หนูดี วนิษา เจ้าของผลงานเขียนอัจฉริยะสร้างได้ นำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริม กระตุ้นและรักษา 'ความคิดสร้างสรรค์'ทั้งในวัยเด็กและวัยทำงาน
ฟังก์ชันที่สุดเจ๋งของสมองฟังก์ชันหนึ่งก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งหากใครมีคนนั้นก็โชคดีมากๆ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เรื่องการเรียน การทำงานได้แล้ว มันยังทำให้เรามีชีวิตส่วนตัวที่สนุก เป็นเอกลักษณ์ และไม่เหมือนใครได้อีกด้วย เรียกได้ว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นี่ช่างมีชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ
แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่บอบบาง ถูกกระทบกระทั่งนิดหน่อยก็เสียชีวิตซะแล้ว และมีสารพัดวิธีที่เราจะฆ่าความคิดสร้างสรรค์ได้ตั้งแต่วัยเด็กวัยเรียน มาจนถึงวัยทำงานกันเลยทีเดียว บางทีเราพูดอะไรนิดเดียว หรือไม่ได้ตั้งใจหรอกแต่เผลอไปคอมเมนท์ผิด ความคิดสร้างสรรค์ของคนที่เราไป “เมนท์” เขาก็ดับสนิทลง
แล้วเราจะทำอย่างไร ทั้งในฐานะคนๆ หนึ่งที่อยากเป็นคนคิดสร้างสรรค์ได้เก่งกว่านี้อีกนิด ในฐานะพ่อแม่ที่อยากเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสร้างสรรค์ที่ไม่ได้เพียงเรียนไปแกนๆ หรือสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ในห้องเรียนหากเราเป็นครู หรือฟอร์มทีมงานที่คิดสร้างสรรค์เก่ง หากเราเป็นหัวหน้าทีมในองค์กรที่ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับหนูดีเองตอนนี้เพิ่งเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่ ชื่อโรงเรียนวนิษาสุขุมวิท อยู่ซอยสุขุมวิท 26 (Facebook : โรงเรียนวนิษา สุขุมวิท 26) ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนเดิมคือ ที่ใหม่นี้มีแต่ชั้นอนุบาลเริ่มตั้งแต่หนึ่งขวบครึ่งในชั้น “น้องเบบี๋” กันเลยทีเดียวนับเป็นโชคดีของหนูดีและเด็กๆ เพราะเรามาเจอกันตั้งแต่ช่วงที่เขากำลังฟอร์มกระบวนการคิด ฟอร์มนิสัย ฟอร์มสมอง เพราะวัยก่อนสามขวบนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาและขยายกิ่งก้านสาขาสูงที่สุดในชีวิต
ดังนั้น การสอนเด็กในช่วงนี้สำคัญมากๆ เพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้จะติดตัวเขาไปจนตลอดชีวิต สำหรับหลักสูตรโรงเรียนของหนูดีนั้นเน้น “ความคิดสร้างสรรค์” ไปพร้อมๆ กับความฉลาดทุกด้าน เพราะฉลาดแต่ไม่สร้างสรรค์ก็เป็นความฉลาดเพียงในกรอบที่ใครๆ ที่ท่องจำได้ก็ทำได้ทั้งนั้น
วิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งในวัยเบบี๋ก็คือ การสอนแบบ “ไม่มีคำว่าผิดว่าถูก" เวลาที่เด็กๆ เรียนรู้ในวิชาที่การผิดถูกไม่สำคัญ เช่น ศิลปะ หรือ Creative Play เราจะสอนเด็กเสมอว่า ระบายสีใบไม้ไม่ต้องสีเขียวก็ได้ ท้องฟ้าไม่ต้องสีฟ้าเสมอไปหรอก ฯลฯ เพราะหลายครั้งเด็กจะกลัวถูกดุถ้าไม่เหมือนของจริง แต่เราลองถามตัวเองจริงๆ สิคะ มันต้องเหมือนเสมอไปหรือหากมันไม่ใช่คณิตศาสตร์ หรือเคมี ฟิสิกส์ที่ต้องคำนวณลงตัวเป๊ะๆ
นวัตกรรมเปลี่ยนโลกหลายชิ้น ทั้งรถยนต์หรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ก็เริ่มต้นมาจากการมองสิ่งที่เราใช้และจินตนาการถึงสิ่งใหม่ที่ยังไม่มี โดยไม่ต้องกังวลถึง “ผิดถูก” ในขั้นต้นกันทั้งนั้น เหมือนที่ Henry Ford พูดไว้ตอนคิดสร้างรถยนต์ว่า “If I had asked people what they wanted, they would have said faster horses.” (ถ้าฉันถามคนว่าเขาต้องการอะไร เขา
คงบอกว่า ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น) แล้วพวกเราจะมีรถยนต์กันไหมละนี่
หรือสำหรับสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่หนูดีใช้ ผู้คิดค้นก็บอกว่า เขาจะทำการสอบถามลูกค้าได้อย่างไรว่า ถ้าเขาผลิตสิ่งนี้ออกมาแล้วจะซื้อไหม เพราะสินค้าประเภทนี้ยังไม่เคยมีใครทำขายในโลกนี้เลย เขาก็ทำได้เพียงลองผลิตมันออกมา และมันก็ได้กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไปในที่สุดการคิด “ผิดถูก” จะสำคัญเมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการถัดๆ ไปเท่านั้น ในตอนต้นเราต้องเปิดเวทีโล่งกว้างสำหรับสมองก่อน
เมื่อชีวิตเริ่มต้นที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ ทดลองทำโดยไม่ถูกตัดสินตั้งแต่ต้นมือว่า ทำแบบนี้ “ผิด” (ยกเว้นเรื่องวินัยและเรื่องคำนวณนะคะ ซึ่งคำว่าถูกผิดนั้นมีข้อกำหนดชัดเจน เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “วินัย”กับ “ความคิดสร้างสรรค์” ว่า มันคือคนละเรื่องกัน การไร้วินัยยิ่งทำให้คิดสร้างสรรค์ไม่ได้ขึ้นไปใหญ่) เด็กก็จะกล้าคิด กล้าลองและกล้าเสี่ยง พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ นิสัยกล้าคิดกล้าต่างนี้จะติดตัวเขาไปในทุกๆ ที่ และเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกของการทำงาน เวลาที่เราต้องประชุมเพื่อระดมสมอง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไอเดียต่างๆ ทั้งดีไม่ดี ทำได้ไม่ได้นั้นควรต้องถูกโยนลงมากลางโต๊ะทั้งหมดและจดบันทึกขึ้นไวท์บอร์ดไว้ เพราะในช่วงการระดมสมองนี้เป็นขั้นตอนที่การคิดสร้างสรรค์ควรจะกระฉูดที่สุด
การฆ่าความคิดใดๆ ก็ตามในตอนนี้ จะเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” ความคิดอื่นๆ ที่จะตามมา และการพูดถึง “ข้อจำกัด” ต่างๆ ในตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็น เพราะไอเดียทั้งหมดที่ระดมมาได้ จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือ การวิเคราะห์และประเมินในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งด้านเวลาและทรัพยากร รวมถึงกำลังคนด้วย ดังนั้น การกล้าคิดอะไร
ใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดนั้นจะผิดหรือถูกเป็นขั้นตอนแรกของความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพมากๆค่ะ
หนูดีเองพบว่า นี่เป็นข้อจำกัดของตัวเองที่ต้องก้าวผ่านมากๆ เพราะในอดีตเวลาหนูดีนำประชุม หากใครเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยโอเคมา เราจะคิดเร็วมากและบอกไปเลยว่าทำไม่ได้หรอก แต่พอฝึกเลิกตัดสินคนเร็วเกินไป เราจดไอเดียของทุกคนไว้ก่อนแล้วนำมาโหวตกันอีกครั้งก็พบว่า หลายๆ ไอเดียที่หนูดีแอบประเมินไปแล้วว่าทำไม่ได้จริง กลับกลายเป็นว่าชนะโหวตและนำมาแก้ปัญหาในองค์กรได้อย่างจริงจังมาก ทำเอาตอนหลังเลิกนิสัยสรุปก่อนทดลองทำ และทำให้ได้ไอเดียเจ๋งๆ จากทีมเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
อีกสิ่งที่สำคัญคือ “ความหลากหลายของคนในทีม” หากเรามีคนที่แตกต่างกันเยอะมากๆ ทั้งพื้นฐานการศึกษา ความเชี่ยวชาญมุมมอง ความชอบ ความคิดเห็น เราจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์จะขยายตัวได้ดีมากเพราะทุกคนมีมุมมองคนละมุมมาแชร์การคิดจะแตกสายได้มากมายเหมือนแม่น้ำหลายๆ สายที่มีต้นกำเนิดอันเดียว สำคัญคือเราต้องยอมรับและนับถือตัวตนที่แตกต่างของกันและกันได้โดยไม่ตัดสิน เริ่มจากวัยเล็กที่เราสอนให้เด็กรับฟังเพื่อนที่คิดต่างและชื่นชมซึ่งกันและกันจะเห็นว่า หนูดีโยงกลับไปวัยเด็กเสมอเพราะสมองที่ดีต้องเริ่มที่วัยเด็กเป็นหลัก แต่ในวัยผู้ใหญ่หากเราสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตได้เช่นกัน
มาคิดสร้างสรรค์กันนะคะ ฟังก์ชันนี้ของสมองนั้นเจ๋งจริงๆค่ะ
.....บทความเรื่อง สารพัดวิธีฆ่าความคิดสร้างสรรค์ โดย วนิษา เรซ เผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ 7 มิถุนายน 2558
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/650526
My personal blog about health, hobby, stock & investment, information technology, self improvement, tax and travel.
10 มิถุนายน 2558
31 พฤษภาคม 2558
DollarCost Averaging Calculator
แนะนำโปรแกรมคำนวณผลจากการทำ DCA (Dollar Cost Averaging) ครับ
วิธีใช้งาน
วิธีใช้งาน
- เข้าไปที่ http://www.buyupside.com/calculators/dollarcostave.php
- กรอกข้อมูลต่างๆ ดังนี้
- Quote Symbol: ชื่อ symbol ที่ต้องการคำนวณ อาจเป็นหุ้น หรือดัชนีก็ได้ ซึ่งสามารถค้นหา symbol ได้ที่ http://finance.yahoo.com ในตัวอย่างในภาพ คือ ดัชนี S&P500 (หุ้นไทยให้ใช้ชื่อตามด้วย .BK เช่นPTT.BK, CPN.BK)
- Initial Investment Amount: เงินลงทุนเริ่มต้น ใส่ 1,000 $
- Recurring Investment Amount: เงินที่จะลงทุนเป็นประจำ สมมติจะลงทุนเดือนละ 1,000$
- Recurring Investment Interval (Months): ลงทุนประจำ ทุกกี่เดือน ในที่นี้คือ ทุก 1 เดือน
- หลังจากนั้นกดปุ่ม Calculate Result
- จากรูป จะสรุปได้ว่า เราลงทุนครั้งละ 1,000$ ไป 360 ครั้ง ทำไปเรื่อยๆ 360 เดือน เงินเราจะกลายเป็น 1,250,607.74$ ครับ (กำไรเกือบ 900,000$ เลย)

- การคำนวณผลตอบแทนต่อปีนั้น เราสามารถคำนวณได้โดยการใช้สูตร Rate ของ Microsoft Excel ตามภาพข้างล่างครับ (อ้างอิงจาก http://www.excelfunctions.net/Excel-Rate-Function.html) (ขอบคุณคุณ guhungry จาก thaivi.com ที่แนะนำวิธีการคำนวณ)
- จากข้อมูลตัวอย่างข้างต้น เราสามารถทราบผลตอบแทนต่อปีได้ โดยการแทนค่า =RATE(360,1000,1000,-1250607.74)*12 ลงในโปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจะได้ผลตอบแทน7.09% ต่อปี
- ค่าต่างๆ จากสูตรมาจาก
- nper = 360 มาจาก เราลงทุนทุกเดือนเป็นเวลา 30 ปี = 360 เดือน
- pmt = 1000 มาจาก แต่ละเดือน เราลงทุน 1,000$
- pv = 1000 มาจาก เงินลงทุนตอนแรก 1,000$ (ถ้าไม่มีเงินลงทุนตอนแรก ให้ใส่ 0)
- fv = มูลค่าเงินตอนสุดท้าย = 1,250,607.74$ (ให้ใส่เครื่องหมายลบด้วย)
- ที่ต้อง x 12 เพราะ ค่าที่ได้จาก RATE function เป็นผลตอบแทนรายเดือน ดังนั้นถ้าอยากทราบรายปี ต้อง x 12
ผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตลอด 40 ปี
ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราลองมาดูผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันดู
จากสมการ (อ่านรายละเอียดวิธีการคำนวณได้ที่ http://piggyman007.blogspot.sg/2015/05/blog-post.html)
FV = PV x (1 + r) ^ t
FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year)
เราต้องการหาค่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี หรือ r
จากสมการ (อ่านรายละเอียดวิธีการคำนวณได้ที่ http://piggyman007.blogspot.sg/2015/05/blog-post.html)
FV = PV x (1 + r) ^ t
FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year)
แทนค่า
FV: ดัชนีตลาด ณ ปัจจุบัน 1,526.74 จุด
PV: ดัชนี้ตลาดเริ่มต้น = 100 จุด
t: ระยะเวลา = 40 ปี
1,526.74 = 100 x (1 + r) ^ 40
r = 7.052%
ในแต่ละปีหุ้นแต่ละตัวให้อัตราเงินปันผลเฉลี่ยทั้งตลาดประมาณ 3%
ผลตอบแทนทั้งหมด = 7.052 + 3 = 10.052%
ซึ่งหมายความว่า ถ้า 40 ปีที่แล้ว ถ้าเราลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (เช่นลงทุนใน index fund ซึ่งจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์) สมมติลงทุน 100,000 บาท แล้วถือไว้ 40 ปี เงิน 100,000 บาทของเราจะเติบโตปีละ 10.052% และถ้าครบ 40 ปี จากเงินต้น 100,000 บาท จะกลายเป็น
FV = 100,000 x (1 + 10.052 / 100) ^ 40
FV = 4,612,300.34 บาท
มนุษย์เงินเดือน เริ่มจากศูนย์ ก็มีเงินล้านได้
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่วิถีชีวิตของมนุษย์เงินเดือน หรือการทำงานประจำ เพื่อรับเงินเดือน
บางคนอาจจะโชคดี ที่ได้ทำงานที่บ้านเกิดตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าบ้าน เช่าอพาร์ทเมนต์ ค่าข้าว
บางคนอาจจะได้รับรางวัลในการเรียนจบเป็นเงินก้อน ทองคำ เพชรพลอย หรือรถยนต์
แต่หลายๆ คนอาจจะมีแค่ใบปริญญา แค่ใบเดียว แล้วเดินทางจากบ้านเกิดตัวเองเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพ ซึ่งมีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 18,000 - 20,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าผ่อนคอนโด ค่าครองชีพที่สูง ค่าเดินทาง ทำให้การมีเงินล้านบาทแรก อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
วันนี้ผมจะมานำเสนอเส้นทางการมีเงินล้าน สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มต้นจากศูนย์
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลักๆ ผมขอแนะนำสมการในการคำนวณหามูลค่าในอนาคต ดังนี้
FV = PV x (1 + r) ^ t
FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year)
จากสมการข้างต้น เราจะพบว่า มูลค่าของเงินในอนาคตจะขึ้นกับตัวแปร 3 ตัวได้แก่
จากรูปข้างบน จะพบว่าเราสามารถมีเงินล้านได้ในปีที่ 12 ครับ (จำนวนเงิน ณ สิ้นปีที่ 12 คือ 1.0151711 ล้านบาท) ซึ่งวิธีการได้ตัวเลขนี้มานั่น ผมใช้แค่สมการ FV = PV x (1 + r) ^ t สมการเดียวเท่านั้นครับ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปลองคำนวณเอกได้โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel
ตัวอย่างการคำนวณ (จากรูปข้างบน)
ถ้าเราสามารถออมเงินได้มากขึ้น (ปีละ 25%) จำนวนปีที่จะมีเงินล้าน จะลดลงเหลือ 9 ปี ดังรูปด้านล่างครับ
ในชีวิตจริงนั้น มนุษย์เงินเดือนนอกจากจะได้รับเงินเดือนแล้ว ปลายปียังมีเงินโบนัสประจำปีอีกด้วย ถ้าเราสามารถนำเงินโบนัสนั้นมาลงทุนด้วย จะทำให้เรามีเงินล้านได้เร็วขึ้นครับ
จากรูปด้านล่าง สมมติเราได้รับโบนัสปีละ 1 เดือนแล้วนำมาออมเพิ่ม และเราออมเงินเดือนละ 15% ของเงินเดือน เราจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการได้เงินล้านบาท

และถ้าเรานำโบนัส ปีละ 1 เดือน และออมเงินเดือนละ 25% ของเงินเดือน ณ สิ้นปีที่ 8 เราจะมีเงิน 1.161 ล้านบาท
บางคนอาจจะโชคดี ที่ได้ทำงานที่บ้านเกิดตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าบ้าน เช่าอพาร์ทเมนต์ ค่าข้าว
บางคนอาจจะได้รับรางวัลในการเรียนจบเป็นเงินก้อน ทองคำ เพชรพลอย หรือรถยนต์
แต่หลายๆ คนอาจจะมีแค่ใบปริญญา แค่ใบเดียว แล้วเดินทางจากบ้านเกิดตัวเองเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพ ซึ่งมีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 18,000 - 20,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าผ่อนคอนโด ค่าครองชีพที่สูง ค่าเดินทาง ทำให้การมีเงินล้านบาทแรก อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย
วันนี้ผมจะมานำเสนอเส้นทางการมีเงินล้าน สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มต้นจากศูนย์
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลักๆ ผมขอแนะนำสมการในการคำนวณหามูลค่าในอนาคต ดังนี้
FV = PV x (1 + r) ^ t
FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year)
จากสมการข้างต้น เราจะพบว่า มูลค่าของเงินในอนาคตจะขึ้นกับตัวแปร 3 ตัวได้แก่
- PV คือ มูลค่าของเงินในปัจจุบัน หรือเงินต้น จากสมการจะพบว่า ยิ่งเงินต้นมาก มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก
- r คือ จำนวนผลตอบแทนต่อปี(%) ที่เราทำได้ จากสมการจะพบว่า ยิ่งผลตอบแทนมาก มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก
- t คือ จำนวนเวลา(ปี) ที่เราลงทุน จากสมการจะพบว่า ยิ่งเราใช้เวลาลงทุนนาน มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก
ตัวอย่างการทำสมการข้างต้นมาใช้งาน
ตัวอย่างที่ 1 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ที่ธนาคาร A ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2% ณ สิ้นปีที่ 3 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?
จากสมการ
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 2%) ^ 3
FV = 1,061.208 บาท
ตัวอย่างที่ 2 นาย ก นำเงิน 1,000 บาท ซึ้อหุ้น A สมมติได้กำไร(เงินปันผล + capital gain) ปีละ 10% ณ สิ้นปีที่ 3 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?
จากสมการ
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 10%) ^ 3
FV = 1,331 บาท
จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 จะพบว่า จำนวนเงินต้นเท่ากัน เวลาเท่ากัน แต่สามารถทำผลตอบแทนได้มากขึ้น จะทำให้มูลค่าเงินในอนาคตเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างที่ 3 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ที่ธนาคาร A ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2% ณ สิ้นปีที่ 5 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?
จากสมการ
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 2%) ^ 5
FV = 1,104.081 บาท
จากตัวอย่างที่ 1 และ 3 จะพบว่า จำนวนเงินต้นเท่ากัน ผลตอบแทนเท่ากัน แต่ลงทุนนานขึ้น จะทำให้มูลค่าเงินในอนาคตเพิ่มขึ้น
แล้วถ้าเรานำเงิน 1,000 บาทเท่าเดิม มาลงทุนนาน 5 ปี และทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี? มูลค่าเงินในอนาคตจะมากกว่าตัวอย่างที่ 2 หรือไม่? ลองดูตัวอย่างที่ 4 กันครับ
ตัวอย่างที่ 4 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ซึ้อหุ้น A สมมติได้กำไร(เงินปันผล + capital gain) ปีละ 10% ณ สิ้นปีที่ 5 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?
จากสมการ
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 10%) ^ 5
FV = 1,610.51 บาท
เส้นทางการเริ่มต้นจากศูนย์ สู่ 1 ล้านบาทแรก
จากสมมติฐานต่อไปนี้
- เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 บาทต่อเดือน
- เงินเดือนเพิ่มปีละ 5% (การปรับเงินเดือน)
- สามารถออมเงินได้เดือนละ 15% ของเงินเดือน (รวม provident fund, LTF, RMF ด้วย)
- สามารถทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี
จากรูปข้างบน จะพบว่าเราสามารถมีเงินล้านได้ในปีที่ 12 ครับ (จำนวนเงิน ณ สิ้นปีที่ 12 คือ 1.0151711 ล้านบาท) ซึ่งวิธีการได้ตัวเลขนี้มานั่น ผมใช้แค่สมการ FV = PV x (1 + r) ^ t สมการเดียวเท่านั้นครับ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปลองคำนวณเอกได้โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel
ตัวอย่างการคำนวณ (จากรูปข้างบน)
- ปีที่ 0 มีเงินลงทุนต่อปี 32,400 บาท มาจาก เงินลงทุนต่อเดือน 2,700 x 12 ครับ
- fv saving ของปีที่ 0 หมายความว่า เงินลงทุนต่อปีของปีที่ 0 คือ 32,400 เมื่อผ่านไป 12 ปี จะมีมูลค่าเป็นกี่บาท ซึ่งคำนวณมาจาก FV = 32,400 x (1 + 10%) ^ 12 ครับ
- ปีที่ 1 เงินลงทุนต่อปีเพิ่มเป็น 34,020 บาท มาจากสมมติฐานว่า มีการปรับเงินเดือนเพิ่มปีละ 5% ดังนั้นเงินเดือนจะเป็น 18,000 + 5% ได้ 18,900 และเราจะลงทุน 15% ต่อเดือนซึ่งก็คือ 18,900 x 15% ได้ 2,835 บาท หรือ ปีละ 34,020 บาท
- fv saving ของปีที่ 1 คำนวณมาจาก FV = 34,020 x (1 + 10%) ^ 11 ครับ
- ปีอื่นๆ ก็คำนวณคล้ายๆ กันครับ
ถ้าเราสามารถออมเงินได้มากขึ้น (ปีละ 25%) จำนวนปีที่จะมีเงินล้าน จะลดลงเหลือ 9 ปี ดังรูปด้านล่างครับ
ในชีวิตจริงนั้น มนุษย์เงินเดือนนอกจากจะได้รับเงินเดือนแล้ว ปลายปียังมีเงินโบนัสประจำปีอีกด้วย ถ้าเราสามารถนำเงินโบนัสนั้นมาลงทุนด้วย จะทำให้เรามีเงินล้านได้เร็วขึ้นครับ
จากรูปด้านล่าง สมมติเราได้รับโบนัสปีละ 1 เดือนแล้วนำมาออมเพิ่ม และเราออมเงินเดือนละ 15% ของเงินเดือน เราจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการได้เงินล้านบาท

และถ้าเรานำโบนัส ปีละ 1 เดือน และออมเงินเดือนละ 25% ของเงินเดือน ณ สิ้นปีที่ 8 เราจะมีเงิน 1.161 ล้านบาท
ลงทุนในกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี
การลงทุนนั้นมีหลากหลายทางเลือกมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝากประจำ ซื้อตราสารหนี้ หุ้นกู้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมต่างๆ หรือแม้แต่ลงทุนในหุ้นด้วยตนเอง
บทความนี้ผมจะเสนอหลักการลงทุนในกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีครับ ซึ่งผลตอบแทนนั้นจะเป็นค่าเฉลี่ยครับ ซึ่งบางปีอาจจะได้มากกว่า 10% บางปีอาจจะได้น้อยกว่า 10% บางปีอาจจะติดลบ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว น่าจะได้มากกว่า 10% ต่อปี โดยอ้างอิงจากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนรวมหลายๆ ปี โดยจะเน้นการสแกนหากองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังที่น่าสนใจครับ ซึ่งมีขั้นตอนต่อไปนี้
บทความนี้ผมจะเสนอหลักการลงทุนในกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีครับ ซึ่งผลตอบแทนนั้นจะเป็นค่าเฉลี่ยครับ ซึ่งบางปีอาจจะได้มากกว่า 10% บางปีอาจจะได้น้อยกว่า 10% บางปีอาจจะติดลบ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว น่าจะได้มากกว่า 10% ต่อปี โดยอ้างอิงจากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนรวมหลายๆ ปี โดยจะเน้นการสแกนหากองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังที่น่าสนใจครับ ซึ่งมีขั้นตอนต่อไปนี้
- ไปที่ http://tools.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx?Site=th&LanguageId=th-TH
- จากรูปด้านล้าง ให้เลือกประเภทสินทรัพย์เป็น Equity, กดปุ่ม ค้นหา, เลือกดูตามผลตอบแทนระยะยาว และเรียงตามผลการดำเนินการ 10 ปี ย้อนหลัง
- จะพบว่ามีกองทุนหลายกองมากที่มีผลการดำเนินการย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีเกิน 10% ซึ่งจากรูปด้านล่างจะพบว่า กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว จะให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี สูงที่สุด (เฉลี่ย 16.50% ต่อปี) ซึ่งเราสามารถกดปุ่มที่แต่ละกองทุน เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ
06 กันยายน 2557
แผนธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
http://gs.utcc.ac.th/mk/0%2057%20Retail/Plan/Plan%2007%20-%20Minimart25Hours.pdf
ประสบการ์ณจริงของธุรกิจร้านกาแฟ
เริ่มต้นเส้นทาง ส่วนตัวผมไม่ใช่คนกินกาแฟและไม่เคยคิดจะจะซื้อกาแฟแก้วแพงๆกินเลย (40-50บาทก็รู้สึกว่าแพงแล้วสำหรับกาแฟ1แก้ว)ตอนนั้นออกจากงานประจำมาเรียนต่อและกำลังหาลู่ทางทำธุรกิจส่วนตัว
เคยดูๆไว้อยู่หลายตัวเหมือนกัน แต่ไม่คิดจะเปิดร้านกาแฟเลย เพราะคิดว่ามันเป็นธุรกิจแฟชั่น คนนิยมทำกันเยอะแต่คนประสบความสำเร็จจริงๆมีน้อย คนจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีใจรักและอดทน ซึ่งไม่ใช่เรา
จนกระทั้งวันนึงเพื่อนของผมได้มาชวนผมไปร่วมลงทุนเปิดร้านกาแฟ เพราะเห็นเราอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไรผมจึงตัดสินใจทำเพราะเห็นว่าทำเลที่ได้มานั้นดีมากๆ อยู่ในแหล่งที่มีคนพลุกพล่านทั้งวัน บางวันทั้งคืน
ประกอบกันตอนนั้นว่างยังไม่ลู่ทางทำอย่างอื่นก็เลยตกลงทำด้วย
หุ้นส่วน&เงินทุน
ร้านนี้มีหุ้นส่วนกัน3คนคือผม ทั้ง3ไม่มีใครมีประสบการณ์ทำร้านกาแฟหรือร้านอาหารลักษณะนี้มากก่อนเลย เพียงแต่เห็นว่าร้านทำเลดีมีโอกาสรอดเลยอยากลองทำดู
เริ่มต้นลงทุนกันคนละ150,000บาท สามคนเป็น450,000บาท ที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะเพราะพื้นที่ที่เช่ามาเป็นพื้นที่ว่างๆ
ต้องไปสร้างตัวร้านเอาเองทำให้ต้องใช้ เงินทุนส่วนแรก 250,000บาทไปกับการก่อสร้างร้าน ขนาดประมาณ2x4เมตร (พท.ร้านเล็กมากแต่ทำเลดี)
ต่อมาก็ต้องหาอุปกรณ์ทำกาแฟ ราคาเครื่องชงระดับcommercial 1 หัวตอนนั้นก็เกือบแสนแล้วบวกค่าเครื่องบดเครื่องปั่น และอุปกรณ์อื่นอีกคงไม่ต่ำกว่าแสนห้า
คุยกันแล้วดูท่าจะซื้อมือ1ไม่ไหวเลยลองหามือสองดู ไปเจอร้านหนึ่งประกาศเซ้งร้าน ร้านเขาเพิ่งเปิดได้1ปีขนาดร้านเล็กพอๆกับร้านที่ผมจะเปิดเลยแต่ไม่ได้ต่อสัญญาเลยจะเลิกทำและเซ้งของในร้านทุกอย่าง
เครื่องที่เขาใช้ตรงตามสเปกที่เราอยากได้พอดี พร้อมมีอุปกรณ์ทุกอย่าง เครื่องชง+เครื่องบด+เครื่องปั้น+อุปกรณ์การชง ฯลฯ ผมเลยตกลงซื้อทุกอย่างในร้านเขาด้วยราคา1แสนบาทถ้วน ทั้งโต๊ะเก้าอี๊ ชั้นวางของ ฯลฯ
พี่เขาก็ดีมากซื้อไปแล้วยังตามมาสอนการใช้งานและการบำรุงรักษา พี่เขารักษาเครื่องเขาดีมาก เราโชคดีเหมือนได้เครื่องใหม่ในราคามือสองเลย หมดไป350,000 แล้ว เหลืออีก100,000 ก็เป็นพวกตู้เย็น,
ตู้แช่, แอร์, เครื่องคิดเงิน,ถังน้ำแข็ง, ชั้นวางขนม ,แก้ว, วัตถุดิบทำกาแฟ อื่นๆฯลฯ พอดีกับทุน450,000บาท
หาพนักงาน
มีของพร้อมแล้วก็ต้องหาคน การหาพนักงานเป็นสิ่งที่ผมกังวลมากที่สุด เพราะพวกอุปกรณ์ การก่อสร้างต่างๆผมพอเลือกเป็นอยู่บ้าง อาศัยอ่านข้อมูลในเวปก็พอช่วยเราตัดสินใจได้ว่าควรจะเอาเครื่องรุ่นไหนสเปกแบบไหน
แต่กับเรื่องคนนี้แล้วเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะหาคนแบบที่ต้องการได้อย่างไร เหมือนแล้วแต่ดวงเลย ช่วงแรกๆเลยอาศัยหาคนจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่พอจะไว้ใจกันได้
โดยร้านผมเจ้าของร้านจะไม่ได้ลงมือทำ หรือชงเองอาศัยให้ลูกน้องทำทั้งหมด ผมแค่ช่วยซื้อของบางอย่างที่สั่งมาส่งไม่ได้เท่านั้น กับเก็บเงินทำบัญชีเอง
เพื่อนๆหลายคนคงคิดว่าปล่อยให้ลูกน้องทำอย่างงี้ไม่กลัวถูกโกงหรือไง ตอบได้เลยว่ากลัวครับ อย่างที่บอกการหาลูกน้องเป็นสิ่งที่ผมกังวลเป็นอันดับหนึ่งเลย ว่าทำอย่างไรจะไม่ให้ถูกลูกน้องโกง
เพราะร้านขนาดเล็กอย่างผมจะไปเอาระบบตรวจเช็กของทุกอย่างแบบ7-11ก็ไม่มีปัญญา จะให้นับแก้วแล้วกะเกณฑ์ปริมาณต่างๆแบบเป๊ะๆ ก็ยาก เช่น กาแฟ1กกต้องชงได้กี่แก้วถ้าจะทำให้เป๊ะเลยคงจะลำบาก
(กรณีขายได้วันละไม่กี่แก้วก็อาจจะพอทำได้ แต่ที่ร้านขายวันนึงเป็นร้อยแก้ว เลยเช็กลำบากหน่อย) โชคดีอีกครั้งที่ผมได้ลูกน้องที่ดี เก่ง ไว้ใจได้มาช่วยคุมร้าน พี่แกเคยเปิดร้านที่กทม.มาหลายปี
แต่อยากกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ยังไม่มีงานทำก็เลยมาได้งานที่ร้านผมพอดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไว้ใจ ปล่อยเขาทำโดยไม่ตรวจสอบ ผมเน้นเรื่องนี้ให้แกรู้ตั้งแต่ต้นว่าผมซีเรียสเรื่องนี้
ถ้ามีอะไรที่ผมเห็นว่าผิดปกติ ผมก็จะถามหรือตรวจสอบอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งเขาก็เข้าใจและไม่ผิดใจกันเรื่องนี้เลย อีกส่วนหนึ่งเมื่อเราได้คนเก่งคนดีเราก็ต้องรักษาเขาไว้ให้ได้ โดยให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมให้อิสระในการทำงานแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เขาอยู่กับเรานานๆ ซึ่งแกก็อยู่ช่วยผมจนกระทั้งวันสุดท้ายของร้าน ต้องขอบคุญแกด้วยที่ทำให้ร้านอยู่มาถึงวันสุดท้านได้
ระบบตรวจสอบของร้าน
เป็นเรื่องแรกๆที่ผมคิดก่อนจะเปิดร้านเลยครับ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าร้านผมให้ลูกน้องคุมให้ เราได้แค่ไปเก็บเงินและไปซื้อของให้ เราจะป้องกันไม่ให้ลูกน้องโกงเงินเราได้อย่างไร
ตัวอย่างก็เห็นกันมานักต่อนัก แรกๆเจ้าของดูแลเองใกล้ชิดก็ได้กำไร ดีพอเจ้าของไม่ค่อยมาดูแลก็เงินเริ่มรั่วไหลจนเจ๊งในที่สุด ในเมื่อเราไม่สามารถมาควบคุมลูกน้องเองได้ตลอดเวลาเราก็ต้องหาระบบมาควบคุม
ฉะนั้นก่อนเปิดร้านผมก็ได้คุยกับหุ้นส่วนในเรื่องนี้กันหลายครั้ง ว่ามันมีระบบตรวจสอบอย่างไรได้บ้าง โดยข้อมูลที่หาได้ก็มีเช่น ให้ใบเสร็จลูกค้าทุกครั้ง, คำนวณปริมาณวัตถุดิบเทียบกับยอดขาย, นับแก้ว,
ติดกล้องวงจรปิด ฯลฯ โดยสรุปแล้วก็ไม่มีวิธีไหนที่จะป้องกันการรั่วไหลได้ร้อยเปอร์เซนต์ เราต้องอาศัยหลายวิธีรวมๆกัน ปรับ
ให้เหมาะสมกับร้านเราโดยไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการทำงานเกินไป
อาจจะก็อาจมีรั่วไหลบางเล็กน้อยแต่ขอให้ภาพรวมร้านยังมีกำไรอยู่ได้ก็น่าจะโอเค ที่ร้านก็อาศัยระบบต่างๆที่ว่ามาอย่างละนิดอย่างละหน่อยค่อยๆปรับกันไป โดยปรับให้สมดุลระหว่างความสบายกายกับความสบายใจของเรา (เช็กมากสบายใจลำบากกาย เช็กน้อยสบายกายแต่ก็ไม่สบายใจ)
เปิดร้านวันแรกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ร้านเปิดกลางเดือนตุลาคม 2550 วันเปิดร้านวันแรกขายดีมาก อาศัยคนรู้จักเข้ามาช่วยอุดหนุนซะเยอะเลย แรกๆก็ตะกุกตะกักกันบ้าง แต่ก็ผ่านมาได้โดยดี
เปิดร้านได้อาทิตย์เดียวที่ร้านเกิดน้ำท่วม โดยไม่มีใครคาดคิดเพราะไม่เคยน้ำท่วมมาเป็น10ปี เราก็ไม่ได้เตรียมรับมือใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่คิดว่าจะท่วมมาก ขนาดวันที่น้ำเข้าร้านยังนั่งดูบอลกันอย่างใจเย็น
เช้าวันต่อมาน้ำท่วมจนรถเข้าไม่ได้ยังดีที่ร้านตั้งอยู่สูงน้ำท่วมไม่ถึง ลูกน้องต้องนั่งรถทหารเข้าร้าน น้ำแข็งหมดของก็มาส่งไม่ได้
แต่กลับกลายเป็นของขายดีเพราะน้ำท่วมคนออกไปไหนไม่ได้ ไม่มีร้านไหนเปิดขายอาหาร เลยต้องมาซื้อน้ำซื้อขนมที่ร้านกินกัน บ่ายสองลูกน้องโทรมาบอกว่าของหมดร้าน จะขนของเข้าไปให้ก็ลำบาก
สรุปน้ำท่วมอยู่3-4วัน ขายได้วันเป็นหมื่น ก่อนเปิดร้านเราก็กะลำบากนะครับว่าวันนึงจะขายได้กี่แก้ว หรือจะขายได้วันละกี่บาท จะเหลือพอจ่ายค่าแรงลูกน้องหรือป่าวก็ไม่รู้
แต่พอเปิดร้านมาช่วงแรกขายได้วันละ6-7พันก็ดีใจคิดว่าได้มากกว่าที่คาดไว้เยอะเลย ยังงี้มีเงินจ่ายลูกน้องได้สบายแถมยังเหลือเป็นกำไรอีก
แต่พอสิ้นเดือนมีรายจ่ายเข้ามาเท่านั้นแหละ เลยรู้ว่ารายจ่ายก็มากกว่าที่คิดไว้เช่นกันสรุปแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือกำไรเลยในเดือนแรกๆ
1ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
ช่วงปีแรกต้องบอกว่าเป็นช่วงลองผิดลองถูกในทุกๆเรื่องเพราะ เจ้าของทั้ง3ไม่มีประสบการณ์ทำร้านมาก่อน หลายเรื่องต้องมาเรียนรู้ผิดถูกเองไม่มีใครบอก การเปิดร้านหลายคนได้ยินหรือมาเห็นร้านก็ต้องว่าขายดีแน่นอน
ค่าเช่าก็ถูกลูกค้าก็เยอะ แต่ปัญหาที่หลายคนคาดไม่ถึงก็มีนะครับ เป็นต้นว่าการขายอาหารในบางพื้นที่ จะมีข้อกำหนดเรื่องความสะอาดให้ถูกสุขลักษณะเยอะเป็นพิเศษและก็จะมีคณะกรรมการมาคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ถือว่าเข้าใจได้ แต่เมื่อไปดูกฎข้อบังคับแล้วจะเห็นว่ามันยิบย่อยมาก บางข้อมันไม่สามารถทำได้ เช่นต้องว่างวัตถุดิบต่างๆสูงจากพื้นเกิน30cm
แม้ว่าวัตถุดิบจะบรรจุห่อมิดชิดเช่นน้ำตาลทรายบรรจุถุง ก็ต้องว่างสูงจากพื้นอย่างน้อย30cm
แต่ชั้นเก็บของของร้านทำมาแล้วมันไม่ได้สูงถึง30cm จะเอาไปว่างในชั้นแม้จะมิดชิดก็ไม่ได้ ร้านก็แคบของก็เยอะ (ขนาดร้านเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับยอดขาย ทำให้มีพท.เก็บของไม่พอ)
เรื่องที่เก็บของจึงเป็นปัญหาอย่างมาก ยิ่งขายดียิ่งปวดหัวเรื่องสตอกของ จนบางครั้งบอกลูกน้องว่าลดยอดลงหน่อยก็ได้ขี้เกียจมาส่งของหลายรอบ
เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
หลังจากขายได้1ปีกว่าๆ ก็เริ่มเห็นถึงปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเรื่องที่เก็บของ (ที่เก็บของไม่พอตามที่เคยบอก) ก็เริ่มมีความคิดจะปรับปรุงร้านใหม่ พอดีกับมีช่วงนึงผมต้องไปเทรนงานต่างประเทศเกือบสองเดือน(ตอนนี้ได้งานประจำแล้ว)
เพื่อนผมเลยอาศัยช่วงผมไม่อยู่ทำการปรับปรุงร้านเสียใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนสินค้าเจ้าใหม่มาขาย เป็นร้านที่เคยคุยกันไว้แล้วแต่ยังตกลงกันไม่ได้ เพื่อนผมอาศัยช่วงผมไม่อยู่ไปเจรจาใหม่อีกที
ผมกลับมาก็ตกใจไม่คิดว่าร้านจะเปลี่ยนไปมาก แต่ที่ผมคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือยอดขายร้านกลับขายดีขึ้นอย่างมาก (แต่กำไรสะสมก็หมดไปกับการแต่งร้านใหม่ด้วย)
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น แต่พอคิดเป็นเปอร์เซนกำไรก็มากขึ้นเช่นกัน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงพีคสุดของร้านเลยก็ว่าได้ ยอดขายเฉลี่ยประมาณ9000บาทต่อวัน บางวันขายได้เป็นหมื่น เป็นอย่างนี้อยู่7-8เดือน
จนแทบจะถอนทุนที่ลงไปจนเกือบหมด ปัญหาตอนนี้มีอย่างเดียวคือร้านไม่มีพท.เก็บของเพียงพอ ปัญหานี้แก้ไปตกจริงๆ
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 1
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากรู้มากก่อนเปิดร้าน ว่ามันจะขายได้มั๊ย ได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ คุ้มมั๊ยที่จะทำ
วันนี้ผมจะมาเปิดเผยตัวเลขร้านผมให้เพื่อนๆดูว่าทำร้านกาแฟมันได้กำไรดีจริงมั๊ย (หมายเหตุ ตัวเลขที่แสดงเป็นตัวอย่าง เป็นตัวเลขจากร้านผม ร้านเดียว คงไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกร้านจะได้เช่นเดียวกัน)
เนื่องจากผมเป็นคนทำบัญชีเอง และทุกเดือนผมจะสรุปว่าร้านมีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ ยอดเครื่องดื่มเท่าไหร่ ยอดอาหารเท่าไหร่ จ่ายค่าวัตถุดิบเท่าไหร่ ค่าแรง ค่าเช่า อื่นๆจิปาถะ
ส่วนหนึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงานของลูกน้อง อีกส่วนก็ทำเพื่อศึกษาว่าการทำร้านกาแฟมันมีสัดส่วนต้นทุนต่างๆ อย่างไร จะได้กำไรเท่าไหร่ ส่วนไหนลดได้ส่วนไหนลดไม่ได้
วันหลังมีใครมาชวนผเปิดร้านทำนองนี้อีก ผมก็จะได้ประเมินถูกว่าจะขายได้ตามเขาว่าจริงหรือไม่ เอาละที่นี้ลองมาดูกันว่าต้นทุนร้านกาแฟเป็นเท่าไหร่
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 2
อันดับแรกขนมที่ขายในร้าน ส่วนใหญ่ก็จะรับเขามาขาย โดยหักเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยร้านผมได้ประมาณ30% ของยอดค่าขนมซึ่งช่วงหลังปรับปรุงร้านยอดค่าขนมได้เกือบครึ่งนึงของยอดขาย
(คือจากยอดขายทั้งวัน จะแบ่งเป็นยอดค่าขนมครึ่งนึง ยอดขายเครื่องดื่มครึ่งนึง) เรื่องจำนวนเปอร์เซ็นต์นี่ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านจะไปเจรจากันเอง ของผมได้เปอร์เซ็นต์เยอะหน่อยเพราะสั่งเยอะ และไม่มีคืน ส่วนร้านไหนสามารถทำขายเองได้ก็ยิ่งได้กำไรส่วนนี้เยอะขึ้นไปอีก
สองเครื่องดื่ม อันนี้หาต้นทุนที่แท้จริงยากสักหน่อยเพราะเครื่องดื่มมีหลายชนิด แต่ละชนิดต้นทุนไม่เท่ากัน ส่วนประกอบแต่ละอันก็เยอะ จะมาคำนวณหาต้นทุนเป๊ะๆทุกชนิดคงไม่ง่าย
ผมเลยอาศัยหาต้นทุนแบบเหม่ารวม โดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เท่าที่ทำมาหลายปีต้นทุนเรื่องเครื่องดื่มนี้ตกประมาณ 50% ของราคาขาย
อันนี้เฉลี่ยจากเครื่องดื่มทุกชนิด ทุกราคานะครับ เช่นกาแฟเย็นขายแก้วละ30 บาท ก็จะมีต้นทุนประมาณ 15บาท หรือ โกโก้เย็น 25 บาท ต้นทุนก็ประมาณ12.5บาท (ซึ่งต้นทุนจริงคงไม่ใช่แบบนี้ แต่นี้คิดแบบภาพรวม)
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 3
เราพอจะรู้ต้นทุนสิ้นค้าที่เราจะขายแล้วนะครับ ฉะนั้นจะต้องขายได้เท่าไหร่จึงจะคุ้มทุนก็คงเอาไปคำนวณกันเองได้ไม่ยาก คราวนี้ลองมาดูต้นทุนตัวอื่นๆของร้านผมดูบ้าง ในส่วนนี้แต่ละร้านก็คงมีแตกต่างกันไป
ค่าแรง อันนี้เนื่องจากเราไม่ได้ทำเองก็เลยคิดไม่ยากเพราะจ้างเขาทำเกือบทุกอย่าง ร้านผมใช้พนักงานแค่4คน โดยจะสลับกันมาทำงาน 3 คน พัก1 คน แต่พี่คนที่เป็นผู้จัดการก็อาจจะได้หยุดน้อยกว่าคนอื่นๆหน่อย
โดยพี่ผู้จัดการร้านได้เดือนละ10,000 ส่วนคนอื่นๆได้ประมาณ 6-7000บาท ขึ้นอยู่กับอายุงาน เบ็ดเสร็จร้านผมมีค่าแรงประมาณ 10,000+3x7000 = 31,000 บาท
ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เนื่องจากผมต้องลงทุนสร้างร้านเองทางเจ้าของพื้นที่เลยคิดค่าเช่าถูกหน่อย คือสัญญา5ปี ค่าเช่าเดือนละ10,000บาท ขยับตามปี จนปีสุดท้าย15,000บาท
ส่วนค่าน้ำค่าไปก็จ่ายตามจริง โดยค่าน้ำค่าไฟที่ร้านจะตกประมาณ 7-10,000 บาท ขึ้นกับยอดขาย และอากาศ (อากาศหนาวเปิดแอร์น้อย อากาศร้อนเปิดแอร์มาก)
ฉะนั้นรวมๆแล้วค่าใช้จ่ายตรงนี้ตกประมาณ 18-23,000 บาทค่าอื่นๆจิปาถะ เช่นค่าซ่อมโน้นซ่อมนี้ ค่าโทรศัพท์ ค่าล้างแอร์ ประกันเครื่อง ฯลฯ อีกประมาณไม่เกินเดือนละ4-5000บาท
ดูๆแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆก็ไม่น้อยเลยนะครับ อย่าไปประมาท ที่สำคัญต้นทุนพวกนี้นับวันยิ่งมีแต่สูงขึ้นๆ ใครไม่ระวังตัวให้ดี ปีหลังๆจะต้องมานั้งกลุ้มใจเอานะครับ
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 4
คราวนี้ลองมาดูยอดขายร้านผมบ้างว่าเฉลี่ยแล้วต้องขายให้ได้วันละกี่บาท ร้านถึงจะอยู่ได้ คิดง่ายลองเอาต้นทุนคงที่รวมกันก่อน ค่าแรง+ค่าเช่า+ ค่าจิปาถะ = 31000+20000+4000 = 55,000 บาท หรือเฉลี่ยแล้วตกfix cost วันละ 55000/30 = 1833 บาท
คราวนี้ผมลองสมุติดูว่าถ้าขายได้วันละ 6000, 7000 หรือ8000บาทโดย แบ่งเป็นยอด เครื่องดื่ม 50% อาหาร 50% เราจะเหลือเป็นกำไรแค่ไหน
ยอดขาย เครื่องดื่ม อาหาร ต้นทุนเครื่องดื่ม ต้นทุนอาหาร fix cost รวมต้นทุน กำไรต่อวัน
6000 3000 3000 1500 2100 1833 5433 567
7000 3500 3500 1750 2450 1833 6033 967
8000 4000 4000 2000 2800 1833 6633 1367
ถ้าเอากำไรต่อวันคูญ30 ก็จะได้เป็นกำไรในแต่ละเดือน ดูแล้วก็น่าจะได้ประมาณเดือนละ 15,000-40,000บาท เลยนะครับ
แต่นี้เป็นตัวเลขที่ผมปรับให้มันเป็นเลขลงตัว ซึ่งจริงๆแล้ว กำไรอาจจะน้อยกว่านี้อีก10-15% อีกอย่างนี้ยังไม่รวมต้นทุนก้อนแรก พวกค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องชง และอุปกรณ์ชุดแรกอีกนะครับ
ถ้าเอามารวมด้วย ก็ต้องเพิ่ม fix cost อีก 450,000/5/12/30 = 250 บาทต่อวัน จะเห็นได้ว่าไม่ง่ายเลยนะครับ ยอด6000บาทต่อวันนี้ผมถือว่าเป็นระดับคุ้มทุน
ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าขาดทุน สูงกว่านี้ถือว่าได้กำไร โดยรวมแล้วที่ร้านก็จะได้เฉลี่ยประมาณ7พันกว่าบาท
ปัญหามีไว้ให้แก้
ที่นี้ลองมาดูปัญหากันบ้าง แน่นอนว่าในการทำงานทุกอย่างจะต้องเกิดปัญหามาให้เราค่อยแก้อยู่เสมอ ผมจะยกตัวอย่างมีปัญหาสำคัญที่คิดว่าทุกร้านต้องเจอเหมือนๆกัน
1 ทำอย่างไรให้กาแฟอร่อย
เนื่องจากผมเป็นคนไม่กินกาแฟทำให้บอกได้ยากเหมือนกันว่ากาแฟแบบไหนถึงเรียกว่าอร่อย ช่วงเปิดร้านใหม่ๆก็มีปัญหาลูกค้าบ่นเรื่องรสชาติกาแฟบ่อยๆ
ทางร้านก็เครียดเพราะปกติที่ร้านใช้วิธีชงตามสูตรที่ได้มาแต่สูตรที่ได้มามักเป็นสูตรที่เน้นชงให้ใกล้เคียงกับสูตรoriginalจากต่างประเทศ
ซึ่งรสชาติหรือรูปแบบการกินไม่เหมือนกับในไทย เช่น เมนูเอสเพรสโซ่เย็น หลายร้านจะมีปัญหาเพราะ ต่างประเทศจะไม่กินเย็นกัน แต่ถ้าคนไทยสั่งเอสเพรสโซ่ย่อมหมายถึงเอสเพรสโซ่เย็น
ซึ่งถ้าทำเอสเพรสโซ่ร้อนแล้วเอาไปใส่น้ำแข็งรับรองรสชาติกินไม่ลงแน่นอน ในกรณีนี้เราก็ต้องปรับสูตรเอาเองตามความเหมาะสม หรืออีกปัญหานึงเรื่องรสชาดคือคนไทยกินกาแฟเข้มมาก
ตอนแรกๆเราก็อยากให้กาแฟเราหอมเราก็จะเน้นใช้กาแฟคุณภาพอย่างอราบิก้า แต่จะเจอลูกค้าบ่นเรื่องกาแฟจืดตลอด จึงต้องเปลี่ยนไปใช้แบบผสมกับโรบัสต้าแทน ซึ่งจริงๆแล้วมันถูกกว่าด้วยซ้ำ แต่ลูกค้าชอบทำไงได้
แน่นอนปัญหาเรื่องรสชาติไม่ได้แก้ได้ตลอดไปเพราะลูกค้าร้อยคนร้อยปาก ชอบไม่เหมือนกันเราก็ไม่สามารถจะไปปรับให้ถูกใจทุกคนได้
ก็ต้องอาศัยการปล่อยวางบ้างใครจะว่าร้านเรารสชาติไม่ดียังไงถ้ายอดขายยังดีอยู่ก็แปลว่ายังมีคนชอบอยู่ ส่วนคนไหนไม่ชอบจริงๆก็คงต้องปล่อยให้เขาไปซื้อร้านอื่นแล้วหละครับ
2 ความเห็นไม่ตรงกัน
อีกปัญหาหาที่ต้องเจอแน่นอนสำหรับคนที่หุ้นกันเปิดร้านกับเพื่อนคือมีปัญหาความเห็นไม่ตรงกัน ความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนอยากทำอย่างโน้น อีกคนอยากทำอย่างนี้ สาระพัด
ส่วนผมโชคดีที่ หุ้นส่วนปล่อยให้ผมจัดการเองแทบทุกอย่าง โดยแค่ช่วยเสนอความคิดเห็นหรือปรึกษาปัญหากันบ้างบางครั้ง
โดยส่วนมากผมก็จะเป็นคนตัดสินใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญเกี่ยวกับเงินจำนวนมากก็หารือกัน 5ปีที่ผ่ามมาร้านผมก็มีปัญหาหุ้นส่วนทะเลาะกันบ้างเล็กน้อย ยังดีที่เราผ่านมันมาได้โดยไม่ผิดใจกันจนเสียเพื่อน
วิกฤตร้าน
นอกจากปัญหาภายในร้านแล้ว ปัญหาจากภายนอกก็มีเช่นกัน ซึ่งปัญหาภายนอกมักจะเป็นปัญหาใหญ่ทำให้กระทบกับร้านเป็นอย่างมาก
โดยปัญหาที่หนักสุดที่เจอจนเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของร้านเลยที่เดียวก็คือมีร้าน7-11มาเปิด เนื่องสถานะการณ์ก่อนหน้านั้น ในบริเวณร้านที่ผมตั้งอยู่มีร้านกาแฟอยู่3 ร้าน
โดยร้านผมถือว่าทำเลดีเป็นอันดับสอง โดยจะได้เปรียบร้านอื่นคือสามารถขายได้ในช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งร้านอื่นคนจะซาไปแล้ว แต่ร้านผมอยู่ใกล้บริเวณที่มีคนพลุกพล่านทำให้มีคนอยู่ตลอด24ชม.
(ช่วงแรกร้านผมก็เปิด24ชม.เลยครับ ตอนหลังเปิดถึงแต่เที่ยงคืน) ทำให้เวลาหลัง5-6โมงเย็นแล้วจะเหลือร้านผมเปิดอยู่ร้านเดียว ใครอยากกินอะไรก็ต้องมาซื้อที่ร้านผมหรือไม่ก็ต้องออกไปซื้อข้างนอกซึ่งไกลพอสมควร
แต่พอร้าน7-11มาเปิดทำให้ความได้เปรียบตรงนี้ของร้านผมแทบจะหมดไปเลยครับ
ร้านกาแฟอยากเราจะไปสู้7-11ได้อย่างไร ของเขามีครบทุกอย่างทั้งอาหารเครื่องดื่ม หลากหลายกว่า ถูกกว่า ทำให้ยอดช่วงกลางคืนตกฮวบฮาบ พนักงานนั่งตบยุงกันเลยที่เดียว
ยังดีที่7-11เพิ่งมาเปิดหลังเราเปิดร้านได้3ปีแล้ว เราก็พอถอนทุนคืนได้พอสมควร ปัญหาแบบนี้บางทีเราก็ไม่ได้คิดถึง
อยู่ๆมีคู่แข่งที่เราไม่สามารถแข่งด้วยได้มาเปิด เราก็ต้องใช้วิธีเลี่ยงไปหาตลาดเฉพาะมากขึ้น เน้นกาแฟและเค้กมากขึ้น แต่ยอดขายก็ไม่สามารถกลับไปดีเหมือนเดิมได้อีกเลย
การเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด
หลังจากมี7-11มาเปิดยอดขายร้านก็ลดลงในระดับที่ปริ่มๆ บางเดือนก็กำไรนิดหน่อยบางเดือนก็ขาดทุนบ้างเป็นอย่างนี้อยู่เป็นปี หุ้นส่วนทั้งสามก็มีภาระหน้าที่อื่นๆที่ต้องไปดูแลจนไม่มีเวลามาใส่ใจร้านเหมือนเดิม
เริ่มมีการพูดถึงการเซ้งร้านให้คนอื่น แต่เนื่องจากสัญญาเหลืออีกแค่ปีกว่าๆ จึงกะว่าจะทนทำต่อไปจนหมดสัญญา แล้วเซ้งให้คนใหม่ไปทำสัญญากับทางเจ้าของพื้นที่เอง แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เราต้องเลิกทำก่อนกำหนดก็คือ
ต้นปีสุดท้ายของร้าน ทางเจ้าของพื้นที่แจ้งมาว่าจะมีการปรับปรุงพื้นที่หน้าร้านทำให้ต้องปิดหน้าร้านเป็นเวลา4เดือน ที่จริงตัวผมก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างไร แต่ช่วง4เดือนนี้จะให้ลูกน้องผมทำอย่างไร
เขาจะเอาอะไรกิน ถ้าไปหางานอื่นทำแล้วจะกลับมาทำร้านกับผมต่ออีกหรือไม่
ผมจึงพยายามแก้ปัญหาโดยจะขอทางเจ้าของพื้นที่ต่อสัญญาใหม่ไปเลยแล้วเซ้งร้านให้คนอื่นทำหลังจากที่มีการปรับปรุงพื้นที่เสร็จ เพราะถ้าปิดไป4เดือนลูกน้องคงไม่อยู่รอร้านผมเปิดอีกทีแน่ แต่ทางเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นด้วย
ถ้าจะต่อสัญญาเขาอยากให้เราย้ายออกจากพท.เดิมไปเลย โดยจะหาพท.ตั้งร้านใหม่ให้ ซึ่งในความเห็นผม ผมยังไม่เห็นที่ไหนทำเลดีกว่าที่เดิมเลย ขนาดอยู่ที่เดิมเราก็ยังเกือบเอาตัวไม่รอด ย้ายไปที่ใหม่ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ตัวร้านก็ต้องลงทุนสร้างขึ้นมาใหม่อีก
แถมระยะเวลาก่อสร้างที่ทางเจ้าของพื้นที่บอกไว้ว่า4เดือนแต่ทำจริง7-8เดือนก็ยังไม่เสร็จ หุ้นส่วนทั้งสามจึงตัดสินใจของยกเลิกสัญญา และพื้นที่ร้านตรงนั้นก็ไม่ได้กลับมาเปิดเป็นร้านกาแฟอีกเลย หุ้นส่วนทั้งสามก็ต่างแยกย้ายหันไปทำอาชีพหลักของตนเอง
บทสรุป
ประสบการณ์ทำร้านกาแฟ5ปี สอนให้ผมรู้จักอาชีพผู้ประกอบการมากขึ้น มันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนใฝ่ฝันจะทำ มีปัญหามาทดสอบความอดทนเราอยู่เสมอๆ
มีการแข่งขันเกิดขึ้นตลอดเวลา เราไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้นาน ถ้าให้เทียบกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผมว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นสบายกว่าเยอะเลยครับ แต่ในระยะยาวแล้วผู้ประกอบการก็อาจจะดีกว่า
แต่ผมก็ยังไม่เข็ดนะครับยังอยากจะลองทำอย่างอื่นดูบ้าง หวังว่าจะเจอสิ่งที่ชอบทำเข้าสักวัน
ขอบคุณ คุณ monster_no9 ที่ให้แบ่งปันสำหรับประสบการ์ณดีๆ ในการทำธุรกิจ
credit: http://thailandtwentyshop.blogspot.com/2013/05/blog-post.html
เคยดูๆไว้อยู่หลายตัวเหมือนกัน แต่ไม่คิดจะเปิดร้านกาแฟเลย เพราะคิดว่ามันเป็นธุรกิจแฟชั่น คนนิยมทำกันเยอะแต่คนประสบความสำเร็จจริงๆมีน้อย คนจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีใจรักและอดทน ซึ่งไม่ใช่เรา
จนกระทั้งวันนึงเพื่อนของผมได้มาชวนผมไปร่วมลงทุนเปิดร้านกาแฟ เพราะเห็นเราอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไรผมจึงตัดสินใจทำเพราะเห็นว่าทำเลที่ได้มานั้นดีมากๆ อยู่ในแหล่งที่มีคนพลุกพล่านทั้งวัน บางวันทั้งคืน
ประกอบกันตอนนั้นว่างยังไม่ลู่ทางทำอย่างอื่นก็เลยตกลงทำด้วย
หุ้นส่วน&เงินทุน
ร้านนี้มีหุ้นส่วนกัน3คนคือผม ทั้ง3ไม่มีใครมีประสบการณ์ทำร้านกาแฟหรือร้านอาหารลักษณะนี้มากก่อนเลย เพียงแต่เห็นว่าร้านทำเลดีมีโอกาสรอดเลยอยากลองทำดู
เริ่มต้นลงทุนกันคนละ150,000บาท สามคนเป็น450,000บาท ที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะเพราะพื้นที่ที่เช่ามาเป็นพื้นที่ว่างๆ
ต้องไปสร้างตัวร้านเอาเองทำให้ต้องใช้ เงินทุนส่วนแรก 250,000บาทไปกับการก่อสร้างร้าน ขนาดประมาณ2x4เมตร (พท.ร้านเล็กมากแต่ทำเลดี)
ต่อมาก็ต้องหาอุปกรณ์ทำกาแฟ ราคาเครื่องชงระดับcommercial 1 หัวตอนนั้นก็เกือบแสนแล้วบวกค่าเครื่องบดเครื่องปั่น และอุปกรณ์อื่นอีกคงไม่ต่ำกว่าแสนห้า
คุยกันแล้วดูท่าจะซื้อมือ1ไม่ไหวเลยลองหามือสองดู ไปเจอร้านหนึ่งประกาศเซ้งร้าน ร้านเขาเพิ่งเปิดได้1ปีขนาดร้านเล็กพอๆกับร้านที่ผมจะเปิดเลยแต่ไม่ได้ต่อสัญญาเลยจะเลิกทำและเซ้งของในร้านทุกอย่าง
เครื่องที่เขาใช้ตรงตามสเปกที่เราอยากได้พอดี พร้อมมีอุปกรณ์ทุกอย่าง เครื่องชง+เครื่องบด+เครื่องปั้น+อุปกรณ์การชง ฯลฯ ผมเลยตกลงซื้อทุกอย่างในร้านเขาด้วยราคา1แสนบาทถ้วน ทั้งโต๊ะเก้าอี๊ ชั้นวางของ ฯลฯ
พี่เขาก็ดีมากซื้อไปแล้วยังตามมาสอนการใช้งานและการบำรุงรักษา พี่เขารักษาเครื่องเขาดีมาก เราโชคดีเหมือนได้เครื่องใหม่ในราคามือสองเลย หมดไป350,000 แล้ว เหลืออีก100,000 ก็เป็นพวกตู้เย็น,
ตู้แช่, แอร์, เครื่องคิดเงิน,ถังน้ำแข็ง, ชั้นวางขนม ,แก้ว, วัตถุดิบทำกาแฟ อื่นๆฯลฯ พอดีกับทุน450,000บาท
หาพนักงาน
มีของพร้อมแล้วก็ต้องหาคน การหาพนักงานเป็นสิ่งที่ผมกังวลมากที่สุด เพราะพวกอุปกรณ์ การก่อสร้างต่างๆผมพอเลือกเป็นอยู่บ้าง อาศัยอ่านข้อมูลในเวปก็พอช่วยเราตัดสินใจได้ว่าควรจะเอาเครื่องรุ่นไหนสเปกแบบไหน
แต่กับเรื่องคนนี้แล้วเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะหาคนแบบที่ต้องการได้อย่างไร เหมือนแล้วแต่ดวงเลย ช่วงแรกๆเลยอาศัยหาคนจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่พอจะไว้ใจกันได้
โดยร้านผมเจ้าของร้านจะไม่ได้ลงมือทำ หรือชงเองอาศัยให้ลูกน้องทำทั้งหมด ผมแค่ช่วยซื้อของบางอย่างที่สั่งมาส่งไม่ได้เท่านั้น กับเก็บเงินทำบัญชีเอง
เพื่อนๆหลายคนคงคิดว่าปล่อยให้ลูกน้องทำอย่างงี้ไม่กลัวถูกโกงหรือไง ตอบได้เลยว่ากลัวครับ อย่างที่บอกการหาลูกน้องเป็นสิ่งที่ผมกังวลเป็นอันดับหนึ่งเลย ว่าทำอย่างไรจะไม่ให้ถูกลูกน้องโกง
เพราะร้านขนาดเล็กอย่างผมจะไปเอาระบบตรวจเช็กของทุกอย่างแบบ7-11ก็ไม่มีปัญญา จะให้นับแก้วแล้วกะเกณฑ์ปริมาณต่างๆแบบเป๊ะๆ ก็ยาก เช่น กาแฟ1กกต้องชงได้กี่แก้วถ้าจะทำให้เป๊ะเลยคงจะลำบาก
(กรณีขายได้วันละไม่กี่แก้วก็อาจจะพอทำได้ แต่ที่ร้านขายวันนึงเป็นร้อยแก้ว เลยเช็กลำบากหน่อย) โชคดีอีกครั้งที่ผมได้ลูกน้องที่ดี เก่ง ไว้ใจได้มาช่วยคุมร้าน พี่แกเคยเปิดร้านที่กทม.มาหลายปี
แต่อยากกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ยังไม่มีงานทำก็เลยมาได้งานที่ร้านผมพอดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไว้ใจ ปล่อยเขาทำโดยไม่ตรวจสอบ ผมเน้นเรื่องนี้ให้แกรู้ตั้งแต่ต้นว่าผมซีเรียสเรื่องนี้
ถ้ามีอะไรที่ผมเห็นว่าผิดปกติ ผมก็จะถามหรือตรวจสอบอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งเขาก็เข้าใจและไม่ผิดใจกันเรื่องนี้เลย อีกส่วนหนึ่งเมื่อเราได้คนเก่งคนดีเราก็ต้องรักษาเขาไว้ให้ได้ โดยให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมให้อิสระในการทำงานแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เขาอยู่กับเรานานๆ ซึ่งแกก็อยู่ช่วยผมจนกระทั้งวันสุดท้ายของร้าน ต้องขอบคุญแกด้วยที่ทำให้ร้านอยู่มาถึงวันสุดท้านได้
ระบบตรวจสอบของร้าน
เป็นเรื่องแรกๆที่ผมคิดก่อนจะเปิดร้านเลยครับ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าร้านผมให้ลูกน้องคุมให้ เราได้แค่ไปเก็บเงินและไปซื้อของให้ เราจะป้องกันไม่ให้ลูกน้องโกงเงินเราได้อย่างไร
ตัวอย่างก็เห็นกันมานักต่อนัก แรกๆเจ้าของดูแลเองใกล้ชิดก็ได้กำไร ดีพอเจ้าของไม่ค่อยมาดูแลก็เงินเริ่มรั่วไหลจนเจ๊งในที่สุด ในเมื่อเราไม่สามารถมาควบคุมลูกน้องเองได้ตลอดเวลาเราก็ต้องหาระบบมาควบคุม
ฉะนั้นก่อนเปิดร้านผมก็ได้คุยกับหุ้นส่วนในเรื่องนี้กันหลายครั้ง ว่ามันมีระบบตรวจสอบอย่างไรได้บ้าง โดยข้อมูลที่หาได้ก็มีเช่น ให้ใบเสร็จลูกค้าทุกครั้ง, คำนวณปริมาณวัตถุดิบเทียบกับยอดขาย, นับแก้ว,
ติดกล้องวงจรปิด ฯลฯ โดยสรุปแล้วก็ไม่มีวิธีไหนที่จะป้องกันการรั่วไหลได้ร้อยเปอร์เซนต์ เราต้องอาศัยหลายวิธีรวมๆกัน ปรับ
ให้เหมาะสมกับร้านเราโดยไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการทำงานเกินไป
อาจจะก็อาจมีรั่วไหลบางเล็กน้อยแต่ขอให้ภาพรวมร้านยังมีกำไรอยู่ได้ก็น่าจะโอเค ที่ร้านก็อาศัยระบบต่างๆที่ว่ามาอย่างละนิดอย่างละหน่อยค่อยๆปรับกันไป โดยปรับให้สมดุลระหว่างความสบายกายกับความสบายใจของเรา (เช็กมากสบายใจลำบากกาย เช็กน้อยสบายกายแต่ก็ไม่สบายใจ)
เปิดร้านวันแรกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ร้านเปิดกลางเดือนตุลาคม 2550 วันเปิดร้านวันแรกขายดีมาก อาศัยคนรู้จักเข้ามาช่วยอุดหนุนซะเยอะเลย แรกๆก็ตะกุกตะกักกันบ้าง แต่ก็ผ่านมาได้โดยดี
เปิดร้านได้อาทิตย์เดียวที่ร้านเกิดน้ำท่วม โดยไม่มีใครคาดคิดเพราะไม่เคยน้ำท่วมมาเป็น10ปี เราก็ไม่ได้เตรียมรับมือใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่คิดว่าจะท่วมมาก ขนาดวันที่น้ำเข้าร้านยังนั่งดูบอลกันอย่างใจเย็น
เช้าวันต่อมาน้ำท่วมจนรถเข้าไม่ได้ยังดีที่ร้านตั้งอยู่สูงน้ำท่วมไม่ถึง ลูกน้องต้องนั่งรถทหารเข้าร้าน น้ำแข็งหมดของก็มาส่งไม่ได้
แต่กลับกลายเป็นของขายดีเพราะน้ำท่วมคนออกไปไหนไม่ได้ ไม่มีร้านไหนเปิดขายอาหาร เลยต้องมาซื้อน้ำซื้อขนมที่ร้านกินกัน บ่ายสองลูกน้องโทรมาบอกว่าของหมดร้าน จะขนของเข้าไปให้ก็ลำบาก
สรุปน้ำท่วมอยู่3-4วัน ขายได้วันเป็นหมื่น ก่อนเปิดร้านเราก็กะลำบากนะครับว่าวันนึงจะขายได้กี่แก้ว หรือจะขายได้วันละกี่บาท จะเหลือพอจ่ายค่าแรงลูกน้องหรือป่าวก็ไม่รู้
แต่พอเปิดร้านมาช่วงแรกขายได้วันละ6-7พันก็ดีใจคิดว่าได้มากกว่าที่คาดไว้เยอะเลย ยังงี้มีเงินจ่ายลูกน้องได้สบายแถมยังเหลือเป็นกำไรอีก
แต่พอสิ้นเดือนมีรายจ่ายเข้ามาเท่านั้นแหละ เลยรู้ว่ารายจ่ายก็มากกว่าที่คิดไว้เช่นกันสรุปแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือกำไรเลยในเดือนแรกๆ
1ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
ช่วงปีแรกต้องบอกว่าเป็นช่วงลองผิดลองถูกในทุกๆเรื่องเพราะ เจ้าของทั้ง3ไม่มีประสบการณ์ทำร้านมาก่อน หลายเรื่องต้องมาเรียนรู้ผิดถูกเองไม่มีใครบอก การเปิดร้านหลายคนได้ยินหรือมาเห็นร้านก็ต้องว่าขายดีแน่นอน
ค่าเช่าก็ถูกลูกค้าก็เยอะ แต่ปัญหาที่หลายคนคาดไม่ถึงก็มีนะครับ เป็นต้นว่าการขายอาหารในบางพื้นที่ จะมีข้อกำหนดเรื่องความสะอาดให้ถูกสุขลักษณะเยอะเป็นพิเศษและก็จะมีคณะกรรมการมาคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ถือว่าเข้าใจได้ แต่เมื่อไปดูกฎข้อบังคับแล้วจะเห็นว่ามันยิบย่อยมาก บางข้อมันไม่สามารถทำได้ เช่นต้องว่างวัตถุดิบต่างๆสูงจากพื้นเกิน30cm
แม้ว่าวัตถุดิบจะบรรจุห่อมิดชิดเช่นน้ำตาลทรายบรรจุถุง ก็ต้องว่างสูงจากพื้นอย่างน้อย30cm
แต่ชั้นเก็บของของร้านทำมาแล้วมันไม่ได้สูงถึง30cm จะเอาไปว่างในชั้นแม้จะมิดชิดก็ไม่ได้ ร้านก็แคบของก็เยอะ (ขนาดร้านเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับยอดขาย ทำให้มีพท.เก็บของไม่พอ)
เรื่องที่เก็บของจึงเป็นปัญหาอย่างมาก ยิ่งขายดียิ่งปวดหัวเรื่องสตอกของ จนบางครั้งบอกลูกน้องว่าลดยอดลงหน่อยก็ได้ขี้เกียจมาส่งของหลายรอบ
เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
หลังจากขายได้1ปีกว่าๆ ก็เริ่มเห็นถึงปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเรื่องที่เก็บของ (ที่เก็บของไม่พอตามที่เคยบอก) ก็เริ่มมีความคิดจะปรับปรุงร้านใหม่ พอดีกับมีช่วงนึงผมต้องไปเทรนงานต่างประเทศเกือบสองเดือน(ตอนนี้ได้งานประจำแล้ว)
เพื่อนผมเลยอาศัยช่วงผมไม่อยู่ทำการปรับปรุงร้านเสียใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนสินค้าเจ้าใหม่มาขาย เป็นร้านที่เคยคุยกันไว้แล้วแต่ยังตกลงกันไม่ได้ เพื่อนผมอาศัยช่วงผมไม่อยู่ไปเจรจาใหม่อีกที
ผมกลับมาก็ตกใจไม่คิดว่าร้านจะเปลี่ยนไปมาก แต่ที่ผมคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือยอดขายร้านกลับขายดีขึ้นอย่างมาก (แต่กำไรสะสมก็หมดไปกับการแต่งร้านใหม่ด้วย)
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น แต่พอคิดเป็นเปอร์เซนกำไรก็มากขึ้นเช่นกัน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงพีคสุดของร้านเลยก็ว่าได้ ยอดขายเฉลี่ยประมาณ9000บาทต่อวัน บางวันขายได้เป็นหมื่น เป็นอย่างนี้อยู่7-8เดือน
จนแทบจะถอนทุนที่ลงไปจนเกือบหมด ปัญหาตอนนี้มีอย่างเดียวคือร้านไม่มีพท.เก็บของเพียงพอ ปัญหานี้แก้ไปตกจริงๆ
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 1
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากรู้มากก่อนเปิดร้าน ว่ามันจะขายได้มั๊ย ได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ คุ้มมั๊ยที่จะทำ
วันนี้ผมจะมาเปิดเผยตัวเลขร้านผมให้เพื่อนๆดูว่าทำร้านกาแฟมันได้กำไรดีจริงมั๊ย (หมายเหตุ ตัวเลขที่แสดงเป็นตัวอย่าง เป็นตัวเลขจากร้านผม ร้านเดียว คงไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกร้านจะได้เช่นเดียวกัน)
เนื่องจากผมเป็นคนทำบัญชีเอง และทุกเดือนผมจะสรุปว่าร้านมีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ ยอดเครื่องดื่มเท่าไหร่ ยอดอาหารเท่าไหร่ จ่ายค่าวัตถุดิบเท่าไหร่ ค่าแรง ค่าเช่า อื่นๆจิปาถะ
ส่วนหนึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงานของลูกน้อง อีกส่วนก็ทำเพื่อศึกษาว่าการทำร้านกาแฟมันมีสัดส่วนต้นทุนต่างๆ อย่างไร จะได้กำไรเท่าไหร่ ส่วนไหนลดได้ส่วนไหนลดไม่ได้
วันหลังมีใครมาชวนผเปิดร้านทำนองนี้อีก ผมก็จะได้ประเมินถูกว่าจะขายได้ตามเขาว่าจริงหรือไม่ เอาละที่นี้ลองมาดูกันว่าต้นทุนร้านกาแฟเป็นเท่าไหร่
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 2
อันดับแรกขนมที่ขายในร้าน ส่วนใหญ่ก็จะรับเขามาขาย โดยหักเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยร้านผมได้ประมาณ30% ของยอดค่าขนมซึ่งช่วงหลังปรับปรุงร้านยอดค่าขนมได้เกือบครึ่งนึงของยอดขาย
(คือจากยอดขายทั้งวัน จะแบ่งเป็นยอดค่าขนมครึ่งนึง ยอดขายเครื่องดื่มครึ่งนึง) เรื่องจำนวนเปอร์เซ็นต์นี่ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านจะไปเจรจากันเอง ของผมได้เปอร์เซ็นต์เยอะหน่อยเพราะสั่งเยอะ และไม่มีคืน ส่วนร้านไหนสามารถทำขายเองได้ก็ยิ่งได้กำไรส่วนนี้เยอะขึ้นไปอีก
สองเครื่องดื่ม อันนี้หาต้นทุนที่แท้จริงยากสักหน่อยเพราะเครื่องดื่มมีหลายชนิด แต่ละชนิดต้นทุนไม่เท่ากัน ส่วนประกอบแต่ละอันก็เยอะ จะมาคำนวณหาต้นทุนเป๊ะๆทุกชนิดคงไม่ง่าย
ผมเลยอาศัยหาต้นทุนแบบเหม่ารวม โดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เท่าที่ทำมาหลายปีต้นทุนเรื่องเครื่องดื่มนี้ตกประมาณ 50% ของราคาขาย
อันนี้เฉลี่ยจากเครื่องดื่มทุกชนิด ทุกราคานะครับ เช่นกาแฟเย็นขายแก้วละ30 บาท ก็จะมีต้นทุนประมาณ 15บาท หรือ โกโก้เย็น 25 บาท ต้นทุนก็ประมาณ12.5บาท (ซึ่งต้นทุนจริงคงไม่ใช่แบบนี้ แต่นี้คิดแบบภาพรวม)
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 3
เราพอจะรู้ต้นทุนสิ้นค้าที่เราจะขายแล้วนะครับ ฉะนั้นจะต้องขายได้เท่าไหร่จึงจะคุ้มทุนก็คงเอาไปคำนวณกันเองได้ไม่ยาก คราวนี้ลองมาดูต้นทุนตัวอื่นๆของร้านผมดูบ้าง ในส่วนนี้แต่ละร้านก็คงมีแตกต่างกันไป
ค่าแรง อันนี้เนื่องจากเราไม่ได้ทำเองก็เลยคิดไม่ยากเพราะจ้างเขาทำเกือบทุกอย่าง ร้านผมใช้พนักงานแค่4คน โดยจะสลับกันมาทำงาน 3 คน พัก1 คน แต่พี่คนที่เป็นผู้จัดการก็อาจจะได้หยุดน้อยกว่าคนอื่นๆหน่อย
โดยพี่ผู้จัดการร้านได้เดือนละ10,000 ส่วนคนอื่นๆได้ประมาณ 6-7000บาท ขึ้นอยู่กับอายุงาน เบ็ดเสร็จร้านผมมีค่าแรงประมาณ 10,000+3x7000 = 31,000 บาท
ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เนื่องจากผมต้องลงทุนสร้างร้านเองทางเจ้าของพื้นที่เลยคิดค่าเช่าถูกหน่อย คือสัญญา5ปี ค่าเช่าเดือนละ10,000บาท ขยับตามปี จนปีสุดท้าย15,000บาท
ส่วนค่าน้ำค่าไปก็จ่ายตามจริง โดยค่าน้ำค่าไฟที่ร้านจะตกประมาณ 7-10,000 บาท ขึ้นกับยอดขาย และอากาศ (อากาศหนาวเปิดแอร์น้อย อากาศร้อนเปิดแอร์มาก)
ฉะนั้นรวมๆแล้วค่าใช้จ่ายตรงนี้ตกประมาณ 18-23,000 บาทค่าอื่นๆจิปาถะ เช่นค่าซ่อมโน้นซ่อมนี้ ค่าโทรศัพท์ ค่าล้างแอร์ ประกันเครื่อง ฯลฯ อีกประมาณไม่เกินเดือนละ4-5000บาท
ดูๆแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆก็ไม่น้อยเลยนะครับ อย่าไปประมาท ที่สำคัญต้นทุนพวกนี้นับวันยิ่งมีแต่สูงขึ้นๆ ใครไม่ระวังตัวให้ดี ปีหลังๆจะต้องมานั้งกลุ้มใจเอานะครับ
ต้นทุน- ยอดขาย- กำไร 4
คราวนี้ลองมาดูยอดขายร้านผมบ้างว่าเฉลี่ยแล้วต้องขายให้ได้วันละกี่บาท ร้านถึงจะอยู่ได้ คิดง่ายลองเอาต้นทุนคงที่รวมกันก่อน ค่าแรง+ค่าเช่า+ ค่าจิปาถะ = 31000+20000+4000 = 55,000 บาท หรือเฉลี่ยแล้วตกfix cost วันละ 55000/30 = 1833 บาท
คราวนี้ผมลองสมุติดูว่าถ้าขายได้วันละ 6000, 7000 หรือ8000บาทโดย แบ่งเป็นยอด เครื่องดื่ม 50% อาหาร 50% เราจะเหลือเป็นกำไรแค่ไหน
ยอดขาย เครื่องดื่ม อาหาร ต้นทุนเครื่องดื่ม ต้นทุนอาหาร fix cost รวมต้นทุน กำไรต่อวัน
6000 3000 3000 1500 2100 1833 5433 567
7000 3500 3500 1750 2450 1833 6033 967
8000 4000 4000 2000 2800 1833 6633 1367
ถ้าเอากำไรต่อวันคูญ30 ก็จะได้เป็นกำไรในแต่ละเดือน ดูแล้วก็น่าจะได้ประมาณเดือนละ 15,000-40,000บาท เลยนะครับ
แต่นี้เป็นตัวเลขที่ผมปรับให้มันเป็นเลขลงตัว ซึ่งจริงๆแล้ว กำไรอาจจะน้อยกว่านี้อีก10-15% อีกอย่างนี้ยังไม่รวมต้นทุนก้อนแรก พวกค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องชง และอุปกรณ์ชุดแรกอีกนะครับ
ถ้าเอามารวมด้วย ก็ต้องเพิ่ม fix cost อีก 450,000/5/12/30 = 250 บาทต่อวัน จะเห็นได้ว่าไม่ง่ายเลยนะครับ ยอด6000บาทต่อวันนี้ผมถือว่าเป็นระดับคุ้มทุน
ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าขาดทุน สูงกว่านี้ถือว่าได้กำไร โดยรวมแล้วที่ร้านก็จะได้เฉลี่ยประมาณ7พันกว่าบาท
ปัญหามีไว้ให้แก้
ที่นี้ลองมาดูปัญหากันบ้าง แน่นอนว่าในการทำงานทุกอย่างจะต้องเกิดปัญหามาให้เราค่อยแก้อยู่เสมอ ผมจะยกตัวอย่างมีปัญหาสำคัญที่คิดว่าทุกร้านต้องเจอเหมือนๆกัน
1 ทำอย่างไรให้กาแฟอร่อย
เนื่องจากผมเป็นคนไม่กินกาแฟทำให้บอกได้ยากเหมือนกันว่ากาแฟแบบไหนถึงเรียกว่าอร่อย ช่วงเปิดร้านใหม่ๆก็มีปัญหาลูกค้าบ่นเรื่องรสชาติกาแฟบ่อยๆ
ทางร้านก็เครียดเพราะปกติที่ร้านใช้วิธีชงตามสูตรที่ได้มาแต่สูตรที่ได้มามักเป็นสูตรที่เน้นชงให้ใกล้เคียงกับสูตรoriginalจากต่างประเทศ
ซึ่งรสชาติหรือรูปแบบการกินไม่เหมือนกับในไทย เช่น เมนูเอสเพรสโซ่เย็น หลายร้านจะมีปัญหาเพราะ ต่างประเทศจะไม่กินเย็นกัน แต่ถ้าคนไทยสั่งเอสเพรสโซ่ย่อมหมายถึงเอสเพรสโซ่เย็น
ซึ่งถ้าทำเอสเพรสโซ่ร้อนแล้วเอาไปใส่น้ำแข็งรับรองรสชาติกินไม่ลงแน่นอน ในกรณีนี้เราก็ต้องปรับสูตรเอาเองตามความเหมาะสม หรืออีกปัญหานึงเรื่องรสชาดคือคนไทยกินกาแฟเข้มมาก
ตอนแรกๆเราก็อยากให้กาแฟเราหอมเราก็จะเน้นใช้กาแฟคุณภาพอย่างอราบิก้า แต่จะเจอลูกค้าบ่นเรื่องกาแฟจืดตลอด จึงต้องเปลี่ยนไปใช้แบบผสมกับโรบัสต้าแทน ซึ่งจริงๆแล้วมันถูกกว่าด้วยซ้ำ แต่ลูกค้าชอบทำไงได้
แน่นอนปัญหาเรื่องรสชาติไม่ได้แก้ได้ตลอดไปเพราะลูกค้าร้อยคนร้อยปาก ชอบไม่เหมือนกันเราก็ไม่สามารถจะไปปรับให้ถูกใจทุกคนได้
ก็ต้องอาศัยการปล่อยวางบ้างใครจะว่าร้านเรารสชาติไม่ดียังไงถ้ายอดขายยังดีอยู่ก็แปลว่ายังมีคนชอบอยู่ ส่วนคนไหนไม่ชอบจริงๆก็คงต้องปล่อยให้เขาไปซื้อร้านอื่นแล้วหละครับ
2 ความเห็นไม่ตรงกัน
อีกปัญหาหาที่ต้องเจอแน่นอนสำหรับคนที่หุ้นกันเปิดร้านกับเพื่อนคือมีปัญหาความเห็นไม่ตรงกัน ความต้องการไม่เหมือนกัน บางคนอยากทำอย่างโน้น อีกคนอยากทำอย่างนี้ สาระพัด
ส่วนผมโชคดีที่ หุ้นส่วนปล่อยให้ผมจัดการเองแทบทุกอย่าง โดยแค่ช่วยเสนอความคิดเห็นหรือปรึกษาปัญหากันบ้างบางครั้ง
โดยส่วนมากผมก็จะเป็นคนตัดสินใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญเกี่ยวกับเงินจำนวนมากก็หารือกัน 5ปีที่ผ่ามมาร้านผมก็มีปัญหาหุ้นส่วนทะเลาะกันบ้างเล็กน้อย ยังดีที่เราผ่านมันมาได้โดยไม่ผิดใจกันจนเสียเพื่อน
วิกฤตร้าน
นอกจากปัญหาภายในร้านแล้ว ปัญหาจากภายนอกก็มีเช่นกัน ซึ่งปัญหาภายนอกมักจะเป็นปัญหาใหญ่ทำให้กระทบกับร้านเป็นอย่างมาก
โดยปัญหาที่หนักสุดที่เจอจนเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของร้านเลยที่เดียวก็คือมีร้าน7-11มาเปิด เนื่องสถานะการณ์ก่อนหน้านั้น ในบริเวณร้านที่ผมตั้งอยู่มีร้านกาแฟอยู่3 ร้าน
โดยร้านผมถือว่าทำเลดีเป็นอันดับสอง โดยจะได้เปรียบร้านอื่นคือสามารถขายได้ในช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งร้านอื่นคนจะซาไปแล้ว แต่ร้านผมอยู่ใกล้บริเวณที่มีคนพลุกพล่านทำให้มีคนอยู่ตลอด24ชม.
(ช่วงแรกร้านผมก็เปิด24ชม.เลยครับ ตอนหลังเปิดถึงแต่เที่ยงคืน) ทำให้เวลาหลัง5-6โมงเย็นแล้วจะเหลือร้านผมเปิดอยู่ร้านเดียว ใครอยากกินอะไรก็ต้องมาซื้อที่ร้านผมหรือไม่ก็ต้องออกไปซื้อข้างนอกซึ่งไกลพอสมควร
แต่พอร้าน7-11มาเปิดทำให้ความได้เปรียบตรงนี้ของร้านผมแทบจะหมดไปเลยครับ
ร้านกาแฟอยากเราจะไปสู้7-11ได้อย่างไร ของเขามีครบทุกอย่างทั้งอาหารเครื่องดื่ม หลากหลายกว่า ถูกกว่า ทำให้ยอดช่วงกลางคืนตกฮวบฮาบ พนักงานนั่งตบยุงกันเลยที่เดียว
ยังดีที่7-11เพิ่งมาเปิดหลังเราเปิดร้านได้3ปีแล้ว เราก็พอถอนทุนคืนได้พอสมควร ปัญหาแบบนี้บางทีเราก็ไม่ได้คิดถึง
อยู่ๆมีคู่แข่งที่เราไม่สามารถแข่งด้วยได้มาเปิด เราก็ต้องใช้วิธีเลี่ยงไปหาตลาดเฉพาะมากขึ้น เน้นกาแฟและเค้กมากขึ้น แต่ยอดขายก็ไม่สามารถกลับไปดีเหมือนเดิมได้อีกเลย
การเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด
หลังจากมี7-11มาเปิดยอดขายร้านก็ลดลงในระดับที่ปริ่มๆ บางเดือนก็กำไรนิดหน่อยบางเดือนก็ขาดทุนบ้างเป็นอย่างนี้อยู่เป็นปี หุ้นส่วนทั้งสามก็มีภาระหน้าที่อื่นๆที่ต้องไปดูแลจนไม่มีเวลามาใส่ใจร้านเหมือนเดิม
เริ่มมีการพูดถึงการเซ้งร้านให้คนอื่น แต่เนื่องจากสัญญาเหลืออีกแค่ปีกว่าๆ จึงกะว่าจะทนทำต่อไปจนหมดสัญญา แล้วเซ้งให้คนใหม่ไปทำสัญญากับทางเจ้าของพื้นที่เอง แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เราต้องเลิกทำก่อนกำหนดก็คือ
ต้นปีสุดท้ายของร้าน ทางเจ้าของพื้นที่แจ้งมาว่าจะมีการปรับปรุงพื้นที่หน้าร้านทำให้ต้องปิดหน้าร้านเป็นเวลา4เดือน ที่จริงตัวผมก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างไร แต่ช่วง4เดือนนี้จะให้ลูกน้องผมทำอย่างไร
เขาจะเอาอะไรกิน ถ้าไปหางานอื่นทำแล้วจะกลับมาทำร้านกับผมต่ออีกหรือไม่
ผมจึงพยายามแก้ปัญหาโดยจะขอทางเจ้าของพื้นที่ต่อสัญญาใหม่ไปเลยแล้วเซ้งร้านให้คนอื่นทำหลังจากที่มีการปรับปรุงพื้นที่เสร็จ เพราะถ้าปิดไป4เดือนลูกน้องคงไม่อยู่รอร้านผมเปิดอีกทีแน่ แต่ทางเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นด้วย
ถ้าจะต่อสัญญาเขาอยากให้เราย้ายออกจากพท.เดิมไปเลย โดยจะหาพท.ตั้งร้านใหม่ให้ ซึ่งในความเห็นผม ผมยังไม่เห็นที่ไหนทำเลดีกว่าที่เดิมเลย ขนาดอยู่ที่เดิมเราก็ยังเกือบเอาตัวไม่รอด ย้ายไปที่ใหม่ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ตัวร้านก็ต้องลงทุนสร้างขึ้นมาใหม่อีก
แถมระยะเวลาก่อสร้างที่ทางเจ้าของพื้นที่บอกไว้ว่า4เดือนแต่ทำจริง7-8เดือนก็ยังไม่เสร็จ หุ้นส่วนทั้งสามจึงตัดสินใจของยกเลิกสัญญา และพื้นที่ร้านตรงนั้นก็ไม่ได้กลับมาเปิดเป็นร้านกาแฟอีกเลย หุ้นส่วนทั้งสามก็ต่างแยกย้ายหันไปทำอาชีพหลักของตนเอง
บทสรุป
ประสบการณ์ทำร้านกาแฟ5ปี สอนให้ผมรู้จักอาชีพผู้ประกอบการมากขึ้น มันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนใฝ่ฝันจะทำ มีปัญหามาทดสอบความอดทนเราอยู่เสมอๆ
มีการแข่งขันเกิดขึ้นตลอดเวลา เราไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้นาน ถ้าให้เทียบกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วผมว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นสบายกว่าเยอะเลยครับ แต่ในระยะยาวแล้วผู้ประกอบการก็อาจจะดีกว่า
แต่ผมก็ยังไม่เข็ดนะครับยังอยากจะลองทำอย่างอื่นดูบ้าง หวังว่าจะเจอสิ่งที่ชอบทำเข้าสักวัน
ขอบคุณ คุณ monster_no9 ที่ให้แบ่งปันสำหรับประสบการ์ณดีๆ ในการทำธุรกิจ
credit: http://thailandtwentyshop.blogspot.com/2013/05/blog-post.html
ป้ายกำกับ:
กาแฟ,
เงิน ทุน เปิด ร้าน กาแฟ,
ต้นทุน ทำ ร้าน กาแฟ,
ร้านกาแฟ,
investment
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

