13 กุมภาพันธ์ 2559

20 คำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิต

กว่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ทุกๆ คนล้วนแต่เคยได้รับคำแนะนำ หรือคำสอนดีๆ จากคนแวดล้อม ทั้งพ่อแม่ เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คู่แข่ง ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในชีวิตให้กับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำของต่างประเทศ และไทย

ชีวิตที่โตขึ้นมาแบบ Bill Gates “ลองทำทุกอย่างที่เราไม่เก่ง”
Bill Gates กับบิดาของเขา Bill Gates Sr. เป็น 2 พ่อลูกที่ไม่มีใครเหมือน Bill Gates สร้างหนึ่งในธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้เขาได้วางมือจากการบริหาร Microsoft ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และเปลี่ยนไปทำอาชีพที่ 2 คือการกุศล แถมยังให้บิดา Bill Gates Sr. ในวัย 83 มาทำงานให้เขาอีกด้วย นั่นคือการเป็นประธานร่วมในการบริหารมูลนิธิเพื่อการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก “Bill & Melinda Gates Foundation” ซึ่งมีมูลค่า 27,500 ล้านดอลลาร์ Bill Gates Sr. เกษียณจากบริษัทกฎหมาย Preston Gates & Ellis (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น K&L Gates) ที่มีชื่อเสียงใน Seattle มาตั้งแต่ปี 1998 ปัจจุบัน 2 พ่อลูกต่าง “สอน” ซึ่งกันและกัน ต่างจากตอนเป็นเด็ก ที่พ่อจะเป็นฝ่ายสอนเท่านั้น นิตยสาร Fortune ได้สัมภาษณ์ 2 พ่อลูกพร้อมกัน ถึงชีวิตที่โตขึ้นมาแบบ Bill Gates และคำสอนที่ดีที่สุดที่ Bill Gates เคยได้รับจากพ่อ และคนอื่นๆ อย่าง Warren Buffett และ Steve Jobs
คำสอนที่ดีที่สุดของบิล เกตส์ มาจากพ่อ และแม่ ที่มักบอกให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่เก่ง และให้เล่นกีฬาหลายๆ อย่าง ซึ่งเวลานั้นเขามองว่าเป็นการทำอย่างสะเปะสะปะไร้จุดหมาย แต่สุดท้ายถึงได้พบว่า นั่นคือการเปิดโอกาสในการเป็นผู้นำ และทำให้รู้ว่ามีอีกมากมายหลายอย่างที่ตัวเขาไม่เก่ง แทนที่จะยึดติดอยู่กับสิ่งที่ทำได้ดีเพียงอย่างเดียว เขาพบว่า นั่นคือคำสอนที่วิเศษมาก

คำสอนที่ดีที่สุดได้รับจาก Warren Buffett
“เข้าใจง่ายที่สุด”

ในบรรดาคำสอนดีๆ มากมายที่บิล เกตส์ ได้รับจาก Warren Buffett ที่เขาคิดว่าน่าทึ่งที่สุดคือ การทำให้ทุกอย่างเข้าใจง่าย ตารางงานของเขาดูง่ายที่สุด เวลาคุยเรื่องธุรกิจที่น่าสนใจจะลงทุน เขาจะรู้แค่ตัวเลขง่ายๆ พื้นๆ เพียงไม่กี่ตัวและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจนั้นเท่านั้น ยิ่งข้อมูลยุ่งยากน้อยเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งรู้สึกว่าเป็นธุรกิจที่เขาจะเลือกลงทุน ในธุรกิจที่เขารู้จักโมเดลของมันดี และสามารถทำนายได้ เป็นโมเดลธุรกิจที่จะใช้ได้ผลในระยะยาว ความสามารถในการย่อยสิ่งต่างๆ ให้ง่ายและสนใจเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ และข้อมูลพื้นฐานของ Warren เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก และผมคิดว่าเป็นความอัจฉริยะที่พิเศษมาก

จาก Steve Jobs
“ต้องมองแบบองค์รวม” 

เขาคนประเภททุ่มเทให้กับเรื่องที่สนใจแบบบ้าคลั่ง ผมเองก็คลั่งไคล้เรื่องการบริหารจัดการในด้านวิศวกรรมให้มีคุณภาพ ส่วน Steve เขาคลั่งไคล้เรื่องการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์และการออกแบบคอมพิวเตอร์ และนั่นคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้แก่ Apple อย่างมาก เมื่อ Steve บอกว่าทุกอย่างจะต้องมาด้วยกัน ไม่ใช่การมองแบบทีละส่วน แต่ต้องมองแบบองค์รวม นี่เป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งมาก**

Jim Sinegal 73 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO Costco Wholesale
“ทำให้ดู”
สมัยที่ผมเริ่มทำงานที่ Fed Mart ซึ่งเป็นห้างขายสินค้าราคาถูกแบบ Discount Retailer ตั้งแต่ตอนอายุ 18 ผู้ก่อตั้งบริษัท Sol Price สอนบทเรียนง่ายๆ กับผมว่า ถ้าคุณมีปัญหาในการจ้างใครทำงาน เป็นเพราะตัวคุณเองที่ทำงานนั้นไม่เป็น ดังนั้น คุณต้องแสดงให้เขาดูว่าคุณทำงานนั้นอย่างไร Sol จะเก็บขยะที่ตกอยู่บนพื้นโดยไม่ใช้ให้ใครทำแทน เห็นอะไรที่ผิดที่ผิดทาง เขาจะลงมือแก้ไขด้วยตัวเอง เห็นใครทำอะไรไม่ถูก เขาจะทำให้ดูว่าที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร บางคนคิดว่าควรพูดแค่ครั้งเดียวก็พอ แต่ผมคิดว่าคนอื่นจะซึมซับได้ดีกว่าถ้าเราสื่อสารเดิมซ้ำๆ ทุกวัน

Lloyd Blankfein 54 ปี ประธาน และ CEO Goldman Sachs
“ให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา”
เมื่อตอนที่ฝ่ายค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผมดูแลอยู่มีปัญหาในปี 1984 ผมเข้าไปขอคำแนะนำจากเจ้านายของผม เขาถามผมว่า ผมคิดว่าบริษัทควรจะแก้ปัญหานี้ยังไง พอผมตอบไป เขาก็บอกว่า ใช้ได้ เจ้านายฉลาดมากที่ถามความคิดของผม แทนที่จะบอกให้ผมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะถ้าความคิดของผมใช้ได้จริง ผมก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ถ้ามันใช้ไม่ได้ อย่างน้อยแรงกดดันที่ผมมีก็น้อยลง เพราะเจ้านายยอมรับความคิดของผม ตอนที่ผมจะเดินออกไปจากห้อง เขาบอกให้ผมไปล้างหน้าล้างตาซะหน่อย เพราะว่าหน้าผมดูซีดๆ เรื่องนี้สอนผม 2 อย่าง หนึ่ง คุณควรฟังความเห็นลูกน้อง ก่อนที่จะบอกความเห็นของคุณ และสอง หากคุณเครียด ลูกน้องของคุณก็จะเครียดด้วย

Mort Suckerman 72 ปี
ประธาน Boston Properties, ประธานและบรรณาธิการบริหาร U.S. News and World Report
“ทำสิ่งที่คุณรัก”
อาจารย์ที่ Harvard เคยเล่าเรื่อง George Bernard Shaw ตอนที่เขาทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของแห้งในเมือง Dublin เขาตัดสินใจให้เวลาตัวเอง 3 ปีไปทำสิ่งที่เขารัก คือเขียนบทละครในลอนดอน ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ เขาสามารถจะกลับมาเป็นเสมียนในร้านขายของแห้งเมื่อไหร่ก็ได้ อาจารย์ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้สอนอะไร แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราควรทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ ผมเลยตัดสินใจให้เวลาตัวเอง 3 ปีลองพยายามทำสิ่งที่ผมสนใจมาตลอด ผมชอบชีวิตในเมืองและการสร้างสิ่งใหม่ๆ นั่นคือการทำงานกับบริษัทพัฒนาที่ดิน Cabot Cabot & Forbes ในบอสตัน แล้วผมก็ชอบสื่อสารมวลชนด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำก็เพื่อจะได้ทำงานใน 2 สายงานนี้ ซึ่งมันทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องทำงานเลยแม้แต่เพียงวันเดียว

Tory Burch 43 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Tory Burch
“ไว้ใจสัญชาตญาณของคุณ”
ตอนที่ฉันคิดจะเปิดบริษัทของตัวเอง มีแต่คนห้ามว่าอย่าเพิ่งเปิดเป็นร้าน แต่ให้ลองทำแบบขายส่งชิมลางดูก่อนแบบคนที่เริ่มธุรกิจแฟชั่นมักจะทำกัน แต่ Glen Senk CEO Urban Outfitters ซึ่งเป็นคนที่คอยสอนฉัน บอกให้ฉันทำตามสัญชาตญาณของตัวเองและยอมรับความเสี่ยง ฉันมีความคิดอยากจะสร้างร้านแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร ตอนนั้นร้านส่วนใหญ่มักจะทำเป็นแบบเรียบๆ แต่ฉันต้องการสร้างร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นห้องนั่งเล่นในบ้าน รู้สึกอบอุ่น มีสีสันและแตกต่าง ประสบการณ์ที่ฉันได้ทำงานประชาสัมพันธ์และเขียนคำโฆษณาให้กับ Ralph Lauren สอนให้ฉันรู้ถึงความสำคัญของการมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของบริษัท ตั้งแต่สินค้าไปจนถึงการตลาด รวมถึงรูปลักษณ์ของร้าน ฉันจึงออกแบบร้านให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกว่าเขากำลังอยู่ในบ้านของฉัน ฉันคิดทุกอย่างตั้งแต่เพลงที่เปิดในร้านไปจนถึงเทียนที่ใช้ โซฟาที่นั่งในร้านไปจนถึงสินค้าของฉัน ฉันทำให้ลูกค้ารู้จักตัวตนของเราได้ทันที และสามารถสร้างแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

Scott Boras 56 ปี ผู้บริหาร Boras Corp. บริษัทผู้จัดการนักกีฬา
“ห่วงประสิทธิภาพ ไม่ใช่ห่วงชื่อเสียง”
ผมได้ว่าจ้างอาจารย์ด้านกฎหมายที่เคยสอนผมที่มหาวิทยาลัย University of the Pacific มาช่วยผมในการเจรจาสัญญาจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นงานใหญ่ครั้งแรกของผมได้สำเร็จ (Boras กลายเป็นคนดังทันทีเพราะมูลค่าของสัญญานั้นสูงจนทำลายสถิติ) เมื่อเราไปเลี้ยงฉลองกัน อาจารย์เตือนผมว่า คุณจะต้องรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าของคุณให้ดีที่สุด แล้วคนทั้งโลกจะเปลี่ยนตามคุณ แต่พวกเขาไม่ได้ทำอย่างนั้นด้วยความเต็มใจหรอกนะ
สิ่งที่อาจารย์สอนหมายความว่า ถ้าคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพจริงๆ ล่ะก็ คนเกือบร้อยทั้งร้อยจะนินทาว่าร้ายคุณ แต่คุณจะต้องเชิดหน้า อย่าหวั่นไหว ยอมรับมัน และสนใจแค่ทำให้ลูกค้าของคุณยิ้มได้ก็พอ

Jim Rogers 66 ปี ปรมาจารย์ด้านการลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์
“อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า”
ผมได้รับคำสอนที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งจากคนแปลกหน้าบนเครื่องบินตอนที่ผมบินไปชิคาโก ตอนนั้นผมเพิ่งทำงานใน Wall Street ใหม่ๆ เขาแก่กว่าผมมาก อายุในราว 40 ปี เขาบอกให้ผมอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับบริษัทที่ผมสนใจ แค่อ่านรายงานประจำปีคุณก็ทำในสิ่งที่มากกว่าคน 98% ใน Wall Street ทำอยู่แล้ว ยิ่งถ้าคุณอ่านเชิงอรรถในรายงานประจำปีด้วย คุณจะทำในสิ่งที่มากกว่าคนใน Wall Street ทั้งหมดเขาทำกัน แล้วผมก็ตระหนักด้วยตัวเองว่า จะดียิ่งกว่านั้นถ้าผมอ่านรายงานประจำปีของบริษัทมากกว่าเพียง 1 ปี ผมก็จะรู้มากกว่าใครๆ การจะเป็นนักลงทุนมืออาชีพ แค่ฉลาดอย่างเดียวไม่พอ แต่คุณต้องอ่านทุกอย่างขวางหน้า ผมไม่แค่อ่านรายงานประจำปีของบริษัทที่ผมลงทุน แต่ผมยังอ่านรายงานประจำปีของบริษัทคู่แข่งของบริษัทนั้น นิตยสารด้านการค้าและทุกอย่างที่ผมจะหาได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่แม้แต่จะทำการบ้าน แต่เมื่อผมทำมากกว่านั้น ผมก็ยิ่งรู้มากกว่าและสามารถจะเลือกลงทุนได้อย่างประสบความสำเร็จ

Mika Brzezinski 42 ปี พิธีกรร่วมรายการ Morning Joe โดย Joe Scaborough MSNBC
“ใช้ความล้มเหลวเป็นแรงผลักดัน”
ตอนที่ฉันถูกปลดออกจาก CBS News ในปี 2006 เป็นตอนที่ชีวิตตกต่ำที่สุด ฉันกำลังจะได้เป็นผู้ประกาศข่าว Sunday Evening News และผู้สื่อข่าวรายการ 60 Minutes ชีวิตกำลังจะรุ่งโรจน์ แต่แล้วเพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็จบสิ้น
คนที่หวังดีสอนฉันว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา ฉันจะพบว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ฉันยึดคำสอนนี้ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่น และพยายามไปสัมภาษณ์งานข่าวหลายแห่งแต่ก็ล้มเหลวตลอด 1 ปี จนคิดจะหันหลังให้กับวงการ แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่ฉันรักมาตลอดชีวิต แต่ฉันยังคงไม่ลืมคำสอนนั้น และคิดว่าต้องกลับเข้าสู่อาชีพนี้ให้ได้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงต้องกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ในวัย 40 ปีก็ตาม ฉันก็ได้ทำงานชั่วคราวที่ MSNBC และได้พบกับ Joe Scarborough ไม่นาน Joe ขอให้ฉันร่วมจัดรายการ Morning Joe ของเขา ทั้งๆ ที่ทางสถานีต้องการให้เขาใช้ผู้ประกาศหญิงอายุน้อย ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าบุคลิกของฉันอาจไม่เหมาะกับงานข่าวแบบที่ต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ แต่ใน Morning Joe ฉันสามารถเป็นตัวของตัวเองและพูดอย่างที่ฉันคิดได้

Meredith Whitney 39 ปี ผู้ก่อตั้ง Meredith Whitney Advisory Group
“ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงได้”
คำสอนที่ดีสุดมาจากคุณแม่ ท่านสอนให้ฉันตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงได้ และทำให้สำเร็จ และค่อยๆ ปรับเป้าหมายให้สูงขึ้นทีละนิด เพื่อที่จะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณตั้งความหวังแบบเพ้อฝัน มันจะทำให้คุณผิดหวัง

Shai Agassi 41 ปี ผู้ก่อตั้งและ CEO Better Place
“ฟังคำสอนของคนฉลาด”
ผมมีโอกาสเสนอความคิดเรื่องการขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือผ่านหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้น ให้กับอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton และประธานาธิบดี Shimon Peres แห่งอิสราเอล Clinton ฟังผมจนจบแล้วบอกว่า ผมกำลังแก้ปัญหาที่ถูกต้องแต่ผิดเวลา คนทั่วไปไม่ซื้อรถผ่านตัวแทนหรอก พวกเขาจะซื้อรถมือสอง เขาบอกให้ผมหาวิธีที่จะทำให้คนทั่วไปได้ใช้รถพลังงานไฟฟ้าฟรีๆ โดยที่ผมยังคงสามารถทำกำไรได้ ส่วน Peres บอกผมว่า หน่วยงานรัฐไม่ลงมือทำอะไรหรอก ผู้ประกอบการคือคนที่ลงมือทำ ท่านบอกให้ผมตั้งบริษัทเอง ไม่อย่างนั้นความคิดผม ก็จะเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น “คุณมีงานที่ดีอยู่แล้ว แต่นี่เป็นงานที่ดีกว่า เพราะคุณจะได้ช่วยโลก” หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมลาออกจากงานทันที

Sukhinder Singh Cassidy 39 ปี CEO-in-residence Accel Partners
“เริ่มต้นให้ประทับใจที่สุด”
งานแรกที่ Merrill Lynch ฉันได้ทำงานกับ Henry “Hank” Michaels ผู้มีฉายาว่า “Hank the Crank” จากการที่เขาเป็นคนที่ทำงานเก่งและทำงานเร็วมาก อายุเพียง 30 ต้นๆ ก็ได้เป็นถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ สิ่งที่ Henry สอนฉันคือ ทำงานให้หนักที่สุด และก้าวหน้าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน แม้ว่าคุณจะเป็นแค่พนักงานใหม่ตัวเล็กๆ Hank บอกว่า แค่ช่วงเวลาเพียง 3-4 เดือนแรกที่คุณเริ่มทำงาน ก็สามารถจะตัดสินได้ว่าคุณจะรุ่งหรือร่วงในงานนั้น ฉันทำตามคำสอนของ Hank จนได้รับมอบหมายงานใหม่ที่ดีขึ้นเสมอ และได้โอกาสย้ายไปลอนดอน คำสอนของเขาคือกุญแจสำคัญสำหรับการเริ่มงานใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะคุณมีเวลาแค่ไม่กี่เดือนในการสร้างความประทับใจครั้งแรก และมีเวลาที่จำกัดในการสร้างพลังแห่งความก้าวหน้า และเริ่มสร้างแบรนด์สำหรับตัวคุณเอง

Eric Schmidt 54 ปี ประธานและ CEO Google
“หาโค้ชดีๆ”
คำสอนที่ผมนึกถึงเป็นอันแรกคือคำสอนของ John Doerr เมื่อเขาบอกให้ผมไปหาโค้ชมาสอนตัวเอง และแนะนำ Bill Campbell ให้ ในตอนแรกผมรู้สึกไม่พอใจคำแนะนำนี้ ผมเป็นถึง CEO มีประสบการณ์มากมาย ผมยังจะต้องการโค้ชไปทำไม ผมทำอะไรผิดพลาดหรือ ผมคิดว่าโค้ชจะมาสอนอะไรผมได้ ถ้าผมเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกในเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว แต่โค้ชไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาเก่งเหมือนนักกีฬา หน้าที่ของโค้ชคือเฝ้าดูคุณ และทำให้คุณทำดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้
ในด้านธุรกิจ โค้ชคือคนที่จะมองปัญหาด้วยสายตาคนละอย่างกับคุณ และอธิบายปัญหานั้นด้วยมุมมองของเขา และช่วยคุณหาวิธีแก้ เมื่อผมพบว่าโค้ชสามารถช่วยผมได้ ผมจึงเพิ่งรู้ว่านี่เป็นคำสอนที่ดีมาก เวลาที่เราเจอความขัดแย้ง เรามักจะเลี่ยงมัน แต่ Bill จะบอกให้ผมลุกขึ้นยืนให้สูงกว่าฝ่ายตรงข้ามที่อยู่อีกด้านของโต๊ะ และเตือนผมอย่ายอมให้ความขัดแย้งนั้นมารบกวนผมได้

Lauren Zalaznick 46 ปี ผู้บริหาร Women & Lifestyle Entertainment Networks, NBC Universal
“ฟัง”
Jeff Gaspin นายคนแรกของฉันสอนฉันว่า ชีวิตในวงการทีวีจะต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายตั้งแต่ผู้จัดรายการ เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องและเจ้านายของคุณ ถ้าคุณถูกวิจารณ์ซ้ำๆ ในเรื่องเดียวกัน แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วย แต่คุณจะคิดยังไงนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าคนอื่นๆ เขาคิดว่าคุณเป็นอย่างนั้น และนั่นคือความจริงสำหรับพวกเขา ตอนนั้นใครๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นคนที่ตัดสินใจเร็วมาก ฉันมักจะพูดกับใครๆ ว่าฉันรู้แล้วเข้าใจแล้ว และไม่ต้องการรู้อะไรเพิ่มอีก Jeff เตือนฉันว่า ฉันล้ำหน้าคนอื่น 10 ก้าวอยู่แล้ว อย่าทำให้เสียไป เขาพูดถูก และฉันได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง จากคนที่ตัดสินใจเร็วกลายเป็นคนที่ใครๆ เห็นว่ารอบคอบและวิเคราะห์เก่ง คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับคนอื่นๆ แต่คุณต้องแน่ใจว่าคุณรู้ว่าทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วยกับพวกเขา

Tiger Woods 33 ปี นักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก
“ทำให้มันง่ายเข้าไว้”
ตอนอายุ 6-7 ขวบ เวลาผมไปเล่นกอล์ฟกับพ่อ พ่อจะบอกให้ผมเลือกจุดหมายที่ผมจะตีลูก พอผมเลือกแล้ว พ่อจะบอกให้ผมคิดวิธีที่จะตีลูกไปให้ถึงจุดนั้น พ่อไม่เคยบอกว่าผมต้องวางแขนยังไง วางเท้ายังไง หรือพยายามเปลี่ยนความคิดของผม พ่อเพียงแต่บอกให้ผมทำต่อไปและตีลูกให้สำเร็จ คำสอนของพ่อคือทำให้มันง่ายเข้าไว้ เพราะพ่อรู้ว่าเด็กอายุแค่นั้น ยังไม่สามารถจะเข้าใจความซับซ้อนของการเล่นกอล์ฟได้ สิ่งที่พ่อผมสอนคือ ถ้าคุณต้องการตีลูกไปให้ถึงจุดที่ต้องการ จงคิดหาวิธีที่จะทำให้สำเร็จ จนทุกวันนี้ เวลาที่ผมกำลังแข่งขัน ผมยังคงได้ยินคำสอนของพ่อ “เลือกจุดที่ต้องการแล้วก็ตีเลย” เวลาที่ผมกำลังแข่งขัน ผมรู้ว่าคนพากย์จะพยายามอธิบายให้เป็นทฤษฎีว่าผมเปลี่ยนแผนการเล่นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วผมเพียงแต่กำลังคิดถึงคำสอนของพ่อเท่านั้น

Julian Robertson 77 ปี ผู้ก่อตั้ง Tiger Managementt
“หยุดพูดแต่เรื่องธุรกิจ”
ผมได้คำสอนที่ดีที่สุดจากพี่สาวผมเอง เธอบอกผมหลังจากที่เรากลับจากงานเลี้ยงด้วยกันในคืนหนึ่งว่า ผมกำลังทำตัวน่าเบื่อ ไม่มีใครอยากฟังแต่เรื่องหุ้นตลอดทั้งคืนหรอก ผมไม่เชื่อเธอ แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าจริง ผมจึงเลิกพูดแต่เรื่องธุรกิจ และหาเรื่องอื่นมาคุย แล้วผมก็พบว่า หลังจากหยุดพร่ำพูดแต่เรื่องธุรกิจ และเลิกพยายามยัดเยียดความคิดของตัวเองเรื่องตลาดหุ้นใส่คนอื่นๆ คนอื่นๆ กลับสนใจขอคำแนะนำเรื่องตลาดจากผมมากขึ้น ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มอาชีพโบรกเกอร์ และการทำตามคำสอนของพี่สาวกลับทำให้ผมได้ลูกค้ามากขึ้น ก็เหมือนกับเวลาพ่อแม่สอนลูก ลูกมักจะไม่ฟัง ไม่เหมือนกับเวลาที่ลูกเป็นฝ่ายขอคำแนะนำจากพ่อแม่เอง**

ค่าของคำสอน
ธุรกิจให้คำปรึกษายังคงรุ่งแม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ นี่คือราคาของบริการให้คำปรึกษาแบบต่างๆ

ค่าปรึกษา/ชม.
สามี/ภรรยา/เพื่อน ฟรี
Colette Young ภรรยาของ Larry Young CEO Dr Pepper Snapple Group เปิดบริษัทสอนให้คนที่แต่งงานแล้วรู้จักวิธีให้กำลังใจสามีหรือภรรยา
จิตแพทย์ $60- Corporate Counseling Associates โครง
$400 ให้คำปรึกษาแก่พนักงานเปิดเผยว่า ยอดคนโทรมาปรึกษาสายด่วนของโครงการเพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
คนทรง $50- คนทรงซึ่งชอบเรียกตัวเองว่า ที่ปรึกษา
$250 ผู้ใช้ญาณหยั่งรู้ เน้นให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารว่าควรขยายธุรกิจหรือส่งเสริมการขายหรือไม่
โค้ช $150- ช่วยในเรื่องการกำหนดและทำตามเป้าหมายที่จับ
$200 ต้องได้ เช่น ได้รับตำแหน่งใหม่ หรือต้องการเป็นนักพูดที่ดีขึ้น (Mark Suckerberg เจ้าของ Facebook ใช้โค้ชฝึกพูดคนเดียวกับ Bill Clinton)
ทนาย $200- ฝ่ายกฎหมายของบริษัทใหญ่ๆ และสำนักงานกฎ
$1,000 หมายต่างลดขนาดบริษัทกันในปีนี้ แต่คนกลับต้องการใช้บริการให้คำปรึกษาทางกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องล้มละลายและ Refinance หนี้บ้าน
ที่ปรึกษา $175- แหล่งให้คำปรึกษาทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด มี
$800 McKinsey เป็นเจ้าตลาดซึ่งคิดค่าปรึกษาแพงที่สุด ลูกค้ารายใหญ่บางรายยอมควักกระเป๋าให้สูง ถึงอย่างน้อย 10 ล้านดอลลาร์ต่อปี

วิชา พูลวรลักษณ์
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ จำกัด (มหาชน)
“Nothing Sure Sure”
เป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิตผม ซึ่งมาจากคุณพ่อ ผมจำได้และปฏิบัติตามมาโดยตลอด ท่านสอนว่าในชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน อย่าคิด “เผื่อ” ถ้าโอกาสมาต้องมองให้ออกว่านั่นคือโอกาส อย่ารีรอ ให้ตัดสินใจ ไม่ปล่อยให้ไหลผ่านไปเหมือนฝนตก แล้วจะกลับมาเสียใจ เสียดายทีหลังก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนการซื้อที่ดิน ถ้าเห็นว่าโลเกชั่นดี มีอนาคต ก็ซื้อเลย อย่าคิดว่ารอไปก่อน เพราะถ้าคิดอย่างนั้น เท่ากับปิดโอกาสตัวเอง คนอื่นก็คว้าไป

บุญฤทธิ์ มหามนตรี
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด
"ใหญ่แค่ไหนถ้าไม่มีคุรธรรมก็ล้มได้"
ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานทำให้บุญฤทธิ์ หัวเรือใหญ่ไลอ้อน กลั่นกรอง Best Advice ที่นำมาใช้เป็นหัวใจในการทำธุรกิจได้ว่า “ใหญ่แค่ไหนถ้าไม่มีคุณธรรมก็ล้มได้” ต่อให้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่าได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมหรือไม่ วิกฤตเศรษฐกิจโลกก็มีบริษัทที่เป็น Big Firm ล่มสลายไป ส่วนหนึ่งก็ละเลยสังคม ดำเนินธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ดังนั้น การทำธุรกิจจะให้ประสบความสำเร็จจะต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรม

ธนา เธียรอัจฉริยะ
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ ดีแทค
“ล้มแล้วต้องลุก”
เป็นช่วงความเปลี่ยนแปลงขององค์กรเมื่อปลายปี 2008 ที่มีซีอีโอใหม่ และท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบาก เป็นปัญหาที่ “ธนา” บอกว่ารุมเร้าให้เขาต้องคิดหลายต่อหลายเรื่อง จังหวะหนึ่ง เขานึกถึงหนังเรื่อง “Rocky ภาคจบ” ที่ตัวเอกของเรื่อง คือ “ซิลเวสเตอร์ สตาร์โลน” สอนลูกว่า “ความเป็นแชมเปี้ยนไม่ได้ดูเมื่อตอนชนะ แต่ดูว่าล้มแล้วจะลุกขึ้นมาได้อย่างไร” เป็นประโยคที่ทำให้ “ธนา” รู้สึกว่าคนที่ล้มแล้วลุกได้ คือคนที่เป็นตัวจริง

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล
รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพีออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น
“Today’s problem is yesterday’s solution”
ผมได้พบประโยคนี้จากหนังสือเล่มหนึ่ง และเมื่ออ่านดูแล้วก็ทำให้ผมเชื่อว่า การดำเนินชีวิตโดยที่ทำให้ทุกวันมีค่าและดีที่สุดนั้น จะทำให้อนาคตของเราดีตามไปด้วย การที่เราแก้ปัญหาแบบส่งๆ ไป หรือทำอะไรแบบขอไปทีนั้น จะทำให้อนาคตลำบากและอาจจะเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นตามมา เพราะฉะนั้นหากคุณแก้ปัญหาทุกเรื่องอย่างตั้งใจ สิ่งที่ดีจะกลับมาหาคุณเอง

กิติกร เพ็ญโรจน์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแฮฟเอกู๊ดดรีม จำกัด
“ต้องกล้า”
ผมได้รับคำแนะนำจาก “ฉัตรชัย ดุริยประณีต” สมาชิกวงเฉลียง เมื่อหลายปีก่อน และหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อต้องมีการตัดสินใจเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง ผมก็ได้นำมาใช้เสมอ คำแนะนำนั้นคือ “คนเราไม่จำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และถ้าคิดว่าก้าวไปแล้วไม่ใช่ ที่สำคัญคือต้องไม่กลัวที่จะถอยออกมาโดยเร็ว”

วรรณี รัตนพล
กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินิชิเอทีฟ จำกัด
“สื่อสารให้ได้ใจความ”
ดิฉันได้รับคำแนะนำจาก “กำธร กมลวารินทิพย์” อดีตประธานกรรมการ บริษัท เอเอส แอนด์ บี ลินตาส (ประเทศไทย) จำกัด ว่า “ต้องใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนั้น พูดหรือสื่อสารให้ได้ใจความให้มากที่สุด” เพราะในอาชีพของมีเดียแพลนเนอร์ในวงการโฆษณาอาจถูกมองว่าสำคัญน้อยกว่าครีเอทีฟ เมื่อเวลาที่เอเยนซี่ให้บริการลูกค้าครบวงจร มีเดียแพลนเนอร์จะพรีเซนต์หลังครีเอทีฟ จึงมักเหลือเวลาในการพรีเซนต์ให้ลูกค้าฟังไม่มาก ดังนั้นต้องพยายามสื่อสารให้ลูกค้าใจให้ได้ แม้จะมีเวลาสั้นก็ตาม เพื่อให้งานของเราขายได้

สมบัษร ถิระสาโรช
ผู้ก่อตั้ง บริษัทตือ จำกัด
“พนักงานคือทรัพย์สินมีค่า”
พ่อแม่สอนว่า “ให้คิดเสมอว่าพนักงานในออฟฟิศเป็น Asset ที่ดีที่สุดของบริษัท” เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เมื่อเราคิดเช่นนั้น จะทำให้เราดูแลพนักงานของเราอย่างดีที่สุด


ที่มา http://goo.gl/VhqoKC

บัญญัติ 10 ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์​ (Warren Buffet​)

บัฟเฟตต์เป็นประธานผู้บริหารของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งก่อตั้งขึ้น 170 ปีแล้วและเคยทำกิจการด้านสิ่งทอเป็นหลักก่อนที่บัฟเฟตต์และหุ้นส่วนจะซื้อกิจการมาดำเนินงานเมื่อปี 2508 บัฟเฟตต์ใช้บริษัทนั้นเป็นทางผ่านการลงทุนในบริษัทอื่นซึ่งทำกิจการหลากหลายอย่างรวมทั้งการประกันภัย หนังสือพิมพ์ ร้านอาหาร ธนาคารและร้านสรรพสินค้า เขาซื้อหลายบริษัทมาควบรวมและซื้อหุ้นของอีกหลายบริษัทเป็นบางส่วน ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เริ่มทรุด Berkshire Hathaway มีทรัพย์สินรวมกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงกว่านักลงทุนทั่วไปอย่างต่อเนื่องจนทำให้ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway เพิ่มขึ้นจาก 4 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็น 75,000 ดอลลาร์ในเวลา 40 ปี

มีผู้พยายามค้นหาปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงอย่างน่ามหัศจรรย์นั้น เมื่อหลายปีก่อนมีหนังสือเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ชื่อ The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life พิมพ์ออกมา แต่กว่าผู้อ่านจะค้นพบปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จก็ต้องอ่านกันนานเพราะหนังสือเล่มนั้นมีความหนาเกือบ 1,000 หน้า ก่อนหน้านั้นมีผู้นำเอาข้อคิดในจดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นในบริษัท Berkshire Hathaway มารวมเป็นหนังสือชื่อ The Essays of Warren Buffett: Lessons for Corporate America ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือทั่วไปและยาว 290 หน้า จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา Michael Brush สรุปแนวคิดของบัฟเฟตต์ออกมาเป็น 10 ข้อเผยแพร่ไปตามสื่อต่าง ๆ ขอนำมาเล่าสู่กันเพราะมันน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ หรือมีเวลาไปเสาะหาหนังสือและต้นฉบับมาอ่านเอง



ข้อ1 – จงเป็นผู้มัธยัสถ์ 

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่มันมีความสำคัญพื้นฐานต่อการคิดของบัฟเฟตต์ ทั้งที่เป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก เขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย เช่น ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อเมื่อปี 2501 ที่เมืองโอมาฮาในรัฐเนแบรสกาซึ่งยังเป็นชนบทเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากต่อเติมบ้าง บ้านหลังนั้นก็ยังเป็นแบบของคนอเมริกันชั้นกลางโดยทั่วไป นอกจากนั้นเวลาเขาไปไหนมาไหนก็ยังขับรถเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ Michael Brush ไม่ได้เอ่ยถึงข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น บัฟเฟตต์ได้ค่าตอบแทนจากบริษัท Berkshire Hathaway เพียงปีละ 100,000 ดอลลาร์ หรือประมาณเดือนละ 290,000 บาทเท่านั้น ต่างกับประธานผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งมักได้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี บัฟเฟตต์ไม่มีรายได้จากเงินปันผลของบริษัท Berkshire Hathaway เพราะบริษัทนั้นจ่ายเงินปันผลครั้งเดียวหลังจากเขาซื้อมาและหยุดจ่ายมาหลายทศวรรษแล้ว ฉะนั้นบริษัท Berkshire Hathaway เก็บผลกำไรไว้สำหรับลงทุนต่อได้จำนวนมาก

ส่วนตัวบัฟเฟตต์เองก็มีเงินเหลือเพื่อนำไปลงทุนต่อเพราะค่าตอบแทนที่ไม่สูงนักก็มักใช้ไม่หมด การไม่ใช้ชีวิตแบบหรูหราฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสสังคมยังผลให้เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคอยจ้องหารายได้จากการขายหุ้นที่มีอยู่ในมือ หรือจากการปันผลกำไรที่บริษัททำได้อย่างต่อเนื่อง เขามีเวลาสำหรับใช้พิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ ยิ่งกว่านั้นเขายังกดดันให้ผู้บริหารของกิจการที่เขาเข้าไปลงทุนกำจัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์และพยายามจำกัดค่าค่าตอบแทนของผู้บริหารส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้สูงยิ่งขึ้น



ข้อ2 – จงยึดหลักช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม 

หรือมีความอดทนเพื่อรอโอกาสทองที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนอย่างหนักของตลาดหลักทรัพย์ ในปัจจุบัน วิกฤติเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์รวมทั้งน้ำมันปิโตรเลียมและแร่ธาตุอาจทำให้หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งตกลงมาอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ฉะนั้น ในช่วงนี้บัฟเฟตต์จะมีโอกาสดีเป็นพิเศษ มีรายงานข่าวออกมาว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้นในหลายบริษัทที่ทำกิจการด้านน้ำมันปิโตรเลียม ด้านการบริการพลังงานไฟฟ้า ด้านธนาคารพาณิชย์และด้านการขนส่งทางรถไฟ 



ข้อ3 – จงเดินทวนกระแส 

บัฟเฟตต์เฝ้ามองว่าฝูงนักลงทุนจะพากันเดินไปทางไหนแล้วเขาจะพยายามเดินไปทางตรงข้ามเนื่องจากทางที่นักลงทุนพากันไปนั้น โอกาสในการทำกำไรได้อย่างงดงามมีน้อยเพราะนักลงทุนพวกนั้นได้ผลักดันราคาของหุ้นให้สูงขึ้นแล้ว ฉะนั้น เมื่อตอนที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเมื่อสองสามปีก่อน

บัฟเฟตต์ไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ในตอนนี้ นักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเทขายยังผลให้ราคาหุ้นโดยทั่วไปตกและหุ้นของบางบริษัทตกมากเป็นพิเศษ ตอนนี้บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก จึงมีข่าวว่าเขาเข้าไปซื้อหุ้นของหลายบริษัท เกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่ Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงแต่มีความสำคัญพื้นฐานก็คือ บัฟเฟตต์ทำการบ้านอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นั่นคือ วิเคราะห์บริษัทต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น



ข้อ4 – จงเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ 

บัฟเฟตต์จะไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เขาไม่เข้าใจว่าผลิตอะไรออกมาและไม่รู้อย่างแจ้งชัดว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้อย่างไร ทั้งที่ในยุคนี้ มหาเศรษฐีจำนวนมากใช้เทคโนโลยีเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเพื่อนซี้ของเขาเอง เช่น บิล เกตส์ ด้วย แต่บัฟเฟตต์หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยี ฉะนั้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอันเป็นตอนที่ราคาหุ้นของภาคเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บัฟเฟตต์จึงไม่เข้าไปซื้อเพราะเขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ และไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำกำไรได้อย่างไร อีกไม่กี่ปีต่อมา ผลปรากฏว่านักลงทุนพากันสูญเงินจำนวนมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก แต่บัฟเฟตต์ทำกำไรได้อย่างงดงามจากการลงทุนในภาคอื่น 



ข้อ5 – จงอย่าฟังนักวิจารณ์หรือการยืนยันของตลาด 

ยุคนี้มีนักวิจารณ์จำนวนมากออกมาวิจารณ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มนี้มีความเห็นสารพัดและมักจะให้การยืนยัน หรือไม่ก็แย้งการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนใหญ่ ๆ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวรายวันของราคาหุ้นยังเป็นเสมือนการยืนยันในระยะสั้นด้วยว่าการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นถูกต้องหรือไม่ บัฟเฟตต์จะไม่ฟังคำวิจารณ์และไม่ต้องการดูราคาหุ้นว่าไปทางไหน เขาจะตัดสินใจบนฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลของเขาเอง



ข้อ6 – จงค้นหาของดีราคาถูกให้พบ 

ในกระบวนการค้นหาหุ้นราคาถูก บัฟเฟตต์เริ่มวิเคราะห์เพื่อค้นหา “มูลค่าภายใน” (intrinsic value) ของบริษัทเป็นขั้นแรก กระบวนการนี้อาจมองดูว่าราคาหุ้นของบริษัทคล้าย ๆ กันเป็นอย่างไร หรือไม่ก็คำนวณค่าปัจจุบันของเงินสดที่บริษัทนั้นน่าจะทำได้ในอนาคต รายละเอียดของวิธีคำนวณอาจหาได้ในหนังสือชื่อ The Warren Buffet Way ของ Robert Hagstrom หรือเรื่อง The Market Gurus ของ John Reese และ Todd Glassman หากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่ามูลค่าภายในมาก ๆ บริษัทนั้นน่าสนใจเพราะมี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” (margin of safety) สูงมาก

บัฟเฟตต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องผลกำไรต่อหุ้น หากสนใจในผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (return on equity) ส่วนต่างระหว่างราคาขายของสินค้ากับต้นทุน และภาระหนี้สินของบริษัท นอกจากนั้นเขายังต้องการเห็นบริษัททำเงินสดได้มาก ๆ แล้วนำไปลงทุนอย่างชาญฉลาด หรือไม่ก็จ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นของตนคืน ในกระบวนการวิเคราะห์นี้ เขาจะมองย้อนไปในอดีตอย่างน้อย 5 ปีเพื่อดูว่าบริษัทมีประวัติการประกอบการอย่างไรในภาวะต่าง ๆ กัน ฉะนั้น เขาจะไม่เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีประวัติดีจนเป็นที่ประจักษ์



ข้อ7 – จงมองหาบริษัทที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือล้อมรอบด้วยคูลึก 

บริษัทจำพวกนี้มักมีประวัติในการทำกำไรได้ดีและมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนเพราะคู่แข่งเกิดขึ้นได้ยากมากอาจเนื่องมาจากอำนาจในการปกป้องของสิทธิบัตรและของเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บริษัทจำพวกนี้สามารถขึ้นราคาสินค้าและบริการได้โดยไม่กระทบยอดขายและมักไม่ได้รับผลกระทบมากนักในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฉะนั้นบัฟเฟตต์จึงถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทประกอบการรถไฟเพราะยากที่จะมีใครสามารถสร้างรางขึ้นมาแข่งได้ในทวีปอเมริกาเหนือ และในบริษัทโคคา-โคลาเพราะมีเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางพร้อมกับมีระบบการจัดจำหน่ายที่ลื่นไหลเป็นอย่างดีทั่วโลก



ข้อ8 – จงทุ่มเงินลงไปในบริษัทที่น่าซื้อ 

เรื่องนี้เป็นลักษณะหนึ่งของการเดินย้อนกระแส นักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้การกระจายการลงทุนออกไปในหลายบริษัทเพื่อหวังลดความเสี่ยง แต่บัฟเฟตต์กลับชอบลงทุนแบบกระจุกตัวมากกว่า เมื่อใดเขามองเห็นโอกาสดีเป็นพิเศษ เมื่อนั้นเขาจะทุ่มทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้นทันที เขามองว่าการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการมีความอดทนที่จะรอจนได้ “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” สูงมาก ๆ เป็นมาตรการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉะนั้น ประวัติการลงทุนของเขาบ่งว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากผลตอบแทนสูงมากที่เขาได้จากการทุ่มลงทุนในหุ้นของบริษัทเพียงราวหนึ่งโหลเท่านั้น



ข้อ9 – จงซื้อเพื่อถือไว้หาผลกำไรในระยะยาว 

บัฟเฟตต์มองว่าถ้าได้วิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่าควรลงทุนในบริษัทไหน บริษัทนั้นควรจะให้ผลกำไรดีเป็นเวลานาน ฉะนั้นผู้ที่ทนไม่ไหวที่จะดูราคาหุ้นของตนตกไป 50% อย่าคิดเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วก็เลิกติดตามความเป็นไป ตรงข้าม ผู้ถือหุ้นจะต้องติดตามและวิเคราะห์เหตุการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด เมื่อใดเห็นว่าบริษัทนั้นหมดโอกาสที่จะทำกำไรดีต่อไป หรือกำลังเดินเข้าภาวะยากลำบากเป็นเวลานาน เมื่อนั้นจงรีบขายออกไปทันที ด้วยหลักข้อนี้ บัฟเฟตต์จึงขายหุ้นจำนวนมากในบริษัทรับจำนองบ้านขนาดยักษ์ที่รู้จักกันในนาม Fannie Mae กับ Freddie Mac ก่อนที่สองบริษัทนั้นจะประสบปัญหาจนถูกรัฐเข้าไปยึดเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่ง Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงคือ บัฟเฟตต์มองว่าการซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ รังแต่จะเป็นเหยื่อให้แก่ผู้ที่ไม่ค่อยมีบทบาทพื้นฐานทางเศรษฐกิจนัก เช่น นายหน้าค้าหุ้น ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้บริหารกองทุน เขาประเมินว่าคนเหล่านั้นหักเอาผลกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปราวปีละราว 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 20% ของผลกำไรทั้งหมดซึ่งมีผลกระทบทางลบต่อผลประกอบการของบริษัท



ข้อ10 – จงเชื่อมั่นในอเมริกา 

บัฟเฟตต์จะไม่มองว่าใครเข้ามาเป็นประธานาธิบดี หรือในขณะนี้วัฏจักรของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน หากมองว่าในระยะยาวบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจะกลับมาทำกำไรได้ดีอีกครั้งแม้ในขณะนี้ดูจะมีปัญหาบ้างก็ตาม ฉะนั้นในปัจจุบัน บัฟเฟตต์จึงนำเงินจากส่วนที่ซื้อพันธบัตรไว้ออกมาใส่ลงในหุ้นของบริษัทที่เขามองว่ามีโอกาสทำกำไรได้ดีในระยะยาว

28 ธันวาคม 2558

24 เคล็ดลับของปู่บัฟเฟต์ในตลาดหุ้น

1. เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน
บัฟเฟตต์ แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ควรคำนึงถึง … ความเรียบง่าย ชัดเจน
อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”
จำไว้ว่า ความยากไม่มีในการลงทุน
มองหาบริษัทที่มีประวัติยาวนาน และสามารถคาดเดาอนาคตของธุรกิจได้
ถ้าคุณไม่เข้าใจธุรกิจ … ก็อย่าซื้อหุ้น

2. ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง
อย่าเชื่อโบรกเกอร์ นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ …จงเชื่อตัวคุณเอง
เมื่อคุณพบที่ปรึกษาทางการลงทุนหรือนักลงทุนมืออาชีพ
จงถามว่า “พวกคุณจะได้อะไรจากผม ???”
ถ้าคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณก็ควรจะเดินหนีไปซะ
การลงทุนแบบเน้นคุณค่าพิสูจน์แล้วว่า จะสร้างผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาว

3. จงมีสติ
บัฟเฟตต์แนะนำว่า ปล่อยให้คนอื่น ๆ ตื่นตระหนกไปกับตลาดแล้ว
เมื่อมันสงบ … คุณจะได้ประโยชน์จากมัน
อย่าคิดจะเป็นเจ้าของหุ้น ...
ถ้ามันจะทำให้คุณตื่นตระหนก และขายหุ้นของคุณเมื่อราคาตกลง 50%
นอกจากนั้น บัฟเฟตต์ยังมีข้อแนะนำเมื่อ ... หุ้นตก
คำแนะนำ 3 ข้อ ในยามที่ ... ตลาดหุ้นตก คือ
ข้อที่ 1 เกาะติดอยู่กับบริษัทที่ดี
ข้อที่ 2 รู้จักตัวเอง
ข้อที่ 3 อย่าตัดสินใจลงทุน เพราะมีคนอื่นมากระซิบหุ้นเด็ด

4. จงอดทน
บัฟเฟตต์แนะนำให้คิดถึงระยะเวลาเป็น 10 ปี แทนที่จะเป็น 10 นาที
ถ้าคุณไม่สามารถจะถือหุ้นได้เป็นทศวรรษ … ก็อย่าซื้อหุ้นตั้งแต่แรก
อย่าหมกมุ่นอยู่กับราคาหุ้น
จงศึกษาพื้นฐานของธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร อนาคตของบริษัท และอื่น ๆ
เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจ

5. ซื้อธุรกิจไม่ใช่แค่ซื้อหุ้น
ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีแล้ว ปล่อยให้คนอื่น ๆ กังวลเรื่องตลาดหุ้นไปเถิด
ผลประกอบการของธุรกิจ คือ กุญแจสำคัญของการเลือกซื้อหุ้น
ให้ศึกษาผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทที่อยู่ในรายการหุ้นที่คุณสนใจ
จงมองหาความแน่นอนในตลาดที่ไม่แน่นอน ธุรกิจจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวเท่านั้น

6. จงมองหาบริษัทที่มี… แฟรนไชส์
ธุรกิจบางประเภทนี้ จะเป็นเสมือนธุรกิจที่มีกำแพง และคูเมืองล้อมรอบอยู่ ซึ่งสามารถป้องกันศัตรูได้
ธรกิจที่เป็นแฟรนไชส์ ... ต้องขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่
1.) จำเป็นหรือตอบสนองความต้องการ
2.) ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป
3.) เป็นผู้นำตลาด และไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4.) สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ

7. ซื้อหุ้นโลเทค ไม่ใช่ … หุ้นไฮเทค
เขาจะหลีกเลี่ยงบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และลงุทนในธุรกิจ “คลื่นลูกเก่า”
บริษัทใช้เวลาเป็นทศวรรษ เพื่อที่จะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่
ในโลกของบัฟเฟตต์ การประสบความสำเร็จในการลงทุน
มักจะเกี่ยวกับเครื่องของ อิฐ พรม สี และลูกอม (ซีส์ แคนดี้)
และไม่ควรถูกยั่วยุด้วยความอยากรวยเร็ว หรือไปสนใจบริษัทที่ไม่สามารถที่จะคาดเดาอนาคตได้

8. จงหลีกเลี่ยงการลงทุนในแบบที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “เรือของโนอาร์”
คือ ซื้อโน่นนิดนี่หน่อย จะดีกว่าถ้าลงทุนมาก ๆ ในหุ้นน้อยตัว
เมื่อคุณมั่นใจว่า ธุรกิจนั้นมีความเข้มแข็ง
จงมั่นใจ และอย่าลังเลที่จะซื้อหุ้นเพียงไม่กี่ตัว …ในจำนวนที่มากๆ
แทนที่จะซื้อหุ้น … 15-20 บริษัทที่พอใช้ได้

9. ฝึกที่จะอยู่นิ่ง
สัญญาณของความสำเร็จในการลงทุน คือ
ความสามารถที่จะปล่อยวางให้เวลาผ่านไปโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว
อย่าซื้อขาย เพราะเห็นแก่กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ
การซื้อขายมาก ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล
ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

10. อย่ามอง … ราคาหุ้น
ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตัววิ่ง แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา
ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า หลีกเลี่ยงจากตัววิ่ง และละเว้นจากการดูราคาหุ้นทุก ๆ วัน
วอเร็น บัฟเฟตต์ ไม่เคยรู้ว่า บริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ของเขาซื้อขายกันที่ราคาเท่าไร ?
ไม่ว่าจะเป็นวานนี้ วันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ แต่เขาสนใจว่าจะซื้อขายกันที่ราคาเท่าใดในทศวรรษหน้า
เพราะนั่นคือการวัดศักยภาพ และมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

11. มองตลาดหุ้นขาลง ให้เป็นโอกาส
ตลาดหุ้นขาลงไม่ได้ฆ่าใคร แต่กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้น
ถ้าผู้คนเริ่มวิ่งหนีออกจากหุ้นดี ๆ จงเตรียมพร้อมที่จะลุยไปกับหุ้น
จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลัง “ลดราคา” นั่นหมายถึง พื้นฐาน และคุณภาพของทีมบริหาร
“นักลงทุนจะไม่ขาดทุน เมื่อตลาดปรับตัวลง จะมีก็เพียงนักเก็งกำไรเท่านั้นที่จะขาดทุน”

12. อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา
บัฟเฟตต์ชอบเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนของเขากับเรื่องของเบสบอล
เขาเปรียบนักลงทุนว่าเหมือนกับผู้เล่นที่ถือไม้
และพร้อมที่จะตีลูกทุกลูก…ที่ถูกขว้างเข้ามาหา
ในขณะที่ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องขว้างลูกมาให้ …. นักลงทุนตีอยู่ตลอดเวลา
เขาแนะนำว่า “อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา”
จงอดทนแล้วปล่อยให้ลูกบอลที่ตียาก ๆ ถูกขว้างผ่านไป
ให้รอเฉพาะ … ลูกสวย ๆ ตีง่าย ๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

13. อย่าสนใจเรื่องใหญ่ ๆ จงสนใจแต่…เรื่องเล็ก ๆ
เรื่องใหญ่ ๆ อย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจ
เป็นเรื่องภายนอกธุรกิจ อย่าไปใส่ใจกับมัน
จงสนใจแต่เรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

14. บัญญัติ 10 ประการ ในการดูบริษัท
บัฟเฟตต์ จะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ ดูได้ดังนี้
1.) ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเอง ?
2.) ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง ?
3.) ผู้บริหารทุ่มเท เพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้น และใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมหรือไม่ ?
4.) ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืน และไม่ออกหุ้นใหม่ เพื่อที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นมีแต่สูงขึ้น ?
5.) ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วน หรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา?
6.) รายงานประจำปีของบริษัท เปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือไม่?
7.) ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามปกปิดข้อมูลความเป็นจริง?
8.) ประเมินทีมผู้บริหารก่อนที่คุณจะลงทุน
9.) มองหาบริษัทที่เป็นมิตรกับผู้ถือหุ้น
10.) หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีประวัติไม่ดี

15. บัฟเฟตต์ บอกว่า วอลสตรีทเป็นที่ๆ เดียวที่คนซึ่งมาด้วยรถ Rolls-Royces
ฟังคำแนะนำของคนซึ่งเดินทางมาด้วยรถไฟใต้ดิน
อย่าสนใจกราฟ
กุญแจของการลงทุน คือ ... วินัย และความอดทน
ให้ค้นหา … ความแตกต่างระหว่าง มูลค่าของธุรกิจ vs. ราคาของหุ้นในตลาด

16. ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ
อยู่ให้ห่างจากฝูงชนที่แตกตื่น
ถ้าไม่อย่างนั้น ความอลหม่านจะมาเยือนคุณและการลงทุนของคุณ
ทำการบ้านของคุณ
และตัดสินใจเลือกการลงทุนด้วยตัวคุณเอง

17. จงอยู่ในขอบเขตความรอบรู้ของคุณ
จงสร้างโซนของความชำนาญขึ้นมา แล้วอยู่แต่ในโซนนั้น
และอย่าโทษตัวเองถ้าพลาดโอกาสดี ๆ ที่เกิดขึ้นนอกโซนที่คุณสร้างขึ้น
จดรายชื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมที่คุณรู้สึกสบายใจด้วย
อย่าสร้างข้อยกเว้นให้กับขอบเขตความรอบรู้ของคุณ
เล่นเกมของคุณ ไม่ใช่เล่นเกมของคนอื่น

18. อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น
การทำนายราคาหุ้น หรือหุ้นกู้ในระยะสั้น ๆ นั้นไร้ประโยชน์
อย่าให้การพยากรณ์มายุ่งเกี่ยวกับ ... การตัดสินใจการลงทุนของคุณ
เอาเวลาไปใช้กับการวิเคราะห์ประวัติผลการดำเนินงานของบริษัทดีกว่า
พัฒนากลยุทธ์การลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาภาพรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

19. รู้จักกับ “นายตลาด” และ “ราคาถูกที่ปลอดภัย (Margin of Safety)”
เมื่อเกิดความสับสน จงนึกถึงแนวความคิดของ เบน เกรแฮม
ในเรื่อง “นายตลาด” และให้มองหา “Margin of Safety”
รอจนกว่าเวลาของคุณจะมาถึง คอยจนกว่านายตลาดจะหดหู่
และทำให้ราคาของหุ้นลดลงมากพอ
ที่จะสร้างโอกาสในการซื้อหุ้นในราคาที่ถูกจนปลอดภัย ... ในปริมาณที่เหมาะสม

20. จงตื่นกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังตื่นกลัว
คุณสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่า ... ใครจะโลภ ตื่นกลัว หรือโง่เขลา
คุณแค่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไร หรือกำลังเป็นอะไรอยู่เท่านั้น
ซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขาย ... และ …ขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้อ
จงเตรียมพร้อมที่จะลงทุนอย่างรวดเร็ว เมื่อโอกาสนั้นมาถึง

21. อ่าน อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี
บัฟเฟตต์ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวันในการอ่านหนังสือ
และใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการคุยโทรศัพท์ ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการ “คิด”
อุตสาหกรรมการลงทุน นั้นไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ
การที่จะลงทุนนั้นต้องสะสมความรู้
และยังมีสิ่งที่คุณไม่รู้อีกมากมาย ซึ่งพร้อมที่จะให้คุณค้นพบ

22. ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่
คนทั่ว ๆไปมี “เครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า”
แต่สามารถใช้ได้เพียง 100 แรงม้าเท่านั้น
ใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า
ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ มาก

23. อย่าทำพลาด จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น
ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมัน
จงระวังคำสัญญาที่พร่ำบอกเกี่ยวกับการรวยเร็ว และผลตอบแทนที่สูงลิ่ว
ซึ่งมันมักจะมาควบคู่กับความเสี่ยงก้อนโตเสมอ
จงกระตือรือร้นที่จะตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง
และอย่าสละอำนาจการควบคุมพอร์ตการลงทุนของคุณไปให้คนอื่น
จับตาดูต้นทุนอยู่เสมอ
“จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น
มันเป็นสิ่งที่ไร้สาระ….ที่จะทำ ในสิ่งเดียวกับ….ที่คนอื่นเคยทำผิดมาแล้ว”

24. ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้
สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ
มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไป
จงต่อสู้กับเสียงรบกวนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะแห่งความเป็นจริง
ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
จดสิ่งต่าง ๆ ที่คุณทำถูก จดสิ่งต่าง ๆ ที่คุณทำผิด
จงทำวันนี้ให้มาก และทำวันหลังให้น้อยลง
การลงทุน คือ การหลีกเลี่ยงปัญหาทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด
และแก้ปัญหาทางธุรกิจให้น้อยที่สุด
มันเกี่ยวกับการหาและกระโดดข้าม “รั้วที่สูงแค่ 1 ฟุต”
ไม่ใช่การพัฒนาความสามารถพิเศษเพื่อที่จะกระโดดข้ามรั้วที่สูง 7 ฟุต

ขอบคุณข้อมูลจากบล็อกของ ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร


22 ธันวาคม 2558

เศรษฐี สอนเรื่อง connection

เศรษฐีคนหนึ่ง สอนเรื่อง connection เมื่อนานๆมาแล้ว...

เรียกแบบธุรกิจหน่อยหลายๆคนเรียกว่า connection
แต่อาจารย์เห็นว่ามันตื้นเขินไปสำหรับคำว่าทุนสังคม
"ยังไงเหรอครับอาจารย์ ผมไม่เข้าใจ"

จะกล่าวให้ครบถ้วน ทุนสังคมมีทั้งหมด4ระดับ
ชั้นล่างสุด คือสังคมแบบ take&take หรือสังคมแบบ"กูจะเอา" สังคมแบบนี้ติดลบ เพราะต่างคนต่างคิดจะรับอย่างเดียว สังคมแบบนี้จึงอยู่ได้ไม่นานก็ล่มสลา

สูงขึ้นมาหน่อย คือสังคมแบบ give&take สังคมแบบ"ให้ต่างตอบแทน" ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี้คือการสร้างconnection
สังคมแบบนี้มีทุนเสมอตัว ยากที่จะก้าวหน้า เพราะผู้ให้หวังสิ่งตอบแทนรูปใดหนึ่งๆกลับมาเสมอ

สังคมแบบที่สาม "give&give" สังคมที่มีแต่ให้ เป็นทุนสังคมเชิงบวกที่ก่อให้เกิดประโยชน์
แต่ยังไม่ดีที่สุด
"ยังมีกว่านี้อีกเหรอครับ"

ทุนสังคมแบบที่สูงที่สุดเรียกว่า "give&forget"
เป็นสังคมที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด มีคนเพียง3%บนโลกที่รู้ถึงคุณค่าของทุนสังคมแบบนี้
"ยังมีสังคมแบบนี้อยู่จริงๆเหรอครับ"
"มีสิ คนในรูปที่มีทุกบ้านอย่างไงล่ะ ตัวอย่าง give&forget"

มหาเศรษฐียิ้มเล็กๆที่มุมปาก



ที่มา:  forward email

06 ธันวาคม 2558

เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์บุกพระอารามหลวง...วัดยานนาวา

เมื่อสองเดือนก่อน ผมได้เขียนถึงเรื่องวัดยานนาวาซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีว่ามีแนวคิดที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ มาวันนี้ (27 พ.ย. 58) ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ไม่เชื่อก็ดูรูปซึ่งถ่ายจากที่ติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารที่พักแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรม ระบบแผงโซลาร์นี้หากมองจากลานวัดจะไม่เห็นเลย ดังนั้น จึงไม่บดบังทัศนียภาพอันสวยงามของวัดแต่อย่างใด 




พระพรหมวชิรญาณเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้แสดงความรู้สึกกับท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ (จากโรงเรียนศรีแสงธรรม) ผู้ออกแบบและประสานงานการติดตั้งว่า“อาตมาคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2518 เมื่อครั้งไปประชุมสมัชชาคณะสงฆ์ไทย ที่สหรัฐอเมริกา แต่ตอนนั้นราคามันแพงมาก ในวันนี้ความฝันของอาตมาเป็นจริงแล้ว”

ระบบที่ติดตั้งครั้งนี้มีขนาด 27 กิโลวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ 250 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 1.4 ล้านบาท แผงโซลาร์ยี่ห้อดังแต่เป็นของมือสอง สำหรับอินเวอเตอร์ท่านเจ้าอาวาสเลือกใช้ยี่ห้อดัง (ราคาแพงจำนวน 3 ตัวๆ ละ 108,000 บาท, 3 เฟส) อุปกรณ์ดังกล่าวผ่านการรับรองคุณภาพจากการไฟฟ้าฯ เรียบร้อยครับ เฉลี่ยต้นทุนอยู่ที่ 51,852 บาทต่อกิโลวัตต์

ตามข้อมูลที่รับทราบมา คาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 1,492 หน่วยต่อหนึ่งกิโลวัตต์ ดังนั้นคาดว่าโครงการนี้จะผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 3,357 หน่วย หรือวันละ 112 หน่วย แต่จากการทดลองระบบเมื่อวันที่ 27 ซึ่งเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส พบว่าผลิตได้จริงเพียง 103 หน่วย (ต่ำกว่าเกณฑ์ 9 หน่วย แต่สูงกว่าตัวเลขของทางราชการคือ 100 หน่วย) อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ คาดว่าจะได้มากกว่านี้ เพราะขณะที่ทดสอบพบว่ามีชุดหนึ่งให้ไฟฟ้าได้น้อยกว่าอีก 2 ชุดอย่างชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะว่าการเชื่อมต่อยังไม่สนิทดีพอ ทำให้ไฟฟ้าไหลไม่ดี กำลังตรวจสอบและแก้ไขกันอยู่ครับ

เล่ามาถึงตอนนี้ ผมว่ามีประเด็นที่ควรทำความเข้าใจ 4 ประเด็น คือ (1) จะคุ้มทุนภายในกี่ปี (2) การทำงานของระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นอย่างไร (3) อุปสรรคในประเทศไทย (4) จะขยายผลในวงกว้างได้อย่างไร


หนึ่ง จะคุ้มทุนภายในกี่ปี

โดยปกติวัดยานนาวาเสียค่าไฟฟ้าเดือนละเกือบ 4 แสนบาท เนื่องจากวัดเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ค่าไฟฟ้าจึงถูกกว่าบ้านอยู่อาศัย ผมลองใช้โปรแกรมคำนวณค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงพบว่า โดยเฉลี่ยวัดนี้จ่ายค่าไฟฟ้า (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หน่วยละ 3.68 บาท ในขณะที่บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเดือนละ 1,000 หน่วยจะเสียค่าไฟฟ้าและภาษีเฉลี่ยหน่วยละ 4.50 บาท (ซึ่งถูกที่สุดในรอบ 3-4 ปี คือค่าเอฟทีติดลบ)

โครงการดังกล่าวของวัดยานนาวา หากผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 3,357 หน่วย ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 12,354 บาท ดังนั้น จึงต้องใช้เวลา 113 เดือน หรือประมาณ 9 ปีครึ่งจึงจะคุ้มทุน ทั้งนี้อยู่บนสมมติฐานว่า ค่าไฟฟ้าคงที่ตลอดไป ไม่คิดดอกเบี้ย และอุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีอะไรเสียหายเลย

อนึ่ง อายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 25 ปี แต่อายุการใช้งานของอินเวอเตอร์ประมาณ 7-10 ปี ดังนั้น กรณีนี้หรือ “วัดยานนาวาโมเดล” คงจะช่วยให้เรามีความชัดเจนมากขึ้นในการตัดสินใจ

คราวนี้ลองสมมติว่า เราติดโซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์ (ไฟ 1 เฟส บนหลังคาบ้าน) ลงทุน 150,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 373 หน่วย ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 1,556 บาท ดังนั้น ต้องใช้เวลา 96 เดือน หรือ 8 ปีจึงจะคุ้มทุน ที่เหลือประมาณ 14 ปีเป็นการใช้ไฟฟ้าฟรีครับ (เผื่อค่าการเปลี่ยนอินเวอเตอร์แล้ว)

หมายเหตุ การคิดคำนวณดังกล่าวไม่ได้รบกวนหรือต้องการให้รัฐบาลชดเชยหรือลดภาษีใดๆ เลย นั่นหมายความว่า กิจการโซลาร์เซลล์สามารถยืนแลกหมัดกับกิจการไฟฟ้าหลักได้เลย แต่อย่าเพิ่งดีใจไป ปัญหาอื่นยังมีอีกเยอะ ค่อยๆ อ่านต่อไปครับ


สอง การทำงานของระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นอย่างไร

ผมมีแผนผังแสดงการทำงานของระบบการผลิตไฟฟ้ามาให้ดูด้วย กรุณาอ่านและดูรูปประกอบอย่างช้าๆ ครับ



ไฟฟ้าที่เราผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาจะต้องใช้แสงแดดเป็นตัวผลิต ไม่มีแสงแดดก็ผลิตไม่ได้ ไฟฟ้าที่ได้จะเป็นกระแสตรง แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านส่วนใหญ่เป็นกระแสสลับ ดังนั้นจึงต้องมีตัวแปลงไฟฟ้าให้เป็นกระแสสลับ คือ อินเวอเตอร์ จบปัญหาไปหนึ่งอย่างนะครับ

แต่ยังมีปัญหาที่สองอีก คือ ในเวลากลางวันซึ่งมีแดดผลิตไฟฟ้าได้ แต่คนในบ้านไม่อยู่บ้าน จึงไม่มีการใช้ไฟฟ้า ครั้นเวลาคนกลับเข้าบ้านในตอนค่ำ ดวงอาทิตย์ก็กลับบ้านเขาเหมือนกัน คนจึงไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วจะทำอย่างไรกันดี

ไฟฟ้ามีคุณสมบัติเป็นพลังงานและเหมือนกับสสารทั่วๆ ไป คือต้องการที่อยู่ หรือที่ให้มันได้ทำงานออกแรงขับเคลื่อนสิ่งอื่น ซึ่งเป็นไปตามหลักฟิสิกส์พื้นฐาน ครั้นจะมีที่เก็บไฟฟ้าคือแบตเตอร์รี่ก็ไม่คุ้ม เพราะนอกจากจะแพงและเปลี่ยนบ่อยแล้วยังมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วยซึ่งมนุษย์ยุคนี้ไม่ควรทำเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการเชื่อมต่อไฟฟ้าที่เราผลิตได้บนหลังคากับไฟฟ้าที่มาจากสายส่ง (กรุณาดูรูป) ปัญหาที่สองก็จบไปในทันใด เพราะว่าสายส่งของการไฟฟ้าฯ จะทำหน้าที่เป็นแบตเตอร์รี่เสียเอง คือไฟฟ้าที่เราผลิตได้ในตอนกลางวัน (แต่ไม่ได้ใช้)จะไหลเข้าสู่สายส่งไปให้บ้านที่อยู่ใกล้ๆ ใช้ หรือจะเรียกว่าเราเอาไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปฝากไว้ในสายส่ง ในตอนค่ำเราก็เอากลับมาใช้เอง

ทุกครั้งที่ไฟฟ้าไหลออกจากบ้านไปสู่สายส่ง มิเตอร์ไฟฟ้าก็จะหมุนถอยหลัง (ในกรณีที่เป็นจานหมุน) และทุกครั้งที่ไฟฟ้าไหลจากสายส่งไหลเข้าสู่บ้าน (ซึ่งเป็นระบบที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้หากไม่มีการติดโซลาร์เซลล์) มิเตอร์ก็จะหมุนเดินหน้า ตัวเลขก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเช่นนี้ทุกวัน เมื่อถึงเวลาจดบันทึกการใช้ไฟฟ้า (เดือนละครั้ง) ตัวเลขสุทธิเป็นเท่าใด ก็จ่ายค่าไฟฟ้ากันไปตามนั้น ระบบที่ว่านี้เรียกว่าระบบ Net Metering ซึ่งนับถึงกลางปี 2014 ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการออกกฎหมายรับรองแล้วถึง 44 รัฐใน 50 รัฐ ส่งผลให้บ้านพักอาศัยมีการติดโซลาร์เซลล์กันมากขึ้น กล่าวคือค่าเฉลี่ยในปี 2014 ทุก 2 นาทีจะมีผู้ติดโซลาร์เซลล์ขนาด 4.5 กิโลวัตต์เพิ่มขึ้น 1 หลัง ในขณะที่เมื่อปีก่อน มีค่าเฉลี่ยนานกว่าคือ 3 นาที

อาจมีผู้สงสัยว่า ระบบดังกล่าวทำงานโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบคืออัตโนมัติ ไฟฟ้าก็เหมือนกับน้ำคือไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ไฟฟ้าก็จะไหลจากที่ซึ่งมีศักดาไฟฟ้า (Voltage) สูงไปสู่ศักดาต่ำ ไฟฟ้าที่เราผลิตเองมีศักดา 240 โวลต์ ในขณะที่ไฟฟ้าจากสายส่ง กว่าจะเข้าบ้านเราศักดาไฟฟ้าประมาณ 220 โวลต์หรือต่ำกว่า

ในกรณีของวัดยานนาวา ไฟฟ้าที่ผลิตได้มีประมาณ 3% ของไฟฟ้าจากสายส่ง ซึ่งถือว่าน้อยมาก ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมเชื่อว่า ไฟฟ้าที่ทางวัดผลิตได้จะถูกนำมาใช้ก่อนจนหมดในตอนกลางวันนั่นแหละ คงไม่เหลือให้ต้องไปฝากไว้ในระบบสายส่ง (หรือไม่ทำให้จานหมุนถอยหลัง ดังที่ได้อธิบายแล้ว) ไฟฟ้าส่วนที่ไม่พอใช้ก็จะเป็นไฟฟ้าจากระบบสายส่งโดยอัตโนมัติ



สาม อุปสรรคในประเทศไทย

แม้สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ผ่านมติอย่างท่วมท้นให้ใช้ระบบ Net Metering ตามโครงการ “โซลาร์รูฟเสรี” โดยให้มีการชดเชยราคาเพื่อให้เกิดแรงจูงใจพอสมควรแก่ผู้ติดตั้ง แต่ทางรัฐบาลก็ไม่ยอมนำไปปฏิบัติ สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อต้นเดือนมกราคม 2558 มาถึงวันนี้ ต้นทุนต่างๆ ได้ลดลงไปอีก จากการศึกษาของผมเอง ผมมั่นใจว่า แม้ไม่มีการชดเชยราคา และไม่มีการลดหย่อนทางภาษีเลย เจ้าของบ้านก็ยังมีแรงจูงใจพอที่จะติดตั้ง

ผมอยากจะสรุปปัญหาที่เกิดจากภาครัฐในเรื่องนี้ ดังนี้ครับ

1. ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ได้เปิดโควตาให้ติดตั้งบนหลังคาได้ โดยมีการรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่าค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน แต่มีการจำกัดจำนวน (ซึ่งมีจำนวนน้อย คือ 100 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ) นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน จนคนไม่อยากขอใช้บริการ ที่หนักกว่านี้ก็คือ เขารับซื้อแค่ปีละแค่ 1,300 หน่วยต่อหนึ่งกิโลวัตต์ แต่เราผลิตได้ถึง 1,492 หน่วย ที่เหลือเขาก็รับไปฟรีๆ กำไรของผู้ลงทุนก็ปริ่มๆ น้ำอยู่แล้ว จึงเป็นการบั่นทอนความอยากลงไปอีก

2. ในกรณีที่ไม่ประสงค์จะขายไฟฟ้า (เช่น กรณีวัดยานนาวา) ต้องยื่นแบบฟอร์มเพื่อแจ้งให้ กกพ.ทราบพร้อมมีคำรับรองจากวิศวกรไฟฟ้าและวิศวกรโยธาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทางเรื่องไฟฟ้าและความแข็งแรงของอาคาร (ซึ่งเป็นบ้านเราเอง เราย่อมรู้ดี) เมื่อผ่านการตรวจอย่างถูกต้องแล้วต้องยื่นต่อการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าภูมิภาค เพื่อตรวจสอบคุณภาพของอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (ประเด็นนี้มีเหตุผล) เวลาที่ใช้ดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์

ปัญหาของผู้ไม่ประสงค์จะขายไฟฟ้าคือ มีความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับมิเตอร์วัดไฟฟ้า บางรายพบว่า ทางการไฟฟ้าฯ ได้เปลี่ยนมิเตอร์จากแบบจานหมุนไปเป็นแบบดิจิตอล คือไฟฟ้าที่เราผลิตได้จะไหลไปอยู่ในสายส่งได้ แต่มิเตอร์ไม่สามารถลดตัวเลขมาได้

นั่นหมายความว่า ไฟฟ้าที่เราผลิตได้ถูกปล่อยไปขายให้เพื่อนบ้านข้างเคียงใช้ได้ แต่เจ้าของบ้านที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้รับเงิน การไฟฟ้าฯ ได้รับเงินไปแทน มันเป็นธรรมไหมครับ?

ถ้าบ้านหลังใดปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างถูกต้อง ตามที่ได้กล่าวแล้วในข้อ (2) เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์ โดยที่บ้านหลังนี้ใช้ไฟฟ้าเดือนละ 400 หน่วย (หรือเดือนละ 1,679 บาท หน่วยละ 4.20 บาท) แต่ถ้าโชคร้ายถูกเปลี่ยนมิเตอร์เป็นระบบดิจิตอล แม้จะผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 373 หน่วย ถ้าใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันๆ ละ 4 หน่วย (เดือนละ 120 หน่วย) ต้องใช้เวลาถึง 25 ปีจึงจะคุ้มทุน ซึ่งถ้าคิดให้ละเอียดก็ไม่มีทางที่จะคุ้มทุนได้เลย

หนทางที่จะคุ้มทุนคือต้องติดให้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนที่ใช้ แบบเดียวกับกรณีวัดยานนาวา จึงนับว่าน่าเสียโอกาสที่ประชาชนจะสามารถพึ่งตนเองด้านไฟฟ้า(ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง) และจะช่วยกันลดปัญหาโลกร้อนได้ เพราะนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐเท่านั้นเอง

ข้ออ้างของทาง กกพ.มี 2 ข้อ คือ (1) สายส่งเต็ม เรื่องนี้เป็นการหลอกลวงครับ เพราะประเทศเยอรมนีเขาจะให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขายไฟฟ้าได้ก่อน โดยไม่จำกัดจำนวน พวกถ่านหินขายทีหลัง แต่บ้านเราทำสลับกัน ให้ของสกปรกและรายใหญ่ไปก่อน (2) เกรงว่าจะเกินความสามารถของหม้อแปลงไฟฟ้า เรื่องนี้บริษัทผู้ผลิตได้เผื่อไว้แล้ว 20% ดังนั้น ถ้าไฟฟ้าจากหลังคาของชุมชนเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20% หม้อแปลงนี้ก็ไม่มีปัญหา ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเกิน 20% และถ้าเกินจริงก็เปลี่ยนซิ


สี่ จะขยายผลในวงกว้างได้อย่างไร

เท่าที่ท่านพระครูวิมลปัญญาคุณได้เล่าให้ผมฟัง ทำให้ทราบว่า ทางเถรสมาคมซึ่งพระพรหมวชิรญาณเป็นกรรมการอยู่ ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก และทราบว่าพระอารามหลวงชั้นโทและชั้นเอกอย่างน้อย 2 วัดได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มีอะไรคืบหน้าผมจะนำมาเล่าครับ

ผมสมมติว่ามีวัดจำนวน 1 พันวัดติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเท่ากับวัดยานนาวา ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้ารวมกันได้ปีละเกือบ 150 ล้านบาท

ระหว่างที่คุยกับท่านพระครูฯ ท่านเล่าว่าเทียนพรรษาของบางวัดเพียง 1 แท่งที่มีการแกะสลักอย่างสวยงาม มีราคาแท่งละกว่า 1 แสนบาท แล้วก็ไม่ได้ใช้งานเลย ถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นโซลาร์เซลล์ก็จะดีมากเลย

ขณะนี้ ถือว่าวัดเป็นผู้นำทางปัญญาในด้านนี้ ผมไม่อยากพูดถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยที่มีมาก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาขาดความสนใจ ทั้งๆ ที่มีปัญญาล้นฟ้า


สรุป

ตามที่ผมได้เคยนำเสนอมาแล้วว่า เราควรเอาตัวอย่างดีๆ ของต่างประเทศมาให้คนไทยทราบ วันนี้ผมขอนำเรื่องราวดีๆ ในประเทศอินเดียมาเป็นการสรุปใน 2 ประเด็นคือ (1) ถ่านหินมีราคาแพงขึ้นจนบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าไม่สามารถผลิตจากถ่านหินในราคาที่เคยประมูลไว้ จึงต้องขายเหมืองถ่านหินไป และ (2) รัฐบาลอินเดียกำลังเพิ่มการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก บริษัทที่ขายเหมืองถ่านหินทิ้งๆ ไป จึงหันมาลงทุนในโซลาร์เซลล์แทน ในราคาที่ถูกกว่าในประเทศไทยด้วยซ้ำ รายละเอียดสั้นๆอยู่ในสไลด์ครับ บ้านนี้เมืองนี้ต้องเหนื่อยกันมากกว่าปกติ สิ่งดีๆ จึงจะเกิดได้ ขอบคุณครับ





ที่มา http://goo.gl/e3Ghnq

“อีกไม่เกิน 15 ปีระบบผลิตไฟฟ้าและการขนส่งในปัจจุบันจะเจ๊ง” นักวิชาการ U. Stanford

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบสาระโดยย่อของบทความนี้ก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรจะอ่านต่อไปหรือไม่ ผมขอนำเสนอด้วยแผ่นสไลด์เพื่อเป็นบทสรุปด้วยปกหนังสือเล่มหนึ่ง ดังภาพครับ 




ผมเองยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ผมได้ฟังการบรรยายของผู้เขียน (Tony Seba) ซึ่งได้รับเชิญจากองค์กรต่างๆ จากหลายทวีปมาหลายรอบแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้เขียน และอยากให้สังคมไทยได้ศึกษาและจริงจังกับเรื่องนี้ให้มากๆ

แต่ในขณะที่ชาวโลกกำลังประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องความเป็นความตายและเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชาวโลก แต่ดูเหมือนว่าทางราชการของประเทศไทยเรา รวมทั้งสื่อกระแสหลักไม่ได้ใช้โอกาสนี้เพื่อการเรียนรู้และปรับตัวเองอย่างเอาจริงเอาจังเท่าที่ควรสื่อหลายรายการที่เป็นการพูดคุยถกเถียงแทนที่จะยกเอาเรื่องโลกร้อนมาพูดคุยกันในโอกาสที่สำคัญนี้เพื่อให้เป็นกระแสสังคม แต่กลับนำเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าและสามารถรอเวลาอื่นได้มาพูดกัน สรุปแล้วก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อนนั่นเอง

ผมใช้คำว่า “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ซึ่งพจนานุกรมฉบับหนึ่งให้ความหมายว่า “ภาวะหรือเหตุการณ์ที่อยู่ในระยะต่อกันถือว่าเป็นตอนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพหรือความคิดเป็นต้น เช่น วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่” สิ่งที่ผมหมายถึงก็คือ เป็นจังหวะก้าวสำคัญที่ “วัยรุ่น” หรือ โลก หรือ ประเทศ จะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างถาวร

หลายท่านอาจจะคิดว่า ผลการประชุมครั้งนี้อาจจะไม่มีอะไรต่างกับครั้งก่อนๆ คือไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ครั้งนี้ผมมั่นใจว่าจะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ เพราะถ้าไม่เอาจริงแล้ว ชาวโลกก็จะตายหมู่ด้วยภัยพิบัติและวิกฤตต่างๆ อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็เดินยุทธศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง คือรณรงค์ให้ถอนการลงทุนจากพลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นต้นเหตุของโลกร้อนอย่างได้ผลมากจริงๆ

กลับมาเน้นดูประเทศไทยเราครับ ผมได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอของประเทศไทยไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า “เต็มไปด้วยกลลวงและหละหลวมมาก” กล่าวคือด้านหนึ่งไปนำเสนอแผนที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆ และหลอกลวงชาวโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็กำลังรณรงค์ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่ และขนาดใหญ่มากคือ 2,200 เมกะวัตต์ (ซึ่งถือว่าเป็น Ultra Mage Power Plant) ที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในช่วงใกล้ๆ นี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวบ้านและภาคธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนอย่างไม่เกรงและอายต่อกระแสโลก

ที่สำคัญกว่านั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินได้กลายเป็นสิ่งที่ตกยุคไปแล้ว แต่ทางราชการไทยกำลังจะฝืนสร้างขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า เพียงเพื่อตอบผลประโยชน์ของกลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้นเองโดยจะเป็นภาระกับสังคมไทยในอนาคต คล้ายๆ กับกรณีโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่านที่สร้างเสร็จแล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่ได้

ผมจะลำดับเรื่องเทคโนโลยีและบูรณาการองค์ความรู้ที่ผมได้ศึกษามาก่อนกับเรื่องราวในหนังสือของ Tony Seba เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ



หนึ่ง บทสรุปในหนังสือของ Tony Seba

เขาได้กล่าวถึงเทคโนโลยี 8-10 ชนิดที่เรียกว่าเป็น “Disruptive Technology” ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่พลิกโครงสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรมและสังคมในเวลาอันรวดเร็ว เทคโนโลยีเก่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งผมขอใช้คำว่าเป็น “เทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลก” เทคโนโลยีดังกล่าวได้แก่ โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนต เป็นต้น

รถม้าได้ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ ฟิล์มถ่ายรูปโกดัก ได้ถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิตอล โทรศัพท์บ้านได้ถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเราทั้งหลายต่างก็ทราบดีและยอมรับกันมาแล้ว แต่เมื่อมองไปข้างหน้า คุณ Tony Seba ได้สรุป ดังนี้

1. รถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มเบียดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปี 2017-2018

2. ภายในปี 2030 รถยนต์ใหม่ทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

3. น้ำมันจะตกยุคภายในปี 2030

4. ภายในปี 2030 ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์จะมีราคาที่เขาเรียกว่า “GOD Parity” (ราคาเทียบเท่ากับพระเจ้า) ซึ่งหมายถึง ต่อให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ มีค่าเท่ากับศูนย์ ก็ยังแพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพราะว่าต้นที่เกิดจากสายส่งและการบริการ (Transmission and Distribution)แพงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้บนหลังคา

จากการค้นคว้าของผมเองและเคยเขียนไปแล้วว่า ในปี 2015 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาใน 46 เมืองใหญ่ จาก 50 เมืองใหญ่ ผลตอบแทนจากการติดโซลาร์เซลล์สูงกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นี่แค่ปี 2015 เท่านั้นนะ แล้วในปี 2030 จะเกิดอะไรขึ้นในเมื่อต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงประมาณ 10% ต่อปี

ในประเทศไทยเราเอง ราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาจะถูกไฟฟ้าจากสายส่ง การลงทุนติดโซลาร์เซลล์จะคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี โดยไม่ต้องการช่วยเหลือจากรัฐ ขอเพียงอย่ากีดกันเท่านั้นเป็นพอ



สอง ด้านประสิทธิภาพพลังงานของเทคโนโลยี

เหตุผลสำคัญที่คุณ Seba ใช้ในการศึกษาก็คือประสิทธิภาพพลังงานในรถยนต์ที่เผาไหม้ภายใน พบว่าพลังงานประมาณ 80% ของพลังงานที่ใส่เข้าไปจะกลายไปเป็นความร้อนที่หม้อน้ำ (ซึ่งเราทราบกันดีแล้ว) ที่เหลืออีกประมาณ 20% เท่านั้นที่ทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้ แต่ในกรณีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งใช้มอเตอร์มันจะสลับกันครับ




ในกรณีการผลิตไฟฟ้าก็เช่นเดียว เทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้กันอยู่นั้นได้สูญเปล่าในทันทีถึง 62% ตั้งแต่ต้มน้ำแล้ว (ดูภาพประกอบ) ยังไม่คิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ในขณะที่พืชใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์แสงซึ่งเป็นแบบเดียวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มาตั้งนานแล้ว

มันช่างน่าหัวเราะเยอะเย้ยไหม กับมนุษย์ที่ชอบอ้างว่าตนฉลาดกว่าเผ่าพันธุ์อื่น?



สาม Tony Seba พยากรณ์อย่างไร?

ในการคาดหมายอนาคต นักวิชาการจะใช้ข้อมูลในอดีต แล้วพยากรณ์ไปข้างหน้า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มีข้อมูลมากมายหลายแหล่ง แต่เพื่อให้กระชับผมขอยกข้อมูลจากกรมพลังงานของสหรัฐอเมริกามาอ้างแทน ดังสไลด์ข้างล่างซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดให้ท่านที่ไม่ถนัดต้องปวดหัวเล่น




คุณ Seba ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของราคารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นค่าแบตเตอร์รี่ ดังนั้น เมื่อราคาแบตเตอร์รี่ลดลงในอัตราขนาดนี้ ลองคิดดูว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงขนาดไหน ที่เห็นในกราฟราคาแบตเตอร์รี่ในปี 2014 เท่ากับ $300 ต่อกิโลวัตต์ (รถ 1 คันใช้ประมาณ 40-50 กิโลวัตต์) ในปี 2024 จะเหลือเพียง $100 ต่อกิโลวัตต์เท่านั้น

นอกจากนี้คุณ Seba ยังให้ข้อมูลว่า ในขณะที่รถยนต์ธรรมดาที่ใช้น้ำมันจะมีชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ถึงประมาณ 2 พันชิ้น ซึ่งทำให้สึกหรอและต้องซ่อมบ่อย แต่รถยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนดังกล่าวเพียง 18 ชิ้นเท่านั้น และในระยะทางที่เท่ากันราคาเชื้อเพลิงของรถยนต์ไฟฟ้าก็ถูกกว่าราคาน้ำมันหลายเท่าตัว

ที่สำคัญกว่านั้น ไฟฟ้าที่ใช้ในชาร์จรถยนต์มาจากโซลาร์เซลล์ผลิตเองจากหลังคาบ้าน


สี่ การคาดหมายของอดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย

นอกจากเหตุผลของคุณ Seba แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีมาแล้ว เขาผู้นั้นคือ Ahmed Zaki Yamani ซึ่งเขาอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ถึง 1986

ในช่วงกลุ่มประเทศโอเปกขึ้นราคาน้ำมันในปีเดียวถึง 4 เท่าในปี 2516 เขาก็อยู่ในอำนาจและกล่าวกันว่า เขาคือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกในขณะนั้น เขากล่าวว่าอย่างนี้ครับ

“สามสิบปีจากนี้ไปจะมีน้ำมันเหลือเฟือแต่ไม่มีคนซื้อ 30 ปีจากนี้จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำมัน น้ำมันจะถูกเก็บเอาไว้ใต้ดิน ยุคหินสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนหิน และยุคน้ำมันจะสิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะเราขาดแคลนน้ำมัน (เขาหยุดพูดชั่วขณะพร้อมกับสั่นหัวแล้วพูดต่อไปว่า) ผมเป็นชาวซาอุฯ ผมรู้ว่าเราจะพบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในอนาคต”

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงจาก $140 ลงมาเหลือ $40 เหรียญในปัจจุบัน มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความล้าสมัย ตกยุคของน้ำมันแล้วก็เป็นไปได้

งานเขียนของคุณ Tony Seba ยังมีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายอีกเยอะครับ ผมจะค่อยๆ เขียนถึงในโอกาสต่อไป วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนครับเพราะผมอยู่ในระหว่างการเดินทางในเขตที่หาอินเทอร์เน็ตยาก จึงต้องรีบส่งบทความตามสัญญาใจของผมเองว่าจะเขียนทุกสัปดาห์


ที่มา http://goo.gl/vEenFV

02 ธันวาคม 2558

คิดบวกฉบับ "พิชัย จาวลา" ก้าวรุกอสังหาฯ ที่ไม่หวั่นไหวต่อวิกฤต

แม้ วิกฤตเศรษฐกิจจะฟาดหัว ฟาดหางไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองเชียงใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งยังมีหลายโครงการที่ยังคงขับเคลื่อนไปได้ เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ที่เริ่มปล่อยวางธุรกิจห้างขายผ้า "นิรันดร์" ย่านตลาดวโรรส หันมาเอาจริงเอาจัง ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเต็มตัวมาได้หลายปี

โดย เฉพาะโปรเจ็กต์คอนโดมิเนียม "The Convention" มูลค่า 180 ล้านบาท ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนถึงสนามกีฬา 700 ปี ตอบโจทย์ตลาดได้ ตรงจุด สามารถปิดการขายได้หมดตั้งแต่โครงการเริ่มวางฐานก่อสร้าง

"พิชัย จาวลา" กรรมการบริหาร กลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนี้สำหรับเขาไม่มีผลต่อการลงทุน ตรงข้ามเป็นโอกาสดี ที่จะสามารถซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้ในราคาที่ถูกส่งผลให้ต้น ทุนทำโครงการใดโครงการหนึ่งต่ำลง สามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก และได้กำไรพอประมาณ

เช่น โครงการคอนโดมิเนียม "The Convention" ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ ก็เป็นที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ตั้งแต่ 1-2 ปีก่อน เริ่มลงทุนก่อสร้างราวต้นปี 2551 เป็นอาคารสูง 11 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 79 ยูนิต สามารถปิดการขายได้ ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งจากต้นทุนที่ไม่สูงทำให้สามารถตั้งราคาขายไม่สูงมาก ระดับ 1.5-3.5 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ 100% ที่เข้ามาอยู่แบบถาวร (long stay) เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกัน ออสเตรเลีย และอังกฤษ

ขณะ เดียวกันกลางปีที่ผ่านมายังได้ลงทุนทำโครงการคอนโดมิเนียมชื่อ "Mountain Front" บนถนนเส้นคลองชลประทาน มูลค่า 260 ล้านบาท จำนวน 79 ห้อง ขณะนี้ก่อสร้าง 50% มียอดขาย 50% ราคา 1.5-6 ล้านบาท และมีอีกโครงการที่เตรียมลงทุนปลายปีเป็นคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก พื้นที่ใช้สอย 48 ตารางเมตร สูง 7 ชั้น จำนวน 45 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ตั้งราคาขายไว้ที่ 1.5-2 ล้านบาท

"ผมคิดว่าตลาดคอนโดฯ ในเชียงใหม่ยังมีทิศทางที่ดี ถ้าของดีราคาไม่แพงไปได้อยู่ และอีกเหตุผลสำคัญคือกลุ่มต่างชาติที่มาลองสเตย์ที่มีความต้องการสินค้า ประเภทนี้สูงมาก ผมว่าเศรษฐกิจไม่น่าหวั่นอะไร ถ้าเรารู้ความต้องการลูกค้าจริงๆ ทำสินค้าดี และต้องขายไม่แพง"

ทางกลุ่ม ยังได้ลงทุนเกือบ 100 ล้านบาท สร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัด (low cost) ภายใต้แบรนด์ B2 ซึ่งเป็นทั้งโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยยึดทำเลบนถนนสายอ้อมเมืองและถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ซึ่งการเดินทางสะดวกและอยู่ไม่ไกลจากสนามบินและตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก

ทั้ง นี้สาเหตุที่ตัดสินใจลงทุนทำเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดพร้อมกัน 2 โครงการ เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างหนักมีผลต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว ค่อนข้างสูง ซึ่งการทำที่พักราคาถูกหรือราคาประหยัดในช่วงนี้ไม่ได้เป็นการตัดราคาขายใน ตลาด แต่เป็นการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังซื้อไม่มาก ระดับกลาง-ล่าง ซึ่งสามารถรองรับได้ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปและกลุ่มลองสเตย์ อีกประการสำคัญมองว่าการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาลงถือเป็นโอกาสหากทำสินค้าดี และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะสามารถตอบโจทย์ตลาดได้และมีผลต่อตลาดในระยะยาว

พิชัยบอกว่า สำหรับโครงการ B2 ริมถนนมหิดลสายอ้อมเมือง บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีห้องพัก 75 ห้อง ใช้งบฯลงทุน 60-70 ล้านบาท ส่วน B2 อีกแห่งอยู่บนถนนสายซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ด้านหลังศาลปกครองใกล้กับสี่แยกรินคำ ทางกลุ่มได้ซื้อหอพักเก่ามูลค่า 15 ล้านบาท และได้รีโนเวตอาคารและห้องพักใหม่ทั้งหมดจำนวน 46 ห้อง ด้วยงบฯราว 10 ล้านบาท ทั้ง 2 แห่งเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551

พิชัย บอกว่า ทางกลุ่มจะชะลอลงทุนด้านอสังหาฯโครงการใหม่ๆ ในเชียงใหม่ออกไประยะหนึ่ง แต่จะขยายการลงทุนไปยังพื้นที่อื่น เช่น ในกรุงเทพฯซึ่งล่าสุดได้ร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวอินเดียทำโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ขนาด 3 ดาว ย่านทองหล่อ จำนวน 30 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายการลงทุนทำโรงแรมหรือที่พักไปยังเมืองชายทะเลเช่น ที่ภูเก็ตอีกด้วย

เป็นก้าวรุกในภาวะวิกฤตที่พิชัยย้ำว่า ต้องอยู่บนความเป็นจริงและปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริง



ที่มา http://goo.gl/8OXaJp

ล้มแล้วลุก (พิชัย จาวลา)

ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เมืองเชียงใหม่ ชื่อของ พิชัย จาวลา อาจไม่คุ้นหูนัก เพราะฐานธุรกิจเดิมของครอบครัว มาจากกิจการร้านขายผ้าในกาดวโรรส

กิจการร้านขายผ้าในตลาดวโรรสตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ภายใต้ชื่อร้านขายผ้านิรันดร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนเชียงใหม่มานานกว่า 40 ปี แต่หลังจากกระแสการลงทุนที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ธุรกิจของกลุ่มทุนท้องถิ่นต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแแปลงและการรุกคืบเข้ามาของกลุ่มทุนต่างถิ่น

เช่นเดียวกับเขาที่เกาะติดกระแสการลงทุนของโลกทุนนิยม และเลือกลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่หลายคนมองว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะวันนี้เหลียวมองไปทางไหนก็เห็นแต่โรงแรมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทั่วเมืองเชียงใหม่ จนเกิดปัญหาห้องโอเวอร์ซับพลาย ทั้งโรงแรม 5 ดาวของกลุ่มเชนต่างชาติ ไล่มาถึงโรงแรมระดับ 4 ดาวจนถึง 2 ดาว และโรงแรมเทรนด์ใหม่สไตส์ บูติก โฮเทล ของนักลงทุนจากส่วนกลางและในท้องถิ่นเอง ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา มีโรงแรมเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 40 - 50 แห่ง และยังมีการเทคโอเวอร์ซื้อขายเปลี่ยนมือโรงแรมของนักลงทุนท้องถิ่นเดิมให้แก่นักลงทุนส่วนกลางที่มีทุนหนาและสายป่านยาวกว่าอีกจำนวนไม่น้อย

โรงแรมบีทู เป็นโรงแรมน้องใหม่ที่พิชัยนั่งแท่นบริหารร่วมกับน้องชายภายใต้ชื่อกลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ด้วยคอนเซ็ป BOUTIQUE & BUDGER HOTEL หรูหราแต่ราคาประหยัด เพื่อรับมือในวันที่วงการโรงแรมกำลังเผชิญปัญหาห้องพักโอเวอร์ซับพลาย

เมื่อ 20 ปีก่อน หลังคว้าใบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาก็เริ่มก้าวสู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แม้ครั้งแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จจนต้องหยุดดำเนินการและคืนเงินมัดจำให้ลูกค้า แต่หลังจากผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2540 ครอบครัวของพิชัย ก็กลับมาสู่วงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง

"ครอบครัวเริ่มกลับเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งในปี 2542 แม้เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตมาได้ไม่นาน แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เวลานั้นเป็นจังหวะดีอย่างยิ่งที่จะลงทุน เพราะดอกเบี้ยถูก เงินบาทอ่อนค่าลง ตลาดท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัว"

จนปี 2551 เขาได้ลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมขายให้ชาวต่างชาติ 2 แห่ง คือ The Convention และ Mountain Front ที่สร้างปรากฎการณ์ปิดการขายภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรกที่เปิดโครงการ หลังธุรกิจคอนโดมิเนียมไปได้สวย พิชัยจึงกระโดดเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม โดยเริ่มชิงลางจากการสร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ "เซ็นเตอร์ปาร์ค" บริเวณถนนวงแหวนรอบกลาง และสร้างโรงแรมโดยนำเชน "เบสเวสเทิร์น" เข้ามาบริหาร ต่อมาจึงสร้างโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ "บีทู" โดยกำหนดตำแหน่งให้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก-กลาง ภายใต้คอนเซ็ป BOUTIQUE & BUDGER HOTEL เน้นราคาประหยัดแต่ห้องพักหรูหราสวยงาม เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าหากมาพักที่โรงแรมบีทู

"แม้ทำเลที่ตั้งของโรงแรมบีทูจะไม่โดดเด่น แต่ถือว่าอยู่ในทำเลที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก อยู่ในโซนถนนสายอ้อมเมือง-ซุปเปอร์ไฮเวย์ ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างง่ายและสะดวกสบาย" พิชัยบอก

เขาเล่าต่อว่า ขอให้เจอที่ดินเหมาะสม แม้ไม่ได้อยู่กลางเมืองหรือติดถนนใหญ่ ยอมซื้อที่ราคาถูกลงมาหน่อย เช่น อยู่ในทำเลถนนวงแหวนรอบกลาง หรือทำเลในซอยหรือห่างจากถนนเล็กน้อย แต่ดูแล้วเป็นทำเลที่เหมาะสมก็พร้อมลงทุนทันที แต่บางครั้งก็ซื้อที่ดินเก็บไว้โดยไม่ลงทุนอะไร รอจังหวะเวลาและโอกาสที่ดีแล้วปล่อยขายเพื่อทำกำไรและนำเงินมาลงทุนต่อ

แต้มต่อของธุรกิจจุดสำคัญคือ การควบคุมต้นทุนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเริ่มตั้งแต่การซื้อที่ดิน กลุ่มจาวลาค่อนข้างโชคดีที่มีทีมงานมืออาชีพทำหน้าที่จัดหาที่ดิน การลงทุนจะเลือกตามทำเลที่มีเข้ามาเป็นทำเลที่ไม่ไกลจากตัวเมือง อยู่โซนถนนอ้อมเมืองหรือวงแหวนรอบกลางทำให้ราคาที่ดินไม่แพงจนเกินไป

"ผมถือว่าเป้าหมายการทำธุรกิจทำเลเป็นเรื่องรอง ผมให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน ตั้งแต่การก่อสร้าง ผมจะจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เอง จากนั้นจึงจ้างผู้รับเหมามาดำเนินการโดยจัดสรรกำไรให้ตามความเหมาะสม การลงทุนที่ผ่านมาจึงสามารถควบคุมต้นทุนให้ลดลงได้กว่า 15-20% เมื่ออยู่ภายใต้โจทย์ที่ดินไม่แพง-ควบคุมค่าก่อสร้างได้ จึงตั้งกำหนดห้องพักในเรตราคาคืนละ 499-599 บาทได้ ทำให้ลูกค้าหลั่งไหลมาพักไม่ขายสาย แม้เชียงใหม่จะมีปัญหาห้องพักโอเวอร์ซับพลาย" พิชัยอธิบาย

ในตลาดโรงแรมลูกค้าระดับบนยังมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ลูกค้าในตลาดกลางและล่างยังมีอยู่จำนวนมาก ถ้าทำโรงแรมสวย ดี และ ถูก ลูกค้าจะเข้ามาหาเราเอง ปัจจุบันโรงแรมบีทูแทบไม่ต้องใช้พนักงานการตลาด หรือเซลเลย เราจ้างเซลทำงานน้อยมาก แต่อาศัยการตลาดแบบบอกต่อกันปากต่อปาก ถือเป็นการตลาดที่ดีที่สุด ทุกวันนี้มีลูกค้าติดต่อกลับมาด้วยการตลาดแบบปากต่อปาก ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ตางชาติ หรือแม้แต่กรุ๊ปทัวร์

เป้าหมายในอนาคตเขาวางแผนสร้างโรงแรมบีทูเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1-2 แห่ง เน้นนอกพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์บีทูให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และยังมีแพลนขายแบรนด์โรงแรมบีทูในรูปแฟรนส์ไชส์ เพราะมั่นใจว่าของถูกและดีย่อมเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นยุทธวิธีการทำธุรกิจแบบป่าล้อมเมือง

สำหรับธุรกิจร้านขายผ้า ครอบครัวยังทำกันอยู่ไม่ทิ้งแต่คงไม่ใช่ธุรกิจหลักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เวลานี้ทั้งพิชัยและครอบครัวให้ความสำคัญกับธุรกิจในกระแสของโลกทุนนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-โรงแรม เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบสามารถขายได้ไม่จำกัด สอดรับกับเชียงใหม่ที่เป็นหัวเมืองสำคัญของภูมิภาค และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังอยู่ในกระแส มีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของเขาถือว่า ตอบโจทย์การลงทุนแบบสวนกระแส ในวิกฤตยังมีโอกาส การควบคุมต้นทุนเป็นหัวใจสำคัญนั่นเอง