06 เมษายน 2553

'บ๋อย' สมองกล


'บ๋อย' สมองกล


เรื่องเล่าของทันตแพทย์สาวที่ฝังใจกับความฝันวันเยาว์ ขนาดควักกระเป๋าซื้อฝันด้วยการพัฒนาหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารรายแรกของไทย ทันตแพทย์หญิง ลภัสรดา ธนพันธ์ หรือ คุณหมอบี เจ้าของไอเดียอลังการ เปิดร้านอาหารที่มีพนักงานเสิร์ฟสมองกล เริ่มต้นเล่าถึงความฝันสมัยเด็ก ที่เธอเชื่อว่าเป็นความฝันที่ไม่ต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ ว่าอยากจะได้ใกล้ชิดกับหุ่นยนต์

โดยเมื่อโตขึ้น ความฝันนั้นก็ยังเก็บอยู่ในใจลึกๆ ขณะก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตทันตแพทย์ จนกระทั่งเส้นทางฝันมีทางมาบรรจบกับความจริง เมื่อหมอบีได้มีโอกาสเดินทางไปชมงานนิทรรศการหุ่นยนต์ เครื่องจักรกลที่ต่างประเทศเมื่อ 5 ปีก่อน และพบว่าหุ่นยนต์วันนี้เข้ามาใกล้ตัวคนเรามากขึ้น

พร้อมๆ กันนั้นก็ได้มีฝันก้อนใหม่ผุดขึ้นในใจ โดยอยากจะเป็นเจ้าร้านอาหารญี่ปุ่นดีๆ สักร้านที่ได้อย่างใจต้องการ ว่าแล้วก็ไม่รีรอ คุณหมอสาวขอกลั่นความฝันในวันเยาว์ให้เป็นจริง ด้วยการตัดสินใจเปิดร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น "ฮาจิเมะ" ที่มีจุดเด่นคือใช้สมองกลเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญทั้งหน้าร้านและหลังร้าน

หมดปัญหา ป่วย-ลา-มาสาย

พูดถึงประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่มนุษย์จะได้รับจากจักรกลแล้ว คนส่วนมากจะมองไปที่ ความเที่ยงตรง แม่นยำ แต่สำหรับสายตาคุณหมอผู้รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ เรื่องการปลอดภัยจากการปนเปื้อนในอาหารกลับเป็นจุดเด่นที่ทำให้หมอบีปิ๊งไอเดียอยากจะนำหุ่นยนต์มาใช้ในร้านอาหาร

"ถ้าเราเอาหุ่นยนต์มาใช้เสิร์ฟอาหารก็จะสามารถป้องกันการปนเปื้อนในอาหารให้ลูกค้าได้รับความสะอาดปลอดภัยที่สุด เพราะหากเป็นพนักงานเสิร์ฟทั่วๆ ไป ก็จะอาจจะมีการพูดคุยกัน หรือหยิบจับภาชนะใส่อาหาร ทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารทั้งที่ตั้งใจ และ ไม่ได้ตั้งใจ

นอกจากนี้หุ่นยนต์มีข้อดีก็ตรงที่ไม่มีการป่วย -ลา - มาสาย ไม่มีเหนื่อย ไม่มีบ่น ไม่ประท้วงขอขึ้นเงินเดือน แถมยังไม่มีการแสดงอาการหงุดหงิดใส่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึกอีกด้วย"

คุณหมอสาว เริ่มต้นเล่าถึงสาเหตุที่ว่า ทำไมร้านฮาจิเมะ ต้องใช้หุ่นยนต์มาทำหน้าที่เด็กเสิร์ฟ ก่อนจะเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ได้มองแค่ให้หุ่นยนต์เป็นจุดขาย แต่มองไปถึงระบบออโตเมติกที่จะนำมาใช้ในร้านแทบทั้งหมด

การพัฒนาหุ่นยนต์ตามที่หมอบีอยากได้ จึงอยู่ในขั้น "ใช้งานจริง" โดยไม่ได้แค่มีหน้าที่โชว์ตัวเป็นจุดขายในร้านอย่างที่ใครหลายคนคิด โดยบอกว่าต้องใช้เวลามากถึง 2 ปี ร่วมกับทีมงานจาก "ซัมมิท คอร์ปอเรชั่น" กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการให้เจ้าหุ่นยนต์ตลอดจนระบบปฏิบัติการภายในร้านตรงตามกับที่เธออยากได้

หุ่นยนต์ 4 ตัว ที่จะมาเป็นพนักงานของร้าน แบ่งออกเป็น หุ่นยนต์สองแขน และ หุ่นยนต์แขนเดียว อย่างละ 2 ตัว ซึ่งจะมีหน้าที่แตกต่างกัน หุ่นยนต์สองแขนทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร ขณะที่หุ่นยนต์แขนเดียวทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพ่อครัว หยิบอาหารที่จัดหรือปรุงเสร็จแล้วมาวางในช่องจัดวางสินค้า รอให้หุ่นยนต์สองแขนมารับไปส่งให้ลูกค้าถึงโต๊ะอีกที

สมองกล.. ต้นจนจบ

อาจเรียกได้ว่า ร้านฮาจิเมะ ซึ่งใกล้จะได้ฤกษ์เปิดร้านอย่างเป็นทางการ ที่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ "โมโนโพลี พาร์ค" ย่านพระรามสาม คือ ร้านอาหารร้านแรกที่รันด้วยระบบออโตเมติกแทบจะทั้งร้าน ไม่ใช่ว่าพอมีการนำหุ่นยนต์ 4 ตัวมาใช้ แล้วจะเหมาเอาว่านี่คือร้านอาหารหุ่นยนต์ หากแต่ร้านที่ว่าถูกรันโดยหุ่นยนต์และเทคโนโลยีสมองกลเป็นหลัก

ส่วนพนักงานที่เป็น "คน" นั้นใช้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในครัว และ ช่วยงานหน้าร้านอีกเล็กน้อย

นับตั้งแต่ลูกค้านั่งลงที่โต๊ะ ก็จะพบกับหน้าจอแสดงรายละเอียดเมนูอาหาร และกดสั่งอาหารได้จากหน้าจอทัชสกรีน โดยสามารถป้อนคำสั่งพิเศษเพิ่มเติมได้ด้วยการพิมพ์ ซึ่งเมื่อกดยืนยันการสั่งอาหารแล้ว หน้าจอก็จะมีตัวเลขเคานท์ดาวน์ นับถอยหลังเวลาที่อาหารจะมาถึง

รู้ได้อย่างไรว่า อาหารจะมาถึงตอนไหน?

หมอบีตอบด้วยความภูมิใจถึงเทคโนโลยีที่ใช้หลังร้านซึ่งเป็นระบบออโตเมติกควบคู่กับการทำงานของพ่อครัว ซึ่งจะมีหน้าที่แล่เนื้อสัตว์ เตรียมผัก และ อาหารอื่นๆ สำหรับปิ้ง ย่างใส่จาน ก่อนจะนำไปป้อนข้อมูลด้วยระบบ RFID ว่าจานนั้นๆ หมายถึงเนื้อสัตว์หรือผักชนิดใด เพื่อให้หุ่นยนต์แขนเดียวสามารถหยิบอาหารไปใส่ในช่องใส่อาหารเตรียมให้หุ่นยนต์สองแขนซึ่งทำงานอยู่ด้านนอกได้หยิบไปเสิร์ฟได้อย่างถูกต้อง

พร้อมๆ กันนั้น ระบบเช็คสต๊อคที่ทำงานควบคู่กับเทคโนโลยี RFID ก็จะแจ้งข้อมูลกลับมายังพ่อครัวด้วยว่าจานอาหารที่อยู่ในสต๊อค เหลือมากน้อยแค่ ควรจะใส่อะไรเข้ามาเพิ่ม

"หุ่นยนต์ไม่มีทางรู้ว่า อาหารในจานคืออะไร เนื้อ หมู หรือ ไก่ หรือ ผัก ซึ่งเมื่อเราคิดที่จะเอาหุ่นยนต์มาเป็นพนักงานเสิร์ฟแล้ว เราก็ต้องคิดและทำให้จบกระบวนการ ไม่ใช่บอกกับคนอื่นว่า ร้านเราใช้หุ่นยนต์ แต่พอเอาเข้าจริงกลับยังต้องใช้คนในการถืออาหารมาส่งให้หุ่นยนต์อีก ซึ่งนั่นก็เท่ากับไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องความสะอาดของอาหาร"

ถามถึงความเร็วในการเสิร์ฟว่าเริ่ดกว่า "คนเป็นๆ" ขนาดไหน หมอบีประเมินคร่าวๆ ว่า หุ่นยนต์หนึ่งตัวจะทำหน้าที่ดูแลลูกค้าได้ 14 โต๊ะ โดยสามารถปรับความเร็วในการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับความต้องการในขณะนั้น

"ถ้าช่วงที่ลูกค้าแน่นร้าน เราก็จะปรับสปีดเร็ว เพื่อบริการให้ทันใจ โดยยึดหลักที่ว่า อาหารชุดแรกไม่ควรรอเกิน 5-10 นาที ส่วนช่วงเวลาที่ไม่ยุ่ง เราก็จะปรับสปีดช้าลงหน่อยให้ลูกค้าได้เห็นหุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด"

และเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จ ตาวิเศษซึ่งจับอยู่ที่โต๊ะก็จะคำนวณว่าอาหารจากนั้นลูกค้าทานเสร็จหรือยัง หากว่าเสร็จแล้ว ระบบก็จะสั่งให้หุ่นยนต์ออกมาเก็บจาน โดยจะนำจานขึ้นวางบนสายพานเหนือโต๊ะซึ่งจะนำจานใช้แล้ววิ่งตรงไปยังหลังร้าน ผ่านมือคนให้ช่วยแยกกากอาหารชิ้นใหญ่ออกก่อน และส่งจานนั้นไปยังเครื่องล้างจานอัตโนมัติเพื่อทำความสะอาดจานต่อไป

นอกเหนือจากงานเสิร์ฟและเก็บจาน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหุ่นยนต์แล้ว หมอบี ยังภูมิใจนำเสนอความสามารถพิเศษอื่นๆ ของเจ้าหุ่นยนต์พนักงานเสิร์ฟ

"หุ่นยนต์ของเราจริงๆ แล้วทำได้มากกว่างานเสิร์ฟ โดยทำอาหารก็ได้ แต่ต้องเป็นอาหารอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เช่น ผัด , ทอด ทำโอโคโนมิยากิ ก็ได้ หรือแม้กระทั่งจะให้เป็นพนักงานต้อนรับก็ยังได้ เพราะหุ่นของเราสามารถพูดโต้ตอบประโยคสนทนาพื้นฐานได้ นอกจากนี้ขอบอกว่าหุ่นเรายังสามารถเล่นมายากลได้อีกด้วย"

ความสามารถระดับเทพของเจ้าหุ่นทั้งสอง ทำเอาต้องแอบกระซิบถามราคาค่าตัวเจ้าหุ่นอัจฉริยะว่าเท่าไหร่กันหนอ

ทันตแพทย์สาวอมยิ้มไม่ยอมตอบ แย้มให้ฟังแค่ว่า ร้านนี้ทั้งร้านประเมินเงินลงทุนไว้ที่ 50 ล้านบาท แต่ตอนนี้ทะลุเพดานไปเรียบร้อยแล้ว โดยต้นทุนหลักๆ ก็จ่ายให้กับเจ้าหุ่นบ๋อยสมองกลทั้ง 4 ตัว ตลอดจนระบบออโตเมติกทั้งหลาย ซึ่งแม้จะดูว่าแพง แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่า คุ้มค่าถ้าเทียบกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่มอบให้กับลูกค้า

นัยว่าซื้อใจได้ไปเต็มๆ ส่วนเรื่องกำไรนั้น คุณหมอสาวบอกว่า "รอได้ ไม่รีบค่ะ"

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hi-life/20100223/101471/บ๋อย-สมองกล.html


คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ปี52

คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ปี52

คาร์ลอส สลิม ได้สมุดเช็คเล่มแรกเมื่ออายุ 12 ขวบและเริ่มสร้างอาณาจักรของตัวเองมาตั้งแต่นั้น จนปัจจุบันเขาครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก "คาร์ลอส สลิม" ในวัย 70 ก็ได้ครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เป็นลูกของผู้อพยพชาวเลบานอนซึ่งเดินทางเข้าไปในเม็กซิโกเมื่อปี 2445 ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคม เทเลโฟโนส เดอ เม็กซิโก (เทลเมกซ์), ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อเมริกา โมวิล, ห้างสรรพสินค้า กรูโป แซนบอร์น, บริษัทก่อสร้าง, กลุ่มการเงิน อินเบอร์ซา และบริษัทอีกหลายแห่งในกลุ่มคาร์โซ กรุ๊ป ซึ่งมีพนักงาน 210,000 คนในเม็กซิโก

แม้จะปล่อยงานบริหารกิจการเกือบทั้งหมดให้อยู่ในมือของลูกชาย 3 คนและบรรดาหุ้นส่วน สลิมก็ยังมีบทบาทในยุทธศาสตร์ด้านการขยายธุรกิจ งานการกุศล การก่อสร้างถนนและอาคาร และการเข้าถือหุ้นในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ อีกทั้งเขายังเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในเม็กซิโกด้วย

ดอน จูเลียน บิดาของสลิม เป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จหลังจากเปิดร้านขายเครื่องแต่งกายชาย ลา เอสเตรลลา เดอ โอเรียนเต ในย่านประวัติศาสตร์ของกรุงเม็กซิโกซิตี และสอนให้สลิมรู้จักเก็บเงินตั้งแต่เด็กๆ โดยผู้เป็นพ่อได้มอบสมุดบัญชีให้ลูกๆ 6 คน พร้อมสอนให้ลงบันทึกรายรับและรายจ่าย รวมถึงบริหารรายรับ-รายจ่ายของตัวเองด้วย

คำสอนหลายอย่างของบิดา กลายมาเป็นหลักการของบริษัทคาร์โซ กรุ๊ปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนที่ว่า "ความเข้มแข็ง อดทน และมองโลกแง่ดี มักออกผลเสมอ" หรือ "ทุกเวลาดีเสมอสำหรับผู้ที่รู้จักทำงาน"

หรือ "บริษัทของเราต้องจำให้ขึ้นใจว่าเราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อมีชีวิต และนักธุรกิจเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งที่เขาสามารถบริหารได้เพียงชั่วคราว"

นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่าปัจจุบัน สลิมมีสินทรัพย์ให้บริหารเป็นจำนวนถึง 53,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,712,000 ล้านบาท จนสามารถโค่นบิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ลงจากตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก โดยเกตส์มีทรัพย์สิน 53,000 ล้านดอลลาร์

"เงินจำนวนเหล่านี้มาจากราคาหุ้นของบริษัท ดังนั้นเราจึงดีใจที่นักลงทุนมั่นใจในเม็กซิโก และมั่นใจในละตินอเมริกา รวมถึงมั่นใจในบริษัทของเรา" โฆษกเทลเมกซ์ กรุ๊ป ระบุ

ฟอร์บส์ระบุว่าสินทรัพย์ของสลิมเพิ่มขึ้น 18,500 ล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือน ขณะที่หุ้นของบริษัทอเมริกา โมวิล ซึ่งเขามีหุ้นอยู่ 23,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ใน 1 ปี

ลงทุนกับวิกฤติ

สลิม ซึ่งเรียนวิศกรโยธาและทำงานด้านนี้ในตอนแรก สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองช่วงวิกฤตเศรษฐกิจละตินอเมริกาเมื่อต้นทศวรรษ 80 ในฐานะผู้ที่เข้าไปกอบกู้บริษัทต่างๆ ที่มีปัญหา จนบริษัทเหล่านี้กลับมายืนบนขาของตัวเองได้และถึงขั้นประสบความสำเร็จในที่สุด และช่วงเกิดวิกฤตการเงินปี 2551 ครั้งล่าสุดนี้ สลิมก็ยังดำเนินพฤติกรรมแบบเดิมด้วยการกว้านซื้อธุรกิจที่ประสบปัญหา

"แทนที่จะเลิกลงทุน เขากลับลงทุนมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต และผลลัพธ์ที่ตามมาก็ดีมาก" โฆษกบริษัทระบุ พร้อมเสริมว่าเมื่อปี 2551 สลิมได้ซื้อหุ้นข้างน้อยในนิวยอร์กไทมส์ในช่วงที่ราคาหุ้นดิ่งลง อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ยังลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมทั่วทวีปอเมริกา รวมถึงเข้าไปลงทุนด้านสาธารณูปโภค และในบริษัทน้ำกับไฟฟ้า

นอกจากนั้น สลิมยังขึ้นชื่อในเรื่องของการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจด้วย แม้บรรดาคู่แข่งพากันกล่าวหาว่าเขามีวิธีปฏิบัติแบบผูกขาดในตลาดโทรคมนาคมก็ตาม

ฐานะของดีขึ้นมากเมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส ซาลินาส ในสมัยนั้น แปรรูปบริษัทเทลเมกซ์เมื่อปี 2525 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ามีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเอื้อให้แก่สลิม แต่สลิมก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด แม้ปัจจุบันเทลเมกซ์จะครองตลาดโทรศัพท์พื้นฐานและการให้บริการอินเทอร์เน็ตในเม็กซิโกก็ตาม หลังจากได้รับอนุญาตจากทางการให้ผนวกกิจการบริษัทโทรคมนาคม 3 แห่งเข้าด้วยกันจนเป็นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค ด้วยจำนวนลูกค้า 250 ล้านคนใน 18 ประเทศ

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของสลิมเน้นที่ภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งธุรกิจของเขามีสาขาใน 18 ประเทศผ่านบริษัทอเมริกา โมวิล ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา และผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ปัจจุบันสลิมครองสถานะพ่อหม้าย มีลูก 6 คน เขาแต่งงานกับซูมายา โดมิต ชาวเม็กซิกันเชื้อสายเลบานอน และครองรักกันนานกว่า 30 ปีจนกระทั่งภรรยาเสียชีวิตเมื่อปี 2542 โดยชื่อบริษัทคาร์โซ ก็ได้มาจากการผสมกันระหว่างชื่อต้นของเขา นั่นคือ คาร์ลอสกับซูมายา นั่นเอง

สลิมเป็นคนไม่ชอบโอ้อวดและใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เขามีมูลนิธิและองค์กรหลายแห่งที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือบุคคลที่เปราะบางที่สุดในสังคม นอกจากนั้น ความที่เป็นคนบ้าเบสบอลทำให้เขาทำงานเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและกีฬาด้วย โดยมูลนิธิ 2 แห่งของเขาได้ทำโครงการด้านสุขภาพ การศึกษา ความยุติธรรม และกีฬา คิดเป็นเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ในเม็กซิโกและละตินอเมริกา

ครั้งหนึ่งนักข่าวเคยถามว่าเขาว่า "รู้สึกอย่างไรที่เป็นคนรวยที่สุดในโลก ในประเทศที่มีคนจน 50 ล้านคน" สลิมซึ่งเกิดที่กรุงเม็กซิโกซิตีมีท่าทางไม่ชอบใจนักกับคำถามนี้และตอบว่า

"ผมจะไม่เอาอะไรไปตอนผมตาย และในฐานะที่ผมเป็นนักธุรกิจ ก็รู้สึกอยู่เสมอถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่สำหรับประเทศ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาผมก็ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว สิ่งท้าทายในชีวิตของผมคือปรับปรุงสภาพด้านสาธารณสุข การศึกษา และสร้างงาน"

(หมายเหตุ : เรียบเรียงจากสำนักข่าวดีพีเอและเอเอฟพี)

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hi-life/20100319/105635/เด็กๆ-ออม-แก่ๆ-รวย-(ที่สุดในโลก).html


05 เมษายน 2553

Solution To The Firefox Port Problem

Solution To The Firefox Port Problem

The built in webserver in Visual Studio 2005, formerly known as Casini, uses a dynamic or static port on the localhost machine (e.g. http://localhost:2049/default.aspx).

It is dynamic by default, but you can make it static if you choose. That works very well except when you try it in Firefox. It simply gives you this response:

This address uses a network port which is normally used for purposes other than Web browsing. Firefox has cancelled the request for your protection.

It does that by default whenever you use a port other than port 80 - the default website port. It took me a lot of digging to find the solution and here it is.
- Open Firefox

- Type about:config in the address field

- Right click anywhere on the screen

- Click new > string

- Enter preference name as --> network.security.ports.banned.override

- Enter string value as --> 2049 (or whatever port number you want)

from http://www.securitypronews.com/news/securitynews/spn-45-20061016SolutiontotheFirefoxportproblem.html


กับดักของ Value Investor - ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


กับดักของ Value Investor - ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investor โดยเฉพาะที่ยังเป็นมือใหม่หลายคนต้องขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น ที่เขาคิดว่าเป็น “Value Stock” ทั้งที่เขาคิดว่าหุ้นที่ซื้อมานั้นมีราคาถูกมากมองจากค่า PE หรือปันผลเป็นต้น

ข้อผิดพลาดของเขาก็คือ เขาเลือกดูข้อมูลเฉพาะบางด้านหรืออาจจะหลายด้านแต่ไม่ทั้งหมด พอเห็นว่าตัวเลขดูดีมากเช่นพอเห็นว่าหุ้นมีค่า PE เพียง 5 – 6 เท่า หรือพอเห็นว่าหุ้นตัวนั้นจ่ายปันผลในปีที่ผ่านมาถึง 10% ของราคาหุ้น เขาก็ คิดว่าหุ้นตัวนั้นถูกมากจึงเข้าซื้อลงทุนโดยไม่ได้ดูข้อมูลอื่นๆ ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กัน และอาจจะบอกถึงความหมายคล้ายๆ กัน เช่นค่า PB ซึ่งเป็นตัวบอกค่าความถูกความแพงเหมือนกัน แต่กลับชี้ว่าหุ้นตัวนั้นมีค่า PB สูงมากหรือหุ้นมีราคาแพงมาก

การเห็นข้อมูลบางอย่างที่ดูดีมากแล้วเข้าไปซื้อหุ้นนั้น บ่อยครั้งทำให้ Value Investor เข้าไป “ติดกับ” คือซื้อ แล้วแทนที่หุ้นจะขึ้นกลับตกลงมาเรื่อยๆ ปันผลที่เคยได้รับในอัตราสูงก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ บางคนถึงกับคิดว่าแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment อาจจะใช้ไม่ได้ผล

กับดักที่ผมเห็นว่า Value Investor มักจะเข้าไปติดบ่อย ๆ มีดังต่อไปนี้

หนึ่ง ซื้อหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลในปีที่ผ่านมาสูงมาก บางทีสูงถึง 10% กับดักอันนี้ล่อให้ Value Investor ที่อยากลงทุนถือหุ้นยาวกินปันผลเข้าไปซื้อลงทุน แต่เมื่อซื้อแล้วหุ้นก็มักจะไม่ไปไหน ราคาหุ้นหลังจากรับปันผลแล้ว กลับตกลงไปมากกว่านั้น ที่สำคัญปันผลในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าจะลดลง ปัญหาก็คือ หุ้นเหล่านี้หลายตัวมีการจ่ายปันผลจากกำไร ในอัตราที่สูงมาก เช่น มีกำไรทั้งปี 1 บาทต่อหุ้น แต่บริษัทประกาศจ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้นเหมือนกันบาง บริษัทจ่าย 1.1 บาท ก็มีการจ่ายปันผลแบบนี้ดูเหมือนว่าจะดี แต่ก็ทำให้กิจการโตได้ยากในอนาคต ส่วนใหญ่แล้วบริษัทก็มักจะทำได้เป็นครั้งเป็นคราว เมื่อมีเงินสดเหลือมาก หรือเจ้าของอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่อนาคตอัตราปันผลก็มักจะลดลง

กับดักอันที่สองก็คือ ค่า PE ของหุ้นต่ำมาก นี่ก็เป็นกับดักที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะทำให้นักลงทุนรู้สึกว่าหุ้น มีราคาถูกมาก แถม growth หรือการเจริญเติบโตก็ดูเหมือนจะสูงลิ่ว เรียกว่ามี “สองเด้ง” เป็นหุ้นที่ “ต้องลงทุน” แต่คนที่ เข้าไปลงทุนโดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ครบถ้วนทุกมิติอาจจะติดกับหุ้น PE ต่ำได้ การที่หุ้นมี PE ต่ำมากนั้น อาจจะเกิดขึ้นได้กับบริษัทที่มีกำไรเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่เป็นกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น กำไรจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือขายสินทรัพย์บางอย่างและมีกำไรพิเศษเกิดขึ้น ทำให้ค่า PE ลดต่ำลงมาก หรือไม่ ก็อาจจะเกิดจากการที่บริษัทผลิตและขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีราคาปรับตัวขึ้นสูงผิดปกติในช่วงนั้น ทำให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นมาก “ชั่วคราว” ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร เพราะฉะนั้นค่า PE ที่เห็นจึงไม่ใช่ค่า PE ที่จะบอกได้ว่าราคาหุ้นถูกหรือแพง

กับดักอันที่สามก็คือ ซื้อหุ้นโดยที่ไม่ได้พิจารณาถึงบรรษัทภิบาลของผู้บริหาร นี่ก็เป็นกับดักที่อันตรายเช่นเดียว กันเพราะหลายครั้งดูเหมือนว่า ผู้บริหารและเจ้าของบางรายเป็นคน “วางกับดัก” เอง นั่นก็คือผู้บริหาร “แต่ง” ให้ผลการ ดำเนินงานดูดีกว่าปกติหรือประกาศจ่ายปันผลมากกว่าปกติ เพื่อชักจูงนักลงทุนให้เข้ามาซื้อหุ้นและดันราคาให้สูงขึ้น เสร็จแล้วก็ “ปล่อยของ” คือขายหุ้นออกมาในราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น
Value Investor จำนวนไม่น้อยไม่ใคร่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บรรษัทภิบาลของผู้บริหาร เพราะเขาไม่รู้ ว่าจะดูอย่างไร บางคนก็ดูว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ก็คงจะเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติจะไป “คิดมาก” ทำไมว่า ผู้บริหารคนไหนไว้ใจได้หรือไม่ได้ แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญโดยเฉพาะถ้าหุ้นที่เราจะลงทุนเป็นหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีกำไรใน แต่ละปีไม่มากนัก เพราะผู้บริหารที่คดโกงหรือเอาเปรียบบริษัทมาก ๆ จะทำให้คุณค่าของบริษัทเสียหายได้สูงมาก เพราะฉะนั้น การลงทุนที่ไม่ดูบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนจึงเสี่ยงกับการ “ติดกับ” สูงมาก

กับดักอันสุดท้าย ที่ต้องระวังก็คือ การลงทุนซื้อหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงการที่บริษัทมีการออกวอแรนต์จำนวนมาก และนี่คือกับดักที่เริ่มเห็นผลมากขึ้นทุกวัน หุ้นที่มีการออกวอแรนต์ในสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับหุ้นทั้งหมดของบริษัท เช่น สูงถึง 25% ขึ้นไป จะมี Dilution Effect คือจะทำให้บริษัทมีหุ้นมากขึ้นในจำนวนเดียวกัน ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัดใน อนาคต เพราะฉะนั้นคนที่ซื้อหุ้นในวันนี้เพราะเห็นว่าบริษัทมีกำไรต่อหุ้นสูงหรือมี PE ต่ำ ก็จะพบว่ากำไรต่อหุ้นในอนาคตจะลดลง หรือ PE สูงขึ้น หุ้นที่ดูว่าราคาถูกในวันนี้ก็จะกลายเป็นหุ้นที่มีราคาแพงในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นคนที่ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ดูว่าบริษัท มีการออกวอแรนต์หรือไม่จึงมีโอกาส “ติดกับ” ได้ง่าย ๆ

ยังมี “กับดัก” อื่น ๆ อีกมากที่พร้อมจะล่อให้ Value Investor หลงเข้าไป “ติดกับ” การที่จะหลบให้พ้นนั้น นักลงทุนจะต้องพิจารณาข้อมูลการลงทุนทุกด้านหรือทุกมิติ ไล่ตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ การตลาด การบริหาร การเงิน และ บรรษัทภิบาลของผู้บริหาร ไม่สามารถที่จะดูองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพียงอย่างเดียว

เรื่องของความถูกความแพงของหุ้นก็ไม่สามารถดูข้อมูลเพียงตัวเดียวแต่ต้องดูทั้งค่า PE PB ปันผล และจะให้ดีก็รวมถึงมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัท เพื่อยืนยันว่าหุ้นมีราคาถูกจริง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

ในเรื่องของการลงทุนซื้อหุ้นนั้น ถ้ามีจุดอ่อนหรือมี “ช่องโหว่” เพียงจุดเดียวแต่เป็นจุดที่สำคัญ บางทีก็เพียงพอ แล้วที่จะทำให้นักลงทุนเสียหายได้มาก เพราะจุดดังกล่าวนั้นอาจจะเป็น “กับดัก” ที่ทำให้เราติดหุ้นได้อย่างที่เรานึกไม่ถึง

from http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jikjokkheaw&month=26-03-2010&group=6&gblog=9


คาถาลงทุน : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


คาถาลงทุน : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนสมัยก่อนเวลาสอนหรือส่งผ่านความรู้หรือเทคนิควิธีในการใช้ชีวิตให้กับคนอื่นจำนวนมากนั้น เนื่องจากการบันทึกข้อมูลยังทำได้ยากเพราะยังไม่มีกระดาษหรือวิธีการทันสมัยอื่น ดังนั้น เขาจึงใช้วิธีการบอกให้ท่องจำคำพูดทุกคำและให้กล่าวทุกวัน เพื่อไม่ให้ลืมหรือข้อมูลความรู้นั้นเพี้ยนไปเวลาที่มีการส่งต่อให้ผู้คนรุ่นต่อๆไป ข้อมูลความรู้นั้นบางทีเราเรียกว่า “คาถา”

คาถาเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือเป็นหัวใจในการที่จะทำให้คนท่องบ่นสามารถดำรงชีวิตได้ดีหรือต่อสู้กับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมีปัญหาได้ ในเรื่องของการลงทุน ผมคิดว่าเราควรจะมีคาถาเช่นเดียวกัน แม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้ามากมายในการส่งต่อและเก็บเทคนิคและข้อมูลเป็นอย่างดีแล้วในปัจจุบัน เหตุเพราะว่า บ่อยครั้ง เวลาอยู่ในสถานการณ์ของการลงทุนซื้อขายหุ้น ความคิดความอ่านของเราอาจจะเกิดความสับสนได้ง่าย “คาถาลงทุน” จะช่วยป้องกันไม่ให้เราผิดพลาดและเกิดความเสียหายได้

คาถาลงทุนต่อไปนี้ เป็นบางส่วนที่ผมคิดว่าเราควรที่จะจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Value Investor ที่มุ่งมั่นในการลงทุนเพื่อความมั่นคงของชีวิต

คาถาข้อหนึ่ง : การซื้อหุ้นคือการลงทุนทำธุรกิจ นี่คือสิ่งที่จะต้องท่องไว้ในใจตลอดเวลา ดังนั้น เวลาคิดที่จะซื้อหุ้นลงทุน เราจะต้องคิดเสมอว่า เราอยากเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นหรือเปล่า และมันก็ไม่ต่างไปจากการที่เราคิดที่จะทำธุรกิจอื่นๆ เช่น การเข้าหุ้นเปิดร้านอาหารกับเพื่อน หรือลงทุนเปิดบริษัทรับจ้างเขียนซอฟแวร์ หรือสำนักงานบัญชี อย่าคิดว่าหุ้นเป็นสินค้าที่ซื้อมาขายไปเพื่อหวังกำไรในเวลาสั้นๆ ผมคิดว่าถ้าเราปฏิบัติตามคาถาข้อนี้ได้ เราก็เป็น Value Investor ไปแล้วกว่าครึ่ง

คาถาข้อสอง : มีเหตุผล อย่าลำเอียง นี่คือคาถาที่ต้องท่องเวลาจะวิเคราะห์กิจการและหุ้นที่เราสนใจจะซื้อหรือขาย การมีเหตุผล คือการพิจารณาไตร่ตรองโดยอิงกับความรู้และข้อมูลที่มีหลักฐานที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดหรือรู้สึกเอง เราจะต้องคิดว่าเรากำลังมีความลำเอียงซึ่งมักจะเป็นธรรมชาติของคนหรือไม่ ความลำเอียงนั้นมีมากมาย ถ้าเราเป็นเจ้าของหุ้นอยู่ เราก็มักจะมีแนวโน้มที่จะรักหุ้นหรือกิจการของเรามากกว่าปกติ ดังนั้น เราจึงมักจะดูว่ากิจการของเราดีกว่าที่คนอื่นคิด ถ้าเราใช้สินค้าหรือบริการหนึ่งแล้วเราชอบ เราก็อาจจะมีความรู้สึกว่ากิจการนั้นดีกว่ากิจการอีกแห่งหนึ่งที่เราไม่ชอบ และอาจจะมองข้ามข้อดีอื่นๆของกิจการนั้นไป พูดถึงความลำเอียง ผมคิดว่าเราอาจจะเขียนได้เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เพราะมันมีมากและเกิดขึ้นตลอดเวลา เราเองคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ลำเอียงได้ทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่คิดวิเคราะห์อะไรก็ตาม ท่องคาถาไว้ : อย่าลำเอียง

คาถาข้อสาม : อย่าเก็งกำไร เวลาอยู่ในตลาดหุ้น เรามักจะพบหุ้นที่มีราคาหวือหวาตลอดเวลา ในบางครั้งเราอาจจะรู้สึกหรือมี “ลางสังหรณ์” ว่า เราจะสามารถทำกำไรอย่างง่ายๆในหุ้นบางตัว เราคิดว่าเรารู้อะไรบางอย่างและน่าจะสามารถซื้อขายหุ้นบางตัวที่จะทำกำไรให้เราได้งดงามในเวลาอันสั้น เราทำและเราก็เคยได้กำไร บางครั้งเราก็พลาด แต่ทุกครั้งเราไม่ได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบ เราเพียงแต่คิดว่าโอกาสกำไรน่าจะสูง โอกาสขาดทุนน่าจะต่ำกว่า แต่บางทีเราก็อาจจะไม่รู้ว่า เวลากำไร เราได้กำไรน้อย แต่เวลาขาดทุน เราอาจจะขาดทุนมาก ที่เราไม่รู้ก็อาจจะเพราะว่ามันไม่เกิดบ่อย แต่เวลามันเกิดขึ้น มันทำให้เราเสียหายหนัก วิธีแก้ก็คือ : อย่าเก็งกำไร

คาถาข้อที่สี่ : อย่าตกใจ การตกใจทำให้เราขาดเหตุผลและตัดสินใจผิดพลาด เหตุการณ์ร้อยละกว่าเก้าสิบมักมีผลกระทบต่อกิจการที่เราถือหุ้นอยู่น้อย เรื่องของซับไพร์มในสหรัฐทำให้ตลาดหุ้นไทยปั่นป่วน แต่จริงๆแล้วมันเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัทจดทะเบียนน้อยมาก แม้แต่วิกฤติการเมือง เช่น การปฏิวัติรัฐประหาร ก็มักมีผลกระทบระยะยาวต่อหุ้นน้อยมาก ดังนั้น เรื่องอะไรที่ดูน่ากลัวมากและทำให้หุ้นตกรุนแรง เราต้องไม่ตกใจและเทขายหุ้นในขณะที่ทุกคนกำลังสั่งขาย รอดูและตรึกตรองต่อไปสักสองสามวัน หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจ โอกาสเป็นไปได้สูงว่า ถ้าเราตัดสินใจขายก็จะขายได้ราคามากกว่าวันแรก แต่ส่วนใหญ่แล้ว พอผ่านไปสองสามวัน เราก็เลิกคิดที่จะขาย

คาถาข้อที่ห้า : ต้องเผื่อ Margin Of Safety เสมอ หรือก็คือ ทุกครั้งและตลอดเวลาที่ลงทุน ต้องคิดเสมอว่าถ้าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น เราจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเวลาลงทุน ถ้าเรากู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้น เราต้องรู้ว่าเราจะรับได้แค่ไหนถ้าเกิดวิกฤติหุ้นตัวนั้นมีค่าลดลงมาก หรือพอร์ตหุ้นทั้งหมดมีค่าลดลงมาก แน่นอน โอกาสที่สิ่งเลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก แต่เราจะเสี่ยงไปทำไม หลายๆคนที่ทำมักมาจากการที่เล็งผลเลิศ อยากทำกำไรมากและเร็วและคิดว่าโอกาสสำเร็จมีสูง แต่ความเป็นจริงก็อาจจะไม่ใช่ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอาจจะไม่เกิด แต่สิ่งที่เลวร้ายพอประมาณก็เกิดขึ้นได้ และมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่า พูดอย่างเปรียบเปรยอาจจะบอกว่า “ไม่ตายแต่ก็พิการ” ดังนั้น การคิดเผื่อความปลอดภัยนั้น หมายความว่า เวลาลงทุนซื้อขายหุ้น ต้องเผื่อว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายพอประมาณ เราจะไม่เสียหายมากเกินไป เราไม่ “พิการ”

คาถาลงทุนทั้งห้าข้อนั้น ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เราควรจำจนขึ้นใจถ้าเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี หลายคนอาจจะมีคาถาสำคัญมากกว่าและแตกต่างจากที่ผมเขียน นี่ก็เหมือนกับคาถาของอาจารย์แต่ละคน เซียนหุ้นหลายคนอาจจะบอกว่า คาถาของเขาก็คือ “จงเก็งกำไร” นั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับบางคน ผมคงไม่พูดว่าคาถาของใครใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ คาถาของผมนั้น เหมาะกับ Value Investor ที่รักความปลอดภัยและต้องการผลตอบแทนที่สมเหตุผล เทียบประมาณก็คล้ายๆกับศีลห้าที่ใช้สำหรับคนทั่วๆไป ไม่ใช่สำหรับพระหรือนักบวช

from http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jikjokkheaw&month=03-2010&date=28&group=6&gblog=10


04 เมษายน 2553

TOEIC คืออะไร

TOEIC คืออะไร

TOEIC (The Test of English for International Communication) ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 1979 โดย Educational Testing Service? (ETS?) ซึ่งตั้งอยู่ที่ Princeton, นิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา

Toeic เป็นแบบทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษ สำหรับประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ซึ่งเป็นข้อสอบภาษาอังกฤษสากลที่มีสถิติของการใช้ในการสมัครงานมากที่สุดแบบ หนึ่งของโลก ทั้งนี้ เนื่องมาจาก การสอบ TOEIC เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ ตั้งแต่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ในระดับเริ่มต้น จนถึงผู้ที่ใช้ ภาษาอังกฤษได้ในระดับใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับในการเป็นแบบทดสอบมาตรฐาน เช่นเดียวกับแบบทดสอบอื่นๆ เช่น TOEFL, SAT, GMAT

สำหรับ เนื้อหาของการสอบ TOEIC จะเน้นที่ทักษะการฟัง (listening) และการอ่าน (reading) เป็นหลัก คะแนนที่ได้รับจากการสอบนั้นส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการสมัครงานสายการบิน งานโรงแรม การในสายบริการต่างๆ ในระดับนานาชาติ หรืองานออฟฟิสของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งต้องการพนักงานที่มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ


ประเภทของการสอบ

1. Classic TOEIC Test Administration
2. Redesigned TOEIC Test Administration (เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551)


1. Classic TOEIC

ข้อ สอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง


รายละเอียด

Section 1 ส่วนของการฟัง

* Part I : Photographs 20 Questions (รูปภาพ 20 ข้อ)
* Part II : Question – Response 30 Questions (ถาม-ตอบ 30 ข้อ)
* Part III : Short Conversations 30 Questions (บทสนทนาสั้นๆ 30 ข้อ)
* Part IV : Short Talks 20 Questions (บทพูดคุยสั้น ๆ 20 ข้อ)

Section 2 ส่วนของการอ่าน

* Part V : Incomplete Sentences 40 Questions (ไวยากรณ์ Grammar 40 ข้อ)
* Part VI : Error Recognition 20 Questions (วิเคราะห์ส่วนที่ผิดในประโยค 20 ข้อ)
* Part VII : Reading Comprehensive 40 Questions (การอ่านเพื่อจับใจความ 40 ข้อ)


ผลคะแนน

สำหรับการคิดคะแนนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1. ส่วนของการฟัง 5-495 คะแนน
2. ส่วนของการอ่าน 5-495 คะแนน

คะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนที่ได้รับจะมีอายุการใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ


การสมัครสอบ TOEIC

ผู้ ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ - เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 - 16:30 สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC? Services
ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th
แผนที่ : Picture or PDF

ออฟฟิซสาขาเชียงใหม่
4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th
แผนที่ : PDF

วันเปิดทำการ
วันจันทร์ - วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

ศูนย์สอบย่อย

* ขอนแก่น
* โคราช
* ลำปาง
* ภูเก็ต
* พิษณุโลก
* สงขลา


ขั้นตอนของการลงทะเบียน

1. การจอง

ผู้ ประสงค์จะเข้าทำการทดสอบควรจะทำการจองวันสอบอย่างน้อย 1 วันก่อนถึงวันที่ต้องการสอบ (จองได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์และไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น) และในบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มในวันนั้น ๆ ซึ่งสามารถสอบถามวันที่สามารถลงทะเบียนที่นั่งสอบได้จากทางเจ้าหน้าที่


ข้อมูลที่ต้องเตรียมในการจองวันสอบ

1. หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก (สำหรับผู้ที่มิใช่สัญชาติไทย ให้ใช้เลขในหนังสือเดินทางแทน)
2. ชื่อ-นามสกุล เป็นภาษาอังกฤษ
3. วัน เดือน ปี เกิด
4. ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ และเบอร์โทรศัพท์
5. วันที่ต้องการไปสอบ
6. เวลาที่ต้องการสอบ (9.00 น. หรือ 13.00 น. ซึ่งเป็นเวลาปกติ แต่จะมีการแจ้งล่วงหน้า หากมีการจัดรอบสอบเพิ่มเติมมากกว่านี้)

***หมายเหตุ ในกรณีที่ผู้สอบต้องการเลื่อนวันสอบ หรือยกเลิกการจอง จะต้องทำก่อนถึงวันสอบอย่างน้อย 1 วัน หากไม่ดำเนินการตามที่กล่าวมา จะมีผลให้การขอสอบในครั้งหน้าถูกคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 500 บาท

2. การลงทะเบียน (ในวันสอบ)

ผู้เข้าสอบควรถึงสถานที่สอบก่อนถึงเวลาเข้าห้องสอบประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการการลงทะเบียน

3. สิ่งที่ต้องนำติดตัวมาด้วย

บัตรประจำตัวประชาชน (ในกรณีใช้ใบเหลืองจำเป็นต้องติดรูปถ่าย) หรือ หนังสือเดินทาง (Passport) ห้ามมิให้ใช้สำเนาแทนตัวจริง


ค่าใช้จ่ายในการสอบ Classic TOEIC

- ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท (หลังจากวันที่ 1 เมษายน 2551 ราคาจะถูกปรับเป็น 1,200 บาท)

- ค่าจัดส่ง 50 บาท (ในกรณีที่ต้องการให้จัดส่งทาง EMS)

** หมายเหตุ 1. สำหรับผู้ที่ต้องการใบเสร็จรับเงินอย่างเป็นทางการ จะต้องแจ้งความจำนงค์ในขณะที่ชำระค่าลงทะเบียน และสามารถรับได้หลังจากที่ทำการสอบเสร็จ ทางศูนย์จะไม่ออกใบเสร็จอย่างเป็นทางการให้หลังจากเลยวันสอบไปแล้ว แต่จะออกใบเสร็จแบบไม่เป็นทางการให้แทน
2. หากไม่มาทำการสอบหรือมาไม่ทันตามที่นัดไว้ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มในการขอสอบครั้งหน้าอีก 500 บาท


ข้อปฏิบัติในการเข้าสอบ

1. เมื่อเข้าห้องสอบให้นั่งตามที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ TOEIC กำหนดให้นั่งเท่านั้น
2. ห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด (เพจเจอร์ โทรศัพท์มือโทร) เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด ไม่ว่าในกรณี ใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปิดเครื่องแล้วก็ตาม
3. ไม่ อนุญาตให้นำสิ่งของใด ๆ ที่ไม่จำเป็นติดตัวเข้าไปในห้องสอบ ทางศูนย์จะจัดที่ไว้สำหรับวางของ แต่ไม่ถือเป็นการรับฝากสิ่งของ และจะไม่รับผิดชอบในกรณีใด ๆ กับความเสียหายหรือสูญหายในทรัพย์สินที่ได้วางเอาไว้


ใบรายงานผลคะแนน

การรับผลสอบ สามารถขอรับได้ 3 ทางคือ

1. มารับด้วยตนเอง ทางศูนย์สอบจะไม่ส่งหรือแจ้งให้ทราบทางโทรศัพท์ แฟกส์ หรืออีเมลล์
ผล การสอบจะออกหลังจากวันสอบ 1 วัน และเปิดให้ผู้เข้าสอบมารับผลคะแนนในเวลา 10:00 - 16:30 น. ทุกวันที่เปิดทำการ (ในกรณีที่สอบวันเสาร์ จะได้รับผลอบในวันอังคารหน้า)

2. จัดส่งทางไปรษณีย์ EMS ซึ่งทางศูนย์จะคิดค่าบริการ 50 บาทสำหรับการจัดส่งในประเทศไทย และจะต้องดำเนินการเขียนชื่อ ที่อยู่ที่ต้องการเอง ทางศูนย์ไม่สามารถรับผิดชอบส่งให้ใหม่ได้ ในกรณีที่รายงานผลคะแนนไม่ถึงผู้รับ

3. ให้ผู้แทนมารับรายงานผลคะแนนแทน ซึ่งจะต้องมีเอกสารดังต่อไปนี้

3.1 แบบฟอร์มลงทะเบียนในวันสอบของผู้สอบ

3.2 บัตรประชาชนของผู้สอบ (หรือหนังสือเดินทาง)

3.3 บัตรประชาชนของผู้มารับแทน (หรือหนังสือเดินทาง)

การขอรายงานผลคะแนนฉบับใหม่

ผู้ สอบสามารถขอผลคะแนนใหม่เมื่อใดก็ได้ แต่ต้องไม่เกินระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่สอบ หากเกินระยะเวลาดังกล่าว ทางศูนย์จะไม่ออกรายงานผลคะแนนให้

การร้องขอใบรับรองผลคะแนนใหม่ ต้องนำหลักฐานและแจ้งข้อมูลดังนี้

1. บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้สอบ
2. บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้ที่ไปขอแทน (ในกรณีที่ให้ผู้อื่นไปรับแทน)
3. ชื่อ-นามสกุล เป็นภาษาอังกฤษของผู้สอบ
4. แจ้งรายละเอียดวันสอบ และประเภทที่สอบ
5. ค่าธรรมเนียม 100 บาทต่อ 1 ชุด

*** หมายเหตุ หลังจากที่ทำเรื่องร้องขอและจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว จะใช้เวลาดำเนินการอีก 2 วันทำการก่อนที่ผลรายงานจะออก ซึ่งสามารถรับได้ด้วยตนองหรือใช้บริการจัดส่งทาง EMS ก็ได้ (ไม่สามารถจัดส่งให้ทางโทรศัพท์ แฟกส์ อีเมล์หรือจดหมายได้)


2. Redesigned TOEIC Test Administration (เริ่มใช้ครั้งแรก 1 เมษายน 2551)

การส อบ Redesigned TOEIC จะเริ่มต้นใช้ก่อนในบางพื้นที่ ซึ่งจังหวัดที่ได้มีการกำหนดให้จัดสอบก่อน ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต ส่วนการเพิ่มสถานที่อื่น ๆ จะดูตามความเหมาะสมในภายหลัง
การสอบนี้จะจัดขึ้น 1 ครั้งต่อเดือนและมีการกำหนดวันสอบที่แน่นอน ซึ่งจะเป็นวันเสาร์ สำหรับในปีนี้ มีกำหนดการดังนี้

* April 19, 2008
* May 24, 2008
* June 21, 2008
* July 26, 2008
* August 23, 2008
* September 20, 2008
* October 18, 2008
* November 22, 2008
* December 20, 2008


การจอง

ผู้ ที่ประสงค์จะเข้าสอบจะต้องทำการจองอย่างน้อยล่วงหน้าสองอาทิตย์ก่อนสอบ เพื่อยืนยันวันสอบและที่นั่งสอบ การจองที่นั่ง สามารถจองได้ทางโทรศัพท์ ในวันและเวลาที่เปิดทำการ (จันทร์-เสาร์ 8.00 - 16.30 น. เว้นวันหยุดที่ทางศูนย์กำหนด) หรือผ่านทางอีเมล์ test_reservations@cpathailand.co.th หรือทางเว็บไซด์ http://www.cpathailand.co.th

***หมายเหตุ 1. การจองจะไม่ได้รับการรับรองจนกว่าค่าธรรมเนียมจะได้รับการชำระ การจองที่ไม่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมหลังจากที่จองภายในระยะเวลา 10 วันจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ และจะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
2. ค่าธรรมเนียมสามารถชำระได้ด้วยตนเองที่ ออฟฟิซกรุงเทพ และสาขาเชียงใหม่ หรือชำระด้วยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร (ผู้ชำระต้องรับผิดชอบค่าโอนเอง) หรือการสั่งจ่ายทางไปรษณีย์

ในการจอง ผู้เข้าสอบควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้

1. ชื่อ-นามสกุล
2. หมายเลขบัตรประชาชน (เลขหนังสือเดินทางสำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย)
3. วัน เดือน ปี เกิด
4. เบอร์ติดต่อ
5. อีเมล์
6. สถานที่สอบที่ต้องการ
7. วันที่ต้องการสอบ
8. วิธีการชำระค่าธรรมเนียม

การเปลี่ยนวันสอบ และยกเลิก

* ผู้สอบสามารถเปลี่ยนหรือยกเลิกวันสอบได้ แต่ต้องดำเนินการก่อนถึงวันสอบ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะมีค่าดำเนินการ 500 บาท
* ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนหรือยกเลิกวันสอบภานในระยะเวลาน้อยกว่า 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันสอบ จะเสียค่าดำเนินการ 1000 บาท
* หากไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด และผู้สอบไม่สามารถมาสอบตามวันที่กำหนดไว้ ทางศูนย์จะไม่คืนค่าธรรมเนียมไม่ว่ากรณีใด ๆ


การออกใบรายงานผลคะแนน

จะ ใช้เวลาตรวจข้อสอบ 5 วันทำการนับจากวันที่สอบ หากต้องการรับด้วยตนเอง สามารถขอรับได้ตั้งแต่เวลา 10.00 - 16.30 น. ในวันที่เปิดทำการ

เอกสารในการขอรับ

1. ใบลงทะเบียนสอบ TOEIC
2. บัตรประชาชน
3. บัตรประชาชนของผู้มารับแทน (ในกรณีให้คนอื่นมารับผล)


การจัดส่งรายงานผลทางไปรษณีย์ EMS

หาก ไม่สะดวกในการมารับเอง สามารถขอให้จัดส่งทาง EMS ได้ โดยสามารถทำเรื่องและจ่ายค่าธรรมเนียมหลังจากที่สอบเสร็จ โดยบอกกับทางเจ้าหน้าที่ สำหรับค่าธรรมเนียม EMS เท่ากับ 100 บาท

*** หมายเหตุ ใบรายงานผลคะแนนจะเก็บรักษาไว้ให้ 90 วัน หากเลยกำหนดและยังไม่มีการไปรับรายงานผลคะแนนดังกล่าว ใบรายงานนั้น ๆ จะถูกทำลาย ซึ่งหากต้องการไปรับเอกสาร จะต้องร้องขอผลคะแนนใหม่ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการขอ

รายละเอียดของใบรายงานผล


ประกอบด้วยตัวจริงและสำเนาหนึ่งชุดดังนี้
1. ใบรายงานผลคะแนน ซึ่งจะเป็นซองปิดผนึกของแต่ละคน

2. ใบรายงานผลคะแนนการฟังและการอ่าน ซึ่งจะมีรายละเอียดและอธิบายถึงผลคะแนน

***หมายเหตุ หากผู้สอบต้องการสำเนาอย่างเป็นทางการ สามารถยื่นฟอร์มการขอได้ที่ศูนย์ ซึ่งมีค่าธรรมเนียม 250 บาท และต้องใช้ระยะเวลาก่อนขอรับประมาณ 2 วันทำการ

ค่าใช้จ่ายของการสอบ Redesigned TOEIC

- ค่าธรรมเนียมในการสอบ 1,500 บาท
- ค่าจัดส่ง 100 บาท (ในกรณีที่ต้องการให้จัดส่งทาง EMS)
- ค่าขอสำเนาอย่างเป็นทางการ 250 บาทต่อ 1 รายงาน

ความแตกต่างระหว่าง Classic TOEIC และ Redesigned TOEIC




TOEIC (Classic TOEIC)
New TOEIC (Redesigned TOEIC)
Part
Listening Comprehension Section 1
1
Photographs 20 Questions (รูปภาพ 20 ข้อ)Photographs 10 Questions (รูปภาพ 10 ข้อ)
2
Question – Response 30 Questions (ถาม-ตอบ 30 ข้อ)Question-Response 30 Questions (ถาม-ตอบ 30 ข้อ)
3
Short Conversations 30 Questions (บทสนทนาสั้นๆ 30 ข้อ)Conversations: 30 Questions (บทสนทนา 10 บท แต่ละบทมี 3 คำถาม)
4
Short Talks 20 Questions (บทพูดคุยสั้น ๆ 20 ข้อ)Short Talks: 30 Questions (บทพูดคุย 10 บท แต่ละบทมี 3 คำถาม)
Reading Comprehension Section 2
5
Incomplete Sentences 40 Questions (ไวยากรณ์ Grammar 40 ข้อ)Incomplete Sentences: 40 Questions (ไวยากรณ์ Grammar 40 ข้อ)
6
Error Recognition 20 Questions (วิเคราะห์ส่วนที่ผิดในประโยค 20 ข้อ)Text Completion: 12 Questions
7
Reading Comprehensive 40 Questions (การอ่านเพื่อจับใจความ 40 ข้อ)Reading Comprehension: 48 Questions (มีบทความ 7-10 บทบทละ 2-5 คำถาม และบทความคู่ 4 คู่ คู่ละประมาณ 5 คำถาม)

สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Classic TOEIC และ Redesigned TOEIC
* เนื้อหาของการวัดผล
* ระยะเวลาที่ใช้สอบ คือ 2 ชั่วโมง
- การฟัง 45 นาที
- การอ่าน 75 นาที
* จำนวนของคำถาม 200 ข้อ
- การฟัง : 100
- การอ่าน : 100
* ใช้กระดาษคำถามและใช้ดินสอในการสอบ
* ระดับความยาก
* ระดับคะแนนและการประเมินผล

from http://australia.educatepark.com/etc/toeic.php


IELTS คืออะไร

IELTS คืออะไร

IELTS (International English Language Testing System) คือ การวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการไป ศึกษาต่อ หรือรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐาน ไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์


IELTS ทดสอบอะไร

IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และ การเขียน ผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็น แต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งไปจนถึงระดับที่เก้า ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างถูกต้อง เช่น

ระดับที่ 1 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่ไม่ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย

ระดับที่ 9 ผู้เข้ารับการทดสอบที่ได้คะแนนในระดับนี้จะหมายถึงผู้ที่สามารถ ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

ใน การสอบ IELTS ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ สำหรับผู้ที่ต้องการจะสอบเพื่อนำผลไปสมัครเรียนต่อ และ สำหรับการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งสองแบบจะได้รับข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบการฟังและ การพูดฉบับเดียวกัน ส่วนการทดสอบการเขียนและการอ่านจะใช้ข้อสอบคนละแบบ ซึ่งแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ
รูปแบบของการทดสอบแยกตามวัตถุประสงค์ของผู้เข้ารับการทดสอบ


1. เพื่อการศึกษาต่อ (ACADEMIC modules) เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมในการศึกษาต่อในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี และปริญญาโท

2. เพื่อการฝึกอบรม (GENERAL TRAINING modules) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวัดความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยม การฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน และจะไม่ซับซ้อนเหมือนกับ ผู้ที่ต้องการวัดระดับความรู้เพื่อศึกษาต่อ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือ ออสเตรเลีย


IELTS จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่

IELTS จัดสอบที่ โรงแรมปทุมวันปรินเซส (ติดกับมาบุญครอง) ในช่วงเช้า และ British Council (BC) กรุงเทพฯ ณ อาคารวิทยกิตติ์ ชั้น 13 ในช่วงบ่าย โดยจัดสอบเดือนละ 3 ครั้ง ตรงกับวันเสาร์ และควรสมัครสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน นอกจากนี้ทาง BC อาจจัดสอบเพิ่มเติมตามความเหมาะสมซึ่งท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ชั้น 1


ค่าสมัครสอบราคาเท่าไหร่

ค่าสมัครสอบ 5,500 บาท


หลักฐานการสมัคร

1. กรอก ใบสมัครการสอบ IELTS ด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital Letter)

2.รูปถ่ายปัจจุบัน 2 รูป (ขนาด 2 นิ้ว)

3.สำเนาเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมเอกสารฉบับจริง ดังต่อไปนี้:

- บัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือเดินทาง


***หมายเหตุ สำหรับผู้สมัครที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีสามารถใช้ สำเนาบัตรประจำตัวนักเรียนแทนสำเนาเอกสารข้างต้นได้


4. ชำระค่าสมัครสอบที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์


***หมายเหตุ ผู้สมัครสอบต้องเตรียมเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วนในวันที่ ทำการสมัครสอบ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้สมัครสอบ


การประกาศผลสอบ

ผู้ สอบสามารถรับผลการสอบได้ที่ BC วันพฤหัส (หรือ 5 วันทำงานหลังการสอบ) ตั้งแต่เวลา 13.00 - 19.00 น. ทาง BC จะเริ่มจัดการส่งผลสอบที่เหลือให้ผู้สอบทางไปรษณีย์ (โปรดเผื่อเวลาจัดส่งทาง ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ประมาณ 3 วัน) หากท่านไม่มารับผลสอบภายในวันอาทิตย์ทาง BC จะไม่ทำการแจ้งผลการสอบ ทางโทรศัพท์ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม


การสอบครั้งต่อไป

ท่านสามารถทำการสอบครั้งต่อไปได้อีก 90 วันหลังจากการสอบครั้งสุดท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติม


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


กรุงเทพฯ
บริติช เคานซิล ประเทศไทย 254 จุฬาลงกรณ์ ซอย 64 สยามสแควร์ ถ. พญาไท
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330


โทรศัพท์: +662 652-5480-9 ต่อ 501 หรือ 502


โทรสาร : +662 253-5312

ตั้งแต่เวลา 09:00 – 16:00
ระหว่างวันจันทร์ - วันศุกร์

from http://australia.educatepark.com/etc/ielts.php


TOEFL คืออะไร

TOEFL คืออะไร


TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี


TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) และในครั้งจะต้องผสมผสานทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการตอบคำถาม โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ทักษะ
ลักษณะของการสอบ
เวลารวม
(นาที)
คำถามทั้งหมด (คะแนนดิบ)
อัตราคะแนน
Reading
(การอ่าน)
อ่าน บทความประมาณ 3-5 บท ซึ่งถ้าคิดเป็นความยาวแล้ว รวมทั้งหมดจะได้ประมาณ 700 คำ ซึ่งในแต่ละบทความนั้นจะมีคำถามให้ตอบประมาณ 12-14 ข้อ
60-100
36-70
0-30
Listening
(การฟัง)
- ฟังการบรรยาย (Lectures) 4-6 เรื่อง แต่ละเรื่องจะกินเวลาประมาณ 3-5 นาที และตอบคำถามประมาณ 6 ข้อต่อเรื่อง,
- ฟังบทสนทนา(Conversations) 2-3 บท ในแต่ละเรื่องใช้เวลา 3 นาที และตอบคำถาม 5 ข้อในแต่ละบท
60-90
34-51
0-30
Speaking
(การพูด)
พูด 2 หัวข้อเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในเรื่องทั่ว ๆ ไป (เรื่องที่คุ้นเคยในสังคมไทย) และ 4 หัวข้อในการพูดเกี่ยวกับ Academic
20
0-4
0-30
Writing
(การเขียน)
1 หัวข้อที่ให้ผู้ทดสอบ เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่านและได้ฟังมาและอีก 1 หัวข้อเกี่ยวกับการสนับสนุนความคิดเห็นของหัวเรื่อง
50
0-5
0-30
รวม

0-120

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผลคะแนนกับการประเมิน

ทักษะ (Skill)
คะแนน (Score Range)
ระดับ (Level)
Reading (การอ่าน)
0-30
Low (0-14)
Intermediate (15-21)
High (22-30)
Listening (การฟัง)
0-30
Low (0-14)
Intermediate (15-21)
High (22-30)
Speaking (การพูด)
0-30
Weak (0-9)
Limited (10-17)
Fair (18-25)
Good (26-30)
Writing (การเขียน)
0-30
Limited (1-16)
Fair (17-23)
Good (24-30)
คะแนนรวม
0-120


สำหรับ องค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบการทดสอบ ได้แก่ ETS หรือ Educational Testing Service ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2507 ซึ่งการสอบถูกปรับเปลี่ยนจากระบบเดิมคือ CBT (Computer Based Test) และ PBT (Paper Based Test) มาเป็นแบบ iBT (Internet Based Test) และหากเกิดเหตุสุดวิสัยระบบ iBT ไม่สามารถใช้ได้ก็จะใช้ระบบ PBT มาทำการทดสอบแทน


ค่าใช้จ่าย

รายการ
ราคา
ค่าลงทะเบียน
ค่าลงทะเบียนล่าช้า
US$25
เลื่อนวันสอบ (ต้องทำก่อนถึงวันสอบ 3 วันเป็นอย่างน้อย)
US$50
การขอคืนค่าคะแนนหลังจากที่ยกเลิก
US$20
เพิ่มรายงานผลคะแนนที่จัดส่ง
US$17 / Report
การทำคะแนน TOEFL iBT การพูดหรือการเขียนใหม่ (rescore)
US$60
การทำคะแนน TOEFL iBT การพูดและการเขียนใหม่ (rescore)
US$120
ค่าขอกระดาษคำตอบคืน
US$20

หมายเหตุ

* ค่าใช้จ่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาเช็คที่เว็บไซด์ http://www.ets.org/toefl/
** การยกเลิกการลงทะเบียน จะเหมือนกับการเลื่อนวันทดสอบคือ ต้องมีวันเหลือก่อนถึงวันสอบอย่างน้อย 3 วันไม่นับวันที่สอบและวันลงทะเบียน สำหรับจำนวนเงินจะได้คืนครึ่งหนึ่งของค่าลงทะเบียน


การยกเลิกผลคะแนน การขอคืนค่าคะแนนและการขอรีสกอร์

การยกเลิกผลคะแนน

เมื่อทำการสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถทำการยกเลิกผลสอบได้ แต่ควรทำการตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้

1.ไม่สามารถยกเลิกคะแนนเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งได้และไม่อนุญาตให้รับคะแนนส่วนที่เหลือ
2.ถ้ายกเลิกผลคะแนนไปแล้ว จะไม่มีรายงานส่งไปที่ใด ๆ ทั้งสิ้น
3.ไม่มีการคืนเงินไม่ว่ากรณีใด ๆ
4.การยกเลิกคะแนนจะไม่มีการบันทึกใด ๆ ที่ส่งผลเสียต่อตัวผู้ขอ
5.ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการขอยกเลิก


การขอคืนค่าคะแนนหลังจากที่ร้องขอยกเลิกไปแล้ว มีขั้นตอนและเงื่อนไข ดังนี้

1. ต้องส่งเรื่องให้ถึงทาง EST อย่างช้าที่สุด ไม่เกิน 10 วันโดยนับจากวันที่เข้าสอบ

2. ติดต่อที่ EST Service

3. ระบุรายละเอียดดังนี้

ชื่อและวันเดือนปีเกิด

เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก

เลขที่ลงทะเบียน (ในเอกสาร registration confirmation)

4. ค่าใช้จ่าย US$20

5. ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 3 สัปดาห์ นับจากวันที่ทาง ETS ได้รับเรื่อง


การรีสกอร์

สามารถ ร้องขอให้คำนวณคะแนนในส่วนของการเขียนและการพูดให้ใหม่ได้ ระยะเวลาที่สามารถขอรีสกอร์ต้องไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันที่เข้าสอบ และมีเงื่อนไขดังนี้

1. การขอรีสกอร์จะทำได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น

2. ถ้าขอรีสกอร์ทั้งสองส่วน คือ การเขียนและการพูด ทั้งสองส่วนจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อม ๆ กัน

3. การขอรีสกอร์ในแต่ละส่วนมีค่าใช้จ่าย US$60 หากต้องการรีสกอร์ทั้งสองส่วนจะมีค่าใช้จ่าย US$120

4. การดำเนินการจะต้องกรอก TOEFL? iBT Rescoring Request Form. ให้เรียบร้อย

5. ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 สัปดาห์นับจากวันที่ทาง ETS ได้รับฟอร์ม หลังจากดำเนินการเรียบร้อย ทาง ETS จะส่งรายงานคะแนนใหม่กลับมาให้


การได้ใบรับรองคะแนน

ผู้สอบจะได้รับในรายงานผลคะแนนรวมทั้งหมด 5 ฉบับ ดังนี้
- ฉบับแรกจะเป็นรายงานผลที่ส่งให้ผู้เข้าสอบ
- อีก 4 ฉบับ จะเป็นรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้เข้าสอบสามารถเลือกว่าจะให้ทาง ETS ส่งตรงไปให้กับสถาบันหรือบริษัทใด โดยมีระยะเวลาในการจัดส่งประมาณ 15 วันหลังจากวันที่เข้าสอบ
หากต้องการมากกว่านี้ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม US$17 ต่อ 1 ฉบับ

สำหรับเงื่อนไขในการได้รับใบรับรอง มีดังนี้(ต้องผ่านทั้ง 4 หัวข้อดังต่อไปนี้)

1.ตอบคำถามอย่างน้อยที่สุด 1 คำถามในส่วนของการอ่าน (Reading)
2.ตอบคำถามอย่างน้อยที่สุด 1 คำถามในส่วนของการฟัง (Listening)
3.เขียนอย่างน้อย 1 บทความ ในส่วนของการเขียน (Writing)
4.พูดอย่างน้อย 1 หัวข้อ ในส่วนของการพูด (Speaking)


การลงทะเบียน และสิ่งที่ต้องนำไปวันสอบ

** ระหว่างทำรายการห้ามกด <-- Back ของ Internet Explorer มิฉะนั้น อาจต้องดำเนินการสมัครใหม่ตั้งแต่ต้น
1. เข้าเว็บไซด์ http://www.ets.org/ แล้วเลือกที่ TOEFL
2. กดที่ Register for the Test
3. Select a testing Location เลือก Thailand
4. หัวข้อ Internet-based Test (iBT) กดที่ Register Online
5. ที่หัวข้อ New User กดที่ Sign Up แล้วกรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน กด Continue
6. อ่านและกรอกรายละเอียดต่าง ๆ แล้วกด Continue
7. อ่านวิธีการกำหนด Username และ Password และใส่ Username กับ Password ตามต้องการ * Username ใส่ตัวอักษรภาษาอังกฤษหรือตัวเลขตั้งแต่ 6-16 ตัว และต้องไม่ใช่อักขระพิเศษ * Password ต้องใส่ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็กและตัวเลข ผสมกันตั้งแต่ 8 ตัวแต่ไม่เกิน 16 ตัว มิฉะนั้นจะดำเนินการไม่ผ่าน * เลือกคำถามและใส่คำตอบในการขอรหัสผ่านใหม่ในกรณีที่ลืมรหัสผ่าน
8. ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด และยืนยัน (Confirm) เพื่อเสร็จสิ้นการลงทะเบียน
9. หลังจากนั้น ระบบจะลิงค์มาที่หน้า My Home Page คลิกที่ Register for a Test/Order Score Reports 10. เลือก TOEFL Test และคลิก Continue
11. จะขึ้นหน้า Before You Begin ... จะอ่านรายละเอียดหรือไม่อ่านก็ได้ แล้วคลิ๊กที่ I agree
12. จะพบหน้า Register for a Test ให้ใส่รายละเอียด - Country/Location : Thailand - Region : จังหวัดที่สะดวก - Start Test Date : ใส่ช่วงเวลาที่เราต้องการสอบซึ่งการกำหนดระยะห่างของ Start Test Date และ End Test Date สามารถทำได้เพียง 60 วันเท่านั้น - End Test Date : * แล้วคลิ๊ก Search ระบบจะแสดงสถานที่สอบและเวลาขึ้นมา คลิ๊กเลือกตามที่คิดว่าสะดวกที่สุด
13. ยืนยันความถูกต้องด้วยการกด Continue
14. พบหน้า Score Reporting Preferences เลือก Web-accessible Score Report and a printed copy mailed to you แล้วกด Continue
15. หน้า Select Score Recipients: Part 1 of 2 ให้กรอกรายละเอียดของสถาบันที่อยากให้ส่งคะแนนการสอบไปให้ หรือเลือกประเทศแล้วกด Search แล้วจึงค่อยเลือกสถาบัน (ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มหากส่ง Report ไม่เกิน 4 แห่ง)
16. หน้า Select Score Recipients: Part 2 of 2 สามารถเพิ่มสถาบัน (Add Another Score Recipient) เลือกแผนกที่จะส่งเอกสารที่จะจัดส่ง (Department:) ยืนยันการทำรายการ (Continue) และยกเลิกสถาบัน (Remove) ที่กรอกมาข้างต้นได้
17. หน้า Demographic Questions เป็นแบบสำรวจ จะตอบหรือไม่ก็ได้ แล้วกด Continue
18. หน้า Order Summary เช็ครายละเอียดและความถูกต้องให้เรียบร้อย ถ้าอยากแก้ไขส่วนไหน สามารถกดที่ Modifiy หากทุกอย่างถูกต้องแล้วให้กดที่ Confirm Order
19. หน้า Select Payment Method ใส่รายละเอียดการชำระค่าลงทะเบียน แล้วกด Continue สิ่งจำเป็นที่ต้องนำไปวันสอบ 1. Passport 2. ใบ Confirm ที่พิมพ์ออกมาจาก Internet

from http://australia.educatepark.com/etc/toefl.php


วอลล์สตรีทผนึกฮาร์วาร์ด เติมมูลค่าสถาบันสอนภาษา


วอลล์สตรีทผนึกฮาร์วาร์ด เติมมูลค่าสถาบันสอนภาษา

การเรียนการสอนเน้นการใช้ภาษาอังกฤษทางด้านธุรกิจ และกระตุ้นการคิดและพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้กับผู้เรียน ขยายฐานผู้เรียน สถาบันสอนภาษาอังกฤษในไทยมีหลายรูปแบบ ทั้งเน้นเตรียมความพร้อมเอนทรานซ์ ติวเพื่อสอบ TOEFL / TOEIC หรือคอร์สเรียน Conversation เพื่อใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตประจำวัน


7 ปีก่อน วอลล์สตรีท (Wall Street) ได้เข้ามาขยายสาขาในบ้านไทยโดยเจาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงาน ซึ่งเป็นตลาดระดับบน เน้นสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน

การขยายตัวของธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาจากต่างประเทศรุกหนัก และทำการตลาดชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะในส่วนตลาดระดับบนที่วอลล์สตรีทถือว่าเป็นผู้มาก่อน กำลังถูกท้าทายของคู่แข่งขันรายอื่น อาทิ ในช่วงปีที่ผ่านมา สถาบันการสอนภาษาอังกฤษ บอสตั้น ไบรท์ (Boston Bright) เข้ามาทำตลาดโดย โดยชูเทคนิคการสอนแบบ Innovative Thinking Method ที่เน้นการปรับปรุงและพัฒนาความคิด ความเข้าใจ การออกเสียงของคนไทยให้เหมือนเจ้าของภาษา

วอลล์สตรีท จึงออกมาป้องตลาดด้วยการนำเสนอ "ออปชั่นเสริม" ที่สร้างความรู้สึกคุ้มค่าในสายตาผู้เรียน
"นาวิน ศรีผดุง" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สถาบันสอนภาษาอังกฤษ วอลล์สตรีท (Wall Street) ประเทศไทย บอกว่า วอลล์สตรีทได้ร่วมกับ Harvard Business Publishing เพื่อนำหลักสูตร Harvard Manage Mentor มาใช้สอนให้กับผู้เรียนของวอลล์สตรีทในประเทศไทย

หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรเสริมสร้างศักยภาพทางด้านการบริหารธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการ การเป็นผู้นำ เหมาะสำหรับผู้กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือคนทำงานด้านการตลาด การบริหารจัดการ และด้วยชื่อเสียงของ Harvard ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และหนุนให้ภาพลักษณ์ด้านบวกให้วอลล์สตรีท ด้านความเข้มแข็งของหลักสูตรการเรียนการสอนมากขึ้น

Harvard Manage Mentor ประกอบด้วย 42 หลักสูตร ใน 5 แขนงที่เกี่ยวข้องทั้งการตลาด การเงิน การเขียนแผนธุรกิจ เช่น ความรู้เบื้องเรื่องธุรกิจเบื้องต้น ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตนเอง การคิดวางแผนในเชิงกลยุทธ์ การทำงานร่วมกับบุคคลและการทำงานเป็นทีม

"การเรียนการสอนจะจะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษทางด้านธุรกิจ กระตุ้นการคิด และพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้กับผู้เรียน ส่วนความรู้เรื่องการตลาด จะเป็นตัวเสริม"

หลักสูตรดังกล่าว เป็นออปชั่นเสริมให้กับผู้สมัครเรียนของวอลล์ สตรีท โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเรียนเพิ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง อาจเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย คนทำงาน นักบริการหรือผู้นำองค์กร ซึ่งผู้ที่ต้องการเรียนหลักสูตร Harvard Manage Mentor จำเป็นต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษขึ้นพื้นฐานมาแล้ว หรือเรียนอยู่ที่วอลล์ สตรีท อยู่ในระดับกลาง จากทั้งหมด 17 ระดับ

โดยกระบวนการสอน จะเป็น Multi-Method คือการเรียนผ่านหลายช่องทาง ทั้งการในคลาสที่มีผู้เรียน 4 คน การเรียนออนไลน์ ทำให้สามารถมาเรียนได้ทั้งที่สถาบัน ที่ทำงาน และบ้าน โดยการใช้ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ด และการเรียนด้วยตนเอง

"ผู้เรียนยังสามารถดาวน์โหลดเนื้อหา สามารถนำไปใช้ในชีวิตการทำงาน และมียังมีกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Interactive กว่า 200 กิจกรรม แนวคิดจากผู้บริหาร 125 แนวคิดในหัวข้อต่างๆ และวีดิโอกว่า 350 เรื่อง"

วอลล์ สตรีท หวังว่าหลักสูตร Harvard Manage Mentor จะเป็นออปชั่นเสริม สร้างความรู้สึกคุ้มค่าให้กับผู้เรียน และหวังว่าจะช่วยขยายฐานผู้เรียนให้เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศจีน ซึ่งได้นำหลักสูตรนี้มาใช้เป็นประเทศแรกและพบว่ามีผู้เรียนใหม่เพิ่มมากขึ้น

คีย์ซัคเซสของวอลล์ สตรีท เกิดจากโฟกัสลูกค้าเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เรียนอายุ 16 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคนทำงาน มีการสอนที่เลียนแบบการเรียนภาษาของมนุษย์ และสร้างสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเพราะเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในสถาบัน นักเรียนทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษ

การที่ วอลล์ สตรีท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน แนวทางการตลาดจึงเน้นที่การใช้สื่อและจัดกิจกรรมเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น การใช้โฆษณาในรถไฟฟ้าบีทีเอส การใช้สื่อดิจิทัล เช่น เว็บไซต์ เอสเอ็มเอส โซเชียล เน็ตเวิร์ค การทำตลาด ณ จุดขายหรือที่สถาบัน และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ เช่น การแจกทุนเรียน การจัดกิจกรรมของผู้เรียน และกิจกรรมเข้าสังคม (Social Club) ซึ่งในอนาคตวอลล์สตรีทจะเน้นแนวทางนี้เพิ่มมากขึ้น

วอลล์ สตรีท เปิดให้ไทยมาประมาณ 7 ปี มีรูปแบบการเรียนการสอนที่เลียนแบบการเรียนภาษาของมนุษย์ เน้นการผสมผสานทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมๆ กัน โดยปัจจุบันมีจำนวน 5 สาขา มีนักเรียนประมาณ 5-6 พันคน ต่อปีต่อสาขา

Harvard Manage Mentor "แรงหนุน" ภาพลักษณ์ผู้นำ วอลล์สตรีท

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100404/108387/วอลล์สตรีทผนึกฮาร์วาร์ด-เติมมูลค่าสถาบันสอนภาษา.html


03 เมษายน 2553

review iPod shuffle 3G from apple



iPod shuffle 3G  เครื่องเล่นเพลงที่เล็กที่สุดในโลก จากค่าย apple มีคุณสมบัติเบื้องต้นดังต่อไปนี้
  • มีความจุให้เลิอก 2 แบบ คือ 2GB(500 songs) ราคา 2800 บาท และ 4GB(100 songs) ราคา 3600 บาท
  • แบตเตอร์รี่ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 10 ชม
  • มีให้เลือก 5 สี คือ เทา ดำ ฟ้า เขียว และ ชมพู
  • ขนาดเล็กมาก และน้ำหนักเบา เพียง 10.7 กรัม
  • ใช้เวลาชาร์จแบตเตอร์รี่ 3 ชม
  • มี voice over ที่สามารถอ่านชื่อเพลงและชื่อนักร้องของเพลงที่กำลังเล่นได้ พูดได้ถึง 20 ภาษา
คุณสมบัติดูได้จาก http://www.apple.com/th/ipodshuffle/features.html

ดูราคาและสั่งซื้อได้ที่ http://store.apple.com/th/browse/home/shop_ipod/family/ipod_shuffle?mco=MTY5NjUyMjc

review iPod shuffle 3G