15 กรกฎาคม 2569

สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


1. ความโง่ไม่ใช่เรื่องของไอคิว แต่คือการไม่ใช้ความคิด
→ คนฉลาดก็สามารถทำสิ่งโง่ ๆ ได้ หากปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อ หรืออคตินำทางแทนเหตุผล

2. อัตตาคือต้นตอของความโง่
→ ความมั่นใจเกินเหตุ (overconfidence) ทำให้เราคิดว่าตัวเองถูกเสมอ และไม่ฟังใคร

3. กลุ่มสร้างความโง่เป็นระบบ
→ การอยู่ในสังคมหรือกลุ่มที่คิดคล้ายกัน ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว

4. การกลัวผิดคือกับดักของการเรียนรู้
→ คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่าผิด เพราะกลัวเสียหน้า ทั้งที่ความผิดคือโอกาสในการพัฒนา

5. ข้อมูลล้นเกิน = โง่แบบมีความรู้
→ ยุคข้อมูลมหาศาลทำให้คน “รู้เยอะ” แต่ไม่คิดวิเคราะห์ กลายเป็นแค่ผู้บริโภคข้อมูลที่สับสน

6. การหัวเราะเยาะคนโง่ อาจทำให้เรากลายเป็นคนโง่เสียเอง
→ การดูถูกคนอื่น คือการปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ของตัวเอง และแสดงอัตตาที่พองโต

7. ความโง่คือสภาพมนุษย์ที่เราทุกคนมีอยู่บางเวลา
→ ไม่มีใครฉลาดตลอดเวลา การตระหนักรู้ในจุดนี้ต่างหาก ที่เป็นก้าวแรกสู่ความเข้าใจและเติบโต


Source


13 กรกฎาคม 2569

ชะตากรรมของ หุ้น AI และพวก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประมาณปี 1995 โลกของการติดต่อสื่อสารดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่ออินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สามารถติดต่อระหว่างบุคคลธรรมดาได้ภายในเสี้ยววินาทีทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำมากผ่านระบบเครือข่ายสายทองแดงหรือตัวนำคลื่นอย่างอื่น ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” ทางด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษยชาติไม่เคยเจอมาก่อนในขณะนั้น

ตั้งแต่ปี 1995 ที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 16 ล้านคน ก็เพิ่มขึ้นแบบ “ทะลุโลก” เป็น 400 ล้านคนทั่วโลกในปี 2000 นั่นทำให้บริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตและบริษัทที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้นมหาศาล และกลายเป็นยุคบูมของธุรกิจ “Dot-com” ที่หุ้นหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตมีรายได้เติบโต “ทะลุโลก”

ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและก็ส่งผลไปถึงดัชนีแนสแด็กที่เติบโตระเบิดตามมา นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็คิดว่าการเติบโตของบริษัทเหล่านั้นจะรวดเร็วและต่อเนื่องไปยาวนานอย่าง “ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะคนในโลกมีหลายพันล้านคน และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็คงต้องใช้ในไม่ช้า

หุ้นของบริษัท Cisco Systems ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์การติดต่อระหว่างจุดเชื่อมการสื่อสารหรือ “Router” รายใหญ่ที่สุดได้รับประโยชน์มากเพราะความต้องการอุปกรณ์นี้เพิ่มขึ้นมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้านเหรียญต่อปีในปี 1995 เป็น 19 พันล้านเหรียญหรือเกือบ 10 เท่าในในเวลา 5 ปี ในปี 2000 และคาดการณ์ว่าจะยังคงโตต่อไปในอัตราเดิมในอนาคตที่ “ยังไม่รู้จบ”

ราคาหุ้น Cisco ในปี 1995 อยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ และเร่งตัวขึ้นอย่างแรงตั้งแต่ปี 1998 กลายเป็น 80 เหรียญ ในช่วงต้นปี 2000 หรือโตขึ้น 40 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี ทำให้ Cisco กลายเป็นบริษัทที่มี “มูลค่ามากที่สุดในโลก” แทนที่หุ้นไมโครซอฟท์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่โลกเกิดการ “ปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ในช่วงประมาณปี 1975 หรือ 25 ปีก่อนหน้านั้น ในวันที่ราคาหุ้น Cisco พีกหรือถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2000 มันมีมูลค่าถึงประมาณ 550,000 ล้านเหรียญหรือ 18 ล้านล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันนี้ และคิดเป็นประมาณ 5.5% ของหุ้นทั้งตลาดแนสแด็ก

แต่แล้ว หุ้น Cisco ก็ถล่มลง ราคาหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็วและแรงมาก ใช้เวลาประมาณปีครึ่งเหลือเพียง 10 เหรียญ หรือลดลงประมาณ 88% เช่นเดียวกับหุ้นด็อทคอมทั้งหลายที่ราคาตกลงมาระดับ 80-95% กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาประมาณ 77% และนั่นก็คือวิกฤติไฮเท็คปี 2000 ที่เรารู้จักกันดี

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้ทะลายลง มันยังอยู่และเติบโตต่อไป มันไม่ใช่สินค้าแฟชั่น มันดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคากลับถูกลงมา ทุกคนใช้มันเหมือนกับการใช้ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคทั้งหลาย มันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์ที่ปฎิวัติโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกัน บริษัท Cisco เองนั้น ไม่ได้ล้มหรือทลายลง ปี 2001 ยอดขายยังโตระเบิดอีก 55% ก่อนที่จะลดลงเหลือปีละ 16% หลังจากนั้น จนมาถึงเร็ว ๆ นี้ เป็นเวลา ประมาณ 25 ปีที่ยอดขายโตขึ้นเป็นประมาณ 60 พันล้านเหรียญ และราคาหุ้นปรับขึ้นมาเท่าเดิมที่ 80 เหรียญเมื่อสิ้นปี 2025 หรือใช้เวลา 25 ปีกว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม

แต่แล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้น Cisco ก็ “กลับมาใหม่” ถึงวันนี้ ราคาก็วิ่งทะลุไปถึงประมาณ 120 เหรียญ หรือขึ้นไปถึง 50% ภายในเวลา 6-7 เดือน อานิสงค์จากการบูมของ “AI” ที่กำลัง “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์” อีกครั้งหลังจากการ “ปฏิวัติอินเตอร์เน็ต” เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน เพราะคนคิดว่า หุ้น Cisco เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับ AI หรือเป็น Supplier ของธุรกิจ AI ดังนั้น มันจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วและโตไปอีกนาน--เหมือนตอนปฏิวัติอินเตอร์เน็ต

ผมเล่าเรื่องของหุ้นที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของการ “ปฎิวัติ” ทางเทคโนโลยี ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของหุ้นอย่างมหาศาลเพราะคนเชื่อว่ายอดขายและผลกำไรของบริษัทจะเติบโตสูงมากและสูงต่อไปอีกนานมาก พวกเขาซื้อหุ้นโดยไม่ได้คิดว่าในอนาคตอันอาจจะไม่ไกลนัก ยอดขายอาจจะลดลง ไม่ใช่เพราะว่าคนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่น้อยลง แต่เป็นเพราะปัจจัย 3 ประการที่มักจะเปลี่ยนไปคือ

1 คู่แข่งของบริษัทจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปมาก บางทีไม่ใช่ว่าคุณภาพจะเหนือกว่า แต่เพราะเขาขายถูกกว่า เป็นต้น
2 กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากคนที่อยู่ในธุรกิจอาจจะล้น เพราะทุกคนต่างก็เร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ราคาสินค้าลดลง และยอดขายของแต่ละรายลดลงจนไม่คุ้มที่จะทำ หรือมีรายใหม่ที่เข้ามาผลิตแข่ง หรือลูกค้าที่เป็นคนใช้หันมาทำเองแทนที่จะซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์ AI อื่น
3 เทคโนโลยีใหม่อาจจะปรากฏขึ้นและมาทดแทนสิ่งเดิมที่ใช้สำหรับเทคโนโลยี่ที่ปฏิวัติ

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นมักทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัทที่กำลัง “ปฎิวัติ” โลกด้วยเทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ไม่โตเร็วแทบจะตลอดไปตามที่คิด บางบริษัทก็อาจจะพ่ายแพ้และล้มหายตายจากไป และนั่นทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปมโหฬารก่อนหน้านั้นตกลงมาแรงในระดับ “หายนะ” ได้

และหุ้น Cisco ก็เป็นตัวอย่างหรือบทเรียนสำหรับนักลงทุนที่กำลังประสบกับธุรกิจ ”AI” ที่กำลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์”อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะนี้

เรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตและการพุ่งขึ้นของหุ้น Cisco นั้น ผมคิดว่าสามารถเป็นโมเดลของหุ้น AI จำนวนมากที่มีราคาพุ่งขึ้นไปแบบเหลือเชื่อ โดยที่หุ้น Nvidia ที่เป็นผู้นำแนวหน้าที่สุด กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกและคิดเป็นประมาณ 14% ของตลาดแนสแด็ก

คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่งหุ้นเอ็นวิเดียจะตกลงมามากระดับอาจจะมากกว่า 40-50% จากจุดสูงสุดคล้าย ๆ กับหุ้น Cisco ที่ตกลงมาถึงเกือบ 90%?

หรือ NVIDIA อาจจะไม่ตกลงมาแบบนั้นเพราะไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาแข่งหรือมาแทนมันได้ ซึ่งทำให้ยอดขายและรายได้เติบโตอย่างรวดเร็วไปเรื่อย ๆ และยาวนาน แต่จะมีหุ้น AI ตัวอื่น ๆ ที่ต้องประสบชะตากรรม ยอดขายโตช้าลงมาก กำไรหายหรือขาดทุนหนักเนื่องจากประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามปัจจัย 3 ข้อดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปแบบ “หลุดโลก” ตกลงมาแบบ “หายนะ”?

ผมไม่มีคำตอบ แต่คิดว่ามีโอกาสมากที่จะเกิดขึ้น เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นมีมากมาย ลองมาดู
1 กลุ่มที่ทำ AI เพื่อขายให้คนเอาไปใช้ซึ่งรวมถึงหุ้นนางฟ้าทั้ง 7 และ Open AI ที่ทำ ChatGPT Anthropic ที่ทำ Claude เป็นต้น กลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยและแข่งกันเองอย่างหนัก ต้องมี “ผู้แพ้” อย่างแน่นอน

2 กลุ่มที่ทำอุปกรณ์ขายให้กับคนอื่นที่ทำ AI ซึ่งทำหรือออกแบบชิพ AI เช่น เอ็นวิเดียที่ทำชิพที่ “สุดยอด” และคนอื่นสู้ไม่ได้เลย และบริษัทอย่างซัมซุง SK Hynix บริษัท Micron หุ้น Intel และ AMD ที่ผลิตชิพที่ใช้สร้าง AI กลุ่มนี้ในไม่ช้าก็อาจจะมีกำลังการผลิตล้น เพราะต่างก็เพิ่มกำลังผลิตและยังน่าจะมีรายใหม่เข้ามาแข่งเพิ่ม

3 กลุ่มผู้รับจ้างผลิตชิพให้กลุ่มที่สอง ที่โดดเด่นก็คือ TSMC และ ASML และ Lam Research เป็นต้น ที่ดูเหมือนว่าหาคนแข่งยาก และกว่าจะสร้างบริษัทอื่นขึ้นมาก็คงใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่รู้ว่าถึงวันหนึ่งจีนอาจจะทำได้

4 กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเช่น สวิทซ์ เร้าเตอร์ สายใยแก้วนำแสง รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรอง และอื่น ๆ ซึ่งบริษัทก็รวมถึง Cisco และ Delta ดังที่กล่าวและอื่น ๆ ที่มียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจาก AI และทำให้หุ้นวิ่ง อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันก็มีมากและสามารถเข้ามาแข่งได้ไม่ยาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีใช้แพร่หลายอยู่แล้วก่อนการเกิดขึ้นของ AI ดังนั้น ถ้าหุ้นขึ้นไปมาก โอกาสที่จะตกลงมาคงสูงพอสมควร

5 นอกจากที่กล่าวมาทุกข้อก็คือ เทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนทำลายหรือลดการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น เกิดเทคนิคใหม่ที่สามารถใช้ชิพน้อยลงไปมาก หรือใช้ชิพที่มีประสิทธิภาพต่ำลงแต่คำนวณได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการชิพลดลงไปมาก เป็นต้น

และทั้งหมดนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนหุ้นกลุ่ม AI ทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเกินไป

วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือการวิเคราะห์และประเมินว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน และความได้เปรียบนั้นยั่งยืนแค่ไหน โอกาสที่มันจะถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และด้วยเทคโนโลยีใหม่มีแค่ไหน ซึ่ง ไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไฮเท็ค ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอเร็น บัฟเฟตต์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับผมที่ต้องขอ “Bye”


From Settrade.com

06 กรกฎาคม 2569

สามทศวรรษในตลาดหุ้นไทย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่พิมพ์ต่อเนื่องมาย้อนหลังไปหลายสิบปี ปีละเล่ม

บทความนี้จะสรุปการลงทุนและผลการลงทุนรวมถึงเป็นการทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับตลาดหุ้นของผมในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่แม่นยำ เพราะความจำผมไม่ค่อยดีนัก

เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ผมต้องถูก “ให้ออกจากงาน” และต้องไปทำงานเป็น “ที่ปรึกษา” ในบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงมีเวลาค่อนข้างมาก นั่งทำงานในห้องเงียบเหงาอยู่คนเดียว ผมเริ่มลงทุนด้วยเงินออมทั้งหมดที่มีโดยการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะ “เอาตัวรอดได้” มีหนี้น้อยหรือบางบริษัทก็ไม่มีหนี้เงินกู้เลย มีกำไรดี สินค้ายังขายได้เพราะเป็นสินค้าผู้บริโภคหรือผู้ส่งออกที่ยังขายสินค้าได้ดีมากเพราะเงินบาทอ่อนค่าลงมาก ทำให้สินค้าขายได้มากขึ้นและมีกำไรที่ดีโดยเฉพาะในช่วงแรกของวิกฤติจากค่าเงินบาทที่ลดลงมาก

“โลกภายนอก” คือสังคมธุรกิจเงียบเหงามาก ตลาดหุ้นกำลังพังทลาย เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังใกล้ล้มละลายเพราะไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลือพอที่จะทำการค้าขายกับต่างประเทศได้ ตลาดหุ้นที่เคยคึกคักและ “นักลงทุน” ที่เคย “ขลุก” อยู่ตาม “ห้องค้า” ของบริษัทหลักทรัพย์ตลอดทั้งวันหายไปเกือบหมด ปริมาณการเทรดหุ้นต่อวันลดเหลือเพียง 3-4,000 ล้านบาท

ผมเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนตาม “แนวทางใหม่” ที่ผมเริ่มใช้ที่เรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ “Value Investments” ตามผู้ก่อตั้งและผู้นำหลักคือ เบน เกร แฮม และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านั้นแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในการลงทุนส่วนตัว หนังสือเล่มนั้นผมตั้งชื่อว่า “ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนในภาวะวิกฤติ” ที่ยังพิมพ์ขายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น ผมก็ยังเริ่มเขียนบทความรายสัปดาห์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในหัวข้อ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่ก็ยังเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

ภายในเวลาอันสั้นหลังจากแนวคิดเรื่องการลงทุนแบบ “VI” ถูกเผยแพร่ออกไป ผมก็ได้รับการติดต่อจากคนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบนั้น เราคุยกันยาวนาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความคิดนั้นอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดก็มีการจัดตั้ง “ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า” และมีการจัดทำเว็บไซ้ต์ ซึ่งกำลังเป็น “เครื่องมือใหม่ของโลกยุคใหม่” ในขณะนั้น ที่จะเป็นศูนย์กลางของเหล่านักลงทุนที่ตอนนั้นต่างก็ประกาศตัวว่าเป็น “VI” และต่อมาก็จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า(ประเทศไทย) ตั้งแต่ปี 2543

VI “รุ่นบุกเบิก” เหล่านั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่นักลงทุนแบบเดิมก่อนวิกฤติที่เราคุ้นเคย ที่มักจะเป็นแนว “แม่บ้าน”หรือ “พ่อบ้าน”ที่เป็นเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่มาขลุกอยู่ตามห้องค้า “เย็น ๆ” เพื่อมา “เล่นหุ้น” และมา “สังคม” กับเพื่อนโดยที่แทบทุก “โบรก” ก็จะมีอาหารว่างและน้ำเลี้ยงลูกค้า แต่กลายเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาสูง หลายคนเคยเป็นนักเรียนระดับ “ท็อป” ของประเทศ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างและทำงานในบริษัทระดับชาติหรือนานาชาติ พวกเขามีเงินออมและต้องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต

ผลการลงทุนของนักลงทุน VI ที่ยึดหลักว่าการซื้อหุ้นก็คือการลงทุนในตัวธุรกิจ พวกเขาจึงเลือกลงทุนในบริษัทที่มีผลงานที่ดีในราคาหุ้นที่ถูกมากที่เรียกว่ามี “Margin of Safety” สูง ซึ่งในเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่บริหารงานแบบทันสมัย และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยการขยายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศเกิดขึ้นมาก กิจการเหล่านั้นจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่า VI ที่เข้าไปซื้อและทำกำไรได้อย่างงดงาม “ตัวแล้วตัวเล่า”

ผลงานการลงทุน 10 ปีแรก จากปี 2540-2549 ของผมนั้น ต้องถือว่า “มหัศจรรย์” เพราะขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 28.2% และทำกำไรหรือได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 38.6% เงินก้อนแรกที่ลงไปในปี 2540 โตขึ้นถึง 25.2 เท่า เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดที่ติดลบแบบทบต้น 1.5% ในช่วงเวลาถึง 10 ปี นั่นทำให้ผมมี “อิสระภาพทางการเงิน” และเกษียณจากการทำงานประจำได้ตั้งแต่ทศวรรษแรกที่ลงทุน

เช่นเดียวกับนักลงทุนแนว VI หลาย ๆ คนที่ทำผลตอบแทนได้ไม่ต่างกัน ในเวลานั้นผมคิดว่าแค่คุณมีความคิดแบบ VI และกล้าเสี่ยง คุณไม่จำเป็นต้องเก่งในการวิเคราะห์หรือมีหลักการป้องกันความเสี่ยงที่ดี คุณก็สามารถรวยได้ คุณก็แค่เป็น “คนแรก” ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอแล้ว

ทศวรรษที่ 2 คือตั้งแต่ปี 2550-2559 นั้น ภาพของ VI ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ความสำเร็จของการลงทุนแนว VI และนักลงทุน VI ได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไป ว่าที่จริงนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่แทบทุกคนต่างก็บอกว่าตนเองเป็น VI อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ ในด้านของตัวนักลงทุนเองที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย “คนมีเงิน” หรือคนที่มีพื้นฐานร่ำรวยอยู่แล้ว เช่น ทำธุรกิจหรือมีพ่อแม่เป็นนักธุรกิจที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแทนที่จะขยายธุรกิจหรือทำธุรกิจของที่บ้าน ตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะ “หาเงินง่ายกว่า” ในคนกลุ่มนี้

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551 และกลายเป็นช่วง 3-4 ปีทองของตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก มีเศรษฐีหุ้นเกิดใหม่เต็มไปหมด

ผลงานการลงทุนของผมยังคงโดดเด่นมากแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับช่วง 10 ปีแรกที่ขนาดพอร์ตยังเล็กมาก เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนของผมเองที่เปลี่ยนจากการลงทุนแนว เบน เกรแฮม ที่เน้นหุ้นราคาถูกเป็นหลัก รวมถึงการเทรดหุ้น VI ตลอดเวลา คือซื้อในราคาถูกและขายเมื่อราคาขึ้นมาพอแล้ว เป็นแบบบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” คือซื้อหุ้นที่ดีมาก มีความสามารถและได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการเติบโตในระยะยาว ในราคาที่เหมาะสม และถือไว้ยาวมากหรือตลอดไป

ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีแบบทบต้นของผมเท่ากับ 29.2% พอร์ตหุ้นโตขึ้นไปอีก 11.9 เท่า เมื่อรวมกับการเติบโตของทศวรรษที่ผ่านมาก็ทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นถึง 337 เท่าในเวลา 20 ปี และในช่วง 10 ปี นี้ พอร์ตก็ขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 14.6% ในปีซับไพร์ม ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีตลาดอยู่ที่ 8.5% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าเทียบกับ VI หลาย ๆ คนแล้ว กลับกลายเป็นผลตอบแทนที่ไม่มาก เนื่องจาก ยุค 10 ปีนี้เป็นยุคที่มีการเก็งกำไรในหุ้น VI สูงมาก หุ้น VI ขนาดเล็กจำนวนมากถูก “Corner” ทำให้ราคาขึ้นไปสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้คนที่เข้าไปเล่นรวยจน “เหลือเชื่อ”

ทศวรรษสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 2560- มิถุนายน 2569 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ย ประกอบกับระบบการเมืองก็ไม่เอื้ออำนวยอานิสงค์จากการรัฐประหารในปี 2557 ที่ส่งผลต่อเนื่องมาตลอดโดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้

พอร์ตหุ้นของผมในช่วง 10 ปีสุดท้ายทำผลตอบแทนทบต้นเหลือเพียง 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในช่วงเวลา 9.5 ปี พอร์ตโตขึ้นเพียง 30.4% ปีที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปีและขาดทุนในระดับประมาณ 10% ทั้ง 3 ครั้ง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ในช่วง 9.5 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย ดัชนีไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย กลายเป็น “Lost Decade” หรือทศวรรษที่หายไป นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นสุทธิไทยเกือบทุกปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นเงินน่าจะระดับ 1 ล้านล้านบาท

ผลงานโดยรวมตลอด 3 ทศวรรษของผมก็คือ ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 22.5% มีผลตอบแทนติดลบ 5 ปี พอร์ตโตขึ้นจากเงินลงทุนปีแรกประมาณ 440 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ2.2% ดัชนีตลาดโตขึ้น 91.3% ในเวลา 30 ปี

จนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเองเริ่มหมดหวังกับตลาดหุ้นไทยมาก จริงอยู่ ตลาดหุ้นไทยโดยรวมในอดีต 30 ปีที่ผ่านมาก็ “ไม่เคยดี” แต่ผมก็รู้สึกว่าเรายังหาหุ้นดีและถูกได้ตามแนว VI แต่ในระยะหลัง การหาหุ้นดีและถูกทำได้ยากมาก หรือหาเจอ ราคาก็ไม่ขึ้นเพราะไม่มีคนซื้อ จนผมคิดว่ามันเป็น “อวสานของ VI” ในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตั้งแต่เริ่มทศวรรษคือประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามอย่างจริงจังและเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 30% ของพอร์ตไปแล้ว เช่นเดียวกับคนอื่นที่นอกจากเวียตนามแล้วก็ยังไปตลาดอื่นเช่น จีนและอเมริกาที่คนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็ดูเหมือนว่าจะกลับฟื้นตัวมีชีวิตใหม่ ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 25% และ “ดีที่สุดในโลก”ประเทศหนึ่ง และแม้ว่าประเด็นเรื่องคนแก่ตัวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ในด้านของระบบการปกครองของประเทศก็ดีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับมากขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า ประเทศไทยจะยังมีความหวังในทศวรรษหน้า\



From Settrade

01 กรกฎาคม 2569

"​ชิมาเอนากะ" ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด



ชิมาเอนากะ ภูติหิมะสุดน่ารักแห่งฮอกไกโด

เป็นนกป่าสายพันธุ์เฉพาะถิ่นของญี่ปุ่น

และเป็นสายพันธุ์ย่อยของนกพุ่มไม้หางยาว (long-tailed bushtit) โดดเด่นด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว เพียง 5-6 นิ้ว โดยส่วนหางยาวถึง 3-4 นิ้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดเท่ากัน

​ความพิเศษของชิมาเอนากะคือใบหน้าสีขาวราวหิมะ ซึ่งพบได้เฉพาะในฮอกไกโดเท่านั้น ต่างจากสายพันธุ์อื่นที่อาจมีสีน้ำตาลแซม หรือมีคิ้วสีดำชัดเจน แต่ชิมาเอนากะแห่งฮอกไกโดจะผลัดขนคิ้วออกเมื่อโตเต็มวัย การมีใบหน้าสีขาวล้วนนี้ช่วยให้พวกมันพรางตัวได้อย่างดีเยี่ยมในสภาพแวดล้อมที่มีหิมะปกคลุม

​​ชิมาเอนากะสามารถวางไข่ได้ครั้งละ 7-10 ฟอง โดยตัวเมียจะกกไข่ประมาณ 10-12 วัน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกมันจะช่วยกันเลี้ยงลูกนกทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนกชิมาเอนากะตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้มีลูกเองด้วย พวกมันจะผลัดกันนำแมลงกลับไปป้อนลูกนกที่รัง จนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะหาอาหารเองได้

​ด้วยหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูและขนาดตัวที่เล็กจิ๋ว ทำให้ชิมาเอนากะได้รับฉายาว่า "ภูติหิมะแห่งฮอกไกโด" เพราะเมื่อพวกมันบินดูเหมือนก้อนหิมะเล็กๆ ลอยไปมา นอกจากนี้ยังเป็นนกขวัญใจของช่างภาพ และในฮอกไกโดเองก็มีสินค้ามากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกชนิดนี้ รวมถึงมีมต่างๆ บนโลกออนไลน์อีกด้วย