09 กุมภาพันธ์ 2569

โลกการลงทุนหลังยุคบัฟเฟตต์ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วอเร็น บัฟเฟตต์และหลักการลงทุนแบบValue Investments หรือ “VI” นั้น Dominate หรือ “ครอบงำ” การลงทุนของโลกมายาวนานไม่ต่ำกว่า 40 ปี หลักการลงทุนแบบ VI เฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางแบบบัฟเฟตต์นั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น “สุดยอดของการลงทุน” แม้ว่าจะมีทฤษฎีและหลักการใหม่เช่น “Efficient Market” หรือ “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” เข้ามาแข่งและได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกที แต่คนจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุน “ระดับเซียน” ต่างก็ยืนยันว่า บัฟเฟตต์ยังเป็น “ผู้ชนะ”แทบจะคนเดียวในโลก

แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก

และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก

เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป

ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย” แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต

ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว

หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว

เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว

ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้

การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์ และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น

เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน

พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว

สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป

เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน

“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ

และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต


05 กุมภาพันธ์ 2569

02 กุมภาพันธ์ 2569

ทองคำ-เลอค่านิรันดร - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วง 2-3 มานี้คงต้องบอกว่า “สุดยอด” และเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ในประวัติศาสตร์” นั่นคือ ปี 2024 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 27% ปี 2025 เพิ่มขึ้น ประมาณ 65% และตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึง 31 มกราคม เป็นเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 13% ว่าที่จริง ราคาทองคำได้ขึ้นไปสูงสุด “ในประวัติศาสตร์” ที่ประมาณ 5,400 เหรียญเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ซึ่งทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาราคาขึ้นมาแล้วกว่า 25% ก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง “ในประวัติศาสตร์” ถึงเกือบ 10% ในวันเดียวและปิดที่ประมาณ 4,893 เหรียญต่อออนซ์ตอนสิ้นเดือนมกราคม 2569

นั่นทำให้ผมสนใจและคิดถึงเรื่องของทองคำอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน และแน่นอนว่าผมคิดถึงประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับทองคำย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก คือย้อนหลังไปประมาณอย่างน้อย 60 ปีที่แล้วในวันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังเล็กและยากจน เช่นเดียวกับครอบครัวผมที่ยังยากจนมากยิ่งกว่าและอาศัยอยู่ในสลัมย่านทุ่งวัดดอนเขตยานนาวาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเขตสาธรที่เป็นย่านที่เจริญที่สุดเขตหนึ่งของกรุงเทพไปแล้ว

ในวันนั้น ทองคำคือสิ่งที่ “มีค่าสูงที่สุด” ของชาวบ้านและคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในท้องถิ่นที่ผมอยู่นั้น คนที่มีฐานะดีกว่าคนอื่นที่มักจะเป็นคนจนและมักจะเป็นผู้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหางานทำ ก็มักจะ “แสดงฐานะ” โดยการสวมใส่เครื่องแต่กายที่เป็นทองคำ เช่น สร้อยคอ กำไล และแหวนทองคำ ที่มีขนาดและน้ำหนักใหญ่คิดเป็น “บาททองคำ” เช่น สร้อยคอขนาด 5 บาท เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นที่ “เตะตา” คนทั่วไปโดยเฉพาะในตลาดสด เช่นเดียวกับ “โจร” ที่หลายครั้งเข้ามาฉกชิงวิ่งราวเป็นข่าวอยู่เนืองๆ

นอกจากการเป็นเครื่องโชว์หรืออวดรวยของคนแล้ว ทองคำยังเป็นสิ่ง “มีค่าสูง” ที่คนทั่วไปซื้อเก็บเป็นการ “ออม” เพื่อเอาไว้ใช้ในยามที่ “เงินขาดมือ” หรือต้องการเงินมากกว่าปกติเช่น ในช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อหนังสือเรียน และซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับลูก เพราะในยามนั้น ระบบธนาคารยังไม่แพร่หลาย ว่าที่จริง แถวบ้านผมนั้น แทบไม่มีธนาคาร และถึงจะมีพ่อแม่ผมก็ไม่เคยมีบัญชีเงินฝากเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยมีเงินเหลือเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงต้น ๆ นั้น แทบจะเรียกว่า “หาเช้ากินค่ำ”

เวลามีเงินเหลือ เขาก็จะไปซื้อทองรูปพรรณเก็บ เวลาต้องการเงิน พวกเขาก็จะไป “โรงจำนำ” ที่เขาจะยืมเงินมาใช้โดยใช้ทองเป็นหลักประกัน ซึ่งก็จะได้เงินมาน่าจะประมาณ 60-70% ของราคาทอง และก็จะมีเวลาประมาณ 3-4 เดือนที่จะต้องไป “ไถ่ทอง” คืนมา ซึ่งในวันนั้นก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมไปด้วย แต่ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไปไถ่ ก็จะ “ขาดจำนำ” โรงจำนำก็จะเอาทองไปขายเพื่อเอาเงินคืน และนี่ก็คือ “สถาบันการเงินหลัก” ของคนในยุคนั้น

ทองยังรักษาสถานะแห่งมูลค่าของมันได้เมื่อผมก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มและเป็นเป็นผู้ใหญ่ทำงานมีเงินเดือนแล้ว สังคมไทยที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้คนมีเงินมากขึ้นและเริ่มมีระบบธนาคารเป็นที่เก็บออมเงินและรักษาความมั่งคั่งอย่างแพร่หลายก็ไม่ได้ทำให้ความ “หลงใหล” ต่อทองลดลง ทองยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่ไม่เสื่อมคลายในจิตใจของผู้คน แม้ว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของคนเริ่มไม่ได้อยู่ที่ทองแล้ว แต่กลายเป็นบ้าน รถยนต์ และบริษัทธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นมากมายตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของไทย

เวลามีรายการชกมวยครั้งสำคัญที่คนติดตามชมกันมาก ก็แทบจะเป็นธรรมเนียมที่ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งก็มักจะรวมถึงธุรกิจจำนวนมาก ต่างก็จะมอบรางวัลเป็นสร้อยคอทองคำให้กับผู้ชนะ คิดแล้วเป็นจำนวนหลายสิบเส้นเต็มคอแทนที่จะให้เป็นเงินที่น่าจะได้อารมณ์น้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นักมวยก็ค้นพบว่าทองหลายเส้นเป็น “ของปลอม” ซึ่งก็มีส่วนทำให้ธรรมเนียมการมอบทองให้นักมวยค่อย ๆ จางหายไป

นอกจากในวงการกีฬาแล้ว ทองก็ยังถูกใช้ในการโปรโมตสินค้าของธุรกิจอยู่บ่อย ๆ เช่น เคยมีสินค้าเครื่องดื่มโฆษณา “เปิดฝาแจกทอง” ซึ่งทำให้สินค้า “ขายดีระเบิด” เพราะคนอยากได้ทอง คนอยากรวยและหวังจะได้ทองจากการซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โอกาสที่จะเปิดฝาและได้ทองจริง ๆ นั้นต่ำมาก

ส่วนตัวผมเองนั้น แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนใจทองเลย และเคยซื้อทองเพียงครั้งเดียวในชีวิตตอนอายุประมาณ 23-24 ปี เมื่อเริ่มทำงานได้ซัก 2-3 ปีแล้ว นั่นก็คือการซื้อทองให้เป็นของขวัญวันเกิดสาวที่เริ่มไปจีบ น่าจะเป็นสร้อยข้อมือน้ำหนักซัก 1 บาททองคำซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีราคาสูง เมื่อมองย้อนหลังไป ราคาทองตอนนั้นคือประมาณบาทละ 1,379 บาท คิดเป็นประมาณเกือบ 1ใน 3 ของเงินเดือนของผมในขณะนั้น และนั่นก็คือเมื่อ 50 ปีมาแล้ว

สร้อยข้อมือในวันนั้น ถ้าถือจนถึงวันนี้ หรือก็คือเทียบกับราคาทอง 1 บาทในวันนี้ก็น่าจะมีราคาประมาณ 75,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 54 เท่า และคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 8.3% และนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่เหลือเชื่อ เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลยและมีความเสี่ยงน้อยมาก เช่นเดียวกับที่แทบไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษาเลย

ผมมาคิดดูว่า ถ้าหนุ่มอายุ 23 เริ่มทำงานและมีเงินเดือนและกำลังหาของขวัญไปจีบสาวแบบที่ผมทำเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดยการซื้อทอง 1 บาท เขาจะต้องจ่ายเงินถึง 75,000 บาท ซึ่งน่าจะหนักเกินกว่ารายได้ของเขามาก เพราะถ้าเขาทำงานในตำแหน่งวิศวกรแบบผม รายได้ต่อเดือนของเขาน่าจะประมาณ 40,000 บาท ก็เท่ากับว่าเขาจ่ายเงินค่าของขวัญที่เป็นทองเท่ากับ 1.8 เท่าของเงินเดือน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาคงไม่ทำอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทองมีค่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเดือนของคนทำงานในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากเทียบกับเงินเดือนแล้ว ลองมาดูว่าทองนั้นปรับค่าขึ้นมากแค่ไหน ลองมาดูว่าถ้าสมมุติว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราสามารถซื้อกองทุนอิงดัชนีหุ้นไทยได้ และก็ถือมันไว้จนถึงวันนี้ มูลค่าของกองทุนจะเป็นเท่าไร

ข้อมูลก็คือ ดัชนีหุ้นวันนั้นเท่ากับ 82.6 จุด เพราะตลาดหุ้นเพิ่งจะเปิดและตกลงมาจากจุดเริ่มต้นที่ 100 จุด มาถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 50 ปี ดัชนีถึงวันที่ 30 มกราคม 69 อยู่ที่ 1,326 จุด เท่ากับเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ 5.7% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเรายังได้ปันผลทุกปีด้วย และถ้าปันผลต่อปีเท่ากับประมาณ 2.6% ต่อปี การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 50 ปี ก็จะเท่ากับผลตอบแทนที่ได้จากทองคือประมาณปีละ 8.3% แบบทบต้น และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นเองนั้น ก็เป็นที่ที่รักษาความมั่งคั่งและให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ แม้ว่าช่วงนี้ทองจะดีมาก ๆ และตลาดหุ้นจะแย่มาก ๆ แต่ระยะยาวแล้ว ทรัพย์สินทั้งสองอย่างนี้อาจจะดีไม่แพ้กัน

จุดเด่นของทองสำหรับผมก็คือ มันมีความมั่นคงสูงมากและสามารถทนทานต่อ “วิกฤติ” ที่รุนแรงได้แทบจะทุกรูปแบบรวมถึงสงครามใหญ่ระดับโลก และวิกฤติระดับประเทศที่อาจจะทำให้ค่าเงินล่มสลายอย่างที่เกิดขึ้นไม่น้อยในบางประเทศที่ล้มเหลวหรือเป็น “Fail State” เพราะสงครามกลางเมืองหรือรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดและระบบไม่สามารถแก้ไขได้ ในวันแบบนั้น ทรัพย์สินอาจจะหมดค่า แต่ทองจะยังไม่หมดและอาจจะมีค่ามากขึ้น รวมถึงมันจะยังอยู่กับเราเสมอโดยเฉพาะถ้าเราถือเป็น “ทองแท่ง” ที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ทองกระดาษหรือสัญญาที่ผูกกับราคาทอง

จุดอ่อนก็คือ ผมไม่สามารถที่จะเก็บทองได้มากอย่างมีนัยสำคัญต่อพอร์ตโดยรวมได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่สถานที่เก็บซึ่งถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะเป็นตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งก็มักจะมีขนาดจำกัด นอกจากนั้น การมีทองที่เป็นแท่งมากๆ ในจุดเดียว หากถูกโจรกรรมมันก็อาจจะหายไปได้โดยไม่สามารถติดตามได้เลย

ข้อสรุปโดยส่วนตัวผมก็คือ มีความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะคิดถึงการกระจายการลงทุนบางส่วนไปที่ทองแท่งหรือแม้แต่ “ทองกระดาษ” ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ในอัตราน่าจะไม่เกิน 5% ของพอร์ตโดยรวม โดยมีเหตุผลว่ามันจะเป็น “หลักประกัน” สุดท้าย ที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีทรัพย์สมบัติที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีเพราะมีสภาพคล่องสูงและสามารถเคลื่อนย้ายหลบหลีกจากภัยพิบัติได้ง่าย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นหลักประกันที่ “ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน” ไม่ว่า “กรมธรรม์” จะอยู่กี่ปี เพราะทองคำนั้นแทบจะไม่เคยลดค่าในระยะยาว และว่าที่จริงในอดีตที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเลย
เพราะว่า ทองคำนั้น เลอค่า-ชั่วนิรันดร์




01 กุมภาพันธ์ 2569

CEO ดัง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" วัย 94 เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ ใครก็ทำตามได้

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" CEO ดัง วัย 94 ปี เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ หากทำได้ต่อเนื่อง สุขภาพกายใจดีครบถ้วน

แท้จริงแล้ว เคล็ดลับอายุยืนของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา” นั้นเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ไม่เพียงเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นที่ชื่นชมในเรื่องสุขภาพและจิตใจที่แจ่มใสแม้ในวัย 94 ปี แม้อายุเข้าใกล้ร้อยปี เขายังทำงานต่อเนื่อง และปรากฏตัวต่อสาธารณชนอยู่เสมอด้วยพลังบวก

แล้วอะไรคือเคล็ดลับอายุยืนและสุขภาพดีของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา”?

ไม่ใช่การกินคลีนสุดเข้มงวด หรือออกกำลังกายหนักหน่วง แต่บัฟเฟตต์กลับรักษาสุขภาพและความกระปรี้กระเปร่าได้ด้วย 3 นิสัยง่าย ๆ ดังนี้:



1. นอนหลับให้เพียงพอ

ในขณะที่ซีอีโอหลายคนเลือกตื่นแต่เช้าเพื่อความสำเร็จ บัฟเฟตต์กลับไม่ตามกระแสนั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ผมไม่อยากเริ่มทำงานตั้งแต่ตี 4 ผมชอบนอน และปกติก็จะนอนวันละ 8 ชั่วโมง”

นอกจากจะฟังเสียงร่างกายของตัวเองแล้ว บัฟเฟตต์ยังเชื่อมั่นว่า “การนอนหลับให้เพียงพอ” คือหัวใจสำคัญของสุขภาพทั้งกายและใจ

ในทางวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน งานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า การนอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 7–9 ชั่วโมง สามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 30% รวมถึงลดโอกาสเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย

ศาสตราจารย์แอนดรูว์ ฮิวเบอร์แมน นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังเคยเน้นว่า การนอนหลับที่เพียงพอ ไม่เพียงช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน แต่ยังช่วยพัฒนาความจำ ควบคุมอารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย



2. อ่านหนังสือทุกวัน

หากการนอนหลับคือการบำรุงร่างกาย การอ่านหนังสือก็เปรียบเสมือนการบำรุงจิตใจ สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาใช้เวลาวันละ 5–6 ชั่วโมงในการอ่านและใคร่ครวญ โดยมองว่าช่วงเวลานี้คือช่วงที่เขาเติบโตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ในแง่ทรัพย์สินเงินทอง แต่ในด้านความคิดและการมองโลก

การอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นการออกกำลังกายสมองที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งานวิจัยระยะยาวนาน 14 ปีจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) พบว่า ผู้ที่รักษานิสัยอ่านหนังสือเป็นประจำ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย

กิจกรรมที่กระตุ้นการใช้สมองหลายส่วน เช่น การอ่านหนังสือ เล่นหมากรุก หรือแก้ปริศนาอักษรไขว้ ล้วนช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตและความไวของเส้นประสาทในสมอง งานวิจัยระยะยาว 14 ปีโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า การอ่านหนังสือสามารถช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมได้จริง

สำหรับบัฟเฟตต์ การอ่านหนังสือในแต่ละวันไม่ใช่แค่กิจวัตร แต่เป็นวิถีชีวิตที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดี มีความสุข และมีอายุยืน เพราะเมื่อสมองแข็งแรง ชีวิตก็ยืนยาวตามไปด้วย



3. ทำในสิ่งที่รัก

สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ความสุขมีค่าสูงสุด เขาเชื่อว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน คือหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดีและอายุยืน

ในหลายบทสัมภาษณ์ บัฟเฟตต์มักแนะนำคนรุ่นใหม่ให้เลือกทำงานที่ตนรู้สึกมีความสุขและสนุก มากกว่าทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เขาเคยตั้งคำถามชวนคิดว่า

“ถ้าเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย คุณอยากทำอะไรจริง ๆ? ทุกคนล้วนต้องใช้เงิน แต่คุณควรเลือกทำในสิ่งที่รัก โดยไม่ปล่อยให้เงินกลายเป็นสิ่งเดียวที่ชี้นำชีวิต”

ตัววอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ แม้ในวัยกว่า 90 ปี เขายังทำงานอย่างกระตือรือร้นทุกวัน ไม่ใช่เพราะต้องการเงินเพิ่มเติม แต่เพราะเขารู้สึกสนุกและมีความสุขกับบทบาทของตัวเองในบริษัท Berkshire Hathaway

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและได้ทำในสิ่งที่ตนรัก มักมีอายุยืนกว่าคนทั่วไป และยังสามารถรับมือกับอารมณ์ด้านลบได้ดีกว่า ทั้งนี้เพราะคนที่รู้ว่าตนมีเป้าหมายอะไรในชีวิต มักจะดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีกว่า ส่งผลให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ก็สรุปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การมีเป้าหมายในชีวิตสามารถช่วยยืดอายุได้จริง

นิสัยใช้ชีวิตตามความหลงใหลนี้ ยังเป็นจุดร่วมที่เห็นได้ชัดในผู้คนที่อาศัยอยู่ใน “โซนสีฟ้า” หรือพื้นที่บนโลกที่ผู้คนมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย ในพื้นที่เหล่านี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่เกษียณแบบเด็ดขาด พวกเขายังทำงานต่อไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่กลับมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า ความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่รักทุกวัน จึงกลายเป็นพลังที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และใจสดใสไปตลอดชีวิต





26 มกราคม 2569

เกรียนตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เกิดกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของอเมริกาประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าอีก 10% จาก 8 ประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกนาโต ที่คัดค้านการยึดเกาะกรีนแลนด์ของเมริกาจากเดนมาร์ก แต่ประเทศทั้ง 8 รวมถึงประเทศสมาชิกนาโตกลับประกาศ “สู้” และส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปที่เกาะ นั่นทำให้หุ้นอเมริกาตกลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายในที่ประชุมประจำปี World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ทรัมป์ได้ประกาศ “ถอย” และบอกว่าจะไม่ยึดด้วยการใช้กำลัง และงดที่จะเพิ่มภาษีที่ประกาศไว้ ซึ่งก็ทำให้หุ้นขึ้นทันที- ทั่วโลก

สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ที่จริงเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025 นั่นก็คือ การประกาศนโยบายและพูด “ข่มขู่” ให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็น “คู่กรณี” ทำในสิ่งที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์ เช่น เรื่องของภาษีนำเข้าสินค้าของอเมริกาที่มีการเพิ่มขึ้นมหาศาลในขณะที่สินค้าส่งออกของอเมริกานั้นได้รับการลดภาษีจนแทบเป็นศูนย์ในบางกรณี เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ยังมีประเด็นและเรื่องราวอีกมากที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้พูดในแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นในประธานาธิบดีคนก่อน ๆ

ลักษณะที่ทรัมป์ทำนั้น ถ้าใช้คำแสลงของไทย หลายคนคิดว่าน่าจะตรงกับคำว่า “เกรียน” ซึ่งเราใช้กันมานานพอสมควรและโดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลที่อ้างอิงถึงคนที่ก้าวร้าว ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ก่อกวนสังคม สร้างความเดือดร้อนหรือความรำคาญให้แก่ผู้อื่น ไร้ความยั้งคิด ขาดการควบคุมตนเอง มักใช้คำหยาบ เรียกร้องความสนใจ ชอบสร้างประเด็นหรือความขัดแย้ง สร้างความวุ่นวายหรือทำตัวไม่เหมาะสม และทั้งหมดนั้นก็คือ นิยามของคำว่า “เกรียน” ที่คนทำมักจะต้องมีพลังอำนาจในทางใดทางหนึ่ง

ในแวดวงการเมืองระดับโลกนั้น คนที่เข้าข่าย “เกรียน” นั้น นอกจากประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว แน่นอนว่าต้องรวมถึงประธานาธิบดีปูตินที่อาจจะไม่ได้พูดมากเท่ากับทรัมป์ แต่ความเกรียนคงไม่แพ้กัน เพราะส่งกองทัพออกไปยึดยูเครนเลย รายต่อมาก็คงเป็นคนอย่างคิมจองอึนที่ทดลองหรือซ้อมยิงขีปนาวุธเฉียดเพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว “ดังกว่าคำพูด” และ “เกรียน” ยิ่งกว่า

ความเกรียนหรือคนที่เกรียนนั้น มีในทุกวงการ โดยเฉพาะในยุคสังคมดิจิทัลที่คนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ผ่านสื่อสังคมที่เปิดกว้างที่สุดในขณะที่คนพูดอาจจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก็ได้ ดังนั้น เราจึงพบว่ามี “เกรียน” อยู่ในทุกวงการ และก็แน่นอน รวมถึงในตลาดหุ้นและการลงทุนซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่คึกคัก ต่อสู้ แข่งขันเอาเป็นเอาตาย มีการใช้กลยุทธที่ซับซ้อน “โกหก หลอกลวง” ไม่แพ้ในวงการเมืองทั้งในระดับโลกและประเทศ

ว่าที่จริง สำหรับผมแล้ว ความ “เกรียน” ของทรัมป์เองนั้น จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทรัมป์ทำหรือพูดส่วนใหญ่แล้ว สุดท้ายก็มักจะกระทบไปถึงตลาดหุ้นและตลาดการเงินมากพอ ๆ กับการเมือง เพราะการเมืองนั้นกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าใครจะบอกว่าทรัมป์เป็น “เกรียนตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าไม่ผิด และนักลงทุนทุกคนก็ต้องคอยติดตามว่าเขาจะทำหรือพูดอะไรที่จะกระทบกับตลาดและหุ้นที่เราอาจจะถืออยู่ด้วย

และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดในบทความนี้ นั่นก็คือ “เกรียนตลาดหุ้น” ที่นักลงทุนจะต้องรู้จักและเข้าใจ เพราะเกรียนตลาดหุ้นอาจจะทำให้นักลงทุนเดือดร้อนได้ เพราะเขาอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด หลอกลวงหรือข่มขู่ให้เรากลัวและทำอะไรที่เป็นผลเสีย ในขณะที่ “เกรียน” ได้ประโยชน์ อาจจะทั้งในด้านการเงินหรือชื่อเสียงที่อาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในภาคหน้าได้ มาดูกัน

เกรียนในตลาดหุ้นแบบแรกก็คือ การปั่นหุ้นหรือการเชียร์หุ้นแบบไร้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุน พฤติกรรมของเกรียนกลุ่มนี้มักจะโพสต์ข้อความที่ดูสดใสเกินไปมากสุด ๆ หรือไม่ก็ดูแย่อย่างหนักโดยที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานชัดเจน เช่น คำพูดแบบ “รับประกันโตขึ้นเป็น 10 เด้งแน่นอน” หรืออีกด้านหนึ่งก็อาจจะบอกว่า สุดท้ายหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นก็จะต้องกลายเป็นศูนย์แน่ ๆ อาจจะเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน คนพูดก็จะหายตัวไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าว

เกรียนปั่นหุ้นนั้น มักจะใช้กลยุทธระยะสั้นประเภท “ลากขึ้นไปเชือด” คือปล่อยข่าวแล้วก็กวาดซื้อหุ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างแรง ซึ่งก็ทำให้นักเก็งกำไรอื่นซื้อหุ้นตาม ดันราคาให้วิ่งขึ้นไปอีกมากพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เปิดโอกาสให้คนปั่นหุ้น “ปล่อยของ” หรือเทขายหุ้นออกไปจนหมดในราคาที่ทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันสั้น และนี่ก็คือกลยุทธที่ใช้กันมากในยามที่ตลาดหุ้นโดยรวมคึกคักเป็นกระทิง

เกรียนแบบที่ 2 ก็คือ การสร้างความรู้สึกกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยในหมู่นักลงทุน ซึ่งจะทำให้เกิดแพนิกและความสับสน อาจจะโดยการปล่อยข่าวลบรุนแรงบางอย่างที่ไม่เป็นจริง เช่น บอกว่าบริษัทกำลังมีปัญหาไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระ อาจจะอ้างด้วยว่ามาจากคนวงในที่เชื่อถือได้เพื่อให้คนฟังเชื่อ

เกรียนแนวสร้างความกลัวนั้น สามารถทำกำไรได้โดยเฉพาะการขายชอร์ตและมักจะทำได้ง่ายในยามที่ตลาดโดยรวมกำลังตกลงในภาวะตลาดหมีที่สังคมนักลงทุนมักจะหวั่นไหวกับทุกสิ่งที่เป็นลบอยู่แล้ว

เกรียนแบบที่ 3 คือ การรักษาตำแหน่งและจุดยืนของตนเองแบบ “หัวชนฝา” นี่ก็คือคนที่มักโจมตีใครก็ตามที่มีจุดยืนหรือความคิดที่แตกต่างจากตนเอง พวกเขาจะไม่สนใจหรือรับฟังอะไรรวมถึงข้อมูลการศึกษาที่ย้อนแย้งหรือตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ หรือไม่ก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเมื่อถูกพิสูจน์ว่าความคิดของตนผิด เกรียนแบบนี้มักจะชอบพูดว่า “คุณแค่ไม่เข้าใจธุรกิจ” หรือ “ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ” เป็นต้น

เกรียนแบบที่ 4 คือ เกรียน “หาแสง” หรือเกรียนที่เรียกร้องความสนใจหรือ “อยากดัง” อยากเป็น “Somebody” ซึ่งนี่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของการหาผลประโยชน์หรือทำกำไรในระยะสั้น

พฤติกรรมของเกรียนก็คือการโพสต์หรือสัมภาษณ์การทำนายหรือคาดการณ์ที่สุดโต่งหรือมี “ดรามา” เป็นประจำ พวกเขามักจะชอบอ้างว่าผม “เคยบอกแล้ว” ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้น “เห็นไหมล่ะ” โดยที่ไม่ได้มีการพิสูจน์หรือมีข้อมูลอ้างอิงชัด ๆ ไม่รู้ว่า “บอกตอนไหน?” นอกจากนั้น ก็มักจะชอบพูดถกเถียงไม่มีสิ้นสุดเพื่อที่จะยึดครองกระทู้พูดคุยไว้คนเดียว

เกรียนแบบที่ 5 คือแบบ “เจ้าลัทธิ” หรือเจ้าหลักการ ที่คอยโปรโมทความเชื่อแต่ไม่ใช่ผลตอบแทน
นี่คือคนที่มองหุ้นเป็นเหมือนกับศาสนา และปฏิเสธเรื่องของการวิเคราะห์เพื่อประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ไม่พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นหรือพื้นฐานและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ เกรียนแบบนี้ชอบพูดอะไรที่เป็นคล้าย ๆ ปรัชญา เช่น นักลงทุนที่มี “ศรัทธา” ในหลักการลงทุนแบบ “XX” จะ “ไม่มีวันขายหุ้น” เป็นต้น

เกรียนแบบสุดท้ายคือแบบที่ 6 ที่ผมจะพูดถึงอาจจะเรียกว่า “เซียนหุ้นจอมปลอม” และนี่ก็คือคนที่ดูเหมือนว่าเป็น “เซียนหุ้น” ที่น่าเชื่อถือและทุกคนยอมรับและมักจะถูกขอความเห็นเป็นประจำ

เกรียนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดที่เป็นภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษพร่ำเพรื่อ เพื่อที่จะฟังดูฉลาดหลักแหลม ชอบอธิบายทฤษฎีหรือหลักการซับซ้อนฟังดูจะรู้สึกมืนงงไม่ชัดเจนโปร่งใส แต่เวลามีคำถามเฉพาะก็จะพยายามหลีกเลี่ยง บางทีก็อาจจะใช้แนวแบบ “นักลงทุนสถาบันมืออาชีพจะรู้ดี” เพื่อที่จะบอกว่า อย่าถาม เพราะคุณไม่เข้าใจหรอก หรือ “เชื่อผมเถอะ ผมทำแบบนี้มานานมากแล้ว” เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “เกรียน” ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนควรที่จะรู้และเข้าใจและตั้งรับอย่างรู้เท่าทัน เพราะเกรียนเอง บ่อยครั้งพูดเพื่อผลประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ได้เป็นการให้ความรู้หรือความเข้าใจแก่คนฟังจริง ๆ ถ้าเราฟังมาก ๆ แทนที่จะดีเราอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นขีดว่าอะไรหรือแบบไหนหรือคำพูดระดับไหนถึงจะเข้าข่ายว่าเป็น “เกรียน” บางทีก็เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนขี้สงสัยหรือที่เรียกว่า “Skeptical” จริง ๆ หรือคนที่ยังใหม่ในวงการลงทุนจริง ๆ ที่ไม่รู้ว่าในตลาดหุ้นก็มีเกรียนอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ เราต้องหัดเป็นคน “ขี้สงสัย” ไม่เชื่ออะไรง่าย แม้ว่าทุกอย่างจะดูชัดหรือ “Obvious” จริง ๆ ว่าเขาเป็นนักลงทุนที่แท้จริงที่ไม่เป็นเกรียน

โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมรังเกียจพฤติกรรมเกรียนมาตลอดและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำมัน แต่พอมานึกดูอีกที ผมเองก็อาจจะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่า ผมเป็น “เกรียน” หรือเปล่า




19 มกราคม 2569

ลงทุนแบบ Semi-Active Investing - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงเวลาประมาณ 30 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเป็น “VI” เต็มตัวนั้น แนวทางหรือวิธีการลงทุนของผมค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว

จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมก็ทุ่มเทศึกษา เรียนรู้ และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน” ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่

ในช่วงเวลานั้น ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า พบผู้บริหารถ้าทำได้ เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า ทั้งหมดนั้น อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Investing”

คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ทำกำไรได้มหาศาล “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก” เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน” หลาย ๆ คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา

เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก ตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ

และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นเวียตนาม หรือ ตลาดหุ้นจีน และนั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี ที่เรียกว่าเป็น “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ

ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ แบบที่เคยทำได้นั้น แทบจะหมดไปแล้ว และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น เวียตนามหรืออินเดีย เป็นต้น

และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ การลงทุนแบบที่เรียกว่า “Semi-Active Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่

นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม

ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing” ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปี ขึ้นไป ซึ่งโดยวิธีนี้ ผมได้กลายเป็น “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์ และดังนั้น วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน

ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30% ของความมั่งคั่งทั้งหมด ผมก็ใช้วิธี Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ

ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ น่าจะเรียกว่า “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น ซึ่งผมก็พอใจ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ที่เวียตนามนั้น ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ ว่าที่จริง ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้

เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต” ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก

วิธีเลือกหุ้นนั้น ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV

โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?

หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1% หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7% หุ้น MWG 56.4% หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9% เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม ในระหว่างนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม เช่น ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้ เป็นต้น

การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ Active, Semi-Active หรือ Passive Investing นั้น ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้ ส่วนตัวผมเองนั้น ที่ใช้ก็คือ Semi-Active เท่านั้น และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”



15 มกราคม 2569

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️ .

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️.
ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ⏰ แต่ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น?
.
เพราะว่าจริง ๆ แล้วการเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ 5-6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่โลกยังเงียบสงบ และเต็มไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่จะช่วยบูสต์พลังงานดี ๆ ให้สมองทำงานได้เต็มศักยภาพ จึงไม่แปลกที่คนดัง หรือคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนมักมีนิสัยชอบตื่นเช้า 🌄
.
📣 มาดูตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จจากการตื่นเช้ากัน! 🌞
.
.
.
🙍🏿‍♀️ มิเชล โอบามา (Michelle Obama)
.
อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเธอตื่นตั้งแต่ตี 4:30 น. เพื่อไปออกกำลังกายให้ฟิตแอนด์เฟิร์มก่อนเริ่มภารกิจสำคัญของวันอย่างมั่นใจ
.
.
.
👨🏼‍💻 ทิม คุก (Tim Cook)
.
CEO แอปเปิล ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง! เช่นกัน (โหดมาก!) เขาเริ่มเช็คอีเมลก่อนออกกำลังกาย แล้วค่อยเข้าออฟฟิศแต่เช้า นี่แหละที่มาของความสำเร็จของแอปเปิล!
.
.
.
👩🏼‍🎤 แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour)
.
บรรณาธิการ Vogue ตื่นตี 5:00 น. ทุกวัน และเล่นเทนนิสที่ Midtown Tennis Club ทุกเช้า ก่อนจะแต่งตัวสวย ๆ ไปทำงาน เป็นการเริ่มวันใหม่แบบสดใสปิ๊งปั๊ง!
.
.
.
🤵🏼‍♂️ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
.
มหาเศรษฐีเจ้าของ Virgin Group ก็เป็นอีกคนที่รักการตื่นเช้า เขาลุกจากเตียงตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกกำลัง ทานมื้อเช้า และใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว เขาบอกว่านี่เป็นความลับที่ทำให้เขามีพลังบริหารธุรกิจหลายพันล้านได้อย่างสมดุล
.
.
.
🌅 3 เหตุผลทำไมต้องตื่นเช้า?
.
1. สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุย 🧠
.
ช่วงเช้าตรู่ สมองของเรายังสดชื่น ปราศจากความวุ่นวายจากข้อมูล และสิ่งรบกวนต่าง ๆ เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยในการตื่นตัวจะสูงที่สุดในช่วงเช้า เหมาะแก่การวางแผน และจัดการงานสำคัญ ดังนั้นหากทำงานยาก ๆ ในตอนเช้า มีโอกาสที่ผลงานจะออกมาเวิร์คสูงมาก
.
2. มีเวลาเป็นของตัวเองเพียบ ⏰
.
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีใครมารบกวน จะออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือจิบกาแฟชิล ๆ ก็ไม่ต้องรีบร้อน
.
3. งานปังไม่มีพัง Productivity สูงปรี๊ด 💡
.
เพราะการตื่นเช้าจะช่วยให้เราสามารถจัดการงานสำคัญได้ก่อนที่อีเมล และการประชุมต่าง ๆ จะเริ่มต้นขึ้น ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดีกว่า ไม่มีคนมาจุ้นจ้านให้วอกแวก ทำให้เราทำงานได้เยอะกว่า แต่กลับเหนื่อยน้อยกว่าเดิมซะอีก!
.
.
.
⭐ ตัวอย่างตารางสุดปังของคนสำเร็จที่ตื่นเช้า!
5:00 - ลุกจากที่นอน ดื่มน้ำสักแก้วให้ตื่นตัว
5:15 - ออกกำลังกายเบา ๆ หรือนั่งสมาธิ
5:45 - อาบน้ำอุ่น ๆ แต่งตัวให้พร้อม
6:15 - เขียนไดอารี่ แพลนวันนี้ให้ปัง
6:45 - ทานมื้อเช้าดี ๆ ให้พลังงานเต็มเปี่ยม
7:15 - เริ่มลุยงานสำคัญของวัน
.
การตื่นเช้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเวลาตื่น แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด ถ้าหากคุณพร้อมที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ลองเริ่มต้นตื่นเช้าดูสักครั้ง รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน❗
.
แล้วเจอกันตอนตี 5 นะ! 😉✨




12 มกราคม 2569

ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับนักลงทุนไทยที่ “หมดหวัง” กับหุ้นไทยมานาน และดูว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีตัวเลือกที่มากกว่า นอกจากนั้น อุปสรรคที่เคยมีในการลงทุนหุ้นต่างประเทศก็ลดลงมามากจนบางคนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นแตกต่างจากการลงทุนหุ้นในประเทศอย่างไร

แต่ผมเองคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศมี “ความเสี่ยง” บางอย่างสูงกว่าการลงทุนหุ้นไทย โดยที่หลายคนอาจจะไม่ได้คิดหรือไม่ตระหนัก หรืออาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะไม่รู้หรือถึงจะรู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวมากแบบ “VI”

เรื่องแรกก็คือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรและคาดเดาได้ยาก

ผมเองเมื่อไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนก็คิดว่าความเสี่ยงนี้
เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และถ้าถือหุ้นลงทุนยาว ๆ ก็คงไม่มีปัญหา เพราะในทางทฤษฎี ถ้าประเทศเวียตนามเจริญเติบโตเร็วกว่าไทยต่อเนื่องยาวนานและเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า ค่าเงินด่องของเวียตนามก็น่าจะแข็งขึ้นเทียบกับเงินบาท เผลอ ๆ เราจะกำไรจากค่าเงินด้วย

แต่ปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินด่องถึง 10% ผลก็คือ พอร์ตผมลดลงเฉพาะจากค่าเงินไป 10% ยังไม่นับผลตอบแทนที่ทำได้จากพอร์ตลงทุนที่ย่ำแย่มากซึ่งจะพูดถึงต่อไป แต่ 10% ที่ขาดทุนจากค่าเงินในปี 2568 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นปีแรก ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปยาวเป็น 20 ปีนั้น ค่าเงินด่องเมื่อเทียบกับเงินบาทน่าจะอ่อนลงไปประมาณ75% เมื่อเทียบกับเงินบาท ดังนั้น ที่บอกว่า “ระยะยาว” ค่าเงินดองจะแข็งขึ้นก็อาจจะไม่จริง และนี่คือความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในต่างประเทศ

ประเด็นที่ 2 ของการลงทุนในต่างประเทศ คือความเสี่ยงที่เกิดจากความ “ไม่รู้” หรือรู้น้อยกว่าตลาดและหุ้นในประเทศไทย นี่รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ของตลาดต่างประเทศ และความไม่รู้หรือไม่เข้าใจนั้น สำคัญต่อการเลือกหุ้นลงทุนค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น การเมืองของจีนที่อยู่ ๆ ก็มีประกาศเรื่อง “Common Prosperity Policy” หรือนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ซึ่งกระทบกับหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นผู้นำทางธุรกิจไฮเทคที่รัฐบาลเห็นว่ามีอำนาจมากเกินไปและจะผูกขาดและทำกำไรมากเกินไป เป็นต้น

ผมเองเข้าไปลงทุนในเวียตนามก็คิดว่า เวียตนามนั้น “เหมือนไทยมาก” ในเกือบทุกด้าน เหตุผลหนึ่งก็คือ เป็นประเทศในเขตศูนย์สูตรเดียวกันและอยู่ใกล้กันมาก ประชากรก็มีมากกว่า ในส่วนของวัฒนธรรมเองก็มีศาสนาใกล้เคียงกันและต่างก็ไม่ได้เป็นสังคมที่เข้มงวด แม้ว่าจะปกครองด้วยระบบการเมืองต่างกัน แต่การทำงานของ “รัฐ” ก็ไม่ต่างกันมาก และที่สำคัญ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ “ทุนนิยม” ตอนที่ไปครั้งแรกนั้นผมบอกว่า ไทยนั้น รับอิทธิพลของจีนที่เรียกว่า “Sino-sphere” ประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่เวียตนามนั้นประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกว่า ดังนั้น เราน่าจะพอเข้าใจเวียตนามได้ดีพอสมควร

แน่นอนว่าผมรู้จักประเทศไทยดีกว่าเวียตนาม ทำให้ผมเสียเปรียบเมื่อไปลงทุนเลือกหุ้นในเวียตนาม แต่ผมก็คิดว่า ความสามารถในการเลือกหุ้นผมน่าจะดีกว่านักลงทุนเวียตนามซึ่งยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมาก และพวกเขายังไม่ได้มีนักลงทุนแบบ ”VI” มากหรือเก่งพอ พวกเขายังเป็นนักเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่คล้าย ๆ กับตลาดไทยในสมัยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ดังนั้น ความเสี่ยงด้านความรู้เกี่ยวกับประเทศและหุ้นเวียตนามของผมจะได้รับการชดเชยด้วยความรู้ในด้านการลงทุนแบบ VI ของผม

ประเด็นที่ 3 ก็คือ ความเสี่ยงด้านข้อมูล การติดตามผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันรวมถึงตัวผู้บริหาร ที่เรามักจะรู้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นไทย การติดตามข้อมูลรายละเอียดในภาคสนามรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลซุบซิบวงในอย่างที่เรียกว่า “Scuttlebutt” ทำได้ยากถ้าเราไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นมากพอ

ในประเทศจีนนั้น เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กสร้างเรื่องลวงโลกว่าเป็นกิจการไฮเท็คล่อให้เซียน VI ไทยบางคนเข้าไปซื้อหุ้น โดยที่เขาพาไปดูห้องแล็ปและร้านค้าปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย ผลก็คือ การลงทุนที่ดูจากตัวเลขทางบัญชี ซึ่งก็เป็นของปลอมเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์ กลายเป็นกิจการที่ล้มละลายและราคาหุ้นเป็นหายนะ

ที่เวียตนามก็เช่นกัน หลายปีก่อน VI ไทยหลายคนก็ถูกหลอกให้เข้าไปลงทุนกิจการขายเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่

ดูมีอนาคตสดใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือมาก แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องฉ้อฉลและกิจการก็ล้มละลายหุ้นก็กลายเป็นหายนะ 
 
ส่วนตัวผมเองนั้น ในช่วงแรก ๆ ผมก็ซื้อหุ้นเวียตนามจำนวนมากมายเป็นร้อยตัว จนถึงวันนี้ผมขายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือหุ้นอีก 1 ตัวที่ถูกถอนออกจากตลาดโดยที่ผมไม่ได้ขายเลย เพราะไม่รู้ว่ามันมีปัญหา และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังถูก Delist ออกจากตลาด และนี่ก็คือ ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถติดตามการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างใกล้ชิดและรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่บริษัทกำลังมีปัญหา

เรื่องที่ 4 ก็คือ ภาษีเงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศที่จะต้องเสียในอัตราสูงสุดถึง 30% จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในกรณีที่เรานำเงินกลับประเทศไทย ในขณะที่ลงทุนในหุ้นไทย กำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี นั่นทำให้นักลงทุนหุ้นต่างประเทศต่างก็ไม่นำเงินกลับ แต่นั่นทำให้การบริหารเงินและการลงทุนยากขึ้นและขาดความคล่องตัว และนี่ก็คือความเสี่ยงที่หลายคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ไม่นำเงินกลับหรอก

แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เก็บภาษีบางคนก็เคยพูดไว้ว่าเขาคิดจะออกเกณฑ์ใหม่ที่ว่า ไม่ว่าคุณจะนำเงินกลับหรือไม่ ทุกครั้งที่คุณขายหุ้นมีกำไรในต่างประเทศ คุณก็จะต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจจะสูงถึง 30% ของกำไร และแม้ว่าความคิดนี้ถูกเบรกไว้ แต่อนาคตก็ไม่มีใครรู้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้อีก

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ ในปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนมากได้ออกตราสารที่เรียกว่า DR (Depositary Receipt) ที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเวลามีกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนสนใจและซื้อ-ขาย DR ซึ่งเป็นเหมือน “ตัวแทน” ของหลักทรัพย์แต่ละตัวในต่างประเทศ นี่ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นต่างประเทศสะดวก และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ตัว DR นั้น ไม่ใช่หุ้น แต่มันเป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออกให้กับคนถือ DR ว่าคุณเหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่ง คุณสามารถจะซื้อหรือขายมันในตลาดหุ้นไทยได้ และราคาที่คุณจะได้ก็จะค่อนข้างสอดคล้องกับราคาหุ้นตัวนั้นที่ซื้อ-ขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ แต่ DR ก็ไม่ใช่หุ้นตัวนั้น DR เป็นเหมือนกับสัญญาของบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR กับคนที่ถือ DR

และนั่นก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR เกิดปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย ไม่สามารถรับผิดชอบตามสัญญาได้ คนที่ถือ DR ก็จะกลายเป็น “เจ้าหนี้” รายหนึ่งของผู้ออก ไม่สามารถที่จะไปขอหุ้นที่เป็นฐานที่ใช้ออก DR ได้

ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้บริษัทที่ล้มละลายโดยไม่มีหลักประกันนั้น ปกติก็มักจะได้รับเงินคืนน้อยมาก กลายเป็นว่า การลงทุนใน DR นั้น จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากตัวหุ้นแม่ของ DR ดังนั้น การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นต่างประเทศผ่าน DR นั้น คนลงทุนก็จะต้องดูสถาบันผู้ออกด้วยว่ามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่สูงกว่าหรือเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นไทยที่เราจะต้องตระหนักและต้องพิจารณาหรือประเมินว่ามันคุ้มไหมที่เราจะไปเลือกหุ้นลงทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทย

นอกเหนือจากนั้นแล้วเรายังควรที่จะต้องดู “Timing” หรือจังหวะเวลาที่จะเข้าลงทุนในตลาดแต่ละแห่งด้วย เฉพาะอย่างยิ่ง ดูว่าตลาดหุ้นโดยรวมมีราคาถูกแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกถึงโอกาสการทำผลตอบแทนที่ดีหรือเหมาะสมได้มากกว่าหรือเท่า ๆ กับการเลือกตลาดที่มีศักภาพสูงในระยะยาวแต่เป็นตลาดหุ้นที่แพงเกินไป