แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก
และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก
เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป
ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย” แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต
ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี
เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว
หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว
เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว
ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้
การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์ และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น
เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน
พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว
สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป
เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน
“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ
และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น