05 เมษายน 2567

Profiling golang gin with pprof



Profiling golang gin with pprof

1. Install pprof lib for gin

go get github.com/gin-contrib/pprof


2. Register debug pprof routes

import "github.com/gin-contrib/pprof"
// ... 
r := gin.New() 
pprof.Register(r, &pprof.Options{RoutePrefix: "debug/pprof"}) 
// ...


3. Under debug mode, gin will print debug pprof routes like this



4. Load test to your server, you can use any tool like Apache Bench (ab)

5. Generate profiling report using go tool
go tool pprof -http=localhost:8081 'http://localhost:8080/debug/pprof/profile?seconds=60' 

Note
  • seconds is the time you need to collect samples (default is 30 seconds)
  • http://localhost:8080 is your web server url
  • localhost:8081 is the web report to view virtualization report

6. After 60 seconds, you will be re-direct to localhost:8081 and get virtualization report, and the profile result file will be saved to path /home/{user}/pprof/pprof.xxx.pb.gz


7. You can view the virtualization report from your gz file also by using command
go tool pprof -http=localhost:8081 /home/{user}/pprof/pprof.xxx.pb.gz



References 

01 เมษายน 2567

งานวิจัยชัดเจน อายุ 80 ขึ้น ทำอย่างไรให้มีสมองเหมือน คนอายุ 50 ปี ไม่เกี่ยวกับมีเงินล้นฟ้า

งานวิจัยชัดเจน สูงวัย อายุ 80 ขึ้น ทำอย่างไรให้มีสมองเหมือน คนอายุ 50 ปี ไม่เกี่ยวกับมีเงินล้นฟ้า

วันที่ 18 ธันวาคม น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องของงานวิจัย สถาบันทาง ประสาทวิทยาศาสตร์ หลักของประเทศสเปนที่มีการทำงานร่วมกันกับสถาบันของเยอรมนีและฟินแลนด์ และตีพิมพ์ใน วารสาร Lancet Healthy Longev เดือน กรกฎาคม 2023 เรื่องสมองของผู้สูงวัย ซึ่งน่าสนใจว่า วิธีปฏิบัติ หรือกิจวัตรประจำวัฒน์ มีผลต่อสมองของคนเรามาก โดย มีเนื้อหาต่อไปนี้

อายุ 80 ขึ้น กลับมีสมองเหมือน 50 ทำอย่างไร?

ใครว่าอายุมากสมองต้องไม่ดี

คนทั่วๆไปนั้น มักยอมรับกันว่าเมื่อสูงวัยขึ้นพอเริ่มมีความจำหดหายลงหรือจำได้บ้างไม่ได้บ้าง และเมื่อลืมไปแล้วบางครั้งถึงคิดออก

โดยสรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีและสมองเสื่อม เป็นตามวัย

แต่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ดูเหมือนว่าหรือคิดไปว่าเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้ว เป็นความไม่ปกติ หรือเป็นโรคซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ

โดยเฉพาะที่เป็นโรคความเสื่อมของสมองเช่น อัลไซเมอร์ หรือเกิดขึ้นจากเส้นเลือดมีการอุดตันทั่วไปหรือที่อยู่ก็จุกระจายอยู่ในตำแหน่งสำคัญ หรือมีหลายสาเหตุร่วมกัน

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่สังเกตว่าคนสูงวัยโดยมีอายุตั้งแต่ 80 ขึ้นไปกลับมีความจำสดใสเฉกเช่นคนที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีด้วยซ้ำ และขนานนามกันว่าเป็น “superagers” หรือ สว สมองใส หรือ สูงวัยแต่สมองยังซุปเปอร์

เหล่านี้เป็นที่มาของการศึกษาระดับใหญ่โต ของสถาบันทาง ประสาทวิทยาศาสตร์ หลักของประเทศสเปนที่มีการทำงานร่วมกันกับสถาบันของเยอรมนีและฟินแลนด์ และตีพิมพ์ใน วารสาร Lancet Healthy Longev เดือน กรกฎาคม 2023

ทั้งนี้โดยมีการเลือก สว สมองใสหรือสมองซุปเปอร์ จากประชากรที่อยู่ในโครงการ Vellecas และ มีการติดตามระยะยาว โดยระดมอาสาสมัคร เริ่มต้น ระหว่าง วันที่ 10 ตุลาคม 2011 และ 14 มกราคม 2014 อายุ 79.5 ปีหรือสูงกว่า

โดยการประเมินสภาพความจำ (delayed verbal episodic memory score) และใช้ Free and Cued Selective Reminding Test and with three non-memory tests (the 15-item version of the Boston Naming Test, the Digit Symbol Substitution Test, and the Animal Fluency Test)

ทั้งนี้ สว สมองใส จะต้องมีผลการตรวจที่จำเพาะประเภท อยู่ที่ระดับของคนอายุ 50 ถึง 56 ปี หรือ ได้คะแนนสูงกว่า และต้องได้คะแนนที่ อยู่ที่ระดับเดียวกันหรือสูงกว่าสำหรับคนที่อายุเท่ากันและมีระดับการศึกษาระดับเดียวกัน

การติดตาม อยู่ในช่วงระยะเวลาห้าถึงหกปีตั้งแต่เริ่มเข้าการศึกษา

เมื่อสิ้นสุดการศึกษาแล้วนั้นพบว่ามี สว สมองใส 64 คน อายุเฉลี่ย 81.9 ปีเป็นผู้หญิง 59% และผู้ชาย 41% และมี สว สมองปกติ ไม่ใส 55 คน อายุเฉลี่ย 82.4 ปีโดยที่ 64% เป็นผู้หญิงและ 36% เป็นผู้ชาย
สว สมองใส

จากการ ประเมินตัวชี้วัด 89 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลประจำตัวทั่วไป พฤติกรรมการดำเนินชีวิต ไลฟสไตล์ และ ลักษณะของแต่ละคน พบว่า

1-มีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาสม่ำเสมอ (ไม่ได้หมายความว่าต้องออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลัง) ทำกิจกรรมกาย ทำสวน รดน้ำต้นไม้ เดิน ไปนู่นนี่

2- มีสุขภาพจิตดีเยี่ยมไม่หมกมุ่นอยู่กับความกังวล หดหู่ ซึมเศร้า แม้จะอยู่คนเดียว เพราะคู่ชีวิตเสียไปแล้วหรือหย่า มิสนใจใครว่าร้าย (เพราะคนคิดไม่ดี ขึ้งเครียด สมองจะเสื่อมเอง อันนี้ หมอว่าเอง)

3- มีการเล่นเครื่องดนตรีไม่ว่าจะเป็นสมัครเล่นหรืออาชีพก็ตาม ตั้งแต่วัยกลางคน เรื่อยมาตลอด (เล่นเก่งมั้ยเก่ง ไม่ได้ระบุ ขอให้มีความสุข หมอว่าเอง)

ทั้งนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐฐานะ ระดับความสูงส่งทางการศึกษา แม้กระทั่งโรคประจำกาย

นอกจากนั้น สว ใส เหล่านี้ ยังพบจากการตรวจ คอมพิวเตอร์สมองอย่างละเอียด โดยที่มีการฝ่อเหี่ยว เปลือกผิวสมองในตำแหน่งต่างๆ ช้ากว่า สว ปกติ และยังฝ่อช้าในส่วนของสมองกลีบขมับด้านในที่เกี่ยวข้องกับความจำ และใจกลางสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความกระฉับกระเฉงการเคลื่อนไหวไม่ทอดหุ่ย เนือยนิ่ง

และทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้น่าจะใช้เป็นกลยุทธ์ ถ้ากระฉับกระเฉง มีกิจกรรมกาย ไม่ทอดหุ่ย ในชีวิตประจำวัน เดิน มีสุขภาพจิตดี ไม่กังวลหดหู่ อารมณ์ชื่นมื่น ดนตรี ฟังเพลง จนถึงถ้าหัดเล่นเครื่องดนตรี หรือเล่นเป็นอยู่แล้ว ตั้งแต่วัยกลางคน ทำให้ความจำดีขึ้นเหมือนอายุสมองอ่อนลงไปอีก 30 ปี

อีกกลยุทธ์ ในวารสาร frontiers Neuroscience กรกฎาคม 2023 คนอายุ 60 ถึง 85 สุขภาพร่างกายปกติและมีการประเมินความจำ โดยให้ได้กลิ่นเครื่องหอมระเหย (odorant diffuser) คืนละ 2 ชั่วโมง ได้แก่ เช่น กลิ่น กุหลาบ ส้ม ยูคาลิปตัส มะนาว เป๊ปเปอร์มิ้นท์ โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์

ผ่านไปหกเดือนตรวจสอบพบว่า ความจำดีขึ้น 226% และยืนยันจากการประเมิน ประสิทธิภาพของเส้นใยประสาท พบว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนหน้า orbitofronatal cortex เข้ากับสมองส่วนความจำ temporal lobe โดยผ่านทาง uncinate fassciculus

แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าประเภทของอาหาร ผัก ผลไม้กากไย ถั่ว ธัญพืช งด ลดเนื้อสัตว์ ทานปลาได้ ลดแป้ง ร่างกายและสมองจะยิ่งสดใสขึ้นไปอีก โดยที่ลักษณะของอาหารเป็นอาหารช่วยชีวิตและสมอง ซึ่งถ้าร่างกายดีจะส่งผลทำให้มีการปกป้องสมองด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากจะไม่มีการสร้างสารอักเสบขึ้นจากลำไส้โดยที่ถ้ามีจุลินทรีย์ไม่ดี จากการที่กิน “อาหารทำลายชีวิต” ไม่ใช่ อาหารช่วยชีวิต กินเนื้อสัตว์บก แป้ง ของหวาน จะเกิดการผลิตสารอักเสบจาก จุลินทรีย์ไม่ดี ทำให้ผนังเยื่อบุลำไส้รั่ว การอักเสบหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย เกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในร่างกายและเส้นเลือดในสมอง ซึ่งจะเร่งกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ “รอบสอง”ในสมองและกระตุ้นการสร้างโปรตีนพิษบิดเกลียวในสมอง โดยไม่สามารถคลี่เกลียวหรือขับทิ้งไปได้อย่างหมดจด

และทำให้เซลล์สมองเกิดความผิดปกติตามลำดับขั้นตอน ทางเมตาบอลิซึม จน เกินระดับที่จะทนทานได้ ทำให้เริ่มมีความแปรปรวนของการทำงานหน้าที่ของสมองและต่อไปมีผลกระทบในโครงสร้างของเซลล์สมองจนกระทั่งมีความเสียหายถาวร (Micro และ macrocellular damage)

อาจเป็นไปได้ว่ากลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต ไลฟสไตล์ ดังข้างต้น จะสามารถช่วยป้องกันพยาธิสภาพหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นในสมองได้จริง เพราะการฝ่อเหี่ยวนั้นช้าลงอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นไปได้ ที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการสื่อสารส่งต่อข้อมูลกันในระหว่างเซลล์สมองในบริเวณเดียวกันและบริเวณต่างๆทั้งสมองโดยผ่านเส้นใยประสาท

ดังที่แม้ ได้กลิ่นหอมระเหย เวลานอนทำให้มีความสุข ก็ยังช่วยได้ แม้ว่าเราจะตัดประเด็นของการที่มียีนพิเศษของมนุษย์อยู่ด้วยก็ตามแต่ข้อมูลทั้งหลายจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ยังคงยืนยันว่าแม้เกิดมาชะตาชีวิตไม่ดี แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะได้

และนี่คือความสำคัญ

ของการปฎิบัติตัว ที่แม้จะมีสมองเสียหายแล้วแต่ภายนอกก็ยังดูดีอยู่ได้ (resilience) จนกระทั่งถึงการชะลอไม่ให้สมองเสียหายเร็วและปรับกระบวนทัศน์ของการใช้พลังงานให้เป็นในรูปแบบของ autophagy คือใช้พลังงานอย่างประหยัดเมื่อขยะและรีไซเคิลนั่นเอง

สุขภาพดีสมองใสขึ้นอยู่กับตนเองต้องลงทุนอย่าคิดว่าจะมีทางลัด

มีเงินทองล้นฟ้าก็ช่วยไม่ได้นะครับ



ที่มา link

28 มีนาคม 2567

[update ปี 2567] กองทุนรวมทั่วโลกที่จ่ายปันผลทุกปี (ย้อนหลัง 5 ปีล่าสุด) เหมาะกับคนที่ชอบ Passive Income จากเงินปันผล

 


กองทุน: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY (SCBLEQ)

ประเภท: หุ้นทั่วโลก

ปันผลย้อนหลัง 5 ปี:

  • ปี 2566: 0.4600 บาท
  • ปี 2565: 0.5315 บาท
  • ปี 2564: 0.6522 บาท
  • ปี 2563: 0.2280 บาท
  • ปี 2562: 0.4223 บาท


กองทุน: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอล อิควิตี้ (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBGEQ)

ประเภท: หุ้นทั่วโลก

ปันผลย้อนหลัง 5 ปี:

  • ปี 2566: 0.7000 บาท
  • ปี 2565: 0.6900 บาท
  • ปี 2564: 0.6873 บาท
  • ปี 2563: 0.7838 บาท
  • ปี 2562: 0.3379 บาท


*มีแค่ 2 กองทุน ในหมวดหมู่หุ้นทั่วโลก ที่จ่ายปันผลทุกปี (ย้อนหลัง 5 ปีล่าสุด) 

ข้อมูลจาก https://www.finnomena.com


01 มีนาคม 2567

กอช. เงินออมเพื่อการเกษียณก้อนแรกที่คนไทยควรมี

 ทราบไหมว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิ์รับเงินสมทบจากรัฐเพื่อออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี ผ่านกองทุนการออม

แห่งชาติ (กอช.) โดย กอช.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เป็นกองทุนการออมภาคสมัครใจ ที่รัฐจัดให้กับแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการอื่นรองรับ ได้มีบำเหน็จบำนาญในยามเกษียณเหมือนแรงงานในระบบจากเงินออมสะสม และเงินที่รัฐสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก


เป้าหมายสำคัญของ กอช. คือ การลดความเลื่อมล้ำในสังคม ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุ จากแผนภูมิที่ 1 พบว่าภาพพีระมิดประชากรของประเทศไทย เห็นได้ชัดว่าโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุมีมากขึ้นและวัยแรงงานปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ดังนั้นการส่งเสริมการออมให้กับแรงงานนอกระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 ขณะนี้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว หมายความว่าไทยจะเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด มีการคาดการณ์ว่าใน พ.ศ. 2574  ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (มีคนเกิดน้อยลง อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น)  ถ้ามีคนแก่ที่ต้องพึ่งพาลูกหลานจำนวนมากขึ้น แต่มีจำนวนลูกหลานให้พึ่งพาน้อยลง ลูกที่เคยมีกำลังเลี้ยงพ่อแม่ก็จะกลายเป็นปู่ย่าตายายให้คนรุ่นถัดไปที่มีจำนวนน้อยลงอีกเลี้ยงดู ภาระของคนรุ่นถัด ๆ ไปก็จะหนักมากขึ้น จนอาจเกิดเหตุการณ์ที่ลูกหลานทอดทิ้งได้ ถึงลูกหลานจะกตัญญูก็คงดูแลให้ดีได้ลำบาก การเตรียมตัวด้วยตนเองเพื่อเกษียณจึงมีความสำคัญมาก ผู้ที่เป็นแรงงานในระบบจะมีบำนาญชราภาพของประกันสังคมมาช่วยดูแลยามเกษียณ

 จากแผนภูมิที่ 1 ภาพรวมของแรงงานไทย เห็นได้ชัดว่ามีแรงงานนอกระบบอยู่เกินครึ่ง ซึ่งจะไม่มีบำนาญชราภาพอื่นมารองรับ ลำพังแค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากรัฐคงจะไม่เพียงพอ คนที่อยู่นอกระบบบำนาญทั้งหลายจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มากและเตรียมตัวให้เร็วขึ้น

ในฐานะที่เป็นผู้ออมใน กอช. คนหนึ่งที่สมัครสมาชิกในปีแรกที่เปิดให้ออมมาต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ที่ยังกำหนดขั้นสูงสุดของเงินสะสมอยู่ที่ปีละ 13,200 บาทและเงินสมทบสูงสุดที่ 1,200 บาท (ข้อมูลวันที่ 22 สิงหาคม 2566) จะเห็นว่ามีทั้งส่วนของเงินเราเองและเงินสมทบจากรัฐซึ่งไม่น้อยเลยแล้วยังมีดอกผลจากการลงทุนที่เกิดขึ้นอีก


ตั้งแต่ปี 2566 กอช.ขยายเพดานการออมให้สูงสุดถึง 30,000 บาทต่อปี และขยายเงินสมทบให้สูงสุดถึง 1,800 บาทต่อปี เท่ากับว่าถ้าเราออมเต็มเพดาน เราจะมีเงินออมเพิ่มเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้ถึง 6% และกอช. บอกว่าถ้าออมเต็มเพดาน 30,000 บาท ต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึง 60 ปี จะได้บำนาญสูงสุดถึงเดือนละ 12,XXX บาท (คำนวณประมาณการผลตอบแทน 2.5%ต่อปี)

 

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าเราเริ่มออมเงินใน กอช. ตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยใส่เงินสะสมใน กอช.ปีละ 3,600 บาทและได้รับเงินสมทบจากรัฐปีละ 1,800 บาท ออมต่อเนื่องจนถึงอายุ 22 ปี แล้วไปทำงานอยู่ในประกันสังคม ระยะเวลาการออมใน กอช.จะเท่ากับ 7 ปี ถ้าทิ้งเงินสะสมและเงินสมทบที่ออมไว้ตั้งแต่อายุ 22 ปีจนถึงเวลาเกษียณที่อายุ 60 ปี จำนวนปีที่คงอยู่ในกอช.ต่อเนื่อง คือ 38 ปี ถ้าอัตราผลตอบแทนของการลงทุนเท่ากับ 2.5% ในปีที่อายุครบ 60 เงินสะสมที่ใส่ไปปีละ 3,600 บาท ทั้งหมด 7 ปี เท่ากับ 25,200 บาท และเงินสมทบอีก 12,600 บาท จะกลายเป็นเงินจำนวน 104,160 บาท จากการที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐและดอกผลที่เกิดจากการลงทุนสะสมไว้

 ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเปลี่ยนจำนวนเงินสะสมเป็นปีละ 30,000 ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่จะใส่ได้ในแต่ละปีตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึง 22 ปี และได้รับเงินสมทบจากรัฐปีละ 1,800 บาท แล้วไปทำงานอยู่ในประกันสังคมแบบเดียวกับตัวอย่างที่ 1 แล้วทิ้งเงินนี้ไว้ใน กอช.จนอายุ 60 ปี ที่อัตราผลตอบแทนของการลงทุนเฉลี่ยเท่ากับ 2.5% ต่อปี จำนวนเงินสุดท้ายจะเป็น 613,385 บาท

 ตัวอย่างที่ แต่ถ้าเรามีอาชีพอิสระ ออมตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงอายุ 60 ปี ปีละ 30,000 บาทต่อเนื่องทุกปีและรับเงินสมทบจากรัฐปีละ 1,800 บาท ที่อัตราผลตอบแทน 2.5% เมื่อเราอายุครบ 60 ปี เราจะมีเงินใน กอช. ทั้งหมด 2,592,213 บาท จากเงินของเราที่ใส่เข้าไปทั้งหมด 1,350,000 บาท



กอช.นำเงินไปลงทุนอะไร

กอช.นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท แต่โดยส่วนใหญ่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ จากภาพด้านบน สัดส่วนการลงทุนในหุ้นสามัญ (ตราสารทุน) แค่ประมาณ 10% ที่เหลือเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลังและพันธบัตรของรัฐแทบทั้งหมด

 การออมในกอช.ยังได้รับการค้ำประกันผลตอบแทนจากการลงทุน ไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ย 7 ธนาคาร ณ. วันที่สมาชิกอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์อีกด้วย

 

เงื่อนไขสมัคร

  1. มีสัญชาติไทย
  2. อายุ 15-60 ปี
  3. ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการบำเหน็จบำนาญอื่นของรัฐ เช่น กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนประกันสังคม ม.33, ม.39, ม.40 ทางเลือกที่ 2 และ 3 หรือพนักงานบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  4. ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1

 สิทธิพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ กอช.คือ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริงสูงสุดถึง 30,000 บาทแต่เมื่อรวมกับประกันบำนาญและกองทุนรวมเพื่อการเกษียณ (RMF) สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 500,000 บาท

 ออมใน กอช.เงินไม่หายไปไหน  เป้าหมายในการออมคือ เงินเพื่อใช้หลังเกษียณซึ่งจะได้รับในรูปแบบของบำเหน็จหรือบำนาญตามเงื่อนไขจำนวนเงินที่ออมได้ หากอยากรู้ประมาณการบำนาญก็สามารถคำนวณบำนาญได้จากแอพพลิเคชั่น กอช.และ LINE OFFICIAL กอช. (@nsf.th)

หากมีเหตุให้ไม่มีโอกาสอยู่รับบำนาญ ทั้งเงินสะสมและเงินสมทบจากรัฐรวมทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งก้อนก็จะจ่ายให้กับทายาทที่ระบุเอาไว้กับ กอช. แล้วถ้าลาออกจากการเป็นสมาชิก กอช. ก่อนอายุ 60 ปี (ซึ่งไม่แนะนำ) ก็จะได้รับเฉพาะเงินสะสมและผลตอบแทนจากการลงทุนในส่วนของตัวเองกลับคืนมา แต่จะไม่ได้ส่วนเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุนในส่วนของรัฐมาด้วย

เช็คสิทธิ์และสมัครทำได้ง่ายมาก แค่บัตรประชาชนใบเดียว ทำได้จากโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น กอช.แล้วเข้าแอพไปที่ตรวจสอบสิทธิ์ ใส่หมายเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ก็เช็คสิทธิ์การสมัครสมาชิกได้แล้ว หรือสอบถามผ่านไลน์ก็ได้ ที่ LINE OFFICIAL กอช. (@nsf.th) ถ้าไม่ถนัดออนไลน์ก็สามารถไปติดต่อหน่วยบริการสมาชิกใกล้บ้าน ที่ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานคลังจังหวัด ธนาคารธกส. ออมสิน กรุงไทย อาคารสงเคราะห์(ธอส.) อิสลาม 7-11 เคาน์เตอร์เซอร์วิส สถาบันการเงินชุมชนที่เข้าร่วม และเครือข่ายรับสมัครทั่วประเทศ

การออมต่อเนื่องก็ทำได้ง่าย ๆ ในแอพพลิเคชั่น กอช. ผ่านพร้อมเพย์ กรุงไทยเน็กซ์ เป๋าตัง มายโม เคพลัส โลตัสและบุญเติม



ที่มา https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/384-cfp-the-first-retirement-savings-that-thais-should-have


20 กุมภาพันธ์ 2567

7 บทเรียนสำคัญจากเรียนหลักสูตร MBA ที่ University of Florida

คุณ Sean Kernan ได้ใช้เวลา 2 ปีและเงินมากกว่า 2 ล้านบาท ในการเรียนหลักสูตร MBA ของ University of Florida โดยเขาได้นำ 7 แนวคิดจากหลักสูตรมาย่อยให้ คนทั่วไปอย่างๆ เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

หลักสูตร MBA (Master of Business Administration) เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจที่ไม่เพียงเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนอันตรายในแวดวงธุรกิจเท่านั้น แต่ยังพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ (Decision-making) และยังทำให้เรากลายเป็นคนมูลค่าสูงในโลกธุรกิจอีกด้วย



1. วิธีเดินเข้าสู่ “การเจรจา”

ก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรอง ให้เขียนรายการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออีกฝ่าย โดยให้เรียงลำดับตามความยินดีที่คุณยอมมอบให้ฝ่ายตรงข้าม โดยพยายามทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอของคุณ เช่น “ฉันไม่สามารถเสนอเงินเดือนมากขนาดนั้นได้ แต่ฉันยินดีให้คุณทำงานจากที่บ้านได้ (Work From Home) หากคุณต้องการ”

ในตัวอย่างนี้ การอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามทำงานจากที่บ้าน อาจเป็นสิ่งที่คุณยินดีมอบให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่คุณสามารถนำมันมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาต่อรองเพื่อแลกกับบางสิ่งที่คุณต้องการจากอีกฝ่าย เราทำแบบนี้เพื่อให้เกิดความรู้สึกได้สิ่งที่ต้องการกันทั้ง 2 ฝ่าย (Win - Win)

คุณควรแสดงความห่วงใยและใส่ใจในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการ

ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือ ทั้งคุณและเขาเดินจากไป และรู้สึกเหมือนได้ข้อตกลงที่ดีที่สุดในรอ 10 ปี ความรู้สึกนี้อาจฟังดูเหมือนเว่อเกินไป แต่หากคุณบริหารการเจรจาได้ดี สิ่งนี้สามารถทำได้



2. บางครั้งสัญญา (Contract) ก็ไม่สำคัญเสมอไป

ในปี 2011 คุณ Joe Pesci ได้เพิ่มน้ำหนักตัวเองมากกว่า 10 กิโลกรัม เพื่อรับบทบาทในภาพยนต์เรื่อง Gotti แต่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเริ่มการแสดง ผู้กำกับเปลี่ยนใจและบอกกับเขาว่าจะจ้างคนอื่นมาเล่นแทน

ถึงแม้การตกลงระหว่าง Joe และผู้กำกับไม่ได้มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ Joe ก็ยังเป็นผู้ชนะในการฟ้องร้อง แนวคิดสำคัญของการทำสัญญาคือ ถ้ามีคนสัญญากับคุณด้วยเงื่อนไขที่ชัดเจน (Clear Terms) แล้วไม่ยอมทำตามนั้น พวกเขาก็ยังคงต้องรับผิดชอบ (โปรดิวเซอร์เสนอบทนี้ให้เขาแล้ว) พวกเขาไม่สามารถแทรงทำตัวเป็นเกิดภาวะสมองเสื่อมกระทันหันได้

เคล็ดลับก็คือ พยายามทำให้การสื่อสารในขั้นตอนเจรจาต่อรองออกมาชัดเจนที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจะดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ทุกคำพูด “เมื่อออกมาจากปาก” ย่อมมีผลกระทบตามมาเสมอ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ให้หรือผู้รับ จงระวังคำพูดที่ออกจากปากของตัวเองให้ดี



3. กลยุทธ์ลับในการโน้มน้าวใจ

การโต้แย้งและโน้มน้าวใจให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณต้องการ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการอยู่รอดในโลกธุรกิจ โดยเทคนิคการโน้มน้าวใจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1: ใช้ตรรกะและเหตุผล
ยกตัวอย่างเช่น “เราไม่สามารถอนุมัติใบขับขี่สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบได้ พวกเขาไม่สามารถมองเห็นแม้แต่พวงมาลัย”

ส่วนที่ 2: ใช้ความน่าเชื่อถือ
ยกตัวอย่างเช่น “ในฐานะศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อ ผมขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณฉีดวัคซีน คุณสามารถเลือกได้ว่าฟังผมหรือฟังลุงของคุณ”

ส่วนที่ 3: ใช้อารมณ์ (รัก, โลภ, โกรธ​, หลง, กลัว)
ยกตัวอย่างเช่น “คุณควรอนุมัติโครงการความปลอดภัยนี้โดยเร็วที่สุด ตอนนี้พาดหัวข่าวทุกสำนักกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มตอลิบานกำลังยึดครองอัฟกานิสถาน ถ้าคุณช้ากว่านี้พวกเราได้หายนะแน่”

ก่อนการเจรจาต่อรอง คุณควรพอเดาออกว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะเป็นคนแบบไหน พวกเขาเป็นคนตัดสินใจด้วยเหตุผล หรือมักตัดสินใจด้วยอารมณ์

อย่างไรก็ตาม การโน้มน้าวผู้คนโดยใช้ตรรกะเหตุผล และ ความน่าเชื่อถือ มักส่งผลดีในระยะยาวมากกว่าการใช้อารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นหากคุณสามารถผสมผสามทั้ง 3 ส่วนได้ คุณจะกลายเป็นนักโน้มน้าวใจที่น่ากลัวสุดๆ



4. ราคา Big Mac (แฮมเบอร์เกอร์ของ McDonald) สามารถใช้วัดมูลค่าของสกุลเงินได้

Big Mac Index เป็นวิธีการวัดว่าดอลลาร์ทำได้ดีเพียงใดเมื่อถูกใช้ในประเทศต่างๆ (ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ) มันอาจไม่ใช่วิธีวัดที่สมบูรณ์แบบ แต่มันช่วยให้คุณอ้างอิงอำนาจซื้อของตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น

- ประเทศที่มี Big Mac Index สูง: สวิตเซอร์แลนด์ ฿262, นอร์เวย์ ฿256, อุรุกวัย ฿247, อาร์เจนตินา ฿221, เขตยูโรป ฿215, สวีเดน ฿212 และสหรัฐอเมริกา ฿206

- ประเทศที่มี Big Mac Index ปานกลาง: บราซิล ฿178, ชิลี ฿172, อิสราเอล ฿171, แคนาดา ฿169 และคูเวต ฿168

- ประเทศที่มี Big Mac Index ต่ำ: อียิปต์ ฿97 อินเดีย ฿94 อินโดนีเซีย ฿93 และไต้หวัน ฿88
สำหรับประเทศไทย ราคา Big Mac อยู่ที่ราว 123 บาท

กำลังซื้อที่สูงมักมาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยน ถ้าอยากทำธุรกิจในประเทศที่คุณมีอำนาจซื้อสูงกว่า คุณย่อมต้องละทิ้งสิ่งต่างๆ อย่าง โครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพทางการเมือง และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ



5. การมีทางเลือกอื่น (option) อาจเป็นสิ่งที่ไม่ดี

(ในที่นี้หมายถึง การมีสินค้าให้ลูกค้าเลือกมากเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องที่ดี)
การมีตัวเลือกมากเกินไป อาจทำให้ลูกค้าไม่เลือกเลย ที่แย่กว่านั้นคือมันอาจนำไปสู่ความวิตกกังวล เพราะเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อชิ้นไหนดี ทุกอย่างดูดีไปหมด กลัวว่าถ้าซื้ออันนี้ แล้วจะมีอันอื่นที่ดีกว่า

บริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย มักใช้วิธี “บิดเบือนตัวเลือก” โดยเสนอสินค้าให้คุณเพียงไม่กี่รายการ โดยจะมี
ผลิตภัณฑ์หนึ่งตัวเป็นตัวล่อ ซึ่งพวกเขาไม่เคยคาดหวังให้คุณซื้อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

คนที่ใช้กลยุทธ์นี้ได้ดีที่สุด คือ Apple

ในการขาย iPhone. Apple จะวางขายรุ่นที่ราคาสูงเกินไป ถัดจากผลิตภัณฑ์รุ่นหลัก โดยทำให้มันดูดีขึ้น ซึ่งมันได้ผล การทำแบบนี้ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อ IPhone จบด้วยการจ่ายเงินซื้อรุ่นที่แพงกว่าที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก



6. “จำนวนเวลาที่อยู่ในตลาด” เอาชนะจังหวะของตลาดได้เสมอ

ในชั้นเรียน MBA ที่ University of Florida นักเรียนจะได้ทบทวนงานวิจัยต่างๆ และวิเคราะห์ตลาดด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ดีที่สุด ทุกครั้งที่ทำการวิเคราะห์ ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเดิมเสมอ คือ

นักลงทุนที่ซื้อและถือไว้นาน จะทำกำไรได้ดีกว่านักลงทุนที่ซื้อขายบ่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ศาสตราจารย์ในชั้นเรียน ได้อ้างถึงคำพูดของ Warren Buffett ว่ามันยังถูกต้องเสมอ

“การลงทุนเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนเงินจากคนที่ใจร้อนไปหาคนใจเย็น”

มันอาจดูไม่เซ็กซี่ เพราะคุณจะไม่มีทางทำกำไรได้ปีละ +4000% แต่คุณมีแนวโน้มที่จะทำได้ดีกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ของโลกเพียงแค่การซื้อและถือครอง



7. เปรียบตัวเองเป็นบริษัท

การทำธุรกิจคือการ Optimize (เพิ่มประสิทธิภาพ - ลดต้นทุน) คุณควรทำแบบเดียวกันกับตัวเอง โดยเฉพาะในโลกการทำงาน งานบางต่ำแหน่งถูกสร้างมาเพียงเพื่อทรมานคุณเท่านั้น

เพื่อต้องเลือกงาน อย่าลืมที่จะพิจารณา pain-to-payoff ratio (อัตราส่วนความเจ็บปวด ต่อ ผลตอบแทน)
หากคุณต้องรับความกดดันและจำนวนงานที่มาก คุณควรได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น

ไม่มีธุรกิจไหนในโลกที่อยู่ได้ด้วยการมีต้นทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ - ตัวคุณก็เช่นกัน

ดังนั้น จงเปรียบตัวเองเป็นบริษัท เลือกทำธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ในขณะที่มีต้นทุนต่ำ




ที่มา Link

15 กุมภาพันธ์ 2567

คนที่ดูแลสุขภาพอย่างดี กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่เป็นโรคมะเร็งร้ายหรือหัวใจวาย ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ดูแลสุขภาพ

เราอาจเคยได้ยินเรื่องของคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดี กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า แต่เป็นโรคมะเร็งร้ายหรือหัวใจวาย ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ดูแลสุขภาพ

เรามักตั้งคำถามว่าทำไม แต่ในมุมของ Stoicism นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

หนึ่งในปราชญ์ที่มีชื่อเสียงสายปรัชญา Stoicism คือ เอพิคทีตัส (Epictetus) เป็นทาสมาก่อน

Epictetus ไม่ใช่ชื่อคน คำนี้แปลว่าการซื้อ เพราะเขาเป็นทาสที่ถูกซื้อมา เขาเกิดที่ Hierapolis, Phrygia (ปัจจุบันคือตุรกี) เป็นคนฉลาด เมื่อได้รับอิสรภาพ เขาก็ไปอาศัยที่กรีก สอนหลักการ Stoicism แก่สานุศิษย์ เขียนหนังสือหลายเล่ม

อาจเพราะผ่านชีวิตทาสมาก่อน เอพิคทีตัสเห็นว่าปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้ ดังนั้นเราควรยอมรับมัน รับมือกับมันอย่างมีสติและเยือกเย็น

เอพิคทีตัสสอนหลักสโตอิกอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ถ้าข้าฯต้องตายเดี๋ยวนี้ ข้าฯก็จะตายเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าเป็นภายหลัง ข้าฯก็ขอกินอาหารเที่ยงก่อน”

ความหมายคือเขาคุมได้เฉพาะเรื่องอาหารเที่ยง ส่วนเรื่องความตาย เขาคุมไม่ได้

ในเมื่อคุมไม่ได้ ไยต้องปวดหัวกับมัน

ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องคุมไม่ได้ ก็ป่วยการเปลืองแรงไปกลุ้มใจ

ชีวิตมีสองด้าน ด้านที่คุมได้ กับที่คุมไม่ได้

คุมไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียเวลากับมัน เราเรียกหลักนี้ว่า Dichotomy of Control

หลักนี้บอกว่าบางอย่างเราคุมได้ บางอย่างเราคุมไม่ได้

Stoicism มักยกตัวอย่างการยิงธนูมาอธิบายเรื่องนี้ สมมุติว่าเราเป็นพลธนูกรีกกำลังเข้าสู่สมรภูมิ เราอาจผ่านการฝึกฝนการยิงธนูมาอย่างหนัก เราเลือกธนูที่ดีที่สุด ลูกศรที่ดีที่สุด ตอนที่เราเล็งธนูไปที่ข้าศึก เราเล็งอย่างประณีตที่สุด แต่หลังจากเราปล่อยลูกธนูออกไปแล้ว เราคุมอะไรไม่ได้อีก

เราไม่เกี่ยวอะไรกับลูกธนูอีกต่อไป มันจะเข้าเป้าหรือไม่เข้าเป้าไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลหรือกลุ้มใจ เพราะเราคุมมันไม่ได้อีกแล้ว ลมอาจตีมาทำให้ลูกศรไม่เข้าเป้า ทหารข้าศึกอาจเคลื่อนตัวทันใด ทำให้เรายิงไม่ถูก ดังนั้นเราไม่ควรผูกตัวเองกับผลลัพธ์ แต่ผูกได้กับความพยายามของเรา

โลกเรามีสองเรื่องเท่านั้นคือสิ่งที่เราคุมได้กับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ สิ่งที่เราคุมได้คือความคิดของเรา ความต้องการของเรา สิ่งที่เราคุมไม่ได้คือร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง

เราอาจพยายามคุมร่างกาย ชื่อเสียง แต่มันไม่แน่นอน เราทำได้เพียงแค่พยายามได้เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์อาจคุมไม่ได้

ในเรื่องสุขภาพ เราสามารถพยายามดูแลตัวเอง แต่มันมีปัจจัยอีกมากมายที่อาจทำให้สุขภาพเราเสื่อมลงและอายุสั้น เช่น เชื้อโรค สารเคมีที่เราได้รับมาจากโรงงานใกล้บ้าน ควันบุหรี่ที่เราได้รับจากคนรอบตัว ฯลฯ

เรื่องการสมัครงานก็เช่นกัน เราพยายามได้ เตรียม resume อย่างดี แต่ที่เหลือเราคุมไม่ได้ เราอาจไม่ได้งานเพราะผู้สัมภาษณ์หงุดหงิดในวันนั้น เนื่องจากเช้านั้นคนสัมภาษณ์ทะเลาะกับเมีย หรือโดนคนขับรถปาดหน้า ฯลฯ

การหาคนรักก็เช่นกัน เราคุมให้ใครมารักเราไมไ่ด้ แต่เราทำตัวเองให้น่ารักได้
ดังนั้นเราไม่ด่าใครโทษใครในเรื่องที่เราคุมไม่ได้
 
เอพิคทีตัสจึงกล่าวว่า “ทางเดียวของความสุขคือยุติความกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่เหนืออำนาจและเจตจำนงของเรา”



ที่มา Link

10 กุมภาพันธ์ 2567

ปัจฉิมโอวาท พิธีรับปริญญาของ ม.ปักกิ่ง ในปี ค.ศ. 2015

ในพิธีรับปริญญาของ ม.ปักกิ่ง ในปี ค.ศ. 2015 ศ.เหราอี้ คณะชีววิทยา เป็นตัวแทนคณาจารย์กล่าวปัจฉิมโอวาท โดยใช้เวลาเพียง 4 นาที แต่เป็นคำกล่าวที่ได้รับการส่งต่ออย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดียของจีน
" ผมขออภัยด้วยที่ไม่อาจอวยพรให้บัณฑิตทุกคนประสบความสำเร็จ ไม่อาจอวยพรให้ทุกคนมีความสุข"

เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่า สำหรับบางคน เพื่อ "ความสำเร็จ" เขายอมทิ้งสำนึกผิดชอบชั่วดี เพื่อ "ความสุข" เขาไม่สนใจแม้จะอยู่บนกองทุกข์ของผู้อื่น
 
ในทางฟิสิกส์ อะตอมต้องฝืนกฎข้อที่ 2 ของเทอร์โมไดนามิกส์ กว่าจะประกอบกันขึ้นเป็น "สิ่งมีชีวิต" จึงนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ในทางชีววิทยา กว่าจะเกิดเป็น "มนุษย์" ตามขั้นตอนของวิวัฒนาการ ก็ต้องนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์เช่นกัน
บัณฑิตทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ท่านเองจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากมุมมองของวิทยาศาสตร์
บัณฑิตทุกคน ซึ่งเป็นผลจากกฎวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษย์สูงกว่าสัตว์ จึงควรเคารพตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นที่ผ่านมา วันนี้ หรือในอนาคต มีเพียงตัวเราเองเท่านั้น ที่รู้ชัดถึงความคิดและการกระทำของตัวเอง

อารยธรรมของโลกทั้งหลายล้วนใช้ความเชื่อทางศาสนามาเป็นเครื่องควบคุมความคิดและการกระทำของบุคคล

แต่สำหรับคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า อารยธรรมของจีนเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องควบคุมตน ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับ "การเคารพตนเอง" เป็นอันดับแรก

เมื่อพวกคุณเข้าสู่สังคม พบเห็นอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เริ่มเผชิญจุดอ่อนและปมด้อยของตัวเอง ภายหลังจากที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาว ท่ามกลางสิ่งเย้ายวนและล่อลวงใจ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ง่ายที่จะชนะใจตัวเอง คงความรู้สึกนับถือศรัทธาตัวเองได้... ไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่เป็นเรื่องควรค่าอย่างยิ่งที่จะพยายาม

พยายามอย่าได้:หลงตัว, ลืมตัว, ลดตัว, เหลิงตัว, หลอกตัว, หลบตัว, ลอยตัว, เล่นตัว
แต่จงพยายาม:มั่นใจในตน, ภูมิใจในตน, ประมาณตน, รู้จักตน, ทบทวนตน, แก้ไขตน, ให้กำลังใจตน, พัฒนาตน

เพราะการเคารพตนเอง เป็นพื้นฐานของจิตใจที่เสรี การงานที่เป็นตัวของตัวเอง และชีวิตที่เป็นอิสระ
เพราะฉะนั้น ผมจึงขออวยพรให้พวกคุณ

ในวันที่เกษียณ ขอให้คุณรู้สึกว่า ในการทำงานที่ผ่านมา คุณนับถือศรัทธาตัวเองได้

ในวัยชรา ขอให้คุณรู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านมา สร้างประโยชน์ สร้างคุณค่า คู่ควรให้ตัวเองนับถือ

อย่าถามผมว่าทำได้อย่างไร, 50 ปี ต่อจากนี้ เมื่อคุณกลับมาที่นี่ มาเล่าให้น้องๆ ฟังว่าตัวคุณทำได้อย่างไร
และในวันสุดท้ายที่อะตอมในร่างกายคุณกลับคืนสู่ธรรมชาติตามกฎข้อที่ 2 ของเทอร์โมไดนามิกส์ ขออวยพรให้ชีวิตของคุณที่ผ่านมานั้น

มิใช่เป็นเพียงสิ่งมหัศจรรย์จากมุมมองของวิทยาศาสตร์

แต่ยังเคยฉายความน่ารักอย่างมนุษย์ที่สมบูรณ์

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร์ ผู้ถอดความ



ที่มา Link

05 กุมภาพันธ์ 2567

กว่าจะรู้สึกตัวก็เกษียณเสียแล้ว..

สำนักข่าว Daily Mail อังกฤษ ออกสัมภาษณ์คนอายุเกิน 60 ปีว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา รู้สึกเสียใจ เสียดาย อะไรมากที่สุด และหากย้อนเวลากลับได้จะ ทำตัวใหม่ให้ต่างจากเดิม

คำตอบมากที่สุดมี 7 คำตอบ เรียงตามลำดับคำตอบที่มีคน ตอบมากที่สุดดังนี้

1. ถ้าย้อนเวลากลับได้ จะเชื่อฟังพ่อแม่มากกว่านี้ เพราะพ่อแม่รู้จักเราดีและ หวังดีต่อเรา แม้เมื่อเราโตแล้ว สิ่งที่พ่อแม่พูดก็มีค่าควรฟัง

2. จะทำสิ่งที่อยากทำ เพราะเสียดายเวลาและโอกาสมากที่ตอนมีกำลังวังชากลับ ไม่กล้าทำ เพราะกลัวล้มเหลว พออายุ 60 แล้วถึงตระหนักว่า ความล้มเหลวหนักที่สุดของมนุษย์คือการไม่ทำ

3. การเดินทาง คนอายุเกิน 60 ทั้งหมดพูดเหมือนกันว่า ตอนที่ไปไหนได้คล่อง ดันไม่ไป ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีเงินบ้าง แล้วแต่จะอ้างกัน มาวันนี้มีเงิน มีเวลา แต่จะไปไหนๆก็ไม่สะดวก เหมือนก่อน
แล้วยิ่งแก่ยิ่งไปยาก ใครที่ยังไหวจึงควรไปเที่ยวเสีย คนที่ยังหนุ่มสาวก็ควรไป เพราะจะคล่องตัวและทำกิจกรรมต่างๆได้ดีกว่าตอนแก่เยอะเลย

4. จะพูดคำว่ารักให้มากขึ้น ไม่ว่าจะบอกรักคนรัก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ป้าน้าอาลุง หลานเหลน โดยเฉพาะลูก และสามี ภรรยา บางทีเรานึกเองว่าเราทำอะไรให้ตั้งเยอะ น่าจะรู้แล้วว่ารัก แต่ที่จริงถ้าเราไม่เอ่ยคำว่ารักก็เหมือนกับหัวใจไม่ยอมเปิด และคนรอบข้างเขาจะขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะลูกที่พ่อแม่ไม่เคยบอกว่ารักจะขาดความมั่นใจมาก ๆ

5.จะเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่เคยเป็นตอนหนุ่มสาว และตอนทำงาน บางทีต้องทำเป็นชอบอะไรตามสมัยให้เหมือนคนอื่น บางทีไม่กล้าแปลกแยก พอแก่แล้วถึงเข้าใจได้ว่า คนเราไม่สามารถเหมือนคนอื่น และเหมือนตัวเองได้พร้อมกัน และเมื่อมองย้อนอดีต จะเห็นชัดเจนว่า คนเงินเดือนสูง และประสบความสำเร็จรวมทั้งด้านการค้าการลงทุนนั้นมักจะเป็นคนที่ไม่พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่น (แบบที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดประโยคทองว่า จงกลัวในเวลาที่คนอื่นๆทั้งหมดโลภ,จงกล้าในเวลาที่คนทั้งตลาดหวาดกลัว)

6.เปลี่ยนงานหากงานที่ทำมันบั่นทอนจิตใจ มันหนักไป ถูกเอาเปรียบมากไป หรือมีปัญหาอื่น หรือแม้แต่เลิกงานลูกจ้าง มาเป็นนายจ้างตัวเอง หรือลงทุนหาPassive income ไปซะเลย คนวัยเกิน60บอกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมไม่หางานใหม่ ไปทนทำอยู่ทำไม

7. ถ้าย้อนเวลากลับได้ คนวัยเกษียณบอกว่าจะกังวล กับเรื่องต่างๆให้น้อยลง เพราะที่ผ่านมามัวไปกังวล เรื่องบ้าบอคอแตกมากมาย โดยไม่เกิดผลอะไรเลย กังวลแล้วทุกเรื่องก็จบลงได้ โดยที่ความกังวลไม่ได้ทำให้จบลงดีหรือเลวกว่าเดิม เพิ่มเติมมาคือความเครียดที่อาจนำไปสู่โรคร้ายทำลายตัวเองอีก

โชคดีใช่ไหมหละ ที่คุณยังไม่ 60 แล้วได้อ่านรายงานเรื่องนี้ แต่ถึงจะ60 ก็เถอะ อย่ารอถึง70 แล้วมาบอกว่า”รู้งี้”อีกหละ


ที่มา Link

บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (All Time)