02 ธันวาคม 2558

คิดบวกฉบับ "พิชัย จาวลา" ก้าวรุกอสังหาฯ ที่ไม่หวั่นไหวต่อวิกฤต

แม้ วิกฤตเศรษฐกิจจะฟาดหัว ฟาดหางไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองเชียงใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งยังมีหลายโครงการที่ยังคงขับเคลื่อนไปได้ เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ที่เริ่มปล่อยวางธุรกิจห้างขายผ้า "นิรันดร์" ย่านตลาดวโรรส หันมาเอาจริงเอาจัง ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเต็มตัวมาได้หลายปี

โดย เฉพาะโปรเจ็กต์คอนโดมิเนียม "The Convention" มูลค่า 180 ล้านบาท ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนถึงสนามกีฬา 700 ปี ตอบโจทย์ตลาดได้ ตรงจุด สามารถปิดการขายได้หมดตั้งแต่โครงการเริ่มวางฐานก่อสร้าง

"พิชัย จาวลา" กรรมการบริหาร กลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนี้สำหรับเขาไม่มีผลต่อการลงทุน ตรงข้ามเป็นโอกาสดี ที่จะสามารถซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้ในราคาที่ถูกส่งผลให้ต้น ทุนทำโครงการใดโครงการหนึ่งต่ำลง สามารถขายสินค้าได้ในราคาถูก และได้กำไรพอประมาณ

เช่น โครงการคอนโดมิเนียม "The Convention" ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ ก็เป็นที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ตั้งแต่ 1-2 ปีก่อน เริ่มลงทุนก่อสร้างราวต้นปี 2551 เป็นอาคารสูง 11 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 79 ยูนิต สามารถปิดการขายได้ ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งจากต้นทุนที่ไม่สูงทำให้สามารถตั้งราคาขายไม่สูงมาก ระดับ 1.5-3.5 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ 100% ที่เข้ามาอยู่แบบถาวร (long stay) เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกัน ออสเตรเลีย และอังกฤษ

ขณะ เดียวกันกลางปีที่ผ่านมายังได้ลงทุนทำโครงการคอนโดมิเนียมชื่อ "Mountain Front" บนถนนเส้นคลองชลประทาน มูลค่า 260 ล้านบาท จำนวน 79 ห้อง ขณะนี้ก่อสร้าง 50% มียอดขาย 50% ราคา 1.5-6 ล้านบาท และมีอีกโครงการที่เตรียมลงทุนปลายปีเป็นคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก พื้นที่ใช้สอย 48 ตารางเมตร สูง 7 ชั้น จำนวน 45 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ตั้งราคาขายไว้ที่ 1.5-2 ล้านบาท

"ผมคิดว่าตลาดคอนโดฯ ในเชียงใหม่ยังมีทิศทางที่ดี ถ้าของดีราคาไม่แพงไปได้อยู่ และอีกเหตุผลสำคัญคือกลุ่มต่างชาติที่มาลองสเตย์ที่มีความต้องการสินค้า ประเภทนี้สูงมาก ผมว่าเศรษฐกิจไม่น่าหวั่นอะไร ถ้าเรารู้ความต้องการลูกค้าจริงๆ ทำสินค้าดี และต้องขายไม่แพง"

ทางกลุ่ม ยังได้ลงทุนเกือบ 100 ล้านบาท สร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัด (low cost) ภายใต้แบรนด์ B2 ซึ่งเป็นทั้งโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยยึดทำเลบนถนนสายอ้อมเมืองและถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ซึ่งการเดินทางสะดวกและอยู่ไม่ไกลจากสนามบินและตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก

ทั้ง นี้สาเหตุที่ตัดสินใจลงทุนทำเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดพร้อมกัน 2 โครงการ เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างหนักมีผลต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว ค่อนข้างสูง ซึ่งการทำที่พักราคาถูกหรือราคาประหยัดในช่วงนี้ไม่ได้เป็นการตัดราคาขายใน ตลาด แต่เป็นการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังซื้อไม่มาก ระดับกลาง-ล่าง ซึ่งสามารถรองรับได้ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปและกลุ่มลองสเตย์ อีกประการสำคัญมองว่าการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาลงถือเป็นโอกาสหากทำสินค้าดี และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะสามารถตอบโจทย์ตลาดได้และมีผลต่อตลาดในระยะยาว

พิชัยบอกว่า สำหรับโครงการ B2 ริมถนนมหิดลสายอ้อมเมือง บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีห้องพัก 75 ห้อง ใช้งบฯลงทุน 60-70 ล้านบาท ส่วน B2 อีกแห่งอยู่บนถนนสายซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ด้านหลังศาลปกครองใกล้กับสี่แยกรินคำ ทางกลุ่มได้ซื้อหอพักเก่ามูลค่า 15 ล้านบาท และได้รีโนเวตอาคารและห้องพักใหม่ทั้งหมดจำนวน 46 ห้อง ด้วยงบฯราว 10 ล้านบาท ทั้ง 2 แห่งเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551

พิชัย บอกว่า ทางกลุ่มจะชะลอลงทุนด้านอสังหาฯโครงการใหม่ๆ ในเชียงใหม่ออกไประยะหนึ่ง แต่จะขยายการลงทุนไปยังพื้นที่อื่น เช่น ในกรุงเทพฯซึ่งล่าสุดได้ร่วมทุนกับนักธุรกิจชาวอินเดียทำโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ขนาด 3 ดาว ย่านทองหล่อ จำนวน 30 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายการลงทุนทำโรงแรมหรือที่พักไปยังเมืองชายทะเลเช่น ที่ภูเก็ตอีกด้วย

เป็นก้าวรุกในภาวะวิกฤตที่พิชัยย้ำว่า ต้องอยู่บนความเป็นจริงและปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริง



ที่มา http://goo.gl/8OXaJp

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)