29 กุมภาพันธ์ 2559

9 กฎเหล็ก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง!

ใครที่สนใจเล่นหุ้น คงเคยได้ยินชื่อเสียง Warren Buffett นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ชาวมะกัน วัย 83ปี คุณป๋า ร่ำรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้น จนอู้ฟู่ เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ Berkshire Hathaway สร้างกำไรมหาศาลถึง 513.055% ตั้งแต่ปี 1,964 - 2,011

แม้จะขึ้นหิ้ง เป็นมหาเศรษฐี No.3 ของโลก ครองสินทรัพย์ 53,500ล้าน $ สหรัฐฯ แต่ๆๆ คุณป๋า ก็ยังใช้ชีวิตสมถะสุดๆ ชีวิตนี้ ไม่มีมือถือ ไม่สนComputer ไม่พก บัตร Credit ปัจจุบัน ยังอยู่บ้านหลังเดิม ที่เป็นเรือนหอ ขนาด 3ห้องนอน กลางเมืองOmaha รัฐ Nebraska ชอบทานสเต๊ก ร้านเล็กๆ เจ้าประจำ ขับรถไปทำงานเอง ทุกๆ วัน

เซียนหุ้นระดับตำนานโลก เปรียบ Style การลงทุนของตนเอง แว่... เหมือนสิงโต ซุ่มในพงหญ้า รอตะครุบเหยื่อที่เข้ามาใกล้ กรงเล็บ! ทรรศนะนี้ สะท้อนถึง Style การลงทุนที่อดทน มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร ระดับน่าพอใจ โดยไม่เสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ พื้นฐาน มูลค่าหุ้นแท้จริง ถือเป็นต้นแบบการลงทุน แนวเน้นคุณค่า หรือ... " V I "

ในยามที่ ตลาดหุ้นไทยดิ่งเหวลึก เพราะ ถูกฝรั่งเทขาย จน เลือดไหล... " ไม่หยุด " ขอซับน้ำตาแมลงเม่าปีกหัก นลท. ทุกสายพันธุ์ ด้วย 9กฎเหล็กการลงทุนในตลาดหุ้นของคุณป๋า Warren Buffett ถ้าเดินตามรอยนี้รับรองว่า... รบ 100ครั้ง ก็ชนะ... 100ครั้ง!

1) กฎข้อแรก อย่าปล่อยให้เงินต้นสูญ... " เด็ดขาด "
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ ทำ... ยากส์ เพราะ ถ้าซื้อขายหุ้นผิดจังหวะ ก็มีแต่ขาดทุน กระนั้น คุณป๋าฯ เชื่อมั่นในการซื้อหุ้น แบบเน้นคุณค่า ไม่ได้ซื้อเพราะ ราคาหุ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกซื้อหุ้นดีในราคาเหมาะสม ไม่ซื้อเพื่อเก็งกำไร เด็ด... ขวด!

2) กฎข้อที่2 อดทน <<>> ทนอด 
การเล่นหุ้น ต้องอาศัยความอดทนสูง ความมีวินัย คุณป๋าฯ จะไม่มีวันซื้อไล่ราคา เพื่อให้ได้ครองหุ้นในฝัน แต่จะนั่ง รอๆๆ คอยด้วยความอดทนจนกว่า จะถึงเวลาเหมาะสม ค่อยลุยทีเดียว โดยไม่สนโอกาส ทำกำไร ระยะสั้นๆ

3) กฎข้อที่3 อย่าลงทุนในธุรกิจ ที่ไม่เข้าใจ
ประเภททำธุรกิจอะไรยังไม่รู้ ห้ามยุ่ง! เด็ด... ขวด! คุณไม่มีทางเชื่อมั่น ในสิ่งที่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง ความเชื่อมั่น รู้จริงนี่เอง จะช่วยให้ซื้อหุ้นถูกตัว ในเวลาเหมาะสม *

4) กฎข้อที่4 เป็นเรื่องดีกว่ามาก ถ้าจะซื้อหุ้นบริษัทยอดเยี่ยม ในราคาปานกลาง
เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นบริษัทปานกลาง ในราคาน่าพอใจ ; ราคาหุ้น มักเคลื่อนไหวตามอารมณ์นักลงทุน ไม่ใช่ดัชนีบ่งชี้คุณค่าแท้จริงของหุ้น ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ช่าง ให้ Focus ที่คุณค่าพื้นฐานของหุ้น

5) กฎข้อที่5 เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นที่คุณพอใจจะถือยาว หากตลาดหุ้นต้องปิด 10ปี
กฎข้อนี้ ทำให้ได้หุ้นคุณภาพ มี Trend แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาหุ้น

6) กฎข้อที่6 รักเดียวใจเดียว
คุณป๋าฯ ซื้อหุ้นตัวไหน จะเก็บเข้า Port ยาว ซื้อเมื่อมีจังหวะ

7) กฎข้อที่7 เป็นเรื่องฉลาด ที่จะคลุกคลีกับ คนเก่งกว่าเรา
สะท้อนให้เห็นถึงความถ่อมเนื้อถ่อมตน ของคุณป๋า การจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ! *

8) กฎข้อที่8 เราควรกลัว ในยามที่คนอื่นโลภ ควร ละโมภ (โลภ) ในยามที่คนอื่นกลัว!
ตลาดหุ้น เต็มไปด้วยความหวัง ความโลภ ความกลัว ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาหุ้น ในยามที่นักลงทุน หวาดกลัว คุณป๋าฯ เข้าซื้อบริษัทชั้นยอด ในราคาถูก ซึ่งผ่านการศึกษาข้อมูล มา... Sure จนไม่หวั่นไหวกับ ราคาที่แกว่งตัว

9) กฎข้อที่9 นักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ ต้องใช้สมอง ผสม... " วินัยทางอารมณ์ "
การใช้สมอง มาจากการทำการบ้าน อย่าง... หนักส์ เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ของหุ้น ขณะที่ วินัยทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการรอจังหวะซื้อ ในราคาเหมาะสม คุณๆ ไม่ควรซื้อไล่ราคา ในภาวะตลาดกระทิง ไม่ควรหวาดกลัวในภาวะตลาดหมี ลองฝึกควบคุมอารมณ์ เพื่อพัฒนาฝีมือการลงทุนไปอีกขั้น



ที่มา: ไทยรัฐ

เคล็ดลับการลงทุนแบบ Warren Buffett (ทำเงินแสนให้เป็นร้อยล้าน)

หลักการลงทุนจากนักลงทุนขั้นเทพ (ของจริง)

ใครรู้บ้างครับถ้าเราลงทุนกับ Berkshire Hathaway ในปี 1965 ที่ Warren Buffett เข้าบริหาร จำนวน 100,000 บาท คุณจะมีเงินในปัจจุบันจำนวนเท่าไหร่? คำตอบคือ 769,471,219 บาท ใช่ครับเจ็ดร้อยหกสิบเก้าล้านบาท นี่คือฝีมือของนักลงทุนที่ถูกกล่าวขานว่าเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉลี่ย Buffett ทำผลตอบแทนได้ 22% ต่อปี ผิวเผินอาจจะฟังดูเหมือนไม่เยอะ แต่ผลตอบแทนที่ได้มานี่ผ่านช่วยวิกฤตเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่ครั้งตั้งแต่ อเมริกาบุกอิรัก วิกฤตต้มยำกุ้ง เหตุการ์ตึกเวิล์ดเทรดถล่ม รวมถึงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2007 ถ้าเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 10% มาก ผลตอบแทนที่ Buffett ถือว่าเป็นขั้นเทพของจริง



ลงทุนแบบ Warren Buffett ทำอย่างไร

หลายคนมักจะพูดว่า Buffett เป็นนักลงทุนแบบคุณค่าหรือ Value Investor โดยหลักการวิเคราะห์แบบนี้ถูกคิดค้นโดยอาจารย์ของ Buffett คือ Benjamin Graham  หมายถึงการซื้อหุ้นที่มีราคาถูก ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (Price/ Earning Ratio หรือ PE) หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price / Book Value หรือ PB) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและหวังว่าตลาดจะรับรู้ว่าหุ้นตัวนี้ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) แล้วทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา

แต่ถ้าเราศึกษาการลงทุนของ Buffett จริงๆแล้วจะพบว่านั่นถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะ Buffett ได้นำหลักของ Graham มาประยุกต์และปรับปรุงกลายเป็นหลักที่ Buffett ชอบเรียกว่า Selective Contrarian Strategy ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ "กลยุทธ์ลงทุนแบบสวนกระแสอย่างคัดสรร" โดยหลักการนี้จะกล่าวว่าจะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อตลาดมองหุ้นตัวนั้นๆในแง่ลบกว่าความเป็นจริง หมายถึงการซื้อเมื่อคนอื่นไม่อยากจะซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริงได้ยาก เพราะนอกจากจะอาศัยการทำการบ้านอย่างมาก ยังต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงไม่ไหวติงไปตามสภาวะตลาดด้วย

ยิ่งกว่านั้นการเข้าซื้อ “สวนกระแส” ต้องทำอย่าง “คัดสรร” หมายถึงไม่ใช่ว่าเห็นหุ้นตัวไหนปรับตัวลงมาเยอะก็เข้าไปซื้อ Buffett เป็นนักลงทุนที่เรื่องมากและอดทนที่สุดคนหนึ่ง ถ้าหุ้นตัวไหนไม่ผ่านเกณฑ์ที่ Buffett วางไว้เค้าจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวนั้น ไม่แม้แต่หุ้นเดียว ถึงแม้ว่ามันจะถูกแค่ไหนก็ตาม



แล้ว Buffett มีหลักการในการคัดเลือกหุ้นดีออกจากหุ้นไม่ดีได้อย่างไร?

Buffett เชื่อว่าหุ้นที่ดีต้องมาจากบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่ดี และธุรกิจที่ดีต้องมี “ความสามารถทางการแข่งขันที่คงทน” หรือ Durable Competitive Advantage ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะสามารถทำกำไรและสามารถเอาชนะ “ข่าวร้าย” ที่เกิดขึ้นกับบริษัทและกลับมาสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ถือหุ้นได้  (ในส่วนนี้จะมีรายละเอียดค่อนข้างมากและซับซ้อน จึงขออนุญาตนำมาแชร์ให้ฟังในวันหลังนะครับ)

แต่จากประสบการณ์และการศึกษาของผมพบว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกการเงินไม่จำเป็นต้องใช้หลักการแบบ Buffett เหมือนกันทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องมีหลักยึดในการลงทุนที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนไปตามเวลาและสภาพแวดล้อมหรือที่เรียกว่า timeless principles ยิ่งกว่านั้นเป็นหลักการที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่แน่นอนได้จริงฉะนั้นเวลาคุณซื้อหุ้นคราวหน้า ถามตัวเองก่อนนะครับว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน? แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ จะลองเลียนแบบกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกคนนี้ก็ได้นะครับ คุณปู่ Buffett แกไม่หวงวิชาอยู่แล้ว

โดย Road to Billion


ที่มา https://goo.gl/x1j8L0

20 กุมภาพันธ์ 2559

SIRIP (update December 2015)





ที่มา https://drpiggy.com/topic.php?id=47

ความรักจะติดตามเราไปทุกที่


ที่มา https://drpiggy.com/topic.php?id=46

รายการตรวจสอบซุปเปอร์สต็อก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นึกย้อนหลังไปนาน ๆ ผมรู้สึกว่าผมได้พูดถึงเรื่องของหุ้นที่เป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ค่อนข้างบ่อย เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าผมเน้นลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกและก็มีความเชื่อว่านี่คือหุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวและให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีโดยที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เป็น “หายนะ” ประสบการณ์ของผมก็คือ หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้นมักจะโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าหุ้นจะ “สะดุด” ไม่ไปไหน บางที 2-3 ปี หรือตกลงมาแรงตามภาวะตลาดหรือเพราะปัญหาของบริษัทเอง การตกลงมานั้นก็มักไม่ถึงกับรุนแรงมากจนรับไม่ไหว แต่เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็น “ปกติ” ราคาหุ้นก็กลับขึ้นมาใหม่และสูงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลข้อแรก เหตุผลข้อสองก็คือ การเรียนรู้จักซุปเปอร์สต็อกนั้น จะทำให้เรารู้จักหรือเข้าใจวิธีวิเคราะห์ “คุณภาพของกิจการ” ทุกประเภท เพราะซุปเปอร์สต็อกก็คือบริษัทที่มี Business Model ที่ดีสุดยอดในแทบทุกด้าน พูดง่าย ๆ โครงสร้างของธุรกิจและการแข่งขันทางธุรกิจของหุ้นที่เข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น จะได้เปรียบคู่แข่งและสามารถทำเงินหรือทำกำไรได้ดีต่อเนื่องยาวนานโดยที่คนอื่นไม่สามารถมาทำลายได้ง่าย ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถนำหลักการนั้นมาใช้กับทุกบริษัทได้ บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับซุปเปอร์สต็อกก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพดี บริษัทไหนที่มีคุณสมบัติห่างก็จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพแย่ ซึ่งก็จะช่วยให้เรารู้ว่าบริษัทควรมีมูลค่าแค่ไหน

ต่อไปนี้ก็คือ Checklist หรือรายการตรวจสอบว่าหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง 

ประการแรกก็คือ มันมักเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็น Megatrend หรือเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือเพิ่มขึ้นเร็วมากจนมีมูลค่าสูงขึ้นมากเทียบกับสถานะปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็มักจะเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ “ใหม่” ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้กันแต่ไม่ใช้สินค้าแฟชั่นที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นสินค้าเกี่ยวกับ IT และอินเตอร์เน็ต บางทีก็เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอายุประชากรของสังคมที่ “แก่ตัวลง” เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ หรือไม่ก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นหรือราคาลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ทำให้คนเข้ามาซื้อมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวเดินทางทางอากาศหรือการกินอาหารภัตตาคาร เป็นต้น

หลังจากผ่านเกณฑ์ข้อแรก เราก็ต้องมาดูว่าในอุตสาหกรรมดังกล่าวนั้น มีหรือจะมี “ผู้ชนะ” หรือไม่ คำว่าผู้ชนะก็คือ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าคู่แข่งระดับรองลงไปมาก คร่าว ๆ อาจจะมากกว่าเท่าตัว เช่น บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 30% คู่แข่งอันดับรองลงไปมีแค่ 15% หรือต่ำกว่านั้น และโดยทั่วไปแล้วบริษัทก็จะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในอุตสาหกรรม แต่ในบางอุตสาหกรรมนั้น ก็อาจจะมีผู้ชนะมากกว่าหนึ่งราย เช่น มีสองรายที่มีส่วนแบ่งการตลาดพอ ๆ กันและทิ้งห่างอันดับสาม มีอุตสาหกรรมน้อยมากที่มีผู้ชนะเกินสองราย ดังนั้น ซุปเปอร์สต็อกโดยปกติแล้วก็จะต้องไม่เป็นบริษัทหมายเลข 3 ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมายเลข 1 และแน่นอนว่าในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น เราหาผู้ชนะไม่ได้เนื่องจากไม่มีบริษัทไหนที่ใหญ่กว่าคู่แข่งอันดับรองลงไปมาก ๆ ตัวอย่างก็คือ สถาบันการเงินทั้งหลายและบริษัททำบ้านจัดสรรที่ “ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร”

หลังจากเจอผู้ชนะแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปก็คือบริษัทจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ข้อแรกก็คือ บริษัทจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นก็คือ บริษัทมีปัจจัยในการแข่งขันหรือการทำธุรกิจบางอย่างที่ทำให้ได้เปรียบคนอื่น และปัจจัยนั้นคู่แข่งหรือคนอื่นไม่สามารถหามาได้หรือได้ก็ยากมาก ปัจจัยที่ว่ามีหลายอย่างเช่น หนึ่ง บริษัทมียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นมากจนคนต้องการซื้อแม้ว่าจะมีราคาแพงมาก เป็น “ซุปเปอร์แบรนด์” เช่น ยี่ห้อแอร์เมส หลุยส์วิตตอง หรือ เฟอรารี่ เป็นต้น หรือสอง บริษัทมีการผลิตที่สูงมากที่ทำให้ต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งมากหรือเรียกว่ามี Economies of Scale สูงกว่าคู่แข่งมาก หรือสาม บริษัทมี “เครือข่าย” ของผู้ใช้ที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก นี่คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ IT และอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล อูเบอร์ อะเมซอน เป็นต้น หรือสี่ บริษัทที่มี “ต้นทุนของการเลิกใช้บริการสูง” เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่ลูกค้ามักไม่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลเนื่องจาก “ติดหมอ” ที่รักษากันมานาน หรือห้า บริษัทที่เป็น ผู้ “ผูกขาดโดยธรรมชาติ” เช่น สนามบินที่มักจะมีผู้ให้บริการรายเดียวในท้องถิ่น หรือหก บริษัทที่ควบคุมวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำเช่นในธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้นและแร่ธาตุหายากเช่น ยูเรเนียม และสุดท้าย บริษัทจะต้องไม่ถูกทำลายโดยเทคโนโลยีและ IT ได้ง่ายเช่นพวกหนังสือหรือ CD เป็นต้น

หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น จะต้องอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “Virtuous Cycle” คือเป็นช่วงที่บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเนื่องจากบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ถูกลงและมีคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้นซึ่งก็จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก เป็นวัฏจักรที่ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ชนะนั้นจะต้องมีผลประกอบการและฐานะทางการเงินที่ดี โดยข้อแรก จะต้องมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงเกิน 15% ต่อปีขึ้นไป สอง มีกำไรต่อยอดขายหรือ Profit Margin สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสามที่น่าจะสำคัญอย่างยิ่งก็คือ บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 6-7 ปีขึ้นไป ยิ่งยาวยิ่งดี ข้อสี่ บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดี อาจจะเนื่องจากเวลาขายสินค้ามักจะได้เงินสดแต่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงินเชื่อ ข้อห้า บริษัทใช้เงินลงทุนต่ำในการขยายงานและบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ ซึ่งทั้งสองข้อหลังนี้ทำให้บริษัทมีเงินสดสูงซึ่งทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้มาก

สุดท้ายก่อนที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกที่เราจะซื้อก็คือ ราคาหุ้นจะต้องเหมาะสมหรือมีราคาถูก ค่า PE จะต้องไม่เกิน 30 เท่าในกรณีที่เป็นหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีของบริษัทที่กำลังจะเป็นซุปเปอร์สต็อกในด้านของการตลาดแต่ยังไม่มีกำไรเนื่องจากกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เราก็จะต้องดู Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นเทียบกับศักยภาพของตลาดในอนาคต ดูว่ามูลค่าหุ้นนั้นไม่สูงเกินไปซึ่งกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายนัก

หลังจากที่ซื้อหุ้นซุปเปอร์สต็อกแล้ว โดยปกติเราก็จะไม่ขายหุ้นนั้นง่าย ๆ ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เรามักจะไม่มีเป้าหมายราคาที่จะขายหรือเวลาที่จะถือหุ้น ตราบใดที่มันยังเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่เราก็มักจะถือเอาไว้ อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่เราอาจจะขายหุ้นทิ้งเช่น ข้อหนึ่ง หุ้นหมดสภาพความเป็นซุปเปอร์สต็อก อาจจะเพราะมีคู่แข่งที่เหนือกว่าหรือใกล้เคียงที่เข้ามาในตลาดหรือบริษัททำผิดพลาดรุนแรงจนทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการย่ำแย่ลงมาก สอง ตลาดของสินค้าอาจจะเริ่มอิ่มตัว การเติบโตในอนาคตจะช้ามากและอาจจะถดถอยซึ่งจะทำให้หุ้นกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่งจ่ายปันผลดีแต่ไม่โต สาม เราอาจจะไปเจอหุ้นซุปเปอร์สต็อกตัวใหม่ที่ดูแล้วมีคุณค่าเหนือราคามากกว่าตัวเดิมที่เราถืออยู่มากแต่เราไม่มีเงินสดที่จะลงทุน เราจึงตัดสินใจขายตัวเก่าเพื่อที่จะลงทุนในตัวใหม่ และสี่ก็คือ ในบางครั้งซึ่งมักไม่เกิดขึ้นบ่อยก็คือ ราคาหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้นขึ้นไปสูงมากเกินพื้นฐานไปมาก เช่น ค่า PE สูงถึง 40-50 เท่า อาจจะเนื่องจากภาวะตลาดหุ้นที่เป็น “ฟองสบู่” หรือมีการเก็งกำไรในตัวหุ้นรุนแรง ในกรณีแบบนี้เราก็อาจจะพิจารณาขายไป

และทั้งหมดนั้นก็คือ Checklist ที่จะบอกและเตือนเราเกี่ยวกับการมองหา ลงทุน และการขายซุปเปอร์สต็อก อย่างไรก็ตาม การลงทุนนั้น “ไม่มีกฎตายตัว” ในทุกขั้นตอนเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีอะไรที่อาจจะทำให้เราควรละเว้นกฎเกณฑ์เหล่านั้นหรือไม่ด้วย


ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59687

13 กุมภาพันธ์ 2559

เรียน TOEFL ที่ไหนดี




การสอบ TOEFL คืออะไร

การสอบ TOEFL (Test of English as a Foreign Language) เป็นการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ โดยเน้นทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อประเมินว่าผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษในบริบทการศึกษาได้ดีแค่ไหน



การสอบ TOEFL ใช้ทำอะไร

ผลสอบ TOEFL มักถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังใช้สมัครงานหรือขอทุนการศึกษาในองค์กรที่ต้องการความสามารถภาษาอังกฤษ



การเตรียมตัวสอบ TOEFL

การเตรียมตัวสอบ TOEFL ควรเริ่มจากการฝึกฝนทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน พร้อมทั้งศึกษารูปแบบข้อสอบและทำแบบฝึกหัดตัวอย่าง เพื่อเพิ่มความคุ้นเคยและความมั่นใจในการสอบจริง นอกจากนี้ การเรียนคอร์สเตรียมสอบ TOEFL หรือใช้หนังสือและแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องก็ช่วยได้มาก



ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการสอบ TOEFL จะแตกต่างกันไปตามประเทศและศูนย์สอบ โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 - 7,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนและค่าบริการ) ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมการสอบและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง



วิธีสมัครสอบ และทำการสอบ

สามารถสมัครสอบ TOEFL ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ETS ซึ่งเป็นองค์กรผู้จัดสอบ โดยเข้าไปที่ https://www.ets.org/toefl และทำการสมัคร เลือกวัน เวลา และสถานที่สอบที่สะดวก หลังจากนั้นก็เตรียมตัวไปสอบตามวันที่นัดหมาย สามารถเลือกสอบแบบ TOEFL iBT ซึ่งเป็นการสอบออนไลน์ หรือ TOEFL Paper-delivered Test ในบางประเทศ



เรียน TOEFL ที่ไหนดี

- Princeton เรียน 48 ชม. ค่าเรียน 26,000 บาท มี สองสาขา สาธร และสุขุมวิท
http://www.tprthailand.com

- Kaplan เรียน 72 ชม. ค่าเรียน 22,000 บาท มี 3 สาขา สยาม เอ็มโพเรียม เซ็นทรัลลาดพร้าว
http://www.kapstar.com/kaplan/

- Engwise เรียน 48 ชม. ค่าเรียน 11,000 บาท มีสาขาเดียวที่สยาม
http://www.engwise.com/

- RMIT อยู่ที่ Kmit ลาดกระบัง
http://www.rmit.ac.th

- BB&C
http://www.bbandc.ac.th/

- Kendall
http://www.toeflthailand.com/

- Fast English เรียน 120 ชม. ค่าเรียน 18,000 มี 2 สาขา คือ สีลมกับ เซ็นทรัลลาดพร้าว การสอนแบบสอนสด ห้องละ ประมาณ 150 คน และเปิด VDO
http://www.fast-english.com/Content/index.asp

- อ.สงวน
http://www.sanguan.com/

- สถาบันภาษาจุฬาฯ เรียน 54 ชม. ค่าเรียน 7,400
http://www.culi.chula.ac.th/SPDC/course(new11).htm



ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=venin&month=09-2006&date=27&group=3&gblog=1

Toefl Essay

ได้อ่านจากห้องไกลบ้าน ได้ความรู้ครับ เลยอยากเก็บไว้ก็เห็นว่ามีประโยชน์ดี ไว้เตรียมตัว สำหรับตัวเองด้วย
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4742658/H4742658.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4739578/H4739578.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4737876/H4737876.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4732121/H4732121.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4725542/H4725542.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4724803/H4724803.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4722440/H4722440.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4722301/H4722301.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4717225/H4717225.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4717149/H4717149.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4710510/H4710510.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4706569/H4706569.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4674452/H4674452.html
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H4678412/H4678412.html

ส่วน ตัวอย่าง topic การเขียน essay ของ toefl ที่เป็นหลายๆ topic แล้วเค้าก็จะเลือกคนที่ได้คะแนนดีๆมาลงไว้ให้ดู มีให้ดูจาก web นี้ครับ
http://www2.wayabroad.com/twe/t/history.php




ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=venin&month=09-2006&date=27&group=3&gblog=1

TOEFL Tips

เมื่อกี้โพสต์ไว้ที่ห้องสมุดแล้ว แต่ไหน ๆ พักนี้คงต้องมาแวะเวียนที่ห้องไกลบ้านเพื่อหาข้อมูลเรียนต่อ
ก็เลยขอเอามาโพสต์ที่นี้ด้วยละกัน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ

ผมไปสอบมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ม.เกษมบัณฑิต ร่มเกล้า
(วันเดียว เวลาเดียว ที่เดียวกับคุณ ampersand เด๊ะเลย)
http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H6629599/H6629599.html

ทราบคะแนนตอนเช้ามืดเช้ามืดวันพุธก่อน ๆ นู้น
แบบว่าว่างจัดตื่นมาเช็ค คะแนนดันออกซะงั้น
ผลที่ได้รู้สึกช็อคซีนีม่าเล็กน้อย แบบว่างง ๆ ตัวเองน่ะครับ




สถานที่สอบ

ผมได้รับคำแนะนำจากพี่คนหนึ่งว่า
ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า ดีมาก ๆ ห้าดาว ๆ
เลยตัดสินใจว่าจะไปสอบที่นู่น และก็ลงทุนไป survey ก่อนหนึ่งวันกันหลง
สถานที่หาไม่ยากครับ โดดเด้งมาก เสียอย่างเดียวตรงที่ไกลไปหน่อย
แต่วันสอบจริงมีน้ำขนมกาแฟบริการเพียบ (แต่ตอนนั้นกินไม่ค่อยลงอ่ะ เครียด)
ที่แปลกใจคือมีคนมาสอบเยอะมาก สามสิบกว่าคนได้ เต็มโควต้าเลย
แถมมีคุณพ่อคุณแม่และคุณแฟนมาให้กำลังใจกันเพียบ บรรยากาศเลยคึกคักยังกะช่วงเลือกตั้ง


อุปกรณ์

ดีมากมายครับ อุปกรณ์ค่อนข้างใหม่
มอนิเตอร์เป็นแบบจอแบน ไม่สะท้อนแสง อ่านง่ายสบายตา
ที่สำคัญ คือมีพาร์ติชั่นกันระหว่างผู้สอบ ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
ตอน Speaking ก็ได้ยินเสียงคนอื่นบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้รำคาญ



เจ้าหน้าที่

บริการดีครับ ขนาดผมมีปัญหาว่า id ในใบที่ print out กับในใบลงทะเบียนไม่ตรงกัน
เขาก็ให้สอบ ผมก็ถามต่อว่าไม่มีปัญหาจริงอ่ะ เขาก็ยิ้ม ๆ บอกว่าไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ

อ้อ วันสอบอย่าลืมเตรียมหลักฐาน คือ
ใบ print out จากทาง ETS
และพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชนนะครับ

และแล้วก็ถึงเวลาสอบจริง อย่างแรกก็ถ่ายรูปกันก่อน แชะ
แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะให้เราไปนั่งที่โต๊ะสอบ และจัดการเปิดระบบให้


Reading

ปกติวิธีที่ผมฝึกมาคือ อ่าน Reading ทั้งหมดก่อน เน้นว่าให้เข้าใจ+เห็นภาพ
แล้วค่อยไปตอบคำถามโดยไม่ต้องอ่านซ้ำ ซึ่งตอนฝึกก็ค่อนข้างได้ผล

แต่พอมาเจอของจริง passage แรก อ่านจบไปหนึ่งรอบ
ก็เกิดอาการที่ว่า "ตรูอ่านอะไรไปฟะ..."
เพราะความยากและความยาว น้อง ๆ GMAT เลยทีเดียว
เรียกได้ว่าแทบอยากจะแกล้งเตะปลั๊กให้ไฟดับแล้วกลับไปเตรียมตัวใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดไป

พอรวบรวมสติได้ (หลังจากเวลาผ่านไป 10 นาที)
ก็นึกถึงคำแนะนำของคุณ "เมื่อลมแรงฯ" ที่ว่าไม่ต้องอ่านหมด
เอาแค่บรรทัดแรกของแต่ละ paragraph แล้วไปตะลุยโจทย์เลย
แต่เวลาที่เหลืออีกแค่ 10 นาที กับโจทย์ 14 ข้อ ก็ทำให้ล่กเอาการ
ก็เลยข้ามไปทำข้อที่ง่าย ๆ ก่อน เช่น
ข้อที่ถามว่า pronoun นี้ refer ถึงอะไร?
หรือคำนี้ความหมายใกล้เคียงกับคำว่าอะไร? ซึ่งแทบไม่ต้องอ่านก็พอทำได้
โจทย์แบบนี้มีหลายข้อ ยิ่งทำเยอะ กำลังใจก็เริ่มมา
ส่วนข้อถามที่ detail หรือต้อง imply นั้นก็ต้องออกแรงอ่านกันพอสมควร
แต่จำไว้ว่า ทุกคำตอบมีอยู่ใน passage ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะหาเจอหรือเปล่า

ด้วย strategy นี้ ขอสารภาพว่าผมไม่เข้าใจ passage เลย
แต่พอทำโจทย์ได้ ก็เลยงง ๆ อยู่ว่าได้คะแนนมาได้ไง...
อีกอย่างคือโชคดีที่เจอข้อสอบแบบแค่ 3 readings ไม่งั้นคงน้ำลายฟูมปากไปแล้ว

สำหรับคนที่จะเตรียม part นี้ ขอแนะนำให้อ่านของ Cambridge ครับ
เพราะความยากและความยาวใกล้เคียงของจริงมาก
ทำบ่อย ๆ และพยายามจำลองสถานการณ์เหมือนสอบจริง
คือทำติดกันเลยสามอัน ชั่วโมงหนึ่ง
จะได้ชินกับความรู้สึกว่าอยากจะอ้วกเป็นภาษาอังกฤษนั้น มันเป็นยังไง..


Speaking

จริง ๆ ที่ช็อคก็ part นี้นี่แหละครับ
เพราะเป็น part ที่ผมเตรียมตัวจริงจังที่สุด และค่อนข้างมั่นใจว่าพอทำได้
(คืออาจจะไม่ดีเท่าที่คิด แต่ก็คิดว่าพอทำได้) เห็นคะแนนก็เลยตกใจอยู่
แต่พอมานึกอีกทีก็รู้สึกว่าตอนนั้น พูดด้วย speed ที่เร็วไปหน่อย จนอาจจะฟังไม่ออก
ที่สำคัญคือ "ตื่นเต้น" จนนึกคำไม่ออก ต้องอธิบายอ้อม ๆ เสียเวลาไปซะงั้น

แต่จะว่าไป Speaking นี่เป็นทักษะที่คนไทย (รวมถึงผม)
ค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับ skill อื่น
เพราะเราเน้นอ่าน เขียน ฟัง เป็นหลักมานาน ขณะที่ speaking นึ่มาฝึกเอาทีหลัง
กว่าจะขุนขื้นก็คงต้องใช้เวลาพักใหญ่ ๆ น่ะครับ

แต่ แต่ ไอ้การให้มาเตรียม 15 วิ และพูด 45 วิ หรือ 20 วิ และ 60 วิ
นี่มันหนักหนาเอาการเลยนะครับ
อย่างเวลาอ่านเขียน เราหลุดตรงไหนก็ยังพอแก้ได้ มีเวลาให้หายใจ
ส่วน Speaking ใน TOEFL เนี่ย ถ้าหลุดแล้วโอกาสกลับตัวยาก
แถมให้พูดกับคอมอีก พิลึกดีแท้ ถ้าพูดกับคนจริง ๆ ก็ยังดึงจังหวะได้
แต่ยังไงผมก็เห็นว่านี่เป็นทักษะที่ท้าทายและเป็นประโยชน์มาก ๆ ครับ


Writing

part นี้ผมเตรียม pattern สำเร็จรูปไปเลย คือกะเลยว่า ไม่ว่าจะถามอะไร ผมก็จะตอบเขียนว่า:

There is an ongoing discussion wheter ....
While some may ..., others prefer ....
In my opinion, there are three important reasons why ...

ส่วน integrated task ก็ประมาณว่า

According to the lecture, the professor made several points about ....
The professos states that ...
However, the reading claims that ...
The professor's lecture castz doubt on the reading
by using a number of points as follow.

ซึ่งการเตรียม pattern นี้เข้าไป ช่วยแก้ปัญหาเขียนไม่ออก (Writer's block)
คือถ้าประโยคแรกไม่มา ประโยคอื่น ๆ ก็จะไม่ตามมาด้วย

อีกอย่างที่สำคัญคือเรื่อง outline ครับ อย่าฟุ้งซ่าน เขียนไปเรื่อย
เอา keyword มาก่อน แล้วคิดว่าจะเอาอะไรมา support
เวลาเขียนต้องคำนึงเสมอว่า ไอ้ประโยคที่เราเขียนเนี่ย
มันช่วย substantiate ประโยคหน้าหรือเปล่า ซึ่งทำให้เกิด coherence

และที่สำคัญ อย่าให้คำยาก ๆ ครับ ถ้าไม่มั่นใจจริง ๆ
การใช้คำหรู ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ได้คะแนนสูง ๆ เสมอไป
เพราะถ้าใช้ผิด ก็จะถูกหักคะแนนทันที
เทียบกับใช้คำง่าย ๆ แต่ถูกบริบทและสื่อสารได้ชัดเจน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการที่เราจำ collocation จึงมีส่วนช่วยได้มาก

และที่สำคัญ ๆ อีกอย่าง กรุณาฝึกพิมพ์สัมผัส (ภาษาอังกฤษ) ให้เป็นด้วยนะครับ ผมขอ...



ที่มา: http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2008/06/H6668167/H6668167.html

สอบทุนก.พ. เตรียมตัวอย่างไรดี

เมื่อราวๆ ปลายเดือนพฤษภาคม มีโอกาสไปสอบทุน ก.พ. มาครับ... (ได้ข่าวจากเว็บนี้เลย ) แต่ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวและไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะสอบก็สอบซะงั้น (- -") เลยชวดไปเรียบร้อยสำหรับปีนี้ ก็เลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะมีคนสนใจจะได้เตรียมตัวได้ทันสำหรับปีหน้านะครั๊บ

สำหรับคนที่อาจจะงงว่า ก.พ.เป็นอย่างไร ...สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.ocsc.go.th/ocsccms/frontweb/view.jsp?categoryID=CAT0000021

ในส่วนของทุน ดูได้ที่นี่ครับ http://www.ocsc.go.th/ocsccms/frontweb/view.jsp?categoryID=CAT0001621 จะเห็นว่ามีทุนมากมายหลายแบบเลยทีเดียว

มีของทั้งแบบให้น้องๆ ม.ปลาย สอบเพื่อไปเรียนระดับอุมศึกษา และส่วนของพี่ๆที่จบป.ตรีแล้ว สอบเพื่อไปเรียนต่อในระดับป.โทและป.เอก

รูปแบบก็คือทา งก.พ.จะให้ทุนไปเรียน ซึ่งเมื่อจบก็กลับมาทำงานใช้ทุนอาจจะตามจำนวนปีที่เรียนหรือไม่น้อยกว่าสอง เท่าของปีที่เรียนก็แล้วแต่ทุนที่ได้

ซึ่งผมก็จะมาบอกเล่าการเตรียมตัวของการสอบทุนเพื่อต่อระดับป.โท ละกันนะครับ...เพราะว่าไปสอบส่วนนี้มา สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของส่วนนี้ได้ที่ http://scholar.ocsc.go.th/

สำหรับในปีนี้จะมีรายละเอียดดังนี้ครับ


รายละเอียดของทุนต่างๆ

1. รับ สมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาลตามความต้องการของกระทรวง กรมฝ่ายพลเรือนประจำปีงบประมาณ 2551 (ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)


2. รับ สมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาลตามความต้องการของสถาบันพระบรมราช ชนกกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2551(ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)


3. รับ สมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติประจำ ปี 2551 (ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)


4. รับ สมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ประจำปี 2551 (ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)


5. รับ สมัครสอบแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีตามความต้องการของส่วนราชการฝ่ายพลเรือนและรัฐวิสาหกิจประจำปีงบ ประมาณ 2551 (ทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญา)




รายละเอียดกลุ่มทุนของทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. ทุนด้านโลหะและวัสดุ (กลุ่มที่ 1-14)
2. ทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (กลุ่มที่ 15-36)
3. ทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม (กลุ่มที่ 37-67)
4. ทุนด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (กลุ่มที่ 68-71)
5. ทุนด้านบริหารเทคโนโลยี (กลุ่มที่ 72-77)
6. ทุนด้านนาโนเทคโนโลยี (กลุ่มที่ 78-86)

ซึ่งในปีหน้าก็คงต้องตามประกาศว่าจะมีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ดูของปีนี้เป็นแนวทางนะครับ ว่าสนใจอันไหน ซึ่งเกรดถ้ามากกว่า 2.75 ก็คิดว่าน่าจะสมัครได้ทุกสาขา (ถ้ามากกว่า 3.00 ก็ชิวแล้วครับ) ฉะนั้น ถ้าเกรดตอนนี้ยังไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องเร่งมือขยันกันหน่อยนะ...

การสมัครสามารถสมัครทางอินเตอร์เนตได้ ต้องตามให้ดีว่าเปิดรับสมัครวันไหนถึงวันไหน (เดี๋ยวจะพลาดเพราะว่าสมัครไม่ทัน - -") วิธีการสมัครก็เข้าเว็บไซด์ที่ก.พ. กำหนด แล้วกรอกข้อมูล ส่วนการชำระค่าสมัครจะจ่ายที่เคาท์เตอร์ธนาคารครับ แล้วเอาหลักฐานการสมัคร (ใบสมัครที่ปรินท์ออกมา+เอกสารส่วนตัวที่ทางก.พ.กำหนด เช่น สำเนาบัตรประชาชน+หลักฐานการชำระเงินค่าสมัคร อ่อ มีรูปด้วย) ใส่ซองรวมไปในวันสอบข้อเขียนครับ

สำหรับการสอบ จะแบ่งเป็นสองด่าน (ใช้คำว่าด่านจะได้ดูโหดดี อิอิ) ด่านแรกเป็นด่านการสอบข้อเขียน และด่านที่สองก็จะเป็นการสัมภาษณ์ครับ เค้าก็จะแจ้งวันเวลาและสถานที่สอบให้ครับ

เดี๋ยวเอาไว้มาต่อเรื่องการสอบข้อเขียนนะครับ... จะมาบอกแนวข้อสอบกันเลยทีเดียววว

ปล.ไม่รู้จะเขียนไว้ที่ไหนดี ขอแปะเอาไว้ที่หมวด content การสอนละกันนะครับ

วันนี้มาต่อกับการสอบด่านแรกของทุนก.พ.กันครับ... ด่านสอบข้อเขียนนั่นเอง

เกริ่นกันก่อนว่า ข้อสอบจะแบ่งเป็นสองวิชานะครับ
1) ภาษาอังกฤษ
2) ความรู้ความสามารถทั่วไป

สองวิชานี้จะสอบวิชาละ 3 ชั่วโมงครับ... ฉะนั้นต้องเตรียมตัวกันให้ดี ไม่งั้นอาจจะทำไม่ทันได้ - -" (ผมก็ทำไม่ทัน เพราะอ่านช้า คิดช้า)

เริ่มกันที่วิชาสอบภาคเช้า คือ ภาษาอังกฤษ ครับ...
หลายคนอาจจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาษาอังกฤษพอสมควร (ผมก็เป็น)... ซึ่งก็ต้องอาศัยการอ่านเยอะๆ ไว้ละครับ... เพราะว่าทักษะทางภาษาต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จะเร่งเอาวันสองวันคงไม่ได้...
ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ จะแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ (อันนี้ผมแบ่งเองนะ อิอิ)
- ส่วนของศัพท์และไวยกรณ์
ส่วนนี้จะมีคำถามประมาณนี้ครับ
๐ เติมคำ มีประโยคมา แต่จะมีเว้นช่องว่างไว้ 1 ที่... ให้เราเลือกคำศัพท์จากสี่ตัวเลือกมาเติม อันนี้ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวละครับ... ใครมีคลังคำศัพท์ไว้ในหัวเยอะก็ได้เปรียบเลย ส่วนใหญ่ในตัวเลือกคำศัพท์จะมี prefix ตัวเดียวกัน เช่น สี่ตัวเลือกมีคำว่า procreat, propel, protege, prodigal ...ฮึ่มม งงไปใหญ่ (อยากจะบอกว่าส่วนนี้ คำศัพท์ส่วนใหญ่ผมไม่รู้ความหมายเลย รู้สึกแย่มาก)... แต่รู้ความหมายของศัพท์ยังไม่พอ ต้องเข้าใจความหมายของทั้งประโยคด้วย - -" ถึงจะเลือกคำนั้นๆมาเติมได้... ยากจัง
๐ จับผิด เลือกคำหรือว่าวลี ที่ผิดไวยกรณ์ จากหนึ่งในสี่ที่ ที่โจทย์กำหนด ประมาณนี้ครับ

In the moment I am working hard to pass my examinations.

โอวว... สุดยอดเลยครับ บางประโยคสั้นบ้าง ยาวบ้าง... คละเคล้ากันไป พอให้ตื่นเต้นครับ - -" ส่วนนี้ บางคนจะใช้เซ้นส์ในการตอบ ก็ทำได้ครับ (ส่วนตัวเรียกว่า มั่ว )
ปล. จากข้อตัวอย่างในประโยคนี้ In ครับที่ผิด... ไม่ใช้ In นะ จะใช้ At จร้า

๐ อื่นๆ นอก เหนือจากสองข้อข้างบน ผมจำไม่ได้แล้วอ่ะครับ... แต่รู้สึกว่ามีอีกนิดหนึ่ง... ไม่แน่ใจว่าเป็นบทสนทนารึเปล่า แต่ไม่กล้าฟันธง... ขอโทษค๊าบบบ

- ส่วนของ Reading
ส่วนนี้ชื่อก็บอกว่าส่วนของ reading ก็อ่านกันอย่างเดียวเลยครับ... เรื่องที่มีให้อ่านก็สั้นบ้างยาวบ้าง... บ้างเรื่องให้อ่านสามย่อหน้า แต่ถามสามข้อ - -" ต้องวางแผนให้ดีเลยครับ เรื่องราวที่มีให้อ่านมีหลายแนวครับ... บทความวิทยาศาสตร์, เนื้อข่าว, ตารางข้อมูล, เนื้อหาทั่วไป ฯลฯ



เทคนิคที่แนะนำในส่วนนี้


๐ อ่านตัวเลือกของเรื่องนั้นคร่าวๆ จะได้รู้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร
๐ ทำเรื่องที่คิดว่าเข้าใจ เรื่องไหนที่งง มึน สับสน... อย่างไปเสียเวลากับมันมากเกินไป เพราะยังเหลือเรื่องอื่นๆ ให้ทำอีกเพียบ - -"
๐ ข้อที่เป็นตารางข้อมูล เหมือนจะง่าย แต่คำถามจะงงมาก... ฉะนั้น ต้องรอบคอบ (จริงๆ ก็ต้องรอบคอบทุกข้ออ่ะนะ)
๐ ฝึกทำโจทย์ให้เยอะๆ จะได้คล่องครับ.. เพราะเราจะจับจุดได้ว่าควรจะเริ่มยังไง (ถ้าไปเจอจังๆให้ห้องสอบจะได้ไม่ต้องช็อค )



มาทำแบบทดสอบแบบออนไลน์กันเถอะ


http://www.english-test.net/esl/english-grammar-test.html
http://www.actstudent.org/sampletest/reading/read_01.html

หรือว่าจะลองหาหนังสือมาลองทำก็ได้ครับ... เป็นพวกหนังสือเตรียมสอบ TOEIC หรือ TOEFL ก็น่าจะใช้ได้... ทำๆฝึกๆไว้ครับ

สอบเสร็จไปหนึ่งวิชา... พักเที่ยงครับ



เริ่มกันที่วิชาสอบภาคบ่าย อ่า คือ ความรู้ความสามารถทั่วไป
...
ข้อสอบวิชานี้ มีประมาณนี้ครับ

๐ อนุกรม อนุกรมที่ออกสอบน่างงงวยมากๆ ครับ ซึ่งข้อสอบอนุกรมต้องอาศํยการฝึกให้เข้าใจหลักของอนุกรม เพราะว่ามีหลายแบบเหลือเกิน ทั้งเพิ่มขึ้น ลดลง สลับกัน หรือว่าอนุกรมสองชั้น, สามชั้น โอ้ววว ถ้าลองทำจนคล่องจะพอจับจุดตรงนี้ได้ (ส่วนนี้ผมขอยอมทั้งหมดเลย เพราะว่างงมาก และถ้าใช้เวลาส่วนนี้เยอะเกินไปจะทำส่วนอื่นไม่ทัน - -" เลยข้ามไปทำส่วนอื่นก่อนดีกว่า ... )
๐ วิเคราะห์เงื่อนไขทางสัญลักษณ์เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง โจทย์จะให้เงื่อนไขมาครับ แล้วให้เราดูข้อสรุปที่ให้มา ว่าถูกหรือไม่ เช่น
A > B <> D
D = P <> R
ข้อสรุป 1. C > D


2. D > R
แล้วให้ตอบว่าข้อสรุปถูก 1 ข้อ หรือ ถูกทั้งสองข้อ หรือ ผิดทั้งสองข้อ หรือว่า ไม่แน่ชัด ประมาณนี้อ่ะครับ
๐ การวิคราะห์เงื่อนไขทางภาษา คล้ายๆ กับเงื่อนไขทางสัญลักษณ์ครับ แต่จะเปลี่ยนเป็นข้อความแทนครับ (งงเหมือนกัน)
๐ ทักษะการคำนวณ ส่วน นี้จะมีโจทย์คณิตทั่วไปมาให้ลองคำนวณ เช่น หาค่าตัวแปร, คำนวณหาพื้นที่, หาความเร็วเฉลี่ย... ประมาณนี้อ่ะครับ ส่วนนี้ถ้าลองทำโจทย์ฝึกอีกหน่อยก็น่าจะพอทำได้ เพราะอาศํยหลักการคำนวณเบื้องต้น ซึ่งจะไม่ยากมากนัก ( ส่วนนี้พอได้ๆ)
๐ อุปมาอุปไมย มาเป็นคู่ครับ หาความสัมพันธ์ (มึนอย่างแรง - -")
แพร่ : เหนือ ---> เลย : ???
ตัวเลือก > ก.ชายแดน ข.กลาง ค.อีสาน ง.ใต้ จ.หนาว
ตอบ อีสาน... โดยมีความสัมพันธ์ด้านสถานที่ เป็นต้น... เหมือนจะง่าย แต่โจทย์จริงๆ ทำเอามึนได้
๐ การวิเคราะห์เงื่อนไขจากบทความ มาอีกแล้วครับ...รอดจาก reading ในภาษาอังกฤษช่วงเช้า ... มาเจอการอ่านในรูปแบบภาษาไทยอีกแล้วครับ... เหมือนจะง่ายครับ อ่านไทย ตอบไทย ฮุฮุ... งงเลยครับ เราะว่าบทความจะถามใจความสำคัญ ประเด็นของเรื่อง... แต่ที่ยากจะอยู่ที่ตัวเลือก (ซึ่งจะมาแนวว่า คลับคล้ายว่าขะถูกทุกข้อ แต่ข้อไหนที่จะถูกที่สุด - -") และจำนวนบทความที่มีไม่น้อยเลย ถ้าจะเสียเวลาอ่านเรื่องใดเรื่องนึง ก็จะทำไม่ทัน

ในส่วนของวิชาความรู้ความสามารถทั่วไป ก็ต้องเตรียมตัว ลองทำแบบทดสอบกันก่อนครับ... ทำหลายๆ ชุด หลายๆ รอบ ก็จะช่วยได้ครับ - -"
ลองหาซื้อหนังสือเตรียมสอบเข้าราชการ ที่มีเนื้อหาประมาณนี้มาลองทำดูนะครับ...ส่วนใหญ่จะมีวิธีคิด แนะนำเทคนิคที่ละเอียดทีเดียว มีแบบทดสอบให้ทำอีกด้วย

ลองโหลดเนื้อหา+แนวข้อสอบจากอินเตอร์เนตก็ได้ครับ (บังเอิญเพิ่งค้นเจอเลยนะเนี่ย )
วิชาความรู้ความสามารถทั่วไป (6.92 MB) *แนะนำ*
ภาษาไทย (10.42 MB)

ขอบคุณ : ลิงค์ดาวน์โหลดจากเว็บไซด์ http://www.eakpai.com/



เทคนิคที่แนะนำในส่วนนี้

๐ อย่าเสียเวลาทำส่วนใดส่วนหนึ่งนานเกินไป... มั่นใจส่วนไหน เรื่องใด ให้เริ่มทำก่อนได้เลย
๐ ส่วนตัวอยากให้ทำคำนวณก่อน เพราะไม่ยากมาก - -"
๐ อย่าทานมื้อเที่ยงมากเกินไป... เพราะอาจจะง่วงได้ (เหมือนผม ทำเกือบมะทัน)
๐ ฝึกทำโจทย์ให้เยอะๆ จะได้คล่องครับ.. เพราะเราจะจับจุดได้ว่าควรจะเริ่มยังไง (ถ้าไปเจอจังๆให้ห้องสอบจะได้ไม่ต้องช็อค ข้อนี้คุ้นๆ แฮะ - -")

หมดแล้วครับ...หวังว่าคงจะได้เทคนิคไปบ้างนะครับ เหอเหอ เขียนเอง มึนๆไปด้วยเลย ในส่วนของข้อเขียน จะมีประมาณนี้อ่ะครับ... โดยถ้าผ่านการสอบข้อเขียนไปได้ ก็จะเป็นรอบสัมภาษณ์ละนะ.. แต่ส่วนสัมภาษณ์ผมก็ไม่มีโอกาสมาเล่าประสบการณ์ได้ (- -") เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสจะเอาประสบการณ์ของเพื่อนที่ได้เข้ารอบไปมาเล่าให้ฟัง ละกันนะครับ...

อย่าลืม... ขยัน ฝึกฝน ... ช่วยได้ครับ



ที่มา:
http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=125&post_id=29973 and http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=125&post_id=30349)