18 ตุลาคม 2558

ลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Market ผ่าน ETF MEM

Emerging Market คืออะไร

ข้อมูลจาก wikipedia ได้ระบุไว้ว่า "An emerging market is a country that has some characteristics of a developed market, but does not meet standards to be a developed market.[1] This includes countries that may be developed markets in the future or were in the past." (ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Emerging_markets)

ซึ่งก็คือ ประเทศในกลุ่มที่กำลังพัฒนานั่นเองครับ ซึ่งระดับการพัฒนาอาจจะยังสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาไม่ได้ ในตอนนี้ประเทศในกลุ่มนี้อาจจะมีระบบต่างๆ ยังไม่มีสเถียรภาพ การเมืองยังไม่นิ่ง แต่ในอนาคต คาดว่าประเทศในกลุ่ม emerging market น่าจะพัฒนาไปเป็น developed market ได้ครับ
ซึ่งหมายความว่า การลงทุนในกลุ่มประเทศนี้ มีโอกาสเติบโดได้อีกเยอะครับ

ซึ่งการลงทุนในหุ้นกลุ่ม emerging market นั้น สามารถทำได้โดยลงทุนด้วยตัวเอง (ยุ่งยาก และไม่มีการกระจายความเสี่ยง) หรือ ลงทุนผ่าน ETF ก็ได้ครับ



ลงทุนหุ้นกลุ่ม emerging markt ผ่าน ETF ดีอย่างไร
การลงทุน emerging market ผ่าน ETF นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างดังนี้
- เป็นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆ ตัว หลายๆ ประเทศ
- ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ และติดตามหุ้นแต่ละตัว
- ใช้เงินน้อย
ถ้าใครยังไม่รู้จัก ETF สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.set.or.th/th/faqs/etf_p1.html



MEM คือ
- MEM (Maybank kimeng Emerging Market ETF) คือ ETF ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (code คือ MEM ครับ)
- MEM จะลงทุนใน ETF กลุ่ม emerging market ของ ishare ครับ ชื่อกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF
- MEM จะไม่มีการป้องกันความเสียงเรื่องค่าเงินครับ ทำให้มีความเสี่ยงค่าเงินผันผวน
- หนังสือชี้ชวนของ MEM สามารถอ่านได้ที่ http://www.maybank-am.co.th/ProductProducts.aspx?Lang=TH
- ลงทุนโดยใช้เงินน้อยๆ ได้ครับ เหมาะกับพนักงานประจำ ที่ต้องการลงทุนแบบ dollar cost averaging (ถ้ายังไม่รู้จัก dollar cost averaging เข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://goo.gl/u0iXZ)
- ซื้อขายเหมือนหุ้นครับ
- ราคา ณ ปัจจุบัน ซื้อขายที่ 8 บาทกว่าๆ ครับ ซื้อ 100 หุ้น ใช้เงินไม่ถึง 1,000 บาทเลย เหมาะสำหรับคนเงินไม่เยอะ ในการค่อยๆ สะสมทีละเล็ก ทีละน้อยครับ



iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ
- iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ กองทุนแม่ของ MEM ครับ ซึ่ง MEM จะนำเงินมาลงทุนในกองนี้ (รายละเอียดข้อมูลกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF อ่านได้ที่ https://www.ishares.com/us/products/239637/ishares-msci-emerging-markets-etf)
- ผลตอบแทนกองทุนย้อนหลัง 1 - 3 ปี อาจจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าดูนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้ 12.75% ต่อปี ก็ถือว่าใช้ได้ครับ (กองทุนจัดตั้งวันที่ 7 เมษายน 2003)

- ถือหุ้นในพอร์ตทั้งหมด 853 ตัวในหลายประเทศครับ ถือว่ากระจายความเสี่ยงค่อนข้างมาก
- จากรูปด้านล่างมาดู top 10 holding บ้างครับ พบว่า กองทุนถือหุ้น samsung มากสุดครับ (3%)  รองลงมาก็ taiwan semiconductor (2.84%), tencent holding (2.62%), china mobile (2.19%) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัททรูบ้านเรา
- กองทุนถือหุ้นของบริษัทเมืองไทย 32 ตัวครับ ซึ่งก็น่าจะรู้จักกันดีครับ ไม่ว่าจะเป็น ptt, ais, ปูน, 7-eleven, ท่าอากาศยานไทย, เซ็นทรัล

- ดูสัดส่วนหุ้นที่ถือแยกตามประเทศ พบว่า กองทุนนี้ถือหุ้นจีนเยอะสุดครับ ที่ 22.9% รองลงมาก็เกาหลีใต้ และใต้หวัน ส่วนไทยนั้น กองทุนถือหุ้นบริษัทในไทย 2.28% ครับ จะเห็นได้ว่ากองทุนกระจายการลงทุนไปหลายประเทศมากๆ ครับ
- ถ้าดูสัดส่วนตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุน จะพบว่ากองทุนลงทุนในหลายอุตสาหกรรมมากครับ แต่อาจจะไปเน้นหนักที่ financial และ ict ครับ



สรุป
MEM น่าจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับหลายคนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนใน MEM นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยง การใช้เงินลงทุนไม่มาก และการเติบโตไปพร้อมๆ กับประเทศในกลุ่ม emerging market ครับ


10 มิถุนายน 2558

สารพัดวิธีฆ่าความคิดสร้างสรรค์

หนูดี วนิษา เจ้าของผลงานเขียนอัจฉริยะสร้างได้ นำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริม กระตุ้นและรักษา 'ความคิดสร้างสรรค์'ทั้งในวัยเด็กและวัยทำงาน

ฟังก์ชันที่สุดเจ๋งของสมองฟังก์ชันหนึ่งก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งหากใครมีคนนั้นก็โชคดีมากๆ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เรื่องการเรียน การทำงานได้แล้ว มันยังทำให้เรามีชีวิตส่วนตัวที่สนุก เป็นเอกลักษณ์ และไม่เหมือนใครได้อีกด้วย เรียกได้ว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นี่ช่างมีชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ

แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่บอบบาง ถูกกระทบกระทั่งนิดหน่อยก็เสียชีวิตซะแล้ว และมีสารพัดวิธีที่เราจะฆ่าความคิดสร้างสรรค์ได้ตั้งแต่วัยเด็กวัยเรียน มาจนถึงวัยทำงานกันเลยทีเดียว บางทีเราพูดอะไรนิดเดียว หรือไม่ได้ตั้งใจหรอกแต่เผลอไปคอมเมนท์ผิด ความคิดสร้างสรรค์ของคนที่เราไป “เมนท์” เขาก็ดับสนิทลง

แล้วเราจะทำอย่างไร ทั้งในฐานะคนๆ หนึ่งที่อยากเป็นคนคิดสร้างสรรค์ได้เก่งกว่านี้อีกนิด ในฐานะพ่อแม่ที่อยากเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสร้างสรรค์ที่ไม่ได้เพียงเรียนไปแกนๆ หรือสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ในห้องเรียนหากเราเป็นครู หรือฟอร์มทีมงานที่คิดสร้างสรรค์เก่ง หากเราเป็นหัวหน้าทีมในองค์กรที่ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับหนูดีเองตอนนี้เพิ่งเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่ ชื่อโรงเรียนวนิษาสุขุมวิท อยู่ซอยสุขุมวิท 26 (Facebook : โรงเรียนวนิษา สุขุมวิท 26) ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนเดิมคือ ที่ใหม่นี้มีแต่ชั้นอนุบาลเริ่มตั้งแต่หนึ่งขวบครึ่งในชั้น “น้องเบบี๋” กันเลยทีเดียวนับเป็นโชคดีของหนูดีและเด็กๆ เพราะเรามาเจอกันตั้งแต่ช่วงที่เขากำลังฟอร์มกระบวนการคิด ฟอร์มนิสัย ฟอร์มสมอง เพราะวัยก่อนสามขวบนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาและขยายกิ่งก้านสาขาสูงที่สุดในชีวิต

ดังนั้น การสอนเด็กในช่วงนี้สำคัญมากๆ เพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้จะติดตัวเขาไปจนตลอดชีวิต สำหรับหลักสูตรโรงเรียนของหนูดีนั้นเน้น “ความคิดสร้างสรรค์” ไปพร้อมๆ กับความฉลาดทุกด้าน เพราะฉลาดแต่ไม่สร้างสรรค์ก็เป็นความฉลาดเพียงในกรอบที่ใครๆ ที่ท่องจำได้ก็ทำได้ทั้งนั้น

วิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งในวัยเบบี๋ก็คือ การสอนแบบ “ไม่มีคำว่าผิดว่าถูก" เวลาที่เด็กๆ เรียนรู้ในวิชาที่การผิดถูกไม่สำคัญ เช่น ศิลปะ หรือ Creative Play เราจะสอนเด็กเสมอว่า ระบายสีใบไม้ไม่ต้องสีเขียวก็ได้ ท้องฟ้าไม่ต้องสีฟ้าเสมอไปหรอก ฯลฯ เพราะหลายครั้งเด็กจะกลัวถูกดุถ้าไม่เหมือนของจริง แต่เราลองถามตัวเองจริงๆ สิคะ มันต้องเหมือนเสมอไปหรือหากมันไม่ใช่คณิตศาสตร์ หรือเคมี ฟิสิกส์ที่ต้องคำนวณลงตัวเป๊ะๆ

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกหลายชิ้น ทั้งรถยนต์หรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ก็เริ่มต้นมาจากการมองสิ่งที่เราใช้และจินตนาการถึงสิ่งใหม่ที่ยังไม่มี โดยไม่ต้องกังวลถึง “ผิดถูก” ในขั้นต้นกันทั้งนั้น เหมือนที่ Henry Ford พูดไว้ตอนคิดสร้างรถยนต์ว่า “If I had asked people what they wanted, they would have said faster horses.” (ถ้าฉันถามคนว่าเขาต้องการอะไร เขา
คงบอกว่า ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น) แล้วพวกเราจะมีรถยนต์กันไหมละนี่

หรือสำหรับสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่หนูดีใช้ ผู้คิดค้นก็บอกว่า เขาจะทำการสอบถามลูกค้าได้อย่างไรว่า ถ้าเขาผลิตสิ่งนี้ออกมาแล้วจะซื้อไหม เพราะสินค้าประเภทนี้ยังไม่เคยมีใครทำขายในโลกนี้เลย เขาก็ทำได้เพียงลองผลิตมันออกมา และมันก็ได้กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไปในที่สุดการคิด “ผิดถูก” จะสำคัญเมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการถัดๆ ไปเท่านั้น ในตอนต้นเราต้องเปิดเวทีโล่งกว้างสำหรับสมองก่อน
เมื่อชีวิตเริ่มต้นที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ ทดลองทำโดยไม่ถูกตัดสินตั้งแต่ต้นมือว่า ทำแบบนี้ “ผิด” (ยกเว้นเรื่องวินัยและเรื่องคำนวณนะคะ ซึ่งคำว่าถูกผิดนั้นมีข้อกำหนดชัดเจน เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “วินัย”กับ “ความคิดสร้างสรรค์” ว่า มันคือคนละเรื่องกัน การไร้วินัยยิ่งทำให้คิดสร้างสรรค์ไม่ได้ขึ้นไปใหญ่) เด็กก็จะกล้าคิด กล้าลองและกล้าเสี่ยง พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ นิสัยกล้าคิดกล้าต่างนี้จะติดตัวเขาไปในทุกๆ ที่ และเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกของการทำงาน เวลาที่เราต้องประชุมเพื่อระดมสมอง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไอเดียต่างๆ ทั้งดีไม่ดี ทำได้ไม่ได้นั้นควรต้องถูกโยนลงมากลางโต๊ะทั้งหมดและจดบันทึกขึ้นไวท์บอร์ดไว้ เพราะในช่วงการระดมสมองนี้เป็นขั้นตอนที่การคิดสร้างสรรค์ควรจะกระฉูดที่สุด

การฆ่าความคิดใดๆ ก็ตามในตอนนี้ จะเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” ความคิดอื่นๆ ที่จะตามมา และการพูดถึง “ข้อจำกัด” ต่างๆ ในตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็น เพราะไอเดียทั้งหมดที่ระดมมาได้ จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือ การวิเคราะห์และประเมินในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งด้านเวลาและทรัพยากร รวมถึงกำลังคนด้วย ดังนั้น การกล้าคิดอะไร
ใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดนั้นจะผิดหรือถูกเป็นขั้นตอนแรกของความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพมากๆค่ะ

หนูดีเองพบว่า นี่เป็นข้อจำกัดของตัวเองที่ต้องก้าวผ่านมากๆ เพราะในอดีตเวลาหนูดีนำประชุม หากใครเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยโอเคมา เราจะคิดเร็วมากและบอกไปเลยว่าทำไม่ได้หรอก แต่พอฝึกเลิกตัดสินคนเร็วเกินไป เราจดไอเดียของทุกคนไว้ก่อนแล้วนำมาโหวตกันอีกครั้งก็พบว่า หลายๆ ไอเดียที่หนูดีแอบประเมินไปแล้วว่าทำไม่ได้จริง กลับกลายเป็นว่าชนะโหวตและนำมาแก้ปัญหาในองค์กรได้อย่างจริงจังมาก ทำเอาตอนหลังเลิกนิสัยสรุปก่อนทดลองทำ และทำให้ได้ไอเดียเจ๋งๆ จากทีมเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

อีกสิ่งที่สำคัญคือ “ความหลากหลายของคนในทีม” หากเรามีคนที่แตกต่างกันเยอะมากๆ ทั้งพื้นฐานการศึกษา ความเชี่ยวชาญมุมมอง ความชอบ ความคิดเห็น เราจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์จะขยายตัวได้ดีมากเพราะทุกคนมีมุมมองคนละมุมมาแชร์การคิดจะแตกสายได้มากมายเหมือนแม่น้ำหลายๆ สายที่มีต้นกำเนิดอันเดียว สำคัญคือเราต้องยอมรับและนับถือตัวตนที่แตกต่างของกันและกันได้โดยไม่ตัดสิน เริ่มจากวัยเล็กที่เราสอนให้เด็กรับฟังเพื่อนที่คิดต่างและชื่นชมซึ่งกันและกันจะเห็นว่า หนูดีโยงกลับไปวัยเด็กเสมอเพราะสมองที่ดีต้องเริ่มที่วัยเด็กเป็นหลัก แต่ในวัยผู้ใหญ่หากเราสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตได้เช่นกัน

มาคิดสร้างสรรค์กันนะคะ ฟังก์ชันนี้ของสมองนั้นเจ๋งจริงๆค่ะ

.....บทความเรื่อง สารพัดวิธีฆ่าความคิดสร้างสรรค์ โดย วนิษา เรซ เผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ 7 มิถุนายน 2558



ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/650526

31 พฤษภาคม 2558

DollarCost Averaging Calculator

แนะนำโปรแกรมคำนวณผลจากการทำ DCA (Dollar Cost Averaging) ครับ


วิธีใช้งาน
  1. เข้าไปที่ http://www.buyupside.com/calculators/dollarcostave.php
  2. กรอกข้อมูลต่างๆ ดังนี้
  3. save image
    • Quote Symbol: ชื่อ symbol ที่ต้องการคำนวณ อาจเป็นหุ้น หรือดัชนีก็ได้ ซึ่งสามารถค้นหา symbol ได้ที่ http://finance.yahoo.com ในตัวอย่างในภาพ คือ ดัชนี S&P500 (หุ้นไทยให้ใช้ชื่อตามด้วย .BK เช่นPTT.BKCPN.BK)
    • Initial Investment Amount: เงินลงทุนเริ่มต้น ใส่ 1,000 $
    • Recurring Investment Amount: เงินที่จะลงทุนเป็นประจำ สมมติจะลงทุนเดือนละ 1,000$ 
    • Recurring Investment Interval (Months): ลงทุนประจำ ทุกกี่เดือน ในที่นี้คือ ทุก 1 เดือน
    • หลังจากนั้นกดปุ่ม Calculate Result
  4. จากรูป จะสรุปได้ว่า เราลงทุนครั้งละ 1,000$ ไป 360 ครั้ง ทำไปเรื่อยๆ 360 เดือน เงินเราจะกลายเป็น 1,250,607.74$ ครับ (กำไรเกือบ 900,000$ เลย)
  5. การคำนวณผลตอบแทนต่อปีนั้น เราสามารถคำนวณได้โดยการใช้สูตร Rate ของ Microsoft Excel ตามภาพข้างล่างครับ (อ้างอิงจาก http://www.excelfunctions.net/Excel-Rate-Function.html) (ขอบคุณคุณ guhungry จาก thaivi.com ที่แนะนำวิธีการคำนวณ)
    • จากข้อมูลตัวอย่างข้างต้น เราสามารถทราบผลตอบแทนต่อปีได้ โดยการแทนค่า =RATE(360,1000,1000,-1250607.74)*12 ลงในโปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจะได้ผลตอบแทน7.09% ต่อปี
    • ค่าต่างๆ จากสูตรมาจาก
      • nper = 360 มาจาก เราลงทุนทุกเดือนเป็นเวลา 30 ปี = 360 เดือน
      • pmt = 1000 มาจาก แต่ละเดือน เราลงทุน 1,000$
      • pv = 1000 มาจาก เงินลงทุนตอนแรก 1,000$ (ถ้าไม่มีเงินลงทุนตอนแรก ให้ใส่ 0)
      • fv = มูลค่าเงินตอนสุดท้าย = 1,250,607.74$ (ให้ใส่เครื่องหมายลบด้วย)
      • ที่ต้อง x 12 เพราะ ค่าที่ได้จาก RATE function เป็นผลตอบแทนรายเดือน ดังนั้นถ้าอยากทราบรายปี ต้อง x 12

ผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตลอด 40 ปี

ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราลองมาดูผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันดู

จากสมการ (อ่านรายละเอียดวิธีการคำนวณได้ที่ http://piggyman007.blogspot.sg/2015/05/blog-post.html)

FV = PV x (1 + r) ^ t

FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year) 


แทนค่า

FV: ดัชนีตลาด ณ ปัจจุบัน 1,526.74 จุด
PV: ดัชนี้ตลาดเริ่มต้น = 100 จุด
t: ระยะเวลา = 40 ปี

เราต้องการหาค่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี หรือ r

1,526.74 = 100 x (1 + r) ^ 40
r = 7.052%

ในแต่ละปีหุ้นแต่ละตัวให้อัตราเงินปันผลเฉลี่ยทั้งตลาดประมาณ 3%
ผลตอบแทนทั้งหมด = 7.052 + 3 = 10.052%

ซึ่งหมายความว่า ถ้า 40 ปีที่แล้ว ถ้าเราลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (เช่นลงทุนใน index fund ซึ่งจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์)  สมมติลงทุน 100,000 บาท แล้วถือไว้ 40 ปี เงิน 100,000 บาทของเราจะเติบโตปีละ 10.052% และถ้าครบ 40 ปี จากเงินต้น 100,000 บาท จะกลายเป็น

FV = 100,000 x (1 + 10.052 / 100) ^ 40
FV = 4,612,300.34 บาท

มนุษย์เงินเดือน เริ่มจากศูนย์ ก็มีเงินล้านได้

เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่วิถีชีวิตของมนุษย์เงินเดือน หรือการทำงานประจำ เพื่อรับเงินเดือน

บางคนอาจจะโชคดี ที่ได้ทำงานที่บ้านเกิดตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าบ้าน เช่าอพาร์ทเมนต์ ค่าข้าว

บางคนอาจจะได้รับรางวัลในการเรียนจบเป็นเงินก้อน ทองคำ เพชรพลอย หรือรถยนต์

แต่หลายๆ คนอาจจะมีแค่ใบปริญญา แค่ใบเดียว แล้วเดินทางจากบ้านเกิดตัวเองเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพ ซึ่งมีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 18,000 - 20,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าผ่อนคอนโด ค่าครองชีพที่สูง ค่าเดินทาง ทำให้การมีเงินล้านบาทแรก อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย

วันนี้ผมจะมานำเสนอเส้นทางการมีเงินล้าน สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มต้นจากศูนย์

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลักๆ ผมขอแนะนำสมการในการคำนวณหามูลค่าในอนาคต ดังนี้

FV = PV x (1 + r) ^ t

FV: future value
PV: present value
r: annual return (%)
t: time (year) 

จากสมการข้างต้น เราจะพบว่า มูลค่าของเงินในอนาคตจะขึ้นกับตัวแปร 3 ตัวได้แก่

  1. PV คือ มูลค่าของเงินในปัจจุบัน หรือเงินต้น จากสมการจะพบว่า ยิ่งเงินต้นมาก มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก
  2. r คือ จำนวนผลตอบแทนต่อปี(%) ที่เราทำได้ จากสมการจะพบว่า ยิ่งผลตอบแทนมาก มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก
  3. t คือ จำนวนเวลา(ปี) ที่เราลงทุน จากสมการจะพบว่า ยิ่งเราใช้เวลาลงทุนนาน มูลค่าของเงินในอนาคตจะยิ่งมาก



ตัวอย่างการทำสมการข้างต้นมาใช้งาน

ตัวอย่างที่ 1 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ที่ธนาคาร A ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2% ณ สิ้นปีที่ 3 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?

จากสมการ 
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 2%) ^ 3
FV = 1,061.208 บาท


ตัวอย่างที่ 2 นาย ก นำเงิน 1,000 บาท ซึ้อหุ้น A สมมติได้กำไร(เงินปันผล + capital gain) ปีละ 10% ณ สิ้นปีที่ 3 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?

จากสมการ 
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 10%) ^ 3
FV = 1,331 บาท
จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 จะพบว่า จำนวนเงินต้นเท่ากัน เวลาเท่ากัน แต่สามารถทำผลตอบแทนได้มากขึ้น จะทำให้มูลค่าเงินในอนาคตเพิ่มขึ้น



ตัวอย่างที่ 3 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ที่ธนาคาร A ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2% ณ สิ้นปีที่ 5 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?

จากสมการ 
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 2%) ^ 5
FV = 1,104.081 บาท
จากตัวอย่างที่ 1 และ 3 จะพบว่า จำนวนเงินต้นเท่ากัน ผลตอบแทนเท่ากัน แต่ลงทุนนานขึ้น จะทำให้มูลค่าเงินในอนาคตเพิ่มขึ้น



แล้วถ้าเรานำเงิน 1,000 บาทเท่าเดิม มาลงทุนนาน 5 ปี และทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี? มูลค่าเงินในอนาคตจะมากกว่าตัวอย่างที่ 2 หรือไม่? ลองดูตัวอย่างที่ 4 กันครับ

ตัวอย่างที่ 4 นาย ก ฝากเงิน 1,000 บาท ซึ้อหุ้น A สมมติได้กำไร(เงินปันผล + capital gain) ปีละ 10% ณ สิ้นปีที่ 5 เงินของนาย ก จะเป็นเท่าไร?

จากสมการ 
FV = PV x (1 + r ) ^ t
FV = 1,000 x (1 + 10%) ^ 5
FV = 1,610.51 บาท


เส้นทางการเริ่มต้นจากศูนย์ สู่ 1 ล้านบาทแรก

จากสมมติฐานต่อไปนี้
  1. เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 บาทต่อเดือน
  2. เงินเดือนเพิ่มปีละ 5% (การปรับเงินเดือน)
  3. สามารถออมเงินได้เดือนละ 15% ของเงินเดือน (รวม provident fund, LTF, RMF ด้วย)
  4. สามารถทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี

 

จากรูปข้างบน จะพบว่าเราสามารถมีเงินล้านได้ในปีที่ 12 ครับ  (จำนวนเงิน ณ สิ้นปีที่ 12 คือ 1.0151711 ล้านบาท) ซึ่งวิธีการได้ตัวเลขนี้มานั่น ผมใช้แค่สมการ FV = PV x (1 + r) ^ t สมการเดียวเท่านั้นครับ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปลองคำนวณเอกได้โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel



ตัวอย่างการคำนวณ (จากรูปข้างบน) 

  • ปีที่ 0 มีเงินลงทุนต่อปี 32,400 บาท มาจาก เงินลงทุนต่อเดือน 2,700 x 12 ครับ 
  • fv saving ของปีที่ 0 หมายความว่า เงินลงทุนต่อปีของปีที่ 0 คือ 32,400 เมื่อผ่านไป 12 ปี จะมีมูลค่าเป็นกี่บาท ซึ่งคำนวณมาจาก FV = 32,400 x (1 + 10%) ^ 12 ครับ
  • ปีที่ 1 เงินลงทุนต่อปีเพิ่มเป็น 34,020 บาท มาจากสมมติฐานว่า มีการปรับเงินเดือนเพิ่มปีละ 5% ดังนั้นเงินเดือนจะเป็น 18,000 + 5% ได้ 18,900 และเราจะลงทุน 15% ต่อเดือนซึ่งก็คือ 18,900 x 15% ได้ 2,835 บาท หรือ ปีละ 34,020 บาท
  • fv saving ของปีที่ 1 คำนวณมาจาก FV = 34,020 x (1 + 10%) ^ 11 ครับ
  • ปีอื่นๆ ก็คำนวณคล้ายๆ กันครับ




ถ้าเราสามารถออมเงินได้มากขึ้น (ปีละ 25%) จำนวนปีที่จะมีเงินล้าน จะลดลงเหลือ 9 ปี ดังรูปด้านล่างครับ 

 



ในชีวิตจริงนั้น มนุษย์เงินเดือนนอกจากจะได้รับเงินเดือนแล้ว ปลายปียังมีเงินโบนัสประจำปีอีกด้วย ถ้าเราสามารถนำเงินโบนัสนั้นมาลงทุนด้วย จะทำให้เรามีเงินล้านได้เร็วขึ้นครับ

จากรูปด้านล่าง สมมติเราได้รับโบนัสปีละ 1 เดือนแล้วนำมาออมเพิ่ม และเราออมเงินเดือนละ 15% ของเงินเดือน เราจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการได้เงินล้านบาท





และถ้าเรานำโบนัส ปีละ 1 เดือน และออมเงินเดือนละ 25% ของเงินเดือน ณ สิ้นปีที่ 8 เราจะมีเงิน 1.161 ล้านบาท

ลงทุนในกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี

การลงทุนนั้นมีหลากหลายทางเลือกมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝากประจำ ซื้อตราสารหนี้ หุ้นกู้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมต่างๆ หรือแม้แต่ลงทุนในหุ้นด้วยตนเอง  

บทความนี้ผมจะเสนอหลักการลงทุนในกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีครับ ซึ่งผลตอบแทนนั้นจะเป็นค่าเฉลี่ยครับ ซึ่งบางปีอาจจะได้มากกว่า 10% บางปีอาจจะได้น้อยกว่า 10% บางปีอาจจะติดลบ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว น่าจะได้มากกว่า 10% ต่อปี โดยอ้างอิงจากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนรวมหลายๆ ปี โดยจะเน้นการสแกนหากองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังที่น่าสนใจครับ ซึ่งมีขั้นตอนต่อไปนี้ 


  1. ไปที่ http://tools.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx?Site=th&LanguageId=th-TH
  2. จากรูปด้านล้าง ให้เลือกประเภทสินทรัพย์เป็น Equity, กดปุ่ม ค้นหา, เลือกดูตามผลตอบแทนระยะยาว และเรียงตามผลการดำเนินการ 10 ปี ย้อนหลัง
  3. จะพบว่ามีกองทุนหลายกองมากที่มีผลการดำเนินการย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีเกิน 10% ซึ่งจากรูปด้านล่างจะพบว่า กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว จะให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี สูงที่สุด (เฉลี่ย 16.50% ต่อปี) ซึ่งเราสามารถกดปุ่มที่แต่ละกองทุน เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ครับ