เพราะตลาดเชื่อว่าในเวลาไม่ช้านาน AI จะเอาชนะเทคโนโลยีเดิม ๆ ของโลกได้ทั้งหมด ธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหลายจะถูก Disrupt หรือถูกทำลายโดย AI ที่จะเข้ามาผลิตสินค้าหรือให้บริการแทนที่เทคโนโลยีเดิมหรือแม้แต่ “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น มูลค่าของ AI จึงควรมีค่ามหาศาลในขณะที่เทคโนโลยีเดิมจะไม่สามารถโตได้ และหลาย ๆ อย่างจะหมดค่าลง เทคโนโลยี AI กำลัง “ปฏิวัติโลก” โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” หรือ “ตกรถ”
ตลาดหุ้นโดยเฉพาะที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นหลักตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น พอครบปีในเดือนพฤศจิกายน 2023 ดัชนีก็เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26.7% และก็ยังปรับตัวขึ้นในปีต่อไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอีกถึง 32.2% เมื่อบริษัทต่าง ๆ เริ่มให้บริการและลงทุนในการสร้าง AI เพิ่มขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” นับเป็นล้านล้านเหรียญในอีกหลายปีข้างหน้า
การเพิ่มขึ้นของดัชนีนั้น ที่จริงแล้วนำโดยหุ้นยักษ์เพียง 7 ตัวที่ต่อมาในปี 2023 ถูกเรียกว่าหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” ที่เข้ามาทำ AI กันแทบทุกบริษัท ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงแบบ “หลุดโลก” คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐอย่างที่โลกนี้ไม่เคยประสบมาก่อน ในขณะที่หุ้นเท็คอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ AI นั้นกลับเติบโตน้อยมาก
ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศจีนนั้น แทบจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือผลกระทบจากการประกาศและเปิดตัวของ ChatGPT เลยทั้ง ๆ ที่จีนในยุคสิบปีหลังนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแทบจะไม่แพ้อเมริกาเลยในแทบทุกด้าน อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่ของประเทศถูก “กำหราบ” โดยรัฐบาลจีนที่ไม่ต้องการให้บริษัท “มีอำนาจ” มากเกินไป ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ “ไม่ไปไหน” มาหลาย ๆ ปี
ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 ถึง พฤศจิกายน 23 ปรับตัวลดลง -10.7% และต่อไปในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นเพียง +4.6% จีนดูเหมือนว่าจะ “ตกขบวน AI” โลกเสียแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนนั้นแพ้แม้กระทั่งหุ้นทั่วไปของจีนที่มักจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ดัชนีในช่วงเวลา 2 ปีเดียวกันนั้น ให้ผลตอบแทนที่ -1.4% และ +9% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2024 สถานการณ์เกี่ยวกับหุ้นเท็คขนาดใหญ่ของจีนก็เริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและรวดเร็วอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าหุ้นเหล่านั้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของมัน และพวกเขาก็เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเพราะอาจจะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ดี ๆ กำลังเกิดขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2024 จนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน หุ้นเท็คขนาดใหญ่จำนวน 10 ตัว ที่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถูกขนานนามว่า “The Terrific 10” หรือที่ผมเรียกว่า “หุ้นทศเทพจีน” มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้
1) หุ้น Baba หรืออาลีบาบา ปรับตัวขึ้นไป 72.9% ภายในเวลา 3 เดือน และนี่ก็คือหุ้นที่ทำกิจการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตคล้าย ๆ กับหุ้น อะมาซอนที่อยู่ในกลุ่ม Mag 7
2) หุ้น Jd.Com ปรับตัวขึ้นไป 17.5% นี่ก็ทำ E-Commerce คล้าย ๆ กับอะมาซอนเหมือนกัน
3) หุ้น BYD ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชั้นนำที่น่าจะมีขนาดและความสามารถพอ ๆ กับเทสลา หุ้นปรับตัวขึ้นไป 37.5% ภายในเวลา 3 เดือน
4) หุ้น Geely ก็ทำรถไฟฟ้าเช่นกัน แต่เล็กกว่า BYD ราคาหุ้นขึ้นไปพอ ๆ กันที่ 36.3%
5) หุ้น Xiaomi ทำโทรศัพท์มือถือและรถไฟฟ้าที่จะใช้ AI ขับรถอัตโนมัติเหมือนกับแอปเปิลผสมกับเทสลา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 80.8% ภายในเวลาแค่ 3 เดือน
6) หุ้น Tencent ซึ่งเป็นเจ้าของ WeChat แอ็ปสื่อสังคมคล้าย ๆ กับ Facebook ราคาหุ้นขึ้นไป 29.1%
7) หุ้น NetEase ทำเกมออนไลน์และธุรกิจบันเทิงคล้าย Facebook บางส่วน ราคาปรับขึ้นไป 20%
8) หุ้น Baidu นี่คือหุ้นที่ทำแบบเดียวกับ Google ค้นหาข้อมูลและทำแผนที่รวมถึงการทำระบบขับขี่รถยนต์อัตโนมัติ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 13.7%
9) หุ้น Meituan ตัวนี้ไม่คล้ายพวก 7 นางฟ้า แต่คล้าย ๆ อูเบอร์หรือแกรบที่ส่งอาหาร ราคาหุ้นลดลง -2.5%
10) หุ้น SMIC บริษัทนี้คล้าย Nvidia หรือ TSMC ของไต้หวัน ที่ทำการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ที่ใช้ทำ AI ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 116.4% ภายในเวลา 3 เดือน
โดยเฉลี่ยแล้วทั้ง 10 ตัวให้ผลตอบแทนทางด้านราคาถึง 42.2% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน และเหตุผลดี ๆ ที่ “ตามมาทีหลัง” ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือ
1) ในวันที่ 20 มกราคม 2025 มีการเปิดตัว DeepSeek -R1 ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ ChatGPT แต่ต้นทุนในการทำถูกกว่ามาก และนี่จะท้าทายเทคโนโลยี AI ของสหรัฐ
2) วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 สี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำเทคโนโลยีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ของจีน และได้พบปะกับแจ็ค หม่า ที่เคยถูกรัฐบาลเล่นงานมาก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการแสดงว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเอกชนเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับบริษัทของสหรัฐในด้านของเทคโนโลยีแล้ว
3) นักลงทุนระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุนและให้ฉายาบริษัทขนาดใหญ่ของจีนกลุ่มนั้นว่ามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับ Mag 7 ได้ โดยเรียกว่า “Terrific 10” ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2025
ผมเองติดตามปรากฎการณ์เหล่านั้นและประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าหุ้นเหล่านั้นน่าสนใจทีเดียวในแง่ของตัวบริษัทเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของจีนนั้น “สุดยอด” อยู่แล้ว และอย่างน้อย ธุรกิจในประเทศจีนเองก็ใหญ่พอที่จะรองรับกำลังผลิตของบริษัทเหล่านั้นได้ในกรณีที่ไม่สามารถแข่งกับ Mag 7 ในระดับโลก ราคาหุ้นของ Terrific 10 ก็ไม่แพงเลย
อย่างไรก็ตาม วันที่ผมตระหนักในเรื่องนี้ ราคาก็ขึ้นไปเฉลี่ยถึงกว่า 40% แล้วในเวลาแค่ 3 เดือน ผมจึงไม่ซื้อ และก็ได้เขียนบทความลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2025 เรื่อง “ตกรถหุ้นทศเทพจีน?” เพราะผมคิดว่าผมพลาดไปที่ไม่ได้ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้นแรงและน่าจะขึ้นต่อไปโดยที่ผมไม่ได้อยู่ในนั้น พูดง่าย ๆ คงจะ “ตกรถ” ไปแล้ว แล้วก็ “เลิกสนใจ” ติดตามหุ้นกลุ่มนี้จนถึงล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ ปีครึ่ง ก็พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในวันที่ผมคิดว่า “ตกรถ”นั้น ราคาหุ้นขึ้นไปที่จุดสูงมากหรือสูงสุดและหลังจากนั้นก็ตกต่ำลง
หุ้น Baba ปรับตัวลดลงมาประมาณ -17% ในช่วงเวลา 18 เดือน 2) หุ้น Jd.com -28.7% 3) หุ้น BYD -29.1% 4) หุ้น Geely +7.14% 5) หุ้น Xiaomi ติดลบหนักถึง -43.9% 6) หุ้น Tencent -11.6% 7) หุ้น NetEase +26.3% 8) หุ้น Baidu +2% 9) หุ้น Meituan ลบหนักมากถึง -47.8% และ 10) หุ้น SMIC ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เป็น “ดารา” และได้อานิสงค์จากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ให้คนทำ AI ทั่วโลกที่ หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออีก +33.8% ในเวลา18 เดือน หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นถึง 116.4% ใน 3 เดือนก่อนหน้านั้นมาแล้ว
โดยเฉลี่ยแล้ว “หุ้นทศเทพจีน” ติดลบ -10.9% ในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือน ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเท็ครวมถึง AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +28.2% ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งที่ก่อนหน้านั้นดัชนีนี้ไม่ไปไหนมานานมาก
ถ้านับจากวันที่หุ้นทศเทพจีนเริ่มวิ่งขึ้นไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 จนถึงวันนี้ที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ 21 เดือน หุ้นทศเทพก็ยังให้ผลตอบแทนราคาเป็นบวกประมาณ 26.7% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก่อนที่หุ้นจะวิ่ง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปซื้อหลังจากที่หุ้น “ดังระเบิดแล้ว” เพราะ “กลัวตกรถ” กลับกลายเป็นเสียหาย ถือมาปีครึ่งแต่ก็ยังขาดทุนกว่า 10%
ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าหุ้นเท็คจีนอย่างไรก็น่าจะดีเพราะจีนเองมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง วิธีลงทุนที่ดีกว่าก็อาจจะเป็นการซื้อหุ้นตามดัชนีเสิ่นเจิ้น เพราะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันคือ 21 เดือนนับจากเดือน พฤศจิกายน 2024 ที่สภาพแวดล้อมทางด้านของรัฐบาลจีนดีขึ้นแล้ว จนถึงวันนี้ก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 35% ในเวลาไม่ถึง 2 ปี
ผมดีใจที่ไม่ได้ซื้อหุ้นในกลุ่มทศเทพในวันนั้น มิฉะนั้น ผมอาจจะเจ็บตัวหนัก เพราะหุ้นตัวที่ผมสนใจลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์แบบ “หายนะ” ด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้ผมอยากจะจำเป็นสุภาษิตว่า “ตกรถไม่เป็นไร รถคว่ำตายแน่”
From Settrade.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น