28 ธันวาคม 2554

เผยมุมมอง "พระว.วชิรเมธี"..พ่อแม่คนไทยเรียนรู้อะไรจาก "สตีฟ จ็อบส์"

แม้จะลาลับโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่สิ่งที่เจ้าพ่อแอบเปิลอย่าง "สตีฟ จ็อบส์" (สตีเวน พอล จ็อบส์) ได้สร้างเอาไว้ นับว่ามีประโยชน์ต่อโลกอย่างประมาณค่าไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาจากมันสมองของเขาเท่านั้น แต่การที่คนคนหนึ่งสามารถทำงานสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกได้มากมายขนาดนี้ ย่อมหมายความว่าเขาต้องมีคุณสมบัติ และมีวิธีคิดที่น่าศึกษา และเรียนรู้อยู่ไม่น้อย

วันนี้ ทีมงาน Life & Family ได้รับโอกาสอันดีจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย พระนักคิดที่จะมาวิเคราะห์ถึงสิ่งที่พ่อแม่คนไทยควรเรียนรู้จากชีวิตของอัจฉริยะแห่งโลกไอที ชายผู้เกิดมาเขย่าโลกรายนี้กัน โดยสิ่งแรกที่พระนักคิดท่านนี้มอง และอยากให้พ่อแม่นำไปเป็นหลักคิด คือ การเป็นผู้ชายที่รับผิดชอบต่อครอบครัวของเขา

ถึงแม้สตีฟในวัยเด็กจะถูกพ่อแม่แท้ ๆ ยกให้คนอื่นเนื่องจากไม่มีปัญญาเลี้ยงดู เมื่อเขาได้เป็นพ่อคนในวัยที่ยังไม่พร้อม และดูเหมือนในตอนแรกสตีฟได้ทอดทิ้งเด็กคนนั้นเหมือนกับที่พ่อแม่แท้ ๆ ทิ้งเขาไป แต่สุดท้ายสตีฟก็สำนึกผิด และกลับมารับผิดชอบด้วยการส่งเงินเลี้ยงดูลูกสาว (ลิซ่า) ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนทั้งหมด และซื้อบ้านให้แม่ลูกอยู่โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า

หลังจากนั้น สตีฟได้เข้าพิธีสมรสกับลอเรนซ์ โพเวลล์ เมื่อวัน 18 มีนาคม ค.ศ. 1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน เขาถือเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวมาก

"สตีฟเป็นแฟมิลีแมนตัวจริง เขารักครอบครัวของเขามาก ซึ่งเขาเคยต่อรองกับพระเจ้าว่าอย่าเพิ่งเอาชีวิตของเขาไปนะ รอให้ลูกชายของเขาจบมหาวิทยาลัยก่อน นี่คือตัวสะท้อนถึงความเป็นพ่อของเขาได้เป็นอย่างดี" พระนักคิดกล่าวชื่นชม

ส่วนอีกเรื่องที่พ่อแม่คนไทยสามารถเรียนรู้ และดึงไปใช้เป็นหลักคิดในการเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดีเช่นกัน คือ การเป็นคนคิดต่าง (Think Different) และคิดนอกกรอบของสตีฟ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่นำพาเขาไปสู่ความเป็นสุดยอดนวัตกรผู้รังสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก


"สตีฟ เป็นคนคิดต่างอย่างสิ้นเชิง และการคิดของเขาสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล แต่เด็กไทยทุกวันนี้น่าห่วงมาก พวกเขามักถูกสอนมาว่า อย่าคิดต่าง หรือคิดนอกกรอบ ควรฟังผู้ใหญ่ อย่าเถียง อย่าวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งด้วยฐานความคิดเช่นนี้ อาตมาคิดว่าอาจทำให้ประเทศเราไม่ค่อยมีนักสร้างนวัตกรรม เราไม่มีปัญญาชนคนรุ่นใหม่ เราไม่มีนักคิดคนใหม่ เรามีแต่คนที่คอยลอกงานคนอื่นเขาใช่หรือไม่ แต่สตีฟเขาบอกเลยว่า เขาเป็นคนคิดต่าง และเขาประสบความสำเร็จได้เพราะวิธีคิดเช่นนี้" ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัยสะท้อนถึงปัญหาการเลี้ยงลูกที่ปิดกั้นโอกาส ทำให้เด็กคิดไม่เป็น และคิดไม่ลึก

"ดังนั้น พ่อแม่ที่มีลูกชอบคิดต่าง ควรส่งเสริมให้เด็กคิด และเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ หรือเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจจะมี สตีฟ จ็อบส์ที่เป็นคนไทยก็ได้" พระนักคิดฝากถึงพ่อแม่คนไทย

ไม่เพียงแต่ตัวสตีฟเองเท่านั้น บทบาทการเลี้ยงลูกของพ่อแม่บุญธรรม (พอล และคลารา จ็อบส์) ของเขาคือสิ่งที่น่าเรียนรู้เช่นกัน โดยเฉพาะความรักที่มีต่อสตีฟ ทำให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนพิเศษ และไม่เคยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีส่วนสำคัญมากในการสร้างบุคลิกของเขาในเวลาต่อมา

"สตีฟเติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เป็นนวัตกรเต็มตัว มีพ่อแม่เคยหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับเขามาโดยตลอด พ่อของสตีฟเป็นคนชอบซื้อนวัตกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาให้เขา และพาไปลุยหาซื้ออะไหล่ด้วยกันอยู่บ่อย ๆ นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาชอบคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งกล่าวกันว่า เมื่อสตีฟได้ผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรมาสักอย่าง สิ่งแรกที่ทำคือ แกะชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาดูเพื่อศึกษาว่ามันสร้างขึ้นมาอย่างไร นิสัยนี้ติดตัวเขาไปจนโต ต่อยอดให้เขามีความสนใจใคร่รู้ไม่จบสิ้น"

ฉะนั้น พระนักคิดสะกิดใจพ่อแม่คนไทยว่า คนเป็นพ่อแม่ เวลาจะหยิบอะไรใส่มือลูกต้องคิดให้ดี ๆ เพราะบางทีของชิ้นเดียวที่ใส่มือลูก อาจทำให้ลูกเป็นอัจฉริยะที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปอีกคนหนึ่งก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกัน หากเลือกไม่ดี หรือหยิบของที่ไม่เหมาะสมใส่มือลูก บางทีของชิ้นนั้นอาจทำร้ายชีวิตลูกไปเลยก็เป็นได้

นอกจากชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลกอย่างสตีฟ จ็อบส์ที่พ่อแม่คนไทยควรศึกษา และเรียนรู้แล้ว พระนักคิดท่านนี้ บอกต่อไปอีกว่า บุคคลสำคัญท่านอื่น ๆ ก็ควรค่าแก่การศึกษาเช่นกัน เพราะหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิตของบุคคลเหล่านี้ เป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิต และการเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดี

"ชีวิตคนมีขาวมีดำ มีบวกมีลบ ชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดเป็นชีวิตที่ไม่น่าศึกษาหรอก อย่าลืมนะว่า ดอกบัวเองก็เกิดมาแต่ตม ฉะนั้นจะแปลกอะไรถ้าสตีฟมีชีวิตด้านมืดด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านมืดหรือด้านสว่าง ถ้าเราศึกษาในฐานะชีวประวัติของบุคคลคนหนึ่ง อาตมาว่ามันคุ้มที่สุด เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาเพื่อนำมาเตือนเราว่า เราจะไม่ผิดพลาดได้อย่างไร เรียนรู้จากความสุดยอดของเขาเพื่อมาบอกกับตัวเอง และสอนลูกสอนหลานว่าเราจะนำสิ่งดี ๆ เหล่านั้นไปต่อยอดได้อย่างไร" พระนักคิดทิ้งท้าย

from http://is.gd/wj4I4o

19 ธันวาคม 2554

สุขบนทุกข์ของคนอื่น ฉายภาพตัวตนคนนับถือตัวเองต่ำ

มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย

การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ

เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง

จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น "ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น", "ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม" ฯลฯ

ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน

จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ ซึ่งเมื่อถามถึงความรู้สึก ปรากฏว่า ความยินดีในความทุกข์ที่เกิดกับคนอื่น ๆ นั้นลดน้อยลง

สำหรับผลงานวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการนับถือตนเองยังพบว่าคนที่มีระดับการนับถือตนเองต่ำ จะมีปัญหาด้านอารมณ์มากกว่าคนที่มีการนับถือตนเองสูง บางครั้งบุคคลที่นับถือตนเองต่ำจะแสดงจุดเด่นบางอย่างเพื่อเป็นการชดเชย แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกพร่องในการนับถือตนเองหรือความภาคภูมิใจในตนเอง แม้จะพยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเองแล้วก็ตาม

ในทางกลับกันบุคคลที่มีการนับถือตนเองสูง (High self-esteem) จะสามารถมีความสุขและพึงพอใจในชีวิต เพราะเขาจะมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จที่มีผลมาจากความปรารถนาที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานบรรลุผล ไม่ใช่จากแรงจูงใจที่จะชดเชยความรู้สึกที่ตนเองไม่ภาคภูมิใจในตนเอง

อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และอยากเปลี่ยนแปลง หรือ ลด ละ เลิกนิสัยนี้เสีย เรามีวิธีการดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความนับถือในตนเองมาฝากกันดังนี้

- พยายามเลิกคิดในแง่ลบ ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับคนอื่น แต่ให้คิดในแง่บวกแทน หากเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก พยายามให้กำลังใจตัวเอง หรือคิดถึงตัวเองในแง่ดี หรืออาจจะลองเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวคุณที่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ออกมา วันละเรื่อง เป็นต้น

- หากต้องทำงานใด ๆ พยายามทำให้สำเร็จ มีบางคนกลัวว่าสิ่งที่ทำนั้นจะไม่ "สมบูรณ์แบบ" หรือ "ดีเลิศ" สุดท้ายเลยไม่ได้ทำอย่างที่ใจต้องการเสียที ดังนั้น เมื่อต้องทำภารกิจใดแล้ว ขอให้เดินหน้าทำมันอย่างมีความสุข และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ก็พอ

- มองข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ ใคร ๆ ก็ผิดพลาดได้ และคุณเองก็ด้วยเช่นกัน แต่การผิดพลาดเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีที่จะสอนให้เรารอบคอบเมื่อต้องทำงานในครั้งต่อไป

- หาประสบการณ์ใหม่ ๆ การทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ไปจากชีวิตประจำวันอาจช่วยให้คุณเจอจุดเด่นของตัวเองที่หลับไหลมานานก็เป็นได้

- เข้าใจว่าคนเรามีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ บางเรื่องเช่น การเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ทำให้คุณต้องทุกข์ใจมาตลอด หากคุณอยากเปลี่ยนข้อนี้ ก็สามารถเริ่มได้ทันที แต่บางเรื่องคุณก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน เช่น ความสูง แม้จะอยากสูงกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น หากเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ก็ขอให้ยอมรับ และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ

- ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด และช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้น เมื่อสุขภาพดีขึ้น ความสุขก็จะตามมาง่ายขึ้นนั่นเอง

- ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เช่น อยู่กับคนที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณต้องการ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง และเสียสละเวลาส่วนตัวไปทำงานการกุศลบ้าง เท่านี้ ความรู้สึกดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ไม่มากก็น้อยค่ะ

from http://is.gd/IrR5jC


นิทานสอนใจ : ซาลาเปาในกล่องวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวฐานะยากจน แต่ละวันไม่มีอาหารเพียงพอให้ทุกคนรับประทาน ต้องทนอดมื้อกินมื้อตามยถากรรม แต่กระนั้นทุกคนในครอบครัวก็ไม่เคยประกอบพฤติกรรมไม่สุจริต พวกเขายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง และมักปฏิบัติธรรม สวดมนต์ก่อนนอน รวมทั้งนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวัน โดยพ่อแม่ของครอบครัวนี้จะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอเพียงให้ลูก ๆ ของพวกเขามีอาหารรับประทานพออิ่มท้องไปวัน ๆ เท่านั้น

วันหนึ่งขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังสวดมนต์กันอยู่นั้น พลันเกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้น ฑูตสวรรค์องค์หนึ่งก็ปรากฎกายต่อหน้าพวกเขาและมอบกล่องวิเศษกล่องหนึ่งให้แก่ผู้เป็นพ่อ พร้อมกับบอกว่า

"นี่คือกล่องวิเศษ ในกล่องนี้จะมีซาลาเปาอยู่สองลูกให้พวกเจ้า แต่มีข้อแม้ว่าพวกเจ้าจะต้องหยิบกินเพียงวันละหนึ่งลูกเท่านั้น ส่วนอีกลูกก็ให้อยู่ในกล่องเช่นเดิม ถ้าทำดังนี้พวกเจ้าจะไม่มีวันอดและมีซาลาเปากินไปตลอดชีวิต"

กล่าวจบฑูตสวรรค์ก็หายวับไป

ดังนั้นผู้เป็นพ่อจึงเปิดกล่องวิเศษออก และปฏิบัติตามคำของฑูตสวรรค์อย่างเคร่งครัด โดยเขาหยิบซาลาเปาออกมาจากกล่องวิเศษเพียงลูกเดียวเท่านั้นแล้วแบ่งให้ทุกคนในครอบครัวรับประทาน ซาลาเปาในกล่องวิเศษนี้รสชาติเลิศรสยิ่ง และน่าแปลกที่แม้ทุกคนจะได้รับประทานไปเพียงคนละนิดคนละหน่อย แต่แค่นั้นก็ทำให้พวกเขาอิ่มท้องได้ตลอดทั้งวัน

วันรุ่งขึ้นผู้เป็นพ่อก็เปิดกล่องวิเศษเพื่อกินซาลาเปาอีก ปรากฎว่ามีซาลาเปาอยู่ในกล่องวิเศษสองลูกเท่ากับเมื่อวาน เขาจึงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งมาแบ่งให้ทุกคนในครอบครัวรับประทานแล้วปิดฝากล่องวิเศษลงโดยไม่แตะต้องซาลาเปาอีกลูกเช่นเดิม

วันถัดมาซาลาเปาก็เพิ่มมาอีกหนึ่งลูกเช่นเดิม ผู้เป็นพ่อก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เป็นเช่นนี้ไปทุกวัน ทำให้ครอบครัวนี้แม้จะไม่ได้ร่ำรวยขึ้น แต่ทุก ๆ คนก็ได้อิ่มท้องแลดูอ้วนท้วมสมบูรณ์ขึ้นจนเป็นที่สงสัยของชายเพื่อนบ้าน

ชายเพื่อนบ้านเฝ้าสังเกตครอบครัวยากจนอยู่นานก็ไม่เห็นว่าครอบครัวนี้มีทรัพย์สินอะไรที่น่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่คนในบ้านกลับดูสมบูรณ์พูนสุขอย่างผิดหูผิดตา ในที่สุดเมื่อเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว ชายเพื่อนบ้านจึงไปสอบถามจากภรรยาของชายยากจนว่า

"ขอโทษเถอะพี่สาว ระยะหลังมานี้ข้าสังเกตเห็นว่าครอบครัวของท่านดูมีความสุขขึ้น และเด็ก ๆ ก็ไม่ร้องไห้เพราะความหิวโหยเหมือนแต่ก่อน แต่กลับออกมาวิ่งเล่นอย่างร่าเริงและดูจะอ้วนท้วมขึ้นทุกวัน ไม่ทราบว่าพวกท่านได้ไปประกอบอาชีพอะไรมาหรือ จึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเช่นนี้"

ด้วยความที่ครอบครัวนี้ปฏิบัติตนในศีลธรรมอันดีมาโดยตลอด ภรรยาชายยากจนจึงกล่าวตอบเพื่อนบ้านอย่างไม่คิดจะโกหกปิดบังว่า

"พวกเราหาได้ร่ำรวยเงินทอง และยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่บ้านของเราได้รับความเมตตาจากฑูตสวรรค์โดยท่านได้มอบกล่องวิเศษให้แก่บ้านเรา ในกล่องใบนั้นมีซาลาเปาอยู่สองลูก และเราจะหยิบมากินได้เพียงวันละหนึ่งลูกเท่านั้น"

"วันละหนึ่งลูก!" ชายเพื่อนบ้านร้องลั่น "แค่นั้นจะพอหรือ ในเมื่อบ้านของท่านมีคนอยู่ตั้งหลายคน"

"พอสิ แค่ซาลาเปาหนึ่งลูกนั้นก็ทำให้พวกเราอิ่มท้องและมีแรงทำงานได้ตลอดทั้งวัน แต่เราต้องหยิบมากินแค่วันละหนึ่งลูกนะ แล้ววันต่อไปซาลาเปาจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งลูก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปโดยไม่มีวันหมด" ภรรยาชายยากจนบอกเล่าอย่างพาซื่อโดยไม่ได้สังเกตเห็นความละโมบที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของชายข้างบ้านเลย

หลังจากวันนั้นกล่องวิเศษก็หายไปจากบ้านของครอบครัวยากจน ทุกคนในครอบครัวเสียใจมาก แต่ก็ไม่รู้จะตามไปเอาคืนจากที่ไหน พวกเขาจึงต้องทำใจยอมรับความอดอยากด้วยการสวดมนต์อธิษฐานขอให้มีอาหารประทังชีวิตอีกเช่นเดิม

ผ่านไปหลายวัน ฑูตสวรรค์ก็มาปรากฏกายอีกครั้ง พร้อมกับถามว่า

"เราให้กล่องวิเศษพวกเจ้าไปแล้ว ทำไมยังอดอยากกันอีก หรือพวกเจ้าไม่ทำตามที่เราบอก"

ชายผู้เป็นพ่อรีบตอบฑูตสวรรค์ว่า

"ข้าแต่ฑูตสวรรค์ พวกเราไม่กล้าฝืนคำสั่งของท่านหรอก เพียงแต่ที่เราต้องกลับมาอดอยากเช่นเดิมก็เพราะมีขโมยมาขโมยกล่องวิเศษที่ท่านมอบให้พวกเราไปน่ะขอรับ"

ฑูตสวรรค์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า

"เอาอย่างนี้ เราจะมองกล่องวิเศษให้เจ้าอีกหนึ่งใบ ทุกวันให้เจ้าปิดประตูหน้าต่างในบ้านให้หมด พร้อมกับลงกลอนให้แน่นหนา แต่ห้ามเปิดกล่องวิเศษใบนี้เด็ดขาดจนกว่าจะล่วงเข้าวันที่เจ็ด"

แล้วฑูตสวรรค์ก็มอบกล่องวิเศษใบใหม่ให้แก่ครอบครัวยากจน แล้วหายวับไป

ครอบครัวยากจนทำตามคำบอกของฑูตสวรรค์อย่างเคร่งครัด จนชายข้างบ้านรู้สึกผิดสังเกตอีก เขาจึงตะล่อมถามภรรยาแสนซื่อของชายยากจนอีกครั้ง

"ระยะห้าหกวันนี้ ข้าสังเกตบ้านท่านไม่ค่อยเปิดประตูหน้าต่างเลยนะ พวกท่านทำอะไรกันอยู่ในนั้นหรือ จึงต้องการความมิดชิดถึงเพียงนั้น"

ภรรยาชายยากจนก็ตอบโดยไม่ปิดบังอีกเช่นเคยว่า

"กล่องซาลาเปาวิเศษของเราถูกขโมยไป ฑูตสวรรค์จึงมอบกล่องวิเศษใบใหม่ให้บ้านเรา แต่พวกข้าก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าข้างในเป็นอะไร เพราะฑูตสวรรค์กำชับให้เราปิดประตูหน้าต่าง และลงกลอนให้แน่นหนาไปจนถึงวันที่เจ็ดจึงจะเปิดกล่องออกดูได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในนั้น แต่พรุ่งนี้ก็จะครบเจ็ดวันแล้วล่ะ"

ได้ฟังดังนั้น ความละโมบก็กระโจนเข้าครอบงำจิตใจชายข้างบ้านอีก

"กล่องใบนั้นจะต้องเป็นของเรา...พรุ่งนี้เราจะกินซาลาเปาทั้งสองลูกในกล่องใบแรกให้หมด และเอากล่องเปล่า ๆ ไปสับเปลี่ยนกับกล่องวิเศษใบที่สองจากบ้านเจ้าคนยากจนพวกนั้น พวกมันจะได้ไม่สงสัย และนึกว่าฑูตสวรรค์เล่นตลกกับพวกมันเอง..ในกล่องใบที่สองคงมีเงินทองมากมายที่เพิ่มทุกวันไม่มีวันหมดดังเช่นกล่องซาลาเปาใบแรกอีกเป็นแน่"

ชายข้างบ้านคิดอย่างย่ามใจ

เช้ามืดอันเงียบสงัด ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสบาย ชายข้างบ้านเปิดกล่องวิเศษใบแรกออกมาแล้วกินซาลาเปาสองลูกจนหมดโดยไม่แยแส เขาคิดว่ากล่องใบที่สองจะต้องให้อะไรกับเขามากกว่าซาลาเปาเพียงแค่สองลูก หลังจากนั้นก็ย่องไปที่บ้านของครอบครัวยากจนและงัดหน้าต่างเพื่อเข้าไปขโมยกล่องวิเศษใบที่สอง โดยนำกล่อวิเศษใบแรกไปสับเปลี่ยนด้วย

เมื่อได้กล่องวิเศษใบที่สองแล้ว ชายข้างบ้านก็รีบกลับมาที่บ้านของตนเอง เขาปิดประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนาที่สุด แล้วค่อย ๆ แง้มฝากล่องออกดูอย่างตื่นเต้น

ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก แมลงมีพิษมากมายก็พุ่งตัวออกมาและบินเข้าไปรุมกัดต่อยชายข้างบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย จนเขาวิ่งหนีออกจากบ้านแทบไม่ทัน ว่ากันว่าชายข้างบ้านจอมโลภคนนี้ถูกแมลงมีพิษไล่กัดต่อยไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวและไม่มีใครเคยพบเห็นเขาอีกเลย

ฝ่ายครอบครัวยากจนนั้น เมื่อถึงเวลาเปิดฝากล่องออกก็พบซาลาเปาสองลูกอยู่ในกล่องเหมือนเดิม พวกเขาดีใจมากรีบสวดมนต์ขอบคุณฑูตสวรรค์เป็นการใหญ่ จากนั้นมาครอบครัวยากจนก็มีซาลาเปาในกล่องวิเศษที่ช่วยให้พวกเขาอิ่มท้องและมีความสุขตลอดมา

บทสรุปของผู้แต่ง

น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกนี้ที่ไม่รู้จักพอ เมื่อมีแล้วก็ต้องมีอีก เมื่อมีมากก็ต้องมีเพิ่ม เพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือความโลภ แต่ความโลภมิใช่คนผิด มนุษย์ต่างหากที่ผิดเพราะมีความโลภ ดังนั้น หลาย ๆ ครั้งความโลภก็สอนมนุษย์ด้วยบทเรียนที่แสนเจ็บแสบ ด้วยการทำให้มนุษย์ที่มีความโลภสูญสิ้นทุกอย่างจนไม่มีอะไรเหลืออีกเลยในชีวิต

from http://is.gd/OVIjy8


06 ธันวาคม 2554

ตั้งราคาก่อนแล้วค่อยหาผู้ผลิต

เป็นนโยบายที่ชัดเจนสำหรับอิเกียทั่วโลกที่จะต้องขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งนโยบายนี้ ทอม ฮูเซล กรรมการผู้จัดการ คนแรกของอิเกียในประเทศไทยประกาศไว้ครั้งแรกที่อิเกียมีการแถลงข่าวในประเทศไทย



การที่ทำให้สินค้ามีราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้นั้น อิเกียมีวิธีการของตัวเองอย่างชัดเจน และทำมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในแค็ตตาล็อกภาษาไทยฉบับแรก ก็มีการแทรกให้ความรู้ และนโยบายเรื่องราคาของอิเกียอย่างชัดเจน



ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ อิเกียจะกำหนดราคาสินค้าขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยออกแบบและหาผู้ผลิต



การกำหนดราคาสินค้าของอิเกีย จะมาจากการประเมินว่ากลุ่มผู้ใช้สินค้าแต่ละประเภทคือใคร เช่นหากจะทำสินค้าเพื่อกลุ่มคนที่เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ๆ สินค้าชิ้นนั้นจะต้องถูกกว่าสินค้าที่ทำมาเพื่อคนทำงานนานแล้ว และเป็นระดับผู้บริหาร เนื่องจากรายได้ของทั้งสองกลุ่มต่างกัน และประโยชน์ใช้สอยก็แตกต่างกันด้วย



ในแค็ตตาล็อกจะระบุว่าดีไซเนอร์ของอิเกียได้รับโจทย์แรกในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าต่างๆ คือ ทำให้มีราคาต่ำที่สุดในคุณภาพที่ดีที่สุด



รวมถึงผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ของอิเกียทุกรายก็ได้รับโจทย์นี้เช่นกัน



การนำราคามาเป็นตัวตั้งก่อนทำสินค้า จะทำให้สามารถควบคุมต้นทุน และกำหนดราคาขายในตลาดได้ต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งในแง่ของการออกแบบ ทางดีไซเนอร์ของอิเกียจะโน้มเอียงไปแนว Minimalism คือเล็กๆ แต่สมบูรณ์ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ เอามาแต่ของที่จำเป็นในการใช้งาน



สิ่งที่รกรุงรัง หรือฟู่ฟ่าเกินความจำเป็น ก็ให้ตัดออกไป แต่สิ่งที่ตัดออกไปนั้นต้องไม่กระทบกับความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้บริโภค



สินค้าของอิเกียจึงดูเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย และแบบไม่หวือหวา ไม่ตกยุคเร็วเกินไป ซึ่งสินค้าบางตัวขายในอิเกียมานานกว่า 30 ปีก็มี และไม่มีการเปลี่ยนแบบตั้งแต่วันแรกที่ผลิตออกมา



ความเรียบง่ายทำให้สินค้าไม่ดูล้าสมัย

แต่ประโยชน์อีกทางหนึ่งก็คือ เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแล้ว ซัพพลายเออร์ก็ไม่ต้องใช้การผลิตที่ซับซ้อนหรือต้องเพิ่มอุปกรณ์พิเศษ สามารถทำได้รวดเร็ว และทำได้ในจำนวนมากๆ



การสั่งสินค้าในจำนวนมากๆ ลักษณะนี้ ด้วยหลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน สินค้าย่อมมีราคาต่อหน่วยถูกลง ซึ่งแน่นอนว่า การสั่งซ้อสินค้าของอิเกียแต่ละครั้งก็ต้องว่ากันที่หลักแสนชิ้นขึ้นไป เพื่อส่งไปทุกสาขาทั่วโลกของอิเกีย



จึงไม่ใช่การโอ้อวดที่อิเกียจะบอกว่า สินค้าของอิเกียถูกลงทุกวัน และอิเกียก็ใช้จุดนี้ในการโปรโมตสินค้าของตัวเองตลอดเวลา



ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า การผลิตที่ต่อเนื่องยาวนานของสินค้าแต่ละคอลเลกชั่น ทำให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนเรื่องต้นทุนได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงวางแผนการผลิตที่ชัดเจน วัสดุบางชิ้นอาจมีตัวอื่นทดแทนที่ถูกลงอีก



สินค้าของอิเกียในรุ่นเดิมๆ ที่ขายมานาน และได้รับความนิยม จะถูกลงทุกปี

สิ่งที่น่าสนใจในสินค้าของอิเกียคือ มีการระบุชื่อดีไซเนอร์ผู้ออกแบบให้ผู้บริโภคได้รู้จัก หากมองในแง่ของตัวดีไซเนอร์เอง นั่นหมายถึงการให้การรับประกันถึงผลงานของตัวเองว่าต้องออกมาดีที่สุด พร้อมๆ กับสร้างลูกค้าประจำที่ชื่นชอบการออแบบหรือสไตล์ของดีไซเนอร์เอง



ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค จะรู้สึกว่าสินค้าราคาถูกของอิเกียนั้น มีดีไซเนอร์ออกแบบด้วย ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้มาออกแบบ



เป็นความภาคภูมิใจของผู้บริโภคที่ควักเงินซื้อ



10 ปัจจัยที่ทำให้อิเกียขายสินค้าในราคาถูกได้

1 Recycling

สินค้าของอิเกียที่ผลิตขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งในส่วนของวัตถุดิบ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด พร้อมกับรักษาสิ่งแวดล้อม



2 AS-IS

สินค้าของอิเกียที่อาจได้รับความเสียหายจากการขนส่ง การจัดวาง การผลิต หรือการขนย้าย อิเกียจะนำมาขายในราคาพิเศษ คือขายสินค้าตามสภาพความเสียหาย ซึ่งผู้บริโภคบางส่วนยอมรับและซื้อไปใช้



3 Waste Reduction

นักออแบบของอิเกียและผู้ผลิตจะวางแผนให้การผลิตสินค้าเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด และส่วนที่เป็นของเหลือใช้จากการผลิต จะถูกนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ต่อไป



4 Automatic selling

การขายโดยให้ลูกค้าเป็นผู้จัดการขั้นตอนต่างเองทั้งหมด ยกเว้นสินค้าบางรายการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการว่าจ้างพนักงาน การฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ และส่วนลดจุดนี้จะสะท้อนไปในราคาขายที่ถูกลง



5 Thriftiness

จัดการระบบสำนักงานและพนักงานให้ประหยัดมากที่สุด ในเรื่องของการใช้ไฟฟ้า เช่นการเปิดปิดแอร์ คอมพิวเตอร์



6 In-house design

สินค้าของอิเกียกว่า 90% ออกแบบโดยเจ้าหน้าที่ของอิเกีย ภายใต้แนวคิดทำให้ราคาต่ำที่สุด และการออกแบบโดยพนักงานจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการออแบบ หากเทียบกับการให้ดีไซเนอร์ภายนอกออกแบบ



7 Economies of Scale

อิเกียมองการผลิตจำนวนมากในสินค้าแต่ละชิ้น เพื่อให้ผู้ผลิตได้สัญญาผลิตในระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อวางแผนในการผลิตและลดต้นทุนได้



8 Transportation

อิเกียมองระบบโลจีสติกส์ทางภาคพื้นดินเป็นหลัก เพราะเป็นการขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการขนส่งทางเครื่องบิน และต้องรองรับการเลือกทำเลเปิดสาขาด้วย



9 Strategic Placement

อิเกียจะเลือกเปิดสาขาในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น มีระบบการเจราจรในเส้นทางหลัก เพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้า และการเข้ามาซื้อินค้าของผู้บริโภค



10 Minimal packaging

ใช้การหีบห่อน้อยที่สุด และเรียบง่ายที่สุด ซึ่งอิเกียเลือกใช้กระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลที่ง่ายต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ และป้ายบอกรายละเอียดสินค้าสั้นกะทัดรัด เข้าใจง่าย เพื่อไม่ต้องแปลเป็นภาษาของแต่ละประเทศ


from http://is.gd/TmkkC7


01 ธันวาคม 2554

แก้วใบไหน

ผมมักจะได้รับคำถามที่ถามว่า ถ้าคนเราออกมาเป็นเถ้าแก่ในวันนี้จะมีโอกาสในการสร้างธุรกิจของตัว เองได้มากน้อยแค่ไหน

การสร้าง Start up company มีโอกาสมหาศาลถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีการแข่งขันสูง เพราะผมมีความเชื่อว่า
1. ประเทศไทยมีเงินตกตามพื้นถนนเต็มไปหมด ประเด็นคือเรามองเห็นเส้นผมบังภูเขาหรือไม่
2. ข้อที่สอง เรากล้าก้มลงไปเก็บเศษเงินที่ตกบนถนนหรือไม่

คำตอบของผม ไม่ใช่คำตอบเชิงทฤษฏี ทุกวันนี้ผมเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ แล้วผมมองเห็นช่อง
ว่างในวงการต่างๆ ที่ชี้ช่องให้ลูกค้าของผมสามารถค้าขายได้มากกว่าเดิม
และการสร้าง Start up company ไม่จำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มาก ขอเพียงให้มีจิตใจที่กล้าได้กล้าเสีย
เป็นทุนตั้งต้นก็พอแล้ว

ขออธิบายด้วยการเปรียบเปรยดังนี้ ถ้าคุณมีกรวดก้อนหนึ่งอยู่ในมือ คุณเอากรวดก้อนนั้นหย่อนลงไปในทะเล

คำถามคือน้ำทะเลจะมีแรงกระเพื่อมหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่ถ้าคุณเอากรวดก้อนนั้นหย่อนลงไปในแก้วน้ำ น้ำในแก้วจะเป็นอย่างไร

แน่นอน น้ำในแก้วจะกระเพื่อมทันที นี่คือคำอธิบายว่ามีทุนทรัพย์น้อยก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว
มีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ ก้อนกรวดก้อนเล็กก้อนนั้นคือ Analogy ของการมีทุนทรัพย์น้อย แรงกระเพื่อมในแก้วคือ Analogy ของความสำเร็จในการสร้างธุรกิจ

ประเด็นคือคุณต้องรู้ว่าแก้วใบไหนเป็นแก้วของคุณ ความหมายของมันคือคุณต้องสามารถ Define ว่า
ธุรกิจที่คุณจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้คือธุรกิจอะไร ต้องขีดเส้นของธุรกิจให้มันแคบที่สุด มันถึงกลายเป็นแก้วน้ำให้คุณได้

ผมเชื่อในหลักคิดที่ว่า “We cannot be everything for everyone, we can only be something for someone” ทุกวันนี้คำว่า Mass marketing ไม่มีแล้วในยุคสมัยที่คนเรามีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ดังนั้นเราต้องเลือกที่จะค้าขายกับคนเพียงบางกลุ่ม ถ้าคุณรู้ว่าคนบางกลุ่มของคุณคือใคร เท่ากับคุณรู้แล้วว่าแก้วน้ำของคุณคือแก้วใบไหน ถ้าเลือกแก้วถูกใบคุณก็สามารถสร้างธุรกิจจากจุดศูนย์จนประสบความสำเร็จได้

ผมมีแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการเป็นเถ้าแก่แบบแกะดำ คือทำธุรกิจ
บนแนวคิดว่าทำอะไรเป็นคนแรก เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ ผมขอตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า

ใครเป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลกที่ยืนบนดวงจันทร์ ท่านผู้อ่านลองทบทวนความทรงจำซิครับ
ผมเชื่อว่า ทุกคนคงมีคำตอบเหมือนกันคือ Neil Armstrong คำถามต่อมา แล้วใครคือนักบินอวกาศคนที่เก่งที่สุดของโลกที่ไปยืนบนดวงจันทร์ ผมก็เหมือนกับท่านผู้อ่านทุกท่าน คำตอบคือไม่รู้ ดังนั้นใครที่อยากเป็นเถ้าแก่แกะดำ เราต้องเป็น Neil Armstrong ในวงการนั้นๆ ต้องเป็นคนแรกที่มีความคิดริเริ่ม
ทำอะไรใหม่ๆ แล้วลูกค้าของคุณจะรู้จักและจำคุณได้ดี ส่งผลต่อการสร้างโอกาสในการทำมาค้าขาย
มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่า Position ของการเป็น Neil Armstrong มีผู้ประกอบการรายอื่นครอบครองไปแล้ว

แล้วเราจะทำอย่างไร ไม่ยากเลยครับ เราต้องสร้าง Sub-category เพื่อให้เราเป็นคนแรกใน Sub-category นั้น เพื่อความเข้าใจ ผมจะใช้การอธิบายแบบเปรียบเปรย ด้วยการตั้งคำถามว่า ใครเป็นประธานาธิบดีคน
แรกของประเทศสหรัฐอเมริกา คำตอบคือ George Washington มาถึงตรงนี้คุณจะทำอย่างไรเมื่อตำแหน่งของ George Washington มีผู้ประกอบการรายอื่นครอบครองไปแล้ว ไม่ยากเลยครับ เพียงสร้าง Sub-category

ถ้าผมถามว่าใครคือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ผมแน่ใจว่าไม่มีใครตอบได้
แต่ถ้าผมถามว่าใครคือประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้อ่านทุกท่านตอบได้แน่นอน เขาคือ Barack Obama นี่คือตัวอย่างของการสร้าง Sub-category และ Obama คือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศสหรัฐอเมริกา

เห็นไหมครับว่า พลังของการเป็น Neil Armstrong กับ Barack Obama จะส่งผลอย่างไรกับธุรกิจของคุณ
ผมขอทวนหลักการในการเป็นเถ้าแก่แบบแกะดำ
1. เลือกแก้วน้ำให้ถูกใบ
2. เป็น Neil Armstrong ในวงการของตัวเอง
3. ถ้าทำไม่ได้ ให้สร้าง Sub-category ด้วยการเป็น Barack Obama
4. ปัจจัยสู่ความสำเร็จไม่ใช่ทุนทรัพย์ แต่เป็นจิตใจที่กล้าเสี่ยงอย่างบ้าบิ่น กล้าทำอะไรเป็นคนแรก
ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ

from http://is.gd/LDFSRk


บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)