02 สิงหาคม 2569

หุ้นห่านทองคำ' เล่นไม่ยากหากจะเล่น - เทพ รุ่งธนาภิรมย์

"ผมเองเจอหุ้นนานๆ ดูที ข้อมูลว่างเมื่อไรก็ศึกษา ไม่ได้ต้องมาเกาะติดอยู่ตลอด แต่จะเน้นดูงบ ไปฟังเมื่อบริษัทพรีเซ้นท์ข้อมูล


เวลาที่ให้กับเรื่องหุ้น 90% จะเป็นการค้นคว้า แค่ 5-6% เท่านั้นที่จะมาเทรด" เทพ รุ่งธนาภิรมย์ กล่าวถึง วิธีการลงทุนในหุ้นห่านทองคำของเขา


แนวคิดในการลงทุนแบบหุ้นห่านทองคำนี้ เขาบอกว่าเอามาจากการผสมผสานจากหนังสือหลายๆ เล่ม เช่น ให้เงินทำงาน การเก็บเงินการออมเงิน ความเป็นไททางการเงิน ฯลฯ


แม้กระทั่งหมากโกะ เกมกีฬาโปรดก็ถูกนำมาดัดแปลง


"โกะ มันมีพื้นที่กว้าง ต้องวางหมากไว้หลายจุด ก็เหมือนกับที่เราดูว่าจะมีจำนวนห่านให้มากได้อย่างไร แล้วธรรมชาติของมันจะเอาชนะโดยการไม่เอาชนะ ก็เหมือนการเล่นหุ้นโดยไม่ได้หวังเอาชนะ แต่เราจะเอาเงินปันผล"


ส่วนสไตล์ของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกที่ชื่นชอบ Value Stocks ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ หรือปีเตอร์ ลินช์ นั้น เขาบอกว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว


"บัฟเฟตต์ เป็น Value Investor เหมือนกัน แต่เขาจะรอจนราคาลงลึก แล้วซื้อทีละหนักๆ ปีเตอร์ ลินช์ เขาบริหารกองทุนก็จะเน้นหุ้นที่ทำให้มีเอ็นเอวีดี


แต่ส่วนตัวผม จะเน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล


ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นอย่างผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนแรกก็จะดีใจมาก"


เทพบอกว่า หุ้นทั้งหลายมันเหมือนห่านให้ไข่ทองคำเราทุกปี ถ้าเราขายก็เหมือนฆ่าห่านทิ้ง


"เราจึงต้องมองผลตอบแทนการลงทุนจากเงินปันผล ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการขายหุ้น ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมองแต่ส่วนนั้น


แต่อันนี้ทำกลับกัน ไม่ขายหุ้นทิ้ง ให้มีหุ้น (ห่าน) อยู่ส่วนหนึ่งเสมอ"


สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้นห่านทองคำของเทพนั้น


หลักอันดับแรก เขาจะใช้ เกณฑ์เงินปันผลของหุ้นเป็นหลัก โดยจะเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมาก 10-20 อันดับแรก ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 7%


"วิธีคัดเลือกแบบง่ายสุด คือเลือกบริษัทที่มีกำไรสูงไว้ก่อน เพราะถ้ากำไรมากก็มีโอกาสจ่ายปันผลมาก"


แต่ก็ต้องระวังหุ้นที่มีกำไรสูงๆ หากมีขาดทุนสะสม เขาบอกว่า "ให้เลี่ยงซะ"


เมื่อได้ "ร่อน" หุ้นได้มาจำนวนหนึ่งแล้วก็ ตั้งคำถามยุทธศาสตร์ เช่น ทำธุรกิจอะไร ผู้บริหารคือใคร ผลงานที่ผ่านมา แผนงานและแนวโน้มในอนาคต


4 คำถามนี้แม้จะดูว่าพื้นๆ แต่ถ้าใครค้นหาคำตอบได้ ก็จะทำให้รู้จัก "ชาติตระกูล" ของห่านทองคำนั้นๆ ว่าเป็น "ห่านทองคำแท้" หรือ "ห่านอมโรค" ได้


ประเมินเชิงคุณภาพ โดยการลิสต์หัวข้อจุดเด่น จุดด้อย ของหุ้นนั้นทั้งหมดแล้วแยกแยะข้อดี-เสียออกจากกัน


ข้อมูลเหล่านี้ อาจจะมาจากข้อมูลพื้นฐาน ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวบริษัท


ประเมินเชิงมูลค่า เป็นการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง จากเงินปันผล โดยพิจารณาจากเป้าหมาย "ไข่ทองคำ" หรือเงินปันผลที่เราต้องการ แล้วสรุปเป็นราคาหุ้นที่จะลงทุน


เช่น สมมติ หุ้นแพนเอเชียฟุทแวร์ จ่ายปันผลหุ้นละ 0.50 บาท หากเราต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% ราคาหุ้นที่ต้องการจะเป็นเท่าไรนั้น ก็ใช้เงินปันผลหารด้วยผลตอบแทนที่ต้องการ หรือ .50 หารด้วย 10% ซึ่งผลลัพธ์จะเท่ากับหุ้นละ 5 บาท


จากนั้นก็เปรียบเทียบกับราคาตลาด ถ้าต่ำกว่า 5 บาท ให้ซื้อได้ในจำนวนมาก ถ้าเท่ากับราคาตลาดให้ซื้อบ้าง แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่คำนวณได้ให้รอไปก่อน


"ลงทุนและติดตามผล" ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะปรับการลงทุนให้เหมาะ


โดยข้อมูลที่จะให้ติดตามผลนั้นเขาบอกว่า อาจจะมาจากแหล่งข้อมูลจากตลาดหุ้น www.set.or.th ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการเข้าฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลหุ้นของบริษัท การร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท


วิธีการแบบนี้ จึงทำให้เขาแตกต่างกับสมัยก่อน


"สมัยก่อนหุ้นขึ้นก็ดีใจ ลงก็ทำไงดี เดี๋ยวคัทลอสท์ เดี๋ยวมาร์เก็ตไพรส์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มันเล่นแบบมีความสงบในใจ ไม่มุ่งเอากำไร แต่มุ่งเอาบริษัทดีๆ ผู้บริหารทำงานจริงจัง มีกำไรก็แบ่งให้เรา จะเลือกหุ้นแบบนี้เข้ามาในพอร์ต"


ใช้หลักลงทุนแบบนี้แล้วจะมีพลาดบ้างไหม เขาบอกว่ามีบ้าง เนื่องจากการวิเคราะห์ยังไม่สมบูรณ์พอ ก็ต้อง "คัทลอสท์" ไป แต่ไม่ได้เป็นไปแบบตื่นตระหนก เพราะโดยรวมแล้วพื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่


"การลงทุนเหมือนการทำสวน ค่อยๆ ตกแต่งไปเรื่อยๆ งอกเงยมาก็ลิดกิ่งก้าน หายไปก็เติม หาต้นไม้ใหม่ๆ เข้าสวน"


สู่อิสรภาพทางการเงิน ด้วย 'หุ้นปันผล '


"เทพ รุ่งธนาภิรมณ์" บอกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นับเป็นเดือนที่เขาตื่นเต้น และมีความสุขมากสุดในรอบปี เพราะจะได้รับเงินปันผลที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ


"ผมชอบลุ้นว่า บริษัทนี้จะได้เท่าไร บริษัทนั้นจะได้เท่าไร"


สไตล์การลงทุนในหุ้นปันผล หรือหุ้นห่านทองคำนี้ แม้จะถูกมองว่า "ไม่ทันใจ" เพราะต้อง "นั่งรอ" รับเงินปันผลเป็นหลัก แต่กำไรที่ได้ก็เป็นเนื้อเป็นหนัง จากหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ขึ้นไป และจากการปรับพอร์ต เช่น ถ้าหุ้นตกซื้อเพิ่ม หรือพอหุ้นขึ้นเกินมูลค่าก็ขาย


ทั้งยังช่วยลดต้นทุนทุกปี ทำให้การลงทุนมีความปลอดภัยมากขึ้น


เทพบอกว่า ตอนนี้เขานำเงินที่ได้จากไข่ทองคำไปลงทุนต่อ เพราะยังมีรายได้จากการทำงานพิเศษ และรายได้จากไข่ทองคำยังน้อยกว่าค่าใช้จ่าย


ช่วงนี้จึงยังเป็นช่วงของการ "หว่านพืช"


แต่เมื่อใดที่ไข่ทองคำสูงกว่าค่าใช้จ่ายนั่นคือ ช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา


"หุ้นเหล่านี้เปรียบเสมือนห่านที่ขนเอาไข่ทองคำมาให้เรา พอที่เราจะ cover ค่าใช้จ่าย ก็จะช่วยให้เป็นไท"


เป็นไทอย่างไรน่ะหรือ ก็คือ การมีเงินไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงานประจำ ด้วยรายได้ ซึ่งอาจจะมาจากเงินปันผล ดอกเบี้ย


เทพบอกว่า "อย่าลืมว่าเราต้องทำงานเราถึงจะมีเงินมาใช้ แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่จะให้เงินทำงานแทนคุณ การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นวิธีหนึ่ง แล้วอันนี้จะสร้าง future income ให้ด้วย


คนที่อายุ 20 ปีอยากจะเป็นเศรษฐีนี่อีก 20 ปีก็สามารถเป็นได้"


วิธีการที่ช่วยให้เป็นเศรษฐี มีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นนั้น เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า


"ถ้าหากเราอยากเป็นเศรษฐีในเวลา 20 ปี สมมติเราต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ในปีที่ 21 แสดงว่าเราจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอย่างน้อยเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท


แล้วจะต้องออมเงินเท่าไร จึงจะได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายนั้น"


สูตรของเขา คือ ถ้าต้องการผลตอบแทนขั้นต่ำจากการลงทุนอย่างน้อย 10 % ต่อปี แสดงว่าเงินต้นของเราในปีที่ 20 ควรจะสะสมได้จำนวน 2,400,000 บาท เท่ากับต้องสะสมเงินปีละ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือ 334 บาทต่อวัน


ดังนั้นวงเงินที่จะต้องหามาเก็บออมจึงไม่ถือว่าสูงนัก


ใครจะใช้วิธีทำงานพิเศษ หรือใช้วิธีลงทุนเพื่อให้ได้ตัวเลขตามนั้นก็แล้วแต่


แต่เขาบอกว่า เมื่อมีรายรับจากการลงทุนมากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเป็นไททางการเงิน ซึ่งขณะนี้เขาเองแม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้น


แต่มั่นใจว่ามาถูกทาง


ด้วย "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


"เพียงแค่เงินปันผลที่ได้รับ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมมีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"


ยุทธการ 'ตามล่า' หาห่านทองคำ


"คนที่อยู่ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ใจเสีย แต่การลงทุนแบบนี้ไม่


ถึงจะเกิดสงคราม ก็ไม่ห่วง


เพราะการลงทุนแบบนี้จะทำให้คนปลอดภัย เนื่องจากเราได้เลือกหุ้นดีไว้แล้ว ทำให้ไม่กดดัน ไม่เครียด ไม่แตกตื่น ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ


เวลาหุ้นตกก็มองว่า จะซื้อเพิ่มได้ไหม ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีเสียอีก"


"เทพ รุ่งธนาภิรมย์" กล่าวถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งเขาถนัดที่จะเรียกว่า "หุ้นห่านทองคำ"


มีด้วยหรือการลงทุนอย่างนี้ ?


เทพอธิบายว่า ถ้าหากหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเป็น "เงินปันผล" สม่ำเสมอ ก็เหมือนห่านที่ออกไข่ทองคำได้ทุกวัน


หุ้นดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับ "หุ้นห่านทองคำ" เพราะให้ "ไข่ทองคำ"


ข้อสำคัญเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จใน "ทฤษฎีใหม่" ของตัวเองมาแล้ว จากการเริ่มลงทุนในสไตล์นี้เพียงปีเศษ


ไข่ทองคำ หรือเงินที่ได้จากการปันผล มากน้อยแค่ไหนน่ะหรือ แค่ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนก่อน และมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10%


จัดเป็นไข่ทองคำเบอร์ใหญ่ ใบเขื่องทีเดียว !!!


เทียบกับวิธีการลงทุนที่เขาเคยใช้มา 20 กว่าปี เขาบอกว่า "แตกต่างอย่างสิ้นเชิง"


ก่อนหน้านี้วิธีลงทุนในตลาดหุ้นของเทพไม่ต่างกับชาวหุ้นคนอื่นๆ นั่นคือลงทุนในตลาดหุ้นแบบหวังกำไรจากส่วนต่างของราคา ซื้อมาก็ขายทิ้งไป ไม่เน้นศึกษาอะไรมาก เพราะตลาดเป็นช่วง "ขาขึ้น"


เขาเพลิดเพลินถึงขั้นไป "กู้เงิน" มาลงทุนในตลาดหุ้นทีเดียว


"เมื่อก่อนตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น ลงทุนอะไรไปก็ได้กำไร ก็ได้เงินมาเยอะ"


ช่วงที่หุ้น ที่ดิน สนามกอล์ฟ เป็นสูตร "ความมั่งคั่ง" ของผู้คน เทพก็เช่นกัน


อย่างไรก็ตามนับว่าเขายัง "โชคดี" เพราะได้เริ่ม "ฉาก" ออกจากตลาดหุ้นก่อนหน้าที่จะเกิด "บิ๊ก แบง" อย่างจังในช่วงปี 2540


โดยเขาได้โยกตัวเองจากการทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ บงล.มหาธนกิจ


งานในหน้าที่ใหม่ทำให้เขาเกรงว่าจะไม่มีเวลาให้กับตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก จึงเริ่มถอยห่าง โดยทยอยขายหุ้นออกมาจำนวนหนึ่ง


จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ตลาดหุ้น "เหวี่ยงตัว" รุนแรง จากขาขึ้นเป็นขาลง จากที่ลงทุนง่ายกลายเป็นเรื่องยาก


เทพเองบอกว่า เขา "ขาดทุนยับ" เช่นกัน เพราะต้องให้มาร์เก็ตติ้งตั้งราคาขายแบบ "ถูกๆ" เพื่อตัดขายหุ้นออกไป


แม้ตลาดหุ้นจะไม่ทำให้เขาเลือดโชกเช่นที่บรรดา "เซียน" และ "แมลงเม่า" ประสบเพราะเมื่อขายหุ้น เคลียร์หนี้เคลียร์สินแล้ว เขายังมีเงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง


แต่เขาบอกว่าตั้งแต่นั้น "เข็ดหลาบตลาดหุ้นไปเลย"


นักการเงินระดับซีอีโอหันมา "บริหารเงิน" ด้วยวิธีดั้งเดิมสุด คือ "ฝากเงิน"


"ช่วงที่ทรัสต์ปิดก็รีไทร์ตัวเอง ตอนนั้นหนี้ไม่มี มีเงินฝาก ซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงก็ถือว่ายังเอ็นจอย แต่พออยู่ไปๆ ดอกเบี้ยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่ลงตามก็กังวลเหมือนกัน คิดว่าเราจะทำยังไงดี"


รายได้จากดอกเบี้ยหดหายไปถึง 80% มิหนำซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้เกษียณ ถือเป็นเรื่องชวนเครียดทีเดียว โชคดีเป็นของเขาที่ได้เจอเพื่อนซึ่งแนะนำให้ลงทุนใน "หุ้นปันผล"


"เขาบอกว่าหุ้นปันผลบางตัวให้ผลตอบแทน 10% ผมก็เชื่อ เริ่มตัดสินใจทบทวนการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง"


ครั้งนี้เขามาใน "มาดใหม่" จากที่เมื่อก่อนแทบจะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกเอง เพราะมีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ "ป้อน" ให้เสร็จสรรพ ทั้งระบุราคาที่ควรซื้อขาย เขาเริ่มศึกษาหุ้นเอง ดูงบให้เข้าใจ เอารายงานประจำปีมาอ่าน เข้าห้องสมุดตลาดหุ้น ดูข้อมูลย้อนหลัง


แล้วเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะในหุ้นเหล่านี้


"อ่านจนมึนไปหมด แต่พออ่านแล้วปรากฏว่าได้ความรู้ดีขึ้นๆ โดยเฉพาะในรายงาน 56-1จะมีรายละเอียดให้เห็นเยอะแยะ ปัจจัยเสี่ยง การแก้ไขปัญหาของบริษัท อ่านแล้วได้ไอเดียมาก ก็เริ่มทดลองลงทุน ผมเข้าตลาดหุ้นช่วงปลายปี 2543 เป็นจังหวะดีด้วย เพราะของยังไม่แพง"


ตอนนั้นเทพบอกว่าเขาได้จัดสรรเงินเรียบร้อยแล้ว แบ่งไว้ใช้ส่วนหนึ่ง ยามฉุกเฉินส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอามาลงในตลาดหุ้น แต่เลือกที่ "ปลอดภัย ไว้ก่อน" มิใช่หุ้นขึ้นก็รีบซื้อ หุ้นลงก็รีบขาย


นับเป็นสไตล์ลงทุนที่ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


"ผมจะเลือกหุ้นที่มีการขึ้น-ลงไม่หวือหวา เพราะตลาดหุ้นขึ้นลงเร็ว เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยตามไม่ทันแน่ แล้วก็มองกลับกับคนอื่น เพราะสิ่งที่เราอยากได้จากตลาดหุ้น คือ กระแสเงินสดเพื่อทดแทนดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นหุ้นนั้นจะต้องมีเงินปันผลที่แน่นอน"


หุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนลักษณะนี้ได้ เขาบอกว่า ต้องเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการดี มีกำไรสะสมเป็นบวก มีเงินสด หนี้ไม่มาก และต้องจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ


เพื่อจะมั่นใจได้ว่า จะได้รับ "ไข่ทองคำ" หรือ "เงินปันผล" แน่ๆ


"คุณสมบัติของบริษัทของหุ้นห่านทองคำ จะต้องมีกำเนิดจากบริษัทที่ดี ผู้บริหารดี มีประสิทธิภาพในการบริหารคน บริหารกำไร เพื่อสร้างมูลค่าแก่บริษัทและผู้ถือหุ้น" เขากล่าว


เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว บางทีก็มีโอกาสที่จะ "เทรดดิ้ง" ได้อีก เขาจึงนำเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน


"หลักการแรกต้องเป็นหุ้นที่เราศึกษามาแล้ว แล้วราคาเหมาะสม โดยใช้ dividend yield 10% เป็นเกณฑ์"


ทำไมต้อง 10% น่ะหรือ


เขาให้เหตุผลว่า เพราะพื้นฐานของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2% ต่อปี บวกค่าความเสี่ยงอีก 5% ที่เหลืออีก 3% ถือเป็นค่าความปลอดภัย ดังนั้นระดับผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% จึงถือว่าเหมาะในสายตาเขา


"ถ้า dividend yield 10% ผมถึงจะกล้าลงทุน หาก 7-8% ลงทุนน้อยหน่อย แต่ถ้าแค่ 5% ขอดูก่อน


แล้วหุ้นมันมีขึ้นมีลง ดังนั้นพอหุ้นขึ้นเราก็ขายส่วนหนึ่ง yield ก็จะเพิ่มเป็น 8% เป็น 9% หรือจาก 9% เป็น 10% โดยอัตโนมัติ


ถ้าหุ้นตกลงมาเราก็เข้าไปซื้อ ก็จะได้จำนวนหุ้นมากขึ้น"


เรียกว่าเขาจะใช้วิธีเลือกหุ้นที่ดี และเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ก็จะขายออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอากำไรมาลดต้นทุน แต่ยังเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อรับ "ไข่ทองคำ" และเมื่อมีจังหวะก็ยังซื้อเพิ่ม


การลงทุนในแบบฉบับนี้ นอกจากจะทำให้มีรายได้สม่ำเสมอแล้ว ยังมีหุ้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งไม่ต้องกังวลว่าตลาดหุ้นจะตกหรือขึ้น


ปีแรกของการลงทุนสไตล์ใหม่ เทพบอกว่าน่าชื่นใจไม่น้อย เพราะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 75% ของค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว


โดยหากตีว่าครอบครัวของเขาใช้จ่ายเดือนละ 2 แสน ปีหนึ่งก็เกือบ 2.4 ล้านบาท


จึงสร้างความมั่นใจในแนวคิดลงทุนด้วยหุ้นห่านทองคำ


"ผมเริ่มใช้กลยุทธ์ห่านทองคำเมื่อต้นปี '45 โดยวางแผนให้มีไข่ทองคำมากพอกับรายจ่ายภายใน 3 ปี แต่เมื่อสิ้นปี '45 ก็ได้รับปันผลถึง 75% ของเป้าหมายแล้ว เพราะหุ้นห่านทองคำบางตัว สุขภาพดีมาก ให้ไข่เบอร์ใหญ่"


ในขณะนี้เทพได้ปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงกว่าเดิม 3 เท่า และวางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในอีก 5 ปี


เมื่อถึงตอนนั้น เขาบอกว่าจะ "บรรลุเสรีภาพทางการเงิน" ที่แท้จริง


นี่คือ ที่มาที่ไปซึ่งทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะเผยแพร่แนวคิด "หุ้นห่านทองคำ" ผ่านหนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


เพื่อให้คนที่กำลังอึดอัดหาวเรอกับการลงทุน หรือผู้ที่อยากจะได้แนวการลงทุนแบบปลอดภัยๆ ไปใช้ โดยเฉพาะบรรดา "หน้าใหม่"


"คือผมมองว่า มีคนอีกมากที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy ) ตลาดหุ้นมีนักลงทุน 2 แสนราย แต่คนอีกข้างนอกตั้งเท่าไหร่ มากเป็นล้าน หลายคนสนใจตลาดหุ้นแต่ก็กลัว งบดุล คืออะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่พวกนี้เป็นคนมีความรู้


ก็พยายามทำให้เขามองว่าไม่ยาก และเมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็มีประโยชน์


หรือบางคนอาจจะบอกว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง เราก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือกหุ้นที่ดี"


เทพบอกว่า เขาพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ให้ง่ายต่อความเข้าใจที่สุด อย่างเช่น


ถ้าจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นห่านทองคำหรือแค่ห่านโซ ก็ต้องเข้าใจงบการเงินของบริษัทก่อน


งบการเงินนั้นจะประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด


ฟังแค่นี้ คนที่ไม่คุ้นจะปวดหัวตุ้บทันที แต่เขาบอกให้นึกเสียว่า งบการเงินนั้นเสมือน "พรมวิเศษ"


ถ้าใช้งบเป็น ก็เหมือนกับได้ขับเคลื่อนด้วยพรมวิเศษ สามารถไปยังที่ที่ต้องการ หรือเจาะลึกได้ถึงแก่นของบริษัทนั่นเอง


"เมื่อมองเข้าไปในงบเหล่านี้ จะเห็นว่ามีอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องกลัว ให้ดูเฉพาะตัวเลขที่สำคัญๆ คิดง่ายๆ ใช้หลักธาตุทั้ง 4 เหมือนร่างกายคนเรา


แยกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ


บริษัทประเภทไหนเป็น ธาตุไฟ ตอบได้ทันทีว่า เป็นบริษัทที่มีหนี้เยอะ เพราะมีสีแดงเยอะเหมือนไฟ ไฟถ้ามีมากไป มันก็ร้อน


อะไรที่ดับไฟได้ คือ น้ำ ก็เหมือนกับอะไรที่ชำระหนี้ได้ คือ เงินสด นั่นเอง


อีก 2 ธาตุ คือ ดิน กับ ลม


ลม คือ สินค้า ลมมันต้องหมุน ถ้าสินค้ายิ่งหมุนมากก็ยิ่งดี คือขายได้มาก


ดิน คือ ทรัพย์สิน คือ ที่ดิน กิจการ โรงงาน ถ้าขยายกิจการ โรงงานมีมาก เครื่องจักรมาก ก็ดี"


เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทไหนมีตัวเลขของน้ำดี ดินดี ลมดี เขาบอกว่า เข้าข่าย "ทองคำ"


"ธาตุทองคำเปรียบเหมือนทุน ทองคำมาจากไหน ก็มาจาก น้ำ+ลม+ดิน


ถ้าบริษัททำดีหมดทุกอย่าง ก็เท่ากับมีธาตุทองเปล่งปลั่ง


แต่ถ้าใครธาตุไม่สมดุล ก็แตกดับได้ เช่น มีธาตุไฟสูง ทองก็ย่อมน้อย เพราะทองคำมันจะละลายเมื่อถูกไฟไหม้" เทพอธิบาย


เขาบอกว่าจะคิดเป็นสีๆ ก็ได้ โดยมองจากตัวเลขในงบว่ามีสีอะไรมากน้อย เช่น ทอง คือ สีทอง หนี้ คือ สีแดง น้ำก็สีฟ้า ลมก็สีเขียว ดินก็สีน้ำตาล


เมื่อดูงบดุลเป็นสีสัน แล้วก็ดูว่าความเชื่อมโยงกันเป็นยังไง ก็จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น


ส่วนตัวเลข เขาบอกว่ายิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่ เพราะเวลาบริษัทพูดถึงตัวเลขหลายสิบหลัก มูลค่าเป็นพันๆ ล้าน ก็อ่านแค่สองสามหลักเสีย เช่น 696,000,000 บาท ก็อ่านเป็น 69.6 บาท เป็นต้น


วิธี "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายของเขา" ยังมีอีกเช่น การวิเคราะห์เจาะลึกธุรกิจของบริษัทนั้น อาจจะดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาจะตั้งคำถามง่ายๆ แค่ "ธุรกิจทำอะไร"


"แค่นี้เราก็ย่องานช้างมาเป็นงานมดได้แล้ว"


เขาบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยลงทุนในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งคนทั่วไปมักไม่สนใจวิเคราะห์เอง เพราะความซับซ้อนของกิจการ


แต่จากการตั้งคำถามดังกล่าว ทำให้เขาได้ภาพใหญ่ของธุรกิจมา 3 ส่วน โดยเป็นธุรกิจก๊าซ น้ำมัน ปิโตรเลียม


ต่อมาก็นำมาวิเคราะห์ต่อว่า ปิโตรเลียมกำลังฟื้นตัว ก๊าซทำกำไรสูง น้ำมันโตช้า ไม่หวือหวา


"จากนั้นผมก็ไปฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลของบริษัท ซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ หุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคาที่ขายก็ไม่เดือดร้อน แต่ไปซื้อเพิ่มเพื่อลดต้นทุน


พอคนเห็นว่าสงครามจะเกิด รายได้บริษัทจะเพิ่มก็แห่มาซื้อ ผมก็ได้จังหวะขายมาบ้าง ต้นทุนก็ต่ำลงอีก แล้วยังได้ปันผลอยู่"


ผลคือ เขาได้ผลตอบแทน จาก 6.5% เป็น 10% สมใจ


เขาบอกว่าที่เราควรสนใจ "ตัวบริษัท" มากกว่าราคา ก็เพราะราคาเป็นเรื่องปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ตัวบริษัทเราเข้าไปเจาะข้อมูลของเขาได้


หากถามว่า แล้วหุ้นห่านทองคำในพอร์ตของเขามีอะไรบ้างนั้น อาจจะไม่สามารถเปิดเผยได้โดยตรง แต่จากตัวอย่างที่เขายกให้เห็น ก็สะท้อนว่า ห่านทองคำแต่ละตัวได้มาจากการเข้าไปเอกซเรย์ด้วยวิธีการของเขาเองทั้งสิ้น


เช่นในธุรกิจการผลิตสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเอกสารการเงิน ซึ่งเคยมีปัญหาทางการเงิน แต่เมื่อเขาเข้าไปศึกษาแล้วก็พบว่ากิจการนี้ "ไม่เลวนัก" เพราะบริษัทสามารถผลิตบัตรเครดิตได้ในช่วงที่ตลาดบัตรเครดิตกำลังขยายตัว


หุ้นตัวนี้กลายเป็นหุ้นห่านทองคำที่ผลิตไข่ทองคำให้ เพราะหลังจากตัดสินใจซื้อในราคาเฉลี่ยที่ 29-30 บาท ปรากฏว่าต่อมาบริษัทถูกเทคโอเวอร์โดยมีราคารับซื้อที่หุ้นละ 40 กว่าบาท


หรือการเข้าไปลงทุนในหุ้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากการแกะรอยในรายงานประจำปี และพบว่าบริษัทมีเงินเหลือมาก หนี้สินน้อย อัตราเติบโตสูง


"ผมใช้รายงานประจำปีเป็นลายแทงในการตรวจสอบสุขภาพหุ้นห่านทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น" เขาบอก


บางครั้งก็เป็นการลงทุนที่ได้จากการสังเกตการณ์ เช่น เข้าไปลงทุนในหุ้นเบเกอรี่ ซึ่งมีแพ็คเกจจิ้งสวยงามจนลูกค้าชอบ ขณะที่รสชาติของขนมก็ดีและมีราคาสูงกว่าทั่วไป


นอกจากการศึกษาข้อมูลตัวบริษัทแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับตัวผู้บริหาร โดยบอกว่าผู้บริหารที่เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ จะสามารถแปลงหุ้นให้เป็นหุ้นห่านทองคำได้เช่นกัน


เช่น บริษัทผลิตเครื่องแก้วอีกรายหนึ่งเดิมทีกิจการย่ำแย่ แต่เมื่อได้ผู้บริหารที่ดี สามารถพลิกความย่ำแย่ให้มีกำไรได้


หรือกิจการหนึ่ง ทำธุรกิจจัดสรรที่ให้เช่าขายสินค้า เมื่อบริษัทมีคนหนุ่มสาวเข้ามาบริหาร ได้ปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ให้เช่า ปรับปรุงสินค้าที่นำมาขาย จนทำให้สามารถขึ้นค่าเช่าได้ และยังขยายทำเลไปต่างจังหวัดได้


"หลายครั้งที่ผมสามารถประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างเหมาะสม หรือบางทีก็ค้นพบก่อนฝ่ายวิเคราะห์ของโบรกเกอร์จะมีบทวิจัยออกมาเสียอีก"


แต่เขาบอกว่ามีบ้างเหมือนกันที่วิเคราะห์พลาด หรือขายหุ้นออกไปแล้วหุ้นแพง จนไม่สามารถซื้อกลับ


แต่นั่นก็เท่ากับทำให้หุ้นในพอร์ตมีราคาสูงขึ้น


หรือเมื่อภาวะตลาดไม่ดี ทำให้ราคาตกลง ห่านทองคำของเขาก็พลอยฟ้าพลอยฝนตกลงมาด้วย แต่ถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ลดต้นทุน


บางครั้งลดต้นทุนไปลดต้นทุนมา เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากเงินปันผล ทำให้เขาได้ถือหุ้นฟรีๆ ก็มี


แนวทางลงทุนแบบนี้เขาบอกว่า "ทำไม่ยาก"


"ขอให้ศึกษาสักนิด ตั้งคำถามให้ดี เวลามีพบปะผู้ลงทุนเราก็ไป ประชุมผู้ถือหุ้นก็เข้าร่วม เอารายงานประจำปีมาศึกษา แล้วตั้งคำถามเขา


ไม่ใช่เป็นคำถามตีรวน แต่ถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง เช่นค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไร ที่ลงทุนในด้านนั้นๆ คิดอย่างไร อนาคตคิดอย่างไร"


เทพยังตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่า เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา มีคนสนใจในแนวคิดนี้เหมือนๆ กัน ก็อยากจะตั้งเป็น "สโมสรนักลงทุนมดงาน" หรือ "Investor Club" เป็นการ "รวมพลัง" คนชอบหุ้นห่านทองคำ


"อยากให้คนที่สนใจเหมือนกันได้มารวมตัวกัน แล้วแบ่งกันไปศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นนี้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องลงทุนร่วมกัน


ผมไม่อยากให้ใครมองรายย่อยเป็นแมลงเม่า แต่อยากให้มองเป็นมดงาน เราต้องทำงาน ต้องเรียนรู้ ศึกษาพรมวิเศษ เลือกบริษัท ก็ทำตัวเองเป็นหมอ ตรวจเอกซเรย์


แล้ววิธีนี้ไม่ต้องใช้ความซับซ้อนมาก ดู dividend yield เป็นหลัก ดูว่าอัตราการโตของกำไรเป็นยังไง ดูแคชโฟลว์ เงินสด หรือเงินแห้ง เลขที่ใช้วิเคราะห์ก็มีไม่กี่ตัว ยอดกำไร ยอดเงินสด ยอดหนี้ เงินปันผล"


เขาบอกว่าวิธีการลงทุนสไตล์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ


"เราทยอยไปเรื่อยๆ สะสมผลตอบแทน ติดตามบริหารพอร์ต ในที่สุดเป้าหมายที่ต้องการจะไม่ไกลเกินเอื้อม"


แล้วเมื่อคนสนใจการลงทุนแบบนี้มากขึ้น ก็จะส่งผลให้บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารให้ดี เพื่อจะจ่ายปันผล ตลาดหุ้นก็แข็งแรง


แม้ว่านักลงทุนหุ้นห่านทองคำจะต้องทำการบ้าน ต้องอดทนรอไข่ทองคำในระยะยาว ผลตอบแทนอาจจะไม่ทำให้มั่งคั่งฉับพลัน แต่เมื่อได้แล้วก็นับว่า "คุ้มค่า" เพราะจะได้รับต่อเนื่องตราบที่ยังถือหุ้นนั้นๆ


ข้อสำคัญเทพบอกว่า การลงทุนดังกล่าวยังทำให้เขามีเวลาทำสิ่งอื่นๆ ที่สนใจ โดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับงานประจำเพื่อหารายได้หลัก


ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมะ การวิปัสสนา การออกกำลังกายมวยจีน การเล่นหมากโกะ กระทั่งการรับเชิญเป็นกรรมการตรวจสอบในบริษัทต่างๆ ซึ่งทำให้เขามีส่วนในการนำระบบ Good Governance มาใช้


"ตอนนี้ในฐานะที่ไม่ได้ทำงานฟูลไทม์ พอมาทำเรื่องนี้ก็ทำให้ชีวิตมีประโยชน์ เหมือนการทำงานชนิดหนึ่ง มีปัญหาก็ศึกษา แล้วยังได้มุมมองที่คิดไม่ถึง ก็เก็บเล็กประสมน้อย ทำต่อเนื่อง


ผมคิดเสมอว่า ชีวิตคนเราต้องสมดุล ต้อง peaceful วิธีที่คนเราจะ peaceful คือ สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุดท้ายสุขภาพเงิน ซึ่งผมว่าถ้าได้ 4 อย่างนี้


ก็ "แฮปปี้" แล้วนะ"






01 สิงหาคม 2569

ชะตากรรมของนักเก็งกำไรหุ้น AI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



นักลงทุนส่วนบุคคลในตลาดหุ้นเกาหลีจำนวนมากระดับอาจจะเป็นล้านคน กำลังเผชิญกับ “หายนะ” ในการลงทุนในหุ้น AI 2 ตัวคือ หุ้นซัมซุงและหุ้น SK Hynix ซึ่งผลิตชิพหน่วยความจำที่เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับใช้ในการสร้าง AI ของโลก

ประเด็นหลักก็คือ นักลงทุนเหล่านั้นไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวจริง ๆ แต่เป็น “นักเก็งกำไร” ที่เข้ามาซื้อหุ้นโดยการกู้เงินจำนวนมากผ่านการซื้อหุ้นด้วย “มาร์จิน” และกลไกอื่น ๆ ซึ่งทำให้สามารถใช้เงินจำนวนน้อยแต่ซื้อหุ้นได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว และนั่นทำให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้นหลายเท่าตัวเวลาหุ้นขึ้น แต่ก็จะขาดทุนเป็นหลายเท่าตัวเช่นเดียวกันเวลาหุ้นลง

หุ้นทั้ง 2 ตัวนั้น ที่ผ่านมาโดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปีนี้ ปรับตัวขึ้นมาแรงมาก ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลของเกาหลีจำนวนเป็นล้าน ๆ คนทำกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นมหาศาลจนหลายคนกลายเป็น “เศรษฐี” มีเงินเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเพราะหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ปรับตัวขึ้นไปอย่าง “บ้าคลั่ง” จนมีมูลค่าหุ้นรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมดรวมกัน

อย่างไรก็ตาม มีบ่อยมากที่บางวันหุ้นก็ตกลงมาแรงเป็น 10% และทำให้นักลงทุนบางคนขาดทุน กำไรหายไปในชั่ว “พริบตา” แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าไปเล่นหุ้นอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะขาดทุนโดยเฉพาะถ้า “ไม่ขาย” เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกครั้งที่หุ้นตกลงมาแรง วันต่อ ๆ มามันก็มักจะปรับตัวขึ้นไปใหม่และสูงขึ้นไปกว่าเดิมก่อนที่มันจะตกลงมา ทั้งหมดนั้นดำเนินมาจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026

ตั้งแต่เริ่มเดือนกรกฎาคม 2026 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม หุ้นทั้งสองตัวปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องขนาดที่ทำให้เกิด “เซอร์กิตเบรกเกอร์” คือดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีตกลงมาถึง 10% ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นต้องหยุดการซื้อ-ขายหุ้นชั่วคราวเพื่อลดความตกใจของนักลงทุนหรือสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเปิดการซื้อ-ขายใหม่หลายต่อหลายครั้ง จนถึงวัน “โลกาวินาศ” คือวันที่ 28-30 กรกฎาคม ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงมากติดต่อกันและติดลบรวมกันถึง 17.2% ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมาก อาจจะแทบล้านคนถูก “Forced Sell” หรือบังคับขายหุ้นและขาดทุนจนแทบจะหมดตัว

สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็น “โศกนาฏกรรม” จริง ๆ ก็คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ดัชนีตลาดหุ้นกลับปรับตัวขึ้นถึง 17.9% และเป็นการปรับตัววันเดียวที่ “สูงที่สุดในประวัติศาสตร์” ของตลาดหุ้นเกาหลี ทำให้คนที่ลงทุนระยะยาวและไม่ได้ถูกบังคับขายหุ้นไปก่อน ขาดทุนน้อยลงไปมากหรือกำไรลดลงเพียง 2% ในช่วงเวลา 3 วันที่เลวร้ายและมืดมนนั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือ Fact หรือความจริงที่เกิดขึ้นที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการ “เก็งกำไร” และ “นักเก็งกำไร” ที่จะต้องตระหนักเวลาเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นและหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ บริบทและเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่นำไปสู่ปรากฎการณ์ครั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้และเตือนตัวเองเมื่อเราเองในฐานะนักลงทุนต้องตกอยู่ท่ามกลาง “สมรภูมิ” แบบนั้น

เริ่มตั้งแต่นานมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีตกอยู่ในความซบเซาต่อเนื่อง ดัชนีเมื่อสิ้นปี 2014 อยู่ที่ประมาณ 2,000 จุด เวลาผ่านไปจนถึงสิ้นปี 2024 ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 2,400 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 20% ในเวลา 10 ปี หรือเพิ่มขึ้นปีละแค่ 1.8% แบบทบต้น ทั้ง ๆ ที่ประเทศเกาหลีเองนั้น เติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งที่มีบริษัทจดทะเบียนระดับโลกโดยเฉพาะทางเทคโนโลยีอย่างเช่นบริษัทซัมซุงและอีกหลาย ๆ บริษัท

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่ไปไหนมานานนั้น ว่ากันว่าเป็นเพราะระบบการเมืองของเกาหลีไม่มีเสถียรภาพและเรื่องของบรรษัทภิบาลในตลาดหุ้นไม่ดีพอเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยได้ง่าย

เริ่มต้นปี 2025 ตลาดหุ้นเกาหลีเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อานิสงค์นอกจากเรื่องของการฟื้นตัวของบริษัทเทคโนโลยีอย่างซัมซุงที่เริ่มเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของ AI แล้ว ก็คงมาจากการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ “ตกต่ำจนถึงพื้น” เนื่องจากกรณีที่ประธานาธิบดี ยุน ซุก โยล ของเกาหลีประกาศกฎอัยการศึกเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2024 แต่ถูกสภาผู้แทนราษฎรต่อต้านและสุดท้ายก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากการเป็นประธานาธิบดีและต้องติดคุกตลอดชีวิต ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่และได้ประธานาธิบดีคนใหม่ชื่อ ลีแจมุง ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 หรือประมาณ 1 ปีมาแล้ว

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ลีแจมุงบอกว่าเขาจะแก้ปัญหาเรื้อรังของตลาดหุ้นที่เรียกว่าเป็น “Korea Discount” คือหุ้นราคาต่ำกว่าปกติที่ควรเป็น เขาจะส่งเสริมการลงทุนของชาวเกาหลีในตลาดหุ้นของประเทศ และตัวเขาเองก็เป็น “นักลงทุนรายย่อย” ที่ลงทุนในตลาดหุ้น เขาสัญญาว่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากประมาณ 2,400-2,500 จุดเป็น 5,000 จุด ในช่วงสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขา

ตลาดหุ้นเกาหลีตอบรับนโยบายของลีแจมุนอย่างกระตือรือร้น ถึงสิ้นปี 2025 ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นถึง 75% ในปีเดียว และก่อนจะสิ้นเดือน มกราคม 2026 ก็ทะลุ 5,000 จุด หรือบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือนนับจากวันที่เขาเข้ารับตำแหน่ง และนั่นก็เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ้ม” เพราะการบูมที่ยิ่งใหญ่ของหุ้น “AI และพวก” กำลังมา “ราวกับสึนามิ”

เดือนมกราคม 2026 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นจากสิ้นปี 2025 ที่ 4,214 เป็น 5,224 หรือเพิ่มขึ้น 24% ในเวลาเพียง 1 เดือน โดยที่หุ้นที่ดันดัชนีขึ้นจริง ๆ ก็คือหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ซึ่งน่าจะขึ้นไปในระดับ 40% เพราะหุ้นอื่น ๆ ในตลาดเกาหลีนั้นไม่ได้ขึ้นไปเท่าไรหรือแทบไม่ขึ้นเลย

ในทางจิตวิทยา ตอนสิ้นปี 2024 นั้น นักลงทุนคงจะอยู่ในอาการ “ไม่เชื่อ” ว่าหุ้นหรือตลาดหุ้นที่เงียบเหงามาเป็นสิบ ๆ ปี นั้น จะมีโอกาสฟื้นได้ ถึงช่วงต้นปี 2025 ก็เริ่มมี “ความหวัง” เพราะการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง บริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น ถึงกลางปี 2025 ก็เริ่ม “มองโลกในแง่ดี” เพราะกำลังได้ประธานาธิบดีใหม่ที่สนใจและสนับสนุนตลาดหุ้นและนักลงทุน ถึงปลายปีก็เริ่ม “เชื่อแล้ว” ว่าหุ้นดีแน่ เพราะปรับตัวขึ้นมาถึง 75% ในปีเดียว แต่พอถึงสิ้นเดือนมกราคม 2026 ที่หุ้นขึ้นมาอย่างน่าตกตะลึง หลายคนกำไรถึง 40% เพราะเข้าไปซื้อหุ้นซัมซุงกับ SK Hynix ก็เริ่ม “ตื่นเต้นดีใจ” กับตลาดหุ้นและการลงทุน คนแห่กันเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้น

เดือนกุมภาพันธ์ 2026 หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออย่างโดดเด่น ดัชนีสิ้นเดือนอยู่ที่ 6,244 หรือเพิ่มขึ้นอีก 19.5% และแน่นอนว่าหุ้นดัง 2 ตัวปรับเพิ่มมากกว่าและไม่น่าจะต่ำกว่า 40% นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่ม ส่วนคนที่ลงทุนอยู่แล้วก็หาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก บางคนเริ่มใช้มาร์จิน เพื่อ “เร่งความรวย” ไม่มีใครกลัวในวันที่หุ้นอาจจะตกลงมาแรงเพราะพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หุ้นก็ดีดตัวกลับมาทุกครั้ง

มีนาคม 2026 เป็นช่วงเวลาที่หุ้น AI ระดับโลก “พักตัว” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วนเริ่มกังวลถึงราคาหุ้นที่ขึ้นไปมากกว่าผลประกอบการที่จะตามมาและอื่น ๆ หุ้น AI เกาหลีก็ไม่เว้น ดัชนีปรับตัวลงเหลือ 5,052 จุดหรือลดลง 19% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยทั้งหลายต่างก็ไม่มีใครถอนตัวออกจากตลาด พวกเขามั่นใจว่ากระแสของ AI “เพิ่งจะเริ่ม” คงไม่จบลงไปง่าย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัฐบาลยังสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์

เดือนเมษายน 2026 เป็นไปตามคาด หุ้นซัมซุงและ SK Hynix วิ่งขึ้นเป็นกระทิงอีกครั้งและแรงกว่าเดิม เพราะคนทั่วโลกมั่นใจว่าการลงทุนใน AI นั้น จะเพิ่มขึ้นถาวรและโลกจะเปลี่ยนไปแบบถาวร หุ้นที่เกี่ยวข้องที่มีความสามารถในการผลิตจะไม่มีใครมาแข่งหรือมาแย่งลูกค้าได้ ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นเป็น 6,599 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 30.6% ภายในเวลาเดือนเดียว ส่วนราคาหุ้นทั้ง 2 ตัว น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นซักเท่าตัวคือประมาณ 60% นักลงทุนรายย่อยตอนนี้อยู่ในอาการที่น่าจะเรียกว่า “มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์” และไม่มีใครสงสัยอะไรอีกแล้วว่านี่ “ไม่ใช่ของจริง”

พฤษภาคม 2026 นี่เป็นเดือนที่ตลาด “คลั่ง” ที่เรียกว่า “Euphoria” เพราะดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปอีก 28.4% จากดัชนี 6,599 จุดเป็น 8,476 จุด และแน่นอนว่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทก็น่าจะปรับขึ้นไปไม่น้อยกว่า 50-60% ภายในเดือนเดียว และหุ้นที่ขึ้นไปก็เป็นเพราะผลประกอบการของบริษัทที่โตขึ้นมากไม่แพ้กัน และนั่นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถแจก “โบนัสบันลือโลก” ให้พนักงานทุกคนที่จะได้กันคนละเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตอนนี้คนเล่นหุ้นของเกาหลีจำนวนมากทำทุกอย่างเพื่อหาเงินหรือหาวิธีมาซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อหวังจะรวยเป็น “เศรษฐี” ในเวลาอีกไม่นาน ไม่มีใครคิดหรือกลัวความเสี่ยงอะไรอีกต่อไป และก็ “โชคดี” รัฐบาลกำลังอนุมัติให้มีการออก “Single-Stock Leveraged ETF” ที่จะทำให้คนสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มขึ้นมากจากเงินที่มีอยู่เท่าเดิม

เดือนมิถุนายน วันที่ 22 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 9,115 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 116% จากต้นปี แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวลงอย่างแรงและปิดตลาดที่ 8,476 หรือเท่ากับตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 คนเริ่ม “กังวล” ว่าราคาหรือดัชนีที่ขึ้นไปสูงมากนั้น สูงเกินไปหรือเปล่า และถ้าเป็นแบบนั้น แม้ว่างบกำไรของบริษัทจะออกมาดีสุดยอด ราคาก็ไปไม่ไหว

กรกฎาคม 2026 น่าจะเป็นจิตวิทยาของ “ความกลัว” ความ “ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง” และการ “ยอมจำนนหรือยอมแพ้” ที่เริ่มเข้าครอบงำตลาดหุ้นแทบจะพร้อม ๆ กัน เพราะราคาหุ้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเรียกหลักประกันมาร์จินเพิ่ม และนักเล่นหุ้นจำนวนมากที่หาเงินเติมไม่ได้ก็ถูกฟอร์ซเซลทำให้หุ้นตกลงไปอีกและก็ก่อให้เกิดการฟอร์ซเซลเพิ่มขึ้นอีก ดัชนี Kospi ตกลงไปต่ำสุดในวันที่ 30 ที่ 5,593 จุด หรือลดลง 34% ภายในเดือนเดียว กลายเป็นหายนะของนักเก็งกำไรที่เคยรวย “บนกระดาษ” ในเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ดัชนีจะเด้งกลับ 17.9% ในวันสุดท้ายของเดือนที่ 6,595 จุด ในวันที่เขียนบทความนี้

ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รู้แต่ว่าประวัติศาสตร์การบูมและแตกสลายของตลาดหุ้นไม่เคยเปลี่ยน เช่นเดียวกับจิตวิทยาของคนที่ก่อให้เกิดสถานการณ์นั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงก็คือเราจะไม่เก็งกำไรและไม่โลภในสถานการณ์ที่ตลาดกำลังบูมสุดขีด






From Settrade

12 Case Studies for Software Engineers

If you want to become good at system design,
then learn these 12 case studies (not kidding):


1 How ChatGPT Apps Work:
https://lnkd.in/eZpyaUbu

2 How YouTube Works:
https://lnkd.in/e7q9F4Sg

3 How Google Docs Works:
https://lnkd.in/ehPNA7Az

4 How Kafka Works:
https://lnkd.in/eTtVAjTg

5 How WhatsApp Works:
https://lnkd.in/eU2fswMi

6 How Airbnb Works:
https://lnkd.in/dGVfstQM

7 How Spotify Works:
https://lnkd.in/eGbWVeNW

8 How Slack Works:
https://lnkd.in/eATMDjrK

9 How Reddit Works:
https://lnkd.in/egmm_P7a

10 How Bluesky Works:
https://lnkd.in/eEhB8V_k

11 How Twitter Timeline Works:
https://lnkd.in/eniXMPfU

12 How Uber Computes ETA:
https://lnkd.in/eVKV2ePC



15 กรกฎาคม 2569

สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


1. ความโง่ไม่ใช่เรื่องของไอคิว แต่คือการไม่ใช้ความคิด
→ คนฉลาดก็สามารถทำสิ่งโง่ ๆ ได้ หากปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อ หรืออคตินำทางแทนเหตุผล

2. อัตตาคือต้นตอของความโง่
→ ความมั่นใจเกินเหตุ (overconfidence) ทำให้เราคิดว่าตัวเองถูกเสมอ และไม่ฟังใคร

3. กลุ่มสร้างความโง่เป็นระบบ
→ การอยู่ในสังคมหรือกลุ่มที่คิดคล้ายกัน ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว

4. การกลัวผิดคือกับดักของการเรียนรู้
→ คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่าผิด เพราะกลัวเสียหน้า ทั้งที่ความผิดคือโอกาสในการพัฒนา

5. ข้อมูลล้นเกิน = โง่แบบมีความรู้
→ ยุคข้อมูลมหาศาลทำให้คน “รู้เยอะ” แต่ไม่คิดวิเคราะห์ กลายเป็นแค่ผู้บริโภคข้อมูลที่สับสน

6. การหัวเราะเยาะคนโง่ อาจทำให้เรากลายเป็นคนโง่เสียเอง
→ การดูถูกคนอื่น คือการปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ของตัวเอง และแสดงอัตตาที่พองโต

7. ความโง่คือสภาพมนุษย์ที่เราทุกคนมีอยู่บางเวลา
→ ไม่มีใครฉลาดตลอดเวลา การตระหนักรู้ในจุดนี้ต่างหาก ที่เป็นก้าวแรกสู่ความเข้าใจและเติบโต


Source


13 กรกฎาคม 2569

ชะตากรรมของ หุ้น AI และพวก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประมาณปี 1995 โลกของการติดต่อสื่อสารดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่ออินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สามารถติดต่อระหว่างบุคคลธรรมดาได้ภายในเสี้ยววินาทีทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำมากผ่านระบบเครือข่ายสายทองแดงหรือตัวนำคลื่นอย่างอื่น ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” ทางด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษยชาติไม่เคยเจอมาก่อนในขณะนั้น

ตั้งแต่ปี 1995 ที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 16 ล้านคน ก็เพิ่มขึ้นแบบ “ทะลุโลก” เป็น 400 ล้านคนทั่วโลกในปี 2000 นั่นทำให้บริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตและบริษัทที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้นมหาศาล และกลายเป็นยุคบูมของธุรกิจ “Dot-com” ที่หุ้นหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตมีรายได้เติบโต “ทะลุโลก”

ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและก็ส่งผลไปถึงดัชนีแนสแด็กที่เติบโตระเบิดตามมา นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็คิดว่าการเติบโตของบริษัทเหล่านั้นจะรวดเร็วและต่อเนื่องไปยาวนานอย่าง “ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะคนในโลกมีหลายพันล้านคน และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็คงต้องใช้ในไม่ช้า

หุ้นของบริษัท Cisco Systems ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์การติดต่อระหว่างจุดเชื่อมการสื่อสารหรือ “Router” รายใหญ่ที่สุดได้รับประโยชน์มากเพราะความต้องการอุปกรณ์นี้เพิ่มขึ้นมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้านเหรียญต่อปีในปี 1995 เป็น 19 พันล้านเหรียญหรือเกือบ 10 เท่าในในเวลา 5 ปี ในปี 2000 และคาดการณ์ว่าจะยังคงโตต่อไปในอัตราเดิมในอนาคตที่ “ยังไม่รู้จบ”

ราคาหุ้น Cisco ในปี 1995 อยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ และเร่งตัวขึ้นอย่างแรงตั้งแต่ปี 1998 กลายเป็น 80 เหรียญ ในช่วงต้นปี 2000 หรือโตขึ้น 40 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี ทำให้ Cisco กลายเป็นบริษัทที่มี “มูลค่ามากที่สุดในโลก” แทนที่หุ้นไมโครซอฟท์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่โลกเกิดการ “ปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ในช่วงประมาณปี 1975 หรือ 25 ปีก่อนหน้านั้น ในวันที่ราคาหุ้น Cisco พีกหรือถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2000 มันมีมูลค่าถึงประมาณ 550,000 ล้านเหรียญหรือ 18 ล้านล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันนี้ และคิดเป็นประมาณ 5.5% ของหุ้นทั้งตลาดแนสแด็ก

แต่แล้ว หุ้น Cisco ก็ถล่มลง ราคาหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็วและแรงมาก ใช้เวลาประมาณปีครึ่งเหลือเพียง 10 เหรียญ หรือลดลงประมาณ 88% เช่นเดียวกับหุ้นด็อทคอมทั้งหลายที่ราคาตกลงมาระดับ 80-95% กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาประมาณ 77% และนั่นก็คือวิกฤติไฮเท็คปี 2000 ที่เรารู้จักกันดี

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้ทะลายลง มันยังอยู่และเติบโตต่อไป มันไม่ใช่สินค้าแฟชั่น มันดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคากลับถูกลงมา ทุกคนใช้มันเหมือนกับการใช้ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคทั้งหลาย มันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์ที่ปฎิวัติโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกัน บริษัท Cisco เองนั้น ไม่ได้ล้มหรือทลายลง ปี 2001 ยอดขายยังโตระเบิดอีก 55% ก่อนที่จะลดลงเหลือปีละ 16% หลังจากนั้น จนมาถึงเร็ว ๆ นี้ เป็นเวลา ประมาณ 25 ปีที่ยอดขายโตขึ้นเป็นประมาณ 60 พันล้านเหรียญ และราคาหุ้นปรับขึ้นมาเท่าเดิมที่ 80 เหรียญเมื่อสิ้นปี 2025 หรือใช้เวลา 25 ปีกว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม

แต่แล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้น Cisco ก็ “กลับมาใหม่” ถึงวันนี้ ราคาก็วิ่งทะลุไปถึงประมาณ 120 เหรียญ หรือขึ้นไปถึง 50% ภายในเวลา 6-7 เดือน อานิสงค์จากการบูมของ “AI” ที่กำลัง “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์” อีกครั้งหลังจากการ “ปฏิวัติอินเตอร์เน็ต” เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน เพราะคนคิดว่า หุ้น Cisco เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับ AI หรือเป็น Supplier ของธุรกิจ AI ดังนั้น มันจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วและโตไปอีกนาน--เหมือนตอนปฏิวัติอินเตอร์เน็ต

ผมเล่าเรื่องของหุ้นที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของการ “ปฎิวัติ” ทางเทคโนโลยี ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของหุ้นอย่างมหาศาลเพราะคนเชื่อว่ายอดขายและผลกำไรของบริษัทจะเติบโตสูงมากและสูงต่อไปอีกนานมาก พวกเขาซื้อหุ้นโดยไม่ได้คิดว่าในอนาคตอันอาจจะไม่ไกลนัก ยอดขายอาจจะลดลง ไม่ใช่เพราะว่าคนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่น้อยลง แต่เป็นเพราะปัจจัย 3 ประการที่มักจะเปลี่ยนไปคือ

1 คู่แข่งของบริษัทจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปมาก บางทีไม่ใช่ว่าคุณภาพจะเหนือกว่า แต่เพราะเขาขายถูกกว่า เป็นต้น
2 กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากคนที่อยู่ในธุรกิจอาจจะล้น เพราะทุกคนต่างก็เร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ราคาสินค้าลดลง และยอดขายของแต่ละรายลดลงจนไม่คุ้มที่จะทำ หรือมีรายใหม่ที่เข้ามาผลิตแข่ง หรือลูกค้าที่เป็นคนใช้หันมาทำเองแทนที่จะซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์ AI อื่น
3 เทคโนโลยีใหม่อาจจะปรากฏขึ้นและมาทดแทนสิ่งเดิมที่ใช้สำหรับเทคโนโลยี่ที่ปฏิวัติ

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นมักทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัทที่กำลัง “ปฎิวัติ” โลกด้วยเทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ไม่โตเร็วแทบจะตลอดไปตามที่คิด บางบริษัทก็อาจจะพ่ายแพ้และล้มหายตายจากไป และนั่นทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปมโหฬารก่อนหน้านั้นตกลงมาแรงในระดับ “หายนะ” ได้

และหุ้น Cisco ก็เป็นตัวอย่างหรือบทเรียนสำหรับนักลงทุนที่กำลังประสบกับธุรกิจ ”AI” ที่กำลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์”อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะนี้

เรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตและการพุ่งขึ้นของหุ้น Cisco นั้น ผมคิดว่าสามารถเป็นโมเดลของหุ้น AI จำนวนมากที่มีราคาพุ่งขึ้นไปแบบเหลือเชื่อ โดยที่หุ้น Nvidia ที่เป็นผู้นำแนวหน้าที่สุด กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกและคิดเป็นประมาณ 14% ของตลาดแนสแด็ก

คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่งหุ้นเอ็นวิเดียจะตกลงมามากระดับอาจจะมากกว่า 40-50% จากจุดสูงสุดคล้าย ๆ กับหุ้น Cisco ที่ตกลงมาถึงเกือบ 90%?

หรือ NVIDIA อาจจะไม่ตกลงมาแบบนั้นเพราะไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาแข่งหรือมาแทนมันได้ ซึ่งทำให้ยอดขายและรายได้เติบโตอย่างรวดเร็วไปเรื่อย ๆ และยาวนาน แต่จะมีหุ้น AI ตัวอื่น ๆ ที่ต้องประสบชะตากรรม ยอดขายโตช้าลงมาก กำไรหายหรือขาดทุนหนักเนื่องจากประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามปัจจัย 3 ข้อดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปแบบ “หลุดโลก” ตกลงมาแบบ “หายนะ”?

ผมไม่มีคำตอบ แต่คิดว่ามีโอกาสมากที่จะเกิดขึ้น เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นมีมากมาย ลองมาดู
1 กลุ่มที่ทำ AI เพื่อขายให้คนเอาไปใช้ซึ่งรวมถึงหุ้นนางฟ้าทั้ง 7 และ Open AI ที่ทำ ChatGPT Anthropic ที่ทำ Claude เป็นต้น กลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยและแข่งกันเองอย่างหนัก ต้องมี “ผู้แพ้” อย่างแน่นอน

2 กลุ่มที่ทำอุปกรณ์ขายให้กับคนอื่นที่ทำ AI ซึ่งทำหรือออกแบบชิพ AI เช่น เอ็นวิเดียที่ทำชิพที่ “สุดยอด” และคนอื่นสู้ไม่ได้เลย และบริษัทอย่างซัมซุง SK Hynix บริษัท Micron หุ้น Intel และ AMD ที่ผลิตชิพที่ใช้สร้าง AI กลุ่มนี้ในไม่ช้าก็อาจจะมีกำลังการผลิตล้น เพราะต่างก็เพิ่มกำลังผลิตและยังน่าจะมีรายใหม่เข้ามาแข่งเพิ่ม

3 กลุ่มผู้รับจ้างผลิตชิพให้กลุ่มที่สอง ที่โดดเด่นก็คือ TSMC และ ASML และ Lam Research เป็นต้น ที่ดูเหมือนว่าหาคนแข่งยาก และกว่าจะสร้างบริษัทอื่นขึ้นมาก็คงใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่รู้ว่าถึงวันหนึ่งจีนอาจจะทำได้

4 กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเช่น สวิทซ์ เร้าเตอร์ สายใยแก้วนำแสง รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรอง และอื่น ๆ ซึ่งบริษัทก็รวมถึง Cisco และ Delta ดังที่กล่าวและอื่น ๆ ที่มียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจาก AI และทำให้หุ้นวิ่ง อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันก็มีมากและสามารถเข้ามาแข่งได้ไม่ยาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีใช้แพร่หลายอยู่แล้วก่อนการเกิดขึ้นของ AI ดังนั้น ถ้าหุ้นขึ้นไปมาก โอกาสที่จะตกลงมาคงสูงพอสมควร

5 นอกจากที่กล่าวมาทุกข้อก็คือ เทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนทำลายหรือลดการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น เกิดเทคนิคใหม่ที่สามารถใช้ชิพน้อยลงไปมาก หรือใช้ชิพที่มีประสิทธิภาพต่ำลงแต่คำนวณได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการชิพลดลงไปมาก เป็นต้น

และทั้งหมดนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนหุ้นกลุ่ม AI ทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเกินไป

วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือการวิเคราะห์และประเมินว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน และความได้เปรียบนั้นยั่งยืนแค่ไหน โอกาสที่มันจะถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และด้วยเทคโนโลยีใหม่มีแค่ไหน ซึ่ง ไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไฮเท็ค ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอเร็น บัฟเฟตต์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับผมที่ต้องขอ “Bye”


From Settrade.com

06 กรกฎาคม 2569

สามทศวรรษในตลาดหุ้นไทย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่พิมพ์ต่อเนื่องมาย้อนหลังไปหลายสิบปี ปีละเล่ม

บทความนี้จะสรุปการลงทุนและผลการลงทุนรวมถึงเป็นการทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับตลาดหุ้นของผมในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่แม่นยำ เพราะความจำผมไม่ค่อยดีนัก

เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ผมต้องถูก “ให้ออกจากงาน” และต้องไปทำงานเป็น “ที่ปรึกษา” ในบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงมีเวลาค่อนข้างมาก นั่งทำงานในห้องเงียบเหงาอยู่คนเดียว ผมเริ่มลงทุนด้วยเงินออมทั้งหมดที่มีโดยการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะ “เอาตัวรอดได้” มีหนี้น้อยหรือบางบริษัทก็ไม่มีหนี้เงินกู้เลย มีกำไรดี สินค้ายังขายได้เพราะเป็นสินค้าผู้บริโภคหรือผู้ส่งออกที่ยังขายสินค้าได้ดีมากเพราะเงินบาทอ่อนค่าลงมาก ทำให้สินค้าขายได้มากขึ้นและมีกำไรที่ดีโดยเฉพาะในช่วงแรกของวิกฤติจากค่าเงินบาทที่ลดลงมาก

“โลกภายนอก” คือสังคมธุรกิจเงียบเหงามาก ตลาดหุ้นกำลังพังทลาย เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังใกล้ล้มละลายเพราะไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลือพอที่จะทำการค้าขายกับต่างประเทศได้ ตลาดหุ้นที่เคยคึกคักและ “นักลงทุน” ที่เคย “ขลุก” อยู่ตาม “ห้องค้า” ของบริษัทหลักทรัพย์ตลอดทั้งวันหายไปเกือบหมด ปริมาณการเทรดหุ้นต่อวันลดเหลือเพียง 3-4,000 ล้านบาท

ผมเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนตาม “แนวทางใหม่” ที่ผมเริ่มใช้ที่เรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ “Value Investments” ตามผู้ก่อตั้งและผู้นำหลักคือ เบน เกร แฮม และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านั้นแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในการลงทุนส่วนตัว หนังสือเล่มนั้นผมตั้งชื่อว่า “ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนในภาวะวิกฤติ” ที่ยังพิมพ์ขายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น ผมก็ยังเริ่มเขียนบทความรายสัปดาห์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในหัวข้อ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่ก็ยังเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

ภายในเวลาอันสั้นหลังจากแนวคิดเรื่องการลงทุนแบบ “VI” ถูกเผยแพร่ออกไป ผมก็ได้รับการติดต่อจากคนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบนั้น เราคุยกันยาวนาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความคิดนั้นอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดก็มีการจัดตั้ง “ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า” และมีการจัดทำเว็บไซ้ต์ ซึ่งกำลังเป็น “เครื่องมือใหม่ของโลกยุคใหม่” ในขณะนั้น ที่จะเป็นศูนย์กลางของเหล่านักลงทุนที่ตอนนั้นต่างก็ประกาศตัวว่าเป็น “VI” และต่อมาก็จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า(ประเทศไทย) ตั้งแต่ปี 2543

VI “รุ่นบุกเบิก” เหล่านั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่นักลงทุนแบบเดิมก่อนวิกฤติที่เราคุ้นเคย ที่มักจะเป็นแนว “แม่บ้าน”หรือ “พ่อบ้าน”ที่เป็นเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่มาขลุกอยู่ตามห้องค้า “เย็น ๆ” เพื่อมา “เล่นหุ้น” และมา “สังคม” กับเพื่อนโดยที่แทบทุก “โบรก” ก็จะมีอาหารว่างและน้ำเลี้ยงลูกค้า แต่กลายเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาสูง หลายคนเคยเป็นนักเรียนระดับ “ท็อป” ของประเทศ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างและทำงานในบริษัทระดับชาติหรือนานาชาติ พวกเขามีเงินออมและต้องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต

ผลการลงทุนของนักลงทุน VI ที่ยึดหลักว่าการซื้อหุ้นก็คือการลงทุนในตัวธุรกิจ พวกเขาจึงเลือกลงทุนในบริษัทที่มีผลงานที่ดีในราคาหุ้นที่ถูกมากที่เรียกว่ามี “Margin of Safety” สูง ซึ่งในเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่บริหารงานแบบทันสมัย และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยการขยายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศเกิดขึ้นมาก กิจการเหล่านั้นจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่า VI ที่เข้าไปซื้อและทำกำไรได้อย่างงดงาม “ตัวแล้วตัวเล่า”

ผลงานการลงทุน 10 ปีแรก จากปี 2540-2549 ของผมนั้น ต้องถือว่า “มหัศจรรย์” เพราะขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 28.2% และทำกำไรหรือได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 38.6% เงินก้อนแรกที่ลงไปในปี 2540 โตขึ้นถึง 25.2 เท่า เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดที่ติดลบแบบทบต้น 1.5% ในช่วงเวลาถึง 10 ปี นั่นทำให้ผมมี “อิสระภาพทางการเงิน” และเกษียณจากการทำงานประจำได้ตั้งแต่ทศวรรษแรกที่ลงทุน

เช่นเดียวกับนักลงทุนแนว VI หลาย ๆ คนที่ทำผลตอบแทนได้ไม่ต่างกัน ในเวลานั้นผมคิดว่าแค่คุณมีความคิดแบบ VI และกล้าเสี่ยง คุณไม่จำเป็นต้องเก่งในการวิเคราะห์หรือมีหลักการป้องกันความเสี่ยงที่ดี คุณก็สามารถรวยได้ คุณก็แค่เป็น “คนแรก” ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอแล้ว

ทศวรรษที่ 2 คือตั้งแต่ปี 2550-2559 นั้น ภาพของ VI ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ความสำเร็จของการลงทุนแนว VI และนักลงทุน VI ได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไป ว่าที่จริงนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่แทบทุกคนต่างก็บอกว่าตนเองเป็น VI อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ ในด้านของตัวนักลงทุนเองที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย “คนมีเงิน” หรือคนที่มีพื้นฐานร่ำรวยอยู่แล้ว เช่น ทำธุรกิจหรือมีพ่อแม่เป็นนักธุรกิจที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแทนที่จะขยายธุรกิจหรือทำธุรกิจของที่บ้าน ตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะ “หาเงินง่ายกว่า” ในคนกลุ่มนี้

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551 และกลายเป็นช่วง 3-4 ปีทองของตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก มีเศรษฐีหุ้นเกิดใหม่เต็มไปหมด

ผลงานการลงทุนของผมยังคงโดดเด่นมากแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับช่วง 10 ปีแรกที่ขนาดพอร์ตยังเล็กมาก เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนของผมเองที่เปลี่ยนจากการลงทุนแนว เบน เกรแฮม ที่เน้นหุ้นราคาถูกเป็นหลัก รวมถึงการเทรดหุ้น VI ตลอดเวลา คือซื้อในราคาถูกและขายเมื่อราคาขึ้นมาพอแล้ว เป็นแบบบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” คือซื้อหุ้นที่ดีมาก มีความสามารถและได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการเติบโตในระยะยาว ในราคาที่เหมาะสม และถือไว้ยาวมากหรือตลอดไป

ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีแบบทบต้นของผมเท่ากับ 29.2% พอร์ตหุ้นโตขึ้นไปอีก 11.9 เท่า เมื่อรวมกับการเติบโตของทศวรรษที่ผ่านมาก็ทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นถึง 337 เท่าในเวลา 20 ปี และในช่วง 10 ปี นี้ พอร์ตก็ขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 14.6% ในปีซับไพร์ม ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีตลาดอยู่ที่ 8.5% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าเทียบกับ VI หลาย ๆ คนแล้ว กลับกลายเป็นผลตอบแทนที่ไม่มาก เนื่องจาก ยุค 10 ปีนี้เป็นยุคที่มีการเก็งกำไรในหุ้น VI สูงมาก หุ้น VI ขนาดเล็กจำนวนมากถูก “Corner” ทำให้ราคาขึ้นไปสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้คนที่เข้าไปเล่นรวยจน “เหลือเชื่อ”

ทศวรรษสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 2560- มิถุนายน 2569 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ย ประกอบกับระบบการเมืองก็ไม่เอื้ออำนวยอานิสงค์จากการรัฐประหารในปี 2557 ที่ส่งผลต่อเนื่องมาตลอดโดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้

พอร์ตหุ้นของผมในช่วง 10 ปีสุดท้ายทำผลตอบแทนทบต้นเหลือเพียง 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในช่วงเวลา 9.5 ปี พอร์ตโตขึ้นเพียง 30.4% ปีที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปีและขาดทุนในระดับประมาณ 10% ทั้ง 3 ครั้ง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ในช่วง 9.5 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย ดัชนีไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย กลายเป็น “Lost Decade” หรือทศวรรษที่หายไป นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นสุทธิไทยเกือบทุกปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นเงินน่าจะระดับ 1 ล้านล้านบาท

ผลงานโดยรวมตลอด 3 ทศวรรษของผมก็คือ ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 22.5% มีผลตอบแทนติดลบ 5 ปี พอร์ตโตขึ้นจากเงินลงทุนปีแรกประมาณ 440 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ2.2% ดัชนีตลาดโตขึ้น 91.3% ในเวลา 30 ปี

จนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเองเริ่มหมดหวังกับตลาดหุ้นไทยมาก จริงอยู่ ตลาดหุ้นไทยโดยรวมในอดีต 30 ปีที่ผ่านมาก็ “ไม่เคยดี” แต่ผมก็รู้สึกว่าเรายังหาหุ้นดีและถูกได้ตามแนว VI แต่ในระยะหลัง การหาหุ้นดีและถูกทำได้ยากมาก หรือหาเจอ ราคาก็ไม่ขึ้นเพราะไม่มีคนซื้อ จนผมคิดว่ามันเป็น “อวสานของ VI” ในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตั้งแต่เริ่มทศวรรษคือประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามอย่างจริงจังและเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 30% ของพอร์ตไปแล้ว เช่นเดียวกับคนอื่นที่นอกจากเวียตนามแล้วก็ยังไปตลาดอื่นเช่น จีนและอเมริกาที่คนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็ดูเหมือนว่าจะกลับฟื้นตัวมีชีวิตใหม่ ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 25% และ “ดีที่สุดในโลก”ประเทศหนึ่ง และแม้ว่าประเด็นเรื่องคนแก่ตัวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ในด้านของระบบการปกครองของประเทศก็ดีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับมากขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า ประเทศไทยจะยังมีความหวังในทศวรรษหน้า\



From Settrade

01 กรกฎาคม 2569

"​ชิมาเอนากะ" ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด



ชิมาเอนากะ ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด

เป็นนกป่าสายพันธุ์เฉพาะถิ่นของญี่ปุ่น

และเป็นสายพันธุ์ย่อยของนกพุ่มไม้หางยาว (long-tailed bushtit) โดดเด่นด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว เพียง 5-6 นิ้ว โดยส่วนหางยาวถึง 3-4 นิ้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดเท่ากัน

​ความพิเศษของชิมาเอนากะคือใบหน้าสีขาวราวหิมะ ซึ่งพบได้เฉพาะในฮอกไกโดเท่านั้น ต่างจากสายพันธุ์อื่นที่อาจมีสีน้ำตาลแซม หรือมีคิ้วสีดำชัดเจน แต่ชิมาเอนากะแห่งฮอกไกโดจะผลัดขนคิ้วออกเมื่อโตเต็มวัย การมีใบหน้าสีขาวล้วนนี้ช่วยให้พวกมันพรางตัวได้อย่างดีเยี่ยมในสภาพแวดล้อมที่มีหิมะปกคลุม

​​ชิมาเอนากะสามารถวางไข่ได้ครั้งละ 7-10 ฟอง โดยตัวเมียจะกกไข่ประมาณ 10-12 วัน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกมันจะช่วยกันเลี้ยงลูกนกทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนกชิมาเอนากะตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้มีลูกเองด้วย พวกมันจะผลัดกันนำแมลงกลับไปป้อนลูกนกที่รัง จนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะหาอาหารเองได้

​ด้วยหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูและขนาดตัวที่เล็กจิ๋ว ทำให้ชิมาเอนากะได้รับฉายาว่า "ภูติหิมะแห่งฮอกไกโด" เพราะเมื่อพวกมันบินดูเหมือนก้อนหิมะเล็กๆ ลอยไปมา นอกจากนี้ยังเป็นนกขวัญใจของช่างภาพ และในฮอกไกโดเองก็มีสินค้ามากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกชนิดนี้ รวมถึงมีมต่างๆ บนโลกออนไลน์อีกด้วย








29 มิถุนายน 2569

ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

จีนเป็นประเทศที่ดูเหมือนว่าจะ “ทรงพลัง” และมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก บริษัทของจีนก็เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถในการแข่งขัน “ไม่แพ้ใครในโลก” โดยเฉพาะในด้านของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องชี้วัดที่จะบอกถึงความก้าวหน้ายิ่งใหญ่ของประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และดังนั้น ตลาดหุ้นของจีนโดยเฉพาะที่เป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีก็ควรจะเติบโตมหาศาลจนคับประเทศเฉกเช่นเดียวกับตลาดหุ้น Nasdaq ของอเมริกาใช่ไหม?

เปล่าเลย! ตลาดหุ้นจีนซึ่งประกอบไปด้วยตลาดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็คือตลาดหุ้นหลักของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในเศรษฐกิจ “เก่า” ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นไฮเท็คของจีน และตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งเป็นแหล่งของบริษัทขนาดใหญ่ที่ติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกและเป็นตลาดการเงินของประเทศ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานั้น กลับไม่ได้เติบโตขึ้นเลย ดัชนีของทั้ง 3 ตลาดจากวันที่ตลาดอยู่ในช่วงพีกหรือจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 11 ปี นั้น ลดลง -20.2% -10.3% และ -11.6% ตามลำดับ หรือเรียกว่าเป็น “ทศวรรษที่หายไปของตลาดหุ้นจีน”

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นจีน?
คำตอบของผมอยู่ที่ประเด็นใหญ่ ๆ สองสามเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและน่าจะกระทบกับตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของจีนที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่โตแบบ “Super Growth” หรือโตแรงแบบสุดยอดอย่างที่โลกไม่เคยพบมาก่อน มาเป็นการเติบโตเร็วมาก และสุดท้ายเป็นการโตที่ใช้ได้ในฐานะประเทศที่ยังไม่ถึงกับเป็นประเทศที่ร่ำรวย

นั่นก็คือ ในช่วงปี 2005-2011 เป็นเวลา 7 ปี GDP จีนโตเฉลี่ยปีละ 11% นั่นก็คือ ใช้เวลาเพียง 6.5 ปี เศรษฐกิจก็โตขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว และช่วงปี 2012-2019 เป็นเวลา 8 ปี GDP โตขึ้นปีละ 7% ซึ่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังเติบโตเร็วมากหรือเร็วพอ ๆ กับไทยในช่วงที่เศรษฐกิจไทยโตเร็วแบบ “โชติช่วงชัชวาล” เมื่อซัก 30 ปีก่อน และพอ ๆ กับเวียตนามในช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่พูดกันว่าเป็นเศรษฐกิจที่ “โตเร็วที่สุดในโลก”

ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ในปี 2020 ถึงปีที่แล้วคือ 2025 เป็นเวลา 6 ปี เศรษฐกิจของจีนก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจโตโดยเฉลี่ยปีละแค่ 4.8% ซึ่งแม้ว่าจะยังดีอยู่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่โดยมาตรฐานของจีนแล้ว นี่คือเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหา และจากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจจีนคงไม่กลับมาเติบโตมากกว่านี้อีกแล้วอานิสงค์จากการที่สังคมจีนเริ่ม “แก่ตัว” ลงอย่างรวดเร็ว การบริโภคโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์คงลดลงไปมาก เช่นเดียวกับกำลังการผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่เกินความต้องการ และการส่งออกก็คงต้องชะลอตัวลงเพราะโลกคงรับสินค้าของจีนไม่ไหว

และเมื่อเศรษฐกิจโตช้าลงเรื่อย ๆ ดัชนีตลาดหุ้นก็ไปไม่ไหว ซึ่งก็คงจะคล้าย ๆ กรณีของญี่ปุ่นที่เคยประสบกับ “ทศวรรษที่หายไป” สองรอบต่อกันในช่วงตั้งแต่ปี 1990 หรือของไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่าน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะมีผลต่อผลงานของตลาดหุ้นจีนก็คือ เหตุการณ์ที่นาย สี จิ้นผิง ขึ้นสู่อำนาจ ปกครองจีนและมีนโยบายบางอย่างที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดหุ้น โดยที่สีจิ้นผิงนั้น มีความแตกต่างจากผู้นำยุคก่อนหน้านั้นตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงที่เน้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเป็นทุนนิยมและลดอำนาจของผู้นำประเทศ มาดูว่าแตกต่างอย่างไร

ผมจะใช้ข้อมูลของสีจิ้นผิงมาประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นจีนเพื่อที่จะสนับสนุนข้อโต้เถียงที่ว่าตลาดหุ้นจีนที่กลายเป็นตลาดที่ประสบกับทศวรรษที่หายไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารประเทศและนโยบายของสีจิ้นผิงด้วย

เริ่มต้นจากการขึ้นสู่อำนาจของสีจิ้นผิงในปี 2013 นั้น เขาได้รับการเลือกตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้เป็นประธานาธิบดี โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นเลขาธิการพรรคที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีนอยู่แล้ว นอกจากนั้น เขาก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของจีน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาสูงสุดทางทหารของจีนด้วย ทั้งหมดนั้น ทำให้เขาคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศในทุกด้านซึ่งไม่เคยปรากฎว่ามีผู้นำจีนคนไหนที่คุมอำนาจในระดับนี้

เมื่อขึ้นสู่อำนาจในช่วงปลายปี 2012 สีจิ้นผิงได้ประกาศแนวคิดเรื่อง “Chinese Dream” หรือความฝันของคนจีน คล้าย ๆ กับ “American Dream” หรือความฝันของคนอเมริกันทุกคนที่จะร่วมกันสร้างความมั่งคั่ง สร้างประเทศจีนให้ยิ่งใหญ่ รวมคนจีนทุกหมู่เหล่าที่จะช่วยกันทำประเทศให้เข้มแข็ง ให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจ และแน่นอน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ในยามที่สถานะของจีนกำลังโดดเด่นขึ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นดูเหมือนจะตอบสนองอย่างแรง จากวันที่ 12 มิถุนายน 2014 ตลาดหุ้นทุกตลาดก็เริ่มวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็เข้าตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แทบทุกคนต่างก็กู้เงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเพื่อที่จะทำกำไรได้อย่างรวดเร็วและมากที่สุด
ภายใน 1ปี ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ให้ผลตอบแทนถึง 152% ดัชนีเสิ่นเจิ้น +150% และดัชนีฮั่งเส็งบวกเพียง 18% อาจจะเพราะคนฮ่องกงกำลังประท้วงจีนเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดกติกาการเลือกตั้งในฮ่องกงใหม่จากรัฐบาลจีนที่กำลังกระชับอำนาจในการปกครองฮ่องกงที่ “มีเสรีภาพมากเกินไป” ตั้งแต่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

การบูมเป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” ของตลาดหุ้นจีนจนถึงจุดสูงสุดในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 “แตก” ลง ราคาหุ้นในทุกตลาดดิ่งลงเป็น “วิกฤติ” ภายในเวลา 8 เดือนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ตกลงมา -46.8% เช่นเดียวกับดัชนีเสิ่นเจิ้นที่ลดลงพอ ๆ กันที่ -47.3 และดัชนีฮั่งเส็งที่ลดลงมา -32.8% อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากนักลงทุนรายย่อยที่ถูกบังคับขายหุ้นอย่างถล่มทลาย

หลังจากหุ้น “ตกถึงพื้น” มันก็เด้งขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016 จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 เป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นไป 19.2% ดัชนีเสิ่นเจิ้นบวกถึง 41.2% และดัชนีฮั่งเส็ง +36.1% และนั่นก็เป็นเวลาที่หุ้นเท็คโนโลยี่กำลังพุ่งขึ้น แจ็คหม่าแห่งอาลีบาบา “เดินกระทบไหล่” กับมาร์กซักเกอร์เบิร์กที่อเมริกาเป็นข่าวไปทั่วโลก
ในจีนเองนั้น ธุรกิจไฮเท็คโดยเฉพาะดิจิทัลของจีนกำลังแสดง “พลังอำนาจ” ในประเทศที่อำนาจทางเศรษฐกิจนั้นยังอยู่ในมือของผู้นำทางการเมือง แจ็คหม่าถึงกับเคยวิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่คุมระบบการเงินและธนาคารของประเทศกลางที่ประชุมในขณะที่ตนเองกำลังเตรียมทำ IPO หุ้น “ Ant Financial” ที่อาจจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น

แต่แล้ว ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 การทำ IPO ของ Ant Financial กลับถูกปฎิเสธโดยหน่วยงานของรัฐบาลจีน และหลังจากนั้น แจ็คหม่าก็ต้องลดโปรไฟล์ของตนเองลงจนแทบหายไปจากสังคม เช่นเดียวกับบริษัทดิจิทัลขนาดใหญ่และผู้นำของบริษัททุกแห่งที่ต้อง “เก็บตัวเงียบ” ดูเหมือนว่ารัฐไม่อยากให้เอกชนหรือบริษัทธุรกิจมีอำนาจในการควบคุม “ข่าวสาร” มากเกินไปที่จะสามารถท้าทายอำนาจของรัฐได้

ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 จนถึง 25 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาประมาณ 5 ปีกับ 7 เดือน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นเพียง 25.9% แต่ที่หนักกว่าก็คือ หุ้นเท็คดิจิทัลคือดัชนีตลาดเสิ่นเจิ้นบวกขึ้นมาเพียง 20.6% หมดสภาพเป็นหุ้นโตเร็วอย่างสิ้นเชิงในขณะที่โลกของไฮเท็คที่สหรัฐนั้นกำลังโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่วนดัชนีฮั่งเส็งนั้น ตลอดเวลากว่า 5 ปีกลับติดลบ -3.2% อานิสิงค์จากการ “ปราบปราม” การประท้วงต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2019 ที่มีคน “เป็นล้าน” เข้าร่วมและยืดเยื้อยาวนาน จนถึงวันนี้ ต้องถือว่าฮ่องกง “ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ในทุก ๆ ด้าน

สำหรับผม บทเรียนจากตลาดหุ้นจีนในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมาก็คือ ข้อแรก จงระวังเวลาที่ตลาดหุ้น “ขึ้นเป็นบ้า” และนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยต่างก็แห่กันเข้าตลาดหุ้น ทุ่มเงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่น่ากลัวมาก จงกลัวและอย่าโลภเด็ดขาด เพราะเวลาที่ตลาดถล่มนั้น มันจะเร็วมากจนหนีไม่ทัน อย่าพยายามหาเหตุผลที่หุ้นขึ้น และก็ไม่ต้องคิดว่ามันจะไม่ถล่มเพราะ “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เพราะครั้งนี้ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมจริง ๆ แต่ “จะเสี่ยงไปทำไม?”

ข้อสอง เศรษฐกิจที่กำลังถอยลงเรื่อย ๆ ที่เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างเช่น การเกิดที่น้อยลงและคนสูงอายุขึ้น แม้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ก็ยังสูงกว่ามาตรฐานอยู่นั้น ไม่ค่อยจะเอื้อให้ตลาดหุ้นโตได้เร็วในระยะยาว

สุดท้าย นโยบายของรัฐที่ไม่เอื้อให้ธุรกิจโตหรือมีกำไรที่ดี ไม่ช่วยให้ตลาดหุ้นโตไปได้ตามศักยภาพ และ
การ “กำหราบ” ธุรกิจหรือบริษัทที่มีพลังอำนาจมากอย่างเช่น ธุรกิจไฮเท็คดิจิทัลนั้น มีผลเสียต่อการเติบโตและความก้าวหน้าของหุ้นอย่างหนัก และนี่ก็เห็นได้ชัดจากความแตกต่างของ Market Cap. ของหุ้นเทคอเมริกากับหุ้นเทคจีนที่ “ห่างกันคนละโลก” แม้ว่าระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะใกล้กันระดับ “หายใจรดต้นคอ”



From Settrade

24 มิถุนายน 2569

Game หมูเด้งรัน แรงบันดาลใจจากหมูเด้ง และเกมส์ Rex Run บน Google Chrome

Game หมูเด้งรัน แรงบันดาลใจจากหมูเด้ง และเกมส์ Rex Run บน Google Chrome

มาลองเล่นกันครับ

ทำ High Score เพื่อติดอันดับตารางคะแนน

Unlock Card Collection สวยงาม


https://moodeng-run.piggyman007.com












22 มิถุนายน 2569

AI Peak-VI Bottom? - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านก็ต้องถือว่าจบลงแล้วหลังจากที่มีการลงนาม “สงบศึก” ขั้นต้นลงไปเมื่อสองสามวันก่อน อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นอเมริกาและโลกก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อสงครามที่นักลงทุนกลัวกันว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างหนักจบลง
หรือจริง ๆ แล้วสงครามแทบจะไม่ได้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นตั้งแต่แรก? ดังนั้น พอสงครามสงบ ตลาดหุ้นก็ไม่ได้สะท้อนปัจจัยนี้เลยใช่ไหม?

ลองมาดูกันว่าเหตุการณ์หรือปัจจัยอะไรที่มีผลกระทบกับตลาดหุ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งรวมถึงปัจจัยของสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนและจบลงไปแล้ว ที่เราได้เห็นปรากฎการณ์หุ้นบูมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น

เหตุการณ์ที่ผมเชื่อว่ามีผลอย่างแน่นอนที่ทำให้หุ้นบูมหนักในรอบนี้ก็คือ การปรากฏตัวของ “ChatGPT” โมเดล “AI” ที่ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อกับคนที่ทำให้คนทั้งโลก “ช็อก” ในความสามารถของมัน ที่เก่งและมีความรู้ความเข้าใจเหนือมนุษย์แทบทุกคนในแทบทุกเรื่อง และหลังจากนั้นก็มีโมเดลตัวอื่น ๆ อีกหลายตัวที่เกิดตามมาและมีความสามารถมากยิ่งขึ้นไปอีก จนคนเชื่อว่าอนาคตอีกไม่นานมันจะสามารถทำงานแทบทุกอย่างแทนที่มนุษย์ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ซึ่งนั่นก็จะเป็นการ “ปฎิวัติ” ครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจอย่างที่โลกไม่เคยประสบมาก่อน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ที่มีการเปิดตัว ChatGPT จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2026 เป็นเวลา ประมาณ 3 ปีครึ่งนั้น ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในธุรกิจดั้งเดิมให้ผลตอบแทนประมาณ 50% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นคือให้ผลตอบแทนปีละ 12% ซึ่งจากมาตรฐานของอดีตที่ยาวนานก็ต้องถือว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นประวัติศาสตร์

ดัชนี S&P500 ในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนรวม 84% หรือผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 19% และนี่เป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ของอเมริกาทั้งประเทศ ซึ่งก็รวมถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและธุรกิจไฮเท็คซึ่งในช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็คือ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก

ตัวเลข 19% ติดต่อกัน 3 ปีครึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่ยอดเยี่ยมมาก และนี่ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั้งประเทศอเมริกาและทั่วโลกต่างก็วิ่งเข้ามาลงทุนในดัชนี S&P จำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็แนะนำว่านักลงทุนรายย่อยนั้น ไม่ควรจะลงทุนเองหรือหานักเลือกหุ้นมืออาชีพมาลงทุนแทนเลย ในเมื่อการลงทุนในกองทุนหุ้น S&P นั้น ให้ผลตอบแทนสุดยอด ความเสี่ยงต่ำ และเสียค่าธรรมเนียมเพียงน้อยนิด

ดัชนี Nasdaq ที่เป็นตัวแทนของหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI นั้น ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง “รอบนี้” ให้ผลตอบแทนรวมกันถึง 130% หรือเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 28% และนี่น่าจะนับได้ว่าเป็น “ปีทอง” ของหุ้นเท็ค ที่คนที่เน้นการลงทุนในกลุ่มที่เป็นหุ้น “แห่งอนาคตของโลก” ต่างก็มีความสุขจากการที่ได้ผลตอบแทนที่หาได้ยากมาก เพราะความผันผวนของผลตอบแทนในรอบนี้ก็มีน้อยและสั้นมาก

แต่ผลตอบแทนสุดยอดและ “หลุดโลก” จริง ๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” หรือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” ที่ประกอบด้วยหุ้น เอ็นวิเดีย กูเกิล แอปเปิล ไมโครซอฟท์ อะมาซอน เมตา และเทสลา ซึ่งเฉลี่ยให้ผลตอบแทนในช่วงที่ AI เริ่มบูมจนถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ให้ผลตอบแทนรวมถึง 500% หรือเท่ากับผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 66% จนทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มนี้คิดเป็นอย่างน้อยน่าจะ 30-40% ของหุ้นทั้งประเทศไปแล้ว

และนั่นก็คือผลกระทบจากความก้าวหน้าของ “AI” ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไฮเท็คและเฉพาะอย่างยิ่ง AI นั้น เติบโตขึ้นอย่างแรงและรวดเร็วที่สุด “ในประวัติศาสตร์” ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ในขณะที่หุ้นที่เป็นตัวแทนของ “โลกเก่า” เช่น อาหาร พลังงาน สินค้าผู้บริโภค เป็นต้น ก็โตขึ้นตามปกติ อาจจะประมาณปีละ 10% แบบทบต้น โดยที่ดัชนีดาวโจนส์ที่โตขึ้น 12% นั้น อาจจะมีหุ้น AI บางส่วนที่ช่วยดึงดัชนีขึ้นมา 2-3% ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งนี้

ต่อไปลองมาดูว่าสงครามสหรัฐกับอิหร่านที่ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ถึง วันที่ 16 มิถุนายน 2026 คิดเป็นเวลาประมาณ 3 เดือนครึ่งว่าผลตอบแทนของดัชนีแต่ละตัวเป็นอย่างไร

ดัชนีดาวโจนส์เติบโตขึ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมาก คือเกือบ 19% ในเวลาเพียง 3-4 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้น ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อตลาดหุ้นเลย หรือถ้าจะมีก็คงมีแต่ผลดีโดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจพลังงานที่ได้ประโยชน์จากการขายน้ำมันและแก๊สของอเมริกาที่ขายได้มากขึ้นและได้ราคาที่ดีมาก

ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจอเมริกาทั้งประเทศนั้น เมื่อเกิดสงครามจนถึงสงครามสงบให้ผลตอบแทนประมาณ 22% ดีกว่าดาวโจนส์เพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าดีมากในประวัติศาสตร์ สงครามไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กลัวเลย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามไม่ได้เกิดที่อเมริกา ซึ่งจากประวัติศาสตร์บอกว่า หุ้นอเมริกามักจะไม่โดนกระทบ แม้ว่ามันจะเป็นสงครามโลก ไม่ต้องพูดถึงสงครามกับอิหร่าน

ดัชนี Nasdaq ในช่วงสงครามนั้น ภายในเวลาแค่ 3-4 เดือนกลับบวกไปถึง 33% สูงกว่าช่วงก่อนหน้ามาก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องของสงคราม แต่มันน่าจะเป็นช่วงที่ AI เร่ง “สตีม” ขึ้นหลังจากที่วิ่งขึ้นมาประมาณ 3 ปีนับจากการเปิดตัว ChatGPT กล่าวคือ หุ้นที่เป็น “Supply Chain” หรือหุ้นขนาดเล็กลงมาที่ป้อนสินค้าให้กับการสร้าง AI เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรง ดันให้ดัชนี Nasdaq พุ่งแรงขึ้นไปอีก อาจจะเรียกว่าเป็น “คลื่นรอบที่ 2” หรือ “รอบสุดท้าย?” ของ AI

เพราะภายใต้การเพิ่มสูงขึ้นของดัชนี Nasdaq นั้น ในส่วนของราคาหุ้นกลุ่มนางฟ้าทั้ง 7 กลับ “ชะลอตัวลง” ราคาเฉลี่ยทั้งกลุ่มโตขึ้นเพียง 29% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเทียบกับที่เคยโตปีละ 66% แบบทบต้นในช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น และต่ำกว่าดัชนี Nasdaq ในช่วงเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า “กระแสการลงทุนในหุ้น AI” กำลังชะลอตัวลง เพราะหุ้นขนาดใหญ่อาจจะเริ่มแพงเกินไป นักลงทุนเริ่มหันไปหาหุ้น AI ขนาดเล็กลงมาที่ยังถูกกว่า

ในส่วนของ “หุ้นเศรษฐกิจเก่า” ที่มีดัชนีดาวโจนส์เป็น “ตัวแทน” นั้น ดูเหมือนว่าช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจะมีผลงานที่ดีขึ้นมาก คือให้ผลตอบแทนถึงกว่า 18% เทียบกับ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้านั้นที่ 12% ต่อปี ผลต่างถึง 50% โดยที่ยังไม่คิดถึงระยะเวลาด้วยซ้ำ ความหมายก็คือ หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจเก่าขนาดใหญ่กำลังปรับตัวดีขึ้น และผมเชื่อว่าหุ้นกลุ่ม Value น่าจะเป็นตัวนำในกลุ่มธุรกิจเก่าในยามนี้ เพราะหุ้นเศรษฐกิจเก่าที่โตเร็วคงหาได้ยาก ดังนั้น ความรู้สึกของผมก็คือ หุ้นกลุ่ม Value หรือ VI อาจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอาจจะกำลังขึ้น

ในส่วนของหุ้นกลุ่ม AI นั้น การเติบโตกำลังชะลอตัวลง เริ่มจากหุ้นขนาดยักษ์ที่เป็น 7 นางฟ้าที่กำลังเติบโตช้าลง และชดเชยด้วยหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ทำให้การเติบโตของดัชนี Nasdaq ดำเนินต่อไป และในที่สุด เมื่อหุ้นแทบทุกตัวก็จะเติบโตจนราคาแพงเกินกว่าความเป็นจริงตามพื้นฐานของธุรกิจ เมื่อนั้น ก็จะเป็นจุด “Peak” หรือจุดสูงสุดของราคาและดัชนีหุ้นในกลุ่ม ซึ่งผมก็ยังไม่อยากฟันธงว่าหุ้นกลุ่ม AI ไฮเท็คนั้นเป็น “ฟองสบู่” ที่จะต้อง “แตก”

ความเชื่อของผมก็คือ โอกาสที่หุ้น AI จะโตต่อไปอีกมากมายอย่างที่คนในอุตสาหกรรมหลาย ๆ คนพูดถึงนั้น คงจะน้อยกว่าโอกาสที่ “ฟองสบู่ AI-Hi Tech” จะ “แตก” มาก

จากความเชื่อแบบนั้น นั่นคือ หุ้น AI กำลัง Peak คือถึงจุดสูงสุด และหุ้น VI กำลังถึง “Bottom” กลยุทธลงทุนคืออะไร?
กลยุทธแรกก็คือ อย่าซื้อหุ้น AI โดยเฉพาะที่ราคาขึ้นไปอยู่ในระดับสูงและร้อนแรงมาก ถ้ามีอยู่ก็อาจจะต้องขาย และผมคิดว่ารวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เป็น “Supply Chain” หรือหุ้นที่ผลิตสินค้าป้อนให้กับธุรกิจ AI ที่ตอนนี้หุ้นขึ้นร้อนแรงยิ่งกว่า “AI ตัวแม่” ก็อย่าไปซื้อ เพียงแต่ถ้าถืออยู่และราคายังไม่ได้ขึ้นไปสูงมาก ก็อาจไม่จำเป็นต้องขาย

กลยุทธต่อมาก็คือ การลงทุนในหุ้น “VI” ที่มีผลงานย่ำแย่มานานหลายปี ถึงวันนี้ผมคิดว่าหุ้น VI ที่ธุรกิจมีความแข็งแกร่งและยังมีความได้เปรียบในกา

รแข่งขันที่ยั่งยืน และกำไรเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ได้โตมาก ซึ่งทำให้หุ้นมีค่า PE ต่ำกว่าอดีตมากและไม่เกิน 15 เท่า โดยที่มีปันผลในระดับอย่างน้อย 3% ขึ้นไป เป็นหุ้นที่ “สามารถลงทุนได้” โดยที่มี “Margin of Safety” หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยเพียงพอถ้าสามารถถือได้ยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น VI ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนั้น ผมคิดว่าอยู่ที่ภาวะตลาดหุ้นโดยรวมหลังจากนี้ กล่าวคือ ถ้าตลาดหุ้นเกิด “วิกฤติ” ตกลงมารุนแรงมาก อานิสงค์อาจจะเพราะ “ฟองสบู่ AI แตก” หุ้นทุกตัวซึ่งรวมถึงหุ้น VI ก็อาจจะตกตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความรุนแรงของการตกของหุ้น VI จะต่ำกว่าหุ้น AI มาก และถ้าถือหุ้นต่อไปยาวพอ เช่น 3 ปี ราคาหุ้นจะกลับมาและเราก็อาจจะไม่ขาดทุนแม้ว่าจะเกิดวิกฤติ

ทั้งหมดนั้นผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของการ “คาดเดา” จากความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง ผมไม่รับผิดชอบกับใครก็ตามที่อาจจะขาดทุนในการทำตามที่ผมพูด เพราะ “กฎเหล็ก” ของการลงทุนนั้น เจ้าตัวคือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว




From Settrade