ตรวจสอบข้อมูลการบริจาคเงินตนเอง e-donation เพื่อกรอกลดหย่อนภาษี
My personal blog about health, hobby, stock & investment, information technology, self improvement, tax and travel.
30 มกราคม 2569
23 ธันวาคม 2568
ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง
1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ
2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร
4. ความเสี่ยงต่ำ
และประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ แบบ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี
Rabbit Life Hero 10/1
URL: https://www.rabbitlife.co.th/th/products/hero-10-1/product-detail
30 พฤศจิกายน 2568
บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
สำหรับเป็นค่านำ ค่าไฟฟ้า บำรุงรักษาเรือนพักญาติ
ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
เลขที่บัญชี 401-3-639-483
27 ตุลาคม 2568
15 ตุลาคม 2568
โปรแกรมคำนวณค่าบำนาญ ประกันสังคมสูตร CARE (สูตรใหม่)
โปรแกรมคำนวณค่าบำนาญ ประกันสังคมสูตร CARE (สูตรใหม่)
01 กันยายน 2568
5 เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อ RMF ลดหย่อนภาษี
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ Retirement Mutual Fund (RMF) เป็นรูปแบบการลงทุนที่คนอายุน้อยๆ มักจะมองข้าม เพราะคิดว่ากว่าจะได้ขายคืนเพื่อนำเงินออกมา ต้องรอจนถึง อายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีอีกด้วย แต่จริงๆ แล้วความเข้าใจนี้อาจไม่ถูกนัก หากได้เจาะลึกลงไปที่ตัว RMF อีกสักนิด คุณอาจเปลี่ยนใจมาเริ่มต้นลงทุนใน RMF เป็นตัวเลือกแรกๆ เลยก็ได้
เริ่มซื้อ RMF ตอนไหนดี
RMF เป็นผลิตภัณฑ์การออม การลงทุน ตัวแรกๆ ที่ควรซื้อเก็บไว้ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะจะมีเวลาให้ผู้ลงทุนได้ทยอยใส่เงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณแบบสบายๆ และเงินที่ลงทุนไปนั้นก็จะมีเวลาสร้างดอกออกผลได้เต็มที่ รวมถึงได้ฝึกวินัยในการออมและการลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะต้องซื้อต่อเนื่องแบบเก็บสะสมไปเรื่อยๆ อีกทั้งการเริ่มลงทุนเร็ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้หลายปีด้วย
นับครบ 5 ปีลงทุนอย่างไร ไม่ผิดเงื่อนไข
ระยะเวลาถือครอง RMF มีเงื่อนไขคือ ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีบริบูรณ์ แบบวันชนวัน ปีชนปี สามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน (ซื้อปีเว้นปีได้) โดยการนับอายุของ RMF จะนับจากกองทุน RMF กองแรกที่เราซื้อเข้ามาอยู่ในพอร์ต จากนั้นจะทยอยซื้อ RMF กองเดิม หรือกองใหม่ๆ เพิ่มก็ได้ ไม่แยกนับอายุรายกองทุนเหมือนการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ
หากอายุผู้ลงทุนยังไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะไม่สามารถขายคืนได้ หรือหากอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ระยะเวลาลงทุนไม่ครบ 5 ปี ก็จะต้องถือต่อให้ครบ เช่น เริ่มซื้อ RMF เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2565 และมีการซื้อต่อเนื่อง ไม่ว่าจะซื้อกองเดิม หรือซื้อกองใหม่ๆ ภายหลังก็ตาม ทุกกองที่ซื้อ จะถือว่าครบกำหนดตามเงื่อนไขในวันที่ 10 ม.ค. 2570 และจะสามารถขายหน่วยลงทุนทั้งหมดโดยไม่ผิดเงื่อนไขการถือครองในวันที่ 11 ม.ค. 2570 ยกเว้นผู้ที่ไม่ได้ลงทุนต่อเนื่อง เช่น ลงทุนแบบปีเว้นปี ก็จะต้องถือครองเป็น 10 ปี เพราะการนับระยะเวลาของ RMF จะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น
ซื้อเกินเงื่อนไขทางภาษีได้หรือไม่
เราสามารถซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมินก่อนหักภาษีและค่าลดหย่อนต่างๆ และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน รวมถึงประกันแบบบำนาญ และ SSF ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หากลงทุนเกินเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดข้างต้น จะได้รับการยกเว้นกำไรจากการขายเมื่อถือครบกำหนดเฉพาะส่วนที่นำมาลดหย่อนภาษีได้เท่านั้น กำไรส่วนที่ซื้อเกินจะไม่ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังต้องนำกำไรในส่วนที่เกินนั้นไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย ซึ่งจะยุ่งยากในการย้อนกลับไปดูรายละเอียดในส่วนที่เกินเงื่อนไขภาษีของแต่ละกองทุนในแต่ละปี ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อเกินกว่าสิทธิที่กฎหมายกำหนด
ทำไมจึงควรทยอยซื้อตั้งแต่ต้นปี
การลงทุนใน RMF ก็เหมือนกับการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ที่ต้องศึกษานโยบายของกองทุนว่านำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง มีการกระจายในหลากหลายอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด มีสัดส่วนการลงทุนอย่างไร มีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการทยอยเข้าซื้อ RMF แต่ละตัวในจังหวะที่เหมาะสมได้ หรือจะใช้วิธีทยอยซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือนแบบ DCA ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการหาจังหวะลงุทน หรือทยอยซื้อแบบ DCA หรือผสมทั้งสองแบบ ก็ควรคำนวณไว้ก่อนว่า เราสามารถซื้อได้เท่าไหร่ถึงจะไม่เกินสิทธิทางภาษี ส่วนเงินลงทุนส่วนที่เกินนั้นจะได้นำไปวางแผนลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ครบกำหนดขายคืน ควรขายทั้งก้อน หรือทยอยขาย
ผู้ลงทุนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และได้มีการลงทุนใน RMF ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีเต็มแล้ว แต่ยังมีรายได้ และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษีอยู่ กรณีนี้ไม่ควรรีบขายคืน เพราะหากผู้ลงทุนมีการซื้อ RMF เพิ่มเติมหลังจากได้ขาย RMF ที่ครบเงื่อนไขไปแล้ว ไม่ว่าจะขายทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม การนับระยะเวลาการลงทุน RMF ทั้งหมดที่ถืออยู่ จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทำให้ผู้ลงทุนต้องรออีกอย่างน้อย 5 ปีเต็ม ถึงจะขาย RMF กองที่ยังถืออยู่ได้อีกครั้งโดยไม่ผิดเงื่อนไขการนำไปลดหย่อนทางภาษี
ส่วนใครที่ไม่มีรายได้แล้ว กรณีนี้สามารถเลือกขายเพื่อนำเงินออกมาทั้งหมด หรือทยอยขายก็ได้ เพราะไม่มีเงื่อนไขทางภาษีมาเกี่ยวข้องแล้ว โดยเงินที่นำออกมานั้น ควรใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อเป็นแหล่งรายได้เก็บไว้ใช้ในช่วงหลังเกษียณอย่างแท้จริง
20 กรกฎาคม 2568
ให้แล้วสุข เส้นทางแห่งการแบ่งปันที่เติมเต็มชีวิต
เส้นทางนักให้: จากการทำความดีเล็กๆ สู่ความสุขที่ยิ่งใหญ่
ถ้าจะให้ย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวการเป็นผู้ให้ของผม ต้องบอกว่ามันเริ่มมาจากครอบครัวเลยครับ พ่อกับแม่ปลูกฝังเรื่อง "การทำความดี" มาตั้งแต่เด็กๆ พาเข้าวัดทำบุญ ปล่อยนกปล่อยปลา สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้ผมเข้าใจว่า ความสุขของการให้มันหอมหวานแค่ไหน
พอเริ่มทำงาน ผมก็ยังคงอินกับเรื่องพวกนี้ไม่เปลี่ยน ได้เข้าร่วมกิจกรรม CSR ของบริษัท ไปเป็นอาสาสมัคร ไปบริจาคเลือด หรือแม้แต่ช่วยอุดหนุนลอตเตอรี่การกุศล มันเป็นเหมือนอีกพาร์ทหนึ่งของชีวิตที่เติมเต็มความสุขนอกเหนือจากเรื่องงาน
จุดเปลี่ยนสำคัญ: เมื่อการให้...โปร่งใสขึ้น
ถ้าจะให้เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้การทำความดีของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก็คงเป็นช่วงปี 2020 ตอนที่ผมได้รู้จักกับแพลตฟอร์มการบริจาคแห่งหนึ่ง ตอนแรกก็แค่ลองเข้าไปดู แต่พอได้ศึกษาเท่านั้นแหละถึงกับร้องว้าว! เพราะที่นี่มันโปร่งใสสุดๆ เราสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนว่าเงินบริจาคของเราถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง มันทำให้ผมมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะไปถึงมือผู้รับอย่างแท้จริง และหมดกังวลเรื่องการทุจริตไปเลย ทำให้ผมกล้าที่จะบริจาคอย่างสบายใจ
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ตั้งใจบริจาคอย่างสม่ำเสมอ พยายามให้ได้ทุกเดือนเท่าที่กำลังตัวเองจะอำนวย และคิดว่าจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะผมเชื่อว่า การแบ่งปันน้ำใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่ แค่ทำอย่างสม่ำเสมอก็สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว
การให้ในรูปแบบอื่นๆ: เลือดของผมมีค่า
นอกจากการบริจาคเงินแล้ว ผมยังมีกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานานคือ การบริจาคเลือดกับสภากาชาดไทย ผมจะไปบริจาคทุกๆ 3 เดือนเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย เพราะเชื่อสุดใจว่าเลือดของเราสามารถต่อชีวิตใครอีกหลายคนได้จริง แค่สละเวลาไม่กี่นาที ก็ได้ทำสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่แล้ว
ให้แล้วได้อะไร: ประโยชน์ที่มากกว่าการช่วยคนอื่น
ผมมองว่าการแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาบริจาคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้มีแค่ประโยชน์กับผู้รับเท่านั้นนะครับ แต่ยังดีต่อใจเราเองด้วย เพราะนอกจากจะได้ช่วยสังคมแล้ว ยังสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องใช้เวลามาก และที่สำคัญคือ เราไม่ได้เดือดร้อน แถมการบริจาคผ่านมูลนิธิที่ถูกต้องตามกฎหมายยังสามารถนำไป ลดหย่อนภาษี ได้อีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อเต็มๆ
สำหรับแนวทางการบริจาคของผมนั้น ผมจะโฟกัสไปที่ 3 เรื่องหลักๆ ครับ คือ การช่วยเหลือสัตว์ ที่ถูกทอดทิ้งหรือเจ็บป่วย, การดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกต้นไม้ปลูกป่า และสุดท้ายคือ การช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาส เพราะผมเชื่อว่าการช่วยในด้านเหล่านี้คือการสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนขึ้นได้อย่างแท้จริง
ทุกวันนี้ผมยังคงบริจาคผ่านแพลตฟอร์มเดิม แต่อนาคตก็อาจจะเปลี่ยนไปบริจาคตรงกับมูลนิธิที่เน้นช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้โดยตรงครับ
คุณสามารถดูสรุปการบริจาคของผมในแต่ละปีได้ที่ Link ครับ แล้วคุณล่ะครับ มีวิธีการทำความดีในแบบฉบับของตัวเองบ้างหรือเปล่า?
19 กรกฎาคม 2568
ภาษี e-Payment เงินโอนเข้าบัญชีกี่ครั้ง สรรพากรถึงจะตรวจสอบ?
- มีการฝากหรือรับโอนเงิน 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี ไม่ว่ายอดรวมทั้งหมดจะเท่าไหร่ก็ตาม (นับรวมทุกบัญชีของแต่ละธนาคารนั้นๆ)
- มีการฝากหรือรับโอนเงิน 400 ครั้งขึ้นไปต่อปีและมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาท ขึ้นไป
ตัวอย่าง
- เงินเข้า 500 ครั้ง ยอดเงิน 1.5 ล้านบาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล
- เงินเข้า 200 ครั้ง ยอดเงิน 10 ล้านบาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล
- เงินเข้า 4,000 ครั้ง ยอดเงิน 1 แสนบาท = ถูกส่งข้อมูล
21 มิถุนายน 2568
[กรุงเทพประกันชีวิต][BLA][Bangkoklife] อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล
หมายเหตุ
* อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน คำนวณจากผลรวมของดอกเบี้ยรับ เงินปันผลรับ และกำไร/ขาดทุน จากการจำหน่ายเงินลงทุน หารด้วยสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยของกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผลในรอบปี
15 มิถุนายน 2568
รายได้หลังเกษียณกับเรื่องภาษีที่ควรรู้
01 มกราคม 2568
20 ธันวาคม 2567
15 ธันวาคม 2567
Free e-book SSF & RMF แฝดคู่ใหม่ ใช้ลดหย่อนภาษี
ebook url: https://media.setinvestnow.com/setinvestnow/Documents/2020/Nov/22_ssf-rmf-tax-saving-investments.pdf
10 ธันวาคม 2567
คำนวณ IRR ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์และแบบบำนาญแบบง่ายๆ
คำนวณ IRR ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์และแบบบำนาญแบบง่ายๆ
- ตัวอย่างไฟล์: https://docs.google.com/spreadsheets/d/1jhRjXjpdj-U5liRK594f2cxJT9u3jMblHRknyRfy9eY/edit?usp=sharing
- กรอกเบี้ยที่ต้องการชำระที่ column B ช่องสีเหลือง
- กรอกบำนาญที่ได้รับที่ column D ช่องสีเหลือง
- IRR ที่ได้คือช่อง G4 จากตัวอย่าง IRR = 2.67%
- จากตัวอย่าง สมมติได้รับบำนาญถึงอายุ 90 ปี ถ้าอายุปรับอายุ เช่นเป็น 99 ปี หรือ 85 ปี ให้ไปแก้สูตรช่อง G4 ด้วย จากตัวอย่างสูตรคือ =irr(D5:D60)
คำเตือน: กรณีบริษัทประกันล้มละลาย กองทุนประกันชีวิตจะคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท (ที่มา)
05 ธันวาคม 2567
ประกันสังคม เตรียมปรับเพดานใหม่ คนต้องจ่ายเพิ่มเป็น 845-1,150 บาท/เดือน แต่เพิ่มบำนาญ-เงินทดแทนให้ผู้ประกันตน
สำหรับร่างกฎกระทรวงใหม่ ของสำนักงานปนะกันสังคม (สปส.) ฉบับนี้ เตรียมมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 69
หลัก ๆ จะปรับปรุงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งเดิมกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ใช้ค่าจ้างฐาน 15,000 บาท เพื่อคำนวณเงินสมทบฯ จึงได้มีแผนปรับให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนี้
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 20,000 บาท
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกิน 23,000 บาท
ปี 2569-2571 ปรับฐานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน แต่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนี้
- เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท)
- เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง
- เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท
- เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน
- เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน
ปี 2572-2574 ฐานปรับค่าจ้างเป็น 20,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้
- เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)
- เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง
- เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน
- เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท
- เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน
- เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน
ปี 2575 เป็นต้นไป ปรับฐานค่าจ้างเป็น 23,000 บาท จ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์ได้รับเพิ่ม ได้แก่
- เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)
- เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง
- เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน
- เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท
- เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน
- เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน
ที่มา https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=585237234191198&id=100081147782841
28 พฤศจิกายน 2567
รีวิวประกันชีวิตแบบบำนาญ ซัมซุงแฮปปี้บำนาญ55 A100/10 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)
ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซัมซุงแฮปปี้บำนาญ55 A100/10 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)
- ซื้อ Online ได้ที่ URL: https://digital.samsunglife.co.th/digital-insurance/#/product-detail/8160
- ชำระเบี้ย 10 ปี
- ได้รับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ไปจนถึง 100 ปี
- คืนทุกค่อนข้างไว และได้รับเงินบำนาญไวกว่าหลายๆ บริษัท (ได้ตอน 55 ปี)
- IRR ค่อนข้างสูง
- ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท
| อายุ | เพศ | คืนทุนตอนกี่ปี | IRR |
|---|---|---|---|
| 35 | ชาย | 69 | 3.86% |
| 35 | หญิง | 71 | 3.51% |
| 40 | ชาย | 71 | 3.46% |
| 40 | หญิง | 72 | 3.14% |
20 พฤศจิกายน 2567
บ้าน / คอนโด 2 ล้านบาท ผ่อนกี่ปีหมด
| ต้องการผ่อนกี่ปี | ผ่อนเดือนละ (บาท) | ดอกเบี้ยทั้งหมด (บาท) |
|---|---|---|
| 10 | 19,871.00 | 384,519.86 |
| 15 | 14,396.07 | 591,292.23 |
| 20 | 11,702.23 | 808,535.04 |
| 30 | 9,092.91 | 1,273446.52 |
12 ตุลาคม 2567
01 กันยายน 2567
เงื่อนไขกองทุน ThaiESG ล่าสุด
30 สิงหาคม 2567
ลาออกจากงานและขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เสียภาษีเท่าไหร่
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ สวัสดิการสำหรับพนักงานออฟฟิศ เพื่อให้พนักงานแต่ละคน มีเงินสะสม มีเงินเก็บ ไว้ใช้ยามแก่ชรา
- เงินเดือนแต่ละเดือนของพนักงานจะถูกหักตามสัดส่วนที่พนักงานเลือก แล้วนำไปลงทุนในกองทุนต่างๆ (ขึ้นกับนโยบายแต่ละบริษัท)
- การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
หลังจากพนักงานลาออกจากงาน พนักงานมีทางเลือกในการจัดการกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ดังนี้
- คงเงินไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิม: เหมาะกับคนที่ย้ายงานไปที่บริษัทใหม่ คงเงินไว้ และอนาคตค่อยย้ายไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่ในอนาคต
- ย้ายไป RMF for Provident Fund (RMF for PVD): เหมาะสำหรับคนที่ลาออกจากการ, ไม่มีแพลนย้ายงาน และอายุยังไม่ถึง 55 ปี
- ขาย: เหมาะสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้เงิน
การขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการเสียภาษี
- เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราจะประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1: เงินสะสมของเราเอง
- ส่วนที่ 2: ผลประโยชน์ของเงินสะสมของเราเอง
- ส่วนที่ 3: เงินสมทบที่บริษัทสมทบให้เรา
- ส่วนที่ 4: ผลประโยชน์ของเงินสมทบที่บริษัทสมทบให้เรา
- เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ ส่วนที่ 2,3,4 (หลังลาออก บริษัทจะมีเอกสารมาให้ และแสดงข้อมูลสรุปเงินส่วนต่างๆ)
- การเสียภาษี
- กรณี 1: อายุงาน < 5 ปี:
- ไม่ได้รับการลดหย่อน
- เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ ส่วนที่ 2 + 3 + 4
- กรณี 2: อายุงาน > 5 ปี และอายุพนักงาน < 55 ปี
- ได้รับการลดหย่อน
- เงินที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือ (7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน) / 2 อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก
- กรณี 3: อายุงาน > 5 ปี และอายุพนักงาน > 55 ปี
- ไม่ต้องเสียภาษี
- การเสียภาษี ยื่น ภงด ได้ 2 แบบ
- ยื่น ภงด รวมกับรายได้ประจำครั้งเดียว
- แยกยื่น ภงด คือ ยี่นปกติ 1 รอบ และ ยื่นสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 1 รอบ (เสียภาษีน้อยกว่า สอบถาม HR ที่บริษัทได้) ดูตัวอย่างแบบฟอร์มแยกยื่นได้ที่ Reference ด้านล่าง
- ตัวอย่าง 1:
- A ทำงาน 2 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท
- เข้าเงื่อนไข กรณี 1 ต้องนำเงิน 100,000 บาทมายื่น ภงด
- ตัวอย่าง 2:
- B ทำงาน 5 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท
- เข้าเงื่อนไข กรณี 2
- 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท -----[1]
- 7,000 x 5 = 35,000 บาท ------[2]
- [1] - [2] = 65,000 บาท --------[3]
- [3] / 2 = 32,500 บาท
- ต้องนำเงิน 32,500 บาทมายื่น ภงด และเสียภาษี 5% 1,625 บาท (อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก)
- ตัวอย่าง 3:
- C ทำงาน 10 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 3,00,000 บาท
- เข้าเงื่อนไข กรณี 2
- 2 + 3 + 4 = 300,000 บาท -----[1]
- 7,000 x 10 = 70,000 บาท ------[2]
- [1] - [2] = 2,930,000 บาท --------[3]
- [3] / 2 = 1,465,000 บาท
- ต้องนำเงิน 1,465,000 บาทมายื่น ภงด และเสียภาษี
- 300,000 แรกเสีย 5% = 15,000 บาท (อัตราภาษีขั้นแรกแบบไม่มีการยกเว้น 150,000 บาทแรก)
- 200,000 ถัดมา 10% = 20,000 บาท
- 250,000 ถัดมา 15% = 37,500 บาท
- 250,000 ถัดมา 20% = 50,000 บาท
- ที่เหลือเสีย 25% = 116,250 บาท
- รวมเสียภาษี 238,750 บาท
- ตัวอย่าง 4:
- D ทำงาน 10 ปี, เงินส่วนที่ 2 + 3 + 4 = 100,000 บาท และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- เข้าเงื่อนไข 3 ไม่ต้องเสียภาษี
Reference
- ตัวอย่างแบบฟอร์มแยกยื่น ภงด (ที่มา)














