28 กุมภาพันธ์ 2553

การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

บทความนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเรื่องการเรียน การทำงาน และการพัฒนาชีวิต หากอ่านแล้วไม่นำไปปฏิบัติ ก็ไม่อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ ต้องลงมือปฏิบัติอย่างยืนหยัด ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างนิสัยแห่งความสำเร็จ และช่วยให้ผู้ปฏิบัติประสบความสำเร็จในชีวิตได้

ตอนเริ่มต้น: เราจะเป็นอย่างที่เราคิด

ความสำเร็จเป็นผลของ เจตคติ เจตคติคือ นิสัยการคิด นิสัยไม่ใช่สัญชาตญาณ หากแต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการทำซ้ำ ดังนั้น การคิดดี พูดดี ทำดี ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะกลายเป็นนิสัยที่ดี ซึ่งเป็นนิสัยแห่งความสำเร็จ นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ล้วนคิดตรงกันในประเด็นที่ว่า เราจะเป็นอย่างที่เราคิด อาทิ

พระวจนะหนึ่งของ พระพุทธเจ้า คือ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

โซโลม่อน กล่าวว่า เพราะมนุษย์คิด ในหัวใจของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น

มาร์คัส ออเรลีอุส เขียนไว้ว่า ชีวิตของมนุษย์คือ สิ่งที่ความคิดของเขาสร้างขึ้น

ราฟ วัลโด อีเมอร์สัน ก็ยืนยันว่า คนผู้หนึ่งคือ สิ่งที่เขาเฝ้าวนเวียนคิดอยู่ตลอดวัน

คนเราจึงเป็นในสิ่งที่เรา โปรแกรม สมองเราไว้ คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่โปรแกรมเรื่องราวของความสำเร็จไว้ในสมองของเขาหรือเธอ ส่วนคนที่น่าสังเวชจะนำเอาแต่เรื่องแย่ๆ ใส่สมอง ดังนั้น ขอให้นักศึกษาจงเป็น โปรแกรมเมอร์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมด้วยตนเอง โดยพัฒนาแต่สิ่งดีๆ ไว้ในสมอง และหลีกเลี่ยงการนำเรื่องแย่ๆ ใส่สมอง โปรดจำไว้ว่า เราจะเป็นอย่างที่เราคิด

ดังนั้น จงตั้งใจให้แน่วแน่ในการนำเอาหลักการที่นำเสนอนี้มาปรับปรุงตนเอง เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่วินาทีนี้




ตอน 1 นักศึกษาคือ ผู้สร้างโลกของตัวเอง

ความคิดเป็นตัวสร้างโลกของนักศึกษา ดังบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ของทุกศาสนา ทุกปรัชญา อภิปรัชญา และจิตวิทยา ที่ว่า

... คุณจะเป็นอย่างที่คุณคิดเกือบตลอดเวลา โลกภายนอกของคุณ คือ ภาพสะท้อนโลกภายในของคุณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่คุณคิด ทุกอย่างที่คุณคิดจะโผล่ออกมาในความเป็นจริงของคุณอย่างต่อเนื่อง ... (ไบรอัน เทรซี่, 2003: 8).

การแปลความ หากนักศึกษาคิดว่าตัวเองโง่ เรียนสู้คนอื่นไม่ได้ จะต้องสอบตก และจะต้องรีไทร์ (โลกภายใน) หากคิดเช่นนี้บ่อยครั้ง ความคิดเหล่านี้จะไปตอกย้ำความล้มเหลว และสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นก็คือ ความท้อแท้ ความห่อเหี่ยว และหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ (โลกภายนอก) ในที่สุดก็จะประสบความล้มเหลวจริงๆ ทั้งในเรื่องการเรียนและการทำงาน เพราะนั่นคือ การสาปแช่งตัวเอง วาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าวาจาของคนอื่น ในทางตรงข้าม หากนักศึกษารักและนับถือตนเอง นักศึกษาก็จะตอกย้ำแต่สิ่งดีๆ ให้กับตนเอง ให้พรตัวเอง มีความเชื่อว่า เราต้องทำได้ เพราะคนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จนั้น เขามีพื้นฐานทั่วไปแทบไม่แตกต่างจากเราเลย ให้นักศึกษานึกถึงภาพแห่งความสำเร็จของตนเองในวิชาที่เรียน แล้วตั้งเกรดที่ต้องการไว้ จากนั้นวางแผนเพื่อนำไปสู่เกรดคาดหมายที่ตั้งไว้นั้น

กฎสู่ความสำเร็จข้อหนึ่งคือ ไม่สำคัญว่านักศึกษาจะมาจากไหน ที่สำคัญคือ นักศึกษาจะไปไหน และที่ที่นักศึกษาจะไปนั้นถูกกำหนดด้วยตัวนักศึกษาหรือไม่ นั่นคือ นักศึกษาเป็นผู้ตั้งเป้าหมายนั้นหรือไม่ เพราะ.. เป้าหมาย คือ เชื้อเพลิงในเตาหลอมแห่งความสำเร็จ

การดำเนินชีวิตโดยปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจนเปรียบเสมือนการขับรถท่ามกลางหมอกหนาทึบ ไม่ว่ารถของนักศึกษาจะมีประสิทธิภาพดีเพียงใดก็ตามและแม้จะขับบนถนนที่เรียบที่สุด นักศึกษาก็ยังต้องขับช้าๆ อย่างหวาดกลัว ส่วนการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมายชัดเจนนั้น เปรียบเสมือนการขับรถที่ปราศจากหมอกควันมาบดบัง จึงสามารถเหยียบคันเร่งแห่งชีวิตให้ทะยานไปข้างหน้าเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง




ตอน 2 อานิสงส์ของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ระหว่างปี ค.ศ. 1979 ถึง 1989 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาดได้ทำการศึกษาพบว่า การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนส่งผลให้นักศึกษาประสบความสำเร็จด้านรายได้ โดยในปี ค.ศ. 1979 นักวิจัยได้ถามนักศึกษาที่สำเร็จ MBA กลุ่มหนึ่งว่า "คุณตั้งเป้าหมายอนาคตของคุณที่ชัดเจนโดยเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและวางแผนที่จะทำมันให้สำเร็จหรือเปล่า" ผลปรากฏดังนี้

3% ตอบว่า ได้เขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการวางแผนไว้

13% ตอบว่า มีเป้าหมาย แต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

84% ตอบว่า ไม่มีเป้าหมาย

จากนั้นสิบปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ.1989 นักวิจัยได้สัมภาษณ์นักศึกษากลุ่มนั้นอีกครั้ง ผลปรากฏดังนี้ กลุ่ม 13% ที่ตอบว่ามีเป้าหมายแต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นกำลังหาเงินได้โดยเฉลี่ยเป็น 2 เท่าของนักศึกษากลุ่ม 84% ที่ตอบว่าไม่มีเป้าหมาย แต่ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ กลุ่ม 3% ที่ตอบว่าได้เขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษรและมีการวางแผนไว้นั้น สามารถหาเงินได้โดยเฉลี่ยเป็น 10 เท่าของนักศึกษาทั้งสองกลุ่มที่เหลือ ...นี้คือ อานิสงส์ของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ดังนั้นนักศึกษาที่กำหนดเกรดคาดหมายไว้ล่วงหน้า เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและมีแผนการที่จะบรรลุมันก็น่าจะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันกับกลุ่ม 3% ข้างต้น เพราะการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือ การให้พันธะสัญญาไว้กับตัวเอง




ตอน 3 การกินช้างหรือการเดินทางหนึ่งพันลี้

พูดถึงการกินช้างหรือการเดินทางหนึ่งพันลี้ สำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจร้องยี้เพราะนึกถึงการกลืนช้างหรือความไกลของระยะทาง แต่สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะมองเป็นเรื่องปกติ เพราะมีความอดทนสูง เทคนิคการกินช้างก็คือ การกัดทีละคำ ส่วนเทคนิคการเดินทางหนึ่งพันลี้ก็คือ การเริ่มต้นด้วยก้าวแรก (ขงจื๊อ)

ดังนั้น การทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้ทั้ง 30 ข้อก็เริ่มต้นเพียงข้อเดียว จากนั้นก็ทำต่อทีละหนึ่งข้อเท่านั้น คนที่ประสบความสำเร็จจะนึกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาตลอดเวลา ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะนึกถึงอุปสรรคเกือบตลอดเวลา




ตอน 4 อานิสงส์ของการมีทักษะ

สมมติว่านักศึกษาต้องการหาหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุด แต่ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน นักศึกษาอาจใช้เวลาค้นหาเป็นชั่วโมงในครั้งแรก แต่ในครั้งต่อๆไป นักศึกษาจะใช้เวลาหาหนังสือเล่มเดิมเพียงไม่กี่นาที เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาโจทย์เลขบางข้ออาจใช้เวลานานกว่าจะทำเสร็จ แต่เมื่อพบโจทย์เลขทำนองเดียวกันอีกในครั้งต่อไป ก็จะใช้เวลาทำเพียงไม่กี่นาทีเพราะนักศึกษามีทักษะในการแก้ปัญหาโจทย์เลขลักษณะนั้นๆแล้ว การแก้ปัญหาโจทย์เลขเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ การฝึกความพร้อมก่อนสอบจะช่วยให้นักศึกษาเกิดทักษะและสามารถทำข้อสอบได้ทันเวลา นี่คือ อานิสงส์ของการมีทักษะ

ตอน 5 อุปสรรคของความสำเร็จ




คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ตั้งแต่ก่อนที่จะพยายามในครั้งแรกด้วยซ้ำ เหตุผลที่เขายอมแพ้ก็เพราะกลัวอุปสรรคและความล้มเหลว ความจริงก็คือ ทุกเส้นทางสู่ความสำเร็จล้วนมีอุปสรรคและคนที่ประสบความสำเร็จมักจะล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่ประสบความสำเร็จจะมีความพยายามมากกว่า โปรดจำว่า ไม่มีใครเกิดมา ล้มเหลว มีแต่ ล้มเลิก เสียก่อน

โจทย์เลขข้อหนึ่ง ๆ อาจมีวิธีการแก้ปัญหาได้หลายวิธี หากนักศึกษามีความพยายามที่เพียงพอแล้ว ย่อมจะหาหนทางในการแก้ปัญหาโจทย์นั้น ๆ ได้ในที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จจะมีความคิดว่า ทุกปัญหามีทางแก้ แต่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะมีความคิดว่า ทุกทางแก้มีปัญหา




ตอน 6 การผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์

กฎ 80/20 บอกว่า 20% ของกิจกรรมจะเป็นตัวกำหนดคุณค่าของกิจกรรมอีก 80% ที่เหลืออยู่ นั่นคือ ถ้านักศึกษามีงาน 10 อย่างที่ต้องทำให้เสร็จ จะมีงานเพียง 2 อย่างที่มีค่ามากกว่างาน 8 อย่างที่เหลือรวมกัน ถ้านักศึกษาไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้หมดก็ควร ผัดวันประกันพรุ่งในงาน 8 อย่าง เรียกว่า การผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์และฝึกวิธีการทำงานตามหลัก ABCDE ต่อไปนี้

A คือ งานที่สำคัญมาก และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสำเร็จ

B คือ งานที่สำคัญรองลงมา หากไม่ทำจะมีผลกระทบน้อยกว่า A

C คือ งานที่น่าทำ หากไม่ทำก็ไม่เป็นไร เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

D คือ งานที่อาจมอบให้คนอื่นทำแทนได้ เพื่อนำเวลาไปทำงาน A

E คือ งานที่ไม่สำคัญ หากไม่ทำก็ไม่มีผลกระทบใดๆเกิดขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จจะทำงาน A ก่อนเสมอ หากงาน A มีหลายอย่างก็ทำทีละอย่าง โดยเลือกงานที่ใช้เวลาที่สั้นที่สุดก่อน เพื่อเป็นรางวัลและให้กำลังใจสำหรับการทำงานสำคัญที่สุดชิ้นต่อไป การผัดวันประกันพรุ่งงาน A คือ การล่อลวงตัวเองให้พ้นจากเส้นทางแห่งความสำเร็จ ยกเว้นการผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์เท่านั้นจึงจะเป็นบันไดพานักศึกษาไปสู่ความสำเร็จได้




ตอน 7 ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย

คนที่ท้อแท้จนเป็นนิสัยจะรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือพัฒนาชีวิตให้ดีกว่าเดิมได้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการทำอะไรก็ตาม มักจะคิดก่อนเสมอว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันทำไม่เป็น ฉันไม่มีเวลา ฉันไม่...ฉันไม่...ฉันไม่... และจะมีเหตุผลมาสนับสนุนโรคท้อแท้ของตัวเองเสมอ เรียกว่า ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ซึ่งมักจะเกิดกับคนที่ชอบสาปแช่งตัวเอง

วิธีเอาชนะนิสัยท้อแท้เรื่องการเรียนก็คือ ให้ตั้งเกรดคาดหมายระดับ D และวางแผนทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้อย่างน้อย 15 ข้อจาก 30 ข้อ เมื่อทำได้ระดับนี้แล้ว ต่อไปก็ตั้งเกรดคาดหมายให้สูงขึ้นและวางแผนทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้มากขึ้นตามไปด้วย นาน ๆ เข้าความท้อแท้ก็จะอ่อนกำลังลง และความมั่นใจก็จะเพิ่มขึ้นมาแทน จงนึกถึงคำตอบของการกินช้าง นักศึกษาจะเดินไปสู่เป้าหมายด้วยการก้าวทีละก้าว เพิ่มทักษะทีละอย่าง และพัฒนาไปทีละขั้น



ตอน 8 ความพากเพียรคือเครื่องหมายของความสำเร็จ

ความพากเพียรเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าจะนำพานักศึกษาไปสู่ความสำเร็จ แม้พรสวรรค์หรือความอัจฉริยะก็ไม่อาจสู้ความพากเพียรได้

ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอลที่มีความสามารถคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ทุกคนมีพรสวรรค์ แต่ความสามารถต้องอาศัยความพากเพียร

จอห์น ดี ร็อกกีเฟลเลอร์ บุรุษที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก ได้เขียนไว้ว่า ผมไม่คิดว่าจะมีคุณสมบัติอื่นใดที่สำคัญต่อความสำเร็จมากเท่ากับความพากเพียร มันเอาชนะได้แทบทุกอย่างแม้แต่ธรรมชาติ

ขงจื๊อ เคยกล่าวไว้เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราไม่ใช่อยู่ที่การไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่การลุกขึ้นทุกครั้งที่เราล้ม

โธมัส เอดิสัน ผู้ที่ล้มเหลวในการทดลองมากกว่าคนอื่น ๆ เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อผมตัดสินใจเต็มร้อยว่าผลลัพธ์นั้นควรค่าต่อการไขว่คว้า ผมจะมุ่งไปหามันและทำการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ดังนั้น คุณสมบัติเดียวที่รับประกันความสำเร็จทั้งในเรื่องการเรียน และการทำงานของนักศึกษาก็คือ ความพากเพียรหรือความตั้งใจที่จะเกาะติดอยู่กับเป้าหมายอย่างเด็ดเดี่ยว



ตอน 9 การลงทุนเวลาเพื่อเกรด A

การได้เกรด A ต้องลงทุนด้วยเวลา โดยเกรด A มาจากการทำข้อสอบให้ได้อย่างน้อย 27 ข้อจาก 30 ข้อ ข้อหนึ่งๆ หากนักศึกษามีทักษะแล้วจะใช้เวลาทำ 2 - 3 นาที แต่ถ้าขาดทักษะแล้วก็อาจจะต้องใช้เวลาทำข้อละ 10 - 30 นาที ดังนั้น 30 ข้อก็ใช้เวลา 5 - 15 ชั่วโมง หากมีเวลาฝึกวันละ 1 ชั่วโมงก็ใช้เวลา 5 - 15 วัน และหากมีเวลาฝึกวันละ 2 ชั่วโมงก็ใช้เวลา 3 - 7 วัน และเวลาที่ใช้ในการฝึกยังขึ้นอยู่กับพื้นความรู้เดิมของนักศึกษาแต่ละคนด้วย สำหรับการลงทุนเพื่อเกรด B, C, D ก็ใช้แนวทางเดียวกันนี้ สำหรับเกรด F ไม่ต้องลงทุนด้วยเวลาเลย

ดังนั้น การรู้เวลาในการลงทุนจะประกันให้นักศึกษาต้องเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจ โปรดจำว่า เกรด A ไม่ได้ได้มาโดยบังเอิญแบบถูกหวย แต่ได้มาจากความพากเพียรของตัวนักศึกษาเอง




ตอน 10 การพัฒนาชีวิต

Keep Open Mind to Learn ฟ้ามิได้แบ่ง ยอดคน กับ คนธรรมดา ออกจากกัน ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอ แต่นั้นมิใช่เพราะ ฟ้ากำหนด การที่ยอดคนปรากฏขึ้นมาได้เพราะเขาผ่านการ ฝึกฝน และ เรียนรู้ ที่จะเป็นยอดคน

อัจฉริยะ ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่กำเนิด แต่ต้องได้รับการฝึกฝน เฉกเช่นม้าดีต้องมีคนขี่มาฝึกฝน และนักกีฬาที่ดีต้องมีโค้ชที่ดีมาฝึกฝน

Don't Look Down Yourself ไม่สำคัญว่าในอดีตเราเป็นใคร สำคัญที่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นใคร จงเคารพนับถือในความสามารถของตัวเอง ยกย่องและให้เกียรติตัวเอง สมองของคนเราเหมือนพื้นดินที่ว่างเปล่า เมื่อเราปลูกอะไรลงไปเราก็จะได้ผลเป็นอย่างนั้น จงปลูกฝังแต่สิ่งดีๆ ลงไปในสมอง คำพูดใดๆ ที่เราเคยได้ยินซ้ำๆ ซากๆ เกิน 37 ครั้ง มันจะกลายเป็น อุปนิสัย ของเราทันที ดังนั้น จงปลูกฝังแต่สิ่งดี ๆ ลงไปในสมองของเราจนเป็นนิสัย

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ สิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษ อย่าปล่อยให้ความคิดหรือคำพูดของใครบางคนมาตัดสินชีวิตของเรา ในโลกนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลกับตัวเรานอกจากตัวเราเอง ชีวิตไม่ใช่เกมกีฬา ไม่มีเวลาพักครึ่ง ไม่มีการขอเวลานอก และที่สำคัญคือ เป็นกีฬาที่เปลี่ยนตัวผู้เล่นไม่ได้ โปรดจำว่า ไม่มีใครเกิดมา ล้มเหลว มีแต่ ล้มเลิก เท่านั้น

เพียงนักศึกษาคิดว่าตัวเองทำได้ นักศึกษาก็ทำได้ตั้งแต่คิดแล้ว แต่หากนักศึกษาคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ นักศึกษาก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ที่คิด สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์คือ การตอกย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้ แม้แต่ คิด ยังไม่กล้าที่จะคิด แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร? จงกล้าที่จะเผชิญความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือ ครูที่ทดสอบความสำเร็จของเรา

มนุษย์ คือจุดศูนย์กลางของเส้นรอบวงที่ไม่มีขีดจำกัด ทำไมเป็นมนุษย์เหมือนกันจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะมนุษย์แต่ละคนได้รับโอกาส ทางความคิดที่แตกต่างกัน คนที่สำเร็จ มองปัญหาเป็นโอกาส แต่คนที่ล้มเหลวมองโอกาสเป็นปัญหา คนสำเร็จจะปรับตัวเองไปหาโลกภายนอก แต่คนล้มเหลวจะรอให้โลกภายนอกปรับตัวเข้าหาตัวเอง

ความรู้ เป็นเพียง พลังอำนาจแฝง ชนิดหนึ่ง ความรู้จะกลายเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น

ฟังแต่ไม่ได้ยิน ได้ยินแต่ไม่เข้าใจ เข้าใจแต่ไม่ลึกซึ้ง ลึกซึ้งแต่ไม่แตกฉาน แตกฉานแต่นำไปใช้ไม่เป็น จงนำศักยภาพและอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวนักศึกษาออกมาใช้อย่างชาญฉลาด


ตอนจบ คนที่ประสบความสำเร็จเป็นระดับผู้บริหารหรือผู้นำขององค์กรต่างๆ ในโลกนี้ กว่า 85% ล้วนแล้วแต่มิใช่คนเก่ง แต่เป็น คนดี ทั้งสิ้น คนเก่งมักจะมี อัตตา จะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ยอมรับการพัฒนาความรู้และสิ่งใหม่ๆ ปกครองคนไม่ได้ คนเก่งอาจใช้เวลาไม่กี่ปีก็สอนให้เก่งได้ แต่ ความดี ต้องใช้เวลาสอนกัน ชั่วชีวิต คนเก่งมักจะขาดความจงรักภักดี ไม่มีความกตัญญูรู้คุณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเน้นทั้ง ความรู้ และ ความดี ควบคู่กันไป จึงใช้คำขวัญว่า ความรู้คู่ความดี ขอให้นักศึกษาตระหนักถึงคำขวัญนี้ และจงนำไปใช้ประกอบการดำเนินชีวิตต่อไป

from
http://www.thaifranchisecenter.com/document/show.php?docuID=157
http://www.thaifranchisecenter.com/document/show.php?docuID=158


มา“ปลุกยักษ์” กันเถอะ - สิริลักษณ์ ตันศิริ


มา“ปลุกยักษ์” กันเถอะ - สิริลักษณ์ ตันศิริ

ถ้า เรามีแค่คำว่า “อยาก” สำเร็จ หรือ “อยาก” รวย แล้วทำให้เรา “สำเร็จ” หรือ “รวย” ป่านนี้คงมีคนรวยเดินชนไหล่กันเต็มท้องถนนไปหมดแล้ว ใช่ไหมคะ? .. มันไม่ง่ายแค่นั้นหรอกค่ะ เราต้องทำอะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่คำว่า “อยาก” และความจริงแล้วความ “อยาก” ก็มีตั้งหลายระดับ “อยากน้อย อยากมาก กับ โคตรอยาก” .. แล้วคุณล่ะ.. “อยาก” ระดับไหนคะ?

ดิฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า ชีวิตของคนเราเหมือนการไต่ขึ้นภูเขาที่ไม่มียอด เราสามารถประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเรื่อยๆ มั่งคั่งร่ำรวยได้มากขึ้นเรื่อยๆ มีความสุขที่ลึกซึ้งได้มากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญอยู่ที่ เราต้องเป็นคนที่ “อยากไต่” อยากก้าวหน้า อยากสำเร็จ อยากร่ำรวย และเราจะต้องเป็นคนที่ “ลงมือไต่” ด้วยตัวของเราเอง!! หลายคนอยากก้าวหน้า อยากประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม แต่ไม่ยอมทำงานหนัก ต้องไปติดต่อลูกค้าไกลหน่อย ก็ไม่ไป ต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองเข้าสัมมนาบ้าง ก็ไม่เอา หนังสือไม่เคยอ่าน

คนส่วนใหญ่ชอบทำงานง่ายๆสบายๆ ไม่อยากให้ตัวเองต้องลำบากหรือเหนื่อยยากเกินไป บางคนก็ติดอยู่กับความเคยชินเดิมๆ งานเดิมๆ คนเดิมๆ เส้นทางเดิมๆ หรือเรียกว่าติดอยู่ใน Comfort Zone นั่นเอง!!

จำไว้นะคะว่า “ระดับความสำเร็จและระดับความมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ Comfort Zone ที่เรามี” ถ้า พื้นที่ความเคยชินของเรามีขนาดเล็กมาก เราก็จะประสบความสำเร็จได้น้อยมาก คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่คือคนที่ขยายขนาดพื้นที่ Comfort Zone ของตัวเองออกไป

คนที่ประสบความสำเร็จเขายินดีที่จะทำในสิ่งที่คนไม่สำเร็จไม่อยากทำ

คนที่ไม่สำเร็จประปล่อยให้อารมณ์ต่างๆเข้าครอบงำ เช่น ถ้าวันนี้รู้สึกขี้เกียจ ยังไม่อยากทำงาน ก็จะไม่ทำ ในขณะที่คนสำเร็จจะ “ลงมือทำทั้งๆที่ไม่มีอารมณ์ทำ”!!

คนที่ไม่สำเร็จจะปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งเขาจากการลงมือทำสิ่งต่างๆ แต่คนที่สำเร็จจะ “ลงมือทำทั้งๆที่กลัว”!!

คนไม่สำเร็จจะปล่อยให้ตัวเองคิดลบ หมดพลังใจ ห่อเหี่ยวจิตตก แต่คนสำเร็จจะคิดบวก รักษาพลังใจของตัวเองไว้ จดจ่อที่จุดหมาย

คนไม่สำเร็จจะลังเล สงสัย ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่คนสำเร็จจะสร้างพลังความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในตัวของเขา

คนไม่สำเร็จจะยอมพ่ายแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรคระหว่างทางที่เขาพบเจอ แต่คนสำเร็จจะ “ยืนหยัดจนกว่าจะสำเร็จ”!!

คนไม่สำเร็จจะปล่อยให้ “ยักษ์” ในตัวเองนอนหลับใหลขี้เซาต่อไป แต่คนสำเร็จจะ“ปลุกยักษ์” ในตัวเองให้ตื่นขึ้นมา

คนที่ประสบความสำเร็จเขาจะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เขาปรารถนา เขาจะยอมลงทุน ทั้งเวลา เงินทอง แรงกาย แรงใจ ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก ยอมอดทน เพื่อแลกกับความสำเร็จที่เขาใฝ่ฝัน

ดิฉัน เองก็เคยเป็นคนที่เหลาะแหละ เหยาะแหยะ จับจด ไม่มุ่งมั่น และไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ ดิฉันรู้สึกเสียใจและเจ็บปวดที่ตัวเองเป็นแบบนั้น ดิฉันจึงตัดสินใจที่จะ “ปลุกยักษ์” ที่ขี้เซา ขี้เกียจ ขี้กลัว ให้ “ตื่น” ขึ้นมามีพลังอย่างเต็มเปี่ยม!!

ดิฉันสามารถใช้พลังและศักยภาพภายใน ที่ซ่อนเร้นอยู่ได้มากขึ้นแบบน่ามหัศจรรย์ ดิฉันได้มีโอกาสสร้างแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดวิธการ “ปลุกยักษ์” ในตัวเราเองให้กับผู้คนนับแสนมาแล้วทั่วประเทศ ดิฉันมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนที่เป็นเหมือนดิฉันสมัยก่อน ให้เขาสามารถลุกขึ้นมาสร้างผลลัพธ์แบบใหม่ในชีวิต มีความมุ่งมั่นในการลงมือทำสิ่งที่ฝันให้เป็นความจริง!!

ลองคิดดูซิคะ ถ้า “ยักษ์” ในตัวของเราตื่นขึ้นมา ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วมากขนาดไหน!! เชื่อไหมคะว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเขาได้เข้าสัมมนา “ปลุกยักษ์” แล้วบอกว่า “ยักษ์ในตัวหนูตื่นขึ้นมาแล้วค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากๆ ขอบคุณจริงๆ!!”

รีบ “ปลุกยักษ์” ในตัวคุณให้ตื่นขึ้นมาเถอะค่ะ!!แล้วคุณจะตื่นเต้นที่ได้พบกับตัวตนที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ภายในตัวของคุณเอง!!!

from http://www.thaifranchisecenter.com/document/show.php?docuID=194


อนาคตที่เต็มไปด้วยอดีต !! - ศิริรัตน์ ตันเจริญ

อนาคตที่เต็มไปด้วยอดีต !! - ศิริรัตน์ ตันเจริญ

ลองพิจารณาตัวอย่าง นี้ดูนะคะ .. ถ้าพรุ่งนี้คุณกำลังจะไปเที่ยวชายทะเลอันแสนสวยกับคนรู้ใจ 1 อาทิตย์เต็มๆ.. ว้าว! .. ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรคะ? .. อารมณ์ดีใช่ไหมคะ? ทำงานไปอาจจะยิ้มไป ใครมาพูดจาไม่เข้าหูก็ไม่โกรธ ตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่จะถึงวันพรุ่งนี้สักที! .. แต่ถ้าวันสุดท้ายของการพักผ่อนมาถึง..ตอนนี้คุณเป็นอย่างไรคะ? .. อาจจะรู้สึกเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เลยใช่ไหมคะ? .. ถ้าคุณรู้สึกเช่นนั้น แสดงว่า “อนาคต มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของคุณในปัจจุบัน!?!”

ความจริงแล้วการที่บางคนตอบว่าอดีตก็ไม่ผิดหรอกคะ เพราะเราเป็นคนเอาอดีตไปรออยู่ในอนาคตเรียบร้อยแล้ว ลองดูซิคะว่า คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม? ตัวอย่างเช่น คุณชวนแฟนของคุณไปเที่ยว แต่แฟนคุณไม่ไป วันหลังลองชวนใหม่เป็นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 แฟนคุณก็ยังไม่ไปอีก คราวหน้าเวลาที่คุณอยากจะไปเที่ยว คุณก็อาจจะไม่ชวนแล้ว เพราะคิดว่า เดี๋ยวเขาก็คงปฏิเสธเหมือนเดิม ใช่ไหมคะ? (คำว่า “เหมือนเดิม” ก็แปลว่า “เหมือนอดีตที่ผ่านมา”)

บางคนไปหาลูกค้ารายที่ 1 แล้วถูกปฏิเสธมา พอไปหารายที่ 2 ก็ถูกปฏิเสธอีก ไปหารายที่ 3 ก็ถูกปฏิเสธอีก คราวนี้พอจะไปหารายที่ 4 ทำให้ไม่อยากไปแล้ว เพราะคิดว่า เดี๋ยวก็คงถูกปฏิเสธมาเหมือนเดิมอีกแน่ๆเลย .. เอาล่ะคะ พิจารณาความคิดอันนี้ดูดีๆนะคะว่า “ฉันกำลังจะไปหาลูกค้ารายที่ 4 ในอนาคต แต่ฉันคิดว่า เดี๋ยวรายที่ 4 ก็คงจะปฏิเสธเหมือน 3 รายในอดีตที่ผ่านมา” .. เราจะเอาเสียงปฏิเสธของลูกค้าในอดีตไปรออยู่ในอนาคตเรียบร้อยแล้ว

บางคนผิดหวังจากอดีต ทำให้ไม่กล้าตั้งเป้าหมายอีกต่อไป หรือ ตั้งเป้าเล็กลงเยอะ เพราะขาดความมั่นใจ .. บางคนไม่กล้าฝันด้วยซ้ำไปว่าจะรวยได้ เพราะเกิดมาพ่อแม่ก็ยากจน กว่าตัวเองจะทำงานแล้วเก็บเงินได้หลักแสนก็ยังยากเย็นแสนสาหัส แล้วจะเป็นเศรษฐีได้อย่างไร? .. บางคนเคยอกหักมาก่อน ทำให้ไม่กล้ารักใครเต็มร้อยอีก หรือปิดกั้นตัวเองไปเลย เพราะไม่อยากจะเจ็บปวดเหมือนในอดีต

เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเรามี ชีวิตที่ยึดติดกับ”อดีต”มากแค่ไหน!?! มันได้สร้างข้อจำกัดและส่งผลกระทบมหาศาลเพียงใดในการดำเนินชีวิตของเรา? เราไม่สามารถจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆได้ เพราะพื้นที่ในอนาคตของเรามันเต็มไปด้วยอดีตที่เราเอาไปใส่ไว้เองโดยที่เรา ไม่รู้ตัว

ลองคิดดูซิว่า ถ้าเราสามารถเอาอดีตออกจากพื้นที่ในอนาคต แล้วให้มันอยู่ในอดีตได้อย่างแท้จริง แล้วพื้นที่ในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรคะ? มันก็จะว่างเปล่าจากอดีตใช่ไหมคะ? แล้วถ้าอนาคตของเรามันว่างเปล่า อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้างคะในความว่างเปล่า? อะไรก็ได้ใช่ไหมคะ? .. ขอเน้นว่า “อะไรก็ได้!” Anything and Everything!

ดิฉันจะยกตัวอย่างเรื่อง “ความมหัศจรรย์ของความว่างเปล่า” ให้ฟัง .. นึกภาพกระดานไวท์บอร์ดออกไหมคะ? ถ้ากระดานนี้ถูกเขียนจนลายเลอะเทอะไปหมดแล้ว มันก็จะมีที่ว่างน้อยมากๆเลยให้เราเติมตัวอักษรลงไป แต่ถ้าดิฉันลบกระดานนี้ให้สะอาดเลย กระดานนี้ก็จะว่างเปล่า ดิฉันสามารถที่จะเขียน “อะไรก็ได้” ลงไปบนกระดานแผ่นนี้ .. กขค ก็ได้, ABC ก็ได้, วาดรูปก็ได้ฯ

คนที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้ เพราะพวกเขาไม่ยึดติดอยู่กับอดีต เขาไม่สนใจว่าอดีตจะเคยมีมาก่อนหรือไม่ เคยทำได้หรือไม่ได้ เขารู้แต่ว่าเขาอยากจะสร้างสรรค์อะไรลงไปในอนาคต .. “อนาคตที่ว่างเปล่าจากอดีตและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้!!!”

มันน่ามหัศจรรย์ไหมคะที่ “เครื่องบิน” ซึ่งทำจากเหล็กที่หนาและหนักหลายพันตันจะลอยอยู่บนฟ้าได้! หรือ “ยานอวกาศ” สามารถลอยออกไปนอกโลกและไปร่อนลงดวงจันทร์ได้! “อินเตอร์เน็ท” สามารถติดต่อกับคนได้ทั่วโลกภายในเสี้ยววินาที! .. และยังมีสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปได้อีกมากมาย!

ครั้งแรกที่คนพวกนี้บอกเพื่อนของเขาถึงสิ่งที่เขาคิดจะประดิษฐ์ขึ้นมานั้น พวกเพื่อนๆของเขาคงหัวเราะเยาะและไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะในอดีตเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยมีมาก่อน เขาจึงคิดว่าสิ่งประดิษฐ์แบบนี้ เป็นไปไม่ได้!

ในงานสัมมนา“ปลุกยักษ์” ดิฉันจะให้ “คาถามหัศจรรย์” ซึ่งคุณสามารถจะใช้ทะลุทะลวงทะลายกำแพงที่ขวางกั้นหรือหยุดคุณ .. คาถามหัศจรรย์นี้คือคำว่า “มันเป็นไปได้” Anything is Possible! เวลา ที่คุณเจอลูกค้าผู้มุ่งหวัง บางทีคุณอาจจะคิดว่า “เขาคงไม่สนใจที่จะซื้อสินค้าหรือมาทำธุรกิจกับเราหรอก” แล้วคุณก็จะผ่านคนนั้นไป

ต่อไปนี้ให้เรียกคาถามาใช้บอกว่า “มันเป็นไปได้” แล้วให้เอ่ยปากขายหรือรีครูททันทีเลย โอเคไหมคะ? บางทีคุณอาจจะเคยไปขายหรือรีครูทไว้แล้ว แต่เขาบอกว่าขอคิดดูก่อน พอคุณกลับมา คุณก็จะไม่ติดตามแล้ว เพราะคิดว่าเขาคงไม่สนใจ ในกรณีนี้ก็ให้เรียกคาถามาใช้บอกว่า “มันเป็นไปได้” แล้วให้โทรติดตามผลทันทีเลย โอเคไหมคะ?

เรื่องของการทำเป้าซึ่งมี เส้นตายมากำหนดก็เหมือนกัน บางทีเวลาเหลือน้อยลง คุณอาจจะคิดว่า คงทำเป้าไม่ได้แล้ว ดิฉันขอให้คุณเรียกคาถา “มันเป็นไปได้” มาใช้ ให้คุณก็เดินหน้าต่อไปจนกว่าจะหมดเวลา โอเคไหมคะ? แล้วคุณจะพบความมหัศจรรย์จากคาถานี้จริงๆนะคะ!


25 กุมภาพันธ์ 2553

ROE vs. ROA


ROE vs. ROA part 1

ในการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน หลายต่อหลายครั้งที่มักจะเกี่ยวข้องกับอัตราส่วนต่างๆ ที่อยู่มากมาย จนในบางครั้งอาจทำให้เกิดความสับสน Fun Fund ในสัปดาห์นี้จึงขอเสนอเรื่องของ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งอัตราส่วนยอดนิยมทั้งสองนี้ หากมองเผินๆแล้วอาจดูเหมือนว่าไม่แตกต่างกัน เนื่องจากว่าทั้งคู่เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนและใช้ในการประเมินความสามารถของบริษัทในการสร้างผลกำไรจากเงินที่บริษัทได้ลงทุนไป แต่หากดูกันให้ลึกๆ แล้วจะเห็นได้ว่าอัตราส่วนทั้งสองนี้มิได้เหมือนกันเสียทุกอย่างไป ซึ่งเราจะมาดูกันว่าความแตกต่างที่ว่านั้นอยู่ที่ตรงไหน

อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นเครื่องทดสอบถึงประสิทธิผลในการใช้เงินที่ได้จากผู้ถือหุ้นของผู้บริหารของบริษัท ทั้งนี้ ROE สามารถคำนวณได้ ดังนี้

Return on Equity = Annual Net Income / Average Shareholders’ Equity

ยกตัวอย่าง การคำนวณหา ROE สำหรับปี 2547 ของบริษัทแห่งหนึ่งในหมวดพาณิชย์ โดยสมมติชื่อว่า บริษัท A Commerce จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปี 2547 A Commerce มีกำไรสุทธิทั้งปีประมาณ 381 ล้านบาท ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2546 และ 2547 อยู่ที่ 1,316 ล้านบาท และ 1,610 ล้านบาท ตามลำดับ จากข้อมูลเหล่านี้ สามารถคำนวณหา ROE ได้ที่ 26.0% ซึ่งบอกให้ผู้ลงทุนทราบว่า ในปี 2547 A Commerce สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตรา 26% จากทุกๆบาทที่ผู้ถือหุ้นได้ลงทุนไป ซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนที่น่าประทับใจทีเดียว

ทีนี้ ลองมาดูที่ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งให้อีกมุมมองหนึ่งของความมีประสิทธิผลของผู้บริหาร โดยที่ ROA จะแสดงให้เห็นถึงอัตราผลกำไรที่บริษัทได้รับจากทุกๆบาทของสินทรัพย์ของบริษัท โดยสูตรคำนวณ ROA เป็นดังนี้

Return on Assets = Annual Net Income / Average Total Assets

กลับมาที่ A Commerce อีกครั้งหนึ่ง จากงบดุลของบริษัทมีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2546 และ 2547 อยู่ที่ 4,415 ล้านบาท และ 6,209 ล้านบาท ตามลำดับ ด้วยตัวเลขกำไรสุทธิตัวเดียวกันกับที่ใช้ในการคำนวณ ROE สามารถคำนวณหา ROA ออกมาได้ที่ 7.2% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในปี 2547 A Commerce ได้รับผลกำไรประมาณ 7% จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่

ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไม ROE กับ ROA ของบริษัทเดียวกันจึงได้แตกต่างกันถึงเพียงนี้ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความแตกต่างนี้ก็คือการ leverage ทางการเงิน หรือระดับหนี้สินของบริษัทนั่นเอง จากสมการพื้นฐานของงบดุล (สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น) จะเห็นได้ว่าหากบริษัทไม่มีหนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะเท่ากับสินทรัพย์รวม และ ROE ก็จะเท่ากับ ROA แต่ถ้าหากว่าบริษัทมีการ leverage ทางการเงินหรือกู้เงินมาเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ ROE ก็ จะมีค่าสูงกว่า ROA ทั้งนี้ ในตัวอย่างที่นำมาใช้นั้น เมื่อพิจารณางบดุลของ A Commerce จะพบว่าบริษัทมีหนี้สินอยู่เป็นปริมาณค่อนข้างสูง โดย ณ สิ้นปี 2547 A Commerce มีหนี้สินรวมเกือบ 4,600 ล้านบาท หรือเกือบ 3 เท่าของส่วนของ ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ROE มีค่าสูงกว่า ROA มาก สรุปว่า ROE ที่มีค่าสูง เนื่องจากบริษัทมีหนี้สินมาก มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเสมอไป ถ้าประสิทธิภาพและความสามารถในการสร้างผลกำไรของบริษัทยังดีอยู่ นักลงทุนทั้งหลายก็ไม่น่าต้องกังวล เพียงแต่ต้องตีความของอัตราส่วนทั้งหลายให้แตกเท่านั้นเอง

from http://www.one-asset.com/AMClub/FunFundDetail_t.asp?id=44


Roe and roa

ROE vs. ROA part 2

ROE(return on equity) หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และ ROA (return on total asset ) หรืออัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนทั้งหมด เป็นอัตราส่วนทางการเงินอีกสองตัวที่นักลงทุน(รวมทั้งผมด้วย)นำมาใช้ในการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อที่จะค้นหาหุ้นที่จะนำมาศึกษาและลงทุนต่อไป และเท่าที่มีประสบการณ์เคยใช้มานั้นถือว่าช่วยกรองหุ้นได้ดีทีเดียวครับ

เนื้อหาในตำราแนววีไอหลายเล่มกล่าวถึงค่า ROE และ ROA ไว้ พอสรุปดังนี้ครับ

***ROE (return on equity or return on shareholders’ equity) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น คำนวณได้จาก กำไรสุทธิ หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น

***ROE=net profit/equity เป็นการวัดประสิทธิภาพในการสร้างผลกำไรจากเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้นลงทุนไป ตัวเลขที่ได้คิดเป็นเปอรเซ็นต์ การวิเคราะห์ ROE มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็นการวิเคราะห์ตาม DuPon model ซึ่งวิเคราะห์ลึกลงไปในรายละเอียดถึงส่วนประกอนของ ROE

ROE = return on sale * asset turnover *financial leverage = กำไรสุทธิ/ยอดขาย * ยอดขาย/สินทรัพย์ * สิทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE = ROA*financial leverage (เพราะ ROA = Return on sale* Asset turnover) Return on sale(ROS) = net profit/sale กำไรสุทธิ/ยอดขาย จะเป็นตัวชี้ว่ากำไรเป็นเท่าใด สำหรับยอดขายที่เกิดขึ้นแต่ละบาท Asset turnover = sale/asset ยอดขาย/สินทรัพย์ อัตราส่วนนี้จะบ่งบอกว่า จำนวนรายได้ที่บริษัทสามารถทำได้จากแต่ละบาทของสินทรัพย์ที่บริษัทใช้ไป

Financial leverage = asset/equity สินทรัพย์/ส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่า ทุกๆส่วนของผู้ถือหุ้นหนึ่งบาท บริษัทใช้สินทรัพย์ไปกี่บาท

ROA(return on asset ) = net profit/total asset กำไรสุทธิ/สินทรัพย์ อัตราส่วนนี้จะบ่งชี้ว่าจำนวนกำไรที่ได้เกิดจากการใช้สินทรัพย์แต่ละบาท

จากสูตร ROE = ROA*Financial leverage จะเห็นได้ว่า หากบริษัทที่มีหนี้สินน้อย financial leverage จะมีค่าใกล้เคียง1 ซึ่งจะมีผลให้ค่า ROE กับ ROA มีค่าใกล้เคียงกัน ROE ของบริษัท จะช่วยบอกฐานะการแข่งขัน,กลยุทธ์การดำเนินงานที่บริษัทเลือกใช้ รวมไปถึงความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัทนั้นๆ
หนังสือ The new Buffettology กล่าวไว้ พอสรุปได้ว่า

*** บริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนส่วนใหญ่จะมี ROE และ ROA เป็นเปอรเซ็นต์สูง อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญคือต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปี เพราะ ความต่อเนื่องยาวนานจะช่วยบ่งชี้ว่าความได้เปรียบแข่งขันนั้นมีความยั่งยืน***

***บริษัทที่แข่งขันกันแต่ในเรื่องราคา(price competitive) มักจะมีค่า ROE และ ROA ต่ำกว่าเฉลี่ย และมีความผันผวนไม่มีความสม่ำเสมอ*** ตัวเลข ROE และ ROA นี้ยิ่งสูง ก็ยิ่งดี

สำหรับตัวเลขค่าเฉลี่ยต้องสูงเท่าใดนั้น ในหนังสือ The new Buffettology นั่นกล่าวอ้างตัวเลขค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในอเมริกา ว่าตลอด50ปีที่ผ่านมามีค่าประมาณ12% ดังนั้นตัวเลข ROE และ ROA ที่ใช้คือมากกว่า12%

***การใช้ ROA ในกลุ่มธนาคาร,บริษัทเงินทุน และธนาคารเพื่อการลงทุน ตัวเลข ROA ที่ใช้ หากเฉลี่ยสูงกว่า1ถือว่าดีแล้ว แต่สูงกว่า1.5 ก็ถือว่าดีเยี่ยมแล้ว***
สำหรับผมชอบใช้ROE และ ROA ประมาณ 15 % ,ยิ่งสูงยิ่งดี



จุดด้อยของค่า ROE และ ROA มีดังนี้

1) จุดอ่อนของการใช้ ROE เพียงลำพังอาจผิดพลาดได้ เพราะอาจได้ตัวเลข ROE ที่สูงๆแต่เกิดจากบริษัทก่อหนี้สูง ดังนั้นควรดูตัวเลขอื่นๆประกอบเช่น ค่าd/e เป็นต้น

2)ค่า ROA,ROE เป็นตัวเลขผลประกอบการในอดีต มิได้บอกว่าในอนาคตจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป

from http://stock-in-focus.blogspot.com/2009/07/roe-roa.html


18 กุมภาพันธ์ 2553

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ

บทที่ 1 ...โอกาส...

มีพระราชาอยู่เมืองหนึ่งปกครองราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข สงบมาโดยตลอดเมื่อบ้านเมืองสงบสุข พระราชาก็รู้สึกเบื่อๆ ที่ไม่มีอะไรทำพระราชามีราชธิดาแสนสวย ร่ำลือไปทั่วแคว้นแดนต่างๆองค์ชายน้อยใหญ่ ต่างก็หมายปองราชธิดาองค์นี้กันทั้งนั้นพระราชาเอง ก็อยากได้องค์ชายที่มีความสามารถที่สุดถึงแม้ยังไม่ถึงเวลาที่จะทรงให้อภิเสกก็ตามพระราชาก็ให้อำมาตรส่งเทียบเชิญไปยังเมืองต่างๆเพื่อนเชิญองค์ชายน้อยใหญ่ ให้มาร่วมพบปะสังสรรพระราชาเองก็หวังที่จะใช้ช่วงเวลานั้น หมายตาองค์ชายไว้

หลังจากองค์ชายจากเมืองน้อยใหญ่ มาพร้อมเพรียงกันหมดทุกพระองค์แล้ว...พระราชาก็ทรงประกาศว่า วันพรุ่งนี้จะออกประพาสป่าและให้องค์ชายทุกพระองค์ทรงติดตามไปด้วยเหล่าองค์ชายต่างตื่นเต้นเป็นการใหญ่
เพราะเดาใจพระราชาไว้ว่า คงจะต้องให้มีการแข่งขันอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน...

ณ ป่าเขาลำเนาไพรห่างไกลเมืองฝั่งตะวันออกขบวนประพาสป่าของพระราชากับเหล่าองค์ชายทั้งหลายก็เคลื่อนขบวนมาถึงบึงใหญ่แห่งหนึ่งด้วยความตกใจจากขบวนของพระราชาทำให้ฝูงห่านในบึง ต่างส่งเสียงร้องเอะอะโวยวายเป็นการใหญ่...พระราชาได้ยินเสียงห่านดังแบบนั้นก็เกิดความคิดที่จะลองภูมิเหล่าองค์ชายทั้งหลาย...จึงทรงถามออกมาว่า...

"ใครตอบได้บ้างว่า เหตุใดห่านจึงร้องเสียงดังกว่า เป็ดไก่หลายเท่านัก"
เหล่าองค์ชายทั้งหลาย ต่างแย่งกันยกมือเพื่อขอตอบคำถามเพื่อจะได้ทำคะแนนให้ตนเอง เพราะพระราชธิดาเองก็ทรงกำลังตั้งใจฟังคำตอบอยู่เช่นกัน...พระราชาทรงชี้ไปที่องค์ชายที่อยู่ด้านหน้าสุด...องค์ชายรีบตอบด้วยความมั่นใจในทันทีว่า

"เพราะห่านมันมีคอยาวกว่า เป็ดและไก่พะยะค่ะ จึงทำให้มันส่งเสียงได้ดังกว่า"...
พระราชาพยักหน้า พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า"มีท่านใด มีความเห็นแตกต่างจากคำตอบนี้บ้างไหม"
ทุกพระองค์ต่างส่ายหน้า แสดงว่าต่างก็คิดเช่นเดียวกับองค์ชายองค์นั้น...

ขณะนั้นเอง ทหารก็ควบคุมตัวหนุ่มน้อยชาวนาคนหนึ่งเข้ามาพอดีพระราชาหันไปมองและทรงตรัสถามทหารไปว่า เกิดอะไรขึ้นทหารรายงานว่า เห็นชายคนนี้มายืนทำลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงต้นไม้ต้นโน้นกระหม่อมเกรงจะมาทำมิดีมิร้าย จึงนำตัวมาให้ท่านสอบสวนพะยะค่ะ
พระราชาจึงทรงตรัสถามชายหนุ่มไปว่า"เจ้าเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไรที่นี่"นุ่มน้อยชาวนาตอบด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า"ข้าพเจ้าเป็นชาวนาบ้านนอก หากินอยู่บริเวณนี้ทุกวันวันนี้เห็นมีคนมากมาย ก็เลยเข้ามาดูขอรับ"

พระราชายังไม่เชื่อเลยทีเดียวนัก จึงทรงสั่งให้ควบคุมตัวเอาไว้ก่อน...ก่อนที่ทหารจะพาตัวออกไป พระราชาทรงนึกสนุกอยากรู้ว่าชาวนาบ้านนอก จะมีปัญญาตอบคำถามเหมือนเหล่าองค์ชายได้หรือไม่...ก็เลยทรงถามออกมาว่า..."เดี๋ยวก่อน ไหนเจ้าลองตอบคำถามข้าสิว่าทำไม ห่าน จึงส่งเสียงดังกว่าเป็ดและไก่หลายเท่านัก"ชาวนาตอบคำถามด้วยความใสซื่อว่า"มันเป็นธรรมชาติพระเจ้าค่า"

เหล่าองค์ชายทั้งหลายได้ยินคำตอบแบบกำปั้นทุบดินของชาวนาก็พากันหัวเราะยกใหญ่...พร้องทั้งนึกสมเพศชาวนาที่หามีปัญญาอย่างพวกพระองค์
พระราชาจึงตรัสว่า..."เจ้าคงไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงเพราะมันจำเป็นต้องใช้สติปัญญาข้าจะบอกให้เจ้ารู้ก็ได้ว่า องค์ชายทุกพระองค์ทรงให้เหตุผลว่า เป็นเพราะคอห่านยาวกว่าคอสัตว์อื่นๆจึงทำให้ส่งเสียงได้ดังกว่า..."
หนุ่มน้อยชาวนาได้ฟังพระราชาตรัสเช่นนั้นก็ทรงตอบกลับไปว่า
"มันเป็นธรรมชาติจริงๆ พระเจ้าค่ะ"พระราชาได้ฟังดังนั้น ก็ยังคงคิดว่า ชาวนาคงโง่ถึงขนาดฟังเหตุผลแล้วก็ยังไม่เข้าใจ...แต่ก็ทรงเปิดโอกาสให้ชาวนา ทรงตรัสถามว่า"ทำไมเจ้าจึงคิดว่ามันเป็นธรรมชาติล่ะ"
ชาวนาจึงตอบกลับไปว่า"ท่านพระราชาทรงเคยได้ยินอึ่งอ่างร้องไหมพระเจ้าค่ะอึ่งอ่าง มันมีคอสั้นเพียงนิดเดียว แต่ทำไมมันจึงสามารถส่งเสียงร้องได้ดังกว่าสัตว์อื่นๆ ล่ะพระเจ้าค่ะ"พระราชาได้ฟังดังนั้น ก็นั่งนิ่งไปครู่ใหญ่ๆ เลยทีเดียวเหล่าองค์ชายทั้งหลายต่างก็เสียหน้าไปตามๆ กัน

พระราชาจึงหันเห สถานการณ์เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่ผ่านมาบังเอิญหันไปเห็นป่าไผ่ ซึ่งมีหน่อไม้มากมายที่โผล่พ้นดินขึ้นมาพระองค์ก็เลยตรัสถามออกไปว่า"ใครรู้บ้างว่า ทำไม หน่อไม้จึงงอกดันดินที่แข็งๆ ขึ้นมาได้"เหล่าองค์ชายทั้งหลาย ต่างก็แย่งกันยกมือเพื่อตอบคำถามทำคะแนนอีก...พระราชาทรงชี้มือไปที่องค์ชายองค์หนึ่งองค์ชายองค์นั้น รีบตอบอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่า"เพราะหน่อไม้มันมีปลายแหลม มันจึงสามารถดันดินแข็งๆ โผล่ขึ้นมาได้พะยะค่ะ"พระราชาได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าชื่นชมในความหลักแหลมขององค์ชายองค์นี้..
"มีใครคิดเห็นเป็นอย่างอื่นไหม..."
พระราชาตรัสถามเงียบ... เพราะองค์ชายทุกองค์ ทรงคิดเช่นนี้ทั้งสิ้น
ด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะหนุ่มน้อยชาวนาพระราชาจึงตรัสถามไปว่า"แล้วเจ้าล่ะ เจ้าชาวนา มีคำตอบเป็นอย่างอื่นไหม""มันเป็นธรรมชาติ พะยะค่ะ"หนุ่มน้อยชาวนาตอบ
เล่นเอาทุกคนเงียบ ไม่มีเสียงอื้ออึงอะไรทั้งสิ้นต่างกับคราวก่อนที่ได้ยินคำตอบนี้แล้วพากันหัวเราะเยาะพระราชาจึงตรัสถามออกไปว่า"ทำไมล่ะ เจ้ามีเหตุผลอย่างไรหรือ?"องค์หญิงซึ่งนั่งฟังนิ่งๆ อยู่เนิ่นนานให้ความสนใจหนุ่มน้อยชาวนามากยิ่งขึ้นทรงใจจดใจจ่อรอฟังคำตอบจากเขาอย่างตั้งใจเป็นครั้งแรกที่ไอ้หนุ่มลูกทุ่งได้เห็นพระพักตร์ของพระราชธิดาชัดๆ...หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก ร่างกายร้อนวู๊วาบไปหมดตั้งแต่เกิดมาเป็นผู้เป็นคน ยังไม่เคยเห็นใครสวยงามขนาดนี้มาก่อนเลย...


"ว่าไงล่ะ เจ้าหนุ่มชาวนา หาเหตุผลไม่ได้ล่ะสิคราวนี้"
พระราชาตรัสถามขึ้น

"มันเป็นธรรมชาติจริงๆ พระเจ้าข้า"ชาวนาตอบกลับไป พร้อมกับอธิบายต่อว่า"พระราชาลองดูตรงนั้นสิพะยะค่ะ"พร้อมกับชี้มือไปที่โคนต้นไม้ใกล้ๆ กับป่าไผ่นั่นเอง"เห็ดต้นนั้น ปลายมันก็ไม่ได้แหลมอย่ากับหน่อไม้
แต่มันก็สามารถดันตัวเองโผล่พ้นดินขึ้นมาได้พะยะค่ะ"องค์ชายทั้งหลาย ต่างก็พากันเสียหน้าส่วนพระราชาเองกลับรู้สึกชื่นชมไอ้หนุ่มชาวนาขึ้นมาแล้วสิ"เจ้านี่ ไม่ธรรมดาเลยนะ นี่หากว่าเจ้าเป็นหนึ่งในองค์ชายเหล่านี้
เจ้าคงได้คะแนนไปเยอะเลยทีเดียวเสียดายที่เจ้าเป็นแค่ชาวนา ไม่คู่ควรกับราชธิดาของเรา"ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เหล่านางใน นางสนม ซังกึม ทั้งหลายต่างส่งเสียงวี๊ดว๊าย บ้างก็ส่งเสียงกริ๊ด ด้วยความตกใจเพราะที่พื้นตรงนั้น มีหนูนาตัวหนึ่ง วิ่งทะเล่อละล่าเข้าไปหากลุ่มพระสนมเหล่านั้น...เสี้ยววินาทีนั้นเอง... ทหารที่อยู่ใกล้ๆ ตรงนั้น ก็ใช้ท่อนไม้ฟาดลงไปที่ตัวหนู... เจ้าหนูผู้โชคร้าย ก็เลยต้องตาย...หลังจากทุกอย่างสงบลง
ก็ถึงเวลากลับวังของพระราชาและเหล่าองค์ชายทั้งหลายเพื่อร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้...

เป็นเพราะกามเทพ แผงศรใส่พระธิดาหรือประการใดมิทราบได้...พระธิดา เกิดความรู้สึกพึงพอใจในตัวหนุ่มน้อยชาวนาเข้าแล้วสิ...หนุ่มน้อยชาวนาก็เช่นเดียวกัน... แต่ด้วยความต่ำต้อยของตน..ก็ได้แต่หักห้ามใจตัวเองไว้เงียบๆ...

ก่อนพระราชาจะเดินทางกลับ ได้ตรัสกับหนุ่มชาวนาว่า..."เอาอย่างนี้ เจ้าหนุ่มชาวนา ในฐานะที่เจ้าสามารถให้เหตุผลกับคำถามของเรา ทำให้พวกเราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น"พระราชาหยุดตรัส และหันไปมองทางพระธิดาของพระองค์...แล้วก็หันมาตรัสต่อว่า"อีก 1 ปีข้างหน้า อายุของพระธิดาของเราจะถึงเวลา อภิเสกสมรส และอีก 1 ปีข้างหน้า
เราจึงจะคัดเลือกตัวราชบุตรเขยอีกครั้งว่าจะเป็นผู้ใดเมื่อเจ้าสามารถชนะองค์ชายทั้งหลายได้ในวันนี้เราก็จะให้โอกาสเจ้า"
พระราชาหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วตรัสต่อว่า"เพื่อให้เกิดความคู่ควรกับธิดาของเราซึ่งโดยขนบธรรมเนียมประเพนี แต่โบราณมาแล้วจะต้องอภิเสกกับองค์ชายเท่านั้นเมื่อเจ้าเลือกเกิดไม่ได้ จึงไม่ได้เกิดเป็นองค์ชายแต่เราก็จะให้โอกาสเจ้า โดยเจ้ามีเวลา 1 ปีเจ้าจงสร้างตัวเองให้ร่ำรวยขึ้นมาให้ได้โดยจะต้องให้รวยที่สุดของประชาชนในเมืองของเรา"

"แต่มีเงื่อนไขว่า... เจ้าต้องสร้างความร่ำรวยขึ้นมาจากทุนที่เราจะให้แก่เจ้าในวันนี้...และทุนที่เราจะให้แก่เจ้าก็คือ...หนูตายหนึ่งตัว ตัวนั้น"พระราชาชี้ไปที่หนูนาที่ถูกตีจนตาอยู่ตรงหน้าทหารที่ตีมัน
ทหารรีบหยิบหนูตายเข้ามาส่งให้หนุ่มน้อยชาวนาอย่ารู้ใจพระราชา...
หนุ่มน้อยชาวนาหยิบหางหนูไว้แล้วปล่อยให้ตัวหนูห้อยโตงเตงพร้อมกับการจากไปของขบวนประภาสป่าของพระราชา...รวมทั้งพระราชธิดาที่แสนจะสวย
หนุ่มน้อยชาวนา ยกหนูขึ้นมามองดูพร้อมกับคิดในใจว่า...

"สร้างตัว จากหนูตายหนึ่งตัว..."



บทที่ 2 ...ทำไม...

หนุ่มน้อยชาวนาถือหนูตัวนั้นเดินไปตามทางเพื่อจะกลับบ้าน...แต่ในสมองก็ครุ่นคิดอย่างหนัก...จะทำอย่างไรดีกับหนูตัวนี้นะ...เกิดมาก็ไม่เคยทำการค้ากับเขาสักทีวันวันมีแต่ ทำไร่ไถนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควายหรือไม่ก็ออกไปหาปูหาปลาเอามากินกัน...แล้วนี่ จะต้องสร้างตัวให้รวยที่สุด จากหนูตายหนึ่งตัวยิ่งคิดก็ยิ่งมองไม่เห็นหนทาง...แต่ก็ยังให้ความสนใจในโอกาสที่เข้ามาในชีวิตจะปล่อยให้มันผ่านไป หรือจะไขว่คว้าไว้ดี...

"หรือเราจะเข้าไปในตัวเมืองดีนะ"ชายหนุ่มคิดในใจ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่อาจจะช่วยให้พบเจอหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปยังเป้าหมายได้
"หากกลับบ้านก่อนแล้วเข้าเมืองในวันรุ่งขึ้น หนูนี้อาจจะเน่าก็เป็นได้เอาวะ เพื่อองค์หญิงที่เป็นดั่งดวงใจ วันนี้เราจะไม่กลับบ้านแต่จะตรงเข้าเมืองพร้อมกับทุนที่พระราชาให้มานี้เป็นไงเป็นกันสิน่า... แล้วค่อยกลับบ้านทีหลังก็ยังได้..."ว่าแล้วหนุ่มน้อยชาวนาก็เปลี่ยนเส้นทางเดิน เพื่อตรงเข้าสู่ตัวเมือง.....
ระหว่างทาง เขาได้เจอชายชราคนหนึ่งกำลังหาบฟืนงกๆ เงิ่นๆ ...
"คุณตา คุณตา..." หนุ่มชาวนาเรียก"ตาจะหาบฟืนไปไหนเหรอครับ..."
"ข้าจะเอาฟืนเข้าไปขายในเมือง... แล้วเอ็งล่ะ จะไปไหนเร๊อะ"ชายชราเป็นฝ่ายถามบ้าง

"ฉันก็จะเข้าไปในเมืองเหมือนกันจ้าตา" ชายหนุ่มตอบ"เจ้าจะไปธุระอะไรหรือ..." ชายชราถาม

"ฉันจะไปสร้างตัวให้ร่ำรวยกว่าประชาชนคนไหนๆ ในเมืองจ้าตา..."
ชายชราหยุดเดิน แล้วหันมามองดูชายหนุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจ...
"ไปสร้างความร่ำรวยด้วยตัวเปล่าๆ นี่น่ะเหรอวะ..." ชายชราอดที่จะถามไม่ได้...
"เปล่าจ้าตา ฉันมีหนูมาด้วยหนึ่งตัวจ้า..." ชายหนุ่มตอบด้วยใบหน้าใสซื่อ..."แล้วไอ้หนูนี่ เป็นหนูวิเศษที่จะช่วยให้เจ้าร่ำรวยยังงั้นรึ..." ชายชราถามอีก

"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน..." ว่าแล้วชายหนุ่มก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายชราฟัง...

หลังจากฟังจบ ชายชราก็นิ่งเงียบ พูดอะไรไม่ออก...ชายหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ควรจะช่วยตาหาบฟืนดีกว่าตาจะได้เดินสบายๆ เข้าเมือง

"มานี่ตา... ฉันหาบฟืนให้ตาเอง ไหนๆ เราก็จะไปทางเดียวกันแล้ว"พูดจบ ชายหนุ่มก็รีบเอื้อมมือไปยกเอาหาบฟืนจากบ่าชายชรา

"ขอบใจเอ็งมากเลยว่ะ... วันนี้ข้าโชคดีแท้ๆ เลยที่เจอเอ็งแต่ข้าก็ไม่รู้จะช่วยเอ็งยังไงจริงๆ...ข้าขนฟืนจากป่าเข้าไปขายในเมืองมาก็ตั้งหลายปี
ข้าก็ยังไม่เห็นจะรวยเลย นี่เอ็งมีหนูตายแค่ตัวเดียวแล้วเอ็งจะรวยได้ยังไงวะ..."

"ไม่เป็นไรจ้าตา... ฉันจะลองดูให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน"

ชายหนุ่มกับชายชรา คุยกันไปตลอดทางอย่างถูกคอจนมาถึงประตูเมือง... ก่อนจะเข้าประตูเมืองชายชราได้เอ่ยกับชายหนุ่มว่า...

"มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพอจะช่วยเจ้าได้ ก็คือ คำแนะนำ...การที่เจ้าจะยิ่งใหญ่จากดินขึ้นไปเป็นดาวนี่เจ้าจงอ่อนน้อมถ่อมตนให้มากๆ...ความอ่อนน้อมถ่อมตน จะเป็นบันใดขึ้นสู่ที่สูงให้แก่เจ้าส่วนไอ้หนูตายตัวนั้น ข้าก็จนปัญญาจริงๆ ว่าจะให้เจ้าเอาไปขายให้ใคร..."

ขาย!!... ชายหนุ่มเกิดความคิดที่ดีขึ้นมาทันทีทีแรกก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร... พอชายชราพูดถึงเรื่องขาย...ทำให้เขารู้แล้วว่า.... จะต้องเอาหนูตัวนี้ไปเร่ขาย...
หลังจากหาบฟืนไปส่งชายชราที่ตลาดสดแล้วชายหนุ่มก็กล่าวอำลาชายชราคนนั้น เพื่อเดินเร่ขายหนูตัวนั้นต่อไป
ไม่ว่าจะเจอใคร เขาก็จะร้องถามขายหนู พร้อมกับยกหนูให้ดูไปด้วย...ถ้ากลุ่มที่เจอเป็นหญิง ก็จะมีเสียงกรี๊ดกร๊าด ดังจนแสบแก้วหูเลยทเดียว...
เดินถามมาจนเหนื่อย ก็ไม่เห็นมีใครมีทีท่าว่าจะซื้อเลยสักคนแล้วนี่มันจะขายได้ไหมเนี่ย.....

หลังจากเดินจนรอบตลาดแล้ว ก็ยังหาคนซื้อไม่ได้เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากตลาด เพื่อไปเดินขายตามบ้านผู้คน...

ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เขาก็เพิ่งจะเคยเข้าเมืองครั้งนี้เป็นครั้งแรก..ความอลังการ ความตื่นตาตื่นใจ สีสรรของเสื้อผ้าความากมายของผู้คน สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับเขาทำให้เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย...
ยิ่งเห็นสิ่งของแปลกๆ ก็ยิ่งทำให้เขาอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

อย่างก้อนเหล็กยาวๆ รีๆ ประมาณมือจับได้พอดีที่เขาเห็นใครๆ เอาไว้แนบหู แล้วก็พูดคุยคนเดียวอย่างกับคนบ้า บางคนก็เดินพูด บางคนก็นั่งพูดซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นทำอะไรกันจนมีคนบอกเขาว่า นั่นน่ะ เขาเรียกว่าโทรศัพท์มือถือและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่เขาเคยเห็นเป็นครั้งแรก

คนบ้านนอกอย่างเขา อย่าว่าแต่โทรศัพท์มือถือเลยโค้กกระป๋อง เขาก็ยังไม่เคยเห็นเลยถ้าไม่มีไอ้หนูตัวนี้ ชาตินี้เขาคงไม่มีโอกาสมาเห็นอะไรๆ แบบนี้อย่างแน่นอน...

ในขณะที่เดินเพลิดเพลินชมกรุง ดูเทคโนโลยีสมัยใหม่เพลินๆเขาก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียก...

"ไอ้หนุ่ม... ไอ้หนุ่ม..."

เขาหันไปมองตามทิศทางของต้นเสียงก็เจอชายวัยกลางคน พุงพลุ้ย ยืนอยู่หน้าบ้าน"เอ็งหิ้วหนูจะเอาไปทิ้งถังขยะเหรอวะนั่น..." ชายวัยกลางคนถามขึ้น"เปล่าจ้า... ฉันกำลังเดินเร่ขายหนูตัวนี้อยู่จ้าลุง..." ชายหนุ่มตอบ"บ่ะ... เอ็งนี่ ท่าจะบ้าว่ะ... ข้าเคยเห็นแต่ใครๆเขาเอาหนูตายไปทิ้งขยะแต่เอ็งกลับเอามาขาย แล้วใครเขาจะซื้อวะ..."
"ไม่รู้เหมือนกันลุง... อาจจะมีสักคนที่เขาอยากจะซื้อก็ได้จ้า" ชายหนุ่มตอบด้วยความซื่อ

"เอางี้ก็แล้วกัน... ข้าซื้อไปให้แมวข้ากินก็ได้แต่ข้าให้แค่บาทเดียวนะ เกินกว่านั้น ข้าไม่ซื้อหรอกว่ะ..."ชายหนุ่มดีใจจนออกนอกหน้า...

"บาทเดียวก็บาทเดียวจ้าลุง..." ว่าพลางก็ยื่นหนูส่งให้ชายวัยกลางคนทันที

หลังจากรับเงินเหรียญบาทมาหนึ่งเหรียญเขาก็ดีใจเป็นที่สุด...ดีใจที่สามารถขายหนูได้จริงๆ...แบบนี้สิ เขาเรียกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น...
"จากหนูตายหนึ่งตัว กลายมาเป็นเงินหนึ่งบาทแล้วเราจะทำยังไงต่อล่ะทีนี้ ถึงจะทำให้เรารวยได้" ชายหนุ่มยืนพินิจพิจารณาเหรียญบาทที่อยู่ในมือในขณะที่สมองก็ครุ่นคิดไปด้วย"เถ้าแก่ เก้าแก่..."เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆเขา
"วันนี้จะซื้ออะไรบ้างล่ะครับ..."ชายคนที่ซื้อหนูเขาไปนั่นเองคือเถ้าแก่
เขาทักทายปราศัยชายคนที่เรียกนั้นเป็นอย่างดีไอ้หนุ่มชาวนายืนดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้าจนชายคนนั้นจากไป ความสงสัยทำให้เขาถามเถ้าแก่ออกไปว่า"ลุง เอ้ย เถ้าแก่ครับ... ผู้ชายคนนั้น เขาซื้อของไปทำไมตั้งเยอะแยะครับ..."
"เขาซื้อเอาไปขายน่ะสิ... ร้านอั๊วเป็นร้านขายส่ง คนขายของส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อของที่นี่แหล่ะ"ถึงแม้เขาจะไม่เคยเป็นพ่อค้าแต่ฟังเท่านั้นเขาก็พอจะเดาออกแล้วว่าคนมาซื้อของที่นี่ แล้วก็เอาไปขายต่ออีกที"แล้ว... หนึ่งบาทของผมนี่ จะซื้ออะไรเถ้าแก่ได้บ้างครับ"เขาถามขึ้น

เถ้าแก่มองหน้าเขาพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก แล้วตอบไปว่า"ไม่รู้จะซื้ออะไรได้บ้างนะ หนึ่งบาทเนี่ย...เอาอันนี้ไปก็แล้วกัน..."

พูดจบเถ้าแก่ก็หยิบน้ำตาลปึกที่อยู่ข้างๆ ส่งมาให้หนุ่มน้อยชาวนา 2 ก้อน...

เขารับเอามาพร้อมกับจ่ายเงินหนึ่งบาทนั้นให้เถ้าแก่คืนไปแล้วก็เดินจากมา...

ชายหนุ่มถือน้ำตาลปึกเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายให้ใครเหมือนกัน
จนมาถึงหน้าโรงงานแห่งหนึ่ง คนกำลังเลิกงานพอดีเขารีบคลี่น้ำตาลปึกออกจากห่อ แล้วถามขายให้ผู้คนทันที

คนแล้วคนเล่า ไม่มีใครซื้อเขาเลยจนเดินมาถึงรถเข็นขายของคันหนึ่ง
เขาหยุดยืนพักอยู่ข้างๆ สิ่งที่เขาเห็นก็คือคนงานหยุดซื้อของจากรถเข็นคันนี้เรื่อยๆในรถเข็นมีของหลายสิ่งหลายอย่างให้เลือกซื้อดูแล้วน่าสนใจ ผิดกับเขา ที่ถือห่อน้ำตาลปึกสองก้อนดูแล้วมันไม่น่าซื้อซะเลย...

พอแม่ค้าว่าง เขาจึงเดินเข้าไปทักทายด้วยความอ่อนน้อมด้วยจิตใจที่งดงามของเขา ด้วยมารยาทที่ดีทำให้เขาสามารถได้มิตรไมตรีจากแม่ค้าคนนั้นเขาขอแม่ค้าวางน้ำตาลปึกของเขาเพื่อขายด้วยแม่ค้าก็ยินดีให้วางได้...

ขณะที่รอขายของ เขาก็ซักถามพูดคุยกับแม่ค้าไปเรื่อยเปื่อยแต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้รู้จากแม่ค้าก็คือ...แม่ค้าคนนี้ ขายของแบบนี้มา 10 ปีแล้วกำไรที่ได้ ก็พออยู่ได้ไปเดือนชนเดือนจะให้ร่ำรวยนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก

"แล้วป้าไม่คิดจะไปทำอย่างอื่นที่ทำให้รวยได้เหรอครับ..."เขาถามขึ้น

"ก็เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรน่ะสิ... ที่ทำได้ก็ที่เห็นนี่แหล่ะเกิดไปทำอย่างอื่นแล้วไม่ได้อย่างที่คิดจะทำอย่างไรล่ะจะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าว เอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูกป้าไม่กล้าเสี่ยงหรอก..."แม่ค้าอธิบายเหตุผลให้ชายหนุ่มฟัง

เขาได้ฟังแม่ค้าบอกดังนั้น ก็เข้าใจทันทีเลยว่าเหตุใด คนที่อยากรวยหลายๆคน จึงไม่รวยเพราะความเสี่ยงนี่เอง...คนไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ก็เลยต้องทำอย่างที่เคยทำอยู่ทุกวันเพราะมันมีความมั่นคงกว้า....
"แม่ค้า.. น้ำตาลปึกนี่ ขายยังไงคะ..."เสียงคนงานสาวคนหนึ่งดังขึ้น ดึงเขาออกมาจากความคิด"อันละบาทจ้าหนู เหลือแค่สองอันเอง หนูจะเอาหมดเลยไหม"แม่ค้าถามกลับ

"เอาสองอันเลยก็ได้ค่ะ... จริงๆแล้ว หนูอยากดื่มน้ำอ้อยมากกว่าแต่ไม่เห็นมีใครเอามาขายเลย"สาวโรงงานบ่นให้แม่ค้าฟัง พร้อมกับจ่ายเงินค่าน้ำตาลปึกแล้วก็เดินจากไป


"โห... ป้า ไอ้น้ำตาลปึกนี่มันขายได้ก้อนละหนึ่งบาทเลยเหรอ"หนุ่มน้อยชาวนาถามขึ้น
"เขาก็ขายก้อนละบาทกันทั้งนั้นแหล่ะ... อ้าวนี่เอ็งเอามาขาย เอ็งไม่รู้เหรอว่าเขาขายก้อนละเท่าไร"

"ไม่รู้ครับ..." เขาทำหน้าอายๆพร้อมกับรับเงิน 2 บาทจากแม่ค้า สักพักก็ขอลากลับบ้านตอนนี้เขามีเงิน 2 บาทแล้ว...

ระหว่างที่จะเดินทางกลับบ้านนอกเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า ไม่รู้จะกลับไปทำไมพ่อแม่ของเขาก็ไม่มี เขาอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็กบ้านของเขาก็หามีไม่ อาศัยหลับนอนศาลาเก็บศพเก่าๆที่เขาเลิกใช้กันไปแล้ว ข้าวของก็แทปไม่มีอะไรเลยอีกอย่าง ระยะทางก็ไกลโขเอาการอยู่ทีเดียว
และที่สำคัญ เขาจะต้องสร้างตัวให้ร่ำรวยภายใน 1 ปีเวลาของเขามีน้อยเหลือเกิน

เท้าไวเท่าความคิด...เขาเปลี่ยนเส้นทางทันที มุ่งหน้าสู่บ้านของเถ้าแก่
เพราะไม่รู้จะไปทางไหน ที่พอนึกได้ก็บ้านของเถ้าแก่คนเดียวเท่านั้น...

ไม่นานนัก เขาก็ยืนอยู่หน้าบ้านเถ้าแก่เขารู้สึกลังเล เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเข้าไปดีหรือไม่ตัดสินใจอยู่นานทีเดียวที่สุดก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเข้าไปขอพึงพิงเถ้าแก่

"อ้าว... พ่อหนุ่ม... มาซื้ออะไรอีกเหรอ ร้านอั๊วจะปิดแล้วนะ"เถ้าแก่ทักขึ้นเมื่อเห็นหนุ่มน้อยชาวนาเดินเข้ามาหาเขายกมือไหว้อย่างนอบน้อม พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า"หวัดดีอีกครั้งครับเถ้าแก่... พอดีผมขายน้ำตาลปึกหมดแล้วได้เงินมาสองบาทแน่ะครับ"ไม่รู้จะบอกยังไงที่จะขอพักอยู่ที่นี่สักคืนก็เลยพูดเฉไฉไปเรื่องอื่นแทน...

"แล้วนี่ ลื้อจะมาซื้อเอาไปขายอีกเร๊อะ..." เถ้าแก่ถามขึ้น

"เปล่าครับ พอดีบ้านผมอยู่บ้านนอก ห่างจากที่นี่ไกลมากๆผมเลยตั้งใจว่าจะมาขออาศัยพักกับเถ้าแก่สักคืนผมทำงานแลกก็ได้นะครับ"ชายหนุ่มรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง เพราะได้บอกความต้องการออกไปแล้วรอแต่เพียงคำตอบจากเถ้าแก่ ซึ่งก็ทำเอาหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่เหมือนกัน

เถ้าแก่นิ่งคิดอยู่อึดใจใหญ่ๆ เพราะรู้สึกไม่ค่อยจะไว้ใจเขาสักเท่าไรแล้วก็ตัดสินใจตอบไปว่า

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวลื้อไปนอนที่โรงปลาทูของอั๊วคืนนี้เขานึ่งปลาทูกัน ลื้อก็ช่วยงานเขาเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน"พูดจบเถ้าแก่ก็หันไปหาลูกน้องคนหนึ่งพร้อมกับสั่งว่า

"อาโยเอ้ย ตอนลื้อจะกลับไปโรงปลาทู พาอ้ายหนุ่มคนนี้ไปด้วยนะให้อีช่วยงานลื้ออะไรก็ได้ แล้วหาที่หลับที่นอนให้อีด้วยล่ะ"คนงานชื่อโย รับคำเสร็จก็ทำงานต่อ

ไม่ต้องรอให้ใครบอก หนุ่มน้อยชาวนาก็กุลีกุจอ ช่วยงานนายโยอย่างแข็งขัน...หลังจากปิดร้านเสร็จ เพื่อนใหม่ชื่อโย ก็พาเขาไปยังโรงปลาทู...

เมื่อคืนที่ผ่านมา หนุ่มน้อยชาวนาก็ได้รู้จักอาชีพอีกอาชีพนั่นก็คือ ลูกจ้าง ก็จากการพูดคุยกะนายโยเพื่อนใหม่นี่แหล่ะ...โยทำงานอยู่กับเถ้าแก่มาแล้ว 3 ปีหนุ่มน้อยชาวนาก็ได้รู้อีกว่า ถ้าเขาทำงานอย่างโยอย่าว่าแต่ 1 ปีเลย ตลอดชีวิตก็ไม่สามารถรวยได้

หลังจากกินข้าวกินปลากันเสร็จเรียบร้อยโยก็พาหนุ่มหน้อยชาวนาไปยังร้านเถ้าแก่เพื่อเตรียมเปิดร้านแต่เช้า...ตอนกลางวัน โยต้องมาช่วยเถ้าแก่ที่ร้านตอนกลางคืน ต้องนึ่งปลาทูตอน ตี 2 ถึงตี 4เขาจะได้นอน 2 ช่วง คือ หลังจากเก็บร้านเสร็จแล้วกลับโรงงานปลาทูก็อาบน้ำกินข้าวนอน
และมาตื่นตอน ตี 2- ตี 4นึ่งปลาทูเสร็จเขาก็กินข้าวเช้าและมาเปิดร้านให้เถ้าแก่

ชายหนุ่มเคยถามโยว่า ไม่อยากทำงานอย่างอื่นหรือโยบอกเขาว่า ความรู้น้อย ไม่รู้จะไปทำอะไรก็เลยต้องำงานอยู่กับเถ้าแก่แบบนี้แหล่ะ...

คำตอบของโยทำให้หนุ่มน้อยชาวนานึกถึงแม่ค้าขายของหน้าโรงงาน...
และอีกคนที่เขานึกถึงคือ หลาวพี่เปี้ยก พระที่เขารู้จักเขาเคยถามหลวงพี่ว่า หลวงพี่เคยคิดอยากจะลาสิกขาไหมหลวงพี่เปี้ยกบอกเขาว่า คิดหลายครั้งเหมือนกันแต่ถ้าลาสิกขาออกไปแล้ว ก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร.. นอกจากคนทั้งสามนี้แล้ว คงมีคนอีกมากมาย ที่คิดแบบนี้

ที่บ้านเถ้าแก่หลังจากช่วยนายโยกับคนงานอื่นๆ จัดร้านเสร็จแล้ว
หนุ่มน้อยชาวนา ก็รอโอกาสให้เถ้าแก่ว่าง

"เถ้าแก่ครับ... เถ้าแก่รวยที่สุดในเมืองนี้หรือเปล่าครับ"หนุ่มน้อยชาวนาถาม

เถ้าแก่อึ้งไปเล็กน้อย แล้วตอบว่า"ไม่หรอก.. อั๊วก็แค่พอมีทรัพย์สินเงินทองบ้างเท่านั้นแหล่ะมีคนรวยกว่าอั๊วอีกตั้งเยอะแยะ... ลื้อถามไปทำไมวะ"หนุ่มน้อยชาวนาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เถ้าแก่ฟัง

"โอ้โห... ให้รวยที่สุดในเมืองภายในหนึ่งปีนี่นะ...มันเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ... ข้าทำมาหากินมาเกือบทั้งชีวิตก็เพิ่งจะพอมีบ้างเท่าที่เห็นนี่แหล่ะ...ข้าว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ลื้อเลิกคิดซะเถอะว่ะ..."

"ผมตั้งใจแล้วครับ ขอทำให้ถึงที่สุดก็แล้วกันครับ"ชายหนุ่มหยุดคิด แล้วพูดต่อว่า"เมื่อวานวันเดียว จากไม่มีอะไรเลย ผมยังหาเงินได้ตั้งสองบาทแล้วครับ..."เขารู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานของเขาเป็นอย่างมากส่วนเถ้าแก่ ก็หัวเราะ ชอบใจอยู่ในลำคอด้วยความเอ็นดู..."แล้วใครรวยสุดในเมืองนี้หรือครับ..." ชายหนุ่มถาม

"อืมมมมมม.... ข้าว่า น่าจะเป็นเศรษฐีไม้เท้าทองคำว่ะเห็นแกสร้างตึกสูงล้ำ เสียดฟ้าแทงเมฆนั่งคิดคำนวณตัวเลข ทุกค่ำทุกเช้า คิดจะเอากำไรมีที่ดินตั้งหมื่นแสนไร่ รถยนต์มากมาย ยิ่งกว่าร้านขายรถยนต์บริวาร วิ่งกันสับสน แกเลี้ยงผู้คน แทนฝูงวัวควาย..."เถ้าแก่วิเคราะห์ให้ชายหนุ่มฟัง...

"เถ้าแก่แนะนำทางไปบ้านเขาให้ผมหน่อยสิครับ... ผมจะไปหาเขา"ชายหนุ่มถามพร้อมกับทำหน้าตาจริงจัง

"เขาจะให้แกพบเหรอวะ... เวลาเขาเป็นเงินเป็นทอง"

"ไม่เป็นไรครับ... บอกทางผมเถอะครับ ผมจะเสี่ยงดวงเอาเอง"เห็นแววตามุ่งมั่นของหนุ่มน้อยชาวนาแล้ว เถ้าแก่ก็เลยบอกทางให้...



บทที่ 3 เคล็ดลับมหาเศรษฐี

ที่หน้าคฤหาสสวยหรู ใหญ่โตมโหราฬ
หนุ่มน้อยชาวนาถูกกันอยู่ที่หน้าป้อมยาม
รปภ.เองก็คิดหนัก เมื่อชาวนาแจ้งความประสงค์ในการมาครั้งนี้
เพราะสารรูปของคนที่มาขอพบเศรษฐีไม้เท้าทองคำนั้น
ดูไม่ได้เอาเลยจริงๆ...
อย่าว่าแต่จะให้เข้าไปพบท่านเศรษฐีเลย
จะโทรเข้าไปบอกเขาก็ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ...
กลัวโดนไล่ออกจากงาน โทษฐานเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องรายงานเข้าไป...

กรี๊งงงงง.... กริ๊งงงงงงง
เสียงโทรศัพท์ในป้อมยามดังขึ้น
รปภ.รีบเข้าไปรับสายอย่างรวดเร็ว
คนสนิทของท่านเศรษฐีโทรมาบอก รปภ. ว่า จะมีแขกมาหาท่านเศรษฐี
ให้อนุญาตเขา เข้ามาได้...

รปภ.วางหูโทรศัพท์เสร็จ ก็ออกมายืนงงๆ อยู่ด้านหน้า
พร้อมกับจ้องมองดูหนุ่มน้อยชาวนาสักครู่...
"ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าคุณเป็นคนที่ท่านเศรษฐีรอพบอยู่
เห็นแต่งตัวมอซอแบบนี้... ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ
งั้น เชิญเข้าไปได้เลยครับ..."

"คุณ วรเทพ หรือเปล่าครับ..."
คนสนิทของท่านเศรษฐี มองมาทางหนุ่มน้อยชาวนาพร้อมกับถามคำถามขึ้น...

"เปล่าครับ..." หนุ่มน้อยชาวนาตอบ

"อ้าว... แล้วนี่ใครปล่อยให้คุณเข้ามาล่ะนี่"

"ก็... คนที่อยู่หน้าประตู บอกผมว่า ท่านเศรษฐีรอพบผมอยู่น่ะครับ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าผมจะมาขอพบท่าน"

"ท่านรอพบคุณ วรเทพ อยู่ ไม่ได้รอพบคุณ"

"ถ้าอย่างนั้น ผมขอพบท่านเศรษฐีหน่อยจะได้ไหมครับ"

"ไม่ได้หรอก... ถ้าไม่ได้นัดไว้ ก็ให้พบไม่ได้"
คนสนิทยืนยันแข็งขันที่จะไม่ให้เข้าพบ

"ขอให้ผมได้พบท่านเศรษฐีหน่อยเถอะครับ... นะครับ"
หนุ่มน้อยชาวนาพยายามวิงวอน

"ไม่ได้จริงๆ ครับ... ผมทำตามหน้าที่น่ะครับ
ถ้าไม่ได้นัดไว้ ผมให้เข้าพบท่านไม่ได้จริงๆ..."
คนสนิทยังคงยืนกรานเสียงแข็ง

"มีอะไรกันเหรอ..." ชายสูงอายุ ท่าทางภูมิฐานเอ่ยขึ้น

คนสนิทท่านเศรษฐี ท่าทีเปลี่ยนไปเป็นนอบน้อม เอ่ยขึ้นว่า

"ผู้ชายคนนี้ เขาพยายามจะขอเข้าพบท่านให้ได้น่ะครับ
ผมเห็นว่าไม่ได้นัดท่านไว้ ก็เลยกำลังจะให้กลับออกไปครับ"
คนสนิทรีบเดินเข้ามาหาหนุ่มน้อยชาวนาเพื่อจะรีบพาออกไป

"อืมมมม.. เดี๋ยวก่อน..." ท่านเศรษฐีเอ่ยขึ้น
"เธอเป็นใคร มาจากไหนล่ะ พ่อหนุ่ม"
ท่าทางท่านเศรษฐีเป็นคนใจดีกว่าที่คิดซะอีก

ชายหนุ่มรีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้เศรษฐีฟังทันที

.................... ......................... ...............................

"เอางี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวเธอตามคนสนิทของฉัน
ไปรอฉันที่ห้องรับแขกทางโน้นก่อนนะ
อีกสักครู่ คุณ วรเทพ จะมาคุยธุระกับฉัน
เสร็จแล้ว ฉันจะไปคุยกับเธอ..."
กล่าวจบ ท่านเศรษฐีก็หันไปหาคนสนิท
และสั่งให้จัดเตรียมของว่างมาต้อนรับหนุ่มน้อยชาวนาด้วย

ที่ห้องรับแขก หลังจากหนุ่มน้อยชาวนานั่งรออยู่เกือบชั่วโมง
ท่านเศรษฐีก็เดินเข้ามาหาเขา

"เธอกล้ามากเลยนะ ที่มาขอพบฉัน" เศรษฐีเอ่ยขึ้น หลังจากนั่งลงที่เก้าอี้แล้ว...

หนุ่มน้อยชาวนารู้สึกงงเล็กน้อย ทำไมกะอีแค่มาขอพบท่านเศรษฐี
มันต้องใช้ความกล้ากันเชียวหรือ... นี่แสดงว่า
ใครๆ ต่างก็ไม่กล้ามาขอพบท่านเศรษฐีแน่ๆ เลย
ดีนะที่เราไม่ได้คิดอะไรมาก อยากมาหาก็มาเลย

"ขอบพระคุณท่าน ที่ให้โอกาสผมครับ"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม

"ไม่เป็นไร... เห็นครั้งแรก ฉันก็รู้สึกถูกชะตากับเธอแล้วล่ะ
ยิ่งพอได้ฟังเรื่องที่เธอเล่า ฉันก็ยิ่งสนใจ" เศรษฐีหยุดคิดนิดหนึ่ง

"ที่เธอมาหาฉัน เธอคิดว่าจะมาทำไมเหรอ"

"ผมนอนคิดมาทั้งคืนแล้ว ไม่มีทางไหนเลย
ที่ผมจะรวยขึ้นมาได้ ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี
นอกเสียจาก..." ชายหนุ่มนิ่งไป...

"เธอคงกำลังหมายถึง นอกเสียจากมีเคล็ดลับ ใช่ไหมล่ะ"
เศรษฐีเอ่ยขึ้น

"ใช่แล้วครับ... มันจะต้องมีเคล็ดลับอะไรแน่ๆ
ที่ทำให้คนบางคนรวยขึ้นมาได้ และผมก็ไม่มีเวลา
ที่จะค้นหามัน ผมเลยตั้งใจมาขอความกรุณาจากท่าน
เพื่อแนะนำเคล็ดลับนั้นให้ผมบ้างครับ..."

"5555... เธอนี่ใจถึงจริงๆเลย แบบนี้ฉันชอบ"
เศรษฐีหัวเราะออกมาดังๆ พร้อมกับเอ่ยชมเชยเขา

"ดีเหมือนกัน ฉันจะได้มีโอกาสทดสอบเคล็ดลับของฉัน
ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อสร้างความร่ำรวย
จนฉันได้ล่วงรู้ความลับหลายข้อ
ที่ทำให้คนบางคนรวยได้และคนบางคนรวยไม่ได้"

ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น ถึงกับดีใจสุดขีด
เพียงเพราะความคิดแค่อยากมาพูดคุยกับท่านเศรษฐี
ไม่ได้คราดหวังอะไรมากนัก แต่สิ่งที่เขาได้จากการตัดสินใจครั้งนี้
กลับนำมาซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาลกับชีวิตของเขานัก

"เราจะมาดูกันซิว่า... ในเวลาหนึ่งปี เธอ กับ เคล็ดลับของฉัน จะไปได้ถึงไหนกัน"...
เศรษฐี เอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนความมั่นใจ

"ท่านบอกมาได้เลยครับ... ผมยินดีทำตามทุกอย่าง"
ชายหนุ่มกล่าวตอบท่านเศรษฐี ด้วยหัวใจมุ่มมั่นเช่นกัน

"เอาล่ะ..."ท่านเศรษฐีไม้เท้าทองคำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

"ก่อนจะเริ่มลงมือทำอะไร
เราจะต้องมาเสียเวลาเรียนรู้อะไรบางอย่างกันก่อน...
ซึ่งมันเป็นความสำคัญต่อความสำเร็จของเธออย่างมากเลยทีเดียว..."

ชายหนุ่มตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมา

"เธอรู้ไหมว่า ทำไมคนบางคนจึงรวย และทำไมคนอีกบางคนจึงไม่รวย" เศรษฐีถามขึ้น...

"ตอนอยู่บ้านนอก ผมไม่รู้ครับ แต่หลังจากผมเข้าเมืองมา ผมรู้อยู่ข้อหนึ่งคือ"
ชายหนุ่มนึกไปถึงแม่ค้าขายของ เจ้าโยลูกจ้าง และหลวงพี่เปี๊ยกอยู่ในใจ...

"เพราะเขาไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดีกว่าที่เขาทำอยู่ครับ"
ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

"ถูกต้อง..."เศรษฐีตอบด้วยเสียงดังและมั่นคง
"แต่สิ่งที่เธอตอบมานั้น มันมีสาเหตุ..." เศรษฐีหยุดเว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
"แล้วทำไมเธอจึงไม่ทำไร่ไถนาอยู่บ้านนอกล่ะ ตอนนี้"

"ก็... ผมต้องรวยที่สุดในเมืองนี้ภายในหนึ่งปี นี่ครับ" ชายหนุ่มตอบ

"แล้วเธอรู้หรือยังว่าจะทำอะไรจึงจะรวยได้" เศรษฐีถามขึ้นอีก

ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบมาว่า
"ยังเลยครับ..."

"แล้วทำไมเธอจึงเลิกทำนาก่อนที่จะเจอวิธีที่รวยล่ะ
ทำไมจึงไม่ทำนาไปแล้วก็หาหนทางไปด้วย"

"เพราะผมมีเวลาไม่มากนี่ครับ"

"แสดงว่าคนอื่นๆ เขาคิดว่าเขามีเวลามากล่ะสิ
จึงค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ"

"คงเป็นแบบนั้นมั้งครับ..." ชายหนุ่มตอบแบบไม่มั่นใจนัก

"งั้นเธอจงตั้งใจฟังเรื่องที่ฉันกำลังจะบอกต่อไปนี้ให้ดีๆ.." เศรษฐีจ้องเข้าไปที่ดวงตาของชายหนุ่ม...

"สิ่งแรกที่สุดเลยก็คือ... ความฝัน" เศรษฐีพูดอย่างตั้งใจ
"ต่างคนก็ต่างมีความฝันของใครของมัน
บางคนก็อยากมีชีวิตที่พออยู่พอกินก็พอแล้ว
บางคนก็อยากใช้ชีวิตสงบสบาย ท่ามกลางสวน
บางคนก็ขอให้มีงานทำ มีครอบครัวที่อบอุ่น
และบางคนก็อยากร่ำรวยมหาศาล..."
เศรษฐีมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะพูดต่อว่า

"ไม่ว่าจะเป็นอะไร นั่นมันก็เป็นความฝันของใครของมัน
คนที่ไม่ได้ฝันว่าจะร่ำรวย เขาก็ไม่ได้เดินบนถนนที่จะนำพาให้เขาร่ำรวย...
แต่พวกเขาก็ยังเดินอยู่บนเส้นทางของพวกเขา
รวมทั้งเดินไปด้วยความสุขใจที่ ความฝันเป็นจริง"

ชายหนุ่มยังคงตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อเช่นเดิม

"ความสุขที่เกิดจากความรู้จักพอของพวกเขา
เป็นความสุขที่น่าอิจฉา ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยกาย
แต่จิตใจก็สบาย แต่ก็จะมีบางคนที่อยู่อย่างพอเพียงไม่เป็น
ไม่รู้จักประมาณตนเอง ชีวิตก็จะเดือดร้อน
หาเงินมาได้ก็เป็นค่าผ่อนโน่นผ่อนนี่ ค่าดอกเบี้ยค่าอะไรต่อมิอะไร
ทั้งๆที่วัตถุนิยมเหล่านั้น มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในการยังชีพเลย
แต่มันจำเป็นสำหรับหน้าตา... แล้วก็พากันนำเงินที่จะได้ในอนาคต
เอามาใช้ในปัจจุบัน ถึงแม้จะต้องเสียดอกเบี้ยก็ยอม
เขาจะมีความสุขกว่านี้ หากมีสิ่งเหล่านั้น ตามความเป็นจริง
ตามการประมาณตนเองว่าตอนนี้เขาควรจะมีอะไรได้บ้างแล้ว"
เศรษฐีหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า

"เธอไม่จำเป็นต้องเชื่อฉันก็ได้นะ เพราะนี่มันเป็นความคิดของฉันเอง
ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้"

"ผมอยากฟังต่อครับ" ชายหนุ่มพยักหน้ารับทราบ

"หลายๆ คนจึงอยู่อย่างไม่มีความสุข ทั้งๆที่เขาสามารถมีความสุขได้..."
เศรษฐีพูดต่อ

"เรามาดูอีกกลุ่มหนึ่งคือ
กลุ่มที่มีความฝันว่าอยากรวย
แต่ก็ไม่สามารถที่จะรวยได้...
หลายๆ คนในกลุ่มนี้ เกิดจากการวางแผนผิด
รู้ก็ทั้งรู้ว่า การจะรวยได้ จำเป็นจะต้องเอาเงินไปต่อเงิน
ลำพังเพียงแค่การใช้แรงกายแลกเงินตรามานั้น
มันไม่สามารถทำให้ร่ำรวยได้หรอก
ทุกคนเกิดมาก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด
คนที่รวยได้ เขาไม่ได้มีเวลามากกว่าคนอื่นเลย
แต่เขาสามารถบริหารเงินและเวลาของเขาได้ดีกว่าคนอื่น"

"แล้วทำไมคนที่ไม่รวย เขาจึงไม่ทำในแบบที่จะทำให้รวยล่ะครับ"
ชายหนุ่มสงสัย...

"เขาไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้
เขาไม่สามารถเอาชนะสิ่งที่มายั่วยวนเขาได้"
เศรษฐีตอบ

"อะไรหรือครับ คือสิ่งที่มายั่วยวน" ชายหนุ่มถาม

"ก็พวกวัตถุนิยมนั่นแหล่ะ
ทำงานหาเงินมาได้ เหลือจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว
มันเหลือพอที่จะผ่อนรถได้ เขาก็เอาไปผ่อนรถ
เอาไปผ่อนบ้าน บางคนก็ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายก็มี"

ชายหนุ่มทำหน้างงนิดๆ

"บางครั้งวางแผนผิด ไม่ได้เผื่อเหตุสุดวิสัยไว้
เมื่อถึงคราวเหตุสุดวิสัยขึ้นมา ก็ต้องสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก
เวลาที่พอมีเหลือ ก็ต้องเอาไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้
ในที่สุดก็จะติดกับดักอยู่ตรงนั้น
เงินที่หามาได้ก็หมดไปกับรายจ่ายที่ตนเองสร้างขึ้น
เวลาที่จะใช้หาเงินเพิ่มก็หมด เงินที่ควรจะนำมาต่อเงินก็หมด
และที่หมดไปเลยก็คือ โอกาสที่จะร่ำรวย"

"เพราะจะไม่ทำงานก็ไม่ได้ เพราะต้องมีเงิน" ชายหนุ่มกล่าวเสริม

"ใช่.. และที่สำคัญ ตกงานก็ไม่ได้
เพราะเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันหมดแล้ว
คนเหล่านี้จึงกอดงานเขาไว้แน่น
หมดโอกาสที่จะไปทำอะไรได้อีก"
เศรษฐีหยุดจิบน้ำ แล้วก็พูดต่อว่า

"มันก็แปลกดีนะ...
คนสมัยฉัน ส่วนใหญ่จะเก็บเงินที่ได้มาในวันนี้
เอาไว้ใช้ในอนาคต
แต่คนสมัยนี้ กลับเอาเงินที่จะได้ในอนาคต
เอามาใช้ในวันนี้... หลายๆ ชีวิต จึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย
คนเหล่านี่น่าสงสารยิงกว่าคนกลุ่มแรกที่ฉันบอกอีก
เพราะในจิตใจลึกๆ ของพวกเขานั้น มีความฝันว่าอยากร่ำรวย
คิดดูสิว่าคนเหล่านี้จะทุกข์ใจขนาดไหน
อยากจะรวย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะติดอยู่ในกับดักเสียแล้ว"

"ผมโชคดีจังที่สามารถตกงานได้... ไม่ต้องมีเงื่อนไขของหนี้สินมาบีบเร้า"
ชายหนุ่มนึกเปรียบเทียบกับตัวเขาเอง

"ใช่... มันทำให้เธอยังมีโอกาสที่จะร่ำรวยอยู่"
เศรษฐีพูดสนับสนุนเขา

"โอกาสก็ไม่มีเพราะเวลาหมดไปกับการใช้แรงงานแล้ว
แถมเงินที่จะเอาไปต่อเงินก็ไม่มีอีก..."
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

"ผมยังไม่เข้าใจเรื่อง เอาเงินไปต่อเงินครับ"
ชายหนุ่มเป็นฝ่ายถามขึ้นมา

"เรื่องเอาเงินไปต่อเงิน เอาไว้ฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง"
เศรษฐีหันไปพูดกับชายหนุ่ม

"ที่ฉันเล่ามาทั้งหมด มันยังมีอีกหลายเรื่อง ที่เป็นกับดัก
ทำให้คนที่อยากรวย รวยไม่ได้ ฉันจึงอยากให้เธอเข้าใจ
เกี่ยวกับกับดักบนเส้นทางสู่ความร่ำรวย... แม้แต่
การพนัน สาวงาม หรือ ความสุขส่วนตัว
ก็เป็นตัวทำให้คนล้มเหลวมามากต่อมากนัก
เพราะ... นำเงินออกไปใช้นอกระบบกับเรื่องพวกนั้น"
เศรษฐีหยุดเพื่อมองดูว่า ชายหนุ่มตามเขาทันหรือไม่

"ผมจะเชื่อท่านทุกอย่างเลยครับ ขอให้บอก ให้แนะนำผมได้ทุกเรื่องครับ"
ชายหนุ่มกล่าวกับเศรษฐีด้วยหัวใจมุ่งมั่นและทุ่มเท

"เธอโชคดีที่ไม่ได้เรียนจบสูงๆ โชคดีที่เป็นคนจน"
เศรษฐีเอ่ยขึ้น

"ทำไมถึงโชคดีล่ะครับ" ชายหนุ่มสงสัย

"หลายๆ คนที่เรียนจบสูงๆ มา มักจะเป็นน้ำที่เต็มแก้ว
หลายๆ คนที่เกิดมารวย มักจะไม่ติดดิน
เรื่องหน้าตาในสังคม อีกอย่างที่เป็นอุปสรรค"
เศรษฐีอธิบาย

ชายหนุ่มพยักหน้า ทั้งๆที่ไม่เข้าใจความหมายสักนิด

"เอาเป็นว่า เธอรู้แล้วว่า มีกับดักต่างๆ บนเส้นทางมากมาย
ที่จะคอยกันเธอไม่ให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ให้เธอมีสติตลอดเวลา
ฉันจะให้แค่คำปรึกษาแก่เธอ อย่างเดียว
นอกนั้นเธอต้องทำด้วยตัวของเธอเอง..."
เศรษฐีมองเข้าไปที่ดวงตาชายหนุ่มแล้วพูดต่อ

"ตอนนี้เธอมีเงินอยู่เท่าไรนะ"

"สองบาทครับ" ชายหนุ่มตอบด้วยความภาคภูมิใจ
แต่เศรษฐีแอบยิ้มที่มุมปากด้วยความเอ็นดู

"อืมมมม... เธอเริ่มต้นจากเงินสองบาทของเธอต่อไป
แต่ฉันจะแนะนำบางอย่างให้"

"อะไรหรือครับ" ชายหนุ่มสงสัย

"ในทุกวัน เธอต้องมีรายจ่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร
ค่าข้าวของเครื่องใช้... เธอจงหาวิธีให้มีเงินมาจ่ายสิ่งเหล่านั้น
โดยที่เธอไม่ต้องทำอะไรให้ได้..."

"มีเงินโดยไม่ต้องทำอะไร... มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ"

"เริ่มต้นก็คงต้องทำอะไรๆ นั่นแหล่ะ แล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
ก็หยุดทำ แต่ยังได้เงินอยู่... ส่วนจะทำอย่างไรนั้น
เธอต้องมองหาวิธีเอาเอง... โอกาสมีเสมอในท้องถนน
เธอจงหาโอกาสนั้นให้เจอ..." เศรษฐีตอบคำถาม

"อีกอย่าง... ฉันให้ที่พักเธอที่นี่ เพราะเราจะต้องคุยกันบ่อยๆ"
เศรษฐีตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ อย่างเอ็นดู



บทที่ 4 หยุดทำงาน... แต่ยังคงมีรายได้อยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น หนุ่มน้อยชาวนามุ่งสู่บ้านเถ้าแก่ ทันที

"อ้าว.. เมื่อคืนไปนอนที่ไหนล่ะ ไม่เห็นกลับมาเลย"
เถ้าแก่ถามขึ้น เมื่อเห็นหน้าชายหนุ่ม ยืนยิ้มแป้นอยู่ที่หน้าร้าน

"ผมค้างคืนที่บ้านท่านเศรษฐีที่เถ้าแก่แนะนำให้นั่นแหล่ะครับ"
ชายหนุ่มตอบ

"โอ้โห... นี่เขาให้ลื้อเข้าพบด้วยเหรอวะ..."

"โชคดีน่ะครับ ยามเข้าใจผิด คิดว่าผมคือคนที่ท่านเศรษฐีรอพบอยู่"
ชายหนุ่มเล่าเรื่องตางๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาให้เถ้าแก่ฟัง



"แล้ววันนี้มีแผนการอะไรบ้างล่ะ" เถ้าแก่ถามขึ้น

"ผมจะมาถามเถ้าแก่ว่า จะหาน้ำอ้อยได้ที่ไหน เพื่อจะเอาไปขายที่หน้าโรงงาน"


"จะเอาน้ำอ้อยไปขายหน้าโรงงาน... ก็เข้าท่าดีนะ"
เถ้าแก่หยุดพูด แล้วหันไปเขียนอะไรบางอย่างในสมุดฉีก
เสร็จแล้วก็ฉีกกระดาษนั้น ส่งให้ชายหนุ่ม

"นี่แผนที่ไปโรงงานน้ำตาลปึกที่เขาส่งของให้อั๊ว
เขาคั้นนำอ้อยเพื่อทำน้ำตาลขายน่ะ"

"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มยกมือไหว้ก่อนจะรับแผนที่แล้วกล่าวอำลาเถ้าแก่



ที่หน้าโรงงานนำตาลเล็กๆ ตามแผนที่ที่เถ้าแก่ให้มา
ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่ด้านนอกสักพักหนึ่งแล้ว

"จริงๆแล้ว หนูอยากดื่มน้ำอ้อยมากกว่า แต่ไม่เห็นมีใครเอามาขายเลย"...
เสียงของสาวโรงงานคนที่ซื้อน้ำตาลปึกสองก้อนของเขา
ดังก้องขึ้นมาในหู

"เมื่อมีคนอยากซื้อ เราก็ต้องขายได้แน่ๆ
และคงมีอีกหลายคนอยากดื่มน้ำอ้อยเหมือนสาวโรงงานคนนั้นแน่ๆ"
เขาคิดในใจพร้อมกับตัดสินใจเดินเข้าไปในโรงงานทันที

"มีธุระอะไรหรือเปล่าพ่อหนุ่ม" เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม

"ผมอยากจะมาขอซื้อน้ำอ้อยเอาไปขายหน่อยครับ"
ชายหนุ่มตอบ

"จะเอาเยอะไหมล่ะ" หญิงคนนั้นถามต่อ

"ผมมีเงินติดตัวแค่สองบาทเองครับ" ชายหนุ่มตอบ
"ผมเลยตั้งใจว่าจะทำงานแลกกับน้ำอ้อยคุณป้า ได้ไหมครับ"

หญิงคนนั้นนิ่งคิดสักครู่หนึ่ง และตอบไปว่า
"ก็ได้ เธอทำหน้าที่รีดน้ำอ้อยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะสอนให้
ส่วนค่าแรง ป้าให้วันละ 80 บาท กินข้าวกับป้า ตกลงไหมล่ะ"

"ตกลงครับ..." หนุ่มน้อยชาวนาตกลงด้วยความยินดี


หลังจากเรียนรู้วีธีรีดน้ำอ้อยแล้ว หนุ่มน้อยชาวนาก็ไม่รอช้า
ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารเที่ยง เขาก็รีบทานรีบเสร็จ แล้วมาทำงานต่อทันที...
จนถึงเย็น ใกล้เวลาที่โรงงานจะเลิก

"ป้าครับ ผมจะเอาน้ำอ้อยไปขายหน้าโรงงานตอนโรงงานเลิกน่ะครับ
ตอนนี้ใกล้เวลาโรงงานจะเลิกแล้วครับ"

หญิงวัยกลางคนมองไปที่กองอ้อยที่จะให้ชายหนุ่มรีดเอาน้ำ
พลัน แกก็ต้องตกใจ เมื่อกองอ้อยหมดไปแล้ว
ปกติ แกต้องรีดจนถึงค่ำเลยทีเดียว

"เออ อ้อยก็หมดแล้ว งานเอ็งก็เสร็จแล้วนี่...
เอางี้... ป้าขายส่งน้ำอ้อยให้เอ็งราคาขวดละเจ็ดบาทนะ
ค่าแรงเอ็งแปดสิบบาท ก็ได้สิบเอ็ดขวดบวกกับเงินอีกสามบาท
แต่เอ็งเอาการเอางานแบบนี้ ข้าแถมให้เอ็งเป็นสิบห้าขวดก็แล้วกัน..."

"ขอบคุณมากเลยครับป้า" ชายหนุ่มยกมือขึ้นไหว้หญิงคนนั้น
พร้อมกับรับเงินสามบาทที่หญิงคนนั้นยื่นให้

"ผมอยากขอยืมกระติกน้ำแข็งของป้าอันนั้นได้ไหมครับ"
ชายหนุ่มชี้ไปที่กระติกน้ำแข็งที่ใช้ใส่น้ำกินในโรงงานของป้า

"เอ็งจะเอาไปทำไมล่ะ" ป้าถามขึ้น

"ผมจะเอาไว้แช่น้ำอ้อยในน้ำแข็ง มันจะได้เย็นๆ เวลาขายครับ"

"แล้วเอ็งจะเอามาคืนป้าตอนไหนล่ะ"

"ตอนค่ำๆ ครับ ก่อนผมจะกลับบ้าน... ป้าให้ผมยืมได้ไหมครับ"

"เอ้า... ให้ยืมก็ให้ยืม แต่พรุ่งนี้เอ็งต้องมาช่วยป้าทำงานอีกนะ"

"ตกลงครับ" ชายหนุ่มรับคำ แล้วรีบขนน้ำอ้อยใส่ลงในกระติก
เพื่อจะได้ไปให้ทันเวลาเลิกงานของโรงงาน

ระหว่างทาง เขาแวะซื้อน้ำแข็งเกร็ดด้วยเงินห้าบาท
ซึ่งเป็นเงินเก่าของเขาสองบาท กับเงินส่วนเกินที่ป้าโรงงานน้ำตาลให้มา...



หนุ่มน้อยชาวนามาถึงหน้าโรงงานพอดีกับเวลาเลิกงานพอดี
เขารีบเดินตรงดิ่งไปหารถเข็นขายของ ของป้าที่เคยช่วยเขาขายน้ำตาลปึก...

"สวัสสดีครับป้า" ชายหนุ่มทักทายพร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เออ.... หวัดดีจ้า... วันนี้เอาอะไรมาขายล่ะ"

"น้ำอ้อยแช่เย็นจ้าป้า... เมื่อวานก่อน จำได้ว่า
มีสาวโรงงานบ่นอยากกิน แต่ไม่มีใครเอามาขาย"
ชายหนุ่มตอบ ว่าแล้วเขาก็เปิดกระติกน้ำแข็งและจัดเรียงน้ำอ้อยทันที...

"ป้า.... เขาขายกันขวดละกี่บาทจ๊ะ" ชายหนุ่มถาม

"เอาอีกแล้วเอ็งนี่... ไม่รู้ราคาของที่จะขายอีกแล้ว
เขาขายกันขวดละสิบบาท"
ป้าตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ


.......................................
เพียงอึดใจเดียว เขาก็ขายน้ำอ้อยหมดซะแล้ว
ได้เงินทั้งหมด 150 บาท ชายหนุ่มดีใจมากๆ
เมื่อเช้าเขามีเงินสองบาทเอง พอตกเย็น
เขามีเงินอยู่ในกระเป๋าถึง 150 บาทแล้ว
ถ้าเขาทำงานแค่รีดน้ำอ้อยอย่างเดียว
วันนี้เขาจะทำเงินได้เพียง 80 บาท จากค่าแรงเท่านั้น

ชายหนุ่มรีบลาป้าขายของกลับทันที
หลังจากเอากระติกน้ำแข็งไปคืนป้าที่โรงงานน้ำตาลแล้ว
เขาก็รีบตรงไปยังคฤหาสถ์ของเศรษฐีไม้ท้าวทองคำ
เขาตื่นเต้นมากๆ อยากรีบกลับไปเล่าให้ท่านเศรษฐีฟังเร็วๆ...

ที่บ้านเศรษฐีไม้เท้าทองคำ...
หนุ่มน้อยชาวนานำน้ำอ้อยสดใส่แก้วเดินไปให้เศรษฐี
หลังจากที่แจกจ่ายอีก 4 ขวดให้กับ รปภ.หน้าประตู กับคนในบ้านไปแล้ว...

"วันนี้ผมได้เงินทั้งหมด 150 บาทเชียวนะครับ
แต่ผมแบ่งซื้อน้ำอ้อยมา 5 ขวดเพื่อให้กับคนอื่นๆ ในบ้านด้วย
ความจริงผมก็อยากซื้อมามากกว่านี้หรอกครับ
แต่ผมต้องเก็บเงินไว้เป็นทุนอยู่"

"เธอทำถูกต้องแล้วล่ะ...
แบ่ง 10% ของรายได้ เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น"
เศรษฐีพูดจบก็ดื่มน้ำอ้อยสดจนหมดแก้ว...

"แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ที่จะหยุดทำงานแล้วยังคงได้เงินอยู่
อย่างที่ท่านบอกผมเมื่อคืนนี้ มันทำได้จริงๆ เหรอครับ"
ชายหนุ่มทำสีหน้างงๆ...

"มีสิ ถ้าเธอสังเกตุดีๆ บวกกับความคิดอีกสักนิด
เธอก็จะเจอวิธีที่ฉันพูดถึง..."
เศรษฐีพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี

"ท่านจะไม่บอกผมให้ชัดเจนเลยหรือครับ"

"แต่ละคน จะไม่มีวิธีการที่แน่นอนถูกต้อง
ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้น ฉันก็จะทำอีกอย่างหนึ่ง
เธอก็จะทำในแบบของเธอ คนอื่นก็จะทำในแบบของเขา
แต่ ทุกแบบที่ทำ อยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ
หยุดทำ แต่ยังมีรายได้เข้ามาอยู่...
ดังนั้น เธอต้องหาให้เจอด้วยตัวของเธอเอง"



เย็นของวันรุ่งขึ้น ที่หน้าโรงงาน
หนุ่มน้อยชาวนานำน้ำอ้อยสดมาขายมากกว่าเมื่อวาน
เนื่องจากได้ค่าแรงจากการคั้นน้ำอ้อย
รวมกับเงินที่ขายได้เมื่อวาน
ทำให้เขามีน้ำอ้อยมาขายถึง 35 ขวด

ใช้เวลาไม่นาน เขาก็ขายหมด แสดงว่า ถ้ามีมากกว่านี้
เขาก็ขายหมดเช่นกัน ความต้องการซื้อยังมีมากกว่าสินค้าที่เขานำมาขาย...

เขาทำแบบนี้อยู่ 7 วัน ทำให้เขามีเงินสดหมุนเวียนถึง 5,000 กว่าบาท...
และเย็นวันที่ 7 นี้เอง

"มีโรงงานที่ใหญ่กว่านี้อีกนะ เอ็งรู้หรือเปล่า"
ป้าขายของถามหนุ่มน้อยชาวนา

"ไม่รู้จ้าป้า... แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ"
ชาวนาถามขึ้นด้วยความสนใจ

หลังจากป้าอธิบายทางไปโรงงานที่ใหญ่กว่านั้นให้ชายหนุ่มแล้ว
ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้น

"ผมสั่งเขาทำตู้แช่แบบกระจกมาอันหนึ่ง
ผมเห็นร้านขายตู้ปลาเขากำลังทำตู้ปลา
ก็เลยลองถามเขาให้ทำเป็นตู้แช่ให้
พรุ่งนี้ เขาให้ไปเอาได้..."
ชายหนุ่มหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า

"ถ้าผมเอาตู้แช่กระจกนี้มาลงและฝากป้าขายให้นี่
จะได้ไหมครับ... ผมส่งของให้ป้าขวดละ 8 บาท"

"อ้าว... แล้วเอ็งไม่ขายแล้วเหรอ เห็นขายดีออก"
ป้าขายของสงสัย

"ผมก็จะไปขายอีกโรงงานไงป้า"
หนุ่มน้อยชาวนาตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะวะ... ขายดีแบบนี้
แค่ตั้งเฉยๆ ข้าก็ได้กำไรวันละหลายร้อยแล้ว"
ป้าขายของยิ้มร่าออกมา



หนึ่งเดือนผ่านไป
หนุ่มน้อยชาวนา กลายมาเป็นคนขายส่งน้ำอ้อยสด
ลงตู้แช่ฝากขายกับแม่ค้าในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ป้าโรงงานน้ำอ้อยสดเอง ก็ปล่อยเครดิตให้เขาด้วย
เนื่องจากเห็นในความขยันและซื่อสัตย์ของเขา
ทำให้เขาสามารถขยายสาขาได้เป็นอย่างมาก

ส่วนตัวเขาเอง ก็ไม่ได้ทำงานที่โรงงานน้ำอ้อยนานแล้ว
ทีแรกก็ออกมาเพื่อวิ่งส่งสินค้าตามจุดต่างๆ
แต่ตอนนี้เขามีคนงานวิ่งส่งสินค้าแทนแล้ว
พร้อมกับรถมอเตอร์ไซด์พวกอีก 1 คันเพื่อให้คนงานใช้ส่งของ
และพนักงานบัญชี พนักงานคุมสต๊อกสินค้า

"ไม่น่าเชื่อว่า เพียงเดือนเดียว
เธอจะสามารถวางระบบการบริหารจัดการ
จนวางมือปล่อยให้ระบบมันเดินไปได้เอง"
เศรษฐีไม้เท้าทองคำพูดกับชายหนุ่ม

"ก็เพราะได้ท่านช่วยแนะนำระบบบริหารจัดการให้น่ะสิครับ
ลำพังผมเอง ไม่มีปัญญาจะคิดได้หรอกครับ"
ชายหนุ่มพูดอย่างถ่อมตนเอง

"เธอเป็นคนเก่งและฉลาดนะ
เพียงแต่เธอขาดโอกาสที่จะได้เรียนสูงๆ เท่านั้นเอง
... แต่มันก็เป็นข้อดีกับเธอ
เพราะคนที่คิดว่าตนเองเรียนน้อย ไม่มีความรู้
จะขนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา...
และที่สำคัญ... เธอให้คนที่เขาเก่งกว่าเธอ
มาทำงานให้เธอ..."
เศรษฐี หยุดพูดพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่ม

"ฉันเห็นมาเยอะ...
คนที่เก่งแล้วพยายามทำทุกอย่างเอง
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า มีคนเก่งกว่าเขา
ทำให้ธุรกิจของเขาเสียโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด"
เศรษฐียิ้มให้ชายหนุ่ม และพูดต่อว่า

"คราวนี้เธอก็เข้าใจแล้วสิว่า หยุดทำงานแล้ว
แต่ยังมีรายได้อยู่ มันทำได้อย่างไร
เป้าหมายแรกที่ฉันให้เธอทำ ก็คือ
ให้มีค่าใช้จ่ายรายวัน โดยไม่ต้องทำอะไร
แต่เธอไปได้ไกลกว่านั้นอีก
มีกระแสเงินสดเพิ่มมากขึ้นกว่ารายจ่ายประจำวัน
หลายเท่าตัวนัก..."

"ลำดับต่อไปของเธอก็คือ
ขยายตัวสินค้าเพิ่ม
และคิดว่าจะเอากระแสเงินสดที่ได้มา ไปทำอะไรต่อ"



ที่โต๊ะน้ำชาร้านขายส่งของเถ้าแก่เฮง
หนุ่มน้อยชาวนา เอ๊ะ ไม่ใช่แล้วสิ
ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของกิจการไปแล้ว
งั้นเราต้องเรียกเขาใหม่แล้วสิครับเนี่ย
เอ.... แล้วจะเรียกเขาว่าอะไรดีนะ


เฮียน้ำอ้อยสด... ได้ยินใครๆ หลายคนเรียกเขาแบบนี้เหมือนกัน...
แต่ผมว่า... เรียกเขาว่า ชายหนุ่ม ดีกว่า หุหุ


วันนี้นอกจากชายหนุ่ม เถ้าแก่เฮงแล้ว ยังมีแขกอีกท่าน
ซึ่งเป็นเพื่อนของเถ้าแก่เฮงนั่นเอง
นานๆ เพื่อนคนนี้จะแวะมาเยี่ยมเยียนสักที
ส่วนชายหนุ่มนั้น มักจะมาหาเถ้าแก่เฮงบ่อยๆ

"ธุรกิจน้ำอ้อยสด ลื้อก็ไม่ต้องเข้าไปดูแลเต็มตัวแล้ว
ลื้อจะทำอะไรอีกล่ะ"...
เถ้าแก่เฮงหันมาถามชายหนุ่ม

"ผมยังไม่รู้เลยครับเถ้าแก่...
แต่ท่านเศรษฐีบอกว่า โอกาสมันมีมากมายในท้องถนน
ใครตาแหลมคมก็จะมองเห็น"
ชายหนุ่มตอบ

"โอกาสมันมีเยอะแยะก็จริง
แต่ลื้อมีเวลาเหลืออีก 11 เดือนเอง
ต้องเป็นโอกาสใหญ่ๆ เท่านั้น จึงจะบรรลุเป้าหมายได้"
เถ้าแก่เฮงเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยชายหนุ่มอย่างไรได้

"พูดถึงเรื่องโอกาสแล้ว
ผมส่งลูกน้องคนหนึ่งไปดูตลาดรองเท้าที่เมืองคูขาด
ตั้งใจว่าจะเข้าไปตีตลาดที่เมืองนี้
แต่ลูกน้องกลับมารายงานว่า ทำตลาดไม่ได้หรอก"
เฮียงเม้ง เจ้าของโรงงานรองเท้าเอ่ยขึ้นบ้าง

"ทำไมล่ะเฮียเม้ง" เถ้าแก่เฮงสงสัย

"ก็คนเมืองคูขาด เขาไม่นิยมใส่รองเท้ากัน
ไปไหนมาไหน เขาก็เดินเท้าเปล่ากันทั้งนั้น
ผมเลยหันไปทำตลาดที่เมืองปะคำแทน ขายดีมากเลย"
เฮียเม้งตอบ

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็เกิดปี๊งขึ้นมาทันที

"เฮียเม้งครับ..." ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

"ให้ผมไปทำตลาดที่เมืองคูขาดให้เฮีย เอาไหมครับ"
ชายหนุ่มพูดต่อ

"มันคงยากนะ เพราะทัศนคติคนที่นั่น เขาไม่ใส่รองเท้ากัน"
เฮียเม้งแย้งขึ้น

"เฮียคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เหรอครับ" ชายหนุ่มถาม

"ถึงมันจะเป็นไปได้... แต่มันยาก" เฮียเม้งตอบ

ชายหนุ่มนิ่งคิดสักครู่... แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
"ผมสนใจจริงๆนะเฮีย
ผมคิดว่า ถึงมันจะยาก... แต่มันเป็นไปได้ ครับ"


ทุกคนนิ่งไปพักหนึ่ง
เฮียเม้งเอ่ยขึ้นว่า
"ได้สิ ถ้าคุณอยากทำจริงๆ แต่ผมแนะนำว่า
ให้คิดให้ถี่ถ้วนอีกทีดีไหม ในความคิดของผมนะ
ยังอีกหลายปี กว่าจะเข้าไปทำตลาดที่นั่นได้
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหรอก
ทำไมคุณไม่ทำอะไรที่มันง่ายกว่านี้ล่ะ"

"ถ้าอย่างนั้น... พรุ่งนี้ผมโทรบอกเฮียอีกทีนะครับ
ผมจะกลับไปคิดคืนนี้ก่อนครับ"
ชายหนุ่มบอกกับเฮียเม้งไป แต่ในใจนั้น ตัดสินใจแล้วว่าเอาแน่...



บทที่ 5
"เอารองเท้าไปขาย... แต่อย่าขายรองเท้าให้เขา"


"การจะเป็นคนที่แตกต่างจากคนทั่วไป
เราจำเป็นจะต้องคิดไม่เหมือนพวกเขา
ถ้าเราคิดเหมือนเขา... เราก็จะเป็นเหมือนพวกเขา"
เศรษฐีพูดขึ้น หลังจากชายหนุ่มกลับมาปรึกษาเขา

"คนทั่วๆไป มักจะทำอะไรๆ ที่มันไม่ยุ่งยากซับซ้อน
เพราะมันง่ายกว่ากันเยอะเลย เขาไม่ค่อยอยากจะเสี่ยงกับเรื่องอะไร
ปล่อยให้ชีวิตมันดำเนินไปเรื่อยๆ ของมัน
แต่ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอก
เพราะเขาก็มีความสุขในแบบของเขา"
เศรษฐีมองเข้าไปที่ดวงตาชายหนุ่ม

"เมื่อเธอต้องการที่จะแตกต่างจากพวกเขา
เธอจึงพูดว่า ถึงมันจะยาก... แต่มันก็เป็นไปได้
ส่วนคนที่พูดว่า ถึงมันจะเป็นไปได้... แต่มันก็ยาก
ความมุ่งมั่น ทุ่มเทของสองคนนี้ก็ต่างกันแล้ว"
เศรษฐีพูดต่อ

"เหมือนกับคนที่บอกตัวเองว่า อยากรวย
กับคนที่บอกกับตัวเองว่า ต้องรวย
เราสามารถทำนายอนาคต คนทั้งสองได้เลย"
เศรษฐียิ้มนิดหนึ่งที่มุมปาก

"เมื่อเธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำ
ฉันก็อยากจะให้ข้อคิดเธอไปข้อหนึ่ง
เธอเอารองเท้าไปขายก็จริง แต่จงอย่าขายรองเท้าให้เขา"


.....................................


สามวันผ่านไป ที่เมืองคูขาด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...
ชายหนุ่มขายรองเท้าได้ไม่ถึง 30 คู่
สถานที่ ๆ เขานำรองเท้าไปวางขายก็เป็นตลาดชุมชน
มีคนหนาแน่นมากมายจับจ่ายซื้อของ

ที่นี่ ถึงจะเป็นตัวเมือง แต่ผู้คนก็ใช้ชีวิตแบบพอเพียง
ไม่ยึดติดวัตถุนิยม อยู่กันอย่าสมถะ
อยู่กันอย่าเท้าติดดิน...


"เธอเอารองเท้าไปขายก็จริง แต่จงอย่าขายรองเท้าให้เขา"
คำพูดของท่านเศรษฐีดังก้องอยู่ในหูของเขา
เอารองเท้ามาวางขาย มันขายไม่ได้จริงๆ
แล้วจะขายอะไรเพื่อให้เขาซื้อรองเท้าล่ะ...


วันที่ 4 ของการอยู่ที่เมืองคูขาด
วันนี้ ชายหนุ่มมาขายของแต่เช้า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป...
เขาและลูกน้อง ช่วยกันจัดบอร์ด
ให้ความรู้เรื่องโรคที่เกิดจากการไม่ใส่รองเท้า
วันนี้เขาคิดว่าจะขายความกลัว...
กลัวที่จะเป็นโรคต่างๆ เหล่านั้น...

วันที่ 4 และ 5 ถึงแม้จะขายความกลัว
แต่เขาก็ขายรองเท้าได้ไม่ถึง 10 คู่
มันเกิดอะไรขึ้น ชาวเมืองส่วนใหญ่ ยังรู้สึกเฉยๆ
ไม่ได้สนใจเรื่องโรคต่างๆ ที่เขานำเอามาประกอบการขายเลย
และมีหลายๆเสียงพูดว่า

"ชาวเมืองทั้งหลายก็อยู่สุขสบายมาหลายร้อยปี
ไม่เห็นต้องใส่รองเท้าเลย หลายๆคนก็อยู่กันจนแก่จนเฒ่า"

เฮ้อ..... แล้วจะทำอย่างไรล่ะเนี่ย
จึงจะเปลี่ยนทัศนคติของชาวเมือง
ให้มาใส่รองเท้าได้นะ...
ส่วนตัวของเขาเองเชื่อมั่นอย่างเต็มที่เลยว่า
หากชาวเมืองนี้ ได้ใส่รองเท่า
รับรองว่า ทุกคนจะต้องใส่รองเท้าไปจนตลอดชีวติเลยล่ะ
เพราะเมื่อก่อนเขาเองก็ไม่ใส่รองเท้า
สมัยที่อยู่บ้านนอก จนเริ่มเป็นหนุ่ม ปีนั่นแหล่ะ
เขาจึงมีโอกาสได้รองเท้าคู่แรกในชีวิต
และตัวเขาเองก็พบว่า
รองเท้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งของชีวิต นอกจากเสื้อผ้าอาภร...



ขณะที่เขากำลังเครียดอยู่นั่นเอง
ก็มีลุงชาวเมืองคนหนึ่ง มาซื้อรองเท้าของเขา
แกเลือกเบอร์ต่างๆ ของรองเท้ามาได้ 4 คู่

"ลุงเอา สี่คู่นะ" ลุงชาวเมืองคูขาดเอ่ยขึ้น

ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ เพราะทำไมลุงแกจึงซื้อไปเยอะขนาดนั้น
ทั้งๆ ที่รองเท้าคู่เก่าของแกก็ยังไม่สึกหรอเสียหายเลย

"รองเท้าลุงก็ยังดีอยู่เลย ทำไมลุงซื้อใหม่อีกล่ะครับ"
ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย

"ก็... ซื้อไปให้ลูกหลานด้วย อีกคู่ก็จะเก็บเอาไว้
เผื่อคู่นี้สึกแล้วจะได้มีรองเท้าใส่"
ลุงชาวเมืองตอบพร้อมกับยื่นเงินค่ารองเท้าให้

"คนเมืองนี้เขาไม่ใส่รองเท้ากัน
ลุงกลัวจะไม่มีใครเอามาขายอีก เลยซื้อเก็บไว้"
ลุงชาวเมืองยังพูดต่อ

"คู่แรกนี่... ลุงไม่ได้ซื้อหรอก
คราวก่อนโน้น คนขายรองเท้าเขาเล่นเกมส์ทายปัญหา
ใครตอบถูกก็ได้รองเท้าเป็นรางวัล
ลุงโชคดีตอบถูก"

"พอใส่รองเท้าแล้ว จึงเห็นคุณค่าของมัน
แล้วก็กลัวจะไม่มีใครเอามาขายอีก"
ลุงชาวเมืองรับเงินทอน แล้วก็เดินจากไป...

คำพูดของลุงชาวเมือง
ทำให้เขาเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีกว่า
หากใครได้ใส่รองเท้า รับรอง ชีวิตนี้ เขาจะขาดรองเท้าไปไม่ได้...

แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ จึงจะให้เขาได้ใส่รองเท้า
ครั้นจะแจกฟรี ก็ไม่ไหวแน่ๆ เพราะไม่ใช่การทำการค้า
และจะแจกฟรีได้สักกี่คน
คนในเมืองนี้ก็ร่วมๆ 2 แสนคน ใช่น้อยซะเมื่อไร
แต่หากทำตลาดได้ ยอดขายก็ไม่น้อยเหมือนกัน



ค่ำคืนของวันที่ 5 ที่เมืองคูขาด
หลังจากชายหนุ่มเสร็จภาระกิจประจำวันแล้ว
เขาก็ออกมานั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ข้างๆที่พัก
เขากำลังตัดสินใจว่าจะยอมแพ้ แล้วขนรองเท้ากลับ
หรือจะสู้ต่อดีนะ เพราะเขามีเวลาไม่มาก
ไม่มีเวลามากพอ ที่จะค่อยๆ ทำให้คนใส่รองเท้ากัน ทีละนิด

คนที่มาซื้อรองเท้าของเขาเกือบทั้งหมด
คือคนที่มีรองเท้าอยู่แล้ว
แต่ลูกค้ารายใหม่ แทบจะไม่มีเลย

การที่เขาเพ่งจิตอยู่ที่ความคิดนั้นเอง
ทำให้จิตของเขาเป็นสมาธิ จนจิตสงบ
เมื่อจิตสงบ ปัญญาก็เกิด

...........................

เขาร้องไชโย ในใจ
เขารู้แล้วว่าจะทำอย่างไร
นี่เองน่ะหรือ ที่ท่านเศรษฐีบอกว่า

"เธอเอารองเท้าไปขายก็จริง แต่จงอย่าขายรองเท้าให้เขา"

วิเศษจริงๆ เลย วิธีนี้
ได้ผลอย่างแน่นอน
และต่อไป เราก็จะยึดครองตลาดสิ้นค้ารองเท้าที่เมืองนี้ได้

ชายหนุ่มตื่นเต้นดีใจจนมือไม้สั่น
กับความคิดที่แสนจะวิเศษของเขา
พรุ่งนี้เช้า เขาจะเริ่มปฏิบัติการ ทันที...



เช้าวันรุ่งขึ้น...
ชายหนุ่มจัดการหาห้องเช่าได้แห่งหนึ่ง เพื่อเป็นโกดังเก็บรองเท้า
และเขาสั่งให้ลูกน้องขนรองเท้าลงจากรถเข้าโกดังให้หมด
เสร็จแล้วให้นำรถกับรองเท้าส่วนหนึ่งไปเจอเขาที่ตลาด
จากนั้นชายหนุ่มก็ตรงดิ่งสู่ตลาดกลางทันที
เขาเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าเกือบทุกเจ้าในตลาด

เมื่อกลับมาถึงที่แผงขายรองเท้าของเขา
เขาติดป้ายตัวใหญ่บะเร่อเทิ่มว่า....

"รับซื้อสินค้าการเกษตรทุกชนิด"

ที่เมืองนี้ ชาวเมืองส่วนใหญ่จะทำการเกษตรเป็นหลัก
ดังนั้นสินค้าการเกษตรที่เขานำมาขายจึงมีราคาไม่แพง
ข้อมูลที่ได้ก็มาจากการที่เขาเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้านั่งเอง

ใช้เวลารออยู่ไม่นาน
ที่หน้าร้านของเขาก็มีผู้คนมากมายมายืนออกันแน่นเลยทีเดียว
เปล่าหรอก... ไม่ใช่เขามาซื้อรองเท้ากัน
แต่เขาพากันนำสินค้าการเกษตรมาขายให้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มเองก็รับซื้อสินค้าในราคาตลาดที่เขาเดินสำรวจมาแล้ว
นอกจากเงินที่ชาวเมืองได้กลับไป
ยังได้รองเท้ากลับไปอีกด้วย
บางคนก็ได้รองเท้าคู่หรือสองคู่
บางคนก็ได้มากกว่านั้น ตามปริมาณสินค้าที่นำมาขาย

ไม่น่าเชื่อว่า การขายรองเท้าโดยวิธีรับซื้อสินค้าจะได้ผล
ใช้เวลาไม่นาน สินค้าเกษตรก็เต็มรถ
ส่วนรองเท้าของเขาก็หมดไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่เขานำมา

เมื่อปิดการรับซื้อสินค้าเกษตรเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มก็สั่งให้ลูกน้องคนหนึ่งอยู่เฝ้าโกดังรองเท้า
ส่วนเขาเองกับลูกน้องอีกคนรีบตีรถกลับ

เมื่อกลับมาถึงเมือง ชายหนุ่มก็ตรงเข้าสู่ตลาดทันที
เขาเดินเช็กราคาสินค้าเกษตรอยู่สักพัก
เมื่อได้รู้ราคาจนเป็นที่พอใจแล้ว
เขาก็หาที่เหมาะๆ นำสินค้าเกษตรที่เขาซื้อมาจากเมืองคูขาด
ขายส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดแห่งนี้

ข่าวการขายส่งของเขากระจายไปจนทั่วตลาด
และไม่นานนัก สินค้าของเขาก็ขายหมดเกลี้ยง
หลังจากคำนวณกำไร-ขาดทุนแล้ว
ก็เป็นตามที่เขาวางแผนไว้ตั้งแต่แรก
กำไรที่ได้จากการขายส่ง หักราคารองเท้า
ยังทำให้เขามีกำไรเหลืออีกพอสมควร
แต่สิ่งที่เขาจะได้ในอนาคตคือ
ตลาดรองเท้าที่เมืองคูขาดอย่างแน่นอน



ที่คฤหาสถ์ของเศรษฐีไม้เท้าทองคำ
ชายหนุ่มเล่าเรื่องต่างๆให้เศรษฐีฟัง
เศรษฐีถึงกับหัวเราะออกมาดังๆ...

"ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้เลยนะเนี่ย...
ความหมายของฉันไม่ได้โลดโผนขนาดนี้"
เศรษฐีพูดไปอมยิ้มไป

"อย่าขายผักบุ้งไฟแดง แต่จงขายไฟที่มันลุกพรึ๊บ
เวลาเทผักบุ้งใส่กระทะ และขายผักบุ้งที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า
แล้วตกลงมาสู่จานที่มีคนรอรับอยู่..."
เศรษฐีหยุดนิดหนึ่งเพื่อให้ชายหนุ่มจินตนาการณ์ตาม

"ฉันหมายถึงประมาณนี้...
แต่สิ่งที่เธอทำ ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ
ขายโอกาส... ให้ชาวเมืองนั้นได้ใส่รองเท้า"


................................................


ชายหนุ่มวิ่งรถไปมาระหว่างสองเมืองอยู่หนึ่งอาทิตย์
เขาก็ตัดสินใจหยุดแถมรองเท้า
จากนั้นก็จัดการตกแต่งโกดังรองเท้าให้เป็นร้านรองเท้า
เพื่อรองรับลูกค้าที่ตั้งใจที่จะมาซื้อรองเท้า

จากการที่ได้รองเท้าเป็นของแถมกลับบ้านของชาวเมือง
ที่นำสินค้าเกษตรมาขาย
นอกจากได้ใส่รองเท้าเองแล้ว
ยังได้เผื่อแผ่ให้กับลูกหลาน ญาติสนิท มิตรสหาย
การได้ใส่รองเท้าของชาวเมืองเริ่มกระจายออกไป

เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคิดเอาไว้
ค่านิยมการใส่รองเท้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
คนที่ใส่แล้วก็จะบอกต่อถึงข้อดีแบบปากต่อปาก
คนที่ยังไม่มีโอกาสได้ใส่ ก็รู้สึกเหมือนตนเองตกยุค
ความรู้สึกทางด้านวัตถุนิยมเริ่มก่อกำเนิดขึ้น ถึงแม้จะเล็กน้อย
แต่ก็มีผลทางด้านจิตใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ทำอย่างไรได้ เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์
ผู้ซึ่งยังหนาไปด้วยกิเลส
ไม่มีผู้ใดฝืนธรรมชาติไปได้เลย
ใครที่ล่วงรู้ความลับของธรรมชาติต่างหาก
ที่จะสามารถสร้างประโยชน์จากมันได้
แม้แต่เครื่องบินที่บินอยู่บนฟ้า
ก็ไม่ได้ฝืนกฎของธรรมชาติ
ใครจะไปคิดล่ะว่า ก้อนเหล็กหนักๆ จะลอยไปมาอยู่บนฟากฟ้าได้...
ก็เพราะมีผู้ล่วงรู้ธรรมชาติของแรงต้านของอากาศ
และพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ
โธมัส เอดิสัน ก็ได้ล่วงรู้ธรรมชาติของกระแสไฟฟ้า
ตัวนำไฟฟ้า จนพัฒนาขึ้นมาเป็นหลอดไฟให้แสงสว่าง

ธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ
และพัฒนาความรู้ความเข้าใจ เพื่อนำไปประยุกค์ใช้งาน
แม้แต่การบริหารงานมนุษย์ด้วยกันเอง
ยังต้องรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน
ซึ่งไม่มีใครจะเป็นได้เหมือนใคร
ใครล่วงรู้ธรรมชาติของมนุษย์
ก็จะบริหารงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ร้านรองเท้าของชายหนุ่มจึงเริ่มมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด.....
ชาวเมืองคนใดที่ไม่ใส่รองเท้า
กลายเป็นบุคคลที่แปลกและแตกต่างไปจากคนของชุมชน

เมื่อต้องวิ่งรอกรถไปมาระหว่างสองเมือง
ทำให้ชายหนุ่มกลายเป็นคนกลางของสินค้าของสองเมืองนี้
สินค้าหลากหลายชนิดเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
จากร้านขายรองเท้าเพียงอย่างเดียว
ได้พัฒนากลายมาเป็นร้านสรรพสินค้าของเมืองคูขาดไปเสียแล้ว
สินค้าฟุ่มเฟือยมากมายเริ่มเข้ามาสู่ตลาดของเมืองแห่งนี้
พร้อมกับพัฒนาการด้านวัตถุนิยมที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆของชาวเมือง


ชานหนุ่มมองไปยังอนาคตของธุรกิจของเขาที่เมืองคูขาดนี้
สิ่งที่เขาเห็นก็คือ
จากการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรเพื่อระบายรองเท้า
ได้พัฒนากลายมาเป็น.....
"คูขาดพืชผล"
...ศูนย์รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรที่ใหญ่โต
...ศูนย์จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร
...ศูนย์สงเสริมการเกษตรครบวงจรทั้งพืชและสัตว์

เรื่องพืช ก็ขายตั้งแต่เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช
ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิตกลับคืนมา

เรื่องสัตว์ ก็ขายตั้งแต่พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ยา วัคซีน
และการรับซื้อผลผลิตกลับคืน


นั่นคือพัฒนาการที่เป็นไปของร้านรองเท้า
กับร้านรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรเล็กๆในตอนต้น
ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเป็นแรมปีเหมือนกัน

...........................................


หลังจากวิ่งรถขนสินค้าระหว่างสองเมือง
รวมทั้งเริ่มมีสินค้าแตกไลน์เพิ่มขึ้น
ชายหนุ่มก็พอจะมองอนาคตของพัฒนาการ
และการเติบโตของธุรกิจทั้งสองสายงาน
คือการเติบโตของร้านรองเท้าไปสู่ร้านสรรพสินค้า
และการเติบโตของร้านรับซื้อสินค้าเกษตรไปสู่ศูนย์เกษตรครบวงจร...
แต่เขามีเวลาไม่มากพอที่จะรอคอยวันนั้น
เพราะมันต้องใช้เวลาพัฒนาการ เกินกว่าเวลา 1 ปีที่เขามีอยู่
นี่ก็ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว เขาต้องทำอะไรสักอย่าง
เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ได้...


หลังจากสอนงานให้ลูกน้องที่ไว้ใจได้เป็นงานแล้ว
ชายหนุ่มก็ปล่อยให้ลูกน้องวิ่งรอกระหว่างสองเมืองแทนเขา
ส่วนเขาเองก็กลับมาตั้งหลักที่คฤหาสถ์ของเศรษฐี


"ที่ปรึกษา...." ความคิดหนึ่งแล่นปรี๊ดขึ้นมาในสมองของเขา
ชายหนุ่มเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการให้คนที่เก่งกว่าเรา ทำงานให้เรา
หรือเป็นที่ปรึกษาให้เรา
ชายหนุ่มรีบลงมือทันที

"ท่านเศรษฐีครับ..." ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

"ผมอยากให้ท่านช่วยแนะนำผู้บริหารเก่งๆ สักคนให้ผมหน่อยครับ"
ชายหนุมกล่าวต่อ

"เธอจะเอาไปทำไมรึ?..." เศรษฐีถามทั้งๆ ที่อ่านเกมส์ชายหนุ่มออก

"ผมมองเห็นการเติบโตของธุรกิจของผมในอนาคต
แต่ผมเองไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะบริหารจัดการมัน
ให้เติบโตไปตามนั้นได้ครับ"

"แล้วเธอมีแผนการอย่างไรล่ะ" เศรษฐีถามอีก

"ผมจะตั้งทีมที่ปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารงานเหล่านั้น
รวมทั้งงานอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกครับ"
ชายหนุ่มตอบ

เศรษฐีนิ่งคิดอยู่สักครู่ จึงเอ่ยขึ้นว่า

"ได้สิ... ฉันจะแนะนำให้เธอ"



บทที่ 6 ...ทีมที่ปรึกษาและบริหารธุรกิจ...

ชายหนุ่มรู้จักตัวของเขาเองดีว่า เขามีความคิดที่ดี
เขามองเห็นโอกาสต่างๆ มากมาย
แต่การที่จะลงมือปั้นความคิดของเขาให้เป็นจริงขึ้นมานั้น
เขาต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ
เพื่อทำให้งานสำเร็จได้สมดังปรารถนา
แน่นอน หากเขาไม่มีเงื่อนไขของเวลา
ในการสร้างตัวเองให้รวยที่สุดในเมือง ภายใน 1 ปี
เขาย่อมมีเวลาเรียนรู้งานและพัฒนามันขึ้นมาได้

เขายังเข้าใจดีอีกว่า การทำการค้า เราต้องทำเองให้มาก
พึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจให้น้อยที่สุด แต่สถานการของเขาตอนนี้ ทำอย่างนั้นไม่ได้
เพราะการค้าแต่ละอย่าง กินเวลาจนกว่าจะประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อยเลย
แต่หากเขามีทีมงานที่ดี มีประสบการณ์ งานของเขาก็จะประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
และสามารถทำการค้าได้หลายอย่างมากขึ้น
กรอปกับกิจการของเขา สามารถมีเงินเหลือมาพัฒนาเรื่องนี้ได้
ชายหนุ่มจึงให้เวลากับการคัดเลือกคนเข้ามาช่วยงาน
เพื่อจะตั้งเป็นทีมบริหารงาน โดยทีมนี้จะรับการถ่ายทอดความคิดจากเขาโดยตรง
จากนั้นก็จะไปช่วยกันวางแผนงานและบริหารจัดการให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย
ตัวของเขาเองก็จะมีเวลามองหาโอกาสใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น



หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป....
ทีมบริหารงานของชายหนุ่มก็เป็นรูปเป็นร่างพร้อมที่จะลุยงานแล้ว
หลังจากให้แนวคิดและนโยบายงานเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มก็ปล่อยให้ทีมที่ปรึกษาบริหารจัดการงานต่อได้เลย
ทั้ง 3 ธุรกิจของเขาคือ
1.โรงงานผลิตน้ำอ้อยสด ให้เพิ่มการผลิตน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ พร้อมพัฒนาบรรจุภรรณ์
2.ร้านสรรพสินค้าที่เมืองคูขาด เพิ่มสินค้าให้มากขึ้นเรื่อยๆ
3.กิจการรับซื้อสินค้าทางการเกษตร พัฒนาทั้งการซื้อการขาย ให้ครบวงจร


หลังจากเบาใจในเรื่องการบริหารจัดการแล้ว ชายหนุ่มก็มีโอกาสได้ใช้สมองในการคิดหาโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น ดังนั้น ชายหนุ่มจึงเริ่มมองเห็นโอกาสใหม่ อีกโอกาส

"รถบรรทุกหนึ่งคัน ขนผักและผลไม้ได้ 20 ตัน
เพื่อนำไปส่งอีกเมืองหนึ่ง
บวกกำไรกิโลละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท
เที่ยวหนึ่งก็ทำเงินได้อย่างน้อย 15,000 บาท
ขากลับก็ขนสินค้าอื่นๆ จากเมืองนั้น กลับมาที่เมืองนี้ ได้กำไร 20,000 บาท
รวมเป็นเงิน 35,000 บาทต่อเมืองต่อเที่ยวต่อวัน
อืมมมมม... ไม่เลวเลยทีเดียว"

ชายหนุ่มคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่เขาวิ่งรถขนสินค้าระหว่างเมือง
นอกจากขนสินค้าของตนเองแล้ว ยังมีพ่อค้าคนอื่นฝากสินค้าของเขาติดรถมาด้วย
โดยให้เขาคิดค่าบริการตามสมควร สิ่งที่เขามองเห็นคือ
ในที่สุด การขนสินค้าระหว่างเมืองของเขา
หากบริหารจัดการดีๆ จะมีคนจ่ายค่าจ้างคนขับและค่าน้ำมันแทนเขาได้เลย

เขาจึงให้ทีมบริหารงานของเขาวางแผนขยายไปยังเมืองอื่นๆ เพิ่มขึ้น
เพื่อให้ครอบคลุมทุกเมืองด้วยเงินที่มาจากตัวของมันเอง
ชายหนุ่มได้วางเป้าหมายให้ทีมบริหารงานของเขาทำคือ
ให้มีโกดังพักสินค้าทุกเมือง มีรถขนส่งสินค้าให้เพียงพอ
เพื่อใช้ขนถ่ายสินค้าของเขาเอง และให้บริการรับฝากสินค้ากับผู้อื่นด้วย
ถึงแม้จะใช้เวลาหลายปี แต่ก็เป็นธุรกิจที่มีอนาคตแน่นอน
เพราะอย่างไร ก็ต้องขนส่งสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว

ข้างฝ่ายโรงงานน้ำอ้อยของเขาเองก็ใช่ย่อย
หลังจากที่เขาดำเนินการอยู่ไม่นานนัก
ป้าเจ้าของโรงงานก็ขายโรงงานต่อเขาเพราะแกอยากพักแล้ว
จากน้ำอ้อยเพียงอย่างเดียว ก็พัฒนาน้ำสารพัด
เนื่องจากเขามีผักและผลไม้อยู่ในมือเองด้วย
บวกกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงงาน
ที่มองเห็นถึงกระแสของการดูแลสุขภาพของผู้คน
ระยะเวลาไม่กี่ปี ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผักและผลไม้บรรจุกล่องของเขา
จะต้องวางจำหน่ายทุกเมืองที่สายการส่งสินค้าของเขาไปถึง อย่างแน่นอน


สิ่งหนึ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการธุรกิจก็คือ ...รองเท้า...
ชายหนุ่มได้เจอกับนักออกแบผลิตภัณฑ์คนหนึ่ง
เป็นคนที่มีความสามารถในการออกแบบสินค้าได้ดีมาก
เขายังจำได้ดี ช่วงที่เขาทำตลาดรองเท้าใหม่ๆ เขาลองให้คนนี้ออกแบบรองเท้าให้

"มันจะไปได้เร้อ... ที่เอ็งจะผลิตรองเท้ายี่ห้อของตัวเอง
คู่แข่งในตลาดก็เยอะแยะไปหมดไม่รู้ยี่ห้ออะไรต่อยี่ห้ออะไร
แถมเขายังยึดครองตลาดมานานอีกแล้วด้วย"
คำพูดของเพื่อนๆ ที่หลับตานึกถึงว่า
จะผลิตรองเท้ายี่ห้อใหม่ออกสู่ตลาด แค่คิดก็เหนื่อยแล้วเพื่อนๆ เขาคิดเช่นนั้น

ชายหนุ่มแอบมั่นใจในอนาคตของรองเท้ายี่ห้อเขาอยู่ลึกๆ
ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย หลากหลายสไตน์มากมายออกสู่ตลาดเป็นระยะๆ
ด้วยฝีมือการวางแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทีมบริหารงาน
แค่ขยับตัวไม่นานนัก ยี่ห้อใหม่ของเขาก็ติดตลาดอย่างรวดเร็ว
และขึ้นมาเป็นผู้นำในท้องตลาดในที่สุด

ลุง ป้า น้า อา ลูกเด็ก เล็กแดง ต่างรู้จักกันทั้งนั้น
คุณเองก็อาจกำลังสวมใส่รองเท้าของเขาอยู่ก็ได้....
เพราะรองเท้าของเขาก็กระจายไปทุกมุมเมืองที่สายการส่งสินค้าของเขาเข้าไปถึง...


เมื่อยี่ห้อของเขาติดตลาดเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเป็นอย่างดี
เขาก็เริ่มแตกไลน์สินค้าไปสู่อย่างอื่น
เช่น... กางเกงยีนส์ เสื้อ เข็มขัด ฯ อีกที

แรกๆ ชายหนุ่มก็กังวลใจกับเงินที่จะนำมาลงทุน
เพราะกระแสเงินสดจากธุรกิจของเขาไม่เพียงพอแน่ๆ
ทีมที่ปรึกษาจึงบอกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะพวกเขาเป็นมืออาชีพเรื่องเขียนแผนธุรกิจอยู่แล้ว
จะนำไปเสนอขอกู้เงินที่ธนาคารอีกที



"นำเงินของคนอื่น มาต่อเงินให้เรา
มันจะทำให้เราก้าวกระโดดไปได้เร็วขึ้น
หากรอเก็บเงินตัวเองเพื่อลงทุน มันไม่ทันการหรอก
เพราะเวลาของเธอจะหมดเสียก่อน
แต่เธอจะต้องเป็นคนตัดสินใจเอาเองว่า
จะค่อยๆเติบโต หรือจะเติบโตแบบก้าวกระโดด
เพราะเธอเป็นคนเห็นองค์รวมของธุรกิจในมือของเธอเอง
ความเห็นของคนอื่น แค่นำมาเป็นส่วนประกอบเพื่อประมวลผลเท่านั้น
อย่าได้เชื่อความคิดเห็นของใครทั้งหมด..."
ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของท่านเศรษฐีอยู่ในใจ


วันนี้ เขาได้รู้วิธีนำเงินของคนอื่นมาต่อเงินให้เขาแล้ว...
ธนาคารต่างๆ เริ่มปล่อยสินเชื่อให้ จากเครดิตของกิจการต่างๆ ที่เขามี
เพราะมันเป็นการกู้เงินเพื่อขยายกิจการ ซึ่งธนาคารจะปล่อยกู้ง่ายกว่า การสร้างกิจการใหม่
จากนั้นจึงหมุนเงินออกไปสร้างกิจการใหม่ และนำกิจการใหม่นั้นเข้าไปกู้เงินอีก


##### ##### ##### ##### ##### #####

เหลือเวลาอีก 6 เดือน...
ชายหนุ่มก็ยังสร้างฐานะขึ้นมาได้ไม่เท่าไร
ทุกธุรกิจของเขา ยังไปไม่ถึงอนาคตที่เขาวางไว้
เขายังห่างไกลจากเศรษฐีไม้เท้าทองคำหลายขุมนัก


อยู่มาวันหนึ่ง มีคนมาบอกขายบ้านให้กับชายหนุ่ม
เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว เนื้อที่ 50 ตรว.
เนื่องจากเจ้าของบ้าน ต้องย้ายไปอยู่เมืองอื่น
จึงไม่อยากเสียเวลาในการรอประกาศขาย
เจ้าของบ้านพอใจในราคา 3 แสนบาท
สภาพบ้านยังดีอยู่ ไม่ต้องปรับปรุงอะไรมากนัก
นอกจากทาสีใหม่เท่านั้น
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจซื้อ เพื่อให้คนเช่า

ธนาคารเรียกเงินดาวน์ 12,000 บาท
และผ่อนเดือนละ 1,820 บาท

ปรากฎว่าเขาสามารถให้เช่าได้ในราคาเดือนละ 2,000 บาท


"ดีจัง... ซื้อบ้านหนึ่งหลังราคา 3 แสน ด้วยเงินเพียง 12,000 บาท
และยังได้เงินเฉยๆอีกเดือนละ 180 บาท"
ชายหนุ่มพูดกับเศรษฐี หลายๆ คนจะมองการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ราคาเต็มของมัน
แต่ชายหนุ่มกลับมองที่ราคาของกระแสเงินสดที่จะต้องใช้

"ฉันยังมองว่าไม่ดีเลย" เศรษฐีเอ่ยขึ้น
"ROI ของเธอได้แค่ 18% เอง"


ชายหนุ่มรู้สึกงง
อะไรคือ ROI

"ROI คืออะไรครับ" ชายหนุ่มถามขึ้น

"Return On Invested capital หรือ Return On Investment
มันก็คือ เปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทนจากการลงทุนนั่นเอง"
เศรษฐีตอบ

"แล้วมีวิธีคำนวณอย่างไรเหรอครับ" ชายหนุ่มสงสัย

"เอากำไรที่ได้ หารด้วยเงินที่ลงทุนไป คูณด้วยหนึ่งร้อย
เธอก็จะได้ตัวเลขออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์"
เศรษฐีหยุดเล็กน้อย

"หากตัวเลขออกมาเป็น 0 ก็หมายความว่า ไม่มีกำไร และไม่ขาดทุน
หากตัวเลขออกมาน้อยกว่า 0 ก็หมายความว่า ขาดทุน
และหากตัวเลขออกมามากกว่า 0 ก็หมายความว่า มีกำไร
ยิ่งตัวเลขออกมายิ่งเป็นบวกมากๆ ยิ่งแสดงว่า
ความคุ้มค่าในการลงทุนอันนั้น คุ้มค่ามากๆ"
เศรษฐีหยุดรอชายหนุ่มเพื่อให้ตามให้ทัน

"อย่างกรณีของเธอ...
ใช้เงินลงทุน 12,000 บาท
ให้คนเช่าเดือนละ 2,000 บาท
แต่เธอต้องส่งงวดธนาคารเดือนละ 1,820 บาท
จึงมีกำไรเหลือเดือนละ 180 บาท
ในหนึ่งปี เธอจะมีกำไร 180x12 = 2,160
กำไร หาร เงินลงทุน คูณ 100
(2,160/12,000)*100 = 18%
การคำนวณต่อปี
ก็เพื่อให้เปรียบเทียบกับการฝากเงินกินดอกเบี้ยกับธนาคาร"


"นี่คือ ROI ของกระแสเงินสด
แต่ความจริงเธอยังได้กำไรเป็นสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จากการผ่อนงวดธนาคาร เพียงแต่
มันไม่ได้เป็นเงินสดตอบแทนกลับมาในทันที
ข้อสังเกตุอีกอย่าง
เธอจะไม่เห็นฉันพูดถึงราคาจริงๆ ของบ้านที่เธอซื้อมาเลย
เวลาคำนวณหาความคุ้มค่าของเงินลงทุน
แต่ราคาจริงของมัน ก็สำคัญ...สำหรับการเกร็งกำไร"
เศรษฐีอธิบายต่อไปเรื่อยๆ

"ส่วนตัวของฉันนั้น...
จะเลือกลงทุนที่ ROI มากกว่า 50% ขึ้นไป
เพราะมันมีการลงทุนดีๆ อีกเยอะแยะให้เราเลือก
โดยเฉพาะ ROI ที่ 100%-300% มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ค่อยๆ เรียนรู้ไป แล้วเธอก็จะมองเห็นอย่างที่ฉันเห็น"



"เธอกำลังพัฒนาการตัวเองจากผู้ประกอบการ มาเป็นนักลงทุนแล้วนะนี่..."
เศรษฐีเอ่ยขึ้น


"นายครับ...
ไฟไหม้ร้านที่คูขาดครับ..."
เสียงที่ปรึกษาคนหนึ่ง โทรมารายงานชายหนุ่ม

"เฮ้ย!!..." ชายหนุ่มร้องเสียงหลง

"แล้วเสียหายมากหรือเปล่า" ชายหนุ่มถามกลับไป

"ตอนนี้ รถดับเพลิงกำลังทำงานอยู่ครับ
แต่คาดการว่า คงจะเอาไม่อยู่แน่ๆ เลย"
เสียงตอบมาตามสาย

"เดี๋ยวผมจะเดินทางไปที่คูขาดตอนนี้เลย... แค่นี้นะ"
ชายหนุ่มตัดบท พร้อมกับเสียงท่านเศรษฐีเรียกให้คนขับรถของท่านเอารถออก

"เดี๋ยวให้เด็กมันพาเธอไปก็แล้วกันนะ"
เศรษฐีกล่าวกับเขา

"ขอบพระคุณมากครับ"
ชายหนุ่มกล่าวคำขอบคุณพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม




หลังจากเขาเปิดร้านขายรองเท้าที่เมืองคูขาดได้ 2 เดือน
ยอดขายรองเท้าเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุก็มาจาก กระแสค่านิยมทางวัตถุ เริ่มเข้าไปยังเมืองนั้น
จากการที่เขาได้หาหนทางให้ชาวเมืองจำนวนหนึ่ง ได้มีโอกาสใส่รองเท้า...
ซึ่งบังเอิญไปสร้างความแตกต่างระหว่างคนที่ใส่รองเท้าและคนที่ไม่ใส่รองเท้าเข้าอย่างจัง...
ทำให้ชาวเมืองคูขาด หันมานิยมใส่รองเท้ากันเป็นการใหญ่

ชายหนุ่มมองเห็นโอกาสอีกโอกาสหนึ่งที่แฝงมากับชาวเมืองที่มาซื้อรองเท้า
นั่นก็คือ สินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ ซึ่งปกติ เมืองอื่นๆ ทั่วๆไป
ก็ขายกันเป็นเทน้ำเทท่าอยู่แล้ว
เพียงแต่ที่เมืองคูขาดนี้ ค่านิยมของชาวเมืองแตกต่างจากเมืองอื่นๆ
แต่... ณ เวลานี้ เมื่อรองเท้านำร่องไปแล้ว ค่านิยมทางวัตถุเริ่มเกิดขึ้น
สินค้าตัวอื่นๆ น่าจะมีโอกาสสร้างตลาดที่นั่นได้ไม่แพ้รองเท้าเลยทีเดียว
เพราะเมื่อคนมาซื้อรองเท้า ก็ย่อมต้องเห็นสินค้าตัวอื่นๆ
เขาไม่ต้องเสียเงินในการจะสร้างกิจกรรมเพื่อให้คนมาดูสินค้าตัวใหม่อีก
นี่คือโอกาส....

หลังจากเปิดร้านรองเท้าได้ 2 เดือน
เขาจึงได้ขยายร้านให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า
และส่งสินค้าต่างๆ มากมายไปจัดแสดงเพื่อขายที่นั่น

2 เดือนผ่านไป สินค้าอื่นๆ ขายได้อย่างที่เขาคิด
ถึงแม้จะยังไม่มากมายอะไร แต่ก็ไม่ทำให้ขาดทุน
เขายังเชื่อว่า อนาคตต้องสดใสอย่างแน่นอน


แต่!!!.....
วันนี้ ไฟกำลังเผาไหม้ร้านสรรพสินค้าของเขา
ในขณะที่เขามีเวลาเหลืออีกแค่ 6 เดือน..ในการสร้างตัว

เสียงล้อรถบดถนนดังเล็ดลอดเข้ามาภายในรถ
เสียงแรงประทะของลมกับตัวรถ ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน
รถกำลังแล่นด้วยความเร็วเต็มพิกัด
คนขับรถนั่งขับด้วยใจจดใจจ่อ สายตาเพ่งไปที่ถนนแทบไม่กระพริบ...


ชายหนุ่มนั่งเครียดอยู่ด้านหลังของรถเก๋งคันงาม
เขาถอนหายใจและกระสับกระส่ายเกือบตลอดเวลา
ร้านสรรพสินค้าแห่งนี้ เพิ่งเริ่มจะให้กระแสเงินสดกับเขา
หลังจากติดลบอยู่ 3 เดือน อนาคตก็กำลังจะสดใส
แล้วสวรรค์เล่นตลกอะไรกลับเขานี่
ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงงานน้ำผักและผลไม้
ไม่ว่าจะ คูขาดพืชผล หรือ รถรับขนส่งสินค้าของเขา
ล้วนแล้วแต่ยังไม่มั่นคงทั้งสิ้น
เงินได้มาส่วนใหญ่ก็หมดลงไปกับการวางระบบ
ที่ปรึกษาของเขาบอกว่า ระบบ เป็นเรื่องสำคัญมาก
ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ
เพราะธุรกิจของเขา เป็นระบบสากลไปแล้ว
เพราะเถ้าแก่ไม่ได้บริหารจัดการเอง
ระบบ จะเข้ามาช่วยลดการรั่วไหลได้ ถึงแม้จะไม่หมดก็ตาม


หัวใจของชายหนุ่มยิ่งเต้นแรงมากขึ้น
มือไม้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทันทีที่รถแล่นเข้าสู่ตัวเมืองคูขาด
สายตาของเขาก็กระทบกับกลุ่มควันและเปลวไฟอยู่บนท้องฟ้า
ในใจของเขา อยากให้รถไปถึงที่นั่นเร็วๆ
รู้สึกว่าเวลามันจะวิ่งช้าเสียเหลือเกิน

รถยังไม่ทันจะหยุดสนิทดี ชายหนุ่มก็พุ่งพรวดออกไปจากรถด้วยความรีบร้อน


เบื้อหน้าของเขา....
ไฟกำลังโหมไหม้อย่างไม่มีวี่แววว่าจะสงบ
พนักงานดับเพลิง ก็กำลังทำงานอยู่อย่างขมักเขม้น
ผู้คนมากมายที่ยืนล้อมมุงดูอย่างหนาตา

ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอะไรก่อน
เขามีความรู้สึกว่าตัวเขาเอง เงอะๆ ง๊ะๆ ไปหมด

"สติ..." ชายหนุ่มคิด พร้อมกับรำลึกไปถึงพระอาจารย์เสกสรร
ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ของเขา สมัยที่เขาได้มีโอกาสไปบวชเป็นพระ

"จงมีสติ อยู่กับตัว ทุกลมหายใจเข้าออก
คนมีสติ ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ
ได้ดีกว่าคนไม่มีสติ คนไม่มีสติ ก็โน่นไง
เดินยิ้ม เดินร้องไห้ เดินกราบไหว้เสาไฟฟ้าอยู่โน่นไง
ทุกสัดส่วนของร่างกายเขา ก็ไม่ต่างไปจากคนทั่วไปเลย
แต่สิ่งที่เขาไม่มีเหมือนคนทั่วไปคือ สติ...
หากไม่มีสติ... ก็ไม่ต่างจากคนบ้าเหล่านั้น
แล้วจะเอาปัญญาที่ไหน ไปแก้ปัญหา..."
ชายหนุ่มยกมือไหว้ขึ้นท่วมหัว จิตใจระลึกไปถึงพระอาจารย์

หลายๆ คนที่เห็น อาจจะคิดว่า เขาขอให้เทวดาฟ้าดินช่วยเหลือ
หรือขอบารมีครูบาอาจารย์ให้ช่วย
แต่เปล่าเลย....
พระอาจารย์เสกสรร สอนไว้ว่า...

"ถ้าเข้าถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ จริงๆ แล้ว
คนผู้นั้นจะไม่งมงายอีกต่อไป
เพราะเมื่อก่อน มนุษย์ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว
เวลาเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้
ก็เอาต้นไม้บ้าง ภูเขาบ้าง เป็นที่พึ่ง
บางคนก็ถือเอา รุกขเทวดา เจ้าที่ ผีสาง นางไม้ เป็นที่พึ่ง
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ทางเลย สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย
เมื่อเข้าถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็จะเข้าใจเรื่องกรรม
การกราบไหว้ พุทธ ธรรม สงฆ์
จึงไม่ได้กราบไหว้เพื่ออ้อนวอน
จึงไม่ใช่การกราบไหว้เพื่อร้องขอ
แต่กราบไหว้เพื่อระลึกถึงพระคุณของท่าน
ที่ช่วยทำให้เราเกิดปัญญา...."


หลังจากเขาเรียกสติกลับคืนมาแล้ว
เขาตรงดิ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

"สวัสดีครับ" ชายหนุ่มยกมือขึ้นสวัสดี

เมื่อก่อน เวลาที่เขาจะยกมือไหว้ใคร
เขาจะประเมิณคนๆ นั้นก่อนว่า อ่อนกว่า หรือแก่กว่าเขา
การพนมมือสวัสสดีของเขา ขึ้นอยู่กับอายุ
หากคนที่อายุมากกว่าเขา เขาจะเป็นฝ่ายไหว้ก่อน
หากคนที่อายุน้อยกว่าเขา เขาจะเป็นฝ่ายรอรับไหว้

เขาเปลี่ยนความรู้สึกนั้นได้ เมื่อวันที่เขาทำความเข้าใจเสียใหม่
เกี่ยวกับการพนมมือสวัสสดี
เมื่อก่อนเขาผูกติดการพนมมือสวัสสดีกับคำว่า ไหว้
การพนมมือสวัสสดีของเขา จึงขึ้นอยู่กับวัยวุฒิ
แต่วันนี้....
การสวัสสดีด้วยการยกมือพนม คืออากัปกิริยา ของการทักทายกันของคนไทย...
ดังนั้น เขาจึงไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะยกมือพนมพร้อมกับ
กล่าวคำว่า สวัสสดี กับใครๆ ก็ตาม

"การสวัสสดีแบบไทยๆ อย่าให้คนต่างชาติ ต้องมาสอนพวกเราเลย"
ชายหนุ่มคิดในใจและนึกถึงภาพที่ยังติดตาอยู่...
เป็นภาพของนางงามจักรวาลสวัสสดีพร้อมกับบิดามารดาของเธอ


"ผมเป็นเจ้าของที่นี่ครับ" ชายหนุ่มกล่าวต่อ

"พอดีเลยครับ... สารวัตร กำลังถามหาอยู่พอดีเลย"
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งตอบเขา

เจ้าหน้าที่ตำรวจคนเดิม เดินนำหน้าชายหนุ่มเพื่อไปหาสารวัตร


หลังจากทักทายกันพอสมควรแล้ว สารวัตรบอกกับชายหนุ่มว่า

"เดี๋ยวเพลิงสงบแล้ว ผมขอเชิญที่โรงพักด้วยนะครับ"
สารวัตรหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

"ตอนนี้เราตั้งไว้สองประเด็นคือ
ถูกลอบวางเพลิง กับ วางเพลิงเพื่อเอาประกัน"


"วางเพลิงเพื่อเอาประกัน..."
ชายหนุ่มร้องเสียงหลง



บทที่ 7 ...วิกฤติ และ โอกาส...

หลังจากสถานการณ์ไฟไหม้คลี่คลายลง
ความเสียหายที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่า แทบไม่เหลืออะไรเลย
ชายหนุ่มกลับมาปักหลักอยู่ที่คฤหาสถ์ของเศรษฐีไม้เท้าทองคำได้ 2 วันแล้ว...
เขายังคิดไม่ตกเลยว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร
สินค้าเสียหายเกือบทั้งหมด
วันพรุ่งนี้ เขาจะต้องเข้าร่วมประชุมใหญ่กับที่ปรึกษาทั้งหมด
เพื่อสรุปหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ และการวางแผนการขั้นต่อไป


"ฉันเสียใจ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น..."
เศรษฐีมองจ้องไปที่ดวงตาของชายหนุ่ม

"แต่ฉันก็ดีใจ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเช่นกัน..."
เศรษฐีพูดต่อ ซึ่งสร้างความสงสัยให้ชายหนุ่มเป็นยิ่งนัก


"ทำไมเหรอครับ..." ชายหนุ่มเอ่ยถาม


"เพราะ.. ฉันกำลังเห็นเธอเริ่มไม่ทำตามคำแนะนำของฉัน"
เศรษฐีพูดในขณะที่ชายหนุ่มขยับตัวเพื่อตั้งใจฟังยิ่งขึ้น

"เธอกำลังบริหารกระแสเงินสดแบบไม่ระวังหลัง
ฉันเคยบอกเธอแล้วว่า ให้เก็บเงินสดไว้ 30% ของแต่ละธุรกิจ
ก็เพื่อระวังหลังในเรื่องแบบนี้นั่นเอง"

"เกือบ 50% ของธุรกิจที่ล้มเลิกกิจการไปทั้งหลายนั้น
มาจากการขาดกระแสเงินสด..
เจ้าของกิจการทั้งหลาย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ทั้งไม่ได้เตรียมแผนการไว้รองรับหากเกิดปัญหา
ซึ่งปัญหาที่เกิด อาจจะไม่ได้มาจากอุบัติเหตุในแบบของเธอเสมอไป
แต่... มันมาได้ทุกรูปแบบ
ปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เป็นปัญหาที่ทุกธุรกิจ ต้องให้ความสำคัญ"

"เธอยังโชคดี ที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติขนาดเขาเหล่านั้น
ฉันจึงดีใจที่เธอได้บทเรียนนี้
เพื่อที่เธอจะได้ไม่พลาดในเรื่องนี้อีก...
เธออาจจะยังมองไม่เห็นทางออก
แต่ฉันเชื่อว่า เธอจะมองเห็นมัน...
... จำคำฉันไว้.... พลิ๊กวิกฤติ ให้เป็นโอกาส"
เศรษฐีเดินจากไป ทิ้งชายหนุ่มให้อยู่กับความคิดของตัวเอง

ณ ห้องประชุมสำนักงานที่ปรึกษาของชายหนุ่ม
ที่ปรึกษาแต่ละท่าน ก็ต่างเสนอแนวทางต่างๆ
เพื่อก้าวเดินต่อ ของร้านสรรพสินค้าเมืองคูขาด
จนมาสรุปกันที่ เปิดร้านสรรพสินค้าขึ้นใหม่อีกครั้ง
เพราะคู่แข่งก็ยังไม่มี ตลาดก็กำลังสวย
ที่ปรึกษา มั่นใจถึงอนาคตของการเติบโตที่เมืองนี้ทุกคน

ชายหนุ่มยังคิดอะไรไม่ออกเลยในตอนนี้
ได้แต่สั่งให้ดำเนินการตามที่ที่ประชุมสรุป
แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ก็คือ
เงินทุนที่จะนำมาดำเนินการในครั้งนี้
เพราะหากเขานำเงินทุนสำรองของธุรกิจตัวอื่น
เพื่อมาหมุนก่อน หากเกิดปัญหาฉุกเฉินขึ้น
ไม่ใช่เพียงธุรกิจนี้ตัวเดียวเท่านั้นที่จะล้ม
แต่จะพลอยทำให้ธุรกิจอื่นๆ ล้มลงไปด้วย

ส่วนเรื่องการจะกู้เงินธนาคารเพิ่ม ตอนนี้ธนาคารก็ยังสงวนท่าทีอยู่
เนื่องจาก ได้ปล่อยกู้ให้กับเขามากพอสมควรกับทุกโปรเจ็กของเขา


ทางด้าน บริษัทประกัน ก็ยังไม่จ่ายค่าสินไหม
เนื่องจากอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาสาเหตุ
เพราะทางเจ้าหน้าที่ ยังไม่ได้ทิ้งประเด็นการเผาเพื่อเอาเงินประกัน

ตอนนี้เขากำลังติดปัญหาเรื่องเงินลงทุน
ถึงแม้เศรษฐีไม้เท้าทองคำ จะมีมากมายก็ตาม
ชายหนุ่มก็เชื่อมั่นว่า เขาคงไม่ให้เงินทุนอย่างแน่นอน
ความหนักใจทำเอาชายหนุ่มกินไม่ได้ นอนไม่หลับไปหลายวัน
หนทางแก้ปัญหาก็ยังหาไม่เจอ


"คืนนี้... เราจะไปร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระราชากัน
ฉันได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองในคืนนี้ด้วย
เธอควรจะไปเป็นเพื่อนฉันนะ"
เศรษฐีไม้เท้าทองคำบอกกับชายหนุ่มที่โต๊ะกาแฟมื้อเช้า

ชายหนุ่มนึกถึงองค์หญิงขึ้นมาทันที...
ใช่สิ... ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ 6 เดือนแล้ว
ที่เขามุ่มมั่นอยู่กับการสร้างตัว
จนลืมนึกถึงองค์หญิงไปเลย
ภาพความสวยงามสดใสขององค์หญิงผุดขึ้นมาในมโนภาพของเขา
ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

เศรษฐีได้แต่อมยิ้มในความตื่นเต้นของเขา
"เย็นนี้ เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน"

"ครับ" ชายหนุ่มรับคำ

ที่งานเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระราชา
ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองนั้น ตัวลีบเล็กนิดเดียว
เมื่อเขาเห็นผู้คนมากมายที่ได้รับเกียรติมางานนี้
ความรู้สึกต่ำต้อย น้อยวาสนา มันเป็นอย่างนี้นี่เอง


"ผู้คนมากมายในงาน เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน
เขาไม่ได้มองเธอด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลนเลยสักนิด"
เศรษฐีเอ่ยขึ้นเบาๆ กับชายหนุ่ม เหมือนรู้ใจว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่...

"เธอเองต่างหาก ที่คิดน้อยเนื้อต่ำใจไปเอง
คิดดูถูกตัวเอง"
เศรษฐีพูดต่อ

"ความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ทั่วไป
ที่ชอบคิดว่า ตัวเองอาภัพอับโชค น้อยวาสนา
เวลามีอะไรสะกิดใจเพียงน้อยนิด
ก็เหมือนกับมันเป็นเรื่องร้ายแรง
คิดไปเองสารพัดสารเพ"
เศรษฐียังคงอธิบายต่อ

"แต่มันก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งเธอ คิดอย่างนั้น
ดังนั้น..."
เศรษฐีหยุดพูด เพื่อรอดูว่าชายหนุ่มตั้งใจฟังมากแค่ไหน

"เมื่อวันใดก็ตาม ที่เธอจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีก
จงจำคำพูดของฉันไว้ให้ดีว่า....
ผู้ที่รู้สึกว่าต่ำต้อยกว่า มักจะคิดเล็กคิดน้อย หรือคิดน้อยเนื้อต่ำใจ
ถ้าวันนั้น เป็นเธอเองที่คิดแบบนี้ จงรีบตั้งสติให้ดีๆ
แต่ถ้าวันนั้น เป็นคนอื่นคิด เธอจะได้เข้าใจถึงจิตใจของเขามากยิ่งขึ้น
ว่ามันเปราะบางขนาดไหน..."
เศรษฐียิ้มให้เล็กน้อย แล้วจึงยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ

งานเฉลิมฉลองดำเนินไปอย่างสนุกสนานรื่นเริง
การแสดงต่างๆ มากมาย ทยอยขึ้นแสดงบนเวทีไม่ขาดสาย
ผู้คนมากมาย ต่างทำความรู้จักกัน
บ้างก็แนะนำเพื่อนใหม่ให้กับเพื่อนเก่า
บ้างก็เข้าไปแนะนำตนเองกับผู้หลักผู้ใหญ่

ชายหนุ่มก็เช่นกัน
วันนี้เป็นวันที่เขาได้รู้จักกับเจ้าใหญ่นายโต
ได้รู้จักกับนักธุรกิจระดับแนวหน้า จากการแนะนำของท่านเศรษฐี


สักพัก เสียงจากการแสดงต่างๆ ก็เงียบลง
ผู้คนที่จับกลุ่มคุยกัน ต่างหยุดนิ่ง
และหันมองไปทางเวที

และไม่นาน ชายหนุ่มก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่างกาย
หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาเต้นข้างนอก
เส้นเลือดทุกเส้นในทุกอนูของร่างกาย ขยายตัววูบวาบไปหมด
เพราะข้างบนเวที องค์หญิง กำลังทรงถวายพระพรแด่พระราชา


ถึงแม้ที่นั่งของชายหนุ่มจะห่างไกลกับเวทีมากก็ตาม
แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์หญิง
เขารู้สึกมีกำลังใจ ฮึกเหิม อย่างบอกไม่ถูก
หากต้องต่อสู้เพื่อเลือกอัศวินตอนนี้ เขาคงยอมสู้แบบแลกชีวิต
นี่สินะ...พลังแห่งรักและศรัทธา
ซึ่งคงไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์โลกอื่นๆ ที่ต่างต่อสู้กันเพื่อเป็นผู้ชนะ

ตั้งแต่เริ่มงาน จนกระทั่งงานเลิก
ชายหนุ่มไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับองค์หญิงเลยแม้แต่น้อย
การที่เขาเห็นองค์หญิงบนเวทีนั่นแหล่ะ คือการได้ใกล้ชิดที่สุดแล้ว
ผิดกับเหล่าองค์ชายจากเมืองต่างๆ ทั้งหลาย
ที่ได้มีโอกาสรายล้อมอยู่รอบๆ องค์หญิง


แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับเขา
6 เดือนเต็มๆ ที่เขายุ่งอยู่แต่กับงาน
จนลืมคิดถึงองค์หญิงไปเสียสนิท
นั่นก็เป็นเพราะความฝันที่ยิ่งใหญ่ และเป้าหมายที่หนักอึ้ง

ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ ความเหน็ดเหนื่อย
ความท้อใจ ทั้งหลาย มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
เสมือนมีพลังบางอย่างกระตุ้นให้เขากระโจนออกไป ให้ถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุด


เมื่อกลับมาถึงคฤหาสถ์ของท่านเศรษฐี
แน่่ใจได้เลยว่า... ในค่ำคืนนี้ชายหนุ่มคงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้อย่างแน่นอน
เศรษฐีเองก็รู้ดี จึงนั่งคุยเป็นเพื่อนกับเขา

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนี้ คือพลังขับเครื่องที่วิเศษ"
เศรษฐีเอ่ยขึ้น

"บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ถึงแม้เป้าหมายจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลังขับเคลื่อนที่วิเศษแบบนี้มาหนุน
บางคนก็คือ คนรัก
บางคนก็คือ ครอบครัว
บางคนก็คือ พ่อ แม่ ลูก"

"พลังเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งยวด เมื่อวันที่เจอวิกฤติ
หลายๆ คน ถึงกับฆ่าตัวตาย
เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับพลังเหล่านี้"

"มันจะปรากฎแก่ใจเธอเองเลยว่า ก่อนหน้านี้
เธอกลุ้มใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น เหมือนมันเป็นปัญหาใหญ่โต
แต่เวลานี้ ปัญหาเหล่านั้น มันจิ๊บจ๊อยไปเลยใช่ไหม"
เศรษฐีหันไปถามชายหนุ่ม

"ครับ..." ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเขินอาย

"ความจริงแล้ว ไอ้ปัญหาที่เธอยังแก้ไม่ตกตอนนี้นั้น
มันยังเล็กน้อย....
วันข้างหน้า บนเส้นทางธุรกิจ...
เธอยังจะต้องเจอหนักหนาสาหัสกว่านี้อีกหลายเท่านัก..."

"นอกจากพลังที่ฉันพูดถึงไปแล้วนั้น
ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะช่วยให้เธอไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ อย่างไม่ท้อถอย"

"เธอต้องเข้าใจธรรมชาติของเส้นทางสู่ความสำเร็จ
และธรรมชาติอันนั้นก็คือ...
เส้นทางสู่ความสำเร็จ เรียงรายไปด้วยความล้มเหลว
ฉันผ่านชีวิตมาจนถึงบัดนี้
ฉันเองก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใคร สำเร็จได้โดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อนเลย"

"ความล้มเหลวหรือปัญหาอุปสรรคนี่แหล่ะ
คือตัวคัดกรองคนจริง ออกจากคนไม่จริง....
ใครผ่านไปไม่ได้ ก็กลับเข้าไปรวมกับกลุ่มคนธรรมดาทั่วไป
และเช่นเดียวกัน... หากใครผ่านตัวคัดกรองนี้ไปได้
ก็จะได้ชื่อรวมกลุ่มกับคนประสบความสำเร็จ
และเป็นที่กล่าวถึง ของคนทั่วไป รวมทั้งขอเคล็ดลับในความสำเร็จนั้น"


"จงจำไว้ว่า....
ผู้ที่ล้มเลิกก่อน... ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย"
กล่าวจบ เศรษฐีก็ขอตัวไปนอน

เสียงโทรศัพท์ดังปลุกชายหนุ่มตั้งแต่เช้า

"นายครับ...
ที่เมืองคูขาด มีร้านสรรพสินค้า แบบเดียวกับเรา
เปิดให้บริการแล้วครับ"
เสียงรายงานจากปลายสาย ทั้งตะกุกตะกัก ทั้งรีบร้อน

"แล้วรู้ไหมว่า เป็นร้านของใคร" ชายหนุ่มถามออกไป

"เป็นร้านของเสี่ยวิชัยครับ" ปลายสายตอบกลับมา

เสี่ยวิชัยนี่ก็คือเจ้าของบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า
ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำตลาดสินค้าให้กับเจ้าของแบรนด์เนมต่างๆ
ปกติแกจะไม่เล่นตลาดขายปลีก แต่เน้นหนักไปที่การขายส่ง
วันนี้แกนึกแปลกอะไรขึ้นมา จึงได้มาเปิดร้านสรรพสินค้าที่เมืองคูขาด...

"ร้านเขาใหญ่ขนาดไหนเหรอ" ชายหนุ่มถามขึ้น

"เท่าๆ กับร้านเก่าของเราที่ถูกไฟไหม้นั่นแหล่ะครับ"
ปลายสายตอบกลับมา

"บ่ายโมงตรงวันนี้ เรียกประชุมที่ปรึกษาด่วน"
ชายหนุ่มสั่งกลับไป

"ครับผม..." เสียงจากปลายสายตอบกลับมา พร้อมกับวางสายไป


ชายหนุ่มกัดกรามแน่น สายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย...
ปัญหาเรื่องร้านถูกไฟไหม้ ยังไม่ทันได้แก้ไขเลย
ก็ดันมาเจอปัญหาใหญ่นี้อีกแล้วสิ
แต่ยังไงเขาก็จะต้องฟันฝ่ามันไปให้ได้

"คนล้มเลิกก่อน ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย"
คำพูดของเศรษฐีไม้เท้าทองคำยังดังก้องอยู่ในหูของเขา

ที่ห้องประชุมสำนักงานที่ปรึกษาของชายหนุ่ม

"เรามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

"หนึ่ง ถอย หรือ สองเปิดให้ใหญ่กว่าคู่แข่ง"
พูดจบ ชายหนุ่มก็มองดูหน้าของที่ปรึกษาแต่ละคน
ว่าคิดเห็นกันอย่างไร

"ถ้าจะเปิดใหญ่กว่าเก่า เราจะหาเงินทุนมาจากที่ไหน
ขนาดจะเปิดเท่าเดิม ตอนนี้เราก็ยังติดปัญหาเรื่องนี้อยู่เลยครับ"
ที่ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

"เรื่องเงิน ผมพอมีทางออกอยู่ ว่าแต่
เราลองมาช่วยกันวิเคราะห์หน่อยสิว่า
ถ้าเปิดเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่โต จะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่"
ชายหนุ่มตอบ ทั้งๆ ที่ในใจนั้น ยังไม่แน่ใจเรื่องช่องทางการหาเงินทุนเลย


ที่ประชุมต่างก็หาเหตุผลมาวิเคราะห์กันยกใหญ่
จนในที่สุด ก็ได้ข้อสรุปว่า ทำห้างสรรพสินค้า


"อีกสามวัน ผมจะให้คำตอบเรื่องเงินลงทุน"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับกล่าวปิดการประชุม

สามวันมานี้ ชายหนุ่มวิ่งวุ่นอยู่กับการเข้าพบผู้คน
เพื่อเสนอขายหุ้น...

การเพิ่มผู้ถือหุ้น เป็นทางเลือกที่ชายหนุ่มตัดสินใจ
เนื่องจากธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่ม
การจะระดมเงินทุนก็มีวิธีนี้อีกหนึ่งทาง

การที่เศรษฐีไม้เท้าทองคำแนะนำเขาให้รู้จักบุคคลต่างๆ ในงานคืนนั้น...
มันกลับกลายเป็นโอกาสให้กับเขา
สัดส่วนการถือหุ้นของเขาเหลืออยู่เพียง 25%
แต่เขาก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่
เพราะเขากระจายหุ้นออกไปหลายบุคคล


เมื่อทุกอย่างพร้อม ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งเมืองคูขาดจึงเริ่มต้นขึ้น...
แต่กว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จนเปิดบริการได้
มันก็คงเลย กำหนดเวลา 1 ปี ของเขาแล้วล่ะ
เพราะเขาเหลือเวลาอีกแค่ 5 เดือนกว่าๆ เอง

ขณะที่ปล่อยให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้าดำเนินการไปนั้น
ชายหนุ่มก็ออกพบปะแวะเวียนเพื่อเยี่ยมเยียนบุคคลต่างๆ ที่เขารู้จัก ทั้งใหม่และเก่า...
เพื่อเสาะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ นั่นเอง

การที่เขาเห็นโอกาสต่างๆ จนสร้างตัวมาถึงจุดนี้ได้
ก็เพราะเขาเปิดตัวเองออกสู่โลกใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ
สถานที่ใหม่ๆ บวกกับสายตาอันชาญฉลาดของเขา
ทำให้มองเห็นโอกาสดีๆ อยู่เสมอๆ

ทุกวันนี้ ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงคำพูดที่ว่า

"เงินทองมีอยู่มากมายบนท้องถนน
อยู่ที่ใครจะมองเห็นมัน และไขว่ขว้าเอามา"

ทุกวันและทุกย่างก้าว
เขาเห็นโอกาสที่จะทำเงินมากมายจริงๆ
แต่มันไม่ใช่หนทางที่เขาจะสร้างตัวได้โดยเร็ววัน


มันก็แปลกดีเหลือเกิน...
คนที่ดินรนเพื่อหาโอกาส กลับมองไม่เห็นโอกาส
คนที่เห็นโอกาส กลับก้าวล่วงเกินกว่าที่จะมาจับโอกาสเหล่านั้น...
และที่สำคัญ... ไม่สามารถหยิบยื่นโอกาสที่เห็น ให้กับใครได้
ถึงแม้จะชี้แนะอย่างไร เขาก็ไม่เข้าใจหรือมองไม่ออกสักที
และก็เพราะเหตุนี่อีกล่ะสิ ที่ทำให้โอกาสยังคงมีอยู่เรื่อยไป
ทุกยุคทุกสมัย รอให้ใครบางคนมองเห็นมันเข้า


"เธอเข้าใจแล้วสิว่า...
ทำไมวันแรกที่เธอมาหาฉัน
ฉันจึงไม่บอกโอกาสดีๆ อะไรกับเธอเลย"
เศรษฐีกล่าวขึ้น หลังจากพูดคุยกันเรื่องโอกาสกับชายหนุ่ม

"ใครไม่เห็นมันด้วยตัวเอง ย่อมไม่สามารถปั้นมันขึ้นมา จากคำบอกเล่าของคนอื่นได้"
ชายหนุ่มตอบ



บทที่ 8 ...ศักยภาพที่ซ่อนเร้น...

"ฉันมีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้เธอฟัง" เศรษฐีเอ่ยขึ้นกับชายหนุ่ม ชายหนุ่มขยับตัวเพื่อที่จะตั้งใจฟัง เพราะเขารู้ดีว่า อยู่ดีๆ ท่านเศรษฐีคงไม่เล่านิทานให้เขาฟังเฉยๆ เป็นแน่แท้ มันจะต้องมีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ท่านอยากจะให้คำแนะนำ หรือให้อุทาหรกับเขา และก็ไม่แน่เหมือนกัน เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับเขาโดยตรงเลยก็เป็นได้

เมื่อเห็นชายหนุ่มพร้อมที่จะฟังแล้ว เศรษฐีจึงเริ่มเรื่อง
"ที่หมู่บ้านคนเลี้ยงช้าง เขาจะพากันเข้าป่าเพื่อไปจับเอาช้างมาเลี้ยงเพื่อใช้งาน แต่การจะฝึกช้างป่าเพื่อให้เชื่องและใช้งานได้ จึงต้องเอาลูกช้างป่ามาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ และค่อยๆ ฝึก" เศรษฐีชำเรืองมองดูชายหนุ่มที่คงกำลังงงๆ อยู่ว่าทำไมเล่าเรื่องช้าง และก็เล่าต่อว่า

"สิ่งแรกที่คนเลี้ยงช้างทำเมื่อได้ลูกช้างป่ามาก็คือ ทำให้มันเจ็บและกลัวเกรงมนุษย์ เพื่อเป็นการบอกมันว่า มนุษย์ สามารถทำให้มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส หรือแม้แต่ทำอันตรายถึงชีวิตของมันได้ ถ้ามันไม่อยากเจ็บปวดหรืออยากมีชีวิตรอด มันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและเชื่อฟังมนุษย์"

"นั่นคือการปลูกฝังจิตใต้สำนึกของช้างให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น... ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ แต่มันส่งผลเช่นเดียวกันกับที่มนุษย์ทำ สิ่งนั้นก็คือ เมื่อเสร็จจากการนำลูกช้างป่าไปฝึกกลับมาถึงบ้าน คนเลี้ยงช้างก็จะนำโซ่มาผูกไว้ที่ขาหลังข้างหนึ่งของมัน และผูกปลายอีกข้างของโซ่ไว้กับต้นเสา เป็นเช่นนี้อยู่ทุกๆ วัน และก็เช่นกัน เมื่อคนเลี้ยงช้างไปแล้ว เจ้าช้างน้อยก็คิดว่าตนเองเป็นอิสระ จะเดินไปไหนก็ได้ แต่ทันทีที่มันเดินไกลจากต้นเสาจนโซ่ตรึง... โซ่ก็จะรั้งขาด้านหลังของมันไว้ มันเองก็พยายามดึงเพื่อให้หลุด แต่ทั้งโซ่และต้นเสา เกินกำลังของช้างตัวน้อยๆ ที่จะเอาชนะได้
สิ่งหนึ่งที่มันเรียนรู้ก็คือ ยิ่งดึงแรงเท่าไร มันก็จะยิ่งเจ็บขามากเท่านั้น"

"วันแล้ววันเล่า มันก็ยังคงดึงเพื่อให้หลุดอยู่ทุกครั้งที่โดนล่ามโซ่เส้นนี้กับต้นเสาต้นนี้ จนในที่สุด การดึงของมันจึงดึงเพียงแค่โซ่ตึง แล้วมันก็ผ่อนแรง เพราะมันรู้ว่าถ้าดึงแรงไปกว่านั้น มันจะเจ็บขาอย่างแน่นอน ความต้องการหลุดออกไปจากพันธนาการนั้นก็มี แต่การดึงเพื่อเอาชนะก็เจ็บ วันเวลาผ่านไป มันก็ยอมจำนนแต่โดยดีว่า เมื่อถูกล่ามโซ่กับต้นเสา มันจะไม่สามารถไปไหนได้ และเมื่อมันเติบใหญ่ขึ้นมา มีพละกำลังมหาศาล ชักลากขอนไม้ใหญ่โตมโหฬาลขนาดไหนก็ได้ ใช้แรงกำลังตามที่มนุษย์จะบงการได้ทุกอย่าง"

"แต่เมื่อตกเย็น คนเลี้ยงช้างนำมันมาผูกโซ่ไว้กับต้นเสาที่เดิมที่มันถูกล่ามไว้ตั้งแต่ยังเล็ก
มันกลับไม่สามารถเอาชนะเพียงแค่โซ่และต้นเสาต้นเล็กๆ เมื่อเทียบกับตัวของมันที่ใหญ่โต ณ เวลานี้ได้ มันก็เพียงแค่เดินไปด้านหน้าพอให้โซ่ดึงขามันจนตึง แล้วมันก็ผ่อนแรงและเดินกลับเป็นอยู่เช่นนี้ไปจนวันที่มันตาย"

เศรษฐีนิ่งเงียบไปแต่ยังคงจ้องมองที่หน้าของชายหนุ่ม

"การจะประสบความสำเร็จในเส้นทางธุรกิจก็เช่นเดียวกัน... มันจะมีกับดักฝังเข้าไปทางจิตใต้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว จนทำให้ความพยายามที่จะประสบความสำเร็จไม่เป็นผล เพราะขาดกำลังและความทุ่มเทที่มากพอ โซ่กับต้นเสาในนิทาน มันก็คือความล้มเหลวแต่ละครั้ง รวมทั้งเสียงของคนรอบข้างตัวเรา ที่มักจะคอยบอกเราเสมอๆ ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นทำอะไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่า มันทำไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ เมื่อฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเรามากเข้าๆ ความลังเลในความสำเร็จจะเกิดขึ้นทันที ยิ่งนำมารวมเข้ากับจำนวนครั้งที่ล้มเหลว พลังแห่งศักยภาพในตนเองที่แท้จริง จะไม่ถูกขับเคลื่อนออกมา"

"แต่ความสำเร็จกลับต้องการพลังที่ซ่อนเร้นนั้น ความสำเร็จต้องการความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ความสำเร็จต้องการความทุ่มเทจากศักยภาพทั้งหมดที่มี"

"คนทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ แต่ไม่ทุกคนที่สามารถนำศักภาพที่ซ่อนเร้นนั้นออกมาใช้ได้ จึงทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน"

"นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ที่จะส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ... แล้วฉันจะค่อยๆ เล่านิทานให้เธอฟังบ่อยๆ..." กล่าวจบ เศรษฐีก็ขอตัวเข้านอน ทิ้งให้ชายหนุ่มนึกทบทวนถึงเรื่องที่เศรษฐีเล่าให้ฟัง พร้อมกับพิจารณาตัวเองว่ามีอะไรที่บ่งบอกว่าเขาเป็นแบบช้างหรือไม่





"สวัสดีค่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้านที่ติดป้ายประกาศให้เช่า ใช่ไหมคะ"
เสียงสุภาพสตรีคนหนึ่งดังขึ้นมาตามสายโทรศัพท์ ถามถึงบ้านที่ชายหนุ่มซื้อไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

"ใช่ครับ... คุณต้องการจะเช่าบ้านเหรอครับ"
ชายหนุ่มตอบกลับไป

"เปล่าค่ะ... ดิฉันต้องการขอซื้อต่อคุณค่ะ"
สุภาพสตรีปลายสายตอบกลับมา

"ถ้าอย่างนั้น รอผมสักครู่นะครับ ผมจะเปิดบ้านให้คุณดู ประมาณ 15 นาทีผมจะไปถึงที่บ้านหลังนั้นครับ"
ชายหนุ่มกำลังว่างอยู่พอดี และอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นด้วย

"ได้ค่ะ"


หลังจากพาสุภาพสตรีท่านนั้นดูบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ตกลงราคาขายได้ที่ 5 แสนบาท ซึ่งก็เป็นราคาซื้อ-ขายกันในตลาด ณ เวลานั้น


"ซื้อบ้านหลังนี้ไม่ถึง 5 วัน ทำเงินได้ตั้ง 2 แสน"
ชายหนุ่มคิดในใจ

"ถ้าอย่างนั้น ROI ก็คือ (200,000/12,000)*100 ได้เท่ากับ 1,666.66% ในเวลาไม่ถึง 5 วันนั่นเอง"


ชายหนุ่มเริ่มทบทวนที่ไปที่มาของโอกาสในครั้งนี้ เขาได้บ้านหลังนี้มาโดยบังเอิญ เพราะเจ้าของเก่ามาบอกขายให้เขา แล้วทำไมเขาจึงได้ราคาถูกกว่าราคาตลาดมากมายนักล่ะ
ก็เพราะว่าเจ้าของเก่าขี้เกียจรอเวลา ต้องการเงินสดในทันที หรือไม่ก็กำลังร้อนเงินอย่างหนัก


ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดก็ตาม... มันน่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกอย่างแน่นอน
แต่มันคงไม่ลอยมาหาเราเองง่ายๆ แบบนี้บ่อยนัก เราจะต้องเป็นฝ่ายไปหาโอกาสเองดีกว่า

ว่าแล้วชายหนุ่มก็ออกตะเวนไปตามที่ต่างๆ เพื่อดูป้ายประกาศขายบ้าน และดูบ้านด้วยตัวเอง เพื่อดูสภาพบ้านว่าทรุดโทรมมากน้อยแค่ไหน

ตอนนี้เขามีวงเงินอยู่ 2 แสน เพื่อใช้เป็นเงินวางดาวน์ ซึ่งก็น่าจะกู้ธนาคารได้ที่วงเงิน 5 ล้านบาท เขาเพ่งความสนใจไปที่บ้านมือสอง แทนที่จะเป็นบ้านสร้างใหม่ เพราะบ้านสร้างใหม่นั้น ราคาขาย ย่อมเป็นราคาตลาดอยู่แล้ว และบ้านมือสองที่เขามองหาก็คือ บ้านที่ดูโทรมๆ ซอมซ่อ แต่หากจับมาปรับปรุ่งแต่งเติมแล้วกลายเป็นบ้านใหม่ที่สวยงามได้ราคา
เรื่องแบบนี้ ต้องอาศัยการมองเป็นด้วย

เมื่อเจอบ้านเป้าหมายที่เขาต้องการแล้ว เขาจะทำการต่อรองราคาไปที่ 50% ของราคาตลาด นั่นก็แสดงว่า เขาได้สืบราคาตลาดของแต่ละทำเลเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แล้วก็รอการต่อรองราคา และเขาก็จะจบเต็มที่ไม่เกิน 70% ของราคาตลาด...

"ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" ชายหนุ่มคิด


สองเดือนผ่านไป... ชายหนุ่มได้บ้านมาแค่ 5 หลังที่เข้าเงื่อนไขที่เขาตั้งใจไว้ หลังจากปรับปรุ่งให้สวยงามแล้ว เขาขายไปได้แล้ว 3 หลัง อีกสองหลังให้คนเช่าอยู่

"ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะคนเช่าบ้านเป็นคนจ่ายค่าผ่อนงวดธนาคารให้"
ชายหนุ่มคิดเกี่ยวกับบ้านอีก 2 หลังที่ขายยังไม่ได้

ภายใน 2 เดือน ชายหนุ่มมีเงินสดในมือ 2 ล้านบาท จากเงินสด 12,000 บาทในตอนเริ่มต้น บ้าน 5 หลังที่เขาได้มานั้น เป็นผลมาจากการที่เขาไปดูบ้านเป็น 100 หลังทีเดียว... มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ในการที่จะทำเงินด้วยวิธีนี้ อาศัยความขยันและสายตาที่แหลมคม บวกกับความใจเย็นไม่อยากได้เป็นที่ตั้ง...




" 5.5 ล้านบาท ไม่แพงเลยครับสำหรับคอนโดสวยหรูใจกลางเมืองแบบนี้"... นายหน้าขายคอนโดพูดกระตุ้นให้ชายหนุ่มอยากซื้อ หลังจากที่เขาเห็นประกาศขายคอนโดห้องนี้ ถึงแม้จะไม่ใช่คอนโดใหม่ แต่สภาพห้องและเฟอร์นิเจอร์ อยู่ในระดับของใหม่เลยทีเดียว แสดงว่าเจ้าของอยู่เอง และดูแลรักษาเป็นอย่างดี

เขาประมาณราคาตลาดแล้ว น่าจะอยู่ที่ 5.5 - 6 ล้านบาท นายหน้าเสนอราคามาที่ 5.5 ล้านบาท

"4 ล้าน" ชายหนุ่มเสนอราคากลับไป

"คุณลองไปคุยกับเจ้าของคอนโดดูก็แล้วกันครับ แล้วยังไง ติดต่อกลับมาหาผมอีกทีก็แล้วกัน" ชายหนุ่มแสดงทีท่าว่าอยากได้ แต่ไม่ง้อราคา


แน่นอน.... ชายหนุ่มเข้าใจดีว่า นายหน้าย่อมต้องอยากได้ราคาสูงๆ เพราะค่านายหน้าที่เขาจะได้ย่อมมากขึ้นไปด้วย อย่างกรณีนี้ ค่านายหน้าอยู่ที่ 3-5 % อย่างแน่นอน

นายหน้าเสนอราคามาที่ 5.5 ล้าน เพราะเขาก็ต้องชั่งใจแล้วล่ะว่า เป็นราคาที่น่าจะเรียกได้ และคนซื้อก็น่าจะพอใจซื้อในราคานี้ด้วย เพราะก็รู้ราคาตลาดเป็นอย่างดีเช่นกัน และงานนี้ นายหน้าจะได้ค่านายหน้า อย่างน้อยที่สุด 3% ก็เป็นเงิน 1.65 แสนบาท ไม่น้อยเลยทีเดียว


"5 ล้านบาทครับ เจ้าของเขายืนกรานว่าขอขายในราคานี้"
เสียงนายหน้าโทรมารายงานชายหนุ่มในวันรุ่งขึ้น

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน..." ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

"ผมจะให้คุณ 10% ทุกๆ บาทที่คุณสามารถลดลงได้จาก 5 ล้าน"
ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอกลับไป


นายหน้าไม่ใช่เจ้าของคอนโด ที่เขามาทำงานนี้ก็เพราะค่านายหน้าที่เขาจะได้รับ... และถ้านายหน้าลองกลับไปคำนวณดูข้อเสนอของเขา การลดราคาให้ได้มากที่สุด ย่อมทำให้เขาได้เงินมากกว่าการเสนอราคาให้ได้สูงที่สุด...

นายหน้าจึงกลับไปหาเจ้าของคอนโดน และยกแม่น้ำทั้ง 500 สาย สารพัดเรื่อง มาประกอบ เพื่อจูงใจให้เจ้าของคอนโดลดราคาลงมาอีก สุดท้าย ราคาก็มาจบกันที่ 4 ล้านบาท นายหน้าได้ 3% จากเจ้าของเป็นเงิน 1.2 แสนบาท และได้จากชายหนุ่ม 10% ของเงินที่ลดลงมาคือ 1 ล้านบาท เป็นเงิน 1 แสนบาท รวมแล้วเขาได้เงินจากการขายครั้งนี้ 2.2 แสนบาท ซึ่งถ้าเขาขายที่ 5 ล้าน จะได้เงินค่านายหน้าเพียง 1.5 แสนบาท


ชายหนุ่มเองก็พอใจไม่น้อย เพราะเขาเสียเงิน 1 แสนบาท เพื่อประหยัดไป 9 แสนบาท คุ้มจะตายไป และเขามั่นใจว่าขายได้ไม่ต่ำกว่า 5.5 ล้านบาทอย่างแน่นอน

8 เดือนผ่านไป.... ฐานะของหนุ่มน้อยชาวนา ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของมหาเศรษฐีไม่เท้าทองคำเลย... เขามีเวลาเหลืออยู่เพียง 4 เดือนเท่านั้น...

ธุรกิจที่เขามีอยู่ตอนนี้ก็คือ

1.ธุรกิจน้ำผักและผลไม้ ซึ่งพัฒนามาจาก การขายน้ำอ้อยสด เขามีทั้ง โรงงานผลิตเอง และบริษัทจัดจำหน่ายเอง การขนส่งไปยังเมืองต่างๆ ก็จากบริษัทขนส่งสินค้าของเขา
กำไรจากผลประกอบการทั้งหมด หลังจากหักเป็นเงินสำรองตามการเติบโตแล้ว ก็นำไปพัฒนาธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปอีก


2.ธุรกิจรองเท้า เกิดจากความบังเอิญที่ได้ยินเรื่องเมืองคูขาดที่ไม่ชอบใส่รองเท้ากัน... ตอนนี้เขามีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่จ้างโรงงานอื่นผลิตอีกที โดยที่บริษัทเขาเป็นผู้ออกแบบ รองเท้าของเขาเริ่มติดตลาดเป็นที่รู้จักไปทุกเมือง คาดว่า ไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ไป จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง

3.ห้างสรรพสินค้า พัฒนามาจาก ร้านรองเท้า บวกกับ วิกฤตจากไฟไหม้และคู่แข่ง ขณะนี้อยู่ในการก่อสร้างตัวอาคาร ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ คงต้องใช้เวลาอีกเกือบปีจึงจะเสร็จ
ธุรกิจตัวนี้ เขาถือหุ้นอยู่ 25% แต่ก็เป็นหุ้นใหญ่ สาเหตุเพราะปัญหาทางด้านการเงินที่เติบโตไม่ทันธุรกิจ

4.บริษัทจัดจำหน่ายสินค้า พัฒนามาจากการขยายร้านรองเท้าให้เป็นร้านสรรพสินค้า และเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ จึงเปิดบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า รับสินค้าจากผู้ผลิต นอกจากขายเองที่ร้านแล้ว ยังส่งขายให้กับร้านอื่นๆ ทั่วไป ทุกๆ เมือง

5.บริษัทจัดส่งสินค้า พัฒนามาจาก การรับและส่งสินค้าทางการเกษตร ไปยังเมืองต่างๆ เนื่องจากต้องการลดต้นทุนทางการขนส่ง จึงให้คนอื่นจ่ายค่าขนส่งให้ โดยการรับจ้างขนส่งสินค้า แถมยังมีกำไรอีกต่างหาก ธุรกิจเริ่มเป็นที่รู้จัก

6.บริษัทการเกษตรครบวงจร พัฒนามาจาก การต้องการให้ชาวเมืองได้ลองใส่รองเท้ากัน โดยให้สินค้าการเกษตรเป็นตัวจ่ายค่ารองเท้าให้ชาวเมือง แต่ได้ผลเกินคาด ทำให้เกิดเป็นธุรกิจขึ้นมา ตอนนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

7.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมาจากการที่มีคนมาบอกขายบ้านให้ แต่ธุรกิจตัวนี้ เขายังไม่สามารถพัฒนาให้มันเดินเองได้ เพราะเขาเองต้องเป็นผู้ออกตระเวนหาบ้านเป้าหมาย ยังหาระบบให้คนอื่นทำแทนไม่ได้

"ผมมีเวลาเหลืออีกแค่ 4 เดือนเองครับ... ผมยังมองไม่เห็นหนทางเลย..."
ชายหนุ่มปรับทุกข์กับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ

"ธุรกิจต่างๆ ก็อยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ถึงแม้จะทำเงินได้มากอยู่... แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้เป้าหมายเลยครับ"
ชายหนุ่มทอดสายตาอย่างเหนื่อยหน่าย

"เธอคิดจะยอมแพ้แล้วเหรอ..." เศรษฐีถามขึ้น

"เปล่าครับ... ผมจะไม่ยอมแพ้ จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย"
ชายหนุ่มตอบ

"งั้นก็ดีแล้ว.... ฉันมีอะไรบางอย่างอยากจะบอกเธอ..."
เศรษฐีเอ่ยขึ้น

"มีอยู่หนทางหนึ่งที่จะทำให้เธอเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน"
เศรษฐีกล่าวต่อ ชายหนุ่มถึงกับโยกตัวเข้ามาใกล้ๆ เพื่อไม่ให้พลาดคำพูดทุกคำของเศรษฐี...


"เธอเคยผ่านวิกฤตมาแล้ว... และเธอก็ได้รับโอกาสที่เกิดขึ้นจากวิกฤต นั้น..."
เศรษฐีหยุดมองหน้าชายหนุ่ม

"นอกจากเธอเองที่เจอวิกฤต... ก็ยังมีคนอีกมากมายที่กำลังเจอวิกฤตเช่นกัน...
ธุรกิจดีๆ หลายๆ ตัว ต้องปิดกิจการลง เพราะผู้บริหารไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนั้นได้..."

"มันน่าเสียดายธุรกิจดีๆ เหล่านั้นเหลือเกิน... หากเธอเข้าไปเจอธุรกิจเหล่านั้นได้ถูกจังหวะ
โอกาสก็จะเป็นของเธอ...."

หลังจากครุ่นคิดเกี่ยวกับคำพูดของท่านเศรษฐีมาทั้งคืน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง... แต่สิ่งแรกที่เขาจะต้องทำคือ ผ่องถ่ายธุรกิจด้านอสังหาฯ ไปให้ที่ปรึกษารับลูกไปเล่นต่อ

ดังนั้น การประชุมของที่ปรึกษาในวันนี้จึงเกิดขึ้น หลังจากชายหนุ่มเล่าประสบการณ์ในเรื่องที่เขาได้ลองทำเงินจาก อสังหาฯ.... ให้กับกลุ่มที่ปรึกษาฟัง และตอนนี้ เขาก็รอฟังความคิดเห็นของทีมที่ปรึษาแต่ละคน... ว่ามีแนวทางสร้างระบบอะไรขึ้นมาจับธุรกิจนี้


ไม่น่าเชื่อว่า... จากที่เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้ เขาต้องทำเองเท่านั้น แต่ตอนนี้ ข้อสรุปของที่ประชุม กลับสร้างความพึงพอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก... เพราะเขาสามารถวางมือได้โดยที่ธุรกิจนี้ ก็ยังดำเนินต่อไปได้

สิ่งสำคัญตัวแรกของความสำเร็จในธุรกิจนี้คือ อสังหาฯ ที่เราต้องเห็น และจากประสบการณ์ของชายหนุ่มนั้น 100 หลัง ได้ 5 หลัง ที่ประชุมจึงสรุปออกมาว่า จะต้องเป็นสื่อกลาง การซื้อ-ขาย อสังหาฯ เพื่อสร้างโอกาสให้กับตนเอง ในการได้เห็นสินค้าให้ได้มากที่สุด

วารสาร-เว็บไซด์-คอลเซ็นเตอร์ จึงเกิดขึ้น

พร้อมทั้งเกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่างๆ เช่น
-รับบริหาร อสังหาฯ ให้เช่าทุกชนิด โดยหัก 20% จากค่าเช่า
-บริการให้ข้อมูล อสังหาฯ ให้เช่าทุกชนิด ด้วยสื่อ ทั้ง 3
-บริการฝากซื้อ-ฝากขาย อสังหาฯ ทุกชนิด
-ฯ


ชายหนุ่มมอบทุนทั้งหมดที่เขาทำได้จากอสังหาฯ ที่ผ่านมา เป็นเงินลงทุนกับโปรเจ็กนี้... จากนั้น เขาก็มุ่งสู่เรื่องที่อยากจะทำ หลังจากคิดทบทวนคำพูดของเศรษฐีเมื่อคืน...



บทที่ 9 ...เป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน...

ชายหนุ่มนำตัวเองเข้าสู่สังคมของผู้ประกอบการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น หอการค้า สมาคม ชมรม ฯ
จุดประสงค์ของเขาก็คือ เพื่อได้พบกับผู้ประกอบการที่กำลังเจอวิกฤติ

แน่นอน... เขามีเวลาเหลือแค่ 4 เดือน เพื่อโอกาสสุดท้ายในการจะรวยที่สุด...
ถึงแม้เขาจะยังมองไม่เห็นหนทางเลย
แต่เขาก็ไม่ย่อท้อสักนิด ไม่เคยคิดที่จะถอดใจ
ยังคง มุ่งมั่น แน่วแน่ หาโอกาสต่อไป...


วันเวลาก็ยิ่งผ่านไป...
แต่เขาก็ยังไม่เห็นโอกาสเหมาะๆ
ถึงแม้จะมีผู้ประกอบการที่เจอวิกฤต หลายๆ กิจการก็ตาม
เขาได้ให้คำแนะนำ ตามวิสัยทรรศน์ ที่เขามองเห็น
เพื่อแก้ปัญหาให้กับ ผู้ประกอบการเหล่านั้น
สิ่งที่เขาให้ไป... ก็ส่งผลให้เขามีผู้คนนับหน้าถือตามากขึ้นเรื่อยๆ


จากการที่เขาได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจหลายๆ คน
เขามองเห็นทัศนคติของคนประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลว
อย่างหนึ่งเลยก็คือ ทัศนคติต่อปัญหาที่พบเจอหรือปัญหาต่างๆ ที่จะเจอในการทำงาน

"เคยมีคนถามผมว่า... ผมไม่เจอปัญหาอุปสรรค์ในการทำงานบ้างเลยหรือ
เพราะดูเหมือนว่าผมทำธุรกิจตัวไหน มันก็ช่าง่ายดายซะเหลือเกิน"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเศรษฐี และพูดต่อว่า

"ผมนิ่งคิดอยู่ตั้งนาน ก็ไม่เห็นว่าตัวเองจะเจอปัญหาเรื่องไหนหนักหนาสาหัสซักตัว
แต่พอได้พูดคุยกับนักธุรกิจที่ล้มเหลว ปัญหาต่างๆ ที่เขายกมาพูดคุย มันเป็นปัญหาที่ผมก็เจอมาเหมือนๆ กัน
สำหรับพวกเขา มันเป็นปัญหาที่ใหญ่และเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ
แต่สำหรับผม เรื่องเหล่านั้น ไม่เคยเข้ามาอยู่ในสมองของผมเลย
เพราะผมมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ยังไงก็ต้องเจอ เจอแล้วก็แก้ไข แก้ไขเสร็จก็ไปเจออันใหม่อีก แล้วก็แก้ไขต่อไป
มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว"

เศรษฐียังคงนั่งฟังเงียบๆไม่แสดงความคิดเห็นอะไร ชายหนุ่มยังคงพูดต่อไปอีก

"เช่นเดียวกับนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่ได้มองเห็นเรื่องเหล่านั้นเป็นปัญหาเลย"

"ถูกต้อง ความคิดจึงมีผลโดยตรงต่อคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ
คิดเช่นไรก็จะเป็นเช่นนั้น" เศรษฐีสนับสนุนความคิดของชายหนุ่ม และพูดต่อว่า
"และหากอยากประสบความสำเร็จ ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มประสบความสำเร็จ เพราะเขาจะพูดถึงแต่เรื่องที่จะทำให้สำเร็จ
และหากอยากประสบความล้มเหลว ก็เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนล้มเหลว เพราะเขาจะพูดถึงแต่หนทางที่ทำให้ล้มเหลว
คนเรา มักจะมีความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และความสำเร็จ ไม่ต่างไปจากกลุ่มเพื่อนฝูงที่เราคบเท่าไรหรอก"


###################################

"นีคือคุณเอก เจ้าของไอศกรีมชื่อดังครับ"
เพื่อนนักธุรกิจคนหนึ่ง แนะนำให้ชายหนุ่มได้รู้จักเพื่อนใหม่

"คุณเอก เขากำลังเผชิญกับวิกฤตธุรกิจอย่างหนัก
ผมคิดว่า คุณอาจจะให้คำชี้แนะกับเขาได้
เพราะผมเองก็แก้ปัญหาได้จาก คำแนะนำของคุณ"
เพื่อนผู้แนะนำเพื่อนใหม่พูด


"สวัสดีครับ และยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเอก..." ชายหนุ่มทักทาย

"สวัสดีครับท่าน ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านจากเพื่อนหลายๆ คน
วันนี้ยินดีมากๆ เลย ที่ได้มีโอกาสพบเจอด้วยตนเอง"
คุณเอก เอ่ยขึ้น


"คุณเอกชมเกินไปแล้วล่ะครับ....
ผมไม่ได้มีความสามารถอะไรขนาดนั้นเลย
เพื่อนๆ เขาให้เกียรติพูดถึงผม ผมก็ดีใจมากครับ
แต่ผม ไม่ได้เก่งอย่างที่เขาพูดกัน จริงๆ นะครับ"
ชายหนุ่มตอบกลับ


การสนทนาดำเนินต่อไป จนเข้าสู่เรื่อง วิกฤตทางธุรกิจไอศกรีม ของคุณเอก

"ธุรกิจของผม มีหุ้นส่วนทั้งหมด 3 คน
สัดส่วนการถือหุ้น 40:30:30 ผมถือ 40 ครับ"
เอกเริ่มเล่าเรื่องธุรกิจไอศกรีมของเขาให้ชายหนุ่มฟัง

"ปัญหาที่เกิดตอนนี้คือ หุ้นส่วนทะเลาะกัน
และทั้ง 2 คน ยืนยันคำเดียวว่า จะถอนหุ้น
และแบ่งทรัพย์สินกัน"
เอกยังคงเล่าต่อ

"สาเหตุที่ทะเลาะกันก็เพราะ พี่ไก่ เขาลงมาล้วงลูกการบริหารงานของผม
ผมเป็นกรรมการผู้จัดการ ความคิดของผมคือ
หุ้นส่วนมีหน้าที่คุมนโยบาย ส่วนผมบริหารบริษัทให้เป็นไปตามนโยบาย
หากผมไม่สามารถทำให้เป็นไปตามนโยบายไม่ได้
ค่อยมาลงลึกถึงจะถูก แต่พี่ไก่กลับเข้าไปตามแผนกต่างๆ
และสั่งการโน่น-นี่ ตามอำเภอใจ ทำให้ผมบริหารงานยาก
พี่ไก่ให้เหตุผลว่า เป็นเจ้าของบริษัทเหมือนกัน ย่อมมีสิทธิสั่งงาน
ผมพยายามอธิบายเท่าไรก็ไม่ฟัง คงกลัวพนักงานไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของ
เลยอยากแสดงบารมีบ้าง"
เอกหยุดเว้นช่วงการพูด หลังจากร่ายยาวมาแล้ว
ส่วนชายหนุ่มก็นั่งฟังอย่างตั้งใจและวิเคราะห์ตาม

"เมื่อพี่ไก่ไม่พอใจผม ก็เลยไปใส่ไคร้ผมให้พี่หญิง หุ้นส่วนอีกคน
เขาคงจะเผาผมหลายเรื่องมาก จนพี่หญิงคล้อยไปตามเขา
และก็มาถึงจุดแตกหัก คือ ปิดกิจการเพื่อแบ่งทรัพย์สิน
หรือไม่ ผมก็ต้องซื้อหุ้นของพวกเขาทั้งหมด
ผมไม่มีเงินซื้อหุ้นของพวกเขาได้หรอกครับ
ไอ้หุ้นที่ลงไปนั้น ผมก็ยังเป็นหนี้อยู่เลย"
เอกพูดพร้อมกับทำสีหน้ากังวลใจ

"คุณเอก อยากให้ผมช่วยเรื่องอะไรครับ"
ชายหนุ่มถามขึ้น


"ผมไม่อยากปิดบริษัทครับ เพราะธุรกิจกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี
ร้านไอศกรีม กำลังขยายสาขาไปยังห้างต่างๆ"
พูดจบ เอกก็นำเอกสารต่างๆ ให้ชายหนุ่มดู


การพูดคุยซักถามเป็นไปอยู่สักพัก
ชายหนุ่มเองก็มองเห็นโอกาสการขยายตัวของธุรกิจไอศกรีมของเอก...
ว่าจะดำเนินไปได้สวยแน่ๆ


"ท่านสนใจร่วมลงทุนกับธุรกิจของผมไหมล่ะครับ"
เอกถามขึ้น ชายหนุ่มได้ฟังคำถาม ก็นิ่งคิดสักพักก่อนจะตอบออกไปว่า...

"ผมคงต้องหารือกับที่ปรึกษาก่อนนะครับ แล้วผมจะให้คำตอบอีกที"



สามวันผ่านไป.... หลังจากการประชุมหารือของที่ปรึกษา
ก็ได้ข้อสรุปว่า ธุรกิจมีอนาคต สู้กับตลาดได้สบายๆ
และยังสามารถขยายสาขาออกไปสู่ต่างประเทศได้ด้วย
เพราะความโดดเด่นของรสชาติ และอีกหลายๆ เรื่อง
เหมาะที่จะร่วมลงทุนด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องเงินลงทุน ที่ปรึกษาสรุปกันว่า
ต้องเขียนแผนธุรกิจใหม่ พร้อมกับเสริมเรื่องการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์
รวมทั้งการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ
น่าจะทำให้ธนาคารสนใจที่จะปล่อยเงินกู้ในโครงการนี้

ด้วยความสามารถของที่ปรึกษา
ทำให้การปล่อยกู้ของธนาคารรวดเร็วกว่าขั้นตอนการปล่อยกู้แบบปกติมาก...
ทำให้ชายหนุ่มได้ร่วมลงทุนกับธุรกิจไอศกรีมของเอก
ถึงแม้ชายหนุ่มจะถือหุ้นใหญ่ แต่ชายหนุ่มก็ให้เอกบริหารเหมือนเดิม
เนื่องจากเอกมีประสบการณ์และชำนาญการเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ชายหนุ่มเพียงแต่ส่งที่ปรึกษาเข้าไปดูแลเรื่องนโยบายบริษัทเท่านั้น


นอกจากธุรกิจไอศกรีมของเอกแล้ว
การเอาตัวเองเข้าไปใน ชมรมและสมาคมต่างๆ ของนักธุรกิจ
ทำให้ชายหนุ่มได้โอกาสดีๆ มาถึง 7 ธุรกิจ
ทุกธุรกิจ ชายหนุ่มเน้นในเรื่องที่จะเข้าเงื่อนไขในการที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก...
นั่นคือ หากร่วมลงทุนแล้ว ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้
รวมทั้งเป็นตลาดที่มีอนาคต...


"นอกจากเธอเองที่เจอวิกฤต...
ก็ยังมีคนอีกมากมายที่กำลังเจอวิกฤตเช่นกัน...
ธุรกิจดีๆ หลายๆ ตัว ต้องปิดกิจการลง
เพราะผู้บริหารไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนั้นได้..."

"มันน่าเสียดายธุรกิจดีๆ เหล่านั้นเหลือเกิน...
หากเธอเข้าไปเจอธุรกิจเหล่านั้นได้ถูกจังหวะ
โอกาสก็จะเป็นของเธอ...."
ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของเศรษฐีไม้เท้าทองคำ


ชายหนุ่มนึกถึงช่วงแรกๆ ที่เขาบากบั่นทำธุรกิจ
มันช่างยากเสียเหลือเกิน แม้แต่เรื่องจะหาเงินมาลงทุน
แต่ทุกวันนี้ เขามีความสามารถเรื่องการบริหารเงินลงทุน
ทำให้เขาเจอโอกาสดีๆ ที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นตั้งแต่ต้น
เขาเพียงแต่มองหาธุรกิจที่จะไปต่อยอดให้เจอ
และเขาเองก็ไม่ได้เอาเปรียบธุรกิจเหล่านั้นด้วย
หากแต่เข้าไปช่วยให้ธุรกิจเหล่านั้นผ่านพ้นวิกฤตไปได้
และต่อยอดอนาคตของธุรกิจให้เติบโตอีกต่างหาก
โดยเจาะจงไปที่ธุรกิจที่มีองค์ประกอบครบตามเงื่อนไขที่จะพลักดันเข้าตลาดหลักทรัพย์
เพราะเพียงข้ามคืน ก็เป็นเศรษฐีอย่างท่านเศษฐีไม้เท้าทองคำบอกไว้จริงๆ

"อืมมมม.... นี่สินะ ที่ใครๆ เขาเรียกว่า นักลงทุน"
ชายหนุ่มคิดในใจ และเข้าใจที่มาที่ไปของการร่ำรวยของท่านเศรษฐีไม้เท้าทองคำ...
นอกจากลงทุนสร้างธุรกิจของตนเองแล้ว
ก็เข้าไปลงทุนต่อยอดในธุรกิจของคนอื่นด้วย
ทำให้ท่านเศรษฐี มีธุรกิจมากมายที่ทำเงินให้
พอได้เงินมาก ก็ทำให้ลงทุนในธุรกิจอื่นต่อไปได้อีกมาก
เงินมันก็ไปต่อเงินมาให้เรื่อยๆ โดยที่เราเป็นผู้นั่งควบคุมการทำงานของเงิน

"ไม่น่าเชื่อว่าเราจะสามารถมีเงินเป็นลูกน้อง ทำงานหาเงินให้เรา"

ขณะที่เฝ้ารอธุรกิจใหม่ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่จะเข้าได้เพียงชั่วข้ามคืน
ขบวนการตรวจสอบต่างๆ ต้องใช้เวลา
ซึ่งมันก็กินเวลาที่เหลืออยู่ของหนุ่มน้อยชาวนาให้หมดไปด้วย...

4 เดือนสุดท้ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มไม่สามารถที่จะสร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้
ไม่สามารถที่จะสร้างตัวร่ำรวยที่สุดในเมืองได้ ภายในเวลา 1 ปี...


"มีไม่กี่คนหรอกนะ ที่ไปถึงฝันที่ตนเองตั้งไว้ ตามเวลาที่กำหนด"
เสียงเศรษฐีไม้เท้าทองคำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบสงบ
ชายหนุ่มหันหน้าไปตามเสียงนั้น ด้วยสีหน้าเรียบเฉย


"การตั้งเป้าหมายไว้ ก็เพื่อให้ตัวเรามีทิศทางที่จะเดินไปหา
การกำหนดระยะเวลา หรือเส้นตาย ก็เพื่อเร่งเร้าตัวเราเอง
การที่เธอก้าวขึ้นมายืน ณ จุดนี้ได้ ก็เพราะเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของเธอนั่นเอง...
ถึงแม้เวลาที่ตั้งไว้ มันจะหมดลงไปแล้ว แต่เธอก็เดินมาได้ไกลกว่าครึ่ง
และที่สำคัญ... ถ้าเธอจะสู้ต่อ เธอก็สามารถไปถึงฝันได้อย่างแน่นอน"
คำพูดของเศรษฐี กระตุ้นให้ชายหนุ่มคิดตาม แต่เขายังพูดอะไรไม่ออก...


"เป้าหมาย สลักไว้บนแผ่นหิน...
...แผนงาน เขียนลงบนผืนทราย"
พูดจบ เศรษฐีก็นิ่งเงียบให้ชายหนุ่มได้คิด

"เหตุผลว่า ทำไมแผนงาน จึงต้องเขียนลงบนผืนทราย
ทำไมจึงไม่สลักไว้บนแผ่นหินเหมือนเป้าหมาย เธอคงเข้าใจสินะ"
เศรษฐีถามขึ้น

"เข้าใจครับ เพราะว่า... กว่าจะไปถึงเป้าหมายได้
เราคงต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ เปลี่ยนแปลงแผนงานเรื่อยๆ
เมื่อ วิธีนี้ ใช้ไม่ได้ ก็ต้องลบทิ้งเพื่อเปลี่ยนเป็นอีกวิธี
แต่ทุกวิธี ก็เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ซึ่งสลักไว้บนแผ่นหิน ไม่มีวันลบเลือน"
ชายหนุ่มตอบด้วยความมั่นใจ


"ฉันเข้าใจ ทุกอย่างที่เธอทำทั้งหมด ก็เพื่อองค์หญิง
เธอจึงต้องทำตัวเอง ให้เข้าเงื่อนไขที่พระราชาตั้งไว้
เพื่อให้ได้รับสิทธิ ในการเข้ารับการคัดเลือก...
แต่ฉันว่า ฉันอ่านอะไรในใจของเธอบางอย่างออกนะ"
เศรษฐีตั้งข้อสงสัย

"อะไรหรือครับ" ชายหนุ่มถามขึ้น

"ถึงแม้วันนี้ เธอสามารถเข้าเงื่อนไขของพระราชา
ฉันก็คิดว่า เธอคงลำบากใจ และตัดสินใจไม่ถูก
ว่าจะเข้าร่วมคัดเลือกหรือไม่"
เศรษฐี เอ่ยขึ้น ทำเอาชายหนุ่มอึ้งไปเหมือนกัน

"ท่านรู้ความคิดของผมด้วยหรือครับนี่" ชายหนุ่มถามออกไป


"รู้สิ... เลือดนักธุรกิจ มันฝังเข้าไปในสายเลือดของเธอแล้ว
เธอไม่อยากทิ้งเส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ เพื่อไปใช้ชีวิตในอีกแบบ
ความท้าทายของโลกธุรกิจ มันปลุกเร้าเธอ กระตุ้นให้เธอกระชุ่มกระชวย..."
เศรษฐียิ้มให้ชายหนุ่ม


"จริงครับ... บางครั้ง ผมยังแอบดีใจเลย ที่ผมทำไม่สำเร็จในเวลานี้
และบางครั้ง ผมก็คิดว่า ผมไม่ใช่ในแบบที่จะเป็นนั้น
แต่ แบบที่กำลังเป็นอยู่นี่แหล่ะ คือตัวผม
การอภิเสกสมรสกับองค์หญิง ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตไป...
ซึ่ง นั่น ไม่ใช่ผมแน่ๆ"
ชายหนุ่มพูดด้วยความหนักแน่น


"แล้วองค์หญิงล่ะ" เศรษฐีถามขึ้น

"ที่ผ่านมา เหมือนกับผมหลอกตัวเองเรื่ององค์หญิง
ไม่มีโอกาสพูดคุย ไม่มีโอกาสได้รู้จัก
เห็นเพียงแค่รูปลักษณ์ที่แสนจะสวยงามเท่านั้น
และที่สำคัญ ผมเองนั้น คู่ควรกับองค์หญิงหรือไม่"
ชายหนุ่มเปิดใจ

"ผมคงจะอึดอัดมากเลย หากได้อภิเสก จริงๆ
ความรู้สึกต่ำต้อยของตัวเอง มันจะต้องหลอกหลอนไปจนวันตายแน่ๆ
ผมคงรับไม่ได้กับการที่ตัวเอง ไม่สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์...
ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร.... มันเหมือนกับว่า
ผมทนไม่ได้ที่จะเป็นชายหนุ่มผู้โชคดี เหมือนหนูตกถังข้าวสาร
อาจจะมีหลายๆ คนอยากจะเป็นแบบนั้น...
แต่ผมไม่... ผมอยากเป็นผู้นำครอบครัว ด้วยลำแข้งของผมเอง"


"เธอก็ไม่ต่างอะไรกับฉันหรอก...
ในวันที่ฉันเพิ่งจะเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว ยังเป็นพนักงานบริษัทอยู่
ฉันมีโอกาสได้พบรักกับลูกสาวเจ้าของบริษัท
ใครๆ ก็รู้ว่าเรารักกัน และก็ไม่มีใคร ขัดขวางด้วย
แม้แต่ครอบครัวของเธอ..."
เศรษฐีเล่าความหลังให้ชายหนุ่มฟัง

"ฉันยังโชคดีกว่าเธอ ที่ได้มีโอกาสคบหากัน
เราก็รู้ว่า เรารักกัน แต่..."


"ฉันรับไม่ได้กับความรู้สึกต่ำต้อย เมื่อเข้าไปอยู่ในครอบครัวของเขา
มันเหมือนกับฉันไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้
ฉันอยากจะเป็นผู้นำโดยสมบูรณ์
อยากประสบความสำเร็จด้วยลำแข้งของตนเอง
ฉันจึงเข้าใจเธอไงล่ะ"


"แล้วเธอคนนั้นไปไหนล่ะครับ ท่านไม่ได้แต่งงานกันเหรอครับ"
ชายหนุ่มถามขึ้น


"ไม่ได้แต่งงานกันหรอก... ฉันขอเวลาสร้างตัว 4 ปี
ใน 4 ปีนี้ เราจะเป็นอิสระต่อกัน เมื่อครบ 4 ปีแล้ว
หากเราทั้งคู่ยังไม่มีคนอื่น เราค่อยมาสานต่อเรื่องความรักของเรา"
เศรษฐีเล่าถึงความหลังอีกครั้ง

"ปีที่ 2 เท่านั้น เธอก็แต่งงานกับลูกชายเศรษฐีคนหนึ่ง
ซึ่งตอนนั้น ฉันก็ยังสร้างเนื้อสร้างตัวไปไม่ถึงไหน"


"แล้วท่านเสียใจมากไหมครับ" ชายหนุ่มถามขึ้น


"ไม่รู้สินะ วันแรกที่รู้เรื่อง ก็เจ็บแปล๊บๆ บ้าง
แต่ฉันดีใจที่เธอได้คนที่เหมาะสมกับเธอมากกว่า
เธอคงมีความสุข มากกว่าอยู่กับฉัน"


"แล้วนี่เธอจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ..." เศรษฐีถามกลับ


"ผมก็จะลุยต่อไปครับ เป้าหมายของผม ยังเหมือนเดิม
คือ รวยที่สุดในเมืองนี้ แต่ไม่ใช่เพื่อให้ได้เข้าเงื่อนไขแล้วนะครับ
แต่เพื่อพิสูจน์ศักยภาพ ของการเกิดมาเป็นคน ๆ หนึ่ง
ว่าจะมีศักยภาพสักแค่ไหน
ในเมื่อคนเหมือนกันทำได้ ผมก็ต้องทำได้เช่นกัน"
ชายหนุ่มตอบ




#############################
วันเวลาผ่านไป ธุรกิจของชายหนุ่มสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้
ทีละตัวสองตัว ราคาต่อหุ้น เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนัก
สร้างผลกำไรให้กับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก


ทุกธุรกิจ ถึงแม้จะเจอปัญหาอุปสรรค์ก็จริง
แต่ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ไปได้ด้วยดี
และเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
รวมทั้งมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน


กลับมาข้างฝ่ายพระราชาบ้าง
พระราชาได้กำหนดการ เรียกชุมนุมองค์ชายจากเมืองต่างๆ
เพื่อเข้าสู่พิธีคัดเลือกราชบุตรเขย

ในวันที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว พระราชาก็ทรงให้นำขบวนออกประพาสป่า
พระราชาทรงพาคณะประพาสป่าด้วยความเกษมสำราญ
จนเมื่อถึงที่เหมาะๆ แห่งหนึ่ง พระราชาทรงให้หยุดขบวน

"เราจะหยุดพักกันที่นี่" พระราชาตรัสขึ้น

เหล่าผู้ติดตามทั้งหลาย ต่างก็จัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง
หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
พระราชาทรงขึ้นประทับยังพระที่นั่ง
องค์ชายจากเมืองต่างๆ เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
พร้อมทั้งเหล่าเสนา-อำมาต ที่รอถวายบังคมอยู่แล้ว
ต่างพากันกล่าวคำถวายบังคมอย่างพร้อมเพียงกัน


เมื่อถวายบังคมเสร็จ องค์หญิงก็ทรงประทับนั่งยังพระที่นั่งของพระองค์
วันนี้ องค์หญิงทรงสวยงามสดใสเป็นพิเศษกว่าทุกวัน
เนื่องจากทรงเป็นวันสำคัญของพระองค์
ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปขนาดไหนก็ตาม
แต่พระองค์ก็ทรงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเภณี
พระองค์ ไม่เคยลิ้มลองความรักเลย เนื่องจากไม่เคยมีโอกาสได้คบหากับใคร...
และพระองค์ก็เข้าใจดีว่า... พระองค์ต้องทรงเลือกคู่ครองด้วยวิธีนี้
วิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
ใครก็ตาม... ที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้
เขาคนนั้นคือคู่ครองของพระองค์
ทันใดนั้นเอง.....


"ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท"
ทุกสายตาต่างหันมาจับจ้องที่ทหารเสนารักษ์ผู้เดินเข้ามายังหน้าพระที่นั่ง


"มีอะไรรึ..." พระราชาทรงถามขึ้น


"มีชายคนหนึ่ง จะขอเข้าเฝ้า พะย่ะค่ะ" ทหารรายงาน


"ใครกันรึ..." พระราชาทรงถาม


"เขาให้ทูลว่า เขาคือชาวนาคนที่พระราชาทรงให้หนูตายกับเขาเพื่อสร้างตัว พะย่ะค่ะ"
ทหารรายงานต่อ


"อ้อ... เจ้าหนุ่มชาวนาคนนั้นนั่นเอง... ให้เขาเข้ามาได้"
พระราชาทรงจำชายหนุ่มได้


อึดใจเดียว ทั้งเสนารักษ์และชายหนุ่มก็มาอยู่ต่อหน้าพระที่นั่งแล้ว
ทุกสายตา ต่างจับจ้องมาที่ชายหนุ่ม ซึ่งบัดนี้
ไม่เหลือหลอของคราบชาวนาจนๆ อีกเลย
แต่กลับอยู่ในภาพของนักธุรกิจผู้สง่างาม ดุจดังเทพบุตรจุตติลงมาเกิด
องค์ชายทุกพระองค์ ต่างก็จดจำคู่แข่งคนสำคัญนี้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
รวมทั้งองค์หญิงด้วย....


ในพระทัยขององค์หญิง เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
พระกรของพระองค์สั่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทรงร้อนวูบวาบ ไปทั่วพระวรกาย
ไม่ต้องบอก พระองค์ก็รู้ดีว่า พระพักตร์ของพระองค์ต้องแดงอย่างแน่นอน...


"ถวายบังคมพะยะคะ"
ชายหนุ่มทำการถวายบังคมพระราชา


"ทำตัวตามสบายเถอะ..."
พระราชาตรัสกับชายหนุ่ม


"เป็นพระมหากรุณา พะยะคะ"
ชายหนุ่มกลับคืนสู่ท่าปกติ


"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ... หนึ่งปีผ่านไป มันช่างรวดเร็วเหลือเกินนะ"
พระราชาถามขึ้น


"พะยะคะ" ชายหนุ่มน้อมรับคำ


"แต่หม่อมฉัน ไม่สามารถสร้างตัว ให้รวยที่สุดในเมืองได้ทันเวลา พะยะคะ"
ชายหนุ่มทูลขึ้น


"เรารู้แล้ว..."
พระราชาตรัสขึ้น

"เรารับรู้เรื่องราวของเธอ จากเศรษฐีไม้เท้าทองคำ ตลอดเวลา
เพราะเศรษฐีไม้เท้าทองคำ เป็นสหายของเราเอง"
พระราชาตรัสต่อ ขณะที่ชายหนุ่มอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยินมา


"เศรษฐีไม้เท้าทองคำ บอกกับเราว่า...
ในไม่ช้านี้ เธอจะต้องเป็นคนรวยที่สุดในเมืองนี้ อย่างแน่นอน"
พระราชาตรัสอย่างชื่นชมชายหนุ่ม


"หม่อมฉันมาในวันนี้ เพื่อแจ้งให้พระองค์ทรงทราบว่า
หม่อมฉันไม่สามารถสร้างตัวให้เข้าเงื่อนไขได้...
เพราะหม่อมฉันไม่ทราบว่าพระองค์ทรงรู้เรื่องนี้แล้ว พะยะคะ"
ชายหนุ่มกราบทูลพระราชา


"ไม่เป็นไรหรอก...
ในเมื่อเธอไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้
เธอก็ต้องยอมรับว่าเธอหมดสิทธิในการเข้ารับการแข่งขันคัดเลือกกับองค์ชายอื่นๆ"
พระราชาตรัสออกมา

"แต่เธอก็สามารถอยู่ร่วมชมการคัดเลือกนี้ได้ เราอนุญาต"


"เป็นพระมหากรุณาแก่หม่อมฉันอย่างเหลือล้น พะยะคะ"
ชายหนุ่มก้มลงถวายบังคม


องค์หญิงได้ยินการสนทนามาโดยตลอด
เมื่อถึงตรงนี้ พระหฤทัยของพระองค์ เจ็บแปล๊บขึ้นมา
เหมือนถูกทิ้มแทงด้วยสิ่งของแหลมคม
พระองค์ทรงกลั้นพระอัสสุชล
ที่อยู่ๆ ก็เอ่อล้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ให้หลั่งออกมา

"ทำไมเราจึงรู้สึกเจ็บแปล๊บแบบนี้ด้วยนะ"
องค์หญิงทรงดำริอยู่ในพระทัย

"เราไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย
ครั้งแรกที่ได้เจอเขา เราก็รู้สึกอีกแบบ อย่างมีความสุข
พอได้รู้ว่าเขาไม่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก
เรากลับรู้สึกในอีกแบบ อย่างมีความทุกข์"

"ทำอย่างไรได้ล่ะ...
เราต้องทำตามประเภณี
ถ้าให้เราเลือกคู่ครองเองได้
เราคงเลือก เขาคนนี้อย่างแน่นอน"
องค์หญิงทรงพยายามซ่อนความรู้สึกเหล่านี้ไว้ในพระหฤทัย



"เอาล่ะ.... ณ เวลานี้ เราจะได้ทำการคัดเลือกราชบุตรเขย"
พระราชาทรงประกาศให้ทุกคนได้ทราบ


"เราได้เตรียมวิธีการไว้เรียบร้อยแล้ว
ใครที่สามารถเอาชนะในข้อคัดเลือกของเราได้
ผู้นั้น จะเป็นผู้ที่ได้อภิเสกกับธิดาของเรา"
พระราชายังคงตรัสอย่างทรนงค์องอาจ


"กติกามีอยู่ง่ายมาก..."
พระราชาตรัสขึ้น

"ใครก็ตาม ที่สามารถทำให้ช้างของเรา ยกขาขึ้นได้พร้อมกันทั้ง สี่ขา
คนผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะการแข่งขันนี้"
พระราชาบอกเงื่อนไขการแข่งขัน พร้อมกับคิดในพระทัยว่า
แม้แต่ควาญช้างทุกคน ก็ไม่สามารถทำได้
อำมาตย์ผู้หนึ่ง ที่ทรงคิดเงื่อนไขนี้ให้พระองค์
กราบทูลว่า เขาเคยเป็นควาญช้างมาก่อน
รับรองว่า วิธีนี้ ไม่มีผู้ใดทำได้อย่างแน่นอน

ควาญช้างทำได้อย่างเก่งที่สุดก็ ยกเพียง สามขา เท่านั้น
ขนาดยก สามขา ก็ยังหาผู้ที่จะฝึกช้างได้ยากยิ่งนัก...




บทที่ 10 ...ฝันที่เป็นจริง...

เจ้าชายองค์แล้วองค์เล่า ต่างก็ทยอยกันเข้าไปควบคุมช้าง เพื่อให้ยกขาทั้ง 4 ข้างให้ได้... แต่ก็ยังไม่มีองค์ชายองค์ใด ทำได้สำเร็จสักพระองค์ ชายหนุ่มนั่งเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาไม่ได้คาดสายตา ในใจก็รอลุ้นว่า องค์ชายท่านใดนะ จะเป็นผู้ชนะ พร้อมกับนึกขำในข้อค้นหาราชบุตรเขยของพระองค์ ไม่เข้าใจว่า เหตุใด พระราชา จึงใช้วิธีการนี้ วิธีที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่ไม่ง่ายเลย อีกอย่าง ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า... การทำช้างให้ยก 4 ขาได้ จะกลายเป็นราชบุตรเขย

เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง ยังไม่มีองค์ชายองค์ใด ทำได้สำเร็จ ทุกพระองค์ ที่ทรงยอมแพ้กลับมา ต่างก็ส่ายพระพักต์กันถ้วนหน้า... บางพระองค์ แม้แต่จะขึ้นประทับบนคอช้าง เพื่อทรงบังคับเองก็ยังไม่กล้า... แต่ก็มีหลายพระองค์ ที่ทรงขึ้นบังคับช้าง เพื่อหวังที่จะเป็นผู้ชนะให้ได้ แต่ก็ต้องทรงกลับลงมาด้วยความผิดหวังกันทั้งสิ้น

และแล้ว ก็เหลือองค์ชายอีกเพียงแค่ 3 องค์ รวมทั้งองค์ที่นั่งสงบนิ่ง อยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม ดูท่าทางองค์ชายองค์นี้ จะมั่นใจซะเหลือเกินว่าพระองค์ ทรงสามารถทำได้ พระองค์ไม่ว๊อกแว๊กเลยแม้แต่น้อย อย่างมากก็ทรงพระสลวลเล็กน้อย เมื่อมีองค์ชายบางองค์ ทรงทำอะไรขำๆ

ชายหนุ่มมององค์ชายองค์นี้ อย่างพินิจพิเคราะห์ รู้สึกถูกชะตาด้วยเป็นพิเศษ... ดูพระองค์ ทรงเป็นคนกระตือลือล้น มีแววตามุ่งมั่น และเด็ดเดี่ยว หากพระองค์ ทรงเป็นนักธุรกิจแล้วล่ะก็ คงจะประสบความสำเร็จอย่างมากมายเลยทีเดียว

"ขอประทานอภัย องค์ชาย" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น "พระองค์ทรงรู้วิธีบังคับช้าง ให้ยกสี่ขา ได้ใช่ไหม พะยะคะ" ชายหนุ่มถามต่อ
"ทำไมเธอจึงคิดว่าเรารู้วิธีล่ะ" องค์ชายถามกลับ
"กระหม่อมเห็นองค์ชาย ดูมีความมั่นใจ มากๆ ไม่ทรงกระวนกระวายใดๆ ให้เห็นพะยะคะ"

ชายหนุ่ม กับองค์ชาย สนทนากันได้ไม่นานเท่าไร องค์ชาย 2 พระองค์ที่เหลือ ก็กลับลงมาด้วยความผิดหวัง เพราะไม่สามารถบังคับช้างได้ และก็ถึงคิวองค์ชายองค์สุดท้าย... คือองค์ชายที่สนทนากับชายหนุ่มเมื่อสักครู่นี้เอง

องค์ชายลุกขึ้นยืน ด้วยท่าทางสง่างาม พระองค์หันมายิ้มให้ชายหนุ่ม ก่อนที่จะเดินออกไปสู่ลานกว้าง... ที่ล้านกว้างนั้น มีช้างที่จะใช้แข่งขันยืนอยู่ ข้างๆ ช้าง ยังมีควาญช้างคอยควบคุมกำกับอยู่ข้างๆ ป้องกันช้างตื่นกลัวตกใจ ช้างที่พระราชา ทรงเลือกมาเป็นช้างเพื่อแข่งขันนั้น ได้ทรงคัดเลือกช้างที่เชื่องที่สุดแล้ว เพื่อความปลอดภัยขององค์ชายทุกพระองค์

เมื่อเดินไปถึงช้าง องค์ชายทรงยืนนิ่งๆ ที่ด้านหน้าช้าง ทรงมองเข้าไปที่ดวงตาของมัน เหมือนกำลังส่งกระแสจิตอะไรบางอย่าง สักครู่ พระองค์ ก็เดินอ้อมไปทางด้านซ้ายของช้าง ทรงใช้มือลูบไล้ไปตามตัวของมันจนเลยไปถึงด้านหลัง... แล้วก็อ้อมไปทางด้านขวาของช้าง จนเลยไปถึงหัว เหมือนพระองค์ ทรงสำรวจ หรือทำพิธีอะไรก็มิทราบได้

ความเงียบสงบปกคลุมสถานที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่องค์ชาย เพราะองค์ชายมาแปลก ต่างจากองค์ชายองค์อื่นๆ ซึ่งต่างก็ ขึ้นทรงช้างเลย เพื่อบังคับช้างให้ได้ดั่งใจ แต่องค์ชายท่านนี้ กลับเดินวนไปวนมา รอบๆ ช้าง มือก็คลำไปตามลำตัวช้างอยู่เป็นนานสองนาน ส่วนสายตากลับมองออกไปบริเวณรอบๆ ข้างๆ ช้าง เหมือนกำลังทรงใช้สมาธิอย่างมาก หรือพระองค์ ทรงมีเวทย์มนต์นะ...

ทันใดนั้นเอง... องค์ชายก็พละออกมาจากช้าง แล้วเดินตรงไปทางด้านข้างเล็กน้อย เมื่อเดินมาได้ไม่กี่ก้าวพระองค์ก็ทรงหยุด และก้มลงเก็บอะไรบางอย่างขึ้นมาจากพื้น...

หิน.... มันเป็นหินนั่นเอง องค์ชายทรงหยิบหินก้อนใหญ่เต็มฝ่ามือขึ้นมาถือ 2 ก้อน... จากนั้นพระองค์ก็ทรงลุกขึ้นยืน และเดินเข้าไปหาช้างเชือกนั้น ขณะเดินไป พระองค์ก็จับหินฝาดใส่กันด้วยมือทั้งสองข้าง เสียงหินกระทบกันดัง ปั๊ก ปั๊ก... ทามกลางสายตาที่จดจ้องไปที่องค์ชาย ต่างก็พากันสงสัยยิ่งนัก กับการกระทำของพระองค์ พระองค์กำลังจะทำอะไรกันแน่นะ... เห็นเดินเคาะหิน วนไปวนมา รอบๆ ตัวช้างหรือกำลังใช้เวทย์มนต์เช่นเดิม...

องค์ชายเดินอ้อมตัวช้าง จนมาหยุดอยู่ที่ด้านท้าย แล้วพระองค์ก็ทรงเงื้อหินสองก้อนขึ้น และทุบหินประกบกันเข้าสุดแรง ตรงไข่ช้าง

แปร้น!!!....... เสียงช้างร้องดังสนั่นไปทั่ว พร้อมกับกระโดดสี่ขาขึ้น ด้วยความเจ็บปวดและตกใจ

.............. คนรอบข้างต่างอึ้งไปกับเหตุการนั้น........
...................................................................

สักพัก... เสียงเฮ ก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียปรบมือดังกึกก้องไปทั่วป่าแห่งนี้ ทุกผู้คนต่างยินดีกับความสำเร็จขององค์ชาย สร้างความสับสนอลม่านไปทั่ว เมื่อความดีใจ ค่อยๆผ่อนคลายลง ผู้คนต่างก็เริ่มทยอยกลับเข้าที่เดิม มีเพียงองค์ชายองค์เดียวเท่านั้น ที่ยังคงยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางสายตาของทุกคน

หลังจากเสียงต่างๆ ได้เงียบลง พระราชาทรงประกาศว่า... "อีก 3 เดือนข้างหน้า เราจะจัดงานอภิเสกสมรส ให้องค์ชายท่านนี้ กับพระราชธิดาของเรา" สิ้นเสียงพระราชา เสียงเฮด้วยความดีใจก็ดังกระหึ่มขึ้น...


ที่บ้านเศรษฐีไม้เท้าทองคำ... เศรษฐีกำลังนั่งอยู่กับชายหนุ่มที่โต๊ะรับแขก "ฝีมือเธอใช่ไหม พ่อหนุ่ม" เศรษฐีเอ่ยขึ้น
"เรื่องอะไรครับท่าน"
"ก็เรื่องที่องค์ชายผู้ชนะการแข่งขันนั่นไง ฉันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ที่เธอแนะนำองค์ชาย" ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งๆ... "แต่ฉันพอจะเข้าใจเธอนะ ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น"

"ครับ... ผมบอกวิธีให้กับองค์ชายไปเอง เพราะผมอยากให้เรื่องนี้มันจบๆ ลงไป ไม่อย่างนั้น การอภิเษก เลื่อนออกไปเป็นปีหน้า มันก็จะมาคอยหลอกหลอนจิตใจของผม หากผมยังมีโอกาสอยู่"

"ผมได้ไตร่ตรองดูเป็นอย่างดีแล้ว ท่ามกลางระหว่างที่องค์ชายแต่ละพระองค์ เข้าไปแข่งขัน จิตใจผมก็ครุ่นคิด หากผมได้อภิเษก... ผมก็ต้องทิ้งโลกของธุรกิจไป เพราะผมคิดว่า มันไม่สง่างามเลย หากพระราชา จะเปิดทำธุรกิจโน่น นี่ มากมาย โลกของธุรกิจ มันหมิ่นเหม่กับคำว่า จริยธรรม"

"สิ่งที่เราทำถูกต้อง ในบางครั้ง ในสายตาของบางคน กลับคิดว่า เราเอาเปรียบ ดังนั้น หากพระราชา ทำธุรกิจไปด้วย คำครหาต่างๆ ย่อมมีมากมายอย่างแน่นอน"

"ผมถามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ระหว่างอยู่ในโลกธุรกิจ กับ โลกของพระราชา ที่ไหน ที่ผมจะมีความสุขที่สุด... คำตอบที่ผมได้รับคือ... โลกของธุรกิจ มันมีความท้าทาย มันมีอะไรให้ได้ค้นหา มันมีอะไรต่างๆ ให้ได้ทดสอบความสามารถ มันมีรสชาติต่างๆ ที่ผมต้องการ"

"ผมคิดว่าโลกของพระราชา น่าจะเหมาะสมกับเหล่าองค์ชายจากเมืองต่างๆ มากกว่า เพราะพวกพระองค์ ทรงเข้าใจและลึกซึ้ง กับโลกของเหล่าพระองค์เป็นอย่างดี ...ส่วนผมเอง ก็หลงใหลเสน่ห์แห่งโลกธุรกิจ มันเป็นเหมือนลมหายใจเข้าออกของผม ถึงแม้วันนี้ ผมจะล้มละลาย มันก็คงจะไม่แตกต่างจากวันแรก วันที่ผมเข้าเมืองมาด้วยตัวเปล่าๆ กับหนูตายอีก 1 ตัว ดังนั้น ผมก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่"

เศรษฐีไม้เท้าทองคำ มองเห็นแววตามุ่งมั่นของชายหนุ่ม มันมีประกายแวววาวเหมือนกับเพชรเม็ดงามกระทบแสง ท่าทางที่กระตืดรือร้นของเขาอีกอย่าง ช่างไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีในยามหนุ่มเลย เศรษฐีไม้เท้าทองคำ แอบมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่า เพียงไม่กี่ปีหรอก ชายหนุ่มคนนี้ จะทยานขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลกธุรกิจ


อีก 1 ปีผ่านไป.... ชายหนุ่มก็ผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าอย่างที่ เศรษฐีไม้เท้าทองคำคิดไว้ ธุรกิจทุกตัวของเขา ขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ ทั้งยังมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย


"น่าแปลกใจนะครับ ท่าน" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ
"เรื่องอะไรเหรอ" เศรษฐีถาม
"ก็... ผู้คนมากมายพยายามค้นหาเคล็ดลับ เพื่อจะประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เขาทำ พยายามหาหนทางที่ยุ่งยากซับซ้อน ด้วยหวังว่า นั่นคือหนทางที่ถูกต้อง นั่นคือเคล็ดลับที่ยิ่งใหญ่"

"ทั้งๆ ที่ ความจริงแล้ว... การจะประสบความสำเร็จ ใช้แค่เรื่องง่ายๆ ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรซับซ้อนเลย"
"ขอเพียงมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ บวกกับหัวใจที่มุ่งมั่น... เรื่องอื่นๆ ก็จะพัฒนาขึ้นมาตามสัญชาตญาณของมนุษย์"

"มันไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่อยากจะกินมะพร้าวน้ำหอม แล้วพยายามผ่าออกมากินด้วยตนเอง ครั้งแรกๆ ถึงแม้จะผ่าออกมาได้สำเร็จ และมะพร้าวก็อาจจะเละตุ้มเปะไปเลยก็ได้ แต่หากผ่าบ่อยๆ ย่อมเกิดความชำนาญ สุดท้าย ก็ไม่ต่างจากแม่ค้ามืออาชีพ"

"แต่คนส่วนใหญ่ ก็ลงมือผ่ามะพร้าวเพียงไม่นาน แล้วก็ถอดใจ ก่อนที่จะผ่าได้จนสำเร็จ และก็บอกกับตัวเองว่า ฉันคงทำไม่ได้หรอก ทุกอย่างก็จะหยุดลง" เศรษฐีไม้เท้าทองคำเอ่ยขึ้นบ้าง

สองสายตาของมหาเศรษฐีทั้งคู่ประสานกัน พร้อมกับรอยยิ้มให้กันและกัน

"เราคงไม่สามารถช่วยคนที่ขาดความมุ่งมั่น ให้เขาไปถึงเป้าหมายของเขาได้หรอก เพราะเขาต้องเดินบนเส้นทางของเขาเอง ตัดสินใจก้าวแต่ละก้าวด้วยตัวของเขาเอง ตัดสินใจเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาด้วยตัวของเขาเอง"

"ใช่ครับ... เราก็คงทำได้แค่ให้แนวคิดกว้างๆ เพื่อให้เขานำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเส้นทางเดินของเขา ให้เหมาะสมกับความเป็นตัวตนของเขา"
"ผมนึกถึงวันแรกที่ผมได้พบท่าน แล้วก็อดที่จะขำไม่ได้" ชายหนุ่ม ยิ้มออกมา
"ทำไมหรือ"
"ก็วันนั้น ผมตั้งใจไว้ว่า ผมจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง ประมาณว่า เหมือนกับท่านต้องเขียนบทละครให้กับผม.... แล้วผมก็จะเล่นตามบทละครนั้น"
"ไม่ว่าท่านจะให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ผมก็จะทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว เพื่อที่ผมจะได้ประสบความสำเร็จเหมือนกับท่าน ประมาณว่า ผมจะเลียนแบบเส้นทางสู่ความสำเร็จของท่าน"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า... อย่าแปลกใจไปเลยพ่อหนุ่ม ยังมีคนอีกมากมาย ที่คิดแบบนั้น แล้วสักวัน เขาก็จะเข้าใจเอง...
เหมือนที่เธอเข้าใจอยู่ตอนนี้ไง"

สองเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ ต่างมีเรื่องราวมากมาย มาเล่าสู่กันฟังได้เรื่อยๆ เพราะเขาทั้งสอง คือผู้ที่ผ่ามะพร้าวน้ำหอมได้อย่างชำนาญแล้ว อยากจะกินเมื่อไรก็ผ่ากินได้เมื่อนั้น อย่างง่ายดายพร้อมกับตั้งใจกันว่า จะส่งเสริมใครก็ตาม ที่อยากจะผ่ามะพร้าวน้ำหอมกินเองให้เป็น...

แล้วในวันข้างหน้า... เราก็จะมีเศรษฐีใหม่ เข้ามาร่วมวงสังสรรค์กับเรา จากการช่วยเหลือของพวกเรา คนแล้วคนเล่า...

from http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?t=4773


บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)