แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tax แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tax แสดงบทความทั้งหมด

23 ธันวาคม 2568

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจาก

1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ

2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร

3. เป็นการเก็บออมเงิน

4. ความเสี่ยงต่ำ

และประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ แบบ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี 



ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

อาคเนย์ประกันชีวิต ดี-ซูพรีม เซฟวิ่ง 10/1 
ผลตอบแทน IRR: 2.30%

Phillip Life แม็กซ์ เท็น วัน 10/1 เอ็กซ์ตร้า
ผลตอบแทน IRR: 2.24%

Rabbit Life Hero 10/1


TIPlife Smart Saving 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.91%

ประกันสะสมทรัพย์ ออนไลน์ บีแอลเอ สมาร์ทเซฟวิ่ง 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.75%

30 พฤศจิกายน 2568

บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 สำหรับเป็นค่านำ ค่าไฟฟ้า บำรุงรักษาเรือนพักญาติ

ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

เลขที่บัญชี 401-3-639-483 


 

 

 

 

01 กันยายน 2568

5 เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อ RMF ลดหย่อนภาษี

5 เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อ RMF ลดหย่อนภาษี

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ Retirement Mutual Fund (RMF) เป็นรูปแบบการลงทุนที่คนอายุน้อยๆ มักจะมองข้าม เพราะคิดว่ากว่าจะได้ขายคืนเพื่อนำเงินออกมา ต้องรอจนถึง อายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีอีกด้วย แต่จริงๆ แล้วความเข้าใจนี้อาจไม่ถูกนัก หากได้เจาะลึกลงไปที่ตัว RMF อีกสักนิด คุณอาจเปลี่ยนใจมาเริ่มต้นลงทุนใน RMF เป็นตัวเลือกแรกๆ เลยก็ได้



เริ่มซื้อ RMF ตอนไหนดี

RMF เป็นผลิตภัณฑ์การออม การลงทุน ตัวแรกๆ ที่ควรซื้อเก็บไว้ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะจะมีเวลาให้ผู้ลงทุนได้ทยอยใส่เงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณแบบสบายๆ และเงินที่ลงทุนไปนั้นก็จะมีเวลาสร้างดอกออกผลได้เต็มที่ รวมถึงได้ฝึกวินัยในการออมและการลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะต้องซื้อต่อเนื่องแบบเก็บสะสมไปเรื่อยๆ อีกทั้งการเริ่มลงทุนเร็ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้หลายปีด้วย



นับครบ 5 ปีลงทุนอย่างไร ไม่ผิดเงื่อนไข

ระยะเวลาถือครอง RMF มีเงื่อนไขคือ ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีบริบูรณ์ แบบวันชนวัน ปีชนปี สามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน (ซื้อปีเว้นปีได้) โดยการนับอายุของ RMF จะนับจากกองทุน RMF กองแรกที่เราซื้อเข้ามาอยู่ในพอร์ต จากนั้นจะทยอยซื้อ RMF กองเดิม หรือกองใหม่ๆ เพิ่มก็ได้ ไม่แยกนับอายุรายกองทุนเหมือนการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ

หากอายุผู้ลงทุนยังไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะไม่สามารถขายคืนได้ หรือหากอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ระยะเวลาลงทุนไม่ครบ 5 ปี ก็จะต้องถือต่อให้ครบ เช่น เริ่มซื้อ RMF เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2565 และมีการซื้อต่อเนื่อง ไม่ว่าจะซื้อกองเดิม หรือซื้อกองใหม่ๆ ภายหลังก็ตาม ทุกกองที่ซื้อ จะถือว่าครบกำหนดตามเงื่อนไขในวันที่ 10 ม.ค. 2570 และจะสามารถขายหน่วยลงทุนทั้งหมดโดยไม่ผิดเงื่อนไขการถือครองในวันที่ 11 ม.ค. 2570 ยกเว้นผู้ที่ไม่ได้ลงทุนต่อเนื่อง เช่น ลงทุนแบบปีเว้นปี ก็จะต้องถือครองเป็น 10 ปี เพราะการนับระยะเวลาของ RMF จะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น



ซื้อเกินเงื่อนไขทางภาษีได้หรือไม่

เราสามารถซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมินก่อนหักภาษีและค่าลดหย่อนต่างๆ และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน รวมถึงประกันแบบบำนาญ และ SSF ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

หากลงทุนเกินเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดข้างต้น จะได้รับการยกเว้นกำไรจากการขายเมื่อถือครบกำหนดเฉพาะส่วนที่นำมาลดหย่อนภาษีได้เท่านั้น กำไรส่วนที่ซื้อเกินจะไม่ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังต้องนำกำไรในส่วนที่เกินนั้นไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย ซึ่งจะยุ่งยากในการย้อนกลับไปดูรายละเอียดในส่วนที่เกินเงื่อนไขภาษีของแต่ละกองทุนในแต่ละปี ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายกำหนด



ทำไมจึงควรทยอยซื้อตั้งแต่ต้นปี

การลงทุนใน RMF ก็เหมือนกับการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ที่ต้องศึกษานโยบายของกองทุนว่านำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง มีการกระจายในหลากหลายอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด มีสัดส่วนการลงทุนอย่างไร มีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการทยอยเข้าซื้อ RMF แต่ละตัวในจังหวะที่เหมาะสมได้ หรือจะใช้วิธีทยอยซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือนแบบ DCA ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการหาจังหวะลงุทน หรือทยอยซื้อแบบ DCA หรือผสมทั้งสองแบบ ก็ควรคำนวณไว้ก่อนว่า เราสามารถซื้อได้เท่าไหร่ถึงจะไม่เกินสิทธิทางภาษี ส่วนเงินลงทุนส่วนที่เกินนั้นจะได้นำไปวางแผนลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ครบกำหนดขายคืน ควรขายทั้งก้อน หรือทยอยขาย

ผู้ลงทุนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และได้มีการลงทุนใน RMF ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีเต็มแล้ว แต่ยังมีรายได้ และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษีอยู่ กรณีนี้ไม่ควรรีบขายคืน เพราะหากผู้ลงทุนมีการซื้อ RMF เพิ่มเติมหลังจากได้ขาย RMF ที่ครบเงื่อนไขไปแล้ว ไม่ว่าจะขายทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม การนับระยะเวลาการลงทุน RMF ทั้งหมดที่ถืออยู่ จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทำให้ผู้ลงทุนต้องรออีกอย่างน้อย 5 ปีเต็ม ถึงจะขาย RMF กองที่ยังถืออยู่ได้อีกครั้งโดยไม่ผิดเงื่อนไขการนำไปลดหย่อนทางภาษี

ส่วนใครที่ไม่มีรายได้แล้ว กรณีนี้สามารถเลือกขายเพื่อนำเงินออกมาทั้งหมด หรือทยอยขายก็ได้ เพราะไม่มีเงื่อนไขทางภาษีมาเกี่ยวข้องแล้ว โดยเงินที่นำออกมานั้น ควรใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อเป็นแหล่งรายได้เก็บไว้ใช้ในช่วงหลังเกษียณอย่างแท้จริง





20 กรกฎาคม 2568

ให้แล้วสุข เส้นทางแห่งการแบ่งปันที่เติมเต็มชีวิต


เส้นทางนักให้: จากการทำความดีเล็กๆ สู่ความสุขที่ยิ่งใหญ่

ถ้าจะให้ย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวการเป็นผู้ให้ของผม ต้องบอกว่ามันเริ่มมาจากครอบครัวเลยครับ พ่อกับแม่ปลูกฝังเรื่อง "การทำความดี" มาตั้งแต่เด็กๆ พาเข้าวัดทำบุญ ปล่อยนกปล่อยปลา สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้ผมเข้าใจว่า ความสุขของการให้มันหอมหวานแค่ไหน

พอเริ่มทำงาน ผมก็ยังคงอินกับเรื่องพวกนี้ไม่เปลี่ยน ได้เข้าร่วมกิจกรรม CSR ของบริษัท ไปเป็นอาสาสมัคร ไปบริจาคเลือด หรือแม้แต่ช่วยอุดหนุนลอตเตอรี่การกุศล มันเป็นเหมือนอีกพาร์ทหนึ่งของชีวิตที่เติมเต็มความสุขนอกเหนือจากเรื่องงาน


จุดเปลี่ยนสำคัญ: เมื่อการให้...โปร่งใสขึ้น

ถ้าจะให้เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้การทำความดีของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก็คงเป็นช่วงปี 2020 ตอนที่ผมได้รู้จักกับแพลตฟอร์มการบริจาคแห่งหนึ่ง ตอนแรกก็แค่ลองเข้าไปดู แต่พอได้ศึกษาเท่านั้นแหละถึงกับร้องว้าว! เพราะที่นี่มันโปร่งใสสุดๆ เราสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนว่าเงินบริจาคของเราถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง มันทำให้ผมมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะไปถึงมือผู้รับอย่างแท้จริง และหมดกังวลเรื่องการทุจริตไปเลย ทำให้ผมกล้าที่จะบริจาคอย่างสบายใจ

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ตั้งใจบริจาคอย่างสม่ำเสมอ พยายามให้ได้ทุกเดือนเท่าที่กำลังตัวเองจะอำนวย และคิดว่าจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะผมเชื่อว่า การแบ่งปันน้ำใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่ แค่ทำอย่างสม่ำเสมอก็สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว


การให้ในรูปแบบอื่นๆ: เลือดของผมมีค่า

นอกจากการบริจาคเงินแล้ว ผมยังมีกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานานคือ การบริจาคเลือดกับสภากาชาดไทย ผมจะไปบริจาคทุกๆ 3 เดือนเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย เพราะเชื่อสุดใจว่าเลือดของเราสามารถต่อชีวิตใครอีกหลายคนได้จริง แค่สละเวลาไม่กี่นาที ก็ได้ทำสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่แล้ว


ให้แล้วได้อะไร: ประโยชน์ที่มากกว่าการช่วยคนอื่น

ผมมองว่าการแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาบริจาคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้มีแค่ประโยชน์กับผู้รับเท่านั้นนะครับ แต่ยังดีต่อใจเราเองด้วย เพราะนอกจากจะได้ช่วยสังคมแล้ว ยังสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องใช้เวลามาก และที่สำคัญคือ เราไม่ได้เดือดร้อน แถมการบริจาคผ่านมูลนิธิที่ถูกต้องตามกฎหมายยังสามารถนำไป ลดหย่อนภาษี ได้อีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อเต็มๆ

สำหรับแนวทางการบริจาคของผมนั้น ผมจะโฟกัสไปที่ 3 เรื่องหลักๆ ครับ คือ การช่วยเหลือสัตว์ ที่ถูกทอดทิ้งหรือเจ็บป่วย, การดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกต้นไม้ปลูกป่า และสุดท้ายคือ การช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาส เพราะผมเชื่อว่าการช่วยในด้านเหล่านี้คือการสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนขึ้นได้อย่างแท้จริง

ทุกวันนี้ผมยังคงบริจาคผ่านแพลตฟอร์มเดิม แต่อนาคตก็อาจจะเปลี่ยนไปบริจาคตรงกับมูลนิธิที่เน้นช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้โดยตรงครับ

คุณสามารถดูสรุปการบริจาคของผมในแต่ละปีได้ที่ Link ครับ แล้วคุณล่ะครับ มีวิธีการทำความดีในแบบฉบับของตัวเองบ้างหรือเปล่า?


19 กรกฎาคม 2568

ภาษี e-Payment เงินโอนเข้าบัญชีกี่ครั้ง สรรพากรถึงจะตรวจสอบ?

ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือคนทำธุรกิจ ที่มีเงินโอนเข้าบัญชีอยู่บ่อยครั้ง หากเข้าเกณฑ์ของกฎหมาย e-Payment ธนาคารมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลรายงานกับกรมสรรพากร โดยเริ่มนับยอดเงินเข้าธนาคาร ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. ของทุกปี ดังนี้
  1. มีการฝากหรือรับโอนเงิน 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี ไม่ว่ายอดรวมทั้งหมดจะเท่าไหร่ก็ตาม (นับรวมทุกบัญชีของแต่ละธนาคารนั้นๆ)
  2. มีการฝากหรือรับโอนเงิน 400 ครั้งขึ้นไปต่อปีและมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาท ขึ้นไป



ตัวอย่าง
  1. เงินเข้า 500 ครั้ง ยอดเงิน 1.5 ล้านบาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล
  2. เงินเข้า 200 ครั้ง ยอดเงิน 10 ล้านบาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล
  3. เงินเข้า 4,000 ครั้ง ยอดเงิน 1 แสนบาท = ถูกส่งข้อมูล




21 มิถุนายน 2568

[กรุงเทพประกันชีวิต][BLA][Bangkoklife] อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล ของบริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัน มหาชน [BLA][Bangkoklife] 




หมายเหตุ

* อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน คำนวณจากผลรวมของดอกเบี้ยรับ เงินปันผลรับ และกำไร/ขาดทุน จากการจำหน่ายเงินลงทุน หารด้วยสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยของกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผลในรอบปี

* อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนี้มิใช่อัตราเดียวกับเงินปันผลสำหรับแบบประกันชนิดมีเงินปันผล บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้ผู้เอาประกันภัยตามวันครบรอบปีกรมธรรม์หรือเมื่อครบกำหนดสัญญา แล้วแต่กรณีตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุนของสินทรัพย์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผลที่แสดงนี้หลังหักด้วยต้นทุนทั้งหมดของ กรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งบริษัทจะจัดสรรในอัตราร้อยละ 80 ให้แก่ผู้เอาประกันภัย

* อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันอัตราผลตอบแทนในอนาคต ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจทำประกัน ทั้งนี้ เงินปันผลเป็นผลประโยชน์ที่ไม่รับรอง และขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขในอดีตที่เปิดเผยนี้

* อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ประกาศข้างต้นเป็นผลตอบแทนจากการดำเนินงานตามระยะเวลาลงทุนในแต่ละปี อัตราดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการคำนวณเพื่อกำหนดอัตราเงินปันผลสำหรับกรมธรรม์ที่มีส่วนร่วมรับเงินปันผล ในปีถัดจากปีที่ลงทุน โดยบริษัทจะ คำนวณเงินปันผลตามวันครบรอบปีกรมธรรม์ของแต่ละกรมธรรม์



10 ธันวาคม 2567

คำนวณ IRR ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์และแบบบำนาญแบบง่ายๆ

คำนวณ IRR ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์และแบบบำนาญแบบง่ายๆ


  • ตัวอย่างไฟล์: https://docs.google.com/spreadsheets/d/1jhRjXjpdj-U5liRK594f2cxJT9u3jMblHRknyRfy9eY/edit?usp=sharing
  • กรอกเบี้ยที่ต้องการชำระที่ column B ช่องสีเหลือง
  • กรอกบำนาญที่ได้รับที่ column D ช่องสีเหลือง
  • IRR ที่ได้คือช่อง G4 จากตัวอย่าง IRR = 2.67% 
  • จากตัวอย่าง สมมติได้รับบำนาญถึงอายุ 90 ปี ถ้าอายุปรับอายุ เช่นเป็น 99 ปี หรือ 85 ปี ให้ไปแก้สูตรช่อง G4 ด้วย จากตัวอย่างสูตรคือ =irr(D5:D60)


คำเตือน: กรณีบริษัทประกันล้มละลาย กองทุนประกันชีวิตจะคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท (ที่มา)

05 ธันวาคม 2567

ประกันสังคม เตรียมปรับเพดานใหม่ คนต้องจ่ายเพิ่มเป็น 845-1,150 บาท/เดือน แต่เพิ่มบำนาญ-เงินทดแทนให้ผู้ประกันตน




สำหรับร่างกฎกระทรวงใหม่ ของสำนักงานปนะกันสังคม (สปส.) ฉบับนี้ เตรียมมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 69
หลัก ๆ จะปรับปรุงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งเดิมกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ใช้ค่าจ้างฐาน 15,000 บาท เพื่อคำนวณเงินสมทบฯ จึงได้มีแผนปรับให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนี้
  • ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท
  • ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 20,000 บาท
  • ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 23,000 บาท
เดิมฐานคำนวณอยู่ที่ 15,000 บาท ต้องจ่ายสมทบประกันสังคมสูงสุด 750 บาท เมื่อมีการปรับฐานใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น แต่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น



ปี 2569-2571 ปรับฐานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน แต่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนี้
  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท)
  • เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน
  • เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน


ปี 2572-2574 ฐานปรับค่าจ้างเป็น 20,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้
  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)
  • เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน
  • เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน


ปี 2575 เป็นต้นไป ปรับฐานค่าจ้างเป็น 23,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์ได้รับเพิ่ม ได้แก่
  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)
  • เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน
  • เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน


ที่มา https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=585237234191198&id=100081147782841

28 พฤศจิกายน 2567

รีวิวประกันชีวิตแบบบำนาญ ซัมซุงแฮปปี้บำนาญ55 A100/10 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)

ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซัมซุงแฮปปี้บำนาญ55 A100/10 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)

  • ซื้อ Online ได้ที่ URL: https://digital.samsunglife.co.th/digital-insurance/#/product-detail/8160
  • ชำระเบี้ย 10 ปี
  • ได้รับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ไปจนถึง 100 ปี
  • คืนทุกค่อนข้างไว และได้รับเงินบำนาญไวกว่าหลายๆ บริษัท (ได้ตอน 55 ปี)
  • IRR ค่อนข้างสูง
  • ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท
อายุ เพศ คืนทุนตอนกี่ปี IRR
35 ชาย 69 3.86%
35 หญิง 71 3.51%
40 ชาย 71 3.46%
40 หญิง 72 3.14%

20 พฤศจิกายน 2567

บ้าน / คอนโด 2 ล้านบาท ผ่อนกี่ปีหมด


ตัวอย่างตารางการผ่อนบ้าน / คอนโด ราคา 2 ล้านบาท ว่ากี่ปีถึงจะผ่อนหมด (ถ้าใครมีบ้านถูกกว่าหรือแพงกว่า ก็เทียบสัดส่วนได้เลย)

ต้องการผ่อนกี่ปี ผ่อนเดือนละ (บาท) ดอกเบี้ยทั้งหมด (บาท)
10 19,871.00 384,519.86
15 14,396.07 591,292.23
20 11,702.23 808,535.04
30 9,092.91 1,273446.52

*สมมติฐาน ดอกเบี้ย 3.60% ถ้าใครกู้ได้ดอกถูกกว่านี้ยิ่งผ่อนหมดไวขึ้น
*ดอกเบี้ยลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดปีละ 100,000 บาท

ที่มา App Loan (โหลดได้ฟรีทั้ง iPhone & Android)
















30 สิงหาคม 2567

ลาออกจากงานและขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เสียภาษีเท่าไหร่


กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ สวัสดิการสำหรับพนักงานออฟฟิศ เพื่อให้พนักงานแต่ละคน มีเงินสะสม มีเงินเก็บ ไว้ใช้ยามแก่ชรา 
  • เงินเดือนแต่ละเดือนของพนักงานจะถูกหักตามสัดส่วนที่พนักงานเลือก แล้วนำไปลงทุนในกองทุนต่างๆ (ขึ้นกับนโยบายแต่ละบริษัท)
  • การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย



หลังจากลาออกจากงานทำยังไงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดี

หลังจากพนักงานลาออกจากงาน พนักงานมีทางเลือกในการจัดการกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ดังนี้

  • คงเงินไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิม: เหมาะกับคนที่ย้ายงานไปที่บริษัทใหม่ คงเงินไว้ และอนาคตค่อยย้ายไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่ในอนาคต
  • ย้ายไป RMF for Provident Fund (RMF for PVD): เหมาะสำหรับคนที่ลาออกจากการ, ไม่มีแพลนย้ายงาน และอายุยังไม่ถึง 55 ปี
  • ขาย: เหมาะสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้เงิน


การขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการเสียภาษี

  • เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราจะประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ
    • ส่วนที่ 1: เงินสะสมของเราเอง
    • ส่วนที่ 2: ผลประโยชน์ของเงินสะสมของเราเอง
    • ส่วนที่ 3: เงินสมทบที่บริษัทสมทบให้เรา
    • ส่วนที่ 4: ผลประโยชน์ของเงินสมทบที่บริษัทสมทบให้เรา

    • เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ ส่วนที่ 2,3,4 (หลังลาออก บริษัทจะมีเอกสารมาให้ และแสดงข้อมูลสรุปเงินส่วนต่างๆ)
    • การเสียภาษี
      • กรณี 1: อายุงาน < 5 ปี: 
        • ไม่ได้รับการลดหย่อน
        • เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ ส่วนที่ 2 + 3 + 4
      • กรณี 2: อายุงาน > 5 ปี และอายุพนักงาน < 55 ปี
        • ได้รับการลดหย่อน
        • เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ (7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน) / 2
        • อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก
      • กรณี 3: อายุงาน > 5 ปี และอายุพนักงาน > 55 ปี
        • ไม่ต้องเสียภาษี
      • การเสียภาษี ยื่น ภงด ได้ 2 แบบ
        • ยื่น ภงด รวมกับรายได้ประจำครั้งเดียว
        • แยกยื่น ภงด คือ ยี่นปกติ 1 รอบ และ ยื่นสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 1 รอบ (เสียภาษีน้อยกว่า สอบถาม HR ที่บริษัทได้) ดูตัวอย่างแบบฟอร์มแยกยื่นได้ที่ Reference ด้านล่าง
    • ตัวอย่าง 1:
      • A ทำงาน 2 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท
      • เข้าเงื่อนไข กรณี 1 ต้องนำเงิน ​100,000 บาทมายื่น ภงด
    • ตัวอย่าง 2:
      • B ทำงาน 5 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท
      • เข้าเงื่อนไข กรณี 2
        • 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท -----[1]
        •  7,000 x 5 = 35,000 บาท ------[2]
        • [1] - [2] = 65,000 บาท --------[3]
        • [3] / 2 = 32,500 บาท
        • ต้องนำเงิน ​32,500 บาทมายื่น ภงด และเสียภาษี 5% 1,625 บาท (อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก)
    • ตัวอย่าง 3:
      • C ทำงาน 10 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 3,00,000 บาท
      • เข้าเงื่อนไข กรณี 2
        • 2 + 3 + 4 = 300,000 บาท -----[1]
        •  7,000 x 10 = 70,000 บาท ------[2]
        • [1] - [2] = 2,930,000 บาท --------[3]
        • [3] / 2 = 1,465,000 บาท
        • ต้องนำเงิน ​1,465,000 บาทมายื่น ภงด และเสียภาษี
          • 300,000 แรกเสีย 5% = 15,000 บาท (อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก)
          • 200,000 ถัดมา 10% =  20,000 บาท
          • 250,000 ถัดมา 15% =  37,500 บาท
          • 250,000 ถัดมา 20% = 50,000 บาท
          • ที่เหลือเสีย 25% = 116,250 บาท
          • รวมเสียภาษี 238,750 บาท
    • ตัวอย่าง 4:
      • D ทำงาน 10 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
      • เข้าเงื่อนไข 3 ไม่ต้องเสียภาษี



    Reference

    • ตัวอย่างแบบฟอร์มแยกยื่น ภงด (ที่มา)