15 ธันวาคม 2568

เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ตลาดหุ้น “พัง” บางครั้งถึงขั้น “วิกฤติ” ร้ายแรง มีหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหมดนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราอาจจะแก้ไขหรือป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์

เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ “สงคราม” ระหว่างชาติหรือแม้แต่สงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าเป็น “สงครามใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง เช่น สงครามยูเครนกับรัสเซียในขณะนี้ ส่วนสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมานั้น ยังไม่เข้าข่าย แต่ถ้าเกิดลุกลามและทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินหรือทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก เช่น สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรทั้งจากไทยและกัมพูชามากจนกระทบการส่งออกจำนวนมหาศาลของไทย นั่นก็อาจจะทำให้เข้าข่ายที่จะทำให้ตลาดหุ้นพังได้

ประวัติศาสตร์ของสงครามที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังนั้น มีมากมาย เพราะโลกโดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น เกิดสงครามใหญ่จำนวนมาก เพิ่งจะมายุคหลัง ๆ นี้ที่ความคิดของคนโดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว ที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึดดินแดนของฝ่ายตรงข้าม การเป็นมิตรและเจรจาเพื่อทำการค้ากันนั้น ได้ประโยชน์มากกว่ามากมาย และเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และมีประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หลาย ๆ ประเทศมีตลาดหุ้นที่ใหญ่โตและมั่นคงแล้ว แต่หลายแห่งก็ต้องปิด หรือเปิด ๆ ปิด ๆ การซื้อ-ขายหุ้นแทบจะหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นตกลงมามากมาย บางตัวก็อาจจะไม่ได้ตกมากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามันแทบไม่มีการซื้อ-ขาย เลย

ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของการสู้รบ คืออยู่ในภาคพื้นของทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตลาดหุ้นตกจากก่อนสงครามถึงวันสิ้นสุดสงครามและเปิดตลาดขึ้นใหม่นั้น ลดลงประมาณ 60-70% ในเวลา 6-7 ปี โดยที่ตัวเลขนั้นมีการปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพราะหลังจากเกิดสงคราม เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่รุนแรงมากและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมหาศาล และนี่คือฝรั่งเศสที่การรบเกิดขึ้นไม่มาก เพราะยอมแพ้ตั้งแต่แรก

ประเทศที่ร้ายแรงกว่าก็คืออิตาลีที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามและเกิดการรบพุ่งหนัก ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 85-90% ส่วนเยอรมันนั้น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีตลาดหุ้นที่ทำงานได้เพราะเป็นฝ่ายที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมา 70-80% ในเวลาประมาณ 4-5 ปี

ญี่ปุ่นเองก็เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และบอบช้ำหนักที่สุด เพราะถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ 2 ลูก นั่นทำให้ตลาดหุ้นแทบจะล่มสลาย ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวลดลงถึง 95% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่ตกอยู่ภายใต้สงครามที่ยาวนานคือสงครามกับญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกจนจบสงคราม ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้นั้น ต้องถือว่าตกลงไป 100% คือล่มสลายไปเลย

อังกฤษนั้น ผ่านทั้ง 2 สงครามโลก แต่เนื่องจากเป็นเกาะและศัตรูไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ความเสียหายจึงมาจากทางอากาศและเรื่องของเศรษฐกิจที่ทรุดลงเพราะโรงงานไม่สามารถผลิตได้ และการค้าก็ทำได้ยาก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนตกลงไป 35% ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตกลงไปประมาณ 20% ปรับเรื่องเงินเฟ้อไปแล้ว

ในสงครามยูเครน-รัสเซียซึ่งยังไม่จบนั้น มีการประมาณการกันว่า ตลาดหุ้นรัสเซีย น่าจะตกลงไปประมาณ 20% ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสงคราม เหตุที่ใช้การประมาณก็เพราะว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของค่าเงินที่รัสเซียถูกแซงชั่นจากอเมริกาและประเทศในยุโรป และอื่น ๆ และการที่ค่าเงินรูเบิลลดลงซึ่งทำให้การคำนวณคิดเป็นดอลลาร์ค่อนข้างจะไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัสเซียเองนั้นไม่ได้เป็นสนามรบ

ตลาดหุ้นยูเครนเองนั้น น่าจะตกลงไปอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะยูเครนถูกบุกและถูกยึดครองพื้นที่ประเทศไปมาก เศรษฐกิจของประเทศแทบจะล้มละลายและที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยประเทศในยุโรปและสหรัฐที่เข้าไปสนับสนุนเต็มกำลัง
และนั่นก็คือผลร้ายจากสงครามต่อตลาดหุ้น เมื่อ “เสียงปืนดังขึ้น ดัชนีหุ้นก็ฟุบลง”

เหตุร้ายเรื่องที่ 2 ที่ทำลายตลาดหุ้นก็คือ เมื่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเกิดปัญหาและล่มสลายลง นั่นก็คือสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะพังพาบตามมา

โดยที่ความล่มสลายของสถาบันการเงินนั้น มักจะมาจากการปล่อยกู้หรือลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร อาจจะเพราะว่าสภาวะทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเกิดการฉ้อฉลขึ้น เมื่อสถาบันแห่งหนึ่งล่มสลาย ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สถาบันที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาตามมา และถ้าหยุดไม่อยู่ สถาบันการเงินเกือบทั้งระบบก็จะเกิดปัญหา กลายเป็นปัญหาระดับชาติและลามไปถึงตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

กรณีที่โด่งดังที่สุดกรณีหนึ่งก็คือการล่มสลายของ Lehman Brothers แบ้งค์เก่าแก่อายุ 158 ปีในช่วงก่อนวิกฤติซับไพร์ม ที่ดึงให้แบ้งค์อื่น ๆ มีปัญหาตามมาและแบ้งค์อื่น ๆ รวมถึงคนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน โดยที่จุดเริ่มก็คือการที่ลีห์แมนเข้าไปเล่นเก็งกำไรกับตราสารการเงินซับไพร์มโดยที่ตนเองใช้เงินกู้มหาศาล เมื่อหนี้เสียเกิดขึ้นแบ้งค์ก็ล้มสร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญ ในช่วงปี 2008 ซึ่งกลายเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่รุนแรงตามมา

ในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็คือวิกฤติที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเกิดปัญหาหนี้เสียและขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การปล่อยกู้ทำกันอย่างเกินตัวไปมากเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังร้อนแรงมาก ลูกหนี้จำนวนมากได้รับเงินกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรได้ ผลก็คือ แบ้งค์เจ๊งและตลาดหุ้นก็พังพินาศ

เหตุร้ายแรงเรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและคงตัวในระดับที่สูงมาก ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง คนกู้เงินยาก เม็ดเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจติดขัด ทำให้บริษัทล้มละลายจำนวนมาก เช่นเดียวกัน เม็ดเงินก็จะถูกดึงออกจากตลาดหุ้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรง ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากอย่างในช่วงปีทศวรรษ 1970 ในอเมริกาที่เกิด “Stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับหดตัวรุนแรงได้ก่อให้เกิดวิกฤติรุนแรงในตลาดหุ้นของสหรัฐ

เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นตกรุนแรงมาก แต่เป็นการตกอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานมาก—เป็นสิบ ๆ ปี และในระหว่างนั้น ตลาดหุ้นก็มีช่วงเวลาปรับตัวขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นปี ๆ แต่ก็จะเป็นการปรับตัวขึ้นไม่สูงไปกว่าช่วงสูงสุดเดิม และนี่ก็คือประเด็นของประเทศที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนทำงานกำลังลดลงและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นน้อยลงหรือไม่เพิ่มเลย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมากหรือแทบจะไม่โตเลย ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิ่งและค่อย ๆ ปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ

และนั่นก็คือกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงตั้งแต่ปลายปี 1989 ถึงปลายปี 2012 เป็นเวลาถึง 23 ปี ที่ดัชนีตกลงมาจากประมาณ 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 9,000 จุด หรือตกลงไปถึง 77% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงประมาณ 50,836 ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่น โดยการนำของรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายชินโซ อาเบะ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแม้ว่าโครงสร้างของประชากรก็ยังเป็นแบบเดิม

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศไทยเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและจำนวนคนทำงานเริ่มลดลงแล้ว และการเติบเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดโตแค่ประมาณ 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในย่านนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยจากเมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็น “Loss Decade” ไปแล้ว และนับจากนี้ไปก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรว่าจะดีขึ้น

เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ว่าที่จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่จะต้านเทรนด์หรือแนวโน้มเรื่องคนไทยแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ทั้งทางด้านของ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงนโยบายของรัฐและระบบกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจและสังคม ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ดังนั้น การเริ่มทศวรรษใหม่หลังจาก “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้นจึงยังไม่เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหนได้ ทุกวันนี้นักวิเคราะห์แทบทุกคนต่างก็เพียงแต่ตั้ง “ความหวัง” ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน “ปีหน้า” ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาหลาย ๆ ปีแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าประเทศเราไม่ทำอะไร ก็อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

 

From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/724-nivate-market-crushing-events 

ลงทุนให้เก่งแบบ Charlie Munger ด้วย 5 Mental Models


ลงทุนกัน | ถ้าการลงทุนคือหมากกระดาน Charlie Munger ก็คือนักเล่นหมากรุกรุ่นเก๋า ที่ไม่ได้แค่คิด 1-2 ตา แต่เขาคิดย้อนกลับ คิดข้ามศาสตร์ และคิดลึกแบบนักวิทยาศาสตร์

แล้วถ้าเราอยากลงทุนให้เก่งแบบเขา ต้องเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีมองโลก ด้วย “Mental Models” กรอบความคิดที่เปลี่ยนชีวิต

Charlie Munger ไม่เพียงสะสมหุ้น แต่เขายังสะสม “โมเดลความคิด” เพราะถ้าคิดให้ดีพอ การตัดสินใจจะไม่พลาด และนี่คือ 5 Mental Models ระดับเทพที่นำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่วันนี้!



1. Invert, Always Invert: ไม่อยากพัง? ก็แค่เลี่ยงสิ่งที่ทำให้พัง

อยากประสบความสำเร็จ? ง่ายมาก แค่ไม่ล้มเหลวก่อน

แทนที่จะถามว่า “ต้องทำอะไรถึงจะรวย” ให้ถามกลับว่า “คนที่เจ๊ง เขาทำอะไรบ้าง?” แล้วก็แค่ไม่ทำสิ่งเหล่านั้น เช่น ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ โลภเกินไปตอนตลาดบูม เทขายตอนตลาดตื่นตระหนก

คิดมุมกลับ แล้วคุณจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม



2. Circle of Competence: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

Munger ไม่ลงทุนในสิ่งที่เขา “เดาเก่ง” แต่เขาลงทุนในสิ่งที่เขา “รู้ลึก”

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากคุณเป็นสายอสังหาฯ ก็ลงทุนหุ้นกลุ่ม Property หรือคุณรู้ลึกเรื่องพลังงาน ก็เกาะหุ้นสายพลังงานไว้

อย่าเพิ่งวิ่งเข้าหุ้น AI ถ้ายังไม่เข้าใจว่า API ต่างจาก GPU ยังไง



3. Opportunity Cost: เวลาคุณเลือก A คุณกำลังบอกปัด B C D

ต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งที่คุณซื้อ ไม่ใช่แค่ราคาที่คุณจ่าย แต่มันคือ ‘โอกาสที่คุณพลาด’ ในการเอาเงินนั้นไปทำอย่างอื่นที่อาจคุ้มค่ากว่า
Advertisements

Munger จะไม่ถามว่า “หุ้นนี้ดีไหม” แต่จะถามว่า “มันดีกว่าอีกทางเลือกที่มีหรือเปล่า?” เช่น ลงทุนหุ้นที่โต 12% ต่อปี หรือถือเงินสดรอจังหวะเจอหุ้นที่โต 20%?

Munger ไม่ได้มองว่า ทางเลือกเยอะ = ดี แต่เขามองว่า ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แล้วใช้มันเป็นมาตรวัดในการตัดสินใจอื่น ๆ เพราะเราไม่สามารถเลือกทุกอย่างได้ แต่ “เลือกสิ่งที่คุ้มที่สุดได้เสมอ”



4. Margin of Safety: กันล้มได้ ก่อนที่จะล้ม

นักลงทุนทั่วไปชอบถามว่า “หุ้นตัวนี้มีโอกาสขึ้นอีกไหม?” แต่ Munger กลับถามว่า “ถ้าผิดล่ะ จะเจ็บไหม?”

Munger ไม่ได้เล่นเกมเสี่ยงดวง แต่เล่นเกมที่ “แทบไม่มีโอกาสแพ้” ด้วยการซื้อหุ้นดี ในราคาที่ถูกกว่าความจริงมากพอ จนต่อให้พลาด ก็ยังมีเบาะรองรับไว้เสมอ

เหมือนซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ในย่านที่บ้านหลังอื่นขายกัน 4.5 ล้าน ต่อให้ตลาดซบเซายังไงก็ไม่เจ๊ง



5. Multi-Disciplinary Thinking: คิดแบบนักลงทุน + นักจิตวิทยา + นักประวัติศาสตร์

Munger ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คือ “นักคิดรอบด้าน” ที่หยิบความรู้จากทุกศาสตร์มาใช้ร่วมกันได้อย่างเฉียบขาด ทั้งฟิสิกส์ กฎหมาย จิตวิทยา วิศวกรรม ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ เพราะเขาเชื่อว่า “ความผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากการลืมคิดให้ครบทุกด้าน”
Advertisements


บางครั้งคำตอบของปัญหาบนโลกการลงทุน อาจซ่อนอยู่ใน “พฤติกรรมของมนุษย์” หรือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ที่เตือนให้เราหยุดซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม

คิดแบบ Munger คือไม่ยึดติดศาสตร์ไหนเป็นศูนย์กลาง แต่เอาความรู้ทุกด้านมาเสริมกัน เพื่อเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อน และตัดสินใจให้แม่นยำในโลกการลงทุนที่วุ่นวายเกินคาดเดา

ถ้าอยากคิดเก่งแบบ Munger เริ่มจากฝึก “คิดก่อนเชื่อ” และ “เข้าใจก่อนลงทุน”



12 ธันวาคม 2568

4 เคล็ดลับความสำเร็จจาก Warren Buffett ที่ทำให้ชีวิตปังสุด แบบไม่ต้องรอชาติหน้า

 

ถ้าพูดถึงชื่อ “Warren Buffett” เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงนักลงทุนระดับเทพที่มีทรัพย์สินล้นฟ้า แต่รู้ไหมว่านอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วปู่บัฟเฟตต์ยังมีแนวคิดดี ๆ ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้แบบสุดปังอีกด้วย


1. หัดพูดว่า “ไม่” ให้บ่อยขึ้น

“ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือ คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจะปฏิเสธเกือบทุกอย่าง”

ฟังดูขัดใจใช่ไหม? เพราะเราถูกสอนมาให้ขยัน ให้ทำเยอะ ๆ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก แต่ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า “ไม่” คือคำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยชีวิตได้ เพราะในโลกนี้มีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด ถ้าเราเอาแต่ตอบตกลงกับทุกเรื่องที่เข้ามา เราก็จะไม่มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ดังนั้น ลองหัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราก้าวหน้า แล้วเก็บพลังไว้โฟกัสกับเป้าหมายที่ใช่ แค่นี้ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ

 


2. กระโดดเข้าใส่ความกลัว

ปู่บัฟเฟตต์เคยเป็นคนหนึ่งที่กลัวการพูดในที่สาธารณะจนตัวสั่น แต่แทนที่จะหนี เขากลับเลือกไปลงเรียนคอร์สพัฒนาตัวเอง จนตอนนี้กลายเป็นนักพูดที่ทั่วโลกยกย่อง

บทเรียนนี้ของปู่สอนเราว่า “ความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นบททดสอบ” ที่รอให้เราเข้าไปเอาชนะ ลองมองความกลัวเป็นประตูบานหนึ่งที่ขวางเราจากสิ่งที่เราอยากได้ ถ้าเรากล้าที่จะเปิดมันเข้าไป เราอาจจะเจอกับโอกาสดี ๆ ที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนก็ได้



3. อย่ารีบเร่ง แต่ให้เล่นเกมยาว

“ไม่ว่าคุณจะมีพรสวรรค์หรือความพยายามมากแค่ไหน บางเรื่องก็ต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถมีลูกได้ในหนึ่งเดือน แม้จะให้ผู้หญิงตั้งท้องเก้าคนก็ตาม”

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องเร็วไปหมด เรามักจะอยากได้ผลลัพธ์แบบทันทีทันใด แต่ปู่บัฟเฟตต์เตือนสติเราว่า “ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่มีทางลัด” เหมือนการสร้างตึกที่ต้องใช้เวลาวางรากฐานให้มั่นคง การทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสม่ำเสมอในทุกวันต่างหากที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว อาวุธสำคัญของความสำเร็จก็คือ ความอดทนและความมีวินัย

 


4. คบคนดี ชีวิตจะดีตาม

“จงเลือกคบกับคนที่มีพฤติกรรมดีกว่าคุณ แล้วคุณก็จะถูกดึงดูดให้เป็นแบบนั้น”

เคยได้ยินไหมว่า “เราเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด” ปู่บัฟเฟตต์ก็เชื่อแบบนั้น และแนะนำให้เราเลือกคบเพื่อนหรือคนรอบข้างที่เก่งกว่า นิสัยดีกว่า หรือมีความคิดที่สร้างสรรค์ เพราะพลังงานดี ๆ จากพวกเขาจะช่วยผลักดันให้เราเติบโต และพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ลองมองหาคนที่คุณอยากเป็น แล้วเข้าไปทำความรู้จักกับพวกเขาดู รับรองว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ที่มา https://today.line.me/th/v3/article/MLjJm6y


08 ธันวาคม 2568

นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในยามที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI กำลังร้อนแรงเป็นไฟในช่วงเร็ว ๆ นี้ คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีผลประโยชน์และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองเป็นเดิมพันก็คือ นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการและนักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้น

คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม เหตุผลก็คือ นักธุรกิจนั้น ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “นักสู้” ส่วนนักลงทุนนั้น ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว มักจะเป็น “นักเลือก”

แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก

ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่

ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน สำหรับนักธุรกิจแล้ว ทุกอย่างต้องเร็ว ระยะเวลาต้องสั้น เช่น ผลงานนั้น ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน

แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น เรามองกันที่ 5-10 ปี โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ

ข้อ 2 ความรวดเร็วของการตัดสินใจ ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยที่ในยุคใหม่นั้น ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส” เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า ในกีฬาเบสบอลนั้น เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน คือพิตเชอร์ ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด

ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ Operation หรือการปฏิบัติการ การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน

ข้อ 4 ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์ เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี กล้าเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน แต่สำหรับนักลงทุน เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ความใจเย็น รอได้ด้วยใจที่สงบ ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ พูดง่าย ๆ EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน

ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง หนี้ และที่สำคัญ การแข่งขัน ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก
ในมุมของนักลงทุน เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย เป็นต้น

หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า ผมเองยึดสุภาษิตว่า “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ข้อ 1 อย่าขาดทุน และข้อ 2 ให้กลับไปดูข้อ 1”

ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น “นักสู้” ดังนั้น พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง “วันต่อวัน” ผ่านทางการตลาด การตั้งราคาขายสินค้า การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation” นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ

นักลงทุนเองนั้น จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป เราเป็น “นักเลือก” เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย ดังนั้น เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง เช่น มีแบรนด์ที่โดดเด่น หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย

ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่ พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น พูดง่าย ๆ นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”

แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าไม่คุ้ม เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยาย เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ เป็นต้น

ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น นักธุรกิจนั้น มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง เช่น ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ เป็นต้น

แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ตลาดเหงา เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เราจะ “โลภ”

ข้อสุดท้ายก็คือ ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน คนต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้

นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้ คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้ คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก ผลงานแย่เพราะคิดผิด ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง โทษใครไม่ได้เลย 

 

 

From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/720-nivate-fighter-mindset-chooser-mindset 

30 พฤศจิกายน 2568

บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 สำหรับเป็นค่านำ ค่าไฟฟ้า บำรุงรักษาเรือนพักญาติ

ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

เลขที่บัญชี 401-3-639-483 


 

 

 

 

24 พฤศจิกายน 2568

อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงเร็ว ๆ นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลกันว่าหุ้นและตลาดกำลังเกิด “ฟองสบู่” และในไม่ช้าก็จะ “แตก” และตลาดหุ้นก็จะเกิด “วิกฤติ” ดังนั้น เราควรมาดูกันหน่อยว่าตลาดหุ้นในรอบนี้จะเกิดวิกฤติหรือไม่?

มองจากประวัติศาสตร์ของวิกฤติตลาดหุ้นผมพบว่า ก่อนการเกิดวิกฤตินั้น ภาวะของตลาดมักจะมี 2 แบบที่อยู่กันคนละขั้ว คือแบบแรก ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจรุ่งเรืองสดใสมากและนำโดยภาคเศรษฐกิจ “ยุคใหม่” ที่จะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองและเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นมากเกินไปและเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็นมาก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนก็เริ่มตระหนักและเทขายหุ้นจนกลายเป็นวิกฤติ

และแบบที่สองก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็ปกติ แต่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการกระทำของรัฐหรือองค์กรหรือสถาบัน หรือเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำหรือสภาพคล่องทางงการเงินมีปัญหารุนแรงมาก จนทำให้คนขาดความมั่นใจเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง และนั่นทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำจนเป็นวิกฤติ

เริ่มจากวิกฤติครั้งใหญ่ของโลกหรือ “The Great Depression” ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์ตกลงมาจาก 380 จุดเหลือเพียง 43 จุด ในปี 1932 หรือตกลงมาประมาณ 90% ภายในเวลา 3 ปี และใช้เวลาประมาณ 25 ปี ก่อนที่ดัชนีจะกลับมาเท่าเดิม และในช่วงที่เลวร้ายที่สุดนั้น คนตกงานมากกว่า 20% ของคนทำงานทั้งหมด

แต่ก่อนวันวิกฤตินั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกากำลังรุ่งเรืองสุดยอด สหรัฐกำลังกลายเป็นประเทศ “มหาอำนาจ” ของโลกเพราะเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแรง อุตสาหกรรมกำลังเติบโตและแซงประเทศอื่น ๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและประเทศในยุโรปที่เป็นมหาอำนาจเดิม นอกจากนั้น อเมริกากำลังก้าวหน้าและนำในด้านของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อานิสงค์ส่วนหนึ่งเพราะยุโรปต่างก็บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในขณะที่อเมริกาสงบและทำแต่เรื่องค้าขายกับประเทศเหล่านั้นเป็นหลัก

อุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองที่สุดอย่างหนึ่งก็คือรถยนต์ซึ่งกำลังเติบโตมหาศาลเพราะคนอเมริกันเริ่มใช้รถยนต์กันมากขึ้น ถนนหนทางที่เคยมีแต่รถม้าเริ่มเต็มไปด้วยรถยนต์ของบริษัท General Motor หรือ GM ที่กลายเป็นผู้ชนะ หุ้นของ GM ที่เคยมีราคา 9.6 เหรียญในต้นทศวรรษปรับตัวขึ้นไปเป็น 97.9 เหรียญหรือปรับขึ้น 10 เท่าตอนสิ้นปี 1928

แต่ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันคือหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี “เปลี่ยนโลก” คือหุ้นRCA หรือ Radio Corporation of America บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรวิทยุที่ขายทั้งเครื่องรับวิทยุและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่เป็นเครื่องมือสื่อสารใหม่ที่จะ “เปลี่ยนโลก” ไปอย่างสิ้นเชิง

RCA กลายเป็น “หุ้น 100 เด้ง” และในช่วงปี 1926 ถึง 1929 ก่อนวิกฤติ 2-3 เดือน ราคาก็ขึ้นจาก 43 เหรียญเป็น 568 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในเวลา 3-4 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นยุคแห่งการเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เช่นเดียวกับภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นจาก 68.4 จุดในปี1921 กลายเป็น 380.3 ในปี 1929 หรือเพิ่มขึ้น 456% ในเวลา 8 ปี หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 22.4% เป็น “ยุคทอง” ของการลงทุนในตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปสูงและแพงมาก คิดเป็นค่า PE น่าจะประมาณ 30-40 เท่าขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนกลัวกันว่าหุ้นอาจจะตกลงมาแรงเป็น “วิกฤติ” แต่ “เซียน” ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Irving Fisher ในช่วงก่อนวิกฤติเพียง 2-3 เดือนกลับ “ยอมรับ” ว่า ตลาดหุ้นคราวนี้ “ไม่เหมือนเดิม” และ “หุ้นก็จะราคาสูงแบบนี้อย่างถาวร” แล้ว

วิกฤติใหญ่ครั้งที่ 2 ก็คือ วิกฤติในปี 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติแบบที่ 2 คือ เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อานิสงค์จากวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นเนื่องจากประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งควบคุมการผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแซงชั่นไม่ขายน้ำมันให้อเมริกาที่หนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 300% และส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกที่เรียกว่า “Stagflation”

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดเพิ่มขึ้นสูงลิ่วกว่า 10% จากระดับ 3-4% ก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลงไปมากและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงไปประมาณกว่า 40% ในเวลา 2 ปี และใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี กว่าดัชนีจะกลับมาที่เดิม

วิกฤติครั้งที่ 3 คือ วิกฤติ “ดอทคอม” ในปี 2000 ที่หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัล-อินเตอร์เน็ต เจริญเติบโตขึ้นในโลก อินเตอร์เน็ตที่แต่เดิมเป็นของรัฐบาลนั้น กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้ และหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์สารพัดชนิดก็เกิดขึ้น โลกทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที “โลกใหม่” กำลังเกิดขึ้น ชีวิตของคนทั่วโลกจะ “ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” และบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นผู้นำอย่างเช่น อะมาซอน จะครองโลก ราคาหุ้นเทคโนโลยีทั้งหลายวิ่งขึ้น “ทะลุฟ้า” แม้ว่าจำนวนมากยังไม่มีกำไรและมีรายได้น้อยมาก ขอให้มีชื่อต่อท้ายว่า “ดอทคอม” ก็พอ

ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นจาก 1,614 จุดในช่วงปลายปี 1998 ขึ้นเป็น 4,963 ในช่วงต้นปี 2000 หรือเพิ่มขึ้น 207% ในเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือน ก่อนที่จะเกิดวิกฤติและดัชนีตกลงมาเหลือเพียง 1,687 จุดในปี 2001 หรือลดลงถึง 66% ในเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยที่หุ้นจำนวนมากรวมถึงหุ้นอะมาซอนตกลงมากว่า 90% และหุ้นจำนวนที่มากกว่ากลายเป็น 0

เหตุผลของวิกฤติก็คือ ราคาหุ้นสูงเกินไป และแม้จะมีสตอรี่ว่ารายได้และกำไรจะโตแบบระเบิดเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นและมี “Network Effect” ที่สามารถยึดกุมลูกค้าไว้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้และกำไรกลับมาไม่ทัน ทำให้คนคิดว่าหุ้นแพงเกินไปมาก ตลาดโดยรวมมีค่า PE สูงมากระดับน่าจะเกิน 40 เท่า นักลงทุนก็ขาดความมั่นใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกลงมาแรงทำให้คนอื่นที่ต่างก็เป็นนักเก็งกำไรขายตาม กลายเป็น “Snowball Effect” หรือเหมือน “หิมะถล่ม” และนี่ก็เป็นกรณีที่สภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ “ดีเกินไป” ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแบบที่ 1

วิกฤติสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ วิกฤติ “ซับไพร์ม” ในปี 2008 ที่เกิดขึ้นจาก “ระบบ” และเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ไม่ใช่ดัชนีตลาดที่สูงหรือเศรษฐกิจที่ดีเกินไป หรือเป็นวิกฤติแบบที่ 2

ก่อนวิกฤติ 2-3 ปี เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก ตลาดหุ้นวัดโดยดัชนี S&P ก็ทรง ๆ มาเป็นปี ๆ แล้ว ที่ประมาณ 1,300-1,400 จุด เงินในตลาดส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การลงทุนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตรเป็นหลัก แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็มี “นวัตกรรมการเงิน” ใหม่เกิดขึ้นเรียกว่า CDO (Credit Default Swaps) ที่สามารถแปลงหนี้ลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่มีคุณภาพต่ำ (Sub Prime) ให้เป็นตราสารการเงินที่มี “คุณภาพสูง” เอาไปขายให้กับนักลงทุนสถาบันรวมถึงธนาคารต่าง ๆ

ตราสารได้รับการยอมรับและมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพในการใช้หนี้ต่างก็เข้ามาซื้อบ้านเพราะแบ้งค์ก็อยากปล่อยกู้เพราะสามารถนำไปขายต่อเพื่อทำเป็น CDO ได้ นั่นทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูและราคาบ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้คนซื้อบ้านมีกำไรทั้ง ๆ ที่ผ่อนต่อไม่ไหว

แต่แล้ว ในที่สุด อัตราการเป็นหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นจนระบบและการทำ CDO รับไม่ไหว ราคาของตราสารตกลงมาจนทำให้สถาบันการเงินที่เข้ามาลงทุนหรือเกี่ยวข้องด้วยล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลกระทบส่งถึงเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างแรงและทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตามมา

ดัชนี S&P 500 ร่วงลงจากประมาณ 1,300 จุดในช่วงเดือนสิงหาคม 2008 เหลือเพียง 750 จุดในเดือนมีนาคม 2009 หรือลดลง 42% ในเวลาเพียง 7 เดือน อานิสงค์จากการที่เงินหรือสภาพคล่องในระบบที่หายไปทันทีจากการ “ล่มสลาย” ของสถาบันการเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำ QE หรือการเพิ่มสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลในเวลาต่อมา ได้ทำให้ดอกเบี้ยลดลงมาเหลือใกล้ 0% และทำให้หุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน

ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งนำโดยหุ้นไฮเทคที่ร้อนแรงเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรากฎขึ้นของ AI ที่มีความฉลาด “เหนือมนุษย์” และกำลังจะมา “เปลี่ยนโลก” อย่างที่เราจะไม่เคยเห็นในอนาคตอันใกล้ นั่นคือเรื่องแรก
ประเด็นที่ 2 ก็คือ ดัชนี Nasdaq ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมา 100% แล้วและทำให้ค่า PE สูงกว่า 30 เท่า ตลาดหุ้นเองก็ร้อนแรงมากและเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ใช้มาร์จินในการลงทุนน่าจะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อ 3 ก็คือ หุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ TESLA ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าที่กำลังขับเคลื่อนบนท้องถนนด้วยตนเอง คล้าย ๆ กับหุ้น GM ในปี 1929 เช่นเดียวกับหุ้น NVIDIA ที่ร้อนยิ่งกว่าเพราะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลกใหม่คล้ายกับหุ้น RCA และผมคงไม่ต้องพูดว่าหุ้นทั้งสองตัวนั้นเป็นหุ้นกี่เด้งไปแล้ว?

แต่ “เซียน” จำนวนมากก็บอกว่า “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เพราะบริษัท “เทคนางฟ้า” ทั้ง 7 มีกำไรรองรับเพียงพอ คล้าย ๆ กับพูดว่า หุ้นไม่ได้แพงและ “ราคาหุ้นก็คงขึ้นมาอย่างถาวรแล้ว” ไม่ตกลงไปแบบวิกฤติเดิมหรอก ไม่ว่าจะเป็นปี 1929 หรือ 2000
แต่ผมเองก็รู้สึก “หนาว” เพราะคำว่า “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” ในความคิดของผมกลับเป็นว่า เพราะครั้งนี้เรายังมีเรื่องการ “เปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรครั้งใหญ่” ที่อาจจะเป็นเหตุของวิกฤติแบบที่ 2 ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงด้วย 

 

 

 from https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/712-nivate-what-comes-before-a-stock-market-crisis 

17 พฤศจิกายน 2568

ปิดตำนานบัฟเฟตต์ - หมดยุค VI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ภายในสิ้นปี 2025 นี้ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งอายุ 95 ปีแล้วก็จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ เบิร์กไชร์ แฮททาเวย์ ที่เขาบริหารมาแทบจะตลอดชีวิตการลงทุนของเขา และทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน VI” ที่ยังมีชีวิตที่ได้เผยแพร่ “หลักการ VI” ที่เริ่มก่อตั้งโดย เบน เกรแฮม ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นเทคนิคการลงทุนที่สุดยอดและเหนือกว่าหลักการอื่น ๆ โดยผลงานการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทบต้นระยะยาวที่เกือบ 20% ต่อปี ซึ่งทำให้เงินลงทุนเริ่มต้น 100 ดอลลาร์ กลายเป็นเงินประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือ 163 ล้านบาท ในเวลา 60 ปี

หลักการหรือเรื่องราวของ “VI” นั้น เริ่มต้นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ซึ่งได้ทำให้นักลงทุนแทบทั้งตลาดเสียหายล้มละลายแทบหมดตัว และเป็นจุดที่เบน เกรแฮม ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์และนักลงทุนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มคิดถึงหลักการวิเคราะห์หุ้นและการลงทุนที่เป็นระบบและเป็นวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและ “ ไม่เสี่ยง”

หลักการใหญ่ ๆ ของเบน เกรแฮมถูกรวมอยู่ในหนังสือ 2 เล่มคือ “Securities Analysis” ที่เขียนร่วมกับ David Dodd ลูกศิษย์ที่เรียนปริญญาเอกกับเขาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1934 กับ “The Intelligent Investor” ที่เขียนขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้อ่านในปี 1949 ซึ่งทั้ง 2 เล่มนี้กลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ VI ทั่วโลก

ข้อคิดสำคัญที่เป็นหัวใจของหลักการของเบน เกรแฮม ที่ต่อมาคนเรียกว่า “Value Investing” หรือการลงทุนแบบที่ “เน้นความถูก” ของหุ้น นั้นกล่าวว่า

1 บริษัทหรือหุ้นนั้นมี “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ Intrinsic Value ซึ่งอิงอยู่กับทรัพย์สิน กำไรและกระแสเงินสด ที่สามารถประเมินหรือประมาณการได้
2 การซื้อหุ้นนั้น จะต้องมี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” หรือ Margin of Safety นั่นก็คือ ราคาหุ้นต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอเพื่อที่จะป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
3 ตลาดหุ้นนั้นมักจะขึ้นลงรุนแรงและทำให้หุ้นแต่ละตัวขึ้นลงรุนแรงได้มากกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งเบน เกรแฮมเรียกว่า “Mr. Market” หรือ “นายตลาด”

ดังนั้น เราสามารถฉกฉวยทำกำไรได้จากความแตกต่างนี้ คือ “ซื้อถูก-ขายแพง”
วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นนักศึกษาในชั้นเรียน ของเบน เกรแฮมที่ทำคะแนนสูงระดับ A+ รวมถึงได้ฝึกและทำงานในบริษัทจัดการลงทุนของเขา และต่อมาก็มาบริหารกองทุนที่ตนเองตั้งขึ้นซึ่งสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์

ผลงานการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น “สุดยอด” และถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ จากผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในเมืองเล็กเหมือน “ต่างจังหวัด” อย่างโอมาฮา ชื่อเขาก็ดังระเบิดจากหนังสือของ George Goodman ชื่อ “Supermoney” ในปี 1972 ที่มีบทหนึ่งกล่าวถึงบัฟเฟตต์โดยเฉพาะ และตั้งแต่นั้นมา ชื่อวอเร็น บัฟเฟตต์ และ Value Investing ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนสุดยอดที่ทุกคนต่างก็ยอมรับและเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถลงทุนได้อย่าง “ชาญฉลาด”

หลักการ กลยุทธ และชุมชนคน VI เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ บัฟเฟตต์เองนั้น เริ่มจากการลงทุนตามแนวของเบน เกรแฮม จนถึงปี 1972 เมื่ออายุได้ 42 ปี และพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก เขาก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางไปอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การหันมาลงทุนในหุ้นที่โดดเด่น มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ถือหุ้นในอัตราส่วนที่มากหรือทั้งหมดของบริษัทแบบที่เรียกว่าเป็น “เจ้าของ” และถือหุ้นยาวมากแทบจะตลอดไป แทนที่จะซื้อหุ้นถูกและขายไปเมื่อหุ้นแพงและมีกำไรเป็นกอบเป็นกำแล้วในสไตล์ของเบน เกรแฮม

โดยหุ้นที่เขาลงทุนเป็นตัวแรกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ก็คือ หุ้นขายช็อกโกแล็ต “ซีแคนดี” ในปี 1972 ตามด้วยหุ้นหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ปี 1973 หุ้นใหญ่อย่างหุ้นประกัน GEICO ในปี 1976 หุ้นโคคาโคลา ปี 1988 หุ้นมีดโกนยิลเล็ต และอื่น ๆ รวมถึงหุ้นไอบีเอ็มและหุ้นแอปเปิลในช่วงหลัง ๆ นี้ ที่เป็นกิจการทั้งโดดเด่นและใหญ่โตระดับประเทศและโลก โดยที่หุ้นเหล่านั้นไม่ใช่หุ้นถูก ขอให้เป็นหุ้นที่มี “ราคายุติธรรม” ก็พอ เพราะบัฟเฟตต์เชื่อว่าหุ้นเหล่านั้นจะโตไปเรื่อย ๆ จนทำให้ราคาที่เขาจ่ายในวันแรกนั้น “ต่ำมาก”

ตัวอย่างเช่น เขาซื้อซีแคนดี้ทั้งบริษัทด้วยเงินเพียง 25 ล้านเหรียญ ในปี 1972 แต่ ถึงวันนี้เขาได้รับเงินสดคืนมาถึง 2,000 ล้านเหรียญหรือ 80 เท่าแล้วจากเงินปันผลในเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับหุ้นแอปเปิลที่เขาเริ่มซื้อมาในปี 2016 ที่ราคาหุ้นละประมาณ 35 เหรียญ ด้วยเงิน 1 พันล้านเหรียญ แต่ถึงวันนี้เขาน่าจะมีกำไรประมาณ 175 พันล้านเหรียญ คำนวณจากราคาหุ้นที่ประมาณ 185 เหรียญต่อหุ้นที่เขาขายไปบ้างแล้วบางส่วน

การเปลี่ยนแปลงในกลยุทธและแนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสร้างผลงานการลงทุนระดับสุดยอดให้กับการลงทุน “แบบ VI” ได้ยาวนานจนถึงวันนี้ เพราะถ้าเขายังยึดหลักการแบบ เบน เกรแฮม อยู่ เขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักตั้งแต่ประมาณปี 1972 มาจนถึงวันนี้

เพราะตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณปี 1973-1974 ที่ตลาดหุ้นอเมริกาประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอานิสงค์จากสงครามเวียตนาม วิกฤติราคาน้ำมันและเงินเฟ้อครั้งใหญ่ จนถึงปี 1976 ก่อนที่เบน เกรแฮมจะตายนั้น เขาได้เริ่มแสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์และวารสารการลงทุนว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เขาไม่เชื่อแล้วว่าการลงทุน “แบบ VI ดั้งเดิม” จะสามารถเอาชนะตลาดได้สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่” พูดง่าย ๆ มันคือ “อวสานของ VI” แล้วในสายตาของเบน เกรแฮม

เหตุผลก็คือ 1) นักลงทุน เฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสถาบันเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และมีจำนวนมาก 2) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นกระจายไปสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและทุกคนเข้าถึงได้เท่ากันโดยที่แทบจะไม่มีต้นทุน ดังนั้น ราคาหุ้นทุกตัวก็สะท้อนกับข่าวสารทันที ไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นที่ “ราคาถูก” ได้ต่อเนื่องยาวนาน หรือก็คือ “ตลาดมีประสิทธิภาพ” ตามที่นักวิชาการได้เสนอทฤษฎีและพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีใคร รวมถึง VI ที่จะสามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้

ผมเองก็เชื่อว่า ถ้ายังลงทุนซื้อ-ขายหุ้นในระยะสั้นหรือแม้แต่ในระยะกลาง 2-3 ปี วิธีแบบ VI ของเบน เกรแฮมก็อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วแม้แต่ในตลาดหุ้นไทยหรือเวียตนามที่หลายคนบอกว่าตลาดยัง “ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ” นัก

แต่การลงทุนแบบ VI ในเวอร์ชั่นของบัฟเฟตต์ล่ะ ยังใช้ได้อยู่ไหม? ในวันที่บัฟเฟตต์เองก็กำลังเลิกลงทุน และก็ไม่เคยพูดตรง ๆ ว่า “VI อวสานแล้ว” แบบเดียวกับ เกรแฮม แต่ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน เขาก็เคยพนันว่า ผลตอบแทน 10 ปี ของ S&P 500 จะชนะผลตอบแทนจากกองทุน Hedge Fund ระดับเซียนได้ และผลก็คือ เขาพูดถูก นอกจากนั้น ในระยะหลัง ๆ เขาเองก็แนะนำให้นักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีแทนที่จะพยายามเลือกหุ้นและนั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณว่า “VI จบแล้ว” เหมือนกัน

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ บัฟเฟตต์เองก็คงตระหนักในความจริงเรื่องนี้ เพราะตัวเลขผลตอบแทนรายปีที่เบิร์กไชร์ทำได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น แพ้ตลาดมาก ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปี ของบัฟเฟตต์อยู่ที่ประมาณ 4.5% ในขณะที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทน 6% และของ Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นไฮเท็คนั้นสูงถึง 8% ต่อปี และนี่คือช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผ่านวิกฤติในปี 2008 ด้วย

แต่ถ้าคิดย้อนหลังแค่ 10 ปี เพื่อที่จะวัดผลตอบแทนเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่เป็นช่วงบูมและไม่มีภาวะวิกฤติจริง ๆ ตัวเลขก็คือ เบิร์กไชร์ให้ผลตอบแทนที่ 13.9% ต่อปี S&P อยู่ที่ 12.7% และ Nasdaq สูงถึง 15.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักการ VI แบบบัฟเฟตต์นั้น ใช้แทบไม่ค่อยได้แล้วในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมา คือผลตอบแทนของ “โคตรเซียน VI” อย่างบัฟเฟตต์ก็แค่เท่า ๆ กับตลาด แต่แพ้ในตลาดของโลกยุคใหม่คือ Nasdaq ค่อนข้างมาก

ความเห็นของผมในฐานะที่เป็น VI ยุคแรกของไทย และเห็นวิวัฒนาการของ VI ไทยมาตลอดคืออะไร?
ผมคิดว่าเราก็คงตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ยุคแรกเริ่มและต่อเนื่องไปซัก 10-15 ปี นั้น การลงทุนแบบ VI ดั้งเดิม คือซื้อหุ้นที่ถูกมากและขายหุ้นไปเมื่อแพงหรือราคาหุ้นขึ้นไปมาก ทำผลงานได้ดี อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นตกลงไปมากหลัง “วิกฤติต้มยำกุ้ง” และคนที่เป็น VI ก็ยังมีน้อย ทำให้ตลาดหุ้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หาหุ้นถูกได้เกลื่อนตลาด

ต่อมา การลงทุนแนวหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” เน้นที่หุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยหุ้นอาจจะไม่ได้ถูกมาก ก็เริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะราคาหุ้นนอกจากปรับตัวขึ้นตามผลประกอบการที่ดีขึ้นแล้ว ค่า PE ก็ปรับตัวขึ้นอย่างมากมายด้วย

แต่ก็คงคล้ายกับบัฟเฟตต์ในช่วง 20 ปีหลัง ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปี นี้ ก็ตกต่ำลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลง “แบบถาวร” และส่งผลให้หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่อยู่ในเศรษฐกิจเก่าด้อยลงในแง่ของคุณค่าทางธุรกิจ ผลก็คือ หุ้นแบบ VI ทุกประเภทก็ไม่ไปไหนมานานหลายปีหรืออาจจะตลอดไป สำหรับผมแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เรียกว่า “หมดยุค VI” ในตลาดหุ้นไทย และอาจจะเป็นในอเมริกาด้วย

ส่วนคนที่เป็น VI และเปลี่ยนไม่ได้นั้น คงต้องไปลงทุนในตลาดอื่น เช่น เวียตนาม หรืออินเดีย เป็นต้น ที่ตลาดหุ้นอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพ สามารถหาหุ้นถูกและหุ้นดีแบบ VI ได้

 

 

 From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/706-nivate-the-end-of-buffetts-era--the-death-of-value-investing 

15 พฤศจิกายน 2568

ลงทุนหุ้นและ ETF ประเทศอเมริกา และอื่นๆ ได้ง่ายๆ ด้วย DR80 จากธนาคารกรุงไทย

 

ลงทุนหุ้นและ ETF ประเทศอเมริกา และอื่นๆ ได้ง่ายๆ ด้วย DR80 จากธนาคารกรุงไทย ไม่ว่าจะเป็น

  •  ETF ดัชนี S&P500
  • หุ้น Apple (AAPL)
  • หุ้น Tesla (TSLA)

และอื่นๆ อีกมากมาย

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR80: https://krungthai.com/th/content/depositary-receipt