15 มกราคม 2569

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️ .

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️.
ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ⏰ แต่ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น?
.
เพราะว่าจริง ๆ แล้วการเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ 5-6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่โลกยังเงียบสงบ และเต็มไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่จะช่วยบูสต์พลังงานดี ๆ ให้สมองทำงานได้เต็มศักยภาพ จึงไม่แปลกที่คนดัง หรือคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนมักมีนิสัยชอบตื่นเช้า 🌄
.
📣 มาดูตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จจากการตื่นเช้ากัน! 🌞
.
.
.
🙍🏿‍♀️ มิเชล โอบามา (Michelle Obama)
.
อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเธอตื่นตั้งแต่ตี 4:30 น. เพื่อไปออกกำลังกายให้ฟิตแอนด์เฟิร์มก่อนเริ่มภารกิจสำคัญของวันอย่างมั่นใจ
.
.
.
👨🏼‍💻 ทิม คุก (Tim Cook)
.
CEO แอปเปิล ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง! เช่นกัน (โหดมาก!) เขาเริ่มเช็คอีเมลก่อนออกกำลังกาย แล้วค่อยเข้าออฟฟิศแต่เช้า นี่แหละที่มาของความสำเร็จของแอปเปิล!
.
.
.
👩🏼‍🎤 แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour)
.
บรรณาธิการ Vogue ตื่นตี 5:00 น. ทุกวัน และเล่นเทนนิสที่ Midtown Tennis Club ทุกเช้า ก่อนจะแต่งตัวสวย ๆ ไปทำงาน เป็นการเริ่มวันใหม่แบบสดใสปิ๊งปั๊ง!
.
.
.
🤵🏼‍♂️ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
.
มหาเศรษฐีเจ้าของ Virgin Group ก็เป็นอีกคนที่รักการตื่นเช้า เขาลุกจากเตียงตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกกำลัง ทานมื้อเช้า และใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว เขาบอกว่านี่เป็นความลับที่ทำให้เขามีพลังบริหารธุรกิจหลายพันล้านได้อย่างสมดุล
.
.
.
🌅 3 เหตุผลทำไมต้องตื่นเช้า?
.
1. สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุย 🧠
.
ช่วงเช้าตรู่ สมองของเรายังสดชื่น ปราศจากความวุ่นวายจากข้อมูล และสิ่งรบกวนต่าง ๆ เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยในการตื่นตัวจะสูงที่สุดในช่วงเช้า เหมาะแก่การวางแผน และจัดการงานสำคัญ ดังนั้นหากทำงานยาก ๆ ในตอนเช้า มีโอกาสที่ผลงานจะออกมาเวิร์คสูงมาก
.
2. มีเวลาเป็นของตัวเองเพียบ ⏰
.
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีใครมารบกวน จะออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือจิบกาแฟชิล ๆ ก็ไม่ต้องรีบร้อน
.
3. งานปังไม่มีพัง Productivity สูงปรี๊ด 💡
.
เพราะการตื่นเช้าจะช่วยให้เราสามารถจัดการงานสำคัญได้ก่อนที่อีเมล และการประชุมต่าง ๆ จะเริ่มต้นขึ้น ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดีกว่า ไม่มีคนมาจุ้นจ้านให้วอกแวก ทำให้เราทำงานได้เยอะกว่า แต่กลับเหนื่อยน้อยกว่าเดิมซะอีก!
.
.
.
⭐ ตัวอย่างตารางสุดปังของคนสำเร็จที่ตื่นเช้า!
5:00 - ลุกจากที่นอน ดื่มน้ำสักแก้วให้ตื่นตัว
5:15 - ออกกำลังกายเบา ๆ หรือนั่งสมาธิ
5:45 - อาบน้ำอุ่น ๆ แต่งตัวให้พร้อม
6:15 - เขียนไดอารี่ แพลนวันนี้ให้ปัง
6:45 - ทานมื้อเช้าดี ๆ ให้พลังงานเต็มเปี่ยม
7:15 - เริ่มลุยงานสำคัญของวัน
.
การตื่นเช้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเวลาตื่น แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด ถ้าหากคุณพร้อมที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ลองเริ่มต้นตื่นเช้าดูสักครั้ง รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน❗
.
แล้วเจอกันตอนตี 5 นะ! 😉✨




05 มกราคม 2569

มีเทาไม่มีเรา - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงนี้เป็นเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ก็จะมีการใช้วลีที่จะดึงดูดคนให้ลงคะแนนให้พรรคของตนเองแทนที่จะลงให้คู่แข่งต่าง ๆ นานา และรอบนี้ก็มีคำว่า “มีเทา ไม่มี
เรา” เพื่อที่จะบอกว่า ถ้าเลือกเรา พรรคเราจะไม่ร่วมกับพรรคที่มีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส เป็นแนวโกงแม้ว่ายังไม่ได้ถูกจับหรือยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจากผู้รักษากฎหมายและศาล

ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมเองก็มีความคิดแบบนี้อยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผมจะไม่ร่วมหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์หรือลงทุนอะไรที่ผมคิดว่าไม่โปร่งใสหรือไม่ดีหรือไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะกับเราเพราะเราไม่เข้าใจว่าจะเลือกอย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีได้
แน่นอนว่าในความเป็นจริง มีข้อยกเว้นเสมอ ในทางการเมือง หลังจากเลือกตั้งเสร็จ พรรคที่ใช้คำว่ามีเทา ไม่มีเรา อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะอยากเป็นรัฐบาล ก็จะหาเหตุผลใหม่มาพูดว่าน่าจะร่วมกันได้ ยอมรับได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มีการตั้ง “เงื่อนไข” และตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย

เช่นเดียวกัน ผมมีหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” คือไม่โปร่งใส หรือมีหลักทรัพย์บางอย่างที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งหรือเข้าไปลงทุนแน่นอนเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้นที่ผมเข้าไปทำ อาจจะเพราะอยากทำกำไรที่ “เห็นอยู่ชัด ๆ” ว่าคุ้มค่า และไม่เสี่ยงมาก รวมทั้งในกรณีที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” นั้น อาจจะ “ไม่เทามาก” หรือผม “คิดไปเอง” เป็นต้น

และต่อไปนี้ก็คือรายการสิ่งที่ผมจะไม่ทำหรือไม่ลงทุน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเทาไม่เทา แต่รวมถึงวิธีการลงทุนและหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่างที่ผมหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลที่ว่ามัน ไม่ดี อันตราย มีการเก็งกำไรมากเกินไป และความรู้ไม่พอ เป็นต้น

เรื่องแรกก็คือ “หุ้นสีเทา” หรือหุ้นที่มีการบริหารงานไม่โปร่งใส มีแนวโน้มที่จะโกงผู้ถือหุ้น มีการใช้ “วิศวกรรมการเงิน” เช่น การออกวอแร้นต์ การขายหุ้น PP ให้กับบุคคลโดยมีเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและในราคาที่ไม่ยุติธรรม มีการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นบริษัทอื่นแบบไม่มีเหตุผลและมีราคาที่ไม่เหมาะสม มีระบบหรือการลงบัญชีที่ไม่เรียบร้อย และที่สำคัญก็คือ ผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ถูกกล่าวโทษที่ร้ายแรงโดย กลต. เป็นต้น

หุ้นที่ผู้บริหารมีข่าววุ่นวายกับหุ้น เช่น ให้ข่าวเชียร์หุ้นเป็นประจำ ซื้อขายหุ้นตัวเองแทบจะตลอดเวลา สร้างสตอรี่ที่จะขยายงานและเทคโอเวอร์กิจการอื่น ๆ มากมาย เหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง ผมคิดว่าคนที่ทำแบบนั้นมีโอกาสที่เขาจะไม่ซื่อ และใช้สิ่งเหล่านั้นหลอกให้คนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อเขาจะได้รวยและขายหุ้นได้ราคาดีมากกว่าที่จะทำให้บริษัทมีผลงานดีขึ้น

หุ้นที่ไม่ใช่สีเทา แต่ผมมักจะหลีกเลี่ยงไม่ซื้อก็คือ หุ้น IPO ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อยากได้มากโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคัก เหตุผลของผมก็คือ ผมคิดว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่ถูกกำหนดราคาที่สูงเกินไป หรือ “It’s probably overpriced” ซึ่งทำให้ผมไม่จอง ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งราคาเข้าตลาดวันแรกสูงกว่าราคาจองมาก แต่หลังจากนั้น ราคาก็จะค่อย ๆ ตกลงมาตามพื้นฐานที่แท้จริง
ว่าที่จริง ถ้าดูจากสถิติว่าหุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกมักจะมีราคาสูงกว่าราคา IPO มาก นักลงทุนควรจะจองหุ้น IPO ทุกตัวที่ได้รับการจัดสรร และในอดีตเมื่อตอนที่ผมเป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น ผมก็จองหุ้น IPO ตลอด แต่ต่อมาเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้นแล้วและเรามีจิตใจแบบ “VI พันธุ์แท้” ที่ไม่ยอมรับ “การลงทุนแบบเก็งกำไร” แล้ว ผมก็เลิกจองหุ้น IPO ทุกตัว

ผมรู้ว่ามองในด้านผลตอบแทน ผมเสียโอกาสได้เงินแบบง่าย ๆ แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมอยากรักษาหลักการว่า เราควรทำกำไรเฉพาะเมื่อเรา “คิดถูก” ในเชิงของ “มูลค่าที่แท้จริง” ไม่ใช่ได้กำไรเพราะ ได้รับการจัดสรรจากโบรกเกอร์หรือบริษัท เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะได้รับหุ้นจองน้อยเพราะไม่ได้เทรดหุ้นเยอะ ได้กำไรมาก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรอยู่แล้ว

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนทั้ง ๆ ที่มีคนแนะนำอยู่บ่อย ๆ ว่าดีและนักลงทุนรายใหญ่หน่อยก็มักสนใจที่จะลงทุนก็คือ หุ้นบริษัทที่ทำ Start up ซึ่งมักจะเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กที่เกือบทั้งหมดยังไม่มีกำไร รายได้ก็น้อยมาก แต่มีความคาดหวังสูงที่จะโตเร็วเพราะทำธุรกิจที่อาจจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือมี Business Model ใหม่ แต่ผมดูว่าเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ผมจึงหลีกเลี่ยงและแทบไม่เคยไปดูหรือไปประชุมเวลาที่เขาจะระดมทุนเลย

พวก Venture Capital หรือ Private Capital ที่ทำเป็นกองทุนรวม นำเงินไปลงทุนในกิจการบริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ที่โตเร็วและมีศักยภาพจำนวนหลาย ๆ บริษัทเพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง และสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 20-25% ในเวลาประมาณ 5-7 หรือ ถึง 10 ปี ผมก็ไม่ลงทุนเลย ผมคิดว่าความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดังกล่าวสูงมาก เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว คนที่ทำต้องหวังว่าจะได้บริษัทที่ดีสุดยอดแบบแจ็คพ็อตซัก 2-3 ตัวจาก 10 ตัวก็พอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ทั้งหมดและทำกำไรสูงมากว่าที่จริงผมเคยลงทุนในกิจการหรือบริษัทเหล่านั้นมานานมากแล้ว ทั้งหมดขาดทุนโดยที่แทบไม่ต้องลุ้นเลย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่สนใจลงทุนในบริษัทนอกตลาดอีกเลย เพราะเข้าไปแล้ว มักจะถอนออกไม่ได้เลย รอวันเป็นศูนย์เท่านั้นเองถ้ากิจการไม่สำเร็จ

พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนหรือแม้แต่บริษัทมหาชนนั้น ผมก็ไม่เคยลงทุนเลย เพราะทั้งหมดนั้น เมื่อลงทุนแล้วแทบจะขายต่อไม่ได้เลยเพราะสภาพคล่องมีไม่มาก ดังนั้น ผลตอบแทนก็ดูเหมือนจะถูกล็อกเอาไว้แล้วว่า ภายใน 3-7 ปีตามอายุของหุ้นกู้ เราจะได้รับผลตอบแทน เช่น 3-4% แน่นอน ซึ่งดูแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสำหรับผม อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินส่วนตัวของภรรยาที่ผมช่วยลงทุนให้นั้น ผมก็เลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีคุณภาพสูงระดับเรท A ขึ้นไปตลอด ผมคิดว่าหุ้นกู้ไทยที่เรทต่ำกว่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก

Cryptocurrencies หรือเงินเหรียญคริปโต เช่น บิตคอยน์นั้น ผมไม่ลงทุนเลย ในความเห็นผมแล้ว ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีธุรกิจรองรับ ราคาขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ประเมินหรือคาดการณ์ไม่ได้ จริงอยู่ มันมีโอกาสที่จะกำไรเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในเวลาอันสั้น แต่ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะตกลงมาเกิน 50% ในเวลาเท่า ๆ กัน ซึ่งผมไม่มีทางที่จะเล่นเลย เพราะเวลาที่ผมลงทุนนั้น ผมมักจะเลือกเล่นเฉพาะในเกมที่ผมมีโอกาสชนะอย่างต่ำ 70-80% ขึ้นไป—ในระยะยาว

ทองคำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยซื้อลงทุนเลย เหตุผลก็เพราะว่าทองคำไม่มีพื้นฐานที่เป็นธุรกิจ มันไม่เคยมีปันผลให้ มันไม่เคยเติบโต ราคาของมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์บางอย่างของโลก เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และสงคราม แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินของประเทศต่าง ๆ และจากประวัติศาสตร์ระยะยาวมากนั้นบอกว่ามันให้ผลตอบแทนประมาณพอ ๆ กับอัตราเงินเฟ้อของโลกที่ประมาณ 3% ต่อปี

ช่วงนี้โลกคงจะปั่นป่วนผิดปกติ ราคาทองคำจึงปรับตัวขึ้นเร็วและสูงมากทำให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาเล่นทองกันมากมาย ทำให้ผลตอบแทนของทองคำ แม้มองย้อนหลังไป 20 ปีหรือมากกว่านั้นสูงกว่า 3-4% มาก ว่าที่จริงเฉพาะปี 2568 ราคาทองคำปรับขึ้นไปถึง 70% อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่ามันจะปรับขึ้นต่อในปี 2569 หรือไม่ โอกาสเป็นไปได้มากกว่าที่มันจะปรับตัวลงมาอย่างแรงเพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลงมาจนเหลือ 3-4% มากกว่า

ดังนั้น ไม่ว่าใครคิดอยากลงทุนในทองคำมากแค่ไหน ผมเองก็จะยังไม่ลงทุนในทองคำต่อไป ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ขึ้นไปสูงมาก ความเสี่ยงที่เราจะเข้าไปลงทุนในตอนนั้นก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย ว่าที่จริง เวลาที่ราคาทองคำขึ้นสูงมากนั้น สั้นมาก แต่เวลาที่ทองคำมีราคาอยู่นิ่ง ๆ นั้น ยาวกว่ามาก และนั่นก็รวมถึงโลหะเงินที่ขึ้นไปแรงและสูงยิ่งกว่าทองคำในเวลาที่สั้นยิ่งกว่า ที่ผมก็จะไม่ซื้อลงทุนเช่นเดียวกัน

นอกจากเรื่องของตัวหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ผมจะไม่ลงทุนแล้ว ในการลงทุนผมจะไม่ใช้เงินกู้หรือมาร์จินในการซื้อหลักทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่ราคาของหลักทรัพย์มีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องที่อาจไม่สามารถขายได้ในจำนวนมากเท่าที่ต้องการ ในขณะที่เงินกู้หรือมาร์จินนั้นอาจจะมีเวลาจำกัดและถูกเรียกคืนได้ แถมตลอดเวลาอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย และถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวที่หลักทรัพย์ตกลงมาชั่วคราวและเราต้องถูกบังคับขายเพื่อนำเงินมาคืน ก็อาจจะเกิด “หายนะ” ได้

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเห็นว่าโอกาสทำกำไรโดยการกู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้นตัวหนึ่ง คิดเป็นเงินประมาณ 10% ของพอร์ตในขณะนั้น ผมจึงทำ และก็ทำกำไรได้เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นตามคาดและผมก็ขายหุ้นไป แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกกลับลงมาอีก และผมก็คิดว่าผม “โชคดี” ได้เงิน “กินขนมก้อนโต” แต่ในใจก็คิดว่าต่อไปจะไม่ทำอีก เพราะระหว่างที่มี “หนี้” ก้อนนั้น ความกังวลก็เกิดตลอดเวลา ไม่คุ้มเลย และก็บอกตนเองว่าจะไม่กู้เงินลงทุนอีก

สรุปก็คือ สิ่งที่ผมจะไม่ทำในการลงทุนก็คือ ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลที่ไม่ดี ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ ไม่ลงทุนในหุ้น IPO ไม่ลงทุนในหุ้นสตาร์ทอับ หรือหุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ลงทุนในหุ้นกู้โดยเฉพาะที่มีเรทติ้งต่ำกว่า A ไม่ลงทุนในเหรียญดิจิทัลเช่น บิตคอยน์ และทองคำ ที่ไม่มีกระแสเงินสด ไม่โต และไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ นอกจากนั้นก็ไม่กู้เงินหรือใช้มาร์จินมาลงทุน ทั้งหมดนั้นก็คงไม่ 100% ในบางเรื่องอาจจะมีข้อยกเว้นได้



01 มกราคม 2569

คัดมาแล้ว! 24 คณะแพทย์ในไทยของรัฐบาลที่แพทยสภารับรองคุณภาพ

ถ้าคุณฝันอยากเป็นหมอและกำลังมองหาคณะแพทยศาสตร์ที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย คุณมาถูกที่แล้ว! ในไทยมีคณะแพทยศาสตร์ของรัฐบาลทั้งหมด 24 แห่งที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา แต่ละแห่งมีชื่อเสียงในการผลิตแพทย์ฝีมือดีและมีความรู้ลึกซึ้ง มาร่วมค้นหาว่ามีที่ไหนบ้าง มาติดตามไปด้วยกัน




ที่มา https://www.admissionpremium.com/content/7685

31 ธันวาคม 2568

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025


อ่าน EP Intro ที่มาการบริจาคเงินได้ที่ Link

ดูสรุปการบริจาคเงินปีอื่นๆได้ที่ Link

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025

  • ปี 2025 บริจาคเลือดไป 3 ครั้ง (ยอดรวมทั้งหมด ​31 ครั้ง)
  • ตั้งแต่ปี 2020 - 2025 บริจาคเงินไปแล้ว 152,000 บาท

  • ปี 2025 บริจาคเงินไป 32,000 บาท


29 ธันวาคม 2568

เข้าใจและทำใจในการลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบนั่นคือ หาของป่า และ/หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนัก

ส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มี

เราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเอง

ผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และการ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาด

เรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกัน เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดี

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับ

เรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอก เพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาซักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้น

ผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปี
เพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”

เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีดีมากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่

มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คน ๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆ

อุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้

และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว”

เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้
ตัวอย่างเช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น “เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”

เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า? เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์? แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน—ในระยะยาว

ความลำเอียงนั้น ไม่ใช้เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น “ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็ “ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่า เป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้น

เรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม
5.1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย

5.2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับ
ผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน

5.3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดี ธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้ว จะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณี

สรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ “แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคน เลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิต

VI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอ ไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน




23 ธันวาคม 2568

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจาก

1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ

2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร

3. เป็นการเก็บออมเงิน

4. ความเสี่ยงต่ำ

และประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ แบบ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี 



ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

อาคเนย์ประกันชีวิต ดี-ซูพรีม เซฟวิ่ง 10/1 
ผลตอบแทน IRR: 2.30%

Phillip Life แม็กซ์ เท็น วัน 10/1 เอ็กซ์ตร้า
ผลตอบแทน IRR: 2.24%

Rabbit Life Hero 10/1


TIPlife Smart Saving 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.91%

ประกันสะสมทรัพย์ ออนไลน์ บีแอลเอ สมาร์ทเซฟวิ่ง 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.75%

22 ธันวาคม 2568

สังคมสูงอายุกับ GDP และตลาดหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรื่องของประเทศที่คนกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วนั้น ผมคิดว่าเราควรที่จะต้องศึกษาว่ามันจะกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแค่ไหน เพราะอนาคตนับจากนี้ เราจะพบกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่บางทีเราก็อาจจะลงทุนอยู่ด้วย ซึ่งก็แน่นอน รวมถึงประเทศไทยที่เราต่างก็รู้ว่าคนกำลังแก่ตัวลงด้วยอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อานิสงค์จากการที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากต่างก็ไม่อยากมีลูก ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้นเร็วแบบก้าวกระโดด

การศึกษาของผมจะเป็นแบบที่ทำเป็นประจำนั่นก็คือ เป็นแบบ “ประมาณ” โดยอาศัยตัวเลขผสมกับการใช้ความคิดที่เป็นตรรกะและจากประสบการณ์ ไม่ได้ถูกต้อง 100% และก็ไม่ได้ถูกต้องตามวิชาการทางสถิติที่นักวิชาการจะต้องทำ และสำหรับเรื่องที่จะกล่าวถึงนี้ ผมก็จะใช้ข้อมูลประมาณ 15 ประเทศที่เราคุ้นเคยกันดี โดยจะดูถึง 1) อัตรา “ความแก่” ของคน 2) อัตราการเติบโตของ GDP และ 3) อัตราการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้นของประเทศ เป็นข้อมูลหลัก

เริ่มตั้งแต่อัตราการแก่ของประชากร ตัวเลขก็คือ สัดส่วนคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งประเทศที่มีอัตราสูงที่สุดอย่างญี่ปุ่นก็คือ ประมาณ 29.8% และประเทศที่ต่ำที่สุดในการศึกษานี้ก็คือ มาเลเซีย ที่มีอัตราแค่ 7.2%
การเติบโตของ GDP นั้น ผมมองย้อนหลังไป 10 ปี ว่ามีอัตราเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะดูว่าสังคมสูงอายุมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น ผมจะดูย้อนหลัง 10 ปี ว่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันผมก็จะดูเพิ่มเติมด้วยว่า ดัชนีตลาดหุ้นที่เห็นในปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มกำลังโตขึ้นหรือถดถอยลง โดยการดูผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปี ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ก็จะสามารถบอกได้ เหตุผลที่ผมต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า การแก่ตัวของคนนั้นใช้เวลายาวนานมาก และผมก็อยากจะรู้ว่า ถ้าสังคมแก่ตัวลงถึงจุดหนึ่งแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นจะลดลงจนถึง “พื้น” หรือเปล่า และหลังจากนั้น ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นได้เหมือนอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไหม

เริ่มที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนา “สูงสุด” แล้ว ด้วยอัตราความแก่ที่เกือบ 30% ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือปีละ 0.9% ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมากลับดู “น่าทึ่ง” ที่ 8.6% ต่อปีแบบทบต้น แต่ถ้าดูย้อนหลัง 20 ปีกลับพบว่าผลตอบแทนของดัชนีอยู่ที่เพียง 5% นั่นแปลว่าในช่วง 10 ปีหลังนี้ ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีขึ้นมาก โตปีละน่าจะเกิน 10% แบบทบต้น กลายเป็นตลาดหุ้นดาราแม้ว่าสังคมเต็มไปด้วยคนแก่ และนั่นก็น่าจะเป็นอานิสงค์จากการปฏิรูปประเทศของนายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ผมเคยพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว

ประเทศที่มีอัตราการแก่ตัวสูงรองลงมาส่วนมากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มตั้งแต่อิตาลีที่มีคนอายุเกิน 65 ปีที่ 24.6% ของประชากรทั้งประเทศ และ GDP เติบโตขึ้นแค่ปีละ 0.6% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นปีละ 4.8% แบบทบต้นซึ่งก็ไม่เลวนักเพราะเมื่อรวมกับปันผลอาจจะได้เกือบ 7% ต่อปี และนี่ก็เป็นกรณีคล้าย ๆ ญี่ปุ่นที่ดัชนีตลาดหุ้นดีขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้น เพราะดัชนีหุ้นย้อนหลัง 20 ปี อยู่ที่เพียง 2.3% ต่อปี

ประเทศที่พัฒนาแล้วอีก 2 ประเทศคือเยอรมันและฝรั่งเศสต่างก็มีเส้นทางคล้าย ๆ กับญี่ปุ่นที่แม้ว่า GDP เติบโตแค่ปีละ 0.9-1.0% แต่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปีอย่างโดดเด่น โดยที่เยอรมัน ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 9.3% และอยู่ในช่วงขาขี้น ส่วนฝรั่งเศสอยู่ที่ 5.6% และตลาดหุ้นอยู่ในช่วงฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

เสปน เกาหลี อังกฤษ ต้องถือว่าสังคมแก่ตัวสูงแม้จะยังไม่เท่าประเทศที่กล่าวมาแต่ก็มีคนสูงอายุ (เกิน 65 ปี)ประมาณ 19-21% ของประชากร การเติบโตของ GDP ยังสูงกว่าคือโตในระดับ 1.5-2% ต่อปีโดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากดัชนีตลาดหุ้นทั้ง 3 ประเทศค่อนข้างเลวร้าย คือ ทบต้นปีละ 1.2% 2.3% และ 2.3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่นี่เป็นช่วงขาลงของหุ้น เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นดีกว่านี้ โดยเฉพาะของเกาหลีที่โตขึ้นปีละ 6% แบบทบต้นในรอบ 20 ปี

ประเทศพัฒนาแล้วที่ “ยังไม่แก่มาก” คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ที่มีอัตราส่วนคนแก่ต่อประชากรที่ 17.9% 17.7% และ15.5% ตามลำดับ มีอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 2.1% 2.2% และ2.5% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศที่สังคมคนแก่จัด

แต่ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นเองนั้น มีความแตกต่างเป็นพิเศษก็คือ กรณีของตลาดสหรัฐให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ คือย้อนหลัง 10 ปีให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ11.2% และเป็นการปรับตัวขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้นที่ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปีอยู่ที่เพียง 9.8% ซึ่งนั่นทำให้ผมสรุปว่า สังคมอเมริกาอาจจะยังไม่เคยมีปัญหาจากเรื่องคนสูงอายุเลย อานิสงค์จากการที่มีผู้อพยพเข้าไปมากและเป็นคนที่มีคุณภาพสูง

กรณีของออสเตรเลีย ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นปีละ 3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและยังเป็น “ขาลง” ของดัชนี เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ดัชนีโตปีละ 4% โดยเฉลี่ยแบบทบต้น และก็เป็นขาลงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มากนัก

ประเทศกำลังพัฒนาที่ผมเลือกมาศึกษานั้น รวมถึงไทย เวียตนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียโดยที่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีอาการของคนสูงอายุ คือมีคนที่อายุเกิน 65 ปี ที่ประมาณ 15.4% พอ ๆ กับสิงคโปร์

และดังนั้น การเจริญเติบโตของ GDP ของไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจึงอยู่ที่ 2.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบที่ 0.9% แบบทบต้น หรือเรียกว่า “ทศวรรษที่หายไป” และก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” ของดัชนี เพราะในระยะ 20 ปีย้อนหลังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่ 3.5%

เวียตนามนั้นต้องถือว่าไม่ได้เป็นสังคมคนสูงอายุ เพราะคนอายุ 65 ปีขึ้นไปนั้นมีเพียง 8-9% ของประชากรทั้งหมด และนั่นอาจจะทำให้ GDP ของเวียตนามในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเติบโต “สูงที่สุด” ที่ 8-9% ต่อปีโดยเฉลี่ย ดัชนีตลาดหุ้นเองก็เพิ่มขึ้นปีละ 7.2 % แบบทบต้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และแม้ว่าจะต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านั้นที่เคยเติบโตถึงปีละ 12-14% แบบทบต้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะเป็น “ขาลง” ของตลาดหุ้นเวียตนาม เพราะตลาดหุ้นเวียตนามเองนั้นก็เพิ่งเปิดมาได้เพียง 25 ปี

ประเทศอินโดนีเซียนั้นต้องถือว่าคนยังมีอายุน้อย คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีเพียงครึ่งหนึ่งของไทยที่ประมาณ 7-8% ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงอยู่ในระดับสูงที่ 4.7% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเติบโต 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นนักและก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลังเคยทำได้ถึงปีละ 9% แบบทบต้น

มาเลเซียนั้น คงต้องถือว่าคนยังหนุ่มสาว แต่รายได้ของประชากรก็ค่อนข้างสูง ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงโตไม่ได้มากเท่าประเทศอย่างอินโดนีเซีย คือโตเพียง 3.5% ต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของตลาดหุ้นกลับเลวร้ายมาก คือติดลบประมาณ 0.7% แย่พอ ๆ กับตลาดหุ้นไทย และเป็นการตกลงมาในช่วง “ขาลง” ด้วย เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลัง ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียก็ยังเติบโตทบต้นที่ปีละ 2.8%

ข้อสรุปของผมจากข้อมูลของหลาย ๆ ประเทศก็คือ ข้อแรก ค่อนข้างชัดเจนว่า GDP ของประเทศที่คนแก่ตัวลงนั้น จะเติบโตช้าลง ยิ่งสูงอายุมากเท่าไร GDP ก็จะลดลงเท่านั้น และเหตุผลก็คงตรงไปตรงมาในแง่ที่ว่า ถ้าจำนวนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่แรงงานน้อยลงในขณะที่คนรุ่นเก่าก็เกษียณหรือตายไป จำนวนคนทำงานก็น้อยลง ดังนั้น การผลิตและรายได้ของทั้งประเทศก็ลดลง ส่งผลให้ GDP ลดลง

นอกจากนั้น คนสูงอายุเองก็มักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และมักจะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น พูดง่าย ๆ ผลิตภาพหรือ Productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้นน้อยหรืออาจจะไม่เพิ่มเลย ดังนั้น GDP จึงเพิ่มขึ้นน้อยมาก แค่เพียงปีละ 1% ก็ยังทำไม่ได้ในกรณีของสังคมที่แก่ตัวลงอย่างมากอย่างญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมันและฝรั่งเศส
หรือในกรณีของไทยที่แม้ว่าประเทศยังไม่รวยหรือยังไม่พัฒนา แต่การเติบโตของ GDP ก็ต่ำมาก และอยู่ที่แค่ประมาณ 2% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นที่ประชากรยังหนุ่มสาวที่มักจะเติบโตอย่างน้อยก็ปีละประมาณ 4% ขึ้นไป

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น การที่เป็นสังคมผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ตลาดหุ้นจะต้องตกต่ำไม่ไปไหนเหมือนเรื่องของ GDP ตลอดไป เป็นไปได้ว่าในช่วงแรก ๆ ที่สังคมเข้าเขตที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เช่น ใน 10 ปีแรก ดัชนีตลาดหุ้นจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเพราะ GDP กำลังโตช้าลงเรื่อย ๆ

แต่เมื่อ GDP ตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดและเริ่มหยุดตกแล้ว อาจอยู่ที่การโตปีละไม่เกิน 1% โดยที่อาจจะเกิดจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ถูกต้องเหมาะสม และนั่นอาจจะนำมาสู่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานในระดับที่พอใช้ได้ หรือแม้แต่ดีมากเลยก็ได้อย่างกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมัน เป็นต้น

คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยและตลาดหุ้นไทยที่ย่ำแย่มาครบ 10 ปีแล้ว ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเปลี่ยนทิศทางได้ไหม ทั้งในด้านของ GDP ที่จะไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก และตลาดหุ้นที่ควรจะต้องปรับตัวกลับเป็น “ขาขึ้น” ในอีก 10 ปีข้างหน้า



15 ธันวาคม 2568

เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ตลาดหุ้น “พัง” บางครั้งถึงขั้น “วิกฤติ” ร้ายแรง มีหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหมดนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราอาจจะแก้ไขหรือป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์

เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ “สงคราม” ระหว่างชาติหรือแม้แต่สงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าเป็น “สงครามใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง เช่น สงครามยูเครนกับรัสเซียในขณะนี้ ส่วนสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมานั้น ยังไม่เข้าข่าย แต่ถ้าเกิดลุกลามและทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินหรือทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก เช่น สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรทั้งจากไทยและกัมพูชามากจนกระทบการส่งออกจำนวนมหาศาลของไทย นั่นก็อาจจะทำให้เข้าข่ายที่จะทำให้ตลาดหุ้นพังได้

ประวัติศาสตร์ของสงครามที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังนั้น มีมากมาย เพราะโลกโดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น เกิดสงครามใหญ่จำนวนมาก เพิ่งจะมายุคหลัง ๆ นี้ที่ความคิดของคนโดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว ที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึดดินแดนของฝ่ายตรงข้าม การเป็นมิตรและเจรจาเพื่อทำการค้ากันนั้น ได้ประโยชน์มากกว่ามากมาย และเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และมีประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หลาย ๆ ประเทศมีตลาดหุ้นที่ใหญ่โตและมั่นคงแล้ว แต่หลายแห่งก็ต้องปิด หรือเปิด ๆ ปิด ๆ การซื้อ-ขายหุ้นแทบจะหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นตกลงมามากมาย บางตัวก็อาจจะไม่ได้ตกมากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามันแทบไม่มีการซื้อ-ขาย เลย

ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของการสู้รบ คืออยู่ในภาคพื้นของทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตลาดหุ้นตกจากก่อนสงครามถึงวันสิ้นสุดสงครามและเปิดตลาดขึ้นใหม่นั้น ลดลงประมาณ 60-70% ในเวลา 6-7 ปี โดยที่ตัวเลขนั้นมีการปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพราะหลังจากเกิดสงคราม เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่รุนแรงมากและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมหาศาล และนี่คือฝรั่งเศสที่การรบเกิดขึ้นไม่มาก เพราะยอมแพ้ตั้งแต่แรก

ประเทศที่ร้ายแรงกว่าก็คืออิตาลีที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามและเกิดการรบพุ่งหนัก ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 85-90% ส่วนเยอรมันนั้น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีตลาดหุ้นที่ทำงานได้เพราะเป็นฝ่ายที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมา 70-80% ในเวลาประมาณ 4-5 ปี

ญี่ปุ่นเองก็เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และบอบช้ำหนักที่สุด เพราะถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ 2 ลูก นั่นทำให้ตลาดหุ้นแทบจะล่มสลาย ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวลดลงถึง 95% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่ตกอยู่ภายใต้สงครามที่ยาวนานคือสงครามกับญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกจนจบสงคราม ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้นั้น ต้องถือว่าตกลงไป 100% คือล่มสลายไปเลย

อังกฤษนั้น ผ่านทั้ง 2 สงครามโลก แต่เนื่องจากเป็นเกาะและศัตรูไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ความเสียหายจึงมาจากทางอากาศและเรื่องของเศรษฐกิจที่ทรุดลงเพราะโรงงานไม่สามารถผลิตได้ และการค้าก็ทำได้ยาก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนตกลงไป 35% ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตกลงไปประมาณ 20% ปรับเรื่องเงินเฟ้อไปแล้ว

ในสงครามยูเครน-รัสเซียซึ่งยังไม่จบนั้น มีการประมาณการกันว่า ตลาดหุ้นรัสเซีย น่าจะตกลงไปประมาณ 20% ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสงคราม เหตุที่ใช้การประมาณก็เพราะว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของค่าเงินที่รัสเซียถูกแซงชั่นจากอเมริกาและประเทศในยุโรป และอื่น ๆ และการที่ค่าเงินรูเบิลลดลงซึ่งทำให้การคำนวณคิดเป็นดอลลาร์ค่อนข้างจะไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัสเซียเองนั้นไม่ได้เป็นสนามรบ

ตลาดหุ้นยูเครนเองนั้น น่าจะตกลงไปอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะยูเครนถูกบุกและถูกยึดครองพื้นที่ประเทศไปมาก เศรษฐกิจของประเทศแทบจะล้มละลายและที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยประเทศในยุโรปและสหรัฐที่เข้าไปสนับสนุนเต็มกำลัง
และนั่นก็คือผลร้ายจากสงครามต่อตลาดหุ้น เมื่อ “เสียงปืนดังขึ้น ดัชนีหุ้นก็ฟุบลง”

เหตุร้ายเรื่องที่ 2 ที่ทำลายตลาดหุ้นก็คือ เมื่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเกิดปัญหาและล่มสลายลง นั่นก็คือสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะพังพาบตามมา

โดยที่ความล่มสลายของสถาบันการเงินนั้น มักจะมาจากการปล่อยกู้หรือลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร อาจจะเพราะว่าสภาวะทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเกิดการฉ้อฉลขึ้น เมื่อสถาบันแห่งหนึ่งล่มสลาย ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สถาบันที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาตามมา และถ้าหยุดไม่อยู่ สถาบันการเงินเกือบทั้งระบบก็จะเกิดปัญหา กลายเป็นปัญหาระดับชาติและลามไปถึงตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

กรณีที่โด่งดังที่สุดกรณีหนึ่งก็คือการล่มสลายของ Lehman Brothers แบ้งค์เก่าแก่อายุ 158 ปีในช่วงก่อนวิกฤติซับไพร์ม ที่ดึงให้แบ้งค์อื่น ๆ มีปัญหาตามมาและแบ้งค์อื่น ๆ รวมถึงคนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน โดยที่จุดเริ่มก็คือการที่ลีห์แมนเข้าไปเล่นเก็งกำไรกับตราสารการเงินซับไพร์มโดยที่ตนเองใช้เงินกู้มหาศาล เมื่อหนี้เสียเกิดขึ้นแบ้งค์ก็ล้มสร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญ ในช่วงปี 2008 ซึ่งกลายเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่รุนแรงตามมา

ในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็คือวิกฤติที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเกิดปัญหาหนี้เสียและขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การปล่อยกู้ทำกันอย่างเกินตัวไปมากเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังร้อนแรงมาก ลูกหนี้จำนวนมากได้รับเงินกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรได้ ผลก็คือ แบ้งค์เจ๊งและตลาดหุ้นก็พังพินาศ

เหตุร้ายแรงเรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและคงตัวในระดับที่สูงมาก ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง คนกู้เงินยาก เม็ดเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจติดขัด ทำให้บริษัทล้มละลายจำนวนมาก เช่นเดียวกัน เม็ดเงินก็จะถูกดึงออกจากตลาดหุ้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรง ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากอย่างในช่วงปีทศวรรษ 1970 ในอเมริกาที่เกิด “Stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับหดตัวรุนแรงได้ก่อให้เกิดวิกฤติรุนแรงในตลาดหุ้นของสหรัฐ

เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นตกรุนแรงมาก แต่เป็นการตกอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานมาก—เป็นสิบ ๆ ปี และในระหว่างนั้น ตลาดหุ้นก็มีช่วงเวลาปรับตัวขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นปี ๆ แต่ก็จะเป็นการปรับตัวขึ้นไม่สูงไปกว่าช่วงสูงสุดเดิม และนี่ก็คือประเด็นของประเทศที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนทำงานกำลังลดลงและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นน้อยลงหรือไม่เพิ่มเลย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมากหรือแทบจะไม่โตเลย ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิ่งและค่อย ๆ ปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ

และนั่นก็คือกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงตั้งแต่ปลายปี 1989 ถึงปลายปี 2012 เป็นเวลาถึง 23 ปี ที่ดัชนีตกลงมาจากประมาณ 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 9,000 จุด หรือตกลงไปถึง 77% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงประมาณ 50,836 ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่น โดยการนำของรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายชินโซ อาเบะ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแม้ว่าโครงสร้างของประชากรก็ยังเป็นแบบเดิม

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศไทยเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและจำนวนคนทำงานเริ่มลดลงแล้ว และการเติบเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดโตแค่ประมาณ 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในย่านนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยจากเมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็น “Loss Decade” ไปแล้ว และนับจากนี้ไปก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรว่าจะดีขึ้น

เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ว่าที่จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่จะต้านเทรนด์หรือแนวโน้มเรื่องคนไทยแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ทั้งทางด้านของ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงนโยบายของรัฐและระบบกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจและสังคม ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ดังนั้น การเริ่มทศวรรษใหม่หลังจาก “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้นจึงยังไม่เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหนได้ ทุกวันนี้นักวิเคราะห์แทบทุกคนต่างก็เพียงแต่ตั้ง “ความหวัง” ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน “ปีหน้า” ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาหลาย ๆ ปีแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าประเทศเราไม่ทำอะไร ก็อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

 

From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/724-nivate-market-crushing-events 

ลงทุนให้เก่งแบบ Charlie Munger ด้วย 5 Mental Models


ลงทุนกัน | ถ้าการลงทุนคือหมากกระดาน Charlie Munger ก็คือนักเล่นหมากรุกรุ่นเก๋า ที่ไม่ได้แค่คิด 1-2 ตา แต่เขาคิดย้อนกลับ คิดข้ามศาสตร์ และคิดลึกแบบนักวิทยาศาสตร์

แล้วถ้าเราอยากลงทุนให้เก่งแบบเขา ต้องเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีมองโลก ด้วย “Mental Models” กรอบความคิดที่เปลี่ยนชีวิต

Charlie Munger ไม่เพียงสะสมหุ้น แต่เขายังสะสม “โมเดลความคิด” เพราะถ้าคิดให้ดีพอ การตัดสินใจจะไม่พลาด และนี่คือ 5 Mental Models ระดับเทพที่นำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่วันนี้!



1. Invert, Always Invert: ไม่อยากพัง? ก็แค่เลี่ยงสิ่งที่ทำให้พัง

อยากประสบความสำเร็จ? ง่ายมาก แค่ไม่ล้มเหลวก่อน

แทนที่จะถามว่า “ต้องทำอะไรถึงจะรวย” ให้ถามกลับว่า “คนที่เจ๊ง เขาทำอะไรบ้าง?” แล้วก็แค่ไม่ทำสิ่งเหล่านั้น เช่น ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ โลภเกินไปตอนตลาดบูม เทขายตอนตลาดตื่นตระหนก

คิดมุมกลับ แล้วคุณจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม



2. Circle of Competence: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

Munger ไม่ลงทุนในสิ่งที่เขา “เดาเก่ง” แต่เขาลงทุนในสิ่งที่เขา “รู้ลึก”

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากคุณเป็นสายอสังหาฯ ก็ลงทุนหุ้นกลุ่ม Property หรือคุณรู้ลึกเรื่องพลังงาน ก็เกาะหุ้นสายพลังงานไว้

อย่าเพิ่งวิ่งเข้าหุ้น AI ถ้ายังไม่เข้าใจว่า API ต่างจาก GPU ยังไง



3. Opportunity Cost: เวลาคุณเลือก A คุณกำลังบอกปัด B C D

ต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งที่คุณซื้อ ไม่ใช่แค่ราคาที่คุณจ่าย แต่มันคือ ‘โอกาสที่คุณพลาด’ ในการเอาเงินนั้นไปทำอย่างอื่นที่อาจคุ้มค่ากว่า
Advertisements

Munger จะไม่ถามว่า “หุ้นนี้ดีไหม” แต่จะถามว่า “มันดีกว่าอีกทางเลือกที่มีหรือเปล่า?” เช่น ลงทุนหุ้นที่โต 12% ต่อปี หรือถือเงินสดรอจังหวะเจอหุ้นที่โต 20%?

Munger ไม่ได้มองว่า ทางเลือกเยอะ = ดี แต่เขามองว่า ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แล้วใช้มันเป็นมาตรวัดในการตัดสินใจอื่น ๆ เพราะเราไม่สามารถเลือกทุกอย่างได้ แต่ “เลือกสิ่งที่คุ้มที่สุดได้เสมอ”



4. Margin of Safety: กันล้มได้ ก่อนที่จะล้ม

นักลงทุนทั่วไปชอบถามว่า “หุ้นตัวนี้มีโอกาสขึ้นอีกไหม?” แต่ Munger กลับถามว่า “ถ้าผิดล่ะ จะเจ็บไหม?”

Munger ไม่ได้เล่นเกมเสี่ยงดวง แต่เล่นเกมที่ “แทบไม่มีโอกาสแพ้” ด้วยการซื้อหุ้นดี ในราคาที่ถูกกว่าความจริงมากพอ จนต่อให้พลาด ก็ยังมีเบาะรองรับไว้เสมอ

เหมือนซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ในย่านที่บ้านหลังอื่นขายกัน 4.5 ล้าน ต่อให้ตลาดซบเซายังไงก็ไม่เจ๊ง



5. Multi-Disciplinary Thinking: คิดแบบนักลงทุน + นักจิตวิทยา + นักประวัติศาสตร์

Munger ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คือ “นักคิดรอบด้าน” ที่หยิบความรู้จากทุกศาสตร์มาใช้ร่วมกันได้อย่างเฉียบขาด ทั้งฟิสิกส์ กฎหมาย จิตวิทยา วิศวกรรม ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ เพราะเขาเชื่อว่า “ความผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากการลืมคิดให้ครบทุกด้าน”
Advertisements


บางครั้งคำตอบของปัญหาบนโลกการลงทุน อาจซ่อนอยู่ใน “พฤติกรรมของมนุษย์” หรือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ที่เตือนให้เราหยุดซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม

คิดแบบ Munger คือไม่ยึดติดศาสตร์ไหนเป็นศูนย์กลาง แต่เอาความรู้ทุกด้านมาเสริมกัน เพื่อเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อน และตัดสินใจให้แม่นยำในโลกการลงทุนที่วุ่นวายเกินคาดเดา

ถ้าอยากคิดเก่งแบบ Munger เริ่มจากฝึก “คิดก่อนเชื่อ” และ “เข้าใจก่อนลงทุน”



12 ธันวาคม 2568

4 เคล็ดลับความสำเร็จจาก Warren Buffett ที่ทำให้ชีวิตปังสุด แบบไม่ต้องรอชาติหน้า

 

ถ้าพูดถึงชื่อ “Warren Buffett” เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงนักลงทุนระดับเทพที่มีทรัพย์สินล้นฟ้า แต่รู้ไหมว่านอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วปู่บัฟเฟตต์ยังมีแนวคิดดี ๆ ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้แบบสุดปังอีกด้วย


1. หัดพูดว่า “ไม่” ให้บ่อยขึ้น

“ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือ คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจะปฏิเสธเกือบทุกอย่าง”

ฟังดูขัดใจใช่ไหม? เพราะเราถูกสอนมาให้ขยัน ให้ทำเยอะ ๆ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก แต่ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า “ไม่” คือคำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยชีวิตได้ เพราะในโลกนี้มีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด ถ้าเราเอาแต่ตอบตกลงกับทุกเรื่องที่เข้ามา เราก็จะไม่มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ดังนั้น ลองหัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราก้าวหน้า แล้วเก็บพลังไว้โฟกัสกับเป้าหมายที่ใช่ แค่นี้ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ

 


2. กระโดดเข้าใส่ความกลัว

ปู่บัฟเฟตต์เคยเป็นคนหนึ่งที่กลัวการพูดในที่สาธารณะจนตัวสั่น แต่แทนที่จะหนี เขากลับเลือกไปลงเรียนคอร์สพัฒนาตัวเอง จนตอนนี้กลายเป็นนักพูดที่ทั่วโลกยกย่อง

บทเรียนนี้ของปู่สอนเราว่า “ความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นบททดสอบ” ที่รอให้เราเข้าไปเอาชนะ ลองมองความกลัวเป็นประตูบานหนึ่งที่ขวางเราจากสิ่งที่เราอยากได้ ถ้าเรากล้าที่จะเปิดมันเข้าไป เราอาจจะเจอกับโอกาสดี ๆ ที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนก็ได้



3. อย่ารีบเร่ง แต่ให้เล่นเกมยาว

“ไม่ว่าคุณจะมีพรสวรรค์หรือความพยายามมากแค่ไหน บางเรื่องก็ต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถมีลูกได้ในหนึ่งเดือน แม้จะให้ผู้หญิงตั้งท้องเก้าคนก็ตาม”

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องเร็วไปหมด เรามักจะอยากได้ผลลัพธ์แบบทันทีทันใด แต่ปู่บัฟเฟตต์เตือนสติเราว่า “ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่มีทางลัด” เหมือนการสร้างตึกที่ต้องใช้เวลาวางรากฐานให้มั่นคง การทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสม่ำเสมอในทุกวันต่างหากที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว อาวุธสำคัญของความสำเร็จก็คือ ความอดทนและความมีวินัย

 


4. คบคนดี ชีวิตจะดีตาม

“จงเลือกคบกับคนที่มีพฤติกรรมดีกว่าคุณ แล้วคุณก็จะถูกดึงดูดให้เป็นแบบนั้น”

เคยได้ยินไหมว่า “เราเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด” ปู่บัฟเฟตต์ก็เชื่อแบบนั้น และแนะนำให้เราเลือกคบเพื่อนหรือคนรอบข้างที่เก่งกว่า นิสัยดีกว่า หรือมีความคิดที่สร้างสรรค์ เพราะพลังงานดี ๆ จากพวกเขาจะช่วยผลักดันให้เราเติบโต และพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ลองมองหาคนที่คุณอยากเป็น แล้วเข้าไปทำความรู้จักกับพวกเขาดู รับรองว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ที่มา https://today.line.me/th/v3/article/MLjJm6y