30 มีนาคม 2569

ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน “หมดสภาพ” อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ตำนาน” ก็ยังคงอยู่ เหตุผลเพราะ “ความรุ่งโรจน์” ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุนอย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น “ต้นแบบใหม่” ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางคนกลายเป็น “บิดา” ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคนที่สนใจการลงทุนแบบนั้น

วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี

คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี

คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้

หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว

คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี

กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง

คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก

กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต

คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี

หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป

ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด

คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร

กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้

คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย

กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป

คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”

กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น

ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่

คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่

ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้

คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก



From Settrade.com

18 มีนาคม 2569

[อัปเดต 2026] รวม 5 บัญชี e-Saving ดอกเบี้ยสูง 2%++ ฝากที่ไหนคุ้มสุด ไม่โดนหักภาษี?

ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีการเงินก้าวไปไกล การปล่อยเงินแช่ไว้ในบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุด (Passbook) ที่ให้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจเป็นการเสียโอกาสอย่างมากครับ ปัจจุบันธนาคารต่างๆ หันมาแข่งขันกันบนแอปพลิเคชันผ่านบัญชี e-Savingหรือออมทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% - 3% โดยที่เรายังสามารถถอนเงินมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

วันนี้ Piggyman007 คัดมาให้แล้วกับ 5 บัญชีตัวท็อปที่ดอกเบี้ยแรงที่สุดในตลาด พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขแบบเน้นๆ ครับ



1. บัญชี Dime! Save – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ถือเป็นขวัญใจมหาชนที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดในตลาดสำหรับเงินออมก้อนแรก โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเก็บเงินผ่านแอป Dime!
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 3.00% ต่อปี
  • เงื่อนไข:
    • รับดอกเบี้ย 3.00% สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาทแรก
    • ส่วนที่เกิน 10,000 - 500,000 บาท รับดอกเบี้ย 1.20%
    • จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง (มิถุนายน และ ธันวาคม)
  • URL: https://dime.co.th/th/save



2. บัญชี LHB You Max Digital Savings – ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

บัญชีที่สายออมเงินก้อนใหญ่ต้องมี เพราะให้ดอกเบี้ยสูงและเพดานเงินฝากกว้างมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.15% ต่อปี (สำหรับเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท)
  • เงื่อนไข:
    • ต้องเปิดบัญชีผ่านแอป LHB You เท่านั้น
    • รับดอกเบี้ย 2.15% ตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1,000,000 บาท
    • หากมียอดเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติของธนาคาร
  • URL: https://www.lhbank.co.th/th/personal/lhb-you-digital-saving/



3. บัญชี Grow Savings – แอป Kept by krungsri

บัญชีที่เน้นการสร้างวินัยการออมด้วยระบบ "กระปุก" แยกเงินก้อนมาชิงดอกเบี้ยสูง
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.22% ต่อปี (ตามระยะเวลาที่ฝาก)
  • เงื่อนไข:
    • เป็นดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ยิ่งฝากนานยิ่งได้สูง (เดือนที่ 19-24 รับ 2.22%)
    • ถอนได้ทุกเมื่อโดยไม่เสียสิทธิเรื่องดอกเบี้ยในเงินก้อนที่เหลือ
    • คำนวณดอกเบี้ยทุกวันและจ่ายให้ทุกวันที่ 28 ของเดือน
  • URL: https://www.keptbykrungsri.com/grow-savings



4. บัญชี Chill-D Savings – ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai)

บัญชีสำหรับคนชอบเห็นเงินงอกเงยทุกเดือน เพราะจุดเด่นคือการจ่ายดอกเบี้ยที่ไวทันใจ



5. บัญชี KKP SAVVY – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (แอป KKP Better)

บัญชีดิจิทัลที่ยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนโตและอยากได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 1.60% ต่อปี (รับโบนัสเพิ่มตามระยะเวลา)
  • เงื่อนไข: 
    • ดอกเบี้ยพื้นฐานประมาณ 1.50% และรับเพิ่มอีก 0.10% หากมียอดฝากคงที่ตามระยะเวลา (Better Bonus)
    • รองรับวงเงินสูงถึง 5,000,000 บาท
  • URL: https://kkpbetter.kkpfg.com/th/savings/savings-account/kkp-savvy



ทริคเด็ด: ฝากอย่างไรไม่ให้เสียภาษี?

ตามกฎของกรมสรรพากร หากคุณได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

วิธีแก้: หากคุณออมเงินในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 2.0% ควรมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน 1,000,000 บาท เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องภาษีครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเพื่อนๆ ในปี 2026 นะครับ ใครสนใจเจ้าไหน อย่าลืมคลิกไปดูรายละเอียดและเริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย!


16 มีนาคม 2569

รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการถือหุ้นในลาดหลักทรัพย์ของชาวต่างประเทศว่า ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นรวมสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.61ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดเมื่อปลายปีที่แล้ว และพอถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้คือปี 2569 เพียง 1 เดือน มูลค่าหรือ Market Cap. ที่ถือโดยชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.11 ล้านล้านบาท

บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก

ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น

พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี

แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?

คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน

ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท

ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก

ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ

สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผานมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568

ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงค์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก

ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอ็คทิพด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน

ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ

ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงค์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบ้งค์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ

ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550
ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555

ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียตนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก
ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด

ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade

ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด
ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม

เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว




Source: Settrade

15 มีนาคม 2569

“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!!

 


“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!

ผลวิจัยเผย "การเดินแบบญี่ปุ่น" นั่นก็คือ "การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า" ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเดิน "หมื่นก้าว" ต่อวัน ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว!!

เบื่อไหมกับการเดินวันละ 10,000 ก้าว ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน วันนี้เรามีเทรนด์ใหม่ที่กำลังฮิตไปทั่วโลกในหมู่คนรักสุขภาพ นั่นคือ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการเดินธรรมดาที่พวกเราคุ้นเคย!



“การเดินแบบญี่ปุ่น 3×3” คืออะไร?

หัวใจสำคัญของการเดินแบบญี่ปุ่นคือ การออกกำลังกายแบบสลับช่วงความเข้มข้น (Interval Training) ที่ผสมผสานระหว่าง “การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า” โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีต่อครั้ง



มาดูวิธีการทำง่ายๆ กัน

วอร์มอัพ: เริ่มต้นด้วยการเดินสบายๆ สัก 2-3 นาที

เร่งสปีด: เดินให้เร็วขึ้นจนคุณเริ่มหายใจหอบเล็กน้อย (ออกแรงประมาณ 70% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที

ผ่อนคลาย: ชะลอความเร็วลงเป็นการเดินแบบสบายๆ (ออกแรงประมาณ 40% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที

ทำซ้ำ: วนกลับไปทำซ้ำข้อ 2 และ 3 อีก 5 ครั้ง

แค่นี้ก็ครบ 30 นาทีแล้ว!



ทำไม “การเดินแบบญี่ปุ่น” ถึงเป็นที่ฮือฮา?

บนโลกโซเชียลมีเดีย ผู้คนที่ลองทำตามต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีนี้ช่วย “เพิ่มความทนทานของร่างกาย” และ “บำรุงสุขภาพสมอง” แถมยังมีอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพบางคนกล้าเคลมเลยว่า การเดินแบบญี่ปุ่นแค่ 30 นาทีนี้ มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการเดิน 10,000 ก้าวตลอดทั้งวันถึง 10 เท่า! ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม?

ความน่าสนใจของ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ไม่ได้จบแค่ในโซเชียลมีเดีย แต่ยังได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย!

ย้อนกลับไปในปี 2550 ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ฮิโรชิ โนเสะ จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับผู้เข้าร่วม 246 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 63 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1: ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มที่ 2: เดินด้วยความเร็วคงที่ 8,000 ก้าว/วัน อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์

กลุ่มที่ 3: ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” (เดินเร็ว 3 นาที สลับเดินช้า 3 นาที เป็นเวลา 30 นาที) อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาระยะเวลา 5 เดือนนั้น น่าทึ่งมาก!!

กลุ่มที่ 3 ซึ่งฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” ความดันโลหิตลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และความทนทานของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม

ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาติดตามผลในปี 2561 ยังพบว่าผู้ที่ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี มี ความแข็งแรงของขาเพิ่มขึ้นถึง 20% และสมรรถภาพในการออกกำลังกายสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 40% นี่แสดงให้เห็นว่า การเดินแบบนี้ไม่เพียงแค่ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัย แต่ยังช่วยให้คุณมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า การเดินแบบสลับช่วงความเข้มข้นนี้ มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทาน และช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักๆ มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากการเดินปกติ เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนที่จะลอง “การเดินแบบญี่ปุ่น” ก่อน

ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/4850804/

09 มีนาคม 2569

ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน” เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้ เช่น อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง


ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ มาก

ประวัติศาสตร์ก็คือ ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ “ตกใจ” ของนักลงทุน เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ การเงินและตลาดหุ้นมาก เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง ๆ รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี


ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป

สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม แต่หลังจากนั้น ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25% เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป


สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ


“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%


สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50% แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน


ข้อสรุปก็คือ สงครามนั้น มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย ดังต่อไปนี้คือ


1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ

2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า

3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้

4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น


ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้ นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว


ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น


ประเด็นต่อมาก็คือ สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป


ในความเห็นของผมก็คือ สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ยอม และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน

ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุน รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน


สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว หลังจากนั้น ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ” แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ สงครามยูเครน


ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ และแน่นอน ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะในช่วงเร็ว ๆ นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน


ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?


คำตอบอย่างสั้น ๆ ของผมก็คือ ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ


1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน
2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน
3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ
4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก เช่น สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น


นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ และลงทุนในหลาย ๆ ตลาดหรือทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง” ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้




From settrade

02 มีนาคม 2569

อวสานของนักเรียนเกรด A? อนาคตของหุ้นเกรด A s - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเปิดตัวของ Claude Cowork และ Claude Code ซึ่งเป็นโมเดล AI ตัวใหม่ของบริษัท Anthropic ที่สามารถทำงานซับซ้อนมากอย่างการเขียนโค้ดแทนวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้แทบจะหมดทุกอย่างทำให้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่พูดได้ว่าเป็นคนที่ “ฉลาดที่สุด” ของโลกและโดยเฉพาะประเทศไทยว่า อนาคตพวกเขาจะทำอะไรและจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน?

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า

“คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้

แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง

พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง

ส่วนพวกนักเรียนเกรด D นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกนี้ก็สุมหัวกัน ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ ด้วย พอจบมาเรียบร้อย มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที

ต่อไปคือนักเรียนเกรด F คือสอบแล้วตกทันที แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รอบรู้ กลายเป็นโหร แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด

ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ การเรียนก็ไม่แน่นอน บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย ไม่กล้าหือ ไม่กล้าต่อรอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมีย”

แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ “เสียดสี” สังคม ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า การรู้มาก ฉลาดมาก ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ

แต่เมื่อถึงวันนี้ คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด

นอกจากนั้น งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชี การเงิน การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B” นั้น ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A

ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ” และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?

ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว? จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว

เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล จนถึงวันนี้ วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ ต่อเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้ กฎของ “นักเลือก” ก็คือ เราต้องร่วมมือกับ AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ

นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ เช่น เรื่องของอารมณ์ ความโลภ โกรธหลง ความกลัวและความกล้า รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A

ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้ เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า Why? หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์ เราจะไม่ถามว่า How? หรือทำอย่างไร เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด เราไม่จำเป็นต้องทำเอง

นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน

ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้

ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น ผู้ใช้งาน ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า และอื่น ๆ ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้

ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้ อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น การผ่าตัด ดังนั้น ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง

แต่จริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้ ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลก็จะต้อง ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ มิฉะนั้น ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน




Source: settrade.com

01 มีนาคม 2569

[Mar 2026] หุ้น QH มีกำไรจากอะไรบ้าง


 

7 หุ้นไทย จ่ายปันผลต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาด (IPO) จนถึงปี 2569


 

ไฮไลต์ 7 หุ้น "จอมอึด" ปันผลแกร่ง 25 ปี++

🏆 แชมป์ความเก๋า: TVO และ ADVANC ครองแชมป์จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานที่สุดถึง 35 ปีเต็ม ตั้งแต่เข้าตลาดฯ


⚡ หุ้นเสาหลักพลังงาน: PTT และ PTTEP พี่ใหญ่ที่รักษามาตรฐานการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ พยุงพอร์ตนักลงทุนไทยมาตลอด 25-33 ปี


💡 หุ้นโรงไฟฟ้า รายได้ชัวร์: EGCO และ RATCH สองคู่หูที่ปันผลนิ่งสนิทเหมือนดอกเบี้ยฝาก เพราะรายได้ผูกพันสัญญาระยะยาวกว่า 26-31 ปี


💰 ราชาปันผล High Yield: TISCO โดดเด่นด้วยอัตราปันผล (% Yield) ที่สูงอันดับต้นๆ ในกลุ่มแบงก์ และจ่ายต่อเนื่องมายาวนาน 27 ปี


🛡️ พิสูจน์แล้วทุกวิกฤต: ทั้ง 7 หุ้นคือ "Dividend Survivor" ที่แท้จริง จ่ายทุกปีไม่เคยขาด แม้ต้องผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด

ซดโซเดียมหนักขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ไตที่สะเทือน



ที่มา หมอพร้อม

23 กุมภาพันธ์ 2569

ลงทุนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเพียงเดือนกว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 17% เข้าไปแล้ว และเป็นผลตอบแทนที่สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่งในปีนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนแทบจะ “รั้งท้าย” และติดลบไปถึง 10% ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนในระดับบวก 20% และทองคำให้ผลตอบแทนถึง 75%

นั่นทำให้นักลงทุนหลายคนมีความสุขมากขนาดที่ต้องครางออกมาว่า “ทนรวยไม่ไหวแล้ว” ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังโศกเศร้าหมดหวังและจำนวนมาก “เลิก” เล่นหุ้นไปเลย เพราะ “ทนจนไม่ไหวแล้ว” หุ้น “เน่า” มา 3 ปีติดต่อกัน ตลาดหุ้นไทย “ไม่มีอนาคต” หันไปลงทุนหุ้นนอกดีกว่า หรือไม่ก็ “เล่นทอง” ไปเลย

ผมในฐานะที่ลงทุนมานานติดต่อกัน 30 ปี และเงินหรือความมั่งคั่งส่วนใหญ่เกิน 80% อยู่ในหุ้นตลอดเวลา และก็แน่นอนว่าผ่านสถานการณ์ที่ดีและเลวร้ายของตลาดหุ้นมานับครั้งไม่ถ้วน มีความเห็นว่า ครั้งนี้ก็เป็น เหตุการณ์หรือเป็นวัฏจักรปกติอีกครั้งหนึ่ง

จริงอยู่ ผมดีใจที่หุ้นขึ้นมาแรงอย่าง “คาดไม่ถึง” เพราะผมคาดว่าหุ้นคงจะไปเรื่อย ๆ อาจจะทั้งปี 2569 โตขึ้นซัก 10% หลังจากที่แย่และติดลบมา 3 ปี ติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผม “สอน” ตัวเองมาตลอดว่า “อย่าตั้งความคาดหวังสูง” ในการลงทุน ว่าที่จริง ผมบอกตัวเองเสมอว่า ทุกเรื่องในชีวิต “อย่าตั้งความคาดหวังสูง” เพราะถ้าตั้งไว้สูง เวลาพลาด ซึ่งก็จะพลาดบ่อย เราก็จะเสียใจ แต่ถ้าตั้งความหวังไว้ต่ำ โอกาสพลาดจะน้อยกว่า โอกาสที่จะทำได้เกินความคาดหวังจะมีมาก และนั่นจะทำให้เรา “มีความสุข” 

และนั่นก็นำมาสู่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ เราจะลงทุนและใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขโดยไม่ต้องอาศัยสถานการณ์ที่ผันผวนตลอดเวลาที่ทำให้เกิดทุกข์ ทั้งในเรื่องของการลงทุนและการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก นั่นก็คือ ทั้งการลงทุนและการใช้ชีวิตนั้น ต่างก็มีผลซึ่งกันและกัน

ลงทุนมากเกินไป แต่ลงทุนไม่ดี ก็อาจจะขาดทุนยับเยิน ชีวิตก็แย่หรือบางทีก็พัง ใช้ชีวิตมากเกินไป ไม่เหมาะสม เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อาจมีความสุขในวันนี้ แต่เงินสะสมไม่มี การลงทุนก็ทำไม่ได้ อนาคตก็ไม่มี ชีวิตเป็นทุกข์ในยามเกษียณ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือ ต้องบาล้านซ์ระหว่างการลงทุนกับการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

แนวทางใหญ่ ๆ ที่ผมคิดว่าใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ในเรื่องของการลงทุนที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ณ. ช่วงเวลานี้ก็คือ
ข้อแรก หา “เงินต้น” มาลงทุนอย่างต่อเนื่องจนเกษียณ อย่างน้อย 15% ของรายได้จากการทำงานในกรณีที่ยังต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีวิต

ข้อ 2 ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีของประเทศหรือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตดีอยู่ ในกรณีที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นหรือธุรกิจ หรือไม่มีเวลาตามภาวะเศรษฐกิจหรือกิจการทั้งหลาย

ข้อ 3 กระจายการลงทุนไป “ทั่วโลก” ในกรณีที่ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าประเทศไหนดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ ด้วยความก้าวหน้าของการลงทุน มีเครื่องมือหรือหนทางที่จะลงทุนตามที่เราต้องการเสมอแม้ว่าเราจะเป็น “รายย่อยมาก ๆ”

ข้อ 4 การซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรบ้าง หรือลงทุนในทรัพย์สินที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน เช่น อาคารพาณิชย์ให้เช่าหรือพวก REIT ที่เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่อย่ามีมาก ไม่ควรจะเกิน 10% ของพอร์ตทั้งหมดตลอดเวลา

ข้อ 5 ถ้าจะถือ “ทองแท่ง” เก็บไว้บ้าง ไม่เกิน 5% ของพอร์ต ในภาวะปัจจุบันผมคิดว่ายอมรับได้โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่มีความมั่งคั่งสูงและต้องการมีทรัพย์สิน “ชิ้นสุดท้าย” ที่จะเอาตัวรอดในภาวะที่โลกหรือประเทศเกิดภาวะ “วิกฤติสุดขีด” ที่อาจจะทำให้ไม่มีสินทรัพย์อะไรเหลือ ยกเว้นทอง

ในส่วนของแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนที่จะทำให้สบายใจและมีความสุขนั้น เราจะต้องปรับจิตใจ และอาจจะต้องเตือนใจตัวเองตลอดเวลาว่า

ข้อแรก อย่าดูพอร์ตทุกวัน เพราะพอร์ตจะขึ้นลงตลอดเวลา พอร์ตขึ้นเราอาจจะมีความสุข แต่เวลาพอร์ตลง เราจะทุกข์ และความทุกข์นั้นจะมีผลกระทบมากกว่าความสุข นอกจากนั้นก็จะเกิดความกังวล เช่น ตลาดหุ้นปิดแล้วเกิดเหตุการณ์ร้ายที่อเมริกา พรุ่งนี้หุ้นไทยจะตกแค่ไหน? นี่เป็นความทุกข์โดยที่เราไม่ควรต้องรับ มันไม่ช่วยให้ลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น ดังนั้น อย่าดูพอร์ตบ่อย ผมเองอาจจะดูพอร์ตทุกอาทิตย์ แต่ผมไม่กังวล ผมชินแล้ว ผมไม่เคยต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงหรือเหตุการณ์ดี ผมมักจะซื้อ-ขายหุ้นในยามที่ทุกอย่างเป็นปกติ เพราะนั่นคือเวลาที่จะคิดแบบมีเหตุผลที่สุด

ข้อ 2 ปรับพอร์ตช้า ๆ อย่างมากปีละ 2 หน ที่จริงไม่ต้องปรับเลยยิ่งดี ต้นทุนในการปรับปกติจะค่อนข้างสูง ไม่ใช่แค่คอมมิชชั่นในการซื้อขายหุ้น แต่เป็นส่วนต่างการซื้อ-ขาย เพราะเวลาเราซื้อ เราต้องจ่ายแพงขึ้นจากส่วนต่างราคาบิด-ออฟเฟอร์ และเวลาขาย เราจะต้องขายถูกลง นอกจากนั้น การปรับพอร์ตบ่อย ๆ แสดงว่า เราเป็น “นักเทรด” คือคอยดูจังหวะว่าช่วงไหนหุ้นตัวไหนจะดีหรือไม่ดี แทนที่จะเป็นการลงทุนตามพื้นฐานของธุรกิจ ซึ่งจะมีความมั่นคงกว่า และไม่ค่อยพลาดในระยะยาว

ข้อ 3 จำไว้ว่า หุ้นตกและหุ้นขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจเกินไป เป้าหมายของการลงทุนคือ หุ้นขึ้นบวกปันผลที่เราได้รับในแต่ละปีรวมกันควรจะประมาณ 10% บวกลบ แต่ถ้าปีไหนได้ 7% ขึ้นไป ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้ว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นทุกปี แค่ 10 ปี เงินก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวแล้วโดยที่เราแทบจะ “ไม่ต้องทำอะไรเลย”

ข้อสุดท้าย อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อย่าอิจฉาคนอื่นที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า เพราะเขาอาจจะทำไม่ได้ดีกว่าเราในระยะยาวก็ได้ หรือบางทีเขาก็อาจจะแค่คุยโม้โอ้อวด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สถิติระยะยาวของการลงทุนบอกว่า คนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนีนั้น สามารถเอาชนะนักลงทุนที่เลือกหุ้นเอง รวมถึง “เซียน” ที่คุยว่าแน่ พูดง่าย ๆ ถ้าเอานักลงทุนที่เลือกหุ้นเองมา 100 คน ไม่ว่าจะเป็นเซียนหุ้นมืออาชีพหรือคนที่แค่คุยว่าเก่ง จะมีแค่ไม่เกิน 20 คนที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนี และนี่ก็คือข้อมูลของตลาดหุ้นอเมริกาที่เชื่อถือได้

“การเปรียบเทียบ” นั้นคือสิ่งที่สร้างความทุกข์ที่ไม่จำเป็นในการลงทุนและการใช้ชีวิต
การใช้ชีวิตที่จะมีความสุขนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการใช้เงินเป็นอย่างมาก ผมให้ตัวเลขว่า ความสุขจากการใช้ชีวิตนั้นมาจากการใช้เงิน น่าจะประมาณไม่น้อยกว่า 80% แต่ไม่ใช่ว่าการใช้เงินยิ่งมากก็ยิ่งมีความสุข ความสุขในหลาย ๆ ด้านก็แทบไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินเพียงนิดเดียว และต่อไปนี้ก็คือแนวทางการใช้ชีวิตที่จะมีความสุข

ข้อแรก สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้มาก ใช้จ่ายจากรายได้หลังจากที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 15% แล้ว แต่สำหรับคนที่มีรายได้สูง ควรเก็บออม 30-40% ขึ้นไปเพื่อที่จะเร่งให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วจนสามารถเกษียณได้ก่อนกำหนด

ข้อ 2 นอกจากของจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ พิจารณาถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะสม อย่าประหยัดเกินเหตุ แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเกินตัว

ข้อ 3 หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเพื่อ “อวดสถานะ” ของตนเอง นี่คือการใช้จ่ายที่ไม่คุ้มที่สุด การใช้ชีวิตที่มีความสุขในระยะยาวนั้น ผมคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องที่ทำในชีวิตประจำวันตลอดเวลานั่นคือ

ข้อแรก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทุกวัน และนี่ก็ไม่พ้นการเดินหรือวิ่ง หรือออกกำลังกายหนัก ๆ เช่น เล่นกีฬาสัปดาห์ละซัก 2-3 ครั้ง สุขภาพจะดีและชีวิตมีความสุขจากฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ข้อ 2 ดูแลเอาใจใส่ครอบครัว ถ้าเป็นผู้ชายที่มีภรรยาก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การรับฟังและไม่โต้เถียง อย่าติแต่ต้องชมในเรื่องต่าง ๆ นี่จะทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอ็อกซีโทซินหรือ “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ที่จะทำให้เรามีความสุข

ข้อ 3 ยึดหลักความ “พอเพียง” ในการใช้ชีวิต ทำอะไรไม่ต้องหวังมากหรือใช้เงินมาก แต่อาศัยการ “ทบต้น” ความสำเร็จอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ซึ่งจะทำให้ชีวิตและการลงทุนของเราก้าวหน้าและเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเราอาจจะรวยอย่างไม่คาดคิดเมื่อถึงวันเกษียณที่เราจะมีอิสระเสรีที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริง



16 กุมภาพันธ์ 2569

กว่าจะเป็นนักลงทุน ก็(เกือบ)สายเสียแล้ว - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเป็นคนที่ความจำไม่ค่อยจะดี โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ ที่อายุมากขึ้นจนคนที่บ้านต้องสั่งให้ไปตรวจว่าเป็นอัลไซเมอร์หรือเปล่า แต่เมื่อตรวจแล้วก็พบว่าสมองผมยังปกติอยู่ ยังรู้ว่าตนเอง “ลืม” เรื่องต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานบ่อยมาก แต่ที่ลืมเพราะเรา “ไม่สนใจ” แต่ถ้าเรื่องไหนที่ “ประทับใจ” แล้ว ผมมักจะจำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดมานานมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่

เรื่องหนึ่งก็คือ วันหนึ่งที่หมู่บ้านที่ผมอยู่ มีหมอดู “ลูกกรอก” ซึ่งก็คือหมอดูที่หิ้วลังบรรจุ “ลูกกรอก” หรือศพเด็กแรกเกิดที่ตายตั้งแต่คลอด แล้วถูก “หมอผี” ทำให้แห้งแล้วลง “อาคม” ให้เป็น “ผีลูกกรอก” ที่สามารถหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต และสามารถติดต่อกับคนที่เป็น “คนเลี้ยง” ได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ “หมอดู” ที่จะคอยฟังเสียงกระซิบจาก “ลูกกรอก” เวลา
ทำนายให้คนดูหมอ

วันนั้น มีชาวบ้านหลายคนมาดูหมอ ผมเองในฐานะที่เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นก็ “เสนอหน้า” เข้าไปนั่งฟังด้วย
คำทำนายในวันนั้นมี 2 เรื่องที่ผมจำได้แม่นแม้ว่าจะผ่านมากว่า 60 ปีแล้วก็คือ ลูกค้าหญิงคนหนึ่งถูกบอกจากการ “กระซิบ” ของลูกกรอกว่า ผัวเธอกำลังมี “เมียน้อย” และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ “ไอ้หนูตัวนี้” ซึ่งก็คือผมซึ่งไม่ได้ดูหมอแต่นั่งสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น “จะรวยมาก” ในอนาคต และเมื่อรวยแล้วก็ “ขอพึ่งพาด้วย”

หลังจากวันดูหมอ ผู้หญิงที่ถูกทักว่าสามีกำลังมีเมียน้อยก็ส่งคนไปสืบว่าสามีที่มีหน้าตาและนิสัยและได้ชื่อว่าเป็นคนที่ “ซื่อที่สุด” ในหมู่บ้าน มีเมียน้อยจริงหรือไม่ และก็พบว่าจริง ซึ่งทำให้คนโจษจันกันทั้งหมู่บ้านว่าหมอดูลูกกรอกคนนี้แม่นมากราวกับตาเห็น

คำทำนายว่าผมจะรวยมากนั้น แน่นอน ไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นแค่คำทักทายสั้น ๆ กับเด็กเล็ก แต่ผมสนใจและเก็บมันอยู่ในใจจนถึงวันนี้ เพราะมันคงประทับใจผมมาก เนื่องจากพ่อแม่ผมเป็นคนที่น่าจะจนที่สุดในหมู่บ้านครอบครัวหนึ่ง และผมยังเป็นเด็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ

ผ่านมาอีก 14-15 ปี ขณะที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะประมาณปี 2 หรือ 3 เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งซึ่งได้ฝึกฝนวิชาดูหมอเป็นงานอดิเรก และได้ฝึกปรือจนมีชื่อว่าเป็นคนที่ “ดูแม่น” มีนักศึกษาหญิงจากต่างคณะมาให้ดูเป็นประจำ ก็ได้มีโอกาสดูหมอให้ผมโดยการดูลายมือ และก็ทำนายว่า ผมน่าจะรวย เพราะบนลายมือนั้น มี “Big M” หรือ M ตัวใหญ่ที่ชัดเจนและยังมีอีกหลายเส้นที่บอกว่าจะประสบความสำเร็จ

แต่ที่จริงเขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง “ตามลายมือ” ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นผมไม่มีอะไรที่น่าจะแสดงว่าอนาคตจะรวยหรือประสบความสำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนผมเองก็ไม่ได้เชื่อว่าตนเองจะรวยได้จริงเมื่อมองจากสถานะและภาวะแวดล้อมของสังคมในยุคนั้น ที่คนรวยมีแต่ชนชั้นนำในวงราชการหรือไม่ก็ทำธุรกิจ แต่ผมจำได้

ชีวิตจริงของผมตั้งแต่เด็กนั้น คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำทำนายทั้ง 2 ครั้ง เพราะผมเองไม่เชื่อหมอดูแม้จนถึงวันนี้ และก็ไม่เคยดูหมอแบบสมัครใจ แต่สิ่งที่ผมทำหลายอย่างนั้น เป็นสิ่งตั้งต้นของคนที่จะรวยหรืออาจจะรวยได้ นั่นคือ การ “ทำธุรกิจ” มาตั้งแต่เด็กและ ผมจำได้

เริ่มตั้งแต่เรียนชั้นประถมที่ผมเริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ขายหมากฝรั่งให้กับเด็กรุ่นเดียวกัน โดยซื้อหมากฝรั่งมาเป็นกล่องแล้วมาแบ่งขายเป็นชิ้น ๆ ซึ่งได้กำไรเฉลี่ยประมาณน่าจะซัก 50% ผมยังจำได้ว่านั่ง “รถราง” สายถนนตก-ท่าเตียน จากบ้านแถว “วัดดอน” ไปซื้อสินค้าที่ตลาดค้าส่ง “ตลาดน้อย” โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารเพราะยังเป็นเด็ก

ต่อมาก็ “ขยายงาน” โดยการขายขนมอื่น ๆ ด้วย พร้อม ๆ กับการทำ “โปรโมชั่น” โดยการให้ “กำทาย” คือให้ทายว่ามีเหรียญเงินกี่อันในกำมือของผม ซึ่งโอกาสทายถูกคือ 1 ใน 5 และถ้าทายถูกก็จะได้ “กินฟรี” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผมมี “หัวทางธุรกิจ” ตั้งแต่เด็ก

พอโตได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ซึ่งเป็น “ธุรกิจใหม่” ในช่วงเวลานั้น เช่น พยายามเพาะ “ลูกน้ำ” เพื่อใช้เป็นอาหารปลาสวยงาม เพาะหรือคือปลูก “เห็ดฟาง” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมใช้ทำอาหาร และ เลี้ยง “กุ้งก้ามกราม” ทั้งหมดทำในสวนของเพื่อนสมัยเรียนมัธยมแถวตรอกจันทน์หรือถนนจันทน์ในปัจจุบัน

และทั้งหมดนั้น “ล้มเหลวสิ้นเชิง” ลูกน้ำที่เพาะกลายเป็นยุงหมดก่อนที่จะตักไปขาย เห็ดฟางที่เพาะด้วยเชื้อเห็ดฟางจากมหาวิทยาลัยเกษตร กลายเป็นราของฟางข้าว ส่วนกุ้งนั้น สุดท้ายกลายเป็นอาหารของปลาช่อนตัวเล็กที่กระโดดข้ามตาข่ายมากินลูกกุ้งที่เลี้ยงหมด

ผมอาจจะลืมไปว่าผมเรียนวิศวกรรมไม่ใช่เกษตรกรรมที่จะสามารถทำ “สตาร์ทอับ” เหล่านั้นได้ ผมมีแต่ความ “หลงใหล” ที่จะทำธุรกิจแต่ไม่มีความรู้ทั้งการผลิต การตลาดและการเงิน ที่เป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดได้

แต่ทั้งหมดก็ยังหยุดผมไม่ได้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีและไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด การเป็นลูกจ้างหรือพนักงานประจำทำให้ไม่มีเวลาไปทำธุรกิจอะไร แต่ผมก็ยังไปขอรับงานรับเหมาทำรางน้ำทิ้งให้กับโรงงานจาก “หลงจู๊” ซึ่งเป็นคนคุมโรงงานที่มักจะต้อง “ซับคอนแทรก” หรือจ้างคนนอกเข้าไปทำงานบางอย่างที่โรงงานไม่มีคนทำ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่สามารถที่จะต่อยอดไปทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังได้

เวลาผ่านไปอีกจนผมเรียนจบปริญญาเอกกลับมาทำงานด้านการเงินในสถาบันขนาดใหญ่ของประเทศ ผมก็เริ่มหาช่องทางการทำ “ธุรกิจสมัยใหม่” อีกแล้ว และนั่นก็คือ โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นกิจการที่ร้อนแรงอานิสงค์จากการที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของธุรกิจการเงินยุคใหม่ที่เรียกว่า “Venture Capital” ที่มีการตั้งกองทุนที่จะร่วมทุนกับกิจการธุรกิจโดยเฉพาะที่เป็น “สตาร์ทอับ” และนั่นทำให้ผมตั้งกองทุนเล็ก ๆ ชวนเพื่อนมาลงทุนด้วยเงินคนละไม่มากระดับหมื่นหรือสองหมื่นบาท ซึ่งก็ล้มเหลวกองทุนถูกยุบลงอย่างรวดเร็วอาจจะเพราะไม่มีเวลาหาโครงการ

โดยส่วนตัวผมยังได้เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอับที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่มาจากอเมริกาที่จะเข้ามาตั้งโรงงานทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมคงตื่นเต้นมากที่จะได้ลงทุนใน “ธุรกิจแห่งอนาคต” ที่จะโตระเบิดในยามที่ประเทศไทยกำลัง “ร้อนสุดขีด” และจะเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย”

ดังนั้น แค่ได้พบกัน 2 ครั้ง ผมก็ลงเงินซื้อหุ้นไปน่าจะหลายหมื่นบาทและได้ใบหุ้นมากอด แต่หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าโรงงานได้สร้างหรือเปล่า เขาอาจจะมีปัญหาระดมเงินได้ไม่ครบหรือบางทีเขาอาจจะเป็นสิบแปดมงกุฎที่เชิดเงินหนีไปแล้วก็ได้

คงไม่ต้องบอกว่าตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกทางบริหารธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน ผมก็ลงทุนในธุรกิจแบบที่เรียกว่า “มั่วมาก” เหมือนคนที่ไม่มีความรู้เลย และจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าการเรียนปริญญาเอกเขาสอนแต่ทางทฤษฎี ส่วนการปฏิบัตินั้นคุณต้องเรียนรู้เองในงานและประสบการณ์จากการทำงาน

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ทำงานกินเงินเดือนเป็นหลัก ผมเรียนรู้ว่าผมคงทำธุรกิจไม่ได้เนื่องจากผมไม่ได้มีคุณสมบัติแบบนักธุรกิจจริงที่ต้องดูแลคนจำนวนมากและเข้าใจตัวธุรกิจและความต้องการของลูกค้าจริง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมมีลูกที่กำลังโตและไม่มีรายได้อื่นและไม่มีต้นทุนจากครอบครัวทั้งฝั่งผมและภรรยาซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นข้าราชการที่ไม่เคยทำธุรกิจเลย ดังนั้น ผมจึงเลิกสนใจที่จะทำธุรกิจ และนั่นก็คือเลิกคิดด้วยว่าเราอาจจะรวยตามที่หมอดูเคยทัก

จนถึงอายุ 44 ปี ชีวิตก็ “ลงตัว” ความฝันที่จะทำธุรกิจ “จบแล้ว” เป้าหมายก็คือ ทำงานเป็นลูกจ้างได้เงินเดือนค่อนข้างดีจนเกษียณ ก็คงพอใช้ชีวิตไปได้จนตายถ้าไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป การประหยัดอดออมอย่างหนักก็ไม่จำเป็นแล้ว สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละครั้งและในประเทศอีกปีละ 2-3 ครั้ง ส่วนลูกที่มีเพียงคนเดียวก็คงเอาตัวรอดได้เพราะเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก

โชคดีที่เกิดวิกฤติในปี 2540 ผมต้องกลับมาหาทาง “ทำธุรกิจ” อีกครั้งด้วยเงินเก็บที่สะสมมาตลอด รอบนี้ผมคงฉลาดขึ้นมากแล้วจากการทำงานในสถาบันการเงินขนาดใหญ่มายาวนานและได้เห็นธุรกิจมาขอเงินกู้ ขอเงินลงทุน และได้เห็นตัวกิจการและแผนทางธุรกิจมามากมาย และที่สำคัญ ผมได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินของบริษัทเองด้วย ผมรู้ว่าการลงทุนแบบ Value Investments เป็นหนทางที่อาจจะทำให้เรารวยได้โดยที่ไม่ต้องไปทำธุรกิจเอง และก็สามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยได้

ผมทุ่มเงินทั้งหมดเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไทยในยามที่ตลาดหุ้นตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์และมีหุ้นของกิจการยอดเยี่ยมที่แทบไม่ถูกกระทบโดยวิกฤติเศรษฐกิจ ผมไม่กลัวเลยว่าหุ้นจะตกลงไปอีกและผมจะหมดตัวหรือเสียหาย เพราะผมลงทุนในธุรกิจที่ดีเยี่ยมในราคาถูก หลังจากนั้น ชีวิตผมก็เปลี่ยน ผมคิดว่าผมไม่ได้เก่งเลย อดีตที่เคยทำมาก็ล้มเหลวตลอด แต่ผมคงโชคดีที่ทุกอย่างมาประจบกันในวันที่ “มืดมนที่สุด” แต่ผมเองก็ยังไม่เชื่อหมอดูอยู่ดี




09 กุมภาพันธ์ 2569

โลกการลงทุนหลังยุคบัฟเฟตต์ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วอเร็น บัฟเฟตต์และหลักการลงทุนแบบValue Investments หรือ “VI” นั้น Dominate หรือ “ครอบงำ” การลงทุนของโลกมายาวนานไม่ต่ำกว่า 40 ปี หลักการลงทุนแบบ VI เฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางแบบบัฟเฟตต์นั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น “สุดยอดของการลงทุน” แม้ว่าจะมีทฤษฎีและหลักการใหม่เช่น “Efficient Market” หรือ “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” เข้ามาแข่งและได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกที แต่คนจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุน “ระดับเซียน” ต่างก็ยืนยันว่า บัฟเฟตต์ยังเป็น “ผู้ชนะ”แทบจะคนเดียวในโลก

แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก

และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก

เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป

ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย” แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต

ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว

หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว

เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว

ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้

การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์ และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น

เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน

พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว

สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป

เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน

“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ

และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต


05 กุมภาพันธ์ 2569

02 กุมภาพันธ์ 2569

ทองคำ-เลอค่านิรันดร - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วง 2-3 มานี้คงต้องบอกว่า “สุดยอด” และเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ในประวัติศาสตร์” นั่นคือ ปี 2024 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 27% ปี 2025 เพิ่มขึ้น ประมาณ 65% และตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึง 31 มกราคม เป็นเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 13% ว่าที่จริง ราคาทองคำได้ขึ้นไปสูงสุด “ในประวัติศาสตร์” ที่ประมาณ 5,400 เหรียญเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ซึ่งทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาราคาขึ้นมาแล้วกว่า 25% ก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง “ในประวัติศาสตร์” ถึงเกือบ 10% ในวันเดียวและปิดที่ประมาณ 4,893 เหรียญต่อออนซ์ตอนสิ้นเดือนมกราคม 2569

นั่นทำให้ผมสนใจและคิดถึงเรื่องของทองคำอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน และแน่นอนว่าผมคิดถึงประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับทองคำย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก คือย้อนหลังไปประมาณอย่างน้อย 60 ปีที่แล้วในวันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังเล็กและยากจน เช่นเดียวกับครอบครัวผมที่ยังยากจนมากยิ่งกว่าและอาศัยอยู่ในสลัมย่านทุ่งวัดดอนเขตยานนาวาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเขตสาธรที่เป็นย่านที่เจริญที่สุดเขตหนึ่งของกรุงเทพไปแล้ว

ในวันนั้น ทองคำคือสิ่งที่ “มีค่าสูงที่สุด” ของชาวบ้านและคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในท้องถิ่นที่ผมอยู่นั้น คนที่มีฐานะดีกว่าคนอื่นที่มักจะเป็นคนจนและมักจะเป็นผู้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหางานทำ ก็มักจะ “แสดงฐานะ” โดยการสวมใส่เครื่องแต่กายที่เป็นทองคำ เช่น สร้อยคอ กำไล และแหวนทองคำ ที่มีขนาดและน้ำหนักใหญ่คิดเป็น “บาททองคำ” เช่น สร้อยคอขนาด 5 บาท เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นที่ “เตะตา” คนทั่วไปโดยเฉพาะในตลาดสด เช่นเดียวกับ “โจร” ที่หลายครั้งเข้ามาฉกชิงวิ่งราวเป็นข่าวอยู่เนืองๆ

นอกจากการเป็นเครื่องโชว์หรืออวดรวยของคนแล้ว ทองคำยังเป็นสิ่ง “มีค่าสูง” ที่คนทั่วไปซื้อเก็บเป็นการ “ออม” เพื่อเอาไว้ใช้ในยามที่ “เงินขาดมือ” หรือต้องการเงินมากกว่าปกติเช่น ในช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อหนังสือเรียน และซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับลูก เพราะในยามนั้น ระบบธนาคารยังไม่แพร่หลาย ว่าที่จริง แถวบ้านผมนั้น แทบไม่มีธนาคาร และถึงจะมีพ่อแม่ผมก็ไม่เคยมีบัญชีเงินฝากเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยมีเงินเหลือเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงต้น ๆ นั้น แทบจะเรียกว่า “หาเช้ากินค่ำ”

เวลามีเงินเหลือ เขาก็จะไปซื้อทองรูปพรรณเก็บ เวลาต้องการเงิน พวกเขาก็จะไป “โรงจำนำ” ที่เขาจะยืมเงินมาใช้โดยใช้ทองเป็นหลักประกัน ซึ่งก็จะได้เงินมาน่าจะประมาณ 60-70% ของราคาทอง และก็จะมีเวลาประมาณ 3-4 เดือนที่จะต้องไป “ไถ่ทอง” คืนมา ซึ่งในวันนั้นก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมไปด้วย แต่ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไปไถ่ ก็จะ “ขาดจำนำ” โรงจำนำก็จะเอาทองไปขายเพื่อเอาเงินคืน และนี่ก็คือ “สถาบันการเงินหลัก” ของคนในยุคนั้น

ทองยังรักษาสถานะแห่งมูลค่าของมันได้เมื่อผมก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มและเป็นเป็นผู้ใหญ่ทำงานมีเงินเดือนแล้ว สังคมไทยที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้คนมีเงินมากขึ้นและเริ่มมีระบบธนาคารเป็นที่เก็บออมเงินและรักษาความมั่งคั่งอย่างแพร่หลายก็ไม่ได้ทำให้ความ “หลงใหล” ต่อทองลดลง ทองยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่ไม่เสื่อมคลายในจิตใจของผู้คน แม้ว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของคนเริ่มไม่ได้อยู่ที่ทองแล้ว แต่กลายเป็นบ้าน รถยนต์ และบริษัทธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นมากมายตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของไทย

เวลามีรายการชกมวยครั้งสำคัญที่คนติดตามชมกันมาก ก็แทบจะเป็นธรรมเนียมที่ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งก็มักจะรวมถึงธุรกิจจำนวนมาก ต่างก็จะมอบรางวัลเป็นสร้อยคอทองคำให้กับผู้ชนะ คิดแล้วเป็นจำนวนหลายสิบเส้นเต็มคอแทนที่จะให้เป็นเงินที่น่าจะได้อารมณ์น้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นักมวยก็ค้นพบว่าทองหลายเส้นเป็น “ของปลอม” ซึ่งก็มีส่วนทำให้ธรรมเนียมการมอบทองให้นักมวยค่อย ๆ จางหายไป

นอกจากในวงการกีฬาแล้ว ทองก็ยังถูกใช้ในการโปรโมตสินค้าของธุรกิจอยู่บ่อย ๆ เช่น เคยมีสินค้าเครื่องดื่มโฆษณา “เปิดฝาแจกทอง” ซึ่งทำให้สินค้า “ขายดีระเบิด” เพราะคนอยากได้ทอง คนอยากรวยและหวังจะได้ทองจากการซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โอกาสที่จะเปิดฝาและได้ทองจริง ๆ นั้นต่ำมาก

ส่วนตัวผมเองนั้น แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนใจทองเลย และเคยซื้อทองเพียงครั้งเดียวในชีวิตตอนอายุประมาณ 23-24 ปี เมื่อเริ่มทำงานได้ซัก 2-3 ปีแล้ว นั่นก็คือการซื้อทองให้เป็นของขวัญวันเกิดสาวที่เริ่มไปจีบ น่าจะเป็นสร้อยข้อมือน้ำหนักซัก 1 บาททองคำซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีราคาสูง เมื่อมองย้อนหลังไป ราคาทองตอนนั้นคือประมาณบาทละ 1,379 บาท คิดเป็นประมาณเกือบ 1ใน 3 ของเงินเดือนของผมในขณะนั้น และนั่นก็คือเมื่อ 50 ปีมาแล้ว

สร้อยข้อมือในวันนั้น ถ้าถือจนถึงวันนี้ หรือก็คือเทียบกับราคาทอง 1 บาทในวันนี้ก็น่าจะมีราคาประมาณ 75,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 54 เท่า และคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 8.3% และนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่เหลือเชื่อ เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลยและมีความเสี่ยงน้อยมาก เช่นเดียวกับที่แทบไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษาเลย

ผมมาคิดดูว่า ถ้าหนุ่มอายุ 23 เริ่มทำงานและมีเงินเดือนและกำลังหาของขวัญไปจีบสาวแบบที่ผมทำเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดยการซื้อทอง 1 บาท เขาจะต้องจ่ายเงินถึง 75,000 บาท ซึ่งน่าจะหนักเกินกว่ารายได้ของเขามาก เพราะถ้าเขาทำงานในตำแหน่งวิศวกรแบบผม รายได้ต่อเดือนของเขาน่าจะประมาณ 40,000 บาท ก็เท่ากับว่าเขาจ่ายเงินค่าของขวัญที่เป็นทองเท่ากับ 1.8 เท่าของเงินเดือน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาคงไม่ทำอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทองมีค่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเดือนของคนทำงานในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากเทียบกับเงินเดือนแล้ว ลองมาดูว่าทองนั้นปรับค่าขึ้นมากแค่ไหน ลองมาดูว่าถ้าสมมุติว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราสามารถซื้อกองทุนอิงดัชนีหุ้นไทยได้ และก็ถือมันไว้จนถึงวันนี้ มูลค่าของกองทุนจะเป็นเท่าไร

ข้อมูลก็คือ ดัชนีหุ้นวันนั้นเท่ากับ 82.6 จุด เพราะตลาดหุ้นเพิ่งจะเปิดและตกลงมาจากจุดเริ่มต้นที่ 100 จุด มาถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 50 ปี ดัชนีถึงวันที่ 30 มกราคม 69 อยู่ที่ 1,326 จุด เท่ากับเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ 5.7% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเรายังได้ปันผลทุกปีด้วย และถ้าปันผลต่อปีเท่ากับประมาณ 2.6% ต่อปี การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 50 ปี ก็จะเท่ากับผลตอบแทนที่ได้จากทองคือประมาณปีละ 8.3% แบบทบต้น และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นเองนั้น ก็เป็นที่ที่รักษาความมั่งคั่งและให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ แม้ว่าช่วงนี้ทองจะดีมาก ๆ และตลาดหุ้นจะแย่มาก ๆ แต่ระยะยาวแล้ว ทรัพย์สินทั้งสองอย่างนี้อาจจะดีไม่แพ้กัน

จุดเด่นของทองสำหรับผมก็คือ มันมีความมั่นคงสูงมากและสามารถทนทานต่อ “วิกฤติ” ที่รุนแรงได้แทบจะทุกรูปแบบรวมถึงสงครามใหญ่ระดับโลก และวิกฤติระดับประเทศที่อาจจะทำให้ค่าเงินล่มสลายอย่างที่เกิดขึ้นไม่น้อยในบางประเทศที่ล้มเหลวหรือเป็น “Fail State” เพราะสงครามกลางเมืองหรือรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดและระบบไม่สามารถแก้ไขได้ ในวันแบบนั้น ทรัพย์สินอาจจะหมดค่า แต่ทองจะยังไม่หมดและอาจจะมีค่ามากขึ้น รวมถึงมันจะยังอยู่กับเราเสมอโดยเฉพาะถ้าเราถือเป็น “ทองแท่ง” ที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ทองกระดาษหรือสัญญาที่ผูกกับราคาทอง

จุดอ่อนก็คือ ผมไม่สามารถที่จะเก็บทองได้มากอย่างมีนัยสำคัญต่อพอร์ตโดยรวมได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่สถานที่เก็บซึ่งถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะเป็นตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งก็มักจะมีขนาดจำกัด นอกจากนั้น การมีทองที่เป็นแท่งมากๆ ในจุดเดียว หากถูกโจรกรรมมันก็อาจจะหายไปได้โดยไม่สามารถติดตามได้เลย

ข้อสรุปโดยส่วนตัวผมก็คือ มีความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะคิดถึงการกระจายการลงทุนบางส่วนไปที่ทองแท่งหรือแม้แต่ “ทองกระดาษ” ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ในอัตราน่าจะไม่เกิน 5% ของพอร์ตโดยรวม โดยมีเหตุผลว่ามันจะเป็น “หลักประกัน” สุดท้าย ที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีทรัพย์สมบัติที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีเพราะมีสภาพคล่องสูงและสามารถเคลื่อนย้ายหลบหลีกจากภัยพิบัติได้ง่าย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นหลักประกันที่ “ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน” ไม่ว่า “กรมธรรม์” จะอยู่กี่ปี เพราะทองคำนั้นแทบจะไม่เคยลดค่าในระยะยาว และว่าที่จริงในอดีตที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเลย
เพราะว่า ทองคำนั้น เลอค่า-ชั่วนิรันดร์




01 กุมภาพันธ์ 2569

CEO ดัง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" วัย 94 เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ ใครก็ทำตามได้

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" CEO ดัง วัย 94 ปี เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ หากทำได้ต่อเนื่อง สุขภาพกายใจดีครบถ้วน

แท้จริงแล้ว เคล็ดลับอายุยืนของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา” นั้นเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ไม่เพียงเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นที่ชื่นชมในเรื่องสุขภาพและจิตใจที่แจ่มใสแม้ในวัย 94 ปี แม้อายุเข้าใกล้ร้อยปี เขายังทำงานต่อเนื่อง และปรากฏตัวต่อสาธารณชนอยู่เสมอด้วยพลังบวก

แล้วอะไรคือเคล็ดลับอายุยืนและสุขภาพดีของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา”?

ไม่ใช่การกินคลีนสุดเข้มงวด หรือออกกำลังกายหนักหน่วง แต่บัฟเฟตต์กลับรักษาสุขภาพและความกระปรี้กระเปร่าได้ด้วย 3 นิสัยง่าย ๆ ดังนี้:



1. นอนหลับให้เพียงพอ

ในขณะที่ซีอีโอหลายคนเลือกตื่นแต่เช้าเพื่อความสำเร็จ บัฟเฟตต์กลับไม่ตามกระแสนั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ผมไม่อยากเริ่มทำงานตั้งแต่ตี 4 ผมชอบนอน และปกติก็จะนอนวันละ 8 ชั่วโมง”

นอกจากจะฟังเสียงร่างกายของตัวเองแล้ว บัฟเฟตต์ยังเชื่อมั่นว่า “การนอนหลับให้เพียงพอ” คือหัวใจสำคัญของสุขภาพทั้งกายและใจ

ในทางวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน งานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า การนอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 7–9 ชั่วโมง สามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 30% รวมถึงลดโอกาสเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย

ศาสตราจารย์แอนดรูว์ ฮิวเบอร์แมน นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังเคยเน้นว่า การนอนหลับที่เพียงพอ ไม่เพียงช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน แต่ยังช่วยพัฒนาความจำ ควบคุมอารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย



2. อ่านหนังสือทุกวัน

หากการนอนหลับคือการบำรุงร่างกาย การอ่านหนังสือก็เปรียบเสมือนการบำรุงจิตใจ สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาใช้เวลาวันละ 5–6 ชั่วโมงในการอ่านและใคร่ครวญ โดยมองว่าช่วงเวลานี้คือช่วงที่เขาเติบโตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ในแง่ทรัพย์สินเงินทอง แต่ในด้านความคิดและการมองโลก

การอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นการออกกำลังกายสมองที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งานวิจัยระยะยาวนาน 14 ปีจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) พบว่า ผู้ที่รักษานิสัยอ่านหนังสือเป็นประจำ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย

กิจกรรมที่กระตุ้นการใช้สมองหลายส่วน เช่น การอ่านหนังสือ เล่นหมากรุก หรือแก้ปริศนาอักษรไขว้ ล้วนช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตและความไวของเส้นประสาทในสมอง งานวิจัยระยะยาว 14 ปีโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า การอ่านหนังสือสามารถช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมได้จริง

สำหรับบัฟเฟตต์ การอ่านหนังสือในแต่ละวันไม่ใช่แค่กิจวัตร แต่เป็นวิถีชีวิตที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดี มีความสุข และมีอายุยืน เพราะเมื่อสมองแข็งแรง ชีวิตก็ยืนยาวตามไปด้วย



3. ทำในสิ่งที่รัก

สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ความสุขมีค่าสูงสุด เขาเชื่อว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน คือหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดีและอายุยืน

ในหลายบทสัมภาษณ์ บัฟเฟตต์มักแนะนำคนรุ่นใหม่ให้เลือกทำงานที่ตนรู้สึกมีความสุขและสนุก มากกว่าทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เขาเคยตั้งคำถามชวนคิดว่า

“ถ้าเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย คุณอยากทำอะไรจริง ๆ? ทุกคนล้วนต้องใช้เงิน แต่คุณควรเลือกทำในสิ่งที่รัก โดยไม่ปล่อยให้เงินกลายเป็นสิ่งเดียวที่ชี้นำชีวิต”

ตัววอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ แม้ในวัยกว่า 90 ปี เขายังทำงานอย่างกระตือรือร้นทุกวัน ไม่ใช่เพราะต้องการเงินเพิ่มเติม แต่เพราะเขารู้สึกสนุกและมีความสุขกับบทบาทของตัวเองในบริษัท Berkshire Hathaway

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและได้ทำในสิ่งที่ตนรัก มักมีอายุยืนกว่าคนทั่วไป และยังสามารถรับมือกับอารมณ์ด้านลบได้ดีกว่า ทั้งนี้เพราะคนที่รู้ว่าตนมีเป้าหมายอะไรในชีวิต มักจะดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีกว่า ส่งผลให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ก็สรุปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การมีเป้าหมายในชีวิตสามารถช่วยยืดอายุได้จริง

นิสัยใช้ชีวิตตามความหลงใหลนี้ ยังเป็นจุดร่วมที่เห็นได้ชัดในผู้คนที่อาศัยอยู่ใน “โซนสีฟ้า” หรือพื้นที่บนโลกที่ผู้คนมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย ในพื้นที่เหล่านี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่เกษียณแบบเด็ดขาด พวกเขายังทำงานต่อไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่กลับมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า ความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่รักทุกวัน จึงกลายเป็นพลังที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และใจสดใสไปตลอดชีวิต





26 มกราคม 2569

เกรียนตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เกิดกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของอเมริกาประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าอีก 10% จาก 8 ประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกนาโต ที่คัดค้านการยึดเกาะกรีนแลนด์ของเมริกาจากเดนมาร์ก แต่ประเทศทั้ง 8 รวมถึงประเทศสมาชิกนาโตกลับประกาศ “สู้” และส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปที่เกาะ นั่นทำให้หุ้นอเมริกาตกลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายในที่ประชุมประจำปี World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ทรัมป์ได้ประกาศ “ถอย” และบอกว่าจะไม่ยึดด้วยการใช้กำลัง และงดที่จะเพิ่มภาษีที่ประกาศไว้ ซึ่งก็ทำให้หุ้นขึ้นทันที- ทั่วโลก

สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ที่จริงเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025 นั่นก็คือ การประกาศนโยบายและพูด “ข่มขู่” ให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็น “คู่กรณี” ทำในสิ่งที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์ เช่น เรื่องของภาษีนำเข้าสินค้าของอเมริกาที่มีการเพิ่มขึ้นมหาศาลในขณะที่สินค้าส่งออกของอเมริกานั้นได้รับการลดภาษีจนแทบเป็นศูนย์ในบางกรณี เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ยังมีประเด็นและเรื่องราวอีกมากที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้พูดในแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นในประธานาธิบดีคนก่อน ๆ

ลักษณะที่ทรัมป์ทำนั้น ถ้าใช้คำแสลงของไทย หลายคนคิดว่าน่าจะตรงกับคำว่า “เกรียน” ซึ่งเราใช้กันมานานพอสมควรและโดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลที่อ้างอิงถึงคนที่ก้าวร้าว ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ก่อกวนสังคม สร้างความเดือดร้อนหรือความรำคาญให้แก่ผู้อื่น ไร้ความยั้งคิด ขาดการควบคุมตนเอง มักใช้คำหยาบ เรียกร้องความสนใจ ชอบสร้างประเด็นหรือความขัดแย้ง สร้างความวุ่นวายหรือทำตัวไม่เหมาะสม และทั้งหมดนั้นก็คือ นิยามของคำว่า “เกรียน” ที่คนทำมักจะต้องมีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่ง

ในแวดวงการเมืองระดับโลกนั้น คนที่เข้าข่าย “เกรียน” นั้น นอกจากประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว แน่นอนว่าต้องรวมถึงประธานาธิบดีปูตินที่อาจจะไม่ได้พูดมากเท่ากับทรัมป์ แต่ความเกรียนคงไม่แพ้กัน เพราะส่งกองทัพออกไปยึดยูเครนเลย รายต่อมาก็คงเป็นคนอย่างคิมจองอึนที่ทดลองหรือซ้อมยิงขีปนาวุธเฉียดเพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว “ดังกว่าคำพูด” และ “เกรียน” ยิ่งกว่า

ความเกรียนหรือคนที่เกรียนนั้น มีในทุกวงการ โดยเฉพาะในยุคสังคมดิจิทัลที่คนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ผ่านสื่อสังคมที่เปิดกว้างที่สุดในขณะที่คนพูดอาจจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก็ได้ ดังนั้น เราจึงพบว่ามี “เกรียน” อยู่ในทุกวงการ และก็แน่นอน รวมถึงในตลาดหุ้นและการลงทุนซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่คึกคัก ต่อสู้ แข่งขันเอาเป็นเอาตาย มีการใช้กลยุทธที่ซับซ้อน “โกหก หลอกลวง” ไม่แพ้ในวงการเมืองทั้งในระดับโลกและประเทศ

ว่าที่จริง สำหรับผมแล้ว ความ “เกรียน” ของทรัมป์เองนั้น จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทรัมป์ทำหรือพูดส่วนใหญ่แล้ว สุดท้ายก็มักจะกระทบไปถึงตลาดหุ้นและตลาดการเงินมากพอ ๆ กับการเมือง เพราะการเมืองนั้นกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าใครจะบอกว่าทรัมป์เป็น “เกรียนตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าไม่ผิด และนักลงทุนทุกคนก็ต้องคอยติดตามว่าเขาจะทำหรือพูดอะไรที่จะกระทบกับตลาดและหุ้นที่เราอาจจะถืออยู่ด้วย

และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดในบทความนี้ นั่นก็คือ “เกรียนตลาดหุ้น” ที่นักลงทุนจะต้องรู้จักและเข้าใจ เพราะเกรียนตลาดหุ้นอาจจะทำให้นักลงทุนเดือดร้อนได้ เพราะเขาอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด หลอกลวงหรือข่มขู่ให้เรากลัวและทำอะไรที่เป็นผลเสีย ในขณะที่ “เกรียน” ได้ประโยชน์ อาจจะทั้งในด้านการเงินหรือชื่อเสียงที่อาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในภาคหน้าได้ มาดูกัน

เกรียนในตลาดหุ้นแบบแรกก็คือ การปั่นหุ้นหรือการเชียร์หุ้นแบบไร้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน พฤติกรรมของเกรียนกลุ่มนี้มักจะโพสต์ข้อความที่ดูสดใสเกินไปมากสุด ๆ หรือไม่ก็ดูแย่อย่างหนักโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานชัดเจน เช่น คำพูดแบบ “รับประกันโตขึ้นเป็น 10 เด้งแน่นอน” หรืออีกด้านหนึ่งก็อาจจะบอกว่า สุดท้ายหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นก็จะต้องกลายเป็นศูนย์แน่ ๆ อาจจะเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน คนพูดก็จะหายตัวไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าว

เกรียนปั่นหุ้นนั้น มักจะใช้กลยุทธระยะสั้นประเภท “ลากขึ้นไปเชือด” คือปล่อยข่าวแล้วก็กวาดซื้อหุ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างแรง ซึ่งก็ทำให้นักเก็งกำไรอื่นซื้อหุ้นตาม ดันราคาให้วิ่งขึ้นไปอีกมากพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เปิดโอกาสให้คนปั่นหุ้น “ปล่อยของ” หรือเทขายหุ้นออกไปจนหมดในราคาที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้น และนี่ก็คือกลยุทธที่ใช้กันมากในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมคึกคักเป็นกระทิง

เกรียนแบบที่ 2 ก็คือ การสร้างความรู้สึกกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยในหมู่นักลงทุน ซึ่งจะทำให้เกิดแพนิกและความสับสน อาจจะโดยการปล่อยข่าวลบรุนแรงบางอย่างที่ไม่เป็นจริง เช่น บอกว่าบริษัทกำลังมีปัญหาไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระ อาจจะอ้างด้วยว่ามาจากคนวงในที่เชื่อถือได้เพื่อให้คนฟังเชื่อ

เกรียนแนวสร้างความกลัวนั้น สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะการขายชอร์ตและมักจะทำได้ง่ายในยามที่ตลาดโดยรวมกำลังตกลงในภาวะตลาดหมีที่สังคมนักลงทุนมักจะหวั่นไหวกับทุกสิ่งที่เป็นลบอยู่แล้ว

เกรียนแบบที่ 3 คือ การรักษาตำแหน่งและจุดยืนของตนเองแบบ “หัวชนฝา” นี่ก็คือคนที่มักโจมตีใครก็ตามที่มีจุดยืนหรือความคิดที่แตกต่างจากตนเอง พวกเขาจะไม่สนใจหรือรับฟังอะไรรวมถึงข้อมูลการศึกษาที่ย้อนแย้งหรือตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเมื่อถูกพิสูจน์ว่าความคิดของตนผิด เกรียนแบบนี้มักจะชอบพูดว่า “คุณแค่ไม่เข้าใจธุรกิจ” หรือ “ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ” เป็นต้น

เกรียนแบบที่ 4 คือ เกรียน “หาแสง” หรือเกรียนที่เรียกร้องความสนใจหรือ “อยากดัง” อยากเป็น “Somebody” ซึ่งนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาผลประโยชน์หรือทำกำไรในระยะสั้น

พฤติกรรมของเกรียนก็คือการโพสต์หรือสัมภาษณ์การทำนายหรือคาดการณ์ที่สุดโต่งหรือมี “ดรามา” เป็นประจำ พวกเขามักจะชอบอ้างว่าผม “เคยบอกแล้ว” ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น “เห็นไหมล่ะ” โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือมีข้อมูลอ้างอิงชัด ๆ ไม่รู้ว่า “บอกตอนไหน?” นอกจากนั้น ก็มักจะชอบพูดถกเถียงไม่มีสิ้นสุดเพื่อที่จะยึดครองกระทู้พูดคุยไว้คนเดียว

เกรียนแบบที่ 5 คือแบบ “เจ้าลัทธิ” หรือเจ้าหลักการ ที่คอยโปรโมทความเชื่อแต่ไม่ใช่ผลตอบแทน
นี่คือคนที่มองหุ้นเป็นเหมือนกับศาสนา และปฏิเสธเรื่องของการวิเคราะห์เพื่อประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ไม่พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นหรือพื้นฐานและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ เกรียนแบบนี้ชอบพูดอะไรที่เป็นคล้าย ๆ ปรัชญา เช่น นักลงทุนที่มี “ศรัทธา” ในหลักการลงทุนแบบ “XX” จะ “ไม่มีวันขายหุ้น” เป็นต้น

เกรียนแบบสุดท้ายคือแบบที่ 6 ที่ผมจะพูดถึงอาจจะเรียกว่า “เซียนหุ้นจอมปลอม” และนี่ก็คือคนที่ดูเหมือนว่าเป็น “เซียนหุ้น” ที่น่าเชื่อถือและทุกคนยอมรับและมักจะถูกขอความเห็นเป็นประจำ

เกรียนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดที่เป็นภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษพร่ำเพรื่อ เพื่อที่จะฟังดูฉลาดหลักแหลม ชอบอธิบายทฤษฎีหรือหลักการซับซ้อนฟังดูจะรู้สึกมืนงงไม่ชัดเจนโปร่งใส แต่เวลามีคำถามเฉพาะก็จะพยายามหลีกเลี่ยง บางทีก็อาจจะใช้แนวแบบ “นักลงทุนสถาบันมืออาชีพจะรู้ดี” เพื่อที่จะบอกว่า อย่าถาม เพราะคุณไม่เข้าใจหรอก หรือ “เชื่อผมเถอะ ผมทำแบบนี้มานานมากแล้ว” เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “เกรียน” ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนควรที่จะรู้และเข้าใจและตั้งรับอย่างรู้เท่าทัน เพราะเกรียนเอง บ่อยครั้งพูดเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ได้เป็นการให้ความรู้หรือความเข้าใจแก่คนฟังจริง ๆ ถ้าเราฟังมาก ๆ แทนที่จะดีเราอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นขีดว่าอะไรหรือแบบไหนหรือคำพูดระดับไหนถึงจะเข้าข่ายว่าเป็น “เกรียน” บางทีก็เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนขี้สงสัยหรือที่เรียกว่า “Skeptical” จริง ๆ หรือคนที่ยังใหม่ในวงการลงทุนจริง ๆ ที่ไม่รู้ว่าในตลาดหุ้นก็มีเกรียนอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องหัดเป็นคน “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย แม้ว่าทุกอย่างจะดูชัดหรือ “Obvious” จริง ๆ ว่าเขาเป็นนักลงทุนที่แท้จริงที่ไม่เป็นเกรียน

โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมรังเกียจพฤติกรรมเกรียนมาตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำมัน แต่พอมานึกดูอีกที ผมเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า ผมเป็น “เกรียน” หรือเปล่า




19 มกราคม 2569

ลงทุนแบบ Semi-Active Investing - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงเวลาประมาณ 30 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเป็น “VI” เต็มตัวนั้น แนวทางหรือวิธีการลงทุนของผมค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว

จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมก็ทุ่มเทศึกษา เรียนรู้ และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน” ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่

ในช่วงเวลานั้น ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า พบผู้บริหารถ้าทำได้ เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า ทั้งหมดนั้น อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Investing”

คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ทำกำไรได้มหาศาล “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก” เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน” หลาย ๆ คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา

เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก ตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ

และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นเวียตนาม หรือ ตลาดหุ้นจีน และนั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี ที่เรียกว่าเป็น “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ

ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ แบบที่เคยทำได้นั้น แทบจะหมดไปแล้ว และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น เวียตนามหรืออินเดีย เป็นต้น

และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ การลงทุนแบบที่เรียกว่า “Semi-Active Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่

นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม

ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing” ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปี ขึ้นไป ซึ่งโดยวิธีนี้ ผมได้กลายเป็น “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์ และดังนั้น วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน

ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30% ของความมั่งคั่งทั้งหมด ผมก็ใช้วิธี Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ

ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ น่าจะเรียกว่า “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น ซึ่งผมก็พอใจ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ที่เวียตนามนั้น ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ ว่าที่จริง ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้

เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต” ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก

วิธีเลือกหุ้นนั้น ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV

โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?

หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1% หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7% หุ้น MWG 56.4% หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9% เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม ในระหว่างนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม เช่น ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้ เป็นต้น

การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ Active, Semi-Active หรือ Passive Investing นั้น ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้ ส่วนตัวผมเองนั้น ที่ใช้ก็คือ Semi-Active เท่านั้น และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”



15 มกราคม 2569

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️ .

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️.
ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ⏰ แต่ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น?
.
เพราะว่าจริง ๆ แล้วการเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ 5-6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่โลกยังเงียบสงบ และเต็มไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่จะช่วยบูสต์พลังงานดี ๆ ให้สมองทำงานได้เต็มศักยภาพ จึงไม่แปลกที่คนดัง หรือคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนมักมีนิสัยชอบตื่นเช้า 🌄
.
📣 มาดูตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จจากการตื่นเช้ากัน! 🌞
.
.
.
🙍🏿‍♀️ มิเชล โอบามา (Michelle Obama)
.
อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเธอตื่นตั้งแต่ตี 4:30 น. เพื่อไปออกกำลังกายให้ฟิตแอนด์เฟิร์มก่อนเริ่มภารกิจสำคัญของวันอย่างมั่นใจ
.
.
.
👨🏼‍💻 ทิม คุก (Tim Cook)
.
CEO แอปเปิล ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง! เช่นกัน (โหดมาก!) เขาเริ่มเช็คอีเมลก่อนออกกำลังกาย แล้วค่อยเข้าออฟฟิศแต่เช้า นี่แหละที่มาของความสำเร็จของแอปเปิล!
.
.
.
👩🏼‍🎤 แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour)
.
บรรณาธิการ Vogue ตื่นตี 5:00 น. ทุกวัน และเล่นเทนนิสที่ Midtown Tennis Club ทุกเช้า ก่อนจะแต่งตัวสวย ๆ ไปทำงาน เป็นการเริ่มวันใหม่แบบสดใสปิ๊งปั๊ง!
.
.
.
🤵🏼‍♂️ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
.
มหาเศรษฐีเจ้าของ Virgin Group ก็เป็นอีกคนที่รักการตื่นเช้า เขาลุกจากเตียงตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกกำลัง ทานมื้อเช้า และใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว เขาบอกว่านี่เป็นความลับที่ทำให้เขามีพลังบริหารธุรกิจหลายพันล้านได้อย่างสมดุล
.
.
.
🌅 3 เหตุผลทำไมต้องตื่นเช้า?
.
1. สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุย 🧠
.
ช่วงเช้าตรู่ สมองของเรายังสดชื่น ปราศจากความวุ่นวายจากข้อมูล และสิ่งรบกวนต่าง ๆ เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยในการตื่นตัวจะสูงที่สุดในช่วงเช้า เหมาะแก่การวางแผน และจัดการงานสำคัญ ดังนั้นหากทำงานยาก ๆ ในตอนเช้า มีโอกาสที่ผลงานจะออกมาเวิร์คสูงมาก
.
2. มีเวลาเป็นของตัวเองเพียบ ⏰
.
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีใครมารบกวน จะออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือจิบกาแฟชิล ๆ ก็ไม่ต้องรีบร้อน
.
3. งานปังไม่มีพัง Productivity สูงปรี๊ด 💡
.
เพราะการตื่นเช้าจะช่วยให้เราสามารถจัดการงานสำคัญได้ก่อนที่อีเมล และการประชุมต่าง ๆ จะเริ่มต้นขึ้น ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดีกว่า ไม่มีคนมาจุ้นจ้านให้วอกแวก ทำให้เราทำงานได้เยอะกว่า แต่กลับเหนื่อยน้อยกว่าเดิมซะอีก!
.
.
.
⭐ ตัวอย่างตารางสุดปังของคนสำเร็จที่ตื่นเช้า!
5:00 - ลุกจากที่นอน ดื่มน้ำสักแก้วให้ตื่นตัว
5:15 - ออกกำลังกายเบา ๆ หรือนั่งสมาธิ
5:45 - อาบน้ำอุ่น ๆ แต่งตัวให้พร้อม
6:15 - เขียนไดอารี่ แพลนวันนี้ให้ปัง
6:45 - ทานมื้อเช้าดี ๆ ให้พลังงานเต็มเปี่ยม
7:15 - เริ่มลุยงานสำคัญของวัน
.
การตื่นเช้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเวลาตื่น แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด ถ้าหากคุณพร้อมที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ลองเริ่มต้นตื่นเช้าดูสักครั้ง รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน❗
.
แล้วเจอกันตอนตี 5 นะ! 😉✨