื้อหุ้น AI โดยเฉพาะที่ราคาขึ้นไปอยู่ในระดับสูงและร้อนแรงมาก ถ้ามีอยู่ก็อาจจะต้องขาย และผมคิดว่ารวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เป็น “Supply Chain” หรือหุ้นที่ผลิตสินค้าป้อนให้กับธุรกิจ AI ที่ตอนนี้หุ้นขึ้นร้อนแรงยิ่งกว่า “AI ตัวแม่” ก็อย่าไปซื้อ เพียงแต่ถ้าถืออยู่และราคายังไม่ได้ขึ้นไปสูงมาก ก็อาจไม่จำเป็นต้องขาย

กลยุทธต่อมาก็คือ การลงทุนในหุ้น “VI” ที่มีผลงานย่ำแย่มานานหลายปี ถึงวันนี้ผมคิดว่าหุ้น VI ที่ธุรกิจมีความแข็งแกร่งและยังมีความได้เปรียบในกา

รแข่งขันที่ยั่งยืน และกำไรเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ได้โตมาก ซึ่งทำให้หุ้นมีค่า PE ต่ำกว่าอดีตมากและไม่เกิน 15 เท่า โดยที่มีปันผลในระดับอย่างน้อย 3% ขึ้นไป เป็นหุ้นที่ “สามารถลงทุนได้” โดยที่มี “Margin of Safety” หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยเพียงพอถ้าสามารถถือได้ยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น VI ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น ผมคิดว่าอยู่ที่ภาวะตลาดหุ้นโดยรวมหลังจากนี้ กล่าวคือ ถ้าตลาดหุ้นเกิด “วิกฤติ” ตกลงมารุนแรงมาก อานิสงค์อาจจะเพราะ “ฟองสบู่ AI แตก” หุ้นทุกตัวซึ่งรวมถึงหุ้น VI ก็อาจจะตกตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความรุนแรงของการตกของหุ้น VI จะต่ำกว่าหุ้น AI มาก และถ้าถือหุ้นต่อไปยาวพอ เช่น 3 ปี ราคาหุ้นจะกลับมาและเราก็อาจจะไม่ขาดทุนแม้ว่าจะเกิดวิกฤติ

ทั้งหมดนั้นผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของการ “คาดเดา” จากความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง ผมไม่รับผิดชอบกับใครก็ตามที่อาจจะขาดทุนในการทำตามที่ผมพูด เพราะ “กฎเหล็ก” ของการลงทุนนั้น เจ้าตัวคือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว




From Settrade

20 มิถุนายน 2569

Meet DevTools — Free Developer Utilities That Run Entirely in Your Browser

Every developer has a folder of bookmarks for the little things: a Base64 encoder here, a JWT decoder there, a JSON formatter somewhere else. The problem? Half of those random sites send whatever you paste straight to a server you've never heard of — including tokens, keys, and customer data.



We built DevTools to fix that. It's a single, fast, ad-supported web app at https://devtools.piggyman007.com that bundles the utilities you actually reach for every day — and runs all of them 100% in your browser.



No backend. No accounts. No data ever leaves your machine.



Why DevTools Is Different

- Truly private by design. Every tool runs client-side. There is no server that receives your input — by design, not by promise. Paste a production JWT or an API response without a second thought.

- Zero friction. No login, no install, no paywall. Open the page, use the tool, close the tab.

- Genuinely fast. It's a static Next.js app served from the edge. Pages load instantly, and a ⌘K command palette plus fuzzy search get you to any tool in a couple of keystrokes.

- Dark mode first. Easy on the eyes during a late-night debugging session, with a light theme one click away.

- Works on insecure origins too. Even the copy-to-clipboard button has a fallback, so the tools keep working anywhere.



What's Inside

Encoding

- Base64 Encoder / Decoder — encode text or files to Base64 and back, including binary downloads.

- URL Encoder / Decoder — percent-encode special characters or decode encoded URL strings.

- JWT Decoder / Encoder — inspect a token's header, payload, and expiry, or build and sign new ones with HS256 / RS256.



Formatters

- JSON Formatter — beautify or minify JSON with configurable indent and live validation.

- YAML ↔ JSON — convert between YAML and JSON instantly.

- Minify & Beautify — clean up JSON, CSS, HTML, and SQL.

- JSON ↔ CSV — convert arrays to CSV (or back) with a live table preview and formula-injection protection.



Generators

- UUID Generator — generate one or many UUID v4 values with uppercase and hyphen options.

- Password Strength Checker / Generator — create strong random passwords and estimate crack times.

- Gen Lorem Ipsum! — placeholder text by words, sentences, or paragraphs.



Converters

- Timestamp Converter — Unix timestamps to human dates and back.

- Color Converter — convert between HEX, RGB, and HSL.

- Case Converter — camelCase, snake_case, kebab-case, and more.

- Number Base Converter — binary, octal, decimal, hex.

- Cron Explainer — turn cron expressions into plain English.

- Crontab Builder — build cron expressions visually.



Network

- CIDR Calculator — subnet ranges, masks, and addresses for IPv4/IPv6.

- HTTP Status Codes — a quick reference for every status code.

- URL Parser & Builder — break a URL into its parts and rebuild it.



Text

- Regex Tester — test regular expressions with live match highlighting.

- Text Diff — side-by-side comparison of two text blocks.



Cryptography

- Key Generator — RSA-OAEP key pairs or AES-GCM secret keys via the Web Crypto API.

- Hash Generator — SHA-256, SHA-512, MD5, and more, for strings or files.

- Encrypt / Decrypt — RSA-OAEP and AES-GCM encryption, all in-browser.



A Note on Security

Because these tools handle sensitive input, we hold ourselves to strict rules: cryptography uses the browser's native Web Crypto API (never Math.random for keys or tokens), CSV export neutralizes spreadsheet formula injection, and any rendered output is escaped to prevent injection. The whole point of a client-side toolbox is that you don't have to trust us with your data — so we made sure you don't have to.



And It's Growing

We're actively expanding the catalog with the most-requested utilities — a QR code generator and reader, live Markdown preview, a word and character counter, a chmod calculator, string escape/unescape, JSON-to-TypeScript, an image format converter, and more — all held to the same client-side, privacy-first standard.



Try It Now

Bookmark it, hit ⌘K, and stop pasting your secrets into the void.

👉 https://devtools.piggyman007.com

Free forever. No sign-up. Nothing leaves your browser.

15 มิถุนายน 2569

เจนเซ่น หวง VS อีลอน มัสก์ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกธุรกิจนาทีนี้ไม่มีใครจะประสบความสำเร็จและดังเท่ากับอีลอน มัสก์และเจนเซ่น หวง มาดูและเปรียบเทียบกันว่าทั้งสองคนเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เจนเซ่น หวง เป็นผู้ก่อตั้งและสร้างบริษัท NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ AI มีความฉลาด มีความสามารถสูงและสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้ดีมากและจะดีเหนือกว่ามนุษย์ในที่สุดในเวลาอีกไม่นาน เอ็นวิเดียจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ AI ต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น บริษัทนี้จึงเติบโตและทำกำไรได้มหาศาลต่อไปอีกนาน และนั่นทำให้หุ้น NVDA มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. สูงที่สุดในโลกที่กว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเสียยิ่งกว่า GDP ของเยอรมันที่เป็นอันดับ 3 ของโลก เสียอีก มองแบบหยาบ ๆ ถ้าบริษัทก็คล้าย ๆ ประเทศที่ผลิตสินค้าขายให้คนอื่นเอาไปใช้ เอ็นวิเดียก็เป็นประเทศที่ใหญ่กว่าและมีความสำคัญกว่าเยอรมันแล้ว

อีลอน มัสก์ เป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทหลายแห่งที่ผลิตสินค้าที่ “ปฎิวัติโลก” เป็นสินค้าใหม่ที่ “ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” เช่น รถไฟฟ้าเทสลา บริษัทยิงจรวดสู่อวกาศ SpaceX ที่ส่งดาวเทียมเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือจากอวกาศและอื่น ๆ รวมถึงสัญญาว่าวันหนึ่งจะขนส่งมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคาร เป็นต้น และนั่นส่งผลให้หุ้นเหล่านั้นมีค่าสูงลิ่วเกือบทุกตัว และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญ หรือ 33 ล้านล้านบาทไทย มากกว่าเจนเซ่น หวง ที่รวยติดอันดับโลกเหมือนกันที่ประมาณ 5.7 ล้านล้านบาท

ทั้งเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ ต่างก็เรียนจบทางสายวิยาศาสตร์และน่าจะเรียนเก่งมากทั้งคู่ โดยเจนเซ่น หวง จบปริญญาโททางด้านวิศวไฟฟ้าจากแสตนฟอร์ด ส่วนอีลอน มัสก์ จบทางด้านฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Pennsylvania หรือ “U of Penn” ที่โด่งดังโดยเฉพาะในสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน

ทั้งคู่ต่างก็เป็น “ผู้อพยพ” เข้ามาอยู่ในอเมริกา โดยที่เจนเซ่น หวงนั้น เป็นเด็กจีนจากใต้หวันที่เดิมพ่อแม่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยก่อน แต่เนื่องจากประเทศไทยเกิด “เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516” ซึ่งเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และ “โลกเสรี” ในประเทศไทย ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่อเมริกา

อีลอน มัสก์เป็นคนอาฟริกาใต้ที่ “บ้านแตก” เขา “หนี” พ่อไปอยู่กับแม่ที่หย่ากันที่แคนาดาตอนเป็นวัยรุ่น และต่อมาก็ย้ายตัวเองไปเรียนและอยู่ต่อที่อเมริกา อาจจะเพื่อที่จะ “ตามความฝัน” ของตนเอง

นิสัยหรือความเชื่อของเจนเซ่น หวง นั้นน่าจะแตกต่างจากอีลอน มัสก์ มากหรือตรงกันข้ามแบบ “ตะวันออก-ตะวันตก” นั่นคือ เจนเซ่น หวงถูกเลี้ยงดูแบบจีน คือรักการศึกษาเล่าเรียน อย่างน้อยในโรงเรียน มีวินัยสูง ทำงานหนัก ทำงานได้สมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่เคยเกเร เขาทำงานในโรงงานเดิมและบริษัทเดิมโดยเฉพาะ เอ็นวิเดีย มานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยังเป็นบริษัทเล็กจนเติบใหญ่กลายเป็นบริษัทที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทางด้าน AI

อีลอน มัสก์ นั้นเป็นแบบ “เด็กฝรั่ง” ทั่วไปที่ “อยากรู้อยากเห็น” ชอบเรียนรู้แบบอิสระไม่เชื่อฟังครูและไม่ค่อยมี “วินัย” หรือไม่อยู่ใน “กรอบ” กล้าเสี่ยงกล้าลองผิดลองถูก เขาเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงและมักคิดถึงการแก้ปัญหาระดับโลกและการทำอุตสาหกรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์สูง ดังนั้น เขาจึงทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทั้งยากและอาศัยพลังใจและพลังกายสูงมากพร้อมกันอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ ในบางช่วงบางเวลา เขาถึงกับต้อง “นอนที่โรงงาน” เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเร่งงานหรือแก้ปัญหาเร่งด่วน

ความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งระหว่างเจนเซ่น หวง กับอีลอน มัสก์ ก็คือเรื่องของการ “กล้าเสี่ยง” ที่อีลอน มัสก์ ดูเหมือนว่าจะมีสูงกว่าเจนเซ่น หวง เพราะเขากล้าทำในสิ่งที่อาจจะมีโอกาสล้มเหลวสูง และถ้าล้มเหลวก็อาจจะทำให้เขาล้มละลายได้เลย ตัวอย่างเช่น ในช่วงหนึ่งที่เทสลายังไม่ประสบความสำเร็จนั้น เขาแทบจะต้องทุ่มเงินส่วนตัวทั้งหมดและ “จำนำ” ทุกอย่างที่มีเพื่อนำเงินมาหล่อเลี้ยงไม่ให้บริษัทล้มละลาย โชคดี ที่เขารอดมาได้และบริษัทเริ่มประสบความสำเร็จในการผลิตและขายรถได้อย่างจริงจัง ในขณะที่เจน เซ่น หวงนั้น สิ่งที่เขาเสี่ยงนั้น ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ก่อตั้ง NVIDIA ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นธุรกิจก็ไปได้เรื่อย ๆ และบริษัทก็เติบโตไปอย่างต่อเนื่องมั่นคงแม้ว่าจะไม่ได้โตระเบิดในช่วงแรกก่อนที่กระแสของ AI จะมา

ประเด็นสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของภาพพจน์และการสื่อสารกับสาธารณชนของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งสอง ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญมากและมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของบริษัทเป็นอย่างมาก เหตุก็เพราะบริษัทสร้างและขายสินค้าหรือบริการที่เป็น “สิ่งใหม่ที่จะปฏิวัติโลก” ภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของทุกคนตั้งแต่คู่ค้า ลูกค้าซึ่งก็คือบุคคลธรรมดา และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จะต้องมีความรู้สึกและความคิดที่ดีต่อเจ้าของและผู้นำของบริษัท

อีลอน มัสก์ นั้น ภาพที่เป็นมาตลอดก็คือ เขาเป็น “อัจฉริยะ” ทางด้านความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงคุณสมบัติที่จะ “ทำให้สำเร็จ” ในสิ่งที่คนทั่วไปรวมถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ว่าที่จริงคนอื่นอาจจะไม่เคยคิดเลย เช่น การยิงจรวดแล้วเก็บตัวจรวดกลับมาใช้ใหม่แทนที่จะปล่อยมันตกทะเลไป เป็นต้น

ดังนั้น คนทั่วไปรวมถึงคนชั้นนำในวงการต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างก็ “ซูฮก” หรือนับถือและเชื่อมั่นในตัวเขามาก ไม่ว่าเขาจะ “โม้” อะไรมากน้อยแค่ไหน คนก็เชื่อว่าเขาจะทำได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสามารถดึงพลังจากสังคมมหาศาลมาช่วยทำให้งานหรือความฝันของเขาสำเร็จได้ง่ายขึ้นมาก

ตัวอย่างล่าสุดก็คือ การนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จและได้รับเงินจาก IPO มากที่สุดในประวัติศาสตร์คิดเป็นเงิน 7.5 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 2.5ล้านล้านบาท ที่จะถูกนำไปสร้างโครงการต่าง ๆ “ในฝัน” ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบัน บริษัทก็ยังแทบจะไม่มีกำไรเลย

เจนเซ่น หวงนั้น เพิ่งจะดังมาไม่นานและหลังจากอีลอน มัสก์ มาก แต่เขาก็ “สร้างตัวตน” มาตั้งแต่แรกโดยการ “สวมเสื้อหนังสีดำตัวเก่ง” ออกทุกงานจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาจจะคล้าย ๆ กับสตีฟ จ็อบส์ สมัยที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ที่แอปเปิลที่มักจะสวมเสื้อยืดคอเต่าสีน้ำตาลตลอดเวลา สัญลักษณ์ของเจนเซ่น หวงที่ต้องการโชว์ก็คือ เขาเป็น “วิศวกร” ที่คุมการผลิตชิพ AI ที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครสู้ได้และทุกคนต้องการ และมันกำลังเปลี่ยนโลก ภาพของเขาจะต้องเป็นคน “ติดดิน” คลุกคลีกับชั้นกลาง ทำงานหนัก กินข้าวบ้าน และดื่มเหล้าสังสรรค์บ้างหลังเลิกงาน

ดังนั้น ภาพที่ปรากฏเวลาเจนเซ่น หวง เดินทางไปติดต่อธุรกิจต่างประเทศ เขาจะต้องชวนผู้นำของประเทศและนักธุรกิจคู่ค้าไป “หาอะไรกินในตลาด” หลังเสร็จประชุม เขาไม่ไปนั่งในห้องติดแอร์แต่มักจะนั่งหน้าร้านและสั่งอาหารรวมถึงเหล้าเบียร์ท้องถิ่นมากินแบบเดียวกับคนในประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอเซียเหล่านั้น

ภาพเจนเซ่น หวง คู่กับผู้บริหารซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทล้านล้านบาทอย่างซัมซุงกลางตลาดนัดกลางกรุงโซลนั้น ทำให้คนเกาหลีและแทบทุกประเทศในเอเชียต่างก็ “ร้องกรี๊ด” เพราะแทบจะไม่มีใครเคยเห็นว่า คนที่ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก และรวยขนาดนั้นจะมานั่งกินอาหารร่วมกับคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนคิดว่า เจนเซ่น หวง นั้น เขาก็เคยเป็นแบบเดียวกับเรา ตอนนี้เขาประสบความสำเร็จสุดยอด แต่เขาไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นพวกเราเสมอ ไม่เคยลืมตัวตนและใช้ชีวิตอย่างเดิมที่น่ายกย่อง ซึ่งสำหรับผมแล้ว นาทีนี้ เจนเซ่น หวง มีสถานะใกล้เคียงกับ อีลอน มัสก์ ในแง่ของภาพพจน์ที่ดีโดยเฉพาะสำหรับคนในเอเชียซึ่งก็เป็นตลาดสำคัญของโลกในยุค AI

ชีวิตและความสำเร็จของเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ นั้นเป็นกระจกเงาบอกผมหรือทำให้ผมคิดไปถึงประเด็นที่คนพูดและเถียงกันมากในระยะหลังนี้ว่า ระหว่างจีน กับ สหรัฐอเมริกา ใครจะ “ชนะ” ในสงครามชิงความยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่อไปถึงประเด็นว่า เศรษฐกิจไหนจะใหญ่กว่ากันในอนาคต ซึ่งนั่นก็ไม่พ้นเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และตลาดหุ้นของประเทศไหนจะโตกว่ากันในอีกหลายปีหรือหลายสิบปีหลังจากนี้

ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมรู้แต่เพียงว่า จีนนั้น เก่งทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม ผลิตสินค้าได้ดีและถูกมาก อะไรที่เป็นเรื่องของการผลิต เช่น หุ่นยนต์หรือรถไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไม้สอยไฮเท็ค จีนน่าจะชนะแน่นอน ดูเจนเซ่น หวง เป็นตัวอย่าง เพราะเขาเป็นคนจีน และในเมืองจีนนั้น คนที่คล้าย ๆ เจนเซ่น หวง น่าจะมีมากมาย

ส่วนอเมริกานั้น ความแข็งแกร่งอยู่ที่การเป็นประเทศที่คนเก่ง ๆ และฉลาดมากจากทั่วโลกรวมถึงคนจีนอยากเข้าไปอยู่ จริง ๆ คนที่ไม่เก่งและไม่ฉลาดก็อยากเข้าไปอยู่ เพราะมันเป็นประเทศแห่งเสรีภาพและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดและทำตาม “ความฝัน” ของตนเองได้ และคนอย่างอีลอน มัสก์ก็คือคนหนึ่ง เช่นเดียวกับเจนเซ่น หวง ที่ได้ใช้โอกาสนั้นในอเมริกา

เราคงต้องรอดูต่อไปว่า ระหว่างประเทศที่คนเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างจีน และประเทศที่เปิดโอกาสให้คนช่างฝันทั่วโลกเข้าไปอยู่อาศัยอย่างอเมริกา ใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว นาทีนี้ สหรัฐดูเหมือนว่าจะชนะ มองจากมูลค่าของตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์พยายาม “ปิดประเทศ” บางส่วน อาจจะทำให้อเมริกาแพ้ได้



From Settrade

12 มิถุนายน 2569

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run
  • Goal: point newsubdomain.mydomain.com to a service running on Cloud Run.
  • Check the region first: built-in domain mapping works only in supported regions (e.g. us-central1, us-east1, europe-west1). Other regions need a Load Balancer instead.
  • In Cloud Run: open Domain mappings → Add Mapping → pick your service → verify ownership of mydomain.com→ enter the full subdomain.
  • Cloud Run gives you a CNAME value: ghs.googlehosted.com (subdomains get one clean CNAME; only the apex domain needs A/AAAA records).
  • In GoDaddy DNS: add a CNAME record → Host: newsubdomain (label only) → Value: ghs.googlehosted.com → TTL default → Save.
  • Avoid conflicts: remove any existing forwarding or record using the same newsubdomain host.
  • Wait & verify: DNS propagates in minutes to a few hours; Google auto-issues the SSL certificate. Check at dnschecker.org, then open https://newsubdomain.mydomain.com.

Docs: https://docs.cloud.google.com/run/docs/mapping-custom-domains

08 มิถุนายน 2569

เรารักวิกฤติ โดยเฉพาะถ้ามีเงินสด โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน และที่สำคัญ มีทางที่จะได้ประโยชน์จากมันด้วยการลงทุนหรือไม่

จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์ คงต้องบอกว่า เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน “ดีมาก” มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด

เขาเคยบอกว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว” โดยเฉพาะจากวิกฤติ

มาดูประสบการณ์บางเรื่องที่สำคัญของบัฟเฟตต์ดู เริ่มจาก วิกฤติบริษัทหรือหุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสในปี 1964 ที่เกิดการโกงกรณี “เรื่องฉาวโฉ่น้ำมันสลัด” ที่เกิดในแผนกซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงคือ บริษัทจะขาดทุนหนัก และทำให้เสียชื่อเสียงและอาจกระทบกับธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50% แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า ซึ่งก็พบว่า คนยังใช้บริการ “เอเม็กซ์” ปกติ

ผลก็คือหุ้นเอเม็กซ์ฟื้นตัวและทำกำไรให้บัฟเฟตต์มหาศาล กลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี

วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74 เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม” ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น “Stagflation” คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น

บัฟเฟตต์เห็นหุ้นวอชิงตันโพสต์ หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงสุดยอดที่ได้รับการยอมรับทั่วอเมริกาและในโลกราคาหุ้นตกลงมาเหลือน้อยมาก และในเวลานั้น สื่อก็เป็นสิ่งที่กำลังโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญเข้าซื้อจนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และสนิทใกล้ชิดกับเจ้าของและเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกนานจนเธอเสียชีวิต

เงินลงทุน 10 ล้านเหรียญนั้น ต่อมาเติบโตขึ้น 100 เท่าเป็น 1,000 ล้านเหรียญ และกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์ คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6% และต่อมาถูกเรียกว่า “Black Monday” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นในขณะนั้น “แพงเกินไป” และตลาดในช่วงนั้นเริ่มมีการซื้อ-ขายหุ้นด้วย “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่อ้างว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตหุ้นได้ ซึ่งวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่โปรแกรมทั้งหลายต่างก็ทำงานพร้อมกันที่ตัดสินใจให้ขายหุ้นที่ “แพงเกินไป” หุ้นจึงตกเพราะแทบจะไม่มีคนซื้อเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรในวันนั้น

บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นโคคา-โคลาในปี 1988-1989 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากหลัง “วันจันทร์ทมิฬ” นั้น โดยเหตุผลที่หุ้นโค๊กตกลงมาต่อเนื่องก็เพราะว่าบริษัทเติบโตช้าลง การขยายกิจการไปต่างประเทศมีความไม่แน่นอนด้วย

แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีมูลค่าเป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับที่กลายเป็นเครื่องดื่ม “ประจำตัว” ของบัฟเฟตต์ที่เขา “ดื่มทุกวัน” แทนเป็ปซี่

กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การซื้อหุ้น Goldman Sachs ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 ของบัฟเฟตต์ด้วยเม็ดเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ โดยที่เขาสามารถต่อรองเงื่อนไขที่ดีมาก คือ ซื้อเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 10% และมีโอกาสที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญผ่านวอแร้นต์ที่กำหนดราคาแปลงสภาพแน่นอนในราคาต่ำมาก

และเหตุผลที่เขาได้ดีลดีมากก็เพราะว่าในยามวิกฤติรุนแรงที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ ๆ แทบทั้งหมด “ล่มสลาย” อานิสงค์จากการล่มสลายของธนาคารเลย์แมนบราเธอร์และหุ้นกู้ซับไพร์ม บัฟเฟตต์เป็น “คนเดียว” ที่มีเงินสดมหาศาลที่คนต่างก็เข้ามาหา ในยามวิกฤตินั้นคนรู้ว่า “บัฟเฟตต์คือพระเจ้า”

โกลด์แมนซาคส์ฟื้นเพราะเงินจากบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์ได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้นนับเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ และนั่นก็ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงถือเงินสดค่อนข้างมากตลอดเวลา นั่นก็คือ เขารอว่าจะมีบริษัทหรือหุ้นตัวไหนเกิด “วิกฤติ” ที่จำเป็นต้องใช้เงินรีบด่วน หรือเขาจำเป็นต้องมีเงินทันทีเพื่อเข้าไป “ฉวยโอกาส” ในช่วง “เวลาทอง” ที่จะได้ “ของดี ราคาถูกสุดยอด” เมื่อเกิด “วิกฤติ”

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองต่อเรื่องของ “วิกฤติ” นั้น คงต้องบอกว่าผมเอง “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุนเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผมเชื่อคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนตลอดชีวิต คือเอาเงินมาซื้อหุ้นเรื่อย ๆ ตลอดไปไม่มีการขาย เราคงอยากซื้อหุ้นถูก ๆ คือตอนหุ้นตก แต่หุ้นที่จะถูกมากที่เราจะซื้อได้นั้น มักจะมาตอนวิกฤติ ดังนั้น เราควรจะชอบหรือรักวิกฤติ เพราะวิกฤติทำให้เราได้ซื้อของดี ราคาถูก และนั่นก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนระยะยาวสูง และอาจจะทำให้เรารวยได้

เรื่องแรกของผมก็คือ สิ่งที่ผมพูดมาตลอด นั่นก็คือ ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นเต็มที่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ตลาดตกลงมา 53% ในขณะที่ผมมีเงินสดที่เก็บออมไว้เต็มมือ และผมลงทุนมันทั้งหมดในปีวิกฤติ ในหุ้นที่ดีหรือดีมากในราคาที่ถูกมาก แค่ปันผลก็แทบจะได้ปีละ 10% แล้ว ผมไม่กลัววิกฤติเลย ผมรักมัน

ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46% อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ

หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 44% โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น การซื้อ-ขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยแค่ 3-4,000 ล้านบาท

พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมา 13% หลังวิกฤติ

วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา ในปีนั้น หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543 ผมไม่เคยถือเงินสดเลย พอเกิดวิกฤติ พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48% เพราะเกิดวิกฤติแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

หลังจากนั้น ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง บวกถึง 63% แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141% ผมรักวิกฤติ แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน” นั้นสดใสยิ่งกว่า

ปีโควิด 2020 หรือ 2563 เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะ “ล่มสลาย” เพราะต้องปิดเมืองทั่วโลก กลับรอดพ้นไปได้โดยเฉพาะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่คนไม่ต้องออกจากบ้าน มีการแจกเงินมหาศาลเพื่อให้คนมีเงินใช้ซื้อสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม เงินนั้น จำนวนมากกลับถูกนำไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะในอเมริกา ทำให้หุ้นที่ตกลงมาแรงระดับ 30-40% เพราะ “ตกใจ” ฟื้นขึ้นทันที หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11% แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว โตขึ้น 21%

ผมรักวิกฤติ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งต่อไปมันจะเหมือนเดิมไหม เพราะในระยะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา VI หรือการลงทุนแบบ VI เองก็ไม่เหมือนเดิม โลกของการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ เพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ในกว่าสิบปีที่ผ่านมา




Source: Settrade

01 มิถุนายน 2569

18 จิตวิทยาอยากได้ดี ให้โกหกสมอง


1. แกล้งทำเป็นมั่นใจ แล้วสมองจะค่อยๆ เชื่อ

ยืนตัวตรง พูดชัดขึ้น แล้วบอกตัวเองว่า “เราทำได้”
เพื่อนเราคนนึงตอนสัมภาษณ์งานใหม่ เค้าบอกว่าในใจกลัวตาย แต่แกล้งทำเหมือนมั่นใจ แล้วก็ได้งานจริงๆ!



2. บอกตัวเองว่าเหนื่อยได้ แต่อย่าหยุด

สมองจะเข้าใจว่า “เราโอเคกับความล้า” แต่ยังมีแรงเดินต่อ
เคยพูดกับตัวเองว่า “เหนื่อยเนอะ แต่ไปอีกนิดนะ” แล้วพอถึงเป้าหมาย มันโคตรคุ้มเลย



3. ตั้งนาฬิกาปลุกว่าเรานอนพอแล้ว

แม้นอน 6 ชม. แต่ถ้าตื่นมาแล้วบอกว่า “สดชื่นจัง” สมองจะเชื่อตาม
ลองมาแล้ว เชื่อไหมว่าแค่เปลี่ยนคำพูดตอนตื่น ร่างกายก็ไม่งอแงเหมือนเดิม



4. พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ “รู้สึกเหมือนเราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น”

เช่น คาเฟ่เงียบๆ ห้องสมุด หรือฟิตเนส
บางที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เราอยากทำให้ดีที่สุด”



5. บอกตัวเองว่า “นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเรียนรู้”

สมองจะหยุดตีตรา แล้วเปิดรับบทเรียนใหม่
เหมือนตอนเราพลาดงานใหญ่ครั้งนึง แต่พอเล่าให้ตัวเองฟังว่าเราได้ประสบการณ์โคตรเยอะ มันก็หายรู้สึกผิดทันที



6. บอกตัวเองว่า “แค่ 5 นาที”

สมองจะหลอกให้เราลงมือ แล้วพอเริ่มแล้วก็มักจะไปต่อได้เอง
เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะ “เก็บห้อง” กับ “เริ่มทำงาน”



7. เรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างอ่อนโยน

“เก่งมากนะ เราเอง” หรือ “เออ วันนี้เหนื่อย แต่เราน่ารักอยู่นะ”
การพูดกับตัวเองดีๆ คือวิธีเติมพลังที่อ่อนโยนที่สุด



8. ใส่เสื้อผ้าดีๆ แม้จะอยู่บ้าน

สมองจะคิดว่า “วันนี้สำคัญนะ” แล้วเราก็จะรู้สึกมั่นใจแบบไม่รู้ตัว
ลองแต่งตัวสวยๆ มาทำงานที่บ้านดู แล้ววันนั้นจะ productive ขึ้นโดยไม่รู้ตัว



9. เขียนเป้าหมายให้เหมือนมันเกิดขึ้นแล้ว

เช่น “ฉันมีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” ไม่ใช่ “ฉันอยากมี…”
การเขียนแบบนี้ทำให้สมองตั้งระบบ GPS ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น



10. สร้าง playlist ที่หลอกอารมณ์เราให้ลุกขึ้น

เลือกเพลงที่ทำให้รู้สึกว่า “เราเป็นนางเอกในหนังชีวิตตัวเอง”
เพลงบางเพลงมีพลังมากกว่ากาแฟอีกนะ บอกเลย



11. เรียกสิ่งที่ยากว่า “เรื่องท้าทาย” แทน “ปัญหา”

สมองจะมองว่าเป็นเกมที่ต้องเล่น ไม่ใช่ภาระ
เปลี่ยนคำเดียว แต่ความรู้สึกเบาขึ้นเยอะเลย



12. บอกตัวเองว่า “ฉันยังไม่รู้…แต่ฉันจะเรียนรู้ได้”

มันเปิดประตูให้กล้าลอง
ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่กล้าพอจะเริ่มก็พอแล้ว



13. หลอกสมองว่าเรา “ยุ่งมาก” กับสิ่งดีๆ

ยิ่งพูดว่า “ฉันยุ่งกับการดูแลตัวเอง” สมองจะไม่เอาเวลาไปเสียกับเรื่องไร้สาระ
ลองตั้งสเตตัสว่า “ยุ่งอยู่กับความสุข” แล้วดูพลังบวกที่ตามมา



14. เขียนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันสั้นๆ

สมองจะเริ่มมองโลกในมุมที่ดีโดยอัตโนมัติ
บางวันแค่ “เจอแมวข้างทางน่ารัก” ก็ทำให้วันนั้นดีขึ้นแล้ว



15. บอกสมองว่า “เราทำได้มาแล้วตั้งหลายครั้ง”

เอาความสำเร็จเล็กๆ มาเป็นพลัง
เคยทำผ่านได้ตั้งหลายเรื่อง ทำไมเรื่องนี้จะผ่านไม่ได้ล่ะ?



16. บอกสมองว่า “แค่เราอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องเป็นใคร แค่หายใจอยู่ตรงนี้ ก็เก่งมากแล้ว
ความพอดีคือความสุขที่แท้จริง



17. พูดกับตัวเองว่า “ความกลัวแปลว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า”

แล้วความกลัวจะกลายเป็นสัญญาณที่ดี
ทุกครั้งที่กลัว แปลว่าเรากำลังโตอีกขั้น



18. หลอกสมองให้ “ซ้อมความสำเร็จไว้ก่อน”

นึกภาพตัวเองในวันที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แบบชัดๆ
เหมือนตอนเราหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรายืนพูดบนเวทีได้… แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง




28 พฤษภาคม 2569

🪿 Golden Goose Farm — ฟาร์มห่านทองคำที่ช่วยให้คุณมองพอร์ตหุ้นในแบบใหม่ 🪿


🪿เคยไหม? แค่จะเปิดดูพอร์ตหุ้นก็รู้สึกเหนื่อยใจเสียแล้ว ตัวเลขแห้ง ๆ สีแดงสีเขียวเต็มจอ กราฟขึ้น ๆ ลง ๆ จนบางวันไม่อยากเปิดดูเลยด้วยซ้ำ Golden Goose Farm เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกนั้น ด้วยการเปลี่ยนหุ้นทุกตัวในพอร์ตของคุณให้กลายเป็น "ห่านทองคำ" ที่เดินเล่นอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในฟาร์มแสนน่ารัก


🪿 เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก เพียงกด "ทดลองใช้งาน" ก็เข้าไปเดินสำรวจฟาร์มและลองเพิ่มหุ้นได้เลย และเมื่ออยากเก็บพอร์ตของคุณไว้ใช้ในครั้งต่อไป ก็แค่เข้าสู่ระบบด้วย Google เพียงคลิกเดียว ตัวเว็บออกแบบมาให้ใช้ง่าย ตัวหนังสือใหญ่ อ่านสบายตา เปิดได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์


🪿 ทุกครั้งที่เพิ่มหุ้นเข้าพอร์ต ห่านตัวใหม่จะโผล่มาเดินเล่นในฟาร์มทันที แต่ละตัวมีสีเฉพาะของมันเอง พร้อมป้ายชื่อสัญลักษณ์หุ้นติดอยู่ ลองคลิกที่ห่านตัวไหนก็ได้ แล้วคุณจะเห็นว่าห่านตัวนั้นออกไข่ทองคำ — หรือก็คือเงินปันผล — ให้คุณปีละเท่าไหร่ และมูลค่ารวมของหุ้นตัวนั้นในพอร์ตตอนนี้อยู่ที่เท่าไร


🪿 อยากได้ไอเดียหุ้นปันผลใหม่ ๆ? แวะที่หน้า "ห่านแนะนำ" ได้เลย ระบบจะคัดหุ้นให้อัตโนมัติตามเกณฑ์พื้นฐานที่นักลงทุนปันผลคุ้นเคย ทั้งเงินปันผลสูงกว่า 5% ค่า P/E ในช่วง 5–15 และ ROE มากกว่า 10% เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นมองหาหุ้นปันผล โดยไม่ต้องนั่งกรองข้อมูลเองให้ปวดหัว


🪿 ลองเข้าไปเลี้ยงห่านของคุณได้ที่ https://golden-goose-farm.piggyman007.com เพราะพอร์ตที่ดี ควรมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่ตัวเลขนิ่ง ๆ บนหน้าจอ




🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚

25 พฤษภาคม 2569

หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความก้าวหน้าแบบ “ก้าวกระโดด” ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ “เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง” ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้แทบทุกอย่างทั้งงานที่ซับซ้อนมาก ๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

หุ้นเท็คหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด “ยักษ์” ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” หรือ “Magnificent 7” ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น “เกม” นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “กระแสของ AI” กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AIอย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี “ค่าจ้าง” ต่ำลงเรื่อย ๆ

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง “หยุดได้แล้ว” เพราะคนในโลกจะ “ไม่มีงานทำ” และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ “สูญพันธุ์” ไป และโลกจะมีแต่ “มนุษย์ AI” ที่เป็น “ซิลิคอน” มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ “ไม่ตาย” และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

ผมอาจจะพูด “เพ้อฝัน” ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

ในมุมมองทางด้าน “หุ้น” ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น “Ultimate Super Growth” หรือธุรกิจที่จะ “โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด” และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ “ครอบงำ” ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐ

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

พูดง่าย ๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต “ระเบิด” และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ “สตอรี่” ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ “หลุดโลก” แต่แค่ “เรื่องราวหรือเรื่องเล่า” นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

2) หุ้นถูก “คอร์เนอร์” โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง “พื้นฐาน” ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ “ราคาหุ้นที่เหมาะสม” เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลทฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?
คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ “ฟองสบู่หุ้น AI” แตก

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงค์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทะลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี “ข่าวลือ” ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี “ลาภลอย” ของบริษัท AI ที่ “ทำกำไรมากเกินไป” หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน “ตกงาน”มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย “คิดภาษีสรรพสามิต” สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ “ควบคุมข่าวสาร” เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ “ฟองสบู่” ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้
สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป



From Settrade.com

18 พฤษภาคม 2569

เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะ “รวยและประสบความสำเร็จในชีวิต” ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ ดวงหรือโชคชะตาในแง่ที่ว่า มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และมีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรและ “ไม่ต้องมีเหตุผล” อย่างคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย 

แต่หลังจากนั้น ตอนที่อายุเกือบจะ 60 ปีแล้ว ผมก็เริ่มศึกษาและคิดทบทวนว่า ดวงหรือโชคชะตานั้น มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตและความสำเร็จของเราจริง ๆ หรือเปล่า? ที่ผมรวยและประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของความสามารถ การทำงานหนัก การมีวินัย เหนือกว่าคนอื่น ๆ เท่านั้นหรือ ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเข้ามาเกี่ยวข้องแน่หรือ?

คำตอบของผมแบบ “ไม่ลำเอียง” ก็คือ ผมมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกหุ้นระดับดีถึงดีมากแต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อป เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ผมไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ควร ช่วงที่เริ่มต้นชีวิตการลงทุนแบบ VI ใหม่ ๆ ยังทำงานประจำเต็มเวลาที่ค่อนข้างหนัก ใช้เวลาในการศึกษาหุ้นน้อย สิ่งที่น่าจะโดดเด่นจริง ๆ คงเป็นเรื่องของ “วินัย” ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะมั่นคง เหตุผลก็เพราะผมเชื่อในหลักการแบบ “VI” มากกว่าคนอื่น โดยรวมแล้วถ้าให้คะแนนความเก่งและการเลือกหุ้น ผมอาจจะอยู่ในระดับ B+ หรือ A-

ความสำเร็จของผมส่วนใหญ่น่าจะมาจาก “โชคดี” ในแง่ที่ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงิน “ล่มสลาย” ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น ตกลงมาอย่างหนักระดับ 90% จากจุดสูงสุด และก็ทำให้ผมที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ “ตกงาน” และไม่รู้ว่าจะหางานใหม่ที่ดีเท่าเดิมได้อย่างไร

“โชคดี” อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้าน “การลงทุน” และได้ “บริหารพอร์ตหุ้นของบริษัท” หรือที่เรียกว่า “Prop Fund” ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี อยู่แล้ว และกลยุทธ์ที่ใช้ก็รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นด้วย “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งเป็น “รากฐาน” ส่วนหนึ่งของ “การลงทุนแบบ VI” ที่กำลังโด่งดังในอเมริกานำโดย “วอเร็น บัฟเฟตต์” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดในอเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก ว่าที่จริงคนไทยแทบจะ “เลิกเล่นหุ้น” ไปหมดแล้ว

โชคร้ายที่ต้องตกงานทำให้ผมต้อง “หาทางรอดของชีวิต” และจากการวิเคราะห์ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นที่ในยามนั้นยังมีหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีมาก แต่ราคาตกต่ำลงมาจนทำให้ค่า PE เหลือแค่ 5 เท่า และจ่ายปันผลระดับ 10% หลาย ๆ ตัว ซึ่งต้องถือว่า “โชคดีมาก” ดังนั้น ผมจึงทุ่มเงินทั้งหมดลงในหุ้นประมาณ 10 ตัว โดยอิงกับหลักการสำคัญของ VI แบบบัฟเฟตต์ที่บอกว่า ลงทุนหุ้นให้คิดว่าเป็นการ “ลงทุนในธุรกิจ” อย่าไปคิดว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อราคาขึ้นมา ว่าที่จริง ในช่วงนั้น ตลาดหุ้นแทบจะไม่มีสภาพคล่อง ปริมาณซื้อขายวันละแค่ 2-3,000 ล้านบาท ซื้อแล้วอย่าคิดว่าจะขายได้ง่าย ๆ

หลังจากนั้นอีกเช่นกัน เศรษฐกิจทั้งประเทศเงียบเหงา บริษัทเกือบทุกแห่งกำลัง “ปรับโครงสร้าง” ให้พ้นจากการล้มละลาย ผมจึงมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และเริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่ความคิดและหลักการลงทุนแบบ VI ซึ่งเป็นการลงทุนแนวใหม่ของประเทศไทย “ตีแตก” น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่พูดถึงหลักการแบบ VI เช่นเดียวกับบทความ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่เสนอมุมมองของคนที่ประกาศตัวว่าเป็น “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ซึ่งยังคงมีการเขียนอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว เช่นเดียวกับหนังสือ “ตีแตก” ที่ก็ยังคงพิมพ์ขายอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแช่นเดียวกัน

ต้องถือว่าผม “โชคดี” ในฐานะของนักลงทุนที่ “เกิด” ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คือเกิดหลังจากวิกฤติครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นที่ทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมายให้เลือกลงทุน และในวันที่ “เกิด” นั้น ผมพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น “ผู้นำ” เพราะมีความรู้ที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดี มีเงินออมพอสมควรในขณะที่คนอื่นที่เป็นนักลงทุนนั้น “เจ๊ง” กันแทบหมด ความรู้และความสามารถของผมในวันนั้นในแง่ของการเป็น VI ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมแทบไม่ต้องแข่งกับใคร ดังนั้น ผมได้เปรียบมาก

การเป็น “คนแรก” ทำให้ผมเป็นที่ยอมรับและทำให้สื่อหรือคนที่จัดงานสัมมนาเรื่องการลงทุนเชิญไปพูดบรรยายและให้ความเห็น นั่นทำให้ผมต้องศึกษา เรียนรู้ และกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้น และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Compounding Effect” คือ “ผลตอบแทนทบต้น” ของความรู้ หรือก็คือ ความรู้เดิมที่มีอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเหมือนกับเรื่องของเงินหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกปี
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “ดวง” ที่ผมบังเอิญ “โชคดี” ที่ “เกิด” ในเวลาที่ถูกต้อง

วอเร็น บัฟเฟตต์ เองบอกว่า เขา “โชคดี” ที่ “เกิด” ที่อเมริกาและเป็นชายผิวขาว ทำให้เขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนสุดยอด เขาอาจจะไม่ได้พูด แต่ผมอยากเติมว่า เขาโชคดีที่เกิดในปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาประมาณ 90% และตลาดหุ้นเงียบเหงาจนถึงวันที่เขาโตและเริ่มสนใจในหุ้นและพบกับ เบน เกรแฮม ในปี 1952-53 และเข้ามาลงทุนด้วยตนเองเต็มตัว ซึ่งหลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็วิ่งแบบติดจรวด อานิสงค์จากการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงและอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

เรื่องของ “ดวงเกิด” นั้น มีผลต่อความสำเร็จมากมายและได้รับการพิสูจน์ทางสถิติที่โด่งดังและกล่าวถึงในหนังสือชื่อ “Outliers” ของ “Malcolm Gladwell” ที่กล่าวถึงนักกีฬาฮ็อกกี้แคนาดาที่เป็นดารานั้น ส่วนใหญ่มักเกิดใน 3 เดือนแรกของปี คือ มกราคม-มีนาคม และเหตุผลก็คือ คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็คือคนที่มาจาก “ทีมเด็ก” ที่ถูกคัดตัวเข้าทีมตอนอายุแค่ 8-9 ขวบ

และคนที่ได้รับการคัดเลือกตอนเด็กนั้น เขาจะนับอายุตามปีปฏิทิน คือถ้าเกิดเดือนมกราคม ก็คือนับว่า 1 ขวบในปีนั้นเท่ากับคนที่เกิดเดือนธันวาคม โดยไม่ดูวันเกิดจริง ผลก็คือ เด็กที่เกิดตอนต้นปีจะได้เปรียบมาก เพราะเด็กอายุ 8 ขวบที่เกิดต้นปีอาจจะแก่กว่าเด็กที่เกิดปลายปีถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พวกเขาก็มักจะชนะ ได้รับการคัดเลือกเพราะพวกเขาตัวโตกว่า แข็งแรงกว่า และเก่งกว่า

พอได้เข้าทีม พวกเขาก็จะมีโค้ชที่ดี มีโอกาสแข่งขันและมีประสบการณ์มากกว่า สุดท้ายพวกเขาก็เก่งกว่าและก็มีโอกาสพัฒนาและก้าวหน้ากว่า วนเป็นลูปไปเรื่อย ๆ แบบ “ทบต้น” และในที่สุดก็กลายเป็นดาราของนักกีฬาฮ็อกกี้

และนี่ก็คือ คนดวงดีหรือโชคดีที่ “เกิด” ต้นปี และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่เกิดต้นปีจะต้องประสบความสำเร็จหรือชนะเสมอไป แต่พวกเขามีโอกาสมากกว่า และโอกาสนั้น ในช่วงแรกหรือเริ่มต้นอาจจะทำให้พวกเขาได้เปรียบหรือชนะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบก็จะ “Compounded” หรือ “ทบต้น” และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทิ้งห่างคนที่ “เกิดผิดเวลา”

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเด็กเล็กที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนดังของไทยที่คนต้องแข่งขันกันหนักมากเวลาที่จะเข้าตอนเรียนอนุบาลซึ่งรวมถึงหลานผมหลายคน

ประเด็นก็คือ เด็กเล็กเหล่านี้ที่จะสมัครเข้าเรียนจะต้องมีอายุตามเกณฑ์โดยโรงเรียนก็จะนับจากวันที่กำหนดเช่น 31 สิงหาคม เป็นวันตัดอายุ เด็กที่เกิดเดือนกันยายนก็จะได้เปรียบมาก เพราะวันที่เขาจะเข้าเรียนนั้น เขาจะมีอายุจริงคือเกือบ 4 ปี เทียบกับเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมที่จะมีอายุแค่ 3 ปีเศษ ดังนั้น เวลาไปสอบคัดเลือกเขาก็มีโอกาสแพ้มากกว่าและไม่ได้เข้าเรียน

เมื่อเข้าเรียนแล้ว เนื่องจากมีอายุมากกว่าเพื่อน ก็จะมีความสามารถกว่า ครูก็อาจจะเอาใจใส่มากกว่า มีโอกาสแสดงความสามารถมากกว่า และกระบวนการนั้นวนเป็นลูป ทำให้เด็กเก่งมากขึ้นแบบทวีคูณหรือ “ทบต้น” นี่ก็อาจจะทำให้เด็กที่เกิดเดือนกันยายนได้เปรียบไปตลอดและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมได้

พูดถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็เช่นเรื่องของความก้าวหน้าหรือพัฒนาของประเทศในโลก ผมได้อ่านหนังสือเขียนโดย หลี่ ลู่ นักลงทุน VI ชื่อดัง ศิษย์เอกของชาลี มังเกอร์ ชื่อในหนังสือแปลภาษาไทยคือ “ก่อร่างสร้างจีน” ก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ทำไมจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งจึงตกอันดับมากในช่วง 200-300 ปีหลัง ขณะที่ประเทศตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจโลกแทน และถึงปัจจุบันที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาแข่งกับตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเรื่องของเหตุการณ์หรือช่วงเวลา “กำเนิด” ของประเทศ ซึ่งอย่างของจีนในวันนี้ก็คือ ช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเปลี่ยนแนวทางของจีนให้หันมาใช้ระบบทุนนิยมเสรีเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง

สุดท้าย กลับมาที่เรื่องหุ้น ซึ่งด้วยเวลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน “ยุคทองของ VI” ไปแล้ว เพราะเราคงไม่มี “โชคดี” อีก อย่างน้อยในช่วงเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ผมเองคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามสำหรับผมเองนั้น ต้องบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมก็ยัง “รอโชค” ที่จะมี “ปีทองของ VI” ในตลาดหุ้นเวียตนามอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่ “ประคองตัว” ไม่ให้ขาดทุนก็พอ




From Settrade

15 พฤษภาคม 2569

แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค



แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค  เคลียร์บ้านครึ่งปีหลังแบบได้บุญเต็ม ๆ

ผ่านมาครึ่งปีแล้ว SUPALAI ชวนทุกคนมาสำรวจบ้านกันดูสักนิด

ว่าในบ้านเรามีของอะไรบ้างที่ไม่ได้ใช้ แต่ยังสภาพดี พอที่จะส่งต่อให้คนอื่นได้ไหม?

บางอย่างเก็บไว้เฉย ๆ อาจไม่มีประโยชน์

แต่มือสองของเรา…อาจสร้างประโยชน์ให้ใครอีกคน 

มาเคลียร์พื้นที่ในบ้าน แล้วส่งต่อสิ่งของเหล่านั้นให้กับผู้ที่ต้องการดีกว่า

แจกพิกัด แหล่งรับบริจาค

มาเคลียร์บ้านรับครึ่งปีหลังกัน

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ ของใช้ ฯลฯ

SUPALAI รวมครบให้แล้วในโพสต์เดียว แชร์เก็บไว้ได้เลย!




11 พฤษภาคม 2569

ธุรกิจโตเร็วแต่ไม่ยั่งยืน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในระยะหลัง ๆ นี้ ผมรู้สึกว่ามีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่ยอดขาย “โตเร็วมาก” จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงในสังคมทั่วไปโดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจและนักลงทุนในตลาดหุ้น ผู้บริหารกลายเป็น “เซเล็บ” ที่มักจะได้รับเชิญไปออกรายการและเล่าเรื่องราวของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากต่างก็มองว่าหุ้นจะกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” เพราะกำไรของบริษัทจะโตขึ้นมหาศาลอย่างรวดเร็วและจะทำให้ราคาหุ้นเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือทำ IPO จะมีมูลค่ามหาศาล

แต่ธุรกิจที่ผมพูดถึงนั้น มักจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้า 1 ใน 2 แบบคือ แบบแรก ขายสินค้าราคาถูกหรือถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าของบริษัทอื่น ๆ ในท้องตลาดที่มีคุณภาพพอ ๆ กัน โดยที่เขาขายได้เพราะยอดขายที่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้มีต้นทุนที่ถูกกว่าเนื่องจากการประหยัดเนื่องจากขนาดหรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์คือ มี Economies of Scale ที่สูงกว่า

และธุรกิจแบบที่ 2 ก็คือ เป็นธุรกิจที่ขายของที่มีลักษณะของความเป็น “แฟชั่น” ที่ลูกค้าเกิดนิยมในตัวผลิตภัณฑ์อย่างแรงแต่เป็นความนิยม “ชั่วคราว” ที่เกิดขึ้นได้ง่ายโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมแพร่หลายมากในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งในไม่ช้าพวกเขาก็จะเบื่อและหันไปหาสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ธุรกิจทั้งสองแบบนั้น ในสายตาของ VI ที่ลงทุนระยะยาวแบบผม มองว่าเป็นธุรกิจที่ “ไม่ยั่งยืน” และจะไม่อยากลงทุนโดยเฉพาะในราคาหุ้นที่สูงกว่าปกติ และก็คงไม่ให้ราคามากนัก บางทีถ้าจะซื้อก็คงให้ PE ไม่เกิน 10 เท่า หรือความหมายก็คือ นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีนัก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”

เหตุผลสำหรับธุรกิจกลุ่มแรกก็คือ มันเป็นธุรกิจที่โตโดยอาศัย “ราคา” ที่ถูกกว่าปกติ คือตัดราคาคู่แข่งเพื่อดึงดูด Demand หรือความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น Margin หรือกำไรต่อยอดขายจะต่ำมาก ทำให้การโตเร็วมักจะไม่ทำกำไรที่คุ้มค่า บางแห่งขาดทุนด้วยซ้ำโดยเฉพาะเมื่อเกิด “สงครามราคา” เมื่อเกิดคู่แข่งที่สามารถมาดึงลูกค้าที่พร้อมจะ “สวิตซ์” หรือหันมาซื้อหรือใช้บริการของตนเองแทนได้อย่างง่ายดาย ผลก็คือ ยอดขายโตเร็วแต่ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำ

เหตุผลสำหรับธุรกิจแบบที่ 2 ที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนก็คือ เนื่องจากมันเป็นสินค้าหรือบริการที่ขับเคลื่อนด้วย “แฟชั่น” มันจึง “ไม่ยั่งยืน” ผลิตภัณฑ์ “ร้อน” ซึ่งก็คือมันเป็นกระแส เป็นไวรัล เป็นไฮป์ในภาษาคนรุ่นใหม่ มักจะมีวงจรชีวิตที่สั้น เพราะคนจะเปลี่ยนความนิยมเร็วมาก คนรุ่นใหม่มักจะเบื่ออะไรต่าง ๆ ง่าย ซึ่งนั่นทำให้เกิดวัฎจักรการบูม อิ่มตัว และตกต่ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ยอดขายลดลงมากในเวลาอันสั้น ส่งผลให้กำไรที่เคยทำได้มากเพราะสินค้ามักจะมีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายสูง ตกลงมาแรงมาก และถ้าผลิตภัณฑ์ร้อนแรงตัวใหม่ไม่มา บริษัทก็อาจจะมีปัญหาได้

ตัวอย่างธุรกิจแบบแรกในประเทศไทยที่เห็นค่อนข้างมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็เช่น ธุรกิจอาหารภัตตาคารโดยเฉพาะร้านขายสุกี้ที่มีการแข่งขันกันมากและในช่วงหลังก็เริ่มมีอาหาร “หมูกระทะ” และอื่น ๆ ซึ่งมีการลดราคาแข่งกันเป็นแบบ “สงครามราคา” ซึ่งทำให้ยอดขายโตระเบิดกันทุกเจ้า แต่ดูเหมือนว่ากำไรกลับไม่ได้ดีหรือลดลงด้วยซ้ำ อนาคตคงต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ในระดับโลกเองนั้น แน่นอนว่ามีคนที่ใช้กลยุทธลดราคาเพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายอย่าง “บ้าคลั่ง” ตัวอย่างก็คือ หุ้น Pets.com ที่ขายอาหารและอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยงผ่านทางอี-คอมเมิร์ซในราคาที่ถูกสุด ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังเป็นสตาร์ทอับซึ่งส่งผลให้ยอดขายโตระเบิดและแบรนด์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

หุ้นเข้าตลาดทำ IPO ในปี 2000 และกลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงสุด ๆ เพราะทุกคนคิดว่าบริษัทกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อก อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียงปีเดียว บริษัทก็ล้มละลาย เพราะต้นทุนของธุรกิจซึ่งรวมถึงการขนส่งและอื่น ๆ นอกจากต้นทุนของสินค้านั้น สูงกว่าราคาขาย ยิ่งขายมากก็ขาดทุนมาก แต่คนภายนอกอาจจะไม่รู้ นำเงินเข้ามาลงทุนกันโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของธุรกิจว่ามันไม่ดี แม้ว่ายอดขายจะโตระเบิด

อีกบริษัทหนึ่งก็คือ หุ้น WeWork ซึ่งทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่โดยเฉพาะสำหรับพวกบริษัทไฮเท็คที่ทำสตาร์ทอัปทั้งหลาย ซึ่งก็เช่นกัน คือยอดขาย “โตระเบิด” เพราะบริษัทขยายไปทั่วโลก โดยที่บริษัทเช่าสำนักงานระยะยาวจากเจ้าของอาคาร เสร็จแล้วก็ปล่อยเช่าให้ผู้เช่าต่อเป็นระยะสั้นในราคาที่อาจจะยังมีกำไรบ้าง แต่เมื่อผู้เช่าย้ายออก อาจจะเนื่องจากเลิกกิจการ หรือย้ายไปเช่าที่อื่นจากบริษัทคู่แข่ง ผลก็คือ รายได้ที่โตแรงก็หายไป

แต่ต้นทุนที่บริษัทจ่ายให้กับเจ้าของตึกเป็นระยะยาวยังคงอยู่ ดังนั้น จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนและทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง บริษัทต้องล้มละลาย มูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ที่เคยสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นศูนย์

ในส่วนของธุรกิจที่โตเร็วมากที่เป็นธุรกิจที่อิงกับ “แฟชั่น” นั้น ในประเทศไทยที่เคยเกิดขึ้นและเป็นธุรกิจขนาดย่อมก็เช่น ธุรกิจขายขนมอย่างโดนัทยี่ห้อต่างประเทศที่ช่วงแรกคนต้องต่อคิวกันซื้อหลายชั่วโมง ต่อมาก็เป็นเรื่องของชานมไข่มุก เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขายก็ลดลงและหลายยี่ห้อก็ลดลงมากจนต้องปิดตัวลงไป แทบไม่มียี่ห้อไหนอยู่ยาวเป็นหลาย ๆ ปี ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ว่า สินค้าที่อิงกับแฟชั่นนั้น จะดีได้ก็จำกัด ไม่สามารถจะเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ในระยะยาว อย่าตื่นเต้นกับมันมาก

แม้แต่สินค้าที่เป็นแฟชั่นระดับโลก อย่างเช่น “ตุ๊กตาลาบูบู้” ที่ทำยอดขายระเบิดและทำให้ร้านหรือหุ้น “ป็อปมาร์ท” มีกำไรโตเร็วแบบติดจรวดซึ่งก็ส่งผลให้หุ้นวิ่งขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้น แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมในตุ๊กตาและของเล่นแบบมีศิลปะจากบริษัทป็อปมาร์ทก็เริ่มมีสัญญาณว่าจะชะลอตัวลง และในที่สุดก็อาจจะค่อย ๆ จางหายไปได้ในวันที่อาจจะมีของเล่นของบริษัทใหม่ ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรเข้ามาแทนที่ ดังนั้น ในความเห็นของผม นี่ก็คือ หุ้นหรือบริษัทที่ไม่ได้มี “Moat” หรือคูเมืองที่จะป้องกันข้าศึกที่จะเข้ามาต่อสู้ได้

ในประเทศไทยเองนั้น ช่วงหนึ่งก็มีบริษัทหรือธุรกิจที่ใหญ่พอใช้เข้ามาทำธุรกิจขายสินค้าแฟชั่นกุ๊กกิ๊กราคาถูก เริ่มจากร้านญี่ปุ่นที่เลียนแบบ “ร้าน 100 เยน” คือสินค้าสวย ๆ น่ารักทุกชิ้นราคา 100 เยน ซึ่งเท่ากับประมาณ 40 บาทไทย ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าท้องถิ่นที่ขายในประเทศไทยแบบเดียวกัน ดังนั้น คนก็นิยมซื้อของจากร้านแบบนี้มากและก็มากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่เมื่อยอดขายโตเร็วมาก และไม่มีอะไรห้ามให้คนอื่นทำตาม รวมทั้งคนที่เข้าร้านแนว 40 บาทหรือ 60 บาททุกชิ้น ก็ไม่ได้มีอะไรติดยึดกับร้านเดิม ร้านขายสินค้าแบบนี้ก็มีการเปิดเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งขันก็รุนแรงขึ้น ขนาดที่ว่ามีร้านขายสินค้า “ทุกชิ้นราคา 10 บาท” นั่นทำให้ร้านค้าแนว 100 เยน หรือในอเมริกามีร้านแบบทุกอย่างราคา 1 เหรียญ เริ่มอิ่มตัว ยอดขายโตช้าลงจนในที่สุดก็อิ่มตัว

ดังนั้น กิจการที่ยอดขาย “โตระเบิด” โดยเฉพาะในช่วงแรก จึงไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกิจการที่ดีเยี่ยมเสมอไป จะต้องตรวจสอบให้ดีว่าโตเพราะอะไร และที่สำคัญจะโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ และมีกำไรดีไหม ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บริษัทมี “Pricing Power” หรืออำนาจกำหนดราคาแค่ไหน

ถ้าจะดี สินค้าที่ขายควรจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะดังต่อไปนี้คือ

1 การขายแต่ละรายการหรือขายให้ลูกค้าแต่ละคนจะต้องมีกำไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นธุรกิจส่งของ ราคาค่าส่งต้องสูงกว่าต้นทุนเสมอ หรือขายอาหารแบบบุฟเฟ่ก็ต้องมีต้นทุนต่อหัวต่ำกว่าราคาขาย เป็นต้น

2 ต้องดูว่าลูกค้าซื้อสินค้าเพราะอะไร เขาติดใจในตัวสินค้าหรือเน้นแต่เรื่องราคาในการซื้อหรือใช้บริการ หรือเขาซื้อเพราะเป็นกระแสแบบแฟชั่น

3 สินค้านั้นมีอะไรที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้หรือไม่ ถ้าเน้นแต่ราคาเป็นหลัก ธุรกิจก็จะดีในระยะยาวได้ยาก

4 ความต้องการของสินค้านั้น เป็นความต้องการจริง หรือเป็นความต้องการเทียมที่เกิดจากการลดราคาหรือโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้าใช่ ก็อาจจะไม่ใช่ธุรกิจหรือสินค้าที่ดีในระยะยาว

5 ถ้าเป็นการขายดีระเบิดที่เกิดจาก “กระแส” หรือความนิยมในหมู่ผู้บริโภคบางกลุ่ม นี่ก็จะไม่ทนทาน และในไม่ช้ายอดขายก็จะลดลงอย่างถาวร

ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่เน้นมองธุรกิจแบบระยะยาว และเป็นการมองหาซุปเปอร์สต็อกแบบที่จะไม่ให้พลาดเวลาที่เราประสบกับกิจการบางอย่างที่ดูคล้าย ๆ กับว่าจะดีมากเพราะยอดขาย “โตระเบิด” แต่กำไรไม่มา หรือกำไรก็มา แต่อาจจะไม่คงทน เพราะยอดขายอาจจะตกลงมาในภายหลัง หลังจากที่สินค้า “หมดกระแส” และกิจการไม่สามารถยึด “กระแสใหม่” ได้




From Settrade

26 เมษายน 2569

สามล้อถูกหวย นักเก็งกำไรรวยหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สองสามวันที่ผ่านมา “กรรมกรข่าว” รายการข่าวทีวีชื่อดังรายงานว่า “อุทาหรณ์คนเคยรวย ถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 6 ล้าน แบ่งสามีคนละครึ่ง 8 ปีผ่านไป เหลือเงินแค่ 8,000 บาท ต้องมาเป็นแม่ค้าเร่ขายล็อตเตอร์รี่ เผยจุดพีกเคยทุ่มซื้อล็อตเตอร์รี่อย่างบ้าคลั่ง หวังถูกรางวัลที่ 1 อีกครั้ง เคยทุ่มเงินซื้อมากที่สุดถึง 400,000 บาท แต่ไม่ถูกรางวัลอีกเลยแม้แต่ใบเดียว”

เจ้าตัวที่เป็นที่มาของข่าวเคยเป็นช่างเสริมสวย ได้บอกด้วยว่า ตนเป็นเหมือนที่เขาพูดเปรียบเปรยกันมาตลอดว่าเป็น “สาวล้อถูกหวย” คือ รวยจากการ “ถูกหวย” เพราะ “โชคดี” แต่สุดท้ายเงินที่ได้มามากมายก็ถูกใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว กลับมาจนเหมือนเดิม และชีวิตกลับแย่ลง ตนเองก็ต้องหย่ากับสามี ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะขาดการวางแผนทางการเงินที่ดีหลังจากได้เงินรางวัลมา

เรื่องราวแบบนี้ คือ รวยขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุการณ์หรือเหตุผลบางอย่าง เช่น การเล่นพนัน การเก็งกำไร ที่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเกิดจาก “โชค” ที่มีโอกาสน้อยมากอย่างการถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 ไม่ใช่การเกิดขึ้นเนื่องจากความสามารถในการทำงานที่สามารถทำซ้ำได้บ่อย ๆ

หรือ รวยขึ้นมาก ๆ อย่างรวดเร็วจากการทำงาน โดยเฉพาะที่เป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยความสามารถสูง และการได้รางวัลที่เป็นเม็ดเงินสูงมาก เช่น การชนะในการแข่งขันในเกมกีฬาต่าง ๆ เช่น การเป็นนักมวยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกหรือเป็นแชมป์โลกมวยอาชีพที่ทำให้ได้รับเงินเป็นรางวัลจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ปกติของตน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น โอกาสที่จะรับรางวัลซ้ำก็จะมีน้อยลงเนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้นของคนทำด้วย

นอกจากนั้น นิยามของคำว่ารวยขึ้นมาก ๆ ก็คือ ต้องทียบกับรายได้ปกติ อย่างในกรณีของช่างเสริมสวย ถ้าคิดว่ารายได้ปกติคือเดือนละ 25,000 บาท ปีหนึ่งก็จะเท่ากับ 300,000 บาท การที่เขาได้เงินมาทันที 6 ล้านบาทก็คือ เท่ากับเงินรายได้จากการทำงาน 20 ปี นี่ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล และถ้าเขาบริหารเงินได้ดี นำไปลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีรายได้ปีละ 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับเงินรายได้ปกติของเขา นั่นแปลว่าเขาสามารถอยู่ได้แบบเดิมโดยไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตโดยที่ยังมีความมั่งคั่งเป็นหลักประกันถึง 6 ล้านบาท

แต่ในโลกของความเป็นจริง คนที่ได้เงินแบบ “ลาภลอย” หรือคนที่ได้เงินมาจาก “โชค” หรือคนที่ได้เงินจากความสามารถจำนวนมหาศาล แต่จะไม่ได้มาอย่างยาวนานหรือยั่งยืนนั้น จำนวนมาก กลับ “จนลงอย่างรวดเร็ว” และชีวิตหลังจากรวยขึ้นทันที ก็มีความสุขสั้นมาก หลังจากนั้น ทุกอย่างแทบจะเป็น “หายนะ” หลายคนล้มละลาย รวมถึงนักมวยระดับแชมป์โลกอย่างไม้ค์ ไทสัน และนักมวยชื่อดังของไทยอีกหลายคน

คนกลุ่มอื่นที่ผมเองพบบ่อยแต่ไม่ค่อยเป็นข่าวก็คือ คนที่มีรายได้ไม่มากและใช้ชีวิตคนชั้นกลางหรือคนชั้นกลางระดับสูงมาตลอด แต่อยู่ ๆ ก็ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินกลางเมืองที่มีราคาสูงมาก และได้ขายที่ดินนั้นไปได้เงินมาคิดเป็นเงินแล้วอาจจะเท่ากับรายได้มากกว่า 20 ปี ของตนเอง เช่น รายได้ของตนเองคือเดือนละ 50,000 บาทหรือปีละ 6 แสนบาท ได้เงินสดจากการขายบ้าน 30 ล้านบาท หรือเท่ากับรายได้ 50 ปี แต่สุดท้าย ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี เงินก็หมด เพราะเขา “บริหารเงินไม่เป็น”

ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ตระหนักก็คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดหุ้นหรือตลาดการลงทุนที่เป็นการเก็งกำไรอย่างตลาดคริปโต ตลาดโลหะมีค่าเช่น ทองหรือเงิน เป็นต้น ที่เราได้เห็นคนที่ รวยมาก ๆ แบบ “มโหฬาร” เป็น 10 100 หรือพันล้านบาทก็มี จากการ “เก็งกำไร” ที่เจ้าตัวมักจะบอกว่ามันเป็น “การลงทุน”

กรณีสมมุติขึ้นก็คือ คนที่รวยมาก ๆ ขนาด “เปลี่ยนชีวิต” คือทำเงินจากตลาดหุ้นได้มากในช่วงพีกมีพอร์ตถึง 500 ล้านบาทหรือคิดเทียบกับรายจ่ายปกติก่อนที่จะรวยที่ปีละ 5 ล้านบาท ก็คือ 100 เท่าหรืออยู่ได้ 100 ปีโดยไม่ต้องทำงานถ้าใช้มาตรฐานชีวิตแบบเดิม
แต่พอร์ตหุ้น 500 ล้านบาทที่ได้มานั้น เขาได้มาในช่วง “ปีทองของการเก็งกำไรในตลาดหุ้น” คือช่วงตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2560 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี คือช่วงตั้งแต่หลังปีวิกฤติ ซับไพร์มถึงปีก่อนโควิด 19 ที่ หุ้น “แนว VI” ขนาดเล็ก-กลางเติบโตขึ้นมาก และกลายเป็นหุ้นที่ถูกใช้เก็งกำไรโดย “นักเก็งกำไร” ที่เรียกตนเองว่าเป็น “Value Investor”

แต่จริง ๆ แล้ว เขาอาจจะ “เก็งกำไร” โดยไม่รู้ตัว เพราะเขามักจะเล่นหุ้นแบบทุ่มซื้อทีละตัวโดยไม่กระจายความเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังใช้มาร์จินซื้อหุ้นจำนวนมาก ซึ่งในภาวะที่ตลาดและหุ้นตัวนั้นอยู่ใน “กระแส” ของนักลงทุน “กลุ่ม VI” ซึ่งผลก็คือ หุ้นวิ่งระเบิด ราคาสูงลิ่วและแพงจัดวัดจากค่า PE ที่หลาย ๆ สิบเท่า ทั้งที่ไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก เพียงแต่ “โตเร็วและตัวเล็ก” หุ้นถูก “คอร์เนอร์” คือคนเข้าไปซื้อโดยไม่ได้อิงกับพื้นฐานที่แท้จริง แต่ซื้อเพราะหุ้นวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

แน่นอนว่าผมไม่มีข้อมูลว่า “นักเก็งกำไร” กลุ่มดังกล่าวจนลงหรือมีพอร์ตลดลงมากน้อยแค่ไหนหลังจาก “กระแสหุ้น VI” ดับลงหลังจากปีโควิดและหุ้นตัวเล็กตัวน้อยที่ราคาเคยพุ่งขึ้นไปมหาศาลเป็นจรวด ตกลงมาแรงจนราคาเหลือเท่าเดิมก่อนขึ้นหรือบางตัวหนักยิ่งกว่า รวมทั้งปริมาณการซื้อ-ขายก็ลดลงจนแทบขายไม่ได้สำหรับคนที่ถือหุ้นมาก ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนนั้นก็อาจจะกลับไปสู่ที่จุดเดิมก่อนรวยจากการเก็งกำไร

นั่นทำให้ผมนึกถึงเจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นักเก็งกำไรบันลือโลก ที่รวยมาก ๆ และจนลงหนักถึง 3 ครั้งก่อนฆ่าตัวตาย ผมคิดว่า เขาบริหารเงินที่ได้มาอย่างรวดเร็วแบบมโหฬารไม่เป็น ทำไมเมื่อชนะแล้ว จึงไม่หยุด แล้วใช้เงินที่ได้อย่างฟุ่มเฟือยมีความสุขตลอดชีวิต?

คำตอบสำหรับเรื่องราวทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาทางการเงินและสังคมประมาณ 3-4 เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ เมื่อคนเริ่มรวยแบบมาก ๆ สิ่งแรกที่จะทำก็คือ การประกาศความสำเร็จ ให้คนรู้และยอมรับ เพราะความรวยคือความสำเร็จสำหรับคนทั่วไป คนถูกล็อตเตอร์รี่ก็จะบอกญาติพี่น้องคนรู้จัก นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรก็ต้องการ “โชว์พอร์ต” ตามทฤษฎีความต้องการของแมสโลว์ที่ว่า ความต้องการของคนมี 5 ระดับคือ เริ่มจากความต้องการทางร่างกายเช่น อาหาร ปัจจัยสี่ ต่อมาคือความมั่นคงในชีวิต 3 คือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือมีเพื่อนและข้อ 4 ก็คือ เมื่อได้ทั้ง 3 ข้อแล้วก็ต้องการเป็นที่ยอมรับและได้รับความนับถือ และสุดท้ายก็คือ ขั้นที่ 5 ก็คือขั้น “นิพพาน” รู้จักตัวตนและศักยภาพของตนเอง

นั่นทำให้หลายคนที่รวยกะทันหันต้อง “แจกเงิน” ให้ใครต่อใครที่รู้ข่าวและเข้ามาหา เงินหมดไปแล้วก้อนหนึ่ง บางทีก็ก้อนใหญ่ด้วย อย่างช่างเสริมสวยก็ให้สามีไปครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

เรื่องที่ 2 ก็คือ คนที่รวยมากอย่างรวดเร็วนั้น ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของตนเอง นั่นคือ จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและเพิ่มขึ้นมากแบบถาวร เรียกแบบวิชาการว่า “Life Style Inflation” เช่น ต้องอยู่ในบ้านที่ใหญ่และดีขึ้นมาก ไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ต้องนั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจ เครื่องแต่งกายก็ต้องเป็นแบรนด์เนม และกินอาหารก็ต้องตามภัตตาคารหรู เป็นต้น ระดับการใช้จ่ายอาจจะสูงกว่าเดิมหลายเท่าตลอดไป ขณะที่เงินเพิ่มครั้งเดียว

เรื่องที่ 3 ซึ่งน่าจะสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาจะคิดว่าตนเองนั้นจะโชคดีต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็คิดว่าตนเอง “เก่ง” มีความสามารถหาเงินแบบเดิมได้อีกเรื่อย ๆ เขาคิดแม้กระทั่งว่าจะถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 อีก เมื่อไม่ได้ก็จะระดมซื้อเพิ่มขึ้นบางงวดเป็นแสนบาท เป็นต้น ส่วนกรณีนักเก็งกำไรนั้น พวกเขาก็มักคิดว่าตนเองเป็น “เซียนหุ้น” เขาจะเล่นหรือลงทุนได้กำไรแบบเดิมตลอดไป เขาเคยทำได้ ถึงตอนนี้ตลาดไม่ดีอาจจะแย่ แต่สุดท้ายเขาก็จะกลับมาใหม่และจะรวยขึ้นยิ่งกว่าเดิม

เขาไม่เคยเชื่อว่าที่เขากำไรมหาศาลนั้น อาจจะมาจาก “ โชค” และจังหวะที่ผ่านไปแล้ว โอกาสน้อยมากที่เขาจะรวยได้แบบเดิมอีก ดังนั้น เขาก็จะทุ่มเงินเข้าไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ใช้เงินกู้มากขึ้น เขามักจะมีความมั่นใจสูงมากว่าเขาจะไม่พลาด ในทางวิชาการเรียกว่า “Gambler’s Fallacy” คือ ไม่ได้คิดจากเหตุผลหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์ ชอบพนันจากรูปแบบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เช่น เคยเล่นหุ้นแบบนี้แล้วบังเอิญกำไรมาหลายรอบ ก็จะเล่นแบบนี้อีกโดยไม่รู้ว่าที่ได้กำไรนั้นเป็นเหตุผลอื่นหรือโชคดี แต่จริง ๆ แล้วหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นจากพื้นฐานที่แท้จริง เป็นต้น

ว่าที่จริง เรื่องที่ 3 นั้น ในหลาย ๆ กรณีโดยเฉพาะที่เป็นการ “รวยแบบเศรษฐี” คือมีเงินหรือได้เงินมากเป็นอย่างน้อยหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทหรือมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนจนลงหรือรวยน้อยลงไปมากจนอาจจะเรียกว่า “เปลี่ยนชีวิตกลับไปใหม่” ได้มาก เพราะลำพังการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยขึ้นและการที่จะแจกเงินเพื่อซื้อสถานะอย่างในเรื่องที่ 2 หรือที่ 1 นั้น ก็มักจะไม่กระทบกับความมั่งคั่งที่ได้มานัก แต่การลงทุนหรือเล่นเก็งกำไรไม่หยุดสไตล์เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เพื่อหวังจะให้มั่งคั่งสูงสุดนั้น มักจะมีความเสี่ยงสูง และวันหนึ่งก็มักจะพลาดและก่อให้เกิด “หายนะ” ได้

บทเรียนสำคัญสำหรับคนที่รวยเร็วมากและรวยเหลือล้นก็คือ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนั้น มักจะมาครั้งเดียวหรือจะมาอีกไม่นาน อย่าเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะฝีมือหรือความสามารถพิเศษของตนเอง หน้าที่เราก็คือ พยายามรักษามันไว้ บริหารให้ดี ลดความเสี่ยงให้ต่ำลง และวางแผนการใช้เงินให้เหมาะสมกับชีวิตตลอดไป



from settrade

30 มีนาคม 2569

ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน “หมดสภาพ” อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ตำนาน” ก็ยังคงอยู่ เหตุผลเพราะ “ความรุ่งโรจน์” ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุนอย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น “ต้นแบบใหม่” ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางคนกลายเป็น “บิดา” ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคนที่สนใจการลงทุนแบบนั้น

วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี

คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี

คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้

หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว

คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี

กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง

คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก

กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต

คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี

หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป

ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด

คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร

กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้

คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย

กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป

คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”

กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น

ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่

คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่

ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้

คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก



From Settrade.com

18 มีนาคม 2569

[อัปเดต 2026] รวม 5 บัญชี e-Saving ดอกเบี้ยสูง 2%++ ฝากที่ไหนคุ้มสุด ไม่โดนหักภาษี?

ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีการเงินก้าวไปไกล การปล่อยเงินแช่ไว้ในบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุด (Passbook) ที่ให้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจเป็นการเสียโอกาสอย่างมากครับ ปัจจุบันธนาคารต่างๆ หันมาแข่งขันกันบนแอปพลิเคชันผ่านบัญชี e-Savingหรือออมทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% - 3% โดยที่เรายังสามารถถอนเงินมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

วันนี้ Piggyman007 คัดมาให้แล้วกับ 5 บัญชีตัวท็อปที่ดอกเบี้ยแรงที่สุดในตลาด พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขแบบเน้นๆ ครับ



1. บัญชี Dime! Save – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ถือเป็นขวัญใจมหาชนที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดในตลาดสำหรับเงินออมก้อนแรก โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเก็บเงินผ่านแอป Dime!
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 3.00% ต่อปี
  • เงื่อนไข:
    • รับดอกเบี้ย 3.00% สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาทแรก
    • ส่วนที่เกิน 10,000 - 500,000 บาท รับดอกเบี้ย 1.20%
    • จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง (มิถุนายน และ ธันวาคม)
  • URL: https://dime.co.th/th/save



2. บัญชี LHB You Max Digital Savings – ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

บัญชีที่สายออมเงินก้อนใหญ่ต้องมี เพราะให้ดอกเบี้ยสูงและเพดานเงินฝากกว้างมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.15% ต่อปี (สำหรับเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท)
  • เงื่อนไข:
    • ต้องเปิดบัญชีผ่านแอป LHB You เท่านั้น
    • รับดอกเบี้ย 2.15% ตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1,000,000 บาท
    • หากมียอดเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติของธนาคาร
  • URL: https://www.lhbank.co.th/th/personal/lhb-you-digital-saving/



3. บัญชี Grow Savings – แอป Kept by krungsri

บัญชีที่เน้นการสร้างวินัยการออมด้วยระบบ "กระปุก" แยกเงินก้อนมาชิงดอกเบี้ยสูง
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.22% ต่อปี (ตามระยะเวลาที่ฝาก)
  • เงื่อนไข:
    • เป็นดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ยิ่งฝากนานยิ่งได้สูง (เดือนที่ 19-24 รับ 2.22%)
    • ถอนได้ทุกเมื่อโดยไม่เสียสิทธิเรื่องดอกเบี้ยในเงินก้อนที่เหลือ
    • คำนวณดอกเบี้ยทุกวันและจ่ายให้ทุกวันที่ 28 ของเดือน
  • URL: https://www.keptbykrungsri.com/grow-savings



4. บัญชี Chill-D Savings – ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai)

บัญชีสำหรับคนชอบเห็นเงินงอกเงยทุกเดือน เพราะจุดเด่นคือการจ่ายดอกเบี้ยที่ไวทันใจ



5. บัญชี KKP SAVVY – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (แอป KKP Better)

บัญชีดิจิทัลที่ยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนโตและอยากได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 1.60% ต่อปี (รับโบนัสเพิ่มตามระยะเวลา)
  • เงื่อนไข: 
    • ดอกเบี้ยพื้นฐานประมาณ 1.50% และรับเพิ่มอีก 0.10% หากมียอดฝากคงที่ตามระยะเวลา (Better Bonus)
    • รองรับวงเงินสูงถึง 5,000,000 บาท
  • URL: https://kkpbetter.kkpfg.com/th/savings/savings-account/kkp-savvy



ทริคเด็ด: ฝากอย่างไรไม่ให้เสียภาษี?

ตามกฎของกรมสรรพากร หากคุณได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

วิธีแก้: หากคุณออมเงินในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 2.0% ควรมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน 1,000,000 บาท เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องภาษีครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเพื่อนๆ ในปี 2026 นะครับ ใครสนใจเจ้าไหน อย่าลืมคลิกไปดูรายละเอียดและเริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย!