17 เมษายน 2559

ชีวิตที่ดี

ชีวิตที่ดี  ....
....งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก.....

ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เพื่อนหลายคน
หวังให้เกิดขึ้นในปีใหม่ปีนี้
คือการมี “ชีวิตที่ดี” กว่าเดิม

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้นเหมือนกัน

แต่คำถามก็คือ ...จริงๆแล้ว....
ชีวิตที่ดีขึ้น  คืออะไรกันแน่?
และ อะไรคือส่วนผสมที่ก่อให้เกิด ชีวิตที่ดีได้?

วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาเรื่องราวที่คุณ Robert Waldinger
พูดบนเวที TED X BeaconStreet
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
มาแบ่งปันให้ฟังครับ

ผมขอท้าวความนิดนึงครับว่า...

ในวัย 75 ปี คุณโรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
รับบทบาทหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ หรือ พระนิกายเซน

ทว่า บทบาทที่แกสวมขึ้นมาพูดปาถกฐา/speech บนเวที  TEDTalk  นั้น
คือ บทบาทผู้อำนวยการ
"โครงการศึกษาการพัฒนาในผู้ใหญ่ แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด" หรือ
Director of Harvard Study of Adult Development

โดยหัวข้อที่แกพูดคือ

“What makes a good life?
Lessons from the longest study on happiness”
หรือ
“ชีวิตที่ดีเกิดจากอะไร บทเรียนจากงานวิจัย
เกี่ยวกับความสุขที่ยาวที่สุดในโลก”

โรเบิร์ตเริ่มต้นสปีช
ด้วยการเล่าถึงผลจากงานวิจัยในช่วงหลังๆ
ที่ เด็ก หรือ คนสมัยนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์
บอกว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา คือ “ความร่ำรวย”
และอีกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า “ต้องการมีชื่อเสียง”

นั่นทำให้คนจำนวนมากมายต้องทำงานหนัก
หรือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง
“ความร่ำรวย” และ “ความโด่งดัง”

ซึ่งถือเป็นนิยามของ “ชีวิตที่ดี”
ในมุมมองของคนในยุค Millennial

นั่นเพราะสื่อต่างๆ ชอบนำเสนอแต่เรื่องของคนรวย
คนที่ประสบความสำเร็จ คนดัง จนคนส่วนใหญ่เชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะมีความสุข

แต่คำถามก็คือ

นั่นคือ ชีวิตที่ดีจริงหรือ?
และ “ความร่ำรวย”  “ความโด่งดัง”
ใช่คำตอบจริงๆ หรือไม่?


สำหรับ โรเบิร์ต แล้ว
สิ่งที่น่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด
คือ โครงการวิจัยที่เขาเป็นผู้อำนวยการอยู่

Harvard Study of Adult Development
ที่ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัย
ชีวิตของผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1938

โดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษา
ชีวิตของวัยรุ่นชายสองกลุ่ม

กลุ่มแรก; เป็นนักศึกษาชายปีที่สอง
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดจำนวน 268 คน
ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง

กลุ่มที่สอง; เป็นเด็กวัยรุ่นอายุราว 12 – 16 ปี
ที่เติบโตขึ้นมาในตัวเมืองบอสตันจำนวน 456 คน
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาในความยากลำบาก
และ ยากจนค่นแค้นแสนสาหัส

ทุกๆ 2 ปี ทีมนักวิจัยจะขอให้ผู้ถูกวิจัยจำนวน  724 คนนี้
ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิต
ในชีวิตแต่งงาน ความพอใจในหน้าที่การงาน
หรือ แม้แต่ความพอใจทางสังคม

และ หลายครั้งที่ทีมนักวิจัย
ได้ขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขก
เพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา
หรือ ลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี
จะมีการตรวจสอบสุขภาพของพวกเขาเหล่านี้
ทั้งรายงานทางการแพทย์
ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจปัสสาวะ
หรือ แม้แต่ผลการ X-ray หรือ แสกนสมอง

โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตามพวกเขาเหล่านี้
ทีมนักวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นไปประกอบอาชีพต่างๆ

บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย
บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และ
มีหนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ

บางคนในจำนวนนั้นกลายเป็นคนติดเหล้า
และสามสี่คนมีอาการทางประสาท
จำนวนไม่น้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัว
จนสามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นมาได้
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลือกทางเดินที่ตรงข้าม
....

ซึ่งความมหัศจรรย์ของการศึกษาวิจัยแบบนี้คือ
งานวิจัยระยะยาวแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปภายใน 10-20 ปี
เพราะผู้ถูกวิจัยไม่ยอมให้วิจัยต่อบ้าง เงินทุนวิจัยหมดบ้าง คนทำวิจัยหันไปทำเรื่องอื่น หรือ แม้แต่เสียชีวิต

แต่ Harvard Study of Adult Development
กลับดำเนินมากว่า 75 ปีแล้ว
โดยผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนั้น
เหลือชีวิตรอดเพียงแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น

ซึ่งผู้เหลือรอดเกือบทั้งหมดอยู่ในวัย 90 ปีขึ้นไป
มากกว่า โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์  ผู้อำนวยการวิจัยรุ่นที่ 4
(ซึ่งยังไม่เกิดด้วยซ้ำเมื่องานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้น)

......

แล้วอะไรบ้างหล่ะ ที่บรรดานักวิจัยหลายรุ่น
เรียนรู้จากเรื่องราวกว่า 70 ปีของกว่า 700 ชีวิต
ผ่านทางเอกสาร และ ข้อมูลเป็นหมื่นๆหน้า

พวกเขาเรียนรู้ว่า “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ “แม้แต่การทำงานอย่างหนักหน่วง”
ไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตที่ดี
หรือ สุขภาพที่ดีแม้แต่นิดเดียว

แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหากที่นำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น

“Good relationships keep us happier and healthier.”
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Key Massage)
......

โรเบิร์ต บอกต่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อีก  3 บทเรียนล้ำค่า
ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Relationship) นั่นก็คือ

1. Connection is really good for us, loneliness kills
คุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง เพื่อน ครอบครัว หรือ สังคมก็ตาม

ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แหล่ะ
จะทำให้คุณมีความสุขกว่า
แข็งแรงกว่า และ มีอายุที่ยืนยาวกว่า

ในทางกลับกันความเหงา และ
โดดเดี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง ทำให้ร่างกายคุณเริ่มแย่ลงตั้งแต่วัยกลางคน
สมองเสื่อมเร็วขึ้น และ มีชีวิตสั้นกว่า

...

2. Quality Not Quantity
มันไม่สำคัญที่ปริมาณ  หรือ รูปแบบของความสัมพันธ์
เช่นต้องแต่งงานเท่านั้น
แต่เป็น “คุณภาพของความสัมพันธ์”
ต่างหากที่จะเป็นตัวบ่งชี้

งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าหากว่าคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาที่แย่ มันก็ส่งผลลบกับคุณมากกว่าการหย่าร้างที่เข้าใจกันเสียอีก

...

3. Good relationships don’t just protect our bodies they protect our brains

หากคุณมีความสัมพันธ์อบอุ่น และมั่นคงกับใครซักคนที่คุณสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น
แต่ยังดีต่อสมองของคุณด้วย

ความสัมพันธ์จะทำให้ความจำของคุณยังดีอยู่
สมองของคุณยังทำงานได้ดีอยู่

ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง
ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นสุดๆไม่ทะเลาะกันเลย

แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คุณรู้ว่า
เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจริงๆ คุณจะมีคนที่พึ่งพาได้
......

นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
และทีมงานวิจัยของ ฮาวาร์ด ค้นพบ

ซึ่ง โรเบิร์ต บอกว่าจริงๆแล้ว
ผู้ถูกวิจัยเหล่านี้ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น หรือ เริ่มเป็นผู้ใหญ่ใหม่ๆนั้น

ก็เชื่อเหมือนกับที่คนในยุคนี้เชื่อว่า เงินทอง และ ชื่อเสียง
จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และ มีชีวิตที่ดี

แต่ความจริงที่พบจากการศึกษากว่า 75 ปี กลับกลายเป็นว่า

คนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์
และคนรอบข้างของพวกเขาต่างหาก
คือ คนที่มีชีวิตที่ดีที่สุด

โรเบิร์ต ชวนคิดว่า...
สิ่งที่ทำให้คนเรามองข้ามความสำคัญของ “ความสัมพันธ์ที่ดี”

แล้วหันไปใส่ใจกับ
ชื่อเสียง เงินทอง หรือ หน้าที่การงานมากกว่า

อาจเพราะจริงๆแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้น
เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ยาก และ ไม่รู้จบ

แถมยังต้องได้รับการใส่ใจตลอดเวลา

จนหลายคนเลือกจะทำงาน หรือ หาเงินมากกว่า

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว...การใส่ใจ และทำความสัมพันธ์ให้ดีก็อาจไม่ได้ยากขนาดนั้น

แค่เงยหน้าจากจอมือถือ
แล้วสบตาคนรอบตัวคุณมากขึ้น
หาอะไรใหม่ๆทำร่วมกันเพื่อให้ความสัมพันธ์
ที่จืดจางกลับมามีสีสันอีกครั้ง

อะไรง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงิน
อย่างชวนคนที่คุณรักไปเดินเล่นตอนกลางคืน หรือ
ติดต่อหาสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว

เพราะจริงๆแล้วชีวิตเราก็เหมือนที่ "มาร์ก เทวน" บอกว่า...
มันช่างสั้น และก็สั้นเหลือเกิน

สั้นเกินกว่าที่จะ
โกรธกัน ทะเลาะกัน หรืออิจฉาริษยากัน

ควรจะมีแต่เวลาที่ใช้รักกันเท่านั้น
ซึ่งแค่นั้น...มันก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว

นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ พูดในสปีชของเขา

สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษ แข็งแรง ควรจะเปิดดู clip นี้ อาจจะได้มีประโยชน์ มากกว่านี้
https://www.ted.com/talks/robert_waldinger_what_makes_a_good_life_lessons_from_the_longest_study_on_happiness?language=en

27 มีนาคม 2559

การยื่น ภงด 90 / ภงด 91 อย่างละเอียด (มีรูปประกอบ)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย



การยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91)

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยจะต้องทำการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) ภายในสิ้นเดือนมีนาคม ซึ่งขั้นตอนการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) มีดังนี้


1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://epit.rd.go.th/publish/index.php



2. เลือก "ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90/91"



3. log-in เข้าระบบ หรือ เลือก "ลืมรหัสผ่าน" กรณีลืมรหัสผ่าน



4. จากรูปด้านล่างให้เลือกรายการต่างๆ
รายละเอียดจากในรูป (ตามตัวเลข)

1) เงินเดือน + โบนัส ที่ได้รับทั้งปี

2) กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล

3) กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี

คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม มากกว่า 5 ปี ควรเลือกตัวเลือกนี้
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม ไม่ถึง 5 ปี ไม่ควรเลือกตัวเลือกนี้ และให้เลือก "เงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงาน(กรณีนำมารวมคำนวณภาษี)" แทน

4) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

5) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)



5. จากรูปด้านล่าง ให้กรอกข้อมูลรายได้ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)



6. กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล ให้ทำขั้นตอนต่อไปนี้

* สามารถตรวจสอบจำนวนเงินปันผลที่ได้รับและพิมพิ์หลักฐานการรับเงินปันผลได้ที่
https://ivp.tsd.co.th/signin เลือกเมนู  สอบถามข้อมูล > สิทธิประโยชน์

1) จากรูปด้านล่างให้กดปุ่ม "เพิ่ม / แก้ไข เงินปันผล"


2) จากรูปที่ 4 ด้านล่างให้ใส่ข้อมูลเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทแล้ว ให้กดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก"


คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)

- เมื่อบริษัทได้กำไรจากการดำเนินงาน บริษัทจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล ประมาณ 20 - 30% ของกำไร หลักจากนั้นบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจะถูกหักภาษี ณ​ที่จ่ายอีก 10% (ผู้ถือหุ้นโดนหักภาษีสองครั้ง)

- รัฐบาลจึงอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นสามารถทำการเครดิตเงินภาษีคืนได้ ผ่านการยื่น ภงด 90 / ภงด 91

- ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกได้ว่า จะทำการเครดิต หรือไม่เครดิต ก็ได้

- ถ้าฐานภาษีสูงกว่า 30% การเครดิตเงินปันผลอาจจะไม่คุ้ม ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำการเครดิตเงินปันผล (ไม่ต้องทำขั้นตอนนี้)

- ถ้าฐานภาษีไม่เยอะ การเครดิตเงินปันผลจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้เงินคืนมาส่วนนึง ผู้ถือหุ้นควรเลือกทำการเครดิตเงินปันผล (ให้ทำตามขั้นตอนข้อนี้)


เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทและกดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก" แล้ว ระบบจะแสดงหน้าจอดังรูปด้านล่าง




7. กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี ให้กรอกใบแนบ ภงด 90 / ภงด 91 ดังรูปด้านล่าง
อธิบายเพิ่มเติม
- จากรูป เป็นตัวอย่างกรณีทำงานที่บริษัทเดิม 9 ปี หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 9
- รายละเอียดต่างๆ บริษัทจะส่งเอกสารมาให้ ให้ผู้เสียภาษีกรอกตามเอกสารนั้น


8. จากหน้าที่ 4 "บันทึกลดหย่อน" ให้กรอกข้อมูลต่างๆ ดังนี้ (ดูรูปด้านล่างประกอบ)
- ค่าลดหย่อน อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป
- เบี้ยประกันชีวิต
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
- ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ


9. เมื่อกรอกข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ระบบจะคำนวณข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ดังรูปด้านล่าง ให้กดปุ่ม "ยืนยันการยื่นแบบ" เพื่อทำการยืนยันการยื่นแบบ ภงด 90 / ภงด 91

29 กุมภาพันธ์ 2559

9 กฎเหล็ก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง!

ใครที่สนใจเล่นหุ้น คงเคยได้ยินชื่อเสียง Warren Buffett นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ชาวมะกัน วัย 83ปี คุณป๋า ร่ำรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้น จนอู้ฟู่ เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ Berkshire Hathaway สร้างกำไรมหาศาลถึง 513.055% ตั้งแต่ปี 1,964 - 2,011

แม้จะขึ้นหิ้ง เป็นมหาเศรษฐี No.3 ของโลก ครองสินทรัพย์ 53,500ล้าน $ สหรัฐฯ แต่ๆๆ คุณป๋า ก็ยังใช้ชีวิตสมถะสุดๆ ชีวิตนี้ ไม่มีมือถือ ไม่สนComputer ไม่พก บัตร Credit ปัจจุบัน ยังอยู่บ้านหลังเดิม ที่เป็นเรือนหอ ขนาด 3ห้องนอน กลางเมืองOmaha รัฐ Nebraska ชอบทานสเต๊ก ร้านเล็กๆ เจ้าประจำ ขับรถไปทำงานเอง ทุกๆ วัน

เซียนหุ้นระดับตำนานโลก เปรียบ Style การลงทุนของตนเอง แว่... เหมือนสิงโต ซุ่มในพงหญ้า รอตะครุบเหยื่อที่เข้ามาใกล้ กรงเล็บ! ทรรศนะนี้ สะท้อนถึง Style การลงทุนที่อดทน มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร ระดับน่าพอใจ โดยไม่เสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ พื้นฐาน มูลค่าหุ้นแท้จริง ถือเป็นต้นแบบการลงทุน แนวเน้นคุณค่า หรือ... " V I "

ในยามที่ ตลาดหุ้นไทยดิ่งเหวลึก เพราะ ถูกฝรั่งเทขาย จน เลือดไหล... " ไม่หยุด " ขอซับน้ำตาแมลงเม่าปีกหัก นลท. ทุกสายพันธุ์ ด้วย 9กฎเหล็กการลงทุนในตลาดหุ้นของคุณป๋า Warren Buffett ถ้าเดินตามรอยนี้รับรองว่า... รบ 100ครั้ง ก็ชนะ... 100ครั้ง!

1) กฎข้อแรก อย่าปล่อยให้เงินต้นสูญ... " เด็ดขาด "
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ ทำ... ยากส์ เพราะ ถ้าซื้อขายหุ้นผิดจังหวะ ก็มีแต่ขาดทุน กระนั้น คุณป๋าฯ เชื่อมั่นในการซื้อหุ้น แบบเน้นคุณค่า ไม่ได้ซื้อเพราะ ราคาหุ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกซื้อหุ้นดีในราคาเหมาะสม ไม่ซื้อเพื่อเก็งกำไร เด็ด... ขวด!

2) กฎข้อที่2 อดทน <<>> ทนอด 
การเล่นหุ้น ต้องอาศัยความอดทนสูง ความมีวินัย คุณป๋าฯ จะไม่มีวันซื้อไล่ราคา เพื่อให้ได้ครองหุ้นในฝัน แต่จะนั่ง รอๆๆ คอยด้วยความอดทนจนกว่า จะถึงเวลาเหมาะสม ค่อยลุยทีเดียว โดยไม่สนโอกาส ทำกำไร ระยะสั้นๆ

3) กฎข้อที่3 อย่าลงทุนในธุรกิจ ที่ไม่เข้าใจ
ประเภททำธุรกิจอะไรยังไม่รู้ ห้ามยุ่ง! เด็ด... ขวด! คุณไม่มีทางเชื่อมั่น ในสิ่งที่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง ความเชื่อมั่น รู้จริงนี่เอง จะช่วยให้ซื้อหุ้นถูกตัว ในเวลาเหมาะสม *

4) กฎข้อที่4 เป็นเรื่องดีกว่ามาก ถ้าจะซื้อหุ้นบริษัทยอดเยี่ยม ในราคาปานกลาง
เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นบริษัทปานกลาง ในราคาน่าพอใจ ; ราคาหุ้น มักเคลื่อนไหวตามอารมณ์นักลงทุน ไม่ใช่ดัชนีบ่งชี้คุณค่าแท้จริงของหุ้น ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ช่าง ให้ Focus ที่คุณค่าพื้นฐานของหุ้น

5) กฎข้อที่5 เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นที่คุณพอใจจะถือยาว หากตลาดหุ้นต้องปิด 10ปี
กฎข้อนี้ ทำให้ได้หุ้นคุณภาพ มี Trend แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาหุ้น

6) กฎข้อที่6 รักเดียวใจเดียว
คุณป๋าฯ ซื้อหุ้นตัวไหน จะเก็บเข้า Port ยาว ซื้อเมื่อมีจังหวะ

7) กฎข้อที่7 เป็นเรื่องฉลาด ที่จะคลุกคลีกับ คนเก่งกว่าเรา
สะท้อนให้เห็นถึงความถ่อมเนื้อถ่อมตน ของคุณป๋า การจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ! *

8) กฎข้อที่8 เราควรกลัว ในยามที่คนอื่นโลภ ควร ละโมภ (โลภ) ในยามที่คนอื่นกลัว!
ตลาดหุ้น เต็มไปด้วยความหวัง ความโลภ ความกลัว ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาหุ้น ในยามที่นักลงทุน หวาดกลัว คุณป๋าฯ เข้าซื้อบริษัทชั้นยอด ในราคาถูก ซึ่งผ่านการศึกษาข้อมูล มา... Sure จนไม่หวั่นไหวกับ ราคาที่แกว่งตัว

9) กฎข้อที่9 นักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ ต้องใช้สมอง ผสม... " วินัยทางอารมณ์ "
การใช้สมอง มาจากการทำการบ้าน อย่าง... หนักส์ เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ของหุ้น ขณะที่ วินัยทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการรอจังหวะซื้อ ในราคาเหมาะสม คุณๆ ไม่ควรซื้อไล่ราคา ในภาวะตลาดกระทิง ไม่ควรหวาดกลัวในภาวะตลาดหมี ลองฝึกควบคุมอารมณ์ เพื่อพัฒนาฝีมือการลงทุนไปอีกขั้น



ที่มา: ไทยรัฐ

เคล็ดลับการลงทุนแบบ Warren Buffett (ทำเงินแสนให้เป็นร้อยล้าน)

หลักการลงทุนจากนักลงทุนขั้นเทพ (ของจริง)

ใครรู้บ้างครับถ้าเราลงทุนกับ Berkshire Hathaway ในปี 1965 ที่ Warren Buffett เข้าบริหาร จำนวน 100,000 บาท คุณจะมีเงินในปัจจุบันจำนวนเท่าไหร่? คำตอบคือ 769,471,219 บาท ใช่ครับเจ็ดร้อยหกสิบเก้าล้านบาท นี่คือฝีมือของนักลงทุนที่ถูกกล่าวขานว่าเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉลี่ย Buffett ทำผลตอบแทนได้ 22% ต่อปี ผิวเผินอาจจะฟังดูเหมือนไม่เยอะ แต่ผลตอบแทนที่ได้มานี่ผ่านช่วยวิกฤตเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่ครั้งตั้งแต่ อเมริกาบุกอิรัก วิกฤตต้มยำกุ้ง เหตุการ์ตึกเวิล์ดเทรดถล่ม รวมถึงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2007 ถ้าเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 10% มาก ผลตอบแทนที่ Buffett ถือว่าเป็นขั้นเทพของจริง



ลงทุนแบบ Warren Buffett ทำอย่างไร

หลายคนมักจะพูดว่า Buffett เป็นนักลงทุนแบบคุณค่าหรือ Value Investor โดยหลักการวิเคราะห์แบบนี้ถูกคิดค้นโดยอาจารย์ของ Buffett คือ Benjamin Graham  หมายถึงการซื้อหุ้นที่มีราคาถูก ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (Price/ Earning Ratio หรือ PE) หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price / Book Value หรือ PB) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและหวังว่าตลาดจะรับรู้ว่าหุ้นตัวนี้ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) แล้วทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา

แต่ถ้าเราศึกษาการลงทุนของ Buffett จริงๆแล้วจะพบว่านั่นถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะ Buffett ได้นำหลักของ Graham มาประยุกต์และปรับปรุงกลายเป็นหลักที่ Buffett ชอบเรียกว่า Selective Contrarian Strategy ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ "กลยุทธ์ลงทุนแบบสวนกระแสอย่างคัดสรร" โดยหลักการนี้จะกล่าวว่าจะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อตลาดมองหุ้นตัวนั้นๆในแง่ลบกว่าความเป็นจริง หมายถึงการซื้อเมื่อคนอื่นไม่อยากจะซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริงได้ยาก เพราะนอกจากจะอาศัยการทำการบ้านอย่างมาก ยังต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงไม่ไหวติงไปตามสภาวะตลาดด้วย

ยิ่งกว่านั้นการเข้าซื้อ “สวนกระแส” ต้องทำอย่าง “คัดสรร” หมายถึงไม่ใช่ว่าเห็นหุ้นตัวไหนปรับตัวลงมาเยอะก็เข้าไปซื้อ Buffett เป็นนักลงทุนที่เรื่องมากและอดทนที่สุดคนหนึ่ง ถ้าหุ้นตัวไหนไม่ผ่านเกณฑ์ที่ Buffett วางไว้เค้าจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวนั้น ไม่แม้แต่หุ้นเดียว ถึงแม้ว่ามันจะถูกแค่ไหนก็ตาม



แล้ว Buffett มีหลักการในการคัดเลือกหุ้นดีออกจากหุ้นไม่ดีได้อย่างไร?

Buffett เชื่อว่าหุ้นที่ดีต้องมาจากบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่ดี และธุรกิจที่ดีต้องมี “ความสามารถทางการแข่งขันที่คงทน” หรือ Durable Competitive Advantage ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะสามารถทำกำไรและสามารถเอาชนะ “ข่าวร้าย” ที่เกิดขึ้นกับบริษัทและกลับมาสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ถือหุ้นได้  (ในส่วนนี้จะมีรายละเอียดค่อนข้างมากและซับซ้อน จึงขออนุญาตนำมาแชร์ให้ฟังในวันหลังนะครับ)

แต่จากประสบการณ์และการศึกษาของผมพบว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกการเงินไม่จำเป็นต้องใช้หลักการแบบ Buffett เหมือนกันทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องมีหลักยึดในการลงทุนที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนไปตามเวลาและสภาพแวดล้อมหรือที่เรียกว่า timeless principles ยิ่งกว่านั้นเป็นหลักการที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่แน่นอนได้จริงฉะนั้นเวลาคุณซื้อหุ้นคราวหน้า ถามตัวเองก่อนนะครับว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน? แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ จะลองเลียนแบบกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกคนนี้ก็ได้นะครับ คุณปู่ Buffett แกไม่หวงวิชาอยู่แล้ว

โดย Road to Billion


ที่มา https://goo.gl/x1j8L0

20 กุมภาพันธ์ 2559

SIRIP (update December 2015)





ที่มา https://drpiggy.com/topic.php?id=47

ความรักจะติดตามเราไปทุกที่


ที่มา https://drpiggy.com/topic.php?id=46

รายการตรวจสอบซุปเปอร์สต็อก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นึกย้อนหลังไปนาน ๆ ผมรู้สึกว่าผมได้พูดถึงเรื่องของหุ้นที่เป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ค่อนข้างบ่อย เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าผมเน้นลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกและก็มีความเชื่อว่านี่คือหุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวและให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีโดยที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เป็น “หายนะ” ประสบการณ์ของผมก็คือ หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้นมักจะโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าหุ้นจะ “สะดุด” ไม่ไปไหน บางที 2-3 ปี หรือตกลงมาแรงตามภาวะตลาดหรือเพราะปัญหาของบริษัทเอง การตกลงมานั้นก็มักไม่ถึงกับรุนแรงมากจนรับไม่ไหว แต่เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็น “ปกติ” ราคาหุ้นก็กลับขึ้นมาใหม่และสูงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลข้อแรก เหตุผลข้อสองก็คือ การเรียนรู้จักซุปเปอร์สต็อกนั้น จะทำให้เรารู้จักหรือเข้าใจวิธีวิเคราะห์ “คุณภาพของกิจการ” ทุกประเภท เพราะซุปเปอร์สต็อกก็คือบริษัทที่มี Business Model ที่ดีสุดยอดในแทบทุกด้าน พูดง่าย ๆ โครงสร้างของธุรกิจและการแข่งขันทางธุรกิจของหุ้นที่เข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น จะได้เปรียบคู่แข่งและสามารถทำเงินหรือทำกำไรได้ดีต่อเนื่องยาวนานโดยที่คนอื่นไม่สามารถมาทำลายได้ง่าย ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถนำหลักการนั้นมาใช้กับทุกบริษัทได้ บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับซุปเปอร์สต็อกก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพดี บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติห่างก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพแย่ ซึ่งก็จะช่วยให้เรารู้ว่าบริษัทควรมีมูลค่าแค่ไหน

ต่อไปนี้ก็คือ Checklist หรือรายการตรวจสอบว่าหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง 

ประการแรกก็คือ มันมักเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็น Megatrend หรือเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือเพิ่มขึ้นเร็วมากจนมีมูลค่าสูงขึ้นมากเทียบกับสถานะปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็มักจะเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ “ใหม่” ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้กันแต่ไม่ใช้สินค้าแฟชั่นที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นสินค้าเกี่ยวกับ IT และอินเตอร์เน็ต บางทีก็เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอายุประชากรของสังคมที่ “แก่ตัวลง” เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ หรือไม่ก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นหรือราคาลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ทำให้คนเข้ามาซื้อมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวเดินทางทางอากาศหรือการกินอาหารภัตตาคาร เป็นต้น

หลังจากผ่านเกณฑ์ข้อแรก เราก็ต้องมาดูว่าในอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้น มีหรือจะมี “ผู้ชนะ” หรือไม่ คำว่าผู้ชนะก็คือ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าคู่แข่งระดับรองลงไปมาก คร่าว ๆ อาจจะมากกว่าเท่าตัว เช่น บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 30% คู่แข่งอันดับรองลงไปมีแค่ 15% หรือต่ำกว่านั้น และโดยทั่วไปแล้วบริษัทก็จะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในอุตสาหกรรม แต่ในบางอุตสาหกรรมนั้น ก็อาจจะมีผู้ชนะมากกว่าหนึ่งราย เช่น มีสองรายที่มีส่วนแบ่งการตลาดพอ ๆ กันและทิ้งห่างอันดับสาม มีอุตสาหกรรมน้อยมากที่มีผู้ชนะเกินสองราย ดังนั้น ซุปเปอร์สต็อกโดยปกติแล้วก็จะต้องไม่เป็นบริษัทหมายเลข 3 ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมายเลข 1 และแน่นอนว่าในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น เราหาผู้ชนะไม่ได้เนื่องจากไม่มีบริษัทไหนที่ใหญ่กว่าคู่แข่งอันดับรองลงไปมาก ๆ ตัวอย่างก็คือ สถาบันการเงินทั้งหลายและบริษัททำบ้านจัดสรรที่ “ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร”

หลังจากเจอผู้ชนะแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปก็คือบริษัทจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ข้อแรกก็คือ บริษัทจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นก็คือ บริษัทมีปัจจัยในการแข่งขันหรือการทำธุรกิจบางอย่างที่ทำให้ได้เปรียบคนอื่น และปัจจัยนั้นคู่แข่งหรือคนอื่นไม่สามารถหามาได้หรือได้ก็ยากมาก ปัจจัยที่ว่ามีหลายอย่างเช่น หนึ่ง บริษัทมียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นมากจนคนต้องการซื้อแม้ว่าจะมีราคาแพงมาก เป็น “ซุปเปอร์แบรนด์” เช่น ยี่ห้อแอร์เมส หลุยส์วิตตอง หรือ เฟอรารี่ เป็นต้น หรือสอง บริษัทมีการผลิตที่สูงมากที่ทำให้ต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งมากหรือเรียกว่ามี Economies of Scale สูงกว่าคู่แข่งมาก หรือสาม บริษัทมี “เครือข่าย” ของผู้ใช้ที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก นี่คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ IT และอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล อูเบอร์ อะเมซอน เป็นต้น หรือสี่ บริษัทที่มี “ต้นทุนของการเลิกใช้บริการสูง” เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่ลูกค้ามักไม่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลเนื่องจาก “ติดหมอ” ที่รักษากันมานาน หรือห้า บริษัทที่เป็น ผู้ “ผูกขาดโดยธรรมชาติ” เช่น สนามบินที่มักจะมีผู้ให้บริการรายเดียวในท้องถิ่น หรือหก บริษัทที่ควบคุมวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำเช่นในธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้นและแร่ธาตุหายากเช่น ยูเรเนียม และสุดท้าย บริษัทจะต้องไม่ถูกทำลายโดยเทคโนโลยีและ IT ได้ง่ายเช่นพวกหนังสือหรือ CD เป็นต้น

หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น จะต้องอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “Virtuous Cycle” คือเป็นช่วงที่บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเนื่องจากบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ถูกลงและมีคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้นซึ่งก็จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก เป็นวัฏจักรที่ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ชนะนั้นจะต้องมีผลประกอบการและฐานะทางการเงินที่ดี โดยข้อแรก จะต้องมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงเกิน 15% ต่อปีขึ้นไป สอง มีกำไรต่อยอดขายหรือ Profit Margin สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสามที่น่าจะสำคัญอย่างยิ่งก็คือ บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 6-7 ปีขึ้นไป ยิ่งยาวยิ่งดี ข้อสี่ บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดี อาจจะเนื่องจากเวลาขายสินค้ามักจะได้เงินสดแต่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงินเชื่อ ข้อห้า บริษัทใช้เงินลงทุนต่ำในการขยายงานและบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ ซึ่งทั้งสองข้อหลังนี้ทำให้บริษัทมีเงินสดสูงซึ่งทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้มาก

สุดท้ายก่อนที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกที่เราจะซื้อก็คือ ราคาหุ้นจะต้องเหมาะสมหรือมีราคาถูก ค่า PE จะต้องไม่เกิน 30 เท่าในกรณีที่เป็นหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีของบริษัทที่กำลังจะเป็นซุปเปอร์สต็อกในด้านของการตลาดแต่ยังไม่มีกำไรเนื่องจากกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เราก็จะต้องดู Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นเทียบกับศักยภาพของตลาดในอนาคต ดูว่ามูลค่าหุ้นนั้นไม่สูงเกินไปซึ่งกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายนัก

หลังจากที่ซื้อหุ้นซุปเปอร์สต็อกแล้ว โดยปกติเราก็จะไม่ขายหุ้นนั้นง่าย ๆ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เรามักจะไม่มีเป้าหมายราคาที่จะขายหรือเวลาที่จะถือหุ้น ตราบใดที่มันยังเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่เราก็มักจะถือเอาไว้ อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่เราอาจจะขายหุ้นทิ้งเช่น ข้อหนึ่ง หุ้นหมดสภาพความเป็นซุปเปอร์สต็อก อาจจะเพราะมีคู่แข่งที่เหนือกว่าหรือใกล้เคียงที่เข้ามาในตลาดหรือบริษัททำผิดพลาดรุนแรงจนทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการย่ำแย่ลงมาก สอง ตลาดของสินค้าอาจจะเริ่มอิ่มตัว การเติบโตในอนาคตจะช้ามากและอาจจะถดถอยซึ่งจะทำให้หุ้นกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่งจ่ายปันผลดีแต่ไม่โต สาม เราอาจจะไปเจอหุ้นซุปเปอร์สต็อกตัวใหม่ที่ดูแล้วมีคุณค่าเหนือราคามากกว่าตัวเดิมที่เราถืออยู่มากแต่เราไม่มีเงินสดที่จะลงทุน เราจึงตัดสินใจขายตัวเก่าเพื่อที่จะลงทุนในตัวใหม่ และสี่ก็คือ ในบางครั้งซึ่งมักไม่เกิดขึ้นบ่อยก็คือ ราคาหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นขึ้นไปสูงมากเกินพื้นฐานไปมาก เช่น ค่า PE สูงถึง 40-50 เท่า อาจจะเนื่องจากภาวะตลาดหุ้นที่เป็น “ฟองสบู่” หรือมีการเก็งกำไรในตัวหุ้นรุนแรง ในกรณีแบบนี้เราก็อาจจะพิจารณาขายไป

และทั้งหมดนั้นก็คือ Checklist ที่จะบอกและเตือนเราเกี่ยวกับการมองหา ลงทุน และการขายซุปเปอร์สต็อก อย่างไรก็ตาม การลงทุนนั้น “ไม่มีกฎตายตัว” ในทุกขั้นตอนเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีอะไรที่อาจจะทำให้เราควรละเว้นกฎเกณฑ์เหล่านั้นหรือไม่ด้วย


ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59687

13 กุมภาพันธ์ 2559

เรียน TOEFL ที่ไหนดี




การสอบ TOEFL คืออะไร

การสอบ TOEFL (Test of English as a Foreign Language) เป็นการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ โดยเน้นทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อประเมินว่าผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษในบริบทการศึกษาได้ดีแค่ไหน



การสอบ TOEFL ใช้ทำอะไร

ผลสอบ TOEFL มักถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังใช้สมัครงานหรือขอทุนการศึกษาในองค์กรที่ต้องการความสามารถภาษาอังกฤษ



การเตรียมตัวสอบ TOEFL

การเตรียมตัวสอบ TOEFL ควรเริ่มจากการฝึกฝนทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน พร้อมทั้งศึกษารูปแบบข้อสอบและทำแบบฝึกหัดตัวอย่าง เพื่อเพิ่มความคุ้นเคยและความมั่นใจในการสอบจริง นอกจากนี้ การเรียนคอร์สเตรียมสอบ TOEFL หรือใช้หนังสือและแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องก็ช่วยได้มาก



ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการสอบ TOEFL จะแตกต่างกันไปตามประเทศและศูนย์สอบ โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 - 7,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนและค่าบริการ) ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมการสอบและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง



วิธีสมัครสอบ และทำการสอบ

สามารถสมัครสอบ TOEFL ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ETS ซึ่งเป็นองค์กรผู้จัดสอบ โดยเข้าไปที่ https://www.ets.org/toefl และทำการสมัคร เลือกวัน เวลา และสถานที่สอบที่สะดวก หลังจากนั้นก็เตรียมตัวไปสอบตามวันที่นัดหมาย สามารถเลือกสอบแบบ TOEFL iBT ซึ่งเป็นการสอบออนไลน์ หรือ TOEFL Paper-delivered Test ในบางประเทศ



เรียน TOEFL ที่ไหนดี

- Princeton เรียน 48 ชม. ค่าเรียน 26,000 บาท มี สองสาขา สาธร และสุขุมวิท
http://www.tprthailand.com

- Kaplan เรียน 72 ชม. ค่าเรียน 22,000 บาท มี 3 สาขา สยาม เอ็มโพเรียม เซ็นทรัลลาดพร้าว
http://www.kapstar.com/kaplan/

- Engwise เรียน 48 ชม. ค่าเรียน 11,000 บาท มีสาขาเดียวที่สยาม
http://www.engwise.com/

- RMIT อยู่ที่ Kmit ลาดกระบัง
http://www.rmit.ac.th

- BB&C
http://www.bbandc.ac.th/

- Kendall
http://www.toeflthailand.com/

- Fast English เรียน 120 ชม. ค่าเรียน 18,000 มี 2 สาขา คือ สีลมกับ เซ็นทรัลลาดพร้าว การสอนแบบสอนสด ห้องละ ประมาณ 150 คน และเปิด VDO
http://www.fast-english.com/Content/index.asp

- อ.สงวน
http://www.sanguan.com/

- สถาบันภาษาจุฬาฯ เรียน 54 ชม. ค่าเรียน 7,400
http://www.culi.chula.ac.th/SPDC/course(new11).htm



ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=venin&month=09-2006&date=27&group=3&gblog=1

Toefl Essay

ได้อ่านจากห้องไกลบ้าน ได้ความรู้ครับ เลยอยากเก็บไว้ก็เห็นว่ามีประโยชน์ดี ไว้เตรียมตัว สำหรับตัวเองด้วย
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4742658/H4742658.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4739578/H4739578.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4737876/H4737876.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4732121/H4732121.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4725542/H4725542.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4724803/H4724803.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4722440/H4722440.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4722301/H4722301.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4717225/H4717225.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4717149/H4717149.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4710510/H4710510.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4706569/H4706569.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4674452/H4674452.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4678412/H4678412.html

ส่วน ตัวอย่าง topic การเขียน essay ของ toefl ที่เป็นหลายๆ topic แล้วเค้าก็จะเลือกคนที่ได้คะแนนดีๆมาลงไว้ให้ดู มีให้ดูจาก web นี้ครับ
http://www2.wayabroad.com/twe/t/history.php




ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=venin&month=09-2006&date=27&group=3&gblog=1

บทความที่ได้รับความนิยม