ตั้งแต่ปี 1995 ที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 16 ล้านคน ก็เพิ่มขึ้นแบบ “ทะลุโลก” เป็น 400 ล้านคนทั่วโลกในปี 2000 นั่นทำให้บริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตและบริษัทที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้นมหาศาล และกลายเป็นยุคบูมของธุรกิจ “Dot-com” ที่หุ้นหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตมีรายได้เติบโต “ทะลุโลก”
ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและก็ส่งผลไปถึงดัชนีแนสแด็กที่เติบโตระเบิดตามมา นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็คิดว่าการเติบโตของบริษัทเหล่านั้นจะรวดเร็วและต่อเนื่องไปยาวนานอย่าง “ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะคนในโลกมีหลายพันล้านคน และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็คงต้องใช้ในไม่ช้า
หุ้นของบริษัท Cisco Systems ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์การติดต่อระหว่างจุดเชื่อมการสื่อสารหรือ “Router” รายใหญ่ที่สุดได้รับประโยชน์มากเพราะความต้องการอุปกรณ์นี้เพิ่มขึ้นมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้านเหรียญต่อปีในปี 1995 เป็น 19 พันล้านเหรียญหรือเกือบ 10 เท่าในในเวลา 5 ปี ในปี 2000 และคาดการณ์ว่าจะยังคงโตต่อไปในอัตราเดิมในอนาคตที่ “ยังไม่รู้จบ”
ราคาหุ้น Cisco ในปี 1995 อยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ และเร่งตัวขึ้นอย่างแรงตั้งแต่ปี 1998 กลายเป็น 80 เหรียญ ในช่วงต้นปี 2000 หรือโตขึ้น 40 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี ทำให้ Cisco กลายเป็นบริษัทที่มี “มูลค่ามากที่สุดในโลก” แทนที่หุ้นไมโครซอฟท์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่โลกเกิดการ “ปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ในช่วงประมาณปี 1975 หรือ 25 ปีก่อนหน้านั้น ในวันที่ราคาหุ้น Cisco พีกหรือถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2000 มันมีมูลค่าถึงประมาณ 550,000 ล้านเหรียญหรือ 18 ล้านล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันนี้ และคิดเป็นประมาณ 5.5% ของหุ้นทั้งตลาดแนสแด็ก
แต่แล้ว หุ้น Cisco ก็ถล่มลง ราคาหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็วและแรงมาก ใช้เวลาประมาณปีครึ่งเหลือเพียง 10 เหรียญ หรือลดลงประมาณ 88% เช่นเดียวกับหุ้นด็อทคอมทั้งหลายที่ราคาตกลงมาระดับ 80-95% กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาประมาณ 77% และนั่นก็คือวิกฤติไฮเท็คปี 2000 ที่เรารู้จักกันดี
ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้ทะลายลง มันยังอยู่และเติบโตต่อไป มันไม่ใช่สินค้าแฟชั่น มันดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคากลับถูกลงมา ทุกคนใช้มันเหมือนกับการใช้ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคทั้งหลาย มันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์ที่ปฎิวัติโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกัน บริษัท Cisco เองนั้น ไม่ได้ล้มหรือทลายลง ปี 2001 ยอดขายยังโตระเบิดอีก 55% ก่อนที่จะลดลงเหลือปีละ 16% หลังจากนั้น จนมาถึงเร็ว ๆ นี้ เป็นเวลา ประมาณ 25 ปีที่ยอดขายโตขึ้นเป็นประมาณ 60 พันล้านเหรียญ และราคาหุ้นปรับขึ้นมาเท่าเดิมที่ 80 เหรียญเมื่อสิ้นปี 2025 หรือใช้เวลา 25 ปีกว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม
แต่แล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้น Cisco ก็ “กลับมาใหม่” ถึงวันนี้ ราคาก็วิ่งทะลุไปถึงประมาณ 120 เหรียญ หรือขึ้นไปถึง 50% ภายในเวลา 6-7 เดือน อานิสงค์จากการบูมของ “AI” ที่กำลัง “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์” อีกครั้งหลังจากการ “ปฏิวัติอินเตอร์เน็ต” เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน เพราะคนคิดว่า หุ้น Cisco เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับ AI หรือเป็น Supplier ของธุรกิจ AI ดังนั้น มันจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วและโตไปอีกนาน--เหมือนตอนปฏิวัติอินเตอร์เน็ต
ผมเล่าเรื่องของหุ้นที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของการ “ปฎิวัติ” ทางเทคโนโลยี ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของหุ้นอย่างมหาศาลเพราะคนเชื่อว่ายอดขายและผลกำไรของบริษัทจะเติบโตสูงมากและสูงต่อไปอีกนานมาก พวกเขาซื้อหุ้นโดยไม่ได้คิดว่าในอนาคตอันอาจจะไม่ไกลนัก ยอดขายอาจจะลดลง ไม่ใช่เพราะว่าคนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่น้อยลง แต่เป็นเพราะปัจจัย 3 ประการที่มักจะเปลี่ยนไปคือ
1 คู่แข่งของบริษัทจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปมาก บางทีไม่ใช่ว่าคุณภาพจะเหนือกว่า แต่เพราะเขาขายถูกกว่า เป็นต้น
2 กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากคนที่อยู่ในธุรกิจอาจจะล้น เพราะทุกคนต่างก็เร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ราคาสินค้าลดลง และยอดขายของแต่ละรายลดลงจนไม่คุ้มที่จะทำ หรือมีรายใหม่ที่เข้ามาผลิตแข่ง หรือลูกค้าที่เป็นคนใช้หันมาทำเองแทนที่จะซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์ AI อื่น
3 เทคโนโลยีใหม่อาจจะปรากฏขึ้นและมาทดแทนสิ่งเดิมที่ใช้สำหรับเทคโนโลยี่ที่ปฏิวัติ
ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นมักทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัทที่กำลัง “ปฎิวัติ” โลกด้วยเทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ไม่โตเร็วแทบจะตลอดไปตามที่คิด บางบริษัทก็อาจจะพ่ายแพ้และล้มหายตายจากไป และนั่นทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปมโหฬารก่อนหน้านั้นตกลงมาแรงในระดับ “หายนะ” ได้
และหุ้น Cisco ก็เป็นตัวอย่างหรือบทเรียนสำหรับนักลงทุนที่กำลังประสบกับธุรกิจ ”AI” ที่กำลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์”อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะนี้
เรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตและการพุ่งขึ้นของหุ้น Cisco นั้น ผมคิดว่าสามารถเป็นโมเดลของหุ้น AI จำนวนมากที่มีราคาพุ่งขึ้นไปแบบเหลือเชื่อ โดยที่หุ้น Nvidia ที่เป็นผู้นำแนวหน้าที่สุด กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกและคิดเป็นประมาณ 14% ของตลาดแนสแด็ก
คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่งหุ้นเอ็นวิเดียจะตกลงมามากระดับอาจจะมากกว่า 40-50% จากจุดสูงสุดคล้าย ๆ กับหุ้น Cisco ที่ตกลงมาถึงเกือบ 90%?
หรือ NVIDIA อาจจะไม่ตกลงมาแบบนั้นเพราะไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาแข่งหรือมาแทนมันได้ ซึ่งทำให้ยอดขายและรายได้เติบโตอย่างรวดเร็วไปเรื่อย ๆ และยาวนาน แต่จะมีหุ้น AI ตัวอื่น ๆ ที่ต้องประสบชะตากรรม ยอดขายโตช้าลงมาก กำไรหายหรือขาดทุนหนักเนื่องจากประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามปัจจัย 3 ข้อดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปแบบ “หลุดโลก” ตกลงมาแบบ “หายนะ”?
ผมไม่มีคำตอบ แต่คิดว่ามีโอกาสมากที่จะเกิดขึ้น เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นมีมากมาย ลองมาดู
1 กลุ่มที่ทำ AI เพื่อขายให้คนเอาไปใช้ซึ่งรวมถึงหุ้นนางฟ้าทั้ง 7 และ Open AI ที่ทำ ChatGPT Anthropic ที่ทำ Claude เป็นต้น กลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยและแข่งกันเองอย่างหนัก ต้องมี “ผู้แพ้” อย่างแน่นอน
2 กลุ่มที่ทำอุปกรณ์ขายให้กับคนอื่นที่ทำ AI ซึ่งทำหรือออกแบบชิพ AI เช่น เอ็นวิเดียที่ทำชิพที่ “สุดยอด” และคนอื่นสู้ไม่ได้เลย และบริษัทอย่างซัมซุง SK Hynix บริษัท Micron หุ้น Intel และ AMD ที่ผลิตชิพที่ใช้สร้าง AI กลุ่มนี้ในไม่ช้าก็อาจจะมีกำลังการผลิตล้น เพราะต่างก็เพิ่มกำลังผลิตและยังน่าจะมีรายใหม่เข้ามาแข่งเพิ่ม
3 กลุ่มผู้รับจ้างผลิตชิพให้กลุ่มที่สอง ที่โดดเด่นก็คือ TSMC และ ASML และ Lam Research เป็นต้น ที่ดูเหมือนว่าหาคนแข่งยาก และกว่าจะสร้างบริษัทอื่นขึ้นมาก็คงใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่รู้ว่าถึงวันหนึ่งจีนอาจจะทำได้
4 กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเช่น สวิทซ์ เร้าเตอร์ สายใยแก้วนำแสง รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรอง และอื่น ๆ ซึ่งบริษัทก็รวมถึง Cisco และ Delta ดังที่กล่าวและอื่น ๆ ที่มียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจาก AI และทำให้หุ้นวิ่ง อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันก็มีมากและสามารถเข้ามาแข่งได้ไม่ยาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีใช้แพร่หลายอยู่แล้วก่อนการเกิดขึ้นของ AI ดังนั้น ถ้าหุ้นขึ้นไปมาก โอกาสที่จะตกลงมาคงสูงพอสมควร
5 นอกจากที่กล่าวมาทุกข้อก็คือ เทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนทำลายหรือลดการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น เกิดเทคนิคใหม่ที่สามารถใช้ชิพน้อยลงไปมาก หรือใช้ชิพที่มีประสิทธิภาพต่ำลงแต่คำนวณได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการชิพลดลงไปมาก เป็นต้น
และทั้งหมดนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนหุ้นกลุ่ม AI ทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเกินไป
วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือการวิเคราะห์และประเมินว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน และความได้เปรียบนั้นยั่งยืนแค่ไหน โอกาสที่มันจะถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และด้วยเทคโนโลยีใหม่มีแค่ไหน ซึ่ง ไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไฮเท็ค ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอเร็น บัฟเฟตต์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับผมที่ต้องขอ “Bye”
From Settrade.com






