08 ตุลาคม 2553

Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ free cash flow

Free cash flow ( FCF ) = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน - เงินลงทุนในสินทรัพย์ ( ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ )

FCF = กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย - เงินลงทุนในสินทรัพย์ ( ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ )

สำหรับ กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน คือ กำไรสุทธิที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน ปรับด้วยรายการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ซึ่งเราจะต้องไปดูในส่วนของงบกระแสเงินสดในส่วนของ “ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ” เช่น

- กำไร ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมักเกิดจากการปรับค่าเงินในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศ
- การตั้งสำรองค่าด้อยค่าของสินทรัพย์ เช่น อาคารที่ดิน เครื่องจักร สินค้าคงเหลือ กรณีสินค้าคงเหลือต้องดูให้ดีครับ ถ้าเป็นธุรกิจที่สินค้าคงเหลือต้องหายเป็นประจำเพราะเป็นธรรมชาติธุรกิจ เช่น ค้าปลีก ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- การตั้งสำรองลูกหนี้ แต่กรณีนี้ต้องดูให้ดีเช่นกัน ถ้าเป็นธุรกิจที่หนี้สูญต้องเกิดขึ้นทุกปีเพราะเป็นธรรมชาติการทำธุรกิจ เช่น AEONTS KTC หรือบริษัทพวกสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- กำไร ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดทุกปี

ฯ ล ฯ

ส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์จะอยู่ในรายการ “ กระแสเงินสดจากการลงทุน ” ครับ

ตามทฤษฎี บางคนให้รวมเอา “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” คือรายการ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้า เข้าใน FCF ด้วย แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า หุ้นที่มีรายการดังกล่าวเป็นบวกทุกปี ก็คือหุ้นที่ขายเงินสดแต่จ่ายเจ้าหนี้เป็นเงินเชื่อ เช่น ค้าปลีก ธุรกิจบริการต่างๆ ส่วนหุ้นในภาคการผลิตมักมีรายการดังกล่าวเป็นบวกหรือลบสลับกัน แต่หากปีไหนมีการเติบโตของยอดขายมาก ก็มักจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง รายการดังกล่าวก็มักจะเป็นลบ โดยปกติผมไม่ได้รวมรายการดังกล่าวใน FCF เพราะว่า ในกรณีที่เป็นบวก ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทจะนำเงินเหล่านี้มาจ่ายปันผลได้ 100% ยกตัวอย่าง กรณีค้าปลีก เช่น SE-ED มีการขายเงินสด จ่ายเงินเชื่อ เงินสดที่อยู่ในบริษัทส่วนใหญ่จะเป็น credit จาก supplier ก็คือเงินของ supplier ดังนั้นหาก se-ed จ่ายปันผลจากเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดในมือ หาก supplier มีการดึงเงินกลับเร็วกว่ากำหนด ก็ทำให้ se-ed ขาดเงินสดได้ นอกจากนั้นการจ่ายปันผลจากเงินของ supplier ก็จะทำให้ current ratio ต่ำมากจนอยู่ในระดับอันตราย

แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่พิจารณารายการ “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” ผมให้ความสำคัญกับรายการดังกล่าวมาก เพราะเป็นตัวบอกถึง “ คุณภาพของกำไร ” ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้ เพราะบางบริษัทที่มีรายการดังกล่าวไม่ดี แม้ยอดขายจะโตมากทุกปี แต่ก็ไม่เคยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกจนน่าพอใจ เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง

ส่วนการหา FCF เพื่อดูว่าแต่ละปี บริษัทมีเงินสดสุทธิที่แท้จริงที่บริษัทสามารถนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะการจ่ายปันผล หรือ การลงทุนในอนาคต ได้ปีละเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกำไรด้วย เพราะบางบริษัท มีกำไรสูง แต่ FCF ต่ำเพราะว่าต้องใช้การลงทุนมากเพื่อเพิ่ม growth แต่บางบริษัทสามารถเพิ่ม growth ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ยกตัวอย่าง 2 บริษัท

บริษัทแรก มีกำไรปีละ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 400 ล้าน แต่ต้องลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องลงทุนเพิ่มอีก 1500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500+400-200-1500 = -800 ล้านบาท

บริษัท 2 มีกำไรปีละ 500 ล้าน ค่าเสื่อม 50 ล้าน ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลงทุน 100 ล้านเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500 + 50 -50 – 100 = 400 ล้านบาท


ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัท 1 และ 2 มีกำไรสุทธิเท่ากัน แต่มี FCF ต่างกันมาก เพราะแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย 15% ในปีหน้าเหมือนกันแต่จำนวนเงินลงทุนต่างกันมากเมื่อเทียบกับกำไรที่เท่ากัน ดังนั้นหากหุ้นทั้ง 2 ตัวมี p/e เท่ากัน เราควรซื้อหุ้นตัวที่ 2 อย่างแน่นอนครับ และโดยทั่วไปหุ้นตัวที่ 2มักจะมี p/e สูงกว่าตัวที่ 1 พอสมควร แต่นักลงทุนมักจะรู้สึกว่าหุ้นตัวที่ 2 เป็นหุ้นแพง และตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่ถูก และอาจจะติดกับดับ value trap ได้ครับเพราะหุ้นตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่มีคุณภาพกำไรต่ำครับ ลองสังเกตได้ว่า หุ้นอิเลคทรอนิกส์ หรือยานยนต์ บางตัวมีลักษณะคล้ายๆ หุ้นตัวแรกครับ

from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=2774&c=1&key=free%20cash%20flow


Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ current ratio

Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ current ratio

1. พี่ IH ครับ ผมอยากถามเรื่อง current ratio ครับ คือว่า ผมไปอ่าน sheet ที่เรียนเรื่อง financial ritio พบว่า หุ้น bigc มี current ratio ประมาณ 0.5 เอง แต่มาลองดู current ratio ของ IT ที่เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน พบว่าประมาณ 1.2 ก็เลยสงสัยครับว่าทำไม current ratio ของ bigc มันต่ำ ทั้งๆที่ เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน

- เราจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่าง BigC กับ IT อยู่ที่ว่า BigC นั้นสร้างอาคารของตัวเอง แต่ IT เป็นการเช่าพื้นที่ให้ศูนย์คอมฯ หรือศูนย์การค้า ดังนั้นสินทรัพย์หลักๆ ของ IT จะไม่ใช่ fixed asset ( อาคาร ) แต่จะเป็นสินค้าคงเหลือ และเงินสดเป็นหลัก ในขณะที่สินทรัพย์ของ BigC จะมีทั้งสินทรัพย์ถาวร คือ ที่ดินและอาคาร และสินทรัพย์สภาพคล่องคือ inventory อย่างไรก็ตาม การที่ BigC จะต้องมีการขยายสาขาด้วยการลงทุนสร้างอาคารไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ไม่ค่อยมีเงินสดเหลือมากนัก และอาจจะมีเงินกู้ระยะสั้นประเภท bank O/D เข้ามาด้วย จึงทำให้ current ratio ของ BigC ต่ำกว่า IT ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับครับเป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ ซึ่งเราจะเห็นเลยว่าหุ้นค้าปลีกที่เช่าพื้นที่นั้นมักจะมี current ratio ค่อนข้างสูงและมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก เช่น IT SE-ED ในขณะที่พวกที่ต้องสร้างเอง เช่น BigC HMPRO จะมี current ratio ต่ำกว่าครับ พวก HMPRO BIGC กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ( ก่อนกิจกรรมการลงทุน ) จะสูงกว่ากำไรค่อนข้างมากเพราะมีค่าเสื่อมราคาสูง ในขณะที่ SE-ED IT จะมีค่าเสื่อมราคาไม่ค่อยสูงนักครับ

2. โดยปกติ current ratio ยิ่งมาก ยิ่งดี ใช่ไหมครับ แต่กรณี bigc ทำไมมันต่ำครับ ทั้งๆที่ ตามความรู้สึกแล้ว bigc ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอยู่แล้ว

- ไม่ใช่ว่ายิ่งมายิ่งดีครับ ถ้ามากเกินไปก็สะท้อนว่าบริษัทอาจจะมีสินทรัพย์สภาพคล่องบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า หรือสินทรัพย์คงเหลือ
ถ้ามีเงินสดเกินความจำเป็นก็สะท้อนว่าบริษัทน่าจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้มากกว่านี้ หรือถ้ามีลูกหนี้การค้าหรือสินค้าคงเหลือมากเกินไปก็สะท้อนการบริหารจัดการที่ไม่ดีได้ครับ ดังนั้น current ratio ที่เหมาะสมน่าจะอยู่ประมาณ 1 บวกลบ แต่ก็แล้วแต่ธรรมชาติของการใช้สินทรัพย์ด้วยครับตามที่ตอบในข้อ 1

3 ปกติแล้วธุรกิจทั่วไปที่รับเงินเป็นเงินเชื่อจะมี current ratio น้อยขนาด 0.5-1 ได้ไหมครับ

- การดู current ratio คงจะต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ด้วยครับ เช่น ใน current asset มีรายการไหนมากรายการไหนน้อย และ current liability มีรายการไหนมาก และต้องดูประเภทธุรกิจด้วย ปกติธุรกิจที่รับรายได้เป็นเงินเชื่อก็จะมีลูกหนี้การค้าด้วย ซึ่งมักจะถูกยันอีกข้างด้วยเจ้าหนี้การค้า ซึ่งมักจะใกล้ๆ กัน แต่ถ้าจำนวนลูกหนี้การค้าน้อยแต่เจ้าหนี้การค้ามากแสดงว่าบริษัทต่อรองได้ดีหรืออาจจะเรียกได้ว่าเขี้ยว ดังนั้นตัวเลขมากน้อยคงไม่สำคัญเท่าองค์ประกอบภายในรายการครับซึ่งคงต้องขึ้นกับประเภทธุรกิจและต้องดู case by case ครับ ยกตัวอย่าง ถ้า current ratio 0.5 แล้วรายการหลักของหนี้สินหมุนเวียนคือ bank O/D ก็ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเงินสูงครับ หรือถ้า current ratio สูงกว่า 1 แต่รายการหลักคือ สินค้าคงเหลือ อันนี้ก็น่าห่วงครับ

4 ) ผมอยากทราบว่าเวลาที่สถาบันการเงินมีปัญหา ทำไมคนถึงกลัวว่าจะไปกระทบกับบริษัทที่ไปกู้เงินกับสถาบันการเงินมากเหลือเกิน ทั้งๆที่บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้เงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการมากนัก หรือ ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาก็หยุดขยายไปก่อนก็ได้

- หลายๆ บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินกู้สถาบันการเงินเป็นเงินทุนหมุนเวียน เช่น ใช้ซื้อวัตถุดิบ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารอาจจะลดวงเงินกู้ที่ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ครับ และเมื่อบริษัทหนึ่งไม่สามารถจ่ายค่าวัตถุดิบได้ บริษัทผู้ขายวัตถุดิบก็ไม่ได้ค่าสินค้า กระทบกันไปเป็นทอดๆ

อีกทั้งเวลาสถาบันการเงินล้ม เราก็ไม่ต้องไปใช้หนี้ที่เรายืมมาใช่ไหมครับ

- ต้องใช้อยู่ดีครับ ในครั้งวิกฤติปี 40 ที่ผ่านมา เมื่อสถาบันการเงินล้ม รัฐจะเข้ามาแทรกแซง สถาบันการเงินที่ล้มก็กลายเป็นของรัฐ อย่างกรณีของ ธ. นครหลวงไทย ไทยธนาคาร เป็นต้น หรือรัฐซื้อหนี้บางส่วนออกไปที่ ปรส. ดังนั้นเราก็จะกลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแทน และรัฐก็ได้ขายหนี้บางส่วนของปรส. ให้คนที่เข้าประมูลหนี้ เช่น Lehman Brother บง. เกียรตินาคิน ฯลฯ ซึ่งคนที่ประมูลหนี้เราไปก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้เราแทนครับ

บริษัทที่มีปัญหาน่าจะเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบอยู่แล้ว (ติดลบแบบทั้งๆที่ไม่ได้ลงทุนในเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม) ทำให้ต้องไปกู้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานมากกว่า

- ส่วนใหญ่บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะเป็นบริษัทที่จะต้องใช้เงินหมุนเวียน หรือเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร เป็นสินทรัพย์หลักในการดำเนินงาน บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะมีทั้งบริษัทที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี และไม่ดีปนกันครับ

5. จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ finance อยากถามว่าพวกเจ้าหนี้มันจะมีการให้ส่วนลดด้วย ไม่ทราบว่ามันจะนำมาคิดเป็นต้นทุนของเราด้วยไหมครับ ถ้าคิดคิดยังไงครับพี่เพราะถ้าจำไม่ผิด rate ต่อปีของการไม่เอาส่วนลดนั้นสูงพอควร นั่นแปลว่าควรจะเอาส่วนลดทุกครั้งไปใช่ไหมครับ

- ไม่แน่ใจว่าหมายถึงเจ้าหนี้ทางการเงินหรือเจ้าหนี้ทางการค้านะครับ
ถ้าเป็นเจ้าหนี้ทางการค้า ส่วนลดที่ให้มักจะเกิดจากการที่ supplier ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งจะลดให้มากน้อยสัมพันธ์ตามปริมาณที่ซื้อ และส่วนลดมักจะให้กันตอนปิดงวดประจำปี ดังนั้นบริษัทที่สั่งซื้อในปริมาณมากๆ ก็จะให้ส่วนลดมากกว่า ปกติส่วนลดที่ได้อย่างกรณีของบริษัทที่เป็นห้างค้าปลีกมักจะบันทึกส่วนลดที่ได้นี้ในส่วนของรายการ “ รายได้อื่น “ ครับ อย่างเช่นกรณีของ BigC

หรือบางทีส่วนลดที่เจ้าหนี้การค้าหรือผู้ขายให้กับผู้ซื้อก็คือ ส่วนลดเงินสด คือ ปกติการซื้อขายจะเป็นระบบเครดิต แต่หากผู้ซื้อจ่ายเงินสดทันทีก็จะมีส่วนลดเพิ่มให้ ดังนั้นส่วนลดที่ได้นั้น คำถามว่าควรจะเอาดีไหม ในแง่ที่เราเป็นผู้ซื้อคงจะต้องดูฐานะทางการเงินของเรา และส่วนลดที่ได้ด้วยครับ เช่น ถ้าเราไม่มีหนี้และมีเงินสดเหลืออยู่มาก ฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรก็อาจจะได้ส่วนลด 2-3% ต่อปี หากผู้ขายให้ส่วนลดเราสูงกว่าผลตอบแทนของเงินสดที่เรามี ก็น่าสนใจพิจารณาเอาส่วนลดครับ

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปบริษัทที่มีเงินสดมากๆ ก็ตามก็มักจะเลือกที่จะไม่รับส่วนลดทุกครั้งไปแม้ว่าส่วนลดที่ได้จะมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะหากรับส่วนลดทุกครั้งจะสร้างความเคยชินให้กับคนขายสินค้าให้เรากลายเป็นว่าอาจจะไปปรับราคาขายขึ้นมาเสียก่อนแล้วค่อยให้ส่วนลดเงินสดเราทีหลัง ดังนั้น บริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องมีการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าในปริมาณมากๆ จะต้องมีฝ่ายจัดซื้อที่ต่อรองเก่ง และโปร่งใสครับ ถ้าไม่โปร่งใสก็ไม่ต่างอะไรกับท่อประปาที่มีรอยแตกและทำให้น้ำรั่วดีๆ นั่นเองครับ

from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=3256&c=1&order=numtopic


ความสุขที่ถูกมองข้าม (พระไพศาล วิสาโล)

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด

แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่

แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกัน "มีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน"

พูดอีกอย่างก็คือ "คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม"

บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา

จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้งๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?

เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา

การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง

from
http://variety.teenee.com/saladharm/19741.html
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9777906/I9777906.html


06 ตุลาคม 2553

ที่สุดแห่งการตัดสินใจผิด

ทุกคนย่อมเคยตกอยู่ในสภาวะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากของสองสิ่ง หลายครั้งที่เราตัดสินใจผิดอยากย้อนเวลากลับ
ไปเพื่อตัดสินใจเลือกใหม่แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ สำหรับคนทั่วไปการตัดสินใจที่ผิดพลาดไม่ค่อยมีผลเสียหายเท่าไรนัก แต่
สำหรับนักธุรกิจแล้ว การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงเม็ดเงินหลายหมื่นล้านละลายหายไปกับ
สายลมต่อหน้าต่อตา

สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆมักใช้เงินลงทุนสูงและเสี่ยงต่อการยอมรับของตลาดผู้บริโภค นักลงทุนจึงต้องมีความรอบคอบในการตัดสิน
ใจ และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือสินค้าจะติดตลาดหรือไม่ หากพิจารณาดูแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง นักลงทุนส่วน
ใหญ่จะปฏิเสธ ทำหมันโครงการเหล่านั้นโดยทันที

ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต บางครั้งบางหนพวกเขาก็ตัดสินใจผิดเมื่อปรากฏว่าบริษัทคู่แข่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่เขาเพิ่งบอก
ยกเลิกโครงการไปหมาดๆ และขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือนั่งมองตาปริบๆคิดเสียดายโอกาสทองที่ตัว
เองปล่อยให้ลอยหลุดมือไป



ของเล่นเด็ก

ปี 1876 โทรเลขเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน (Western
Union) ผูกขาดธุรกิจนี้แต่เพียงผู้เดียวในอเมริกา ต่อมาอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบล (Alexander Graham
Bell)
อเล็กซานเดอร์เสนอขายสิทธิบัตรการผลิตโทรศัพท์เป็นมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ แต่หลังจากที่พิจารณาอย่างถ้วนถี่
แล้ว วิลเลี่ยมยอมรับว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน หากแต่ว่ามันไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
ได้ มันเป็นได้อย่างมากก็แค่เพียงของเล่นเด็กเท่านั้น ไม่มีทางมาแทนที่สิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคอย่างโทรเลขได้

หลังจากที่ผิดหวังกับบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน อเล็กซานเดอร์กลับมาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จนสามารถใช้งานได้จริง เขาเปิดบริษัท
ให้บริการการสื่อสารทางโทรศัพท์และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
ทางด้านวิลเลี่ยมรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด พยายามขอซื้อกิจการจากอเล็กซานเดอร์ แต่ถึงตอนนี้อเล็กซานเดอร์ไม่คิดจะขาย
แล้วเพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าธุรกิจนี้จะทำเงินได้หลายสิบล้านดอลลาร์ วิลเลี่ยมจึงตั้งทีมวิศวกรขึ้นมาวิจัยเพื่อประดิษฐ์
โทรศัพท์แข่งกับอเล็กซานเดอร์ แต่ถูกฟ้องร้องเนื่องจากอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นทะเบียนลิขสิทธิ์เอาไว้
บริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยนพลา ดโอกาสทองไปอย่างไม่น่าให้อภัย ส่วนบริษัทเบลของอเล็กซานเดอร์เติบโตจนกลายเป็นบริษัท
ยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดบริษัทหนึ่งในอเมริกา และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน




เบียร์เห่ย

เบียร์ชลิตซ์ (Schlitz) เป็นเบียร์ยี่ห้อเก่าแก่ของอเมริกา มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งและถูกจัดอันดับให้เป็น
บริษัทผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1902 โดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือ บัดไวเซอร์ (Budweiser) จนกระทั่งถึงปี
1957 บัดไวเซอร์สามารถทำยอดขายแซงหน้าชลิตซ์ไปได้ทำให้โรเบิร์ต อีไลน์ (Robert Uihleins) เจ้าของ
เบียร์ชลิตซ์คิดหากลยุทธ์ใหม่มาช่วงชิงตำแหน่งคืน
โรเบิร์ตคิดว่าหากสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นก็จะทำให้สามารถกระจายเบียร์ชลิตช์ครอบคลุมพื้นที่ได้
มากขึ้น โอกาสที่คนจะซื้อหาเบียร์ชลิตซ์ก็มีมากขึ้น แต่การขยายโรงงานไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ อีกทั้งยังต้องใช้
เงินลงทุนสูง

ถ้าหากจะไม่ขยายโรงงานและไม่เพิ่มต้นทุน ทางออกก็คือต้องลดเวลาการบ่มเบียร์เพื่อให้ผลิตเบียร์ได้มากขึ้นในช่วง
เวลาเท่าเดิม ลดคุณภาพของส่วนผสมเพื่อให้ต้นทุนถูกลง ได้ปริมาณที่มากขึ้น คิดได้ดังนั้น โรเบิร์ตสั่งการให้ลดเวลา
การบ่มเบียร์จาก 40 วันเหลือเพียง 15 วัน ลดปริมาณบาร์เลย์และมอลต์ ให้ใช้น้ำเชื่อมจากแป้งข้าวโพดแทน
ลูกเล่นสำคัญที่จะลืมเสียไม่ได้คือเปลี่ยนวิธีบ่มจากวิธีทางธรรมชาติมาเป็นการใช้ความร้อน เพื่อการอาศัยช่องว่างของกฎหมายหลบเลี่ยงการแจ้งสูตรส่วนผสมบนฉลากข้างขวด ในที่สุดโรเบิร์ตก็สามารถผลิตเบียร์คุณภาพต่ำ ราคาถูก ได้สำเร็จ
ตามที่ต้องการ แต่สิ่งที่เขามองข้ามไปคือรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นวัตถุดิบคุณภาพต่ำทำ
ให้เบียร์เป็นตะกอนและถ้าหากทิ้งไว้หลายวันมันจะบูด ตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนนอนกอดกันกลมอยู่ที่ก้นขวด

จากเบียร์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งกลับกลายเป็นเหมือนน้ำล้างเท้า เบียร์จำนวน 10 ล้านขวดถูกส่งคืนโรงงาน แต่นั่นยังไม่
แย่เท่ากับชื่อเสียงบริษัทที่สะสมมานานถึง 100 ปี มลายหายไปเพียงชั่วข้ามคืน และไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืนมาได้ ชลิตซ์
ถึงกับต้องปิดตัวเองลงในปี 1981 โดยบริษัทสโตรฮ์ (Stroh) มารับช่วงต่อ




ขายความเสี่ยง

ปี 1970 ภาพยนตร์เรื่อง M*A*S*H เนื้อหาเกี่ยวกับทหารเสนารักษ์ปฏิบัติหน้าที่ในเกาหลีใต้ ประสบความ
สำเร็จอย่างท่วมท้น ต่อมาในปี 1972 สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการใช้ฉากและอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์
และอาศัยความสำเร็จของภาพยนตร์มาสร้างเป็นซีรี่ส์ต้นทุนต่ำโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย

M*A*S*H ที่นำมาสร้างใหม่ฉายทางโทรทัศน์ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับภาพยนตร์ มันเป็นรายการ
โทรทัศน์ของสถานีฟอกซ์เพียงรายการเดียวที่มียอดคนดูติดอันดับหนึ่ง สามปีต่อมาสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ประสบกับวิกฤต
ทางการเงิน เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อดารานำ 2 คนที่แสดงเรื่อง M*A*S*H ลาออกกลางคันเพราะได้ข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของสถานีโทรทัศน์ ส่งผลให้เรทติ้งของรายการตกลง

ผู้บริหารตัดสินใจแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยการบอกขายลิขสิทธิ์การออกอากาศล่วงหน้าภาพยนตร์ซีรี่ส์ M*A*S*H
จำนวน 7 ซีซั่น โดยมีเงื่อนไขว่าสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นจะต้องชำระเป็นเงินสดทั้งหมดในคราวเดียว แต่จะไม่
สามารถนำ M*A*S*H ไปออกอากาศได้จนกว่าจะถึงปี 1979 (หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ออกอากาศ
ไปแล้วจนครบทั้ง 7 ซีซั่น) ไม่รับประกันว่า M*A*S*H จะยังคงได้รับความนิยมเมื่อถึงปี 1979 และไม่มีการ
ยกเลิกสัญญาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ราคาขายนั้นถูกมาก เพราะสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการเงินสดหมุนเวียนโดยด่วน ราคาต่อตอนอยู่ที่เพียง 13,000
ดอลลาร์ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งยอมจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้า สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ได้เงินสดไป 25 ล้านดอลลาร์
ไม่น่าเชื่อว่า M*A*S*H ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมื่อถึงปี 1979 มันยังคงติดอันดับ 3 รายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในอเมริกา สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งที่จ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเหมือนถูกหวย เพราะถ้าหากสถานี
โทรทัศน์ฟอกซ์ขายลิขสิทธิ์ในปี 1979 ราคาจะอยู่ที่หลักหลายแสนดอลลาร์ต่อตอนเลยทีเดียว หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ
สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์เสียโอกาสที่จะได้เงินค่าลิขสิทธิ์หลายร้อยล้านดอลลาร์




ของโปรดมนุษย์ต่างดาว

หลายคนคงทราบดีว่ามีโฆษณาแฝงอยู่ในภาพยนตร์ทุกเรื่อง สินค้าแทบจะทุกชนิดที่ปรากฏอยู่บนแผ่นฟิล์มล้วนแล้ว
แต่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉากด้วยความจงใจของผู้กำกับฯโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงนำในเรื่อง ถ้าใครไม่เคย
สังเกตก็ขอให้ไปหาภาพยนตร์เรื่อง Truman Man Show มาดูเป็นตัวอย่าง เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ล้อเลียนการทำ
โฆษณาแฝงในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

ภาพยนตร์ยอดนิยมตลอดกาลเรื่อง E.T. หรือ Extra Terrestrial ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็เช่นเดียวกัน ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ผู้แสดงจะใช้ขนมล่อ E.T. ให้เดินตาม สตีเวนติดต่อบริษัท Mars ขออนุญาตนำลูกอมช็อกโกแลต M&M มาเข้าฉาก ทั่วๆไปที่ทำกันก็คือ เจ้าของสินค้าได้โฆษณา (แฝง) ผลิตภัณฑ์ของตนในภาพยนตร์ แลกเปลี่ยนกับการช่วยโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนั้น จะเป็นการให้เงินทุนสนับสนุนหรือแทรกข้อความโปรโมตภาพยนตร์ลงในโฆษณาผลิตภัณฑ์ช่วงที่ ภาพยนตร์เข้าฉายก็ตามแต่จะตกลงกัน

จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม บริษัท Mars มองว่าภาพยนตร์เรื่อง E.T. ไม่เหมาะกับลูกอมช็อกโกแลต M&M จึง
ปฏิเสธข้อเสนออย่างไม่มีเยื่อใย สตีเวนจึงเบนเข็มไปหาบริษัท Hershey Foods เจ้าของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต
Hershey ซึ่ง Hershey Foods รีบคว้าข้อเสนอโดยทันทีและยอมควักกระเป๋า 1 ล้านดอลลาร์ช่วยค่าโปรโม
ตภาพยนตร์แลกกับการนำภาพ E.T. มาโปรโมตสินค้าตัวใหม่ Reese s Pieces
เพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง E.T. ออกฉาย ยอดขาย Reese s Pieces เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว แจ๊ก ดาวด์ (Jack Dowd) ผู้บริหาร Hershey Foods กล่าวว่า ในสถานการณ์ปรกติ หากจะเร่งยอดขาย

ขนาดนี้จะต้องใช้งบทำโฆษณาสูงถึง 15-20 ล้านดอลลาร์ แต่ Hershey Foods จ่ายไปเพียง 1 ล้านดอลลาร์
เท่านั้น ได้ยินแล้วเสียดายแทนบริษัท Mars จริงๆ




ดนตรีตกยุค

วันที่ 13 ธันวาคม 1961 ไมค์ สมิท (Mike Smith) ผู้บริหารบริษัทแผ่นเสียง Decca Records
ได้ชมการแสดงดนตรีของวัยรุ่นหน้าใหม่ 4 คนในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เขาเห็นว่าเด็กทั้ง 4 คนมีฝีไม้ลายมือใช้ได้ทีเดียว จึงชวนให้ไปทดสอบที่สตูดิโอในกรุงลอนดอน
การได้บันทึกแผ่นเสียงเป็นความฝันของนักดนตรีทุกคน วัยรุ่นทั้ง 4 คนวาดลวดลายเต็มที่ในบทเพลงท่วงทำนองต่างๆให้ผู้บริหาร Decca Records ได้ฟังตลอดเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม โดยหวังว่าจะถูกใจผู้บริหารแล้วเซ็นสัญญาให้เป็นศิลปินในสังกัด

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิ๊ก โรว์ (Dick Rowe) หนึ่งในคณะกรรมการของ Decca Records ส่งข่าวกลับมาว่าลักษณะดนตรีของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คนนั้นใกล้เคียงกับ The Shadows วงดนตรีที่โด่งดังมากในช่วงเวลานั้น หากแต่ว่ามันกำลังจะหมดยุคสมัยของวงดนตรี 4 ชิ้นที่ประกอบด้วยกีตาร์และกลอง ที่สำคัญที่สุดคือ คณะกรรมการไม่ชอบสียงร้องของพวกเขา

หลังจากผิดหวังกับ Decca Records ผู้จัดการวงดนตรีหน้าใหม่ก็ไปติดต่อบริษัท EMI เซ็นสัญญาออกอัลบั้มชุดแรกกลางปี 1962 ซึ่งเพลงของพวกเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนติดอันดับท็อป 20 ของอังกฤษ หลังจากนั้นนักดนตรีหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและสร้างปรากฏการณ์ที่รู้จักในชื่อ Beatlemania หรือโรคคลั่งไคล้คณะสี่เต่าทอง

ใช่แล้วครับพวกเขาคือ The Beatles วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หลังจากเซ็นสัญญากับ EMI ได้เพียง 2 ปี ความต้องการซื้อแผ่นเสียงของคณะ The Beatles มีมากจน EMI ผลิตไม่ทันขาย ต้องไปจ้าง Decca Records ให้ช่วยผลิต ถึงตอนนั้นอีตา ดิ๊ก โรว์ คงได้แต่นั่งทึ้งผมตัวเองบ่นเสียดายปล่อยให้ของดีหลุดมือไป

The Beatles แยกวงไปตั้งแต่ปี 1970 แต่เทป แผ่นเสียง และ CD เพลงของพวกเขายังคงมีการผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน และถ้าจะให้บอกว่าพวกเขาประสบความสำเร็จมากขนาดไหนก็คิดเอาเองว่ามหาวิทยาลัย Liverpool Hope University เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท สาขา The Beatles โดยเฉพาะ

from
นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 268 วันที่ 17-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9773578/I9773578.html


05 ตุลาคม 2553

เมื่อคิดให้ดีหุ้นนี้ประหลาด.. บุพเพและสันนิวาส

เมื่อคิดให้ดีหุ้นนี้ประหลาด
กองทุน โบรคฯ อาละวาด
กวาดแมงเม่าซะจนเป็นลม
รายใหญ่รายย่อยติดดอยระงม
คอยหาทางลงเรื่อยไป
Offer ขวางหน้า Bid หนาขวางกั้น
จ้าวมือยังสรรค์ประสบให้ได้พบ Matched จนได้
ห่างกันแค่ไหน Bid สูงบังกั้นไว้
แม่มยังได้หุ้นมา
* ศึกแห่ง Money หุ้นไม่มีพรมแดน
หุ้นไม่มีศาสนา
แม้นใครบุญญาได้หุ้นดีมา
บวกกระจายพาชื่นใจ
** หุ้นเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ
DW เช่นนั้นให้โทษ
จะไปโกรธโทษจ้าวไม่ได้
ไม่ใช่เซียนหุ้นหรือต่างชาติแน่ไซร้ เงินจึงได้แรมลา..
( *,** )

from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9767047/I9767047.html


04 ตุลาคม 2553

CLASSIC GAME : ROCKMAN 3

หน้าปกเกมส์
หน้าปกเกมส์
ฉากไตเติ้ลเข้าเกมส์
ฉากไตเติ้ลเข้าเกมส์
ฉากเลือกด่าน
ฉากเลือกด่าน
ROCKMAN พระเอกของเกมส์มีร๊อกบัสเตอร์เป็นอาวุธ
ROCKMAN พระเอกของเกมส์มีร๊อกบัสเตอร์เป็นอาวุธ
DR.WILLY ตัวโกงของเกมส์ เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะแต่คิดจะยึดครองโลก
DR.WILLY ตัวโกงของเกมส์ เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะแต่คิดจะยึดครองโลก
HARDMAN หุ่นยนต์ที่แข็งแรงที่สุดมี HARD KNUCKLE เป็นอาวุธ
HARDMAN หุ่นยนต์ที่แข็งแรงที่สุดมี HARD KNUCKLE เป็นอาวุธ
TOPMAN หุ่นยนต์พลังลูกข่าง มี TOP SPIN เป็นอาวุธ
TOPMAN หุ่นยนต์พลังลูกข่าง มี TOP SPIN เป็นอาวุธ
SPARKMAN หุ่นยนต์พลังไฟฟ้ามี SPARK SHOT เป็นอาวุธ
SPARKMAN หุ่นยนต์พลังไฟฟ้ามี SPARK SHOT เป็นอาวุธ
MAGNETMAN หุ่นยนต์พลังแม่เหล็ก มีแม่เหล็กอันทรงพลังเป็นอาวุธ
MAGNETMAN หุ่นยนต์พลังแม่เหล็ก มีแม่เหล็กอันทรงพลังเป็นอาวุธ
NEEDLEMAN หุ่นยนต์พลังเข็ม มีNEEDLE MISSILE เป็นอาวุธ
NEEDLEMAN หุ่นยนต์พลังเข็ม มีNEEDLE MISSILE เป็นอาวุธ
GEMINIMAN เป็นหุ่นยนต์คู่แฝด มีGEMINI LASER เป็นอาวุธ
GEMINIMAN เป็นหุ่นยนต์คู่แฝด มีGEMINI LASER เป็นอาวุธ
SNAKEMAN หุ่นยนต์งู เป็นตัวละครยอดฮิตในสมัยนั้น
SNAKEMAN หุ่นยนต์งู เป็นตัวละครยอดฮิตในสมัยนั้น
SHADOWMAN เป็นหุ่นยนต์นินจา เป็นบอสที่ยากที่สุดในเกมส์
SHADOWMAN เป็นหุ่นยนต์นินจา เป็นบอสที่ยากที่สุดในเกมส์
หลังจาก ROCKMAN ปราบได้ ก็จะได้พลังจากศัตรูมาเป็นของตัวเอง
หลังจาก ROCKMAN ปราบได้ ก็จะได้พลังจากศัตรูมาเป็นของตัวเอง


from http://fwmail.teenee.com/etc/34534.html


03 ตุลาคม 2553

อย่าโทษคนอื่น

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ (13 เมษายน 2550)

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักคิดว่าตนเองมักทำอะไรถูกต้องอยู่เสมอ ไม่ค่อยทำอะไรผิดพลาด การคิดว่าตนเองถูกต้อง เสมอนั้นเป็นกลไกป้องกันตนเองอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อ อาทิตย์ที่ผ่าน มา มีผู้อ่านท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ได้ซื้อหุ้นบริษัทหนึ่งตามผู้เขียน เพราะคิดว่าเป็นหุ้นดี แต่ทำไมราคาหุ้นลดลงทุกวัน จะทำอย่างไรดี เมื่อถูกถามว่าถือหุ้นมานานแค่ไหนแล้ว ผู้อ่านท่านนั้นบอกว่าถือมาแล้วประมาณห้าเดือน ราคาหุ้นไม่ไปไหนสักที ไหนบอกว่าเป็นหุ้นที่ดี
ข้าพเจ้า บอกว่า ราคาหุ้นลดลงนั้นสาเหตุจากอะไรไม่สามารถทราบได้ รู้แต่ว่าถือหุ้นนี้เพียงห้าเดือนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่ราคาหุ้นจะลดลง แต่ถ้าถือสักห้าปี โอกาสขาดทุนจากการลงทุนจะลดลง


เขา ถามต่อว่า จะทำอย่างไรดี ซึ่งข้าพเจ้ายังยืนยันเช่นเดิมว่า ถ้าถือหุ้นบริษัทนี้สักห้าปีคงไม่ขาดทุน เมื่อได้ยินดังนั้นผู้อ่านท่านนั้นจึงทำหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้วก็ล่าถอยไป


จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนพบว่า มีนักลงทุนจำนวนมากพยายามเสาะหาว่านักลงทุนคนอื่นๆ ซื้อ หรือถือหุ้นอะไรใน ช่วงนั้น และมักซื้อตามโดยไม่ได้ศีกษาบริษัทดังกล่าวนั้นดีพอ โดยคิดว่าเมื่อซื้อแล้วถ้าเป็นหุ้นดี ราคาหุ้นต้องขึ้น แต่เมื่อซื้อแล้ว ราคาหุ้นกลับลดลง มักทำอะไรไม่ถูก และพยายามปัดความรับผิดชอบออกจากตัว โดยโทษนักลงทุนคนอื่นๆที่แนะนำหุ้นดังกล่าว
แต่ ในความเป็นจริง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความผิดพลาดจากการลงทุนทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่มีใครมาบังคับให้เราซื้อหุ้นนั้นๆ เราตัดสินใจซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วราคาหุ้นลดลง เรามักโทษคนอื่นว่าแนะนำหุ้นที่ไม่ดีทำให้เราขาดทุน


นัก ลงทุนที่ประสบความ สำเร็จนั้น ไม่มีใครไม่เคยขาดทุนมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเหล่านั้นแตกต่างจากคนอื่นๆคือ เรื่องของจิตวิทยาการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักยอมรับว่าความผิดพลาดจากการลงทุนที่เกิดขึ้น นั้นเกิดจากตนเอง แทนที่จะโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่น เมื่อนักลงทุนคิดว่าตนเองนั้นผิดพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเพิ่มประสบการณ์ในการลงทุนและปรับปรุงวิธีการลงทุนให้ รอบคอบยิ่งขึ้นสำหรับการลงทุนครั้งต่อไปในอนาคต


ถ้า นักลงทุนมักแต่โทษ คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเป็นความผิดพลาดของตนเอง นักลงทุนเหล่านั้นมักไม่ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุนของตนให้ดีขึ้น และมักทำอะไรผิดพลาดเช่นเดิมอีกในอนาคต


การ ยอมรับความผิดพลาด นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของมนุษย์อยู่มากพอสมควรทีเดียว เพราะกลไกป้องกันตนเองในการไม่ยอมรับความผิดนั้นถูกฝังรากลึกในจิตใจของเรา ตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเป็นเด็กถ้าเราทำผิด เรามักจะถูกทำโทษ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะไม่ถูกทำโทษก็คือการไม่ยอมรับความผิด โดยการโยนความผิดให้กับสิ่งอื่นๆแทน เพื่อที่เราจะรอดพ้นจากการถูกทำโทษได้


จาก ประสบการณ์ต่างๆใน วัยเด็ก ทำให้เราปฏิบัติเช่นนั้นมาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงวิธีการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราทำผิดพลาดในการซื้อหุ้นตามคนอื่นๆแล้วขาดทุนขึ้นมา แทนที่จะโทษคนอื่นๆว่าทำให้เราขาดทุนนัก ลงทุนควรยอมรับความ จริงว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นบริษัทนั้นดีพอ รวมทั้งจะต้องปรับปรุงวิธีการหรือหลักการการลงทุนของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ในอนาคต

from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9759328/I9759328.html


พอใจเมื่อได้มา ยอมรับเมื่อเสียไป


บุญชูได้เลขดีมาเขาจึงซื้อหวยใต้ดิน ๑๕ บาท เที่ยวนี้โชคเป็นของเขา เขาถูกหวยเลขท้าย ๓ ตัว ได้เงินมา ๖๐๐ บาท เขาดีใจจนยิ้มแก้มปริ แต่เมื่อเจอสาครเพื่อนร่วมก๊วน เขาหุบยิ้มทันทีที่รู้ว่าสาครก็ถูกหวยตัวเดียวกัน แถมได้เงินถึง ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาซึมไปค่อนวันทีเดียว เพราะอดโมโหตัวเองไม่ได้ว่าทำไมฉันไม่แทงให้มากกว่านี้

ใคร ๆ ก็อยากได้ลาภ แต่การได้ลาภมาฟรี ๆ ก็ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขเสมอไป หากวางใจไม่เป็นก็ทำให้ทุกข์ได้ โดยเฉพาะเมื่อไปเปรียบเทียบกับคนที่ได้มากกว่า
คนเรามักจะทุกข์เพราะการเปรียบเทียบ ไม่ว่ากับคนอื่น กับสภาพตัวเองในอดีต หรือกับความแปรเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในภายหลัง

น .พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม เป็นนักเล่นหุ้นมืออาชีพ เขาเล่าว่าวันหนึ่งได้คุยกับคุณป้าที่เป็นนักเล่นหุ้นเหมือนกัน คุณป้าเปิดเผยว่าช่วงนี้เธอขายหุ้นได้กำไร ๑๐ ล้านบาท เขาจึงแสดงความยินดีกับคุณป้า แต่เธอกลับมีสีหน้าเศร้าหมอง แล้วตอบว่า ดีใจอะไรล่ะ ป้าเสียใจมากเลย เพราะถ้าตอนนั้นไม่ขาย แต่มาขายวันนี้ ป้าจะได้กำไรถึง ๒๐ ล้านบาท

น.พ.ยรรยงเล่าต่อว่าหลังจากวันนั้นคุณป้าก็หายหน้าไป สอบถามก็ได้ความว่าเธอล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ได้กำไรถึง ๑๐ ล้านบาทก็ยังทำให้เป็นทุกข์ได้ ตราบใดที่คิดว่าตนเอง “น่าจะ”ได้มากกว่านี้ แต่ก็น่าสงสัยว่าหากคุณป้าเปลี่ยนใจไม่ขายวันนั้น แต่ขายวันนี้แล้วได้กำไร ๒๐ ล้านบาท คุณป้าจะดีใจไปได้นานเท่าใด หากพรุ่งนี้พบว่าราคาหุ้นพุ่งขึ้นอีกและถ้าขายก็จะได้กำไร ๓๐ ล้านบาท

ความคิดว่าตนเอง “น่าจะ”ได้มากกว่านี้ ทำให้เราไม่เคยพอใจสิ่งที่ได้มาเลย เพราะไม่ว่าได้มาเท่าไร ก็มักมีเหตุผลต่าง ๆ นานาให้คิดว่าเราน่าจะได้มากกว่านั้นอยู่ตลอด เช่น คนอื่นเขายังได้มากกว่าฉัน แต่ก่อนฉันได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ขายตอนนั้นป่านนี้ฉันรวยอู้ฟู่ไปแล้ว ฉันทำงานหนักกว่าคนอื่นทำไมได้แค่นี้ ฯลฯ

คนอย่างบุญชูไม่มีความสุขกับ ๖๐๐ บาทที่ได้มาก็เพราะคิดว่า ๒,๐๐๐ บาทต่างหากคือเงินที่ตัวเองน่าจะได้หากเพียงแต่ลงเงินแทง ๕๐ บาทเหมือนอย่างสาคร แต่ก็น่าสงสัยว่าถ้าเขาได้ ๒,๐๐๐ บาทเขาจะมีความสุขหรือหากรู้ว่าเพื่อนอีกคนได้มา ๖,๐๐๐ บาทจากหวยตัวเดียวกัน

สำหรับนักช็อปปิ้ง ถึงแม้จะซื้อได้ของถูก แต่ความดีใจจะเปลี่ยนเป็นความเสียใจทันทีที่คิดว่าฉันน่าจะซื้อได้ถูกกว่านี้ อะไรเป็นเหตุให้คิดแบบนี้หากไม่ใช่เป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ซื้อได้ถูกกว่าตน

ในขณะที่ “ความน่าจะ”ทำให้เราไม่เคยพอใจในสิ่งที่ได้มา “ความไม่น่าจะ”ก็ทำให้เราเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นกับสิ่งที่เสียไป

ผู้คนเป็นอันมากเสียทรัพย์แล้ว ก็ยังเสียใจไม่สร่างก็เพราะเอาแต่คิดว่าฉันไม่น่าจะให้เขายืมเงินเลย ฉันไม่น่าจะวางกระเป๋าไว้ตรงนั้นเลย ฯลฯ เสียคนรักหรือเสียสุขภาพก็เช่นกัน สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจหนักขึ้นก็คือความคิดที่ว่าฉันไม่น่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เลย ใช่หรือไม่ว่าทุกครั้งที่เราอุทธรณ์ร้องบ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ?” เรากำลังคิดว่าเหตุร้ายไม่น่าจะเกิดขึ้นกับฉันเลย

“ความน่าจะ”หรือ “ความไม่น่าจะ” มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรายังสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ หรือสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ป่วยการจะคิดถึงว่ามันน่าจะดีกว่านี้ หรือมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะคิดแล้วก็เป็นทุกข์เปล่า ๆ นอกจากทำให้เราไม่พอใจในสิ่งดี ๆ ที่ ได้มาแล้ว ยังทำให้เราไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แทนที่จะหาทาแก้ไข ก็มัวแต่กลัดกลุ้ม แทนที่จะใคร่ครวญหาทางออกหรือสรุปบทเรียน ก็กลับคร่ำครวญฟูมฟาย

อดีตนั้นผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึงว่าเราน่าจะทำอย่างนี้ ไม่น่าจะทำอย่างนั้น หากพอใจสิ่งดี ๆ ที่ได้มา และยอมรับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น เราจะมีความสุขกับปัจจุบันได้มากขึ้น

from
http://www.visalo.org/article/Image255111.htm
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9759399/I9759399.html


“ไข่ไก่” กินได้วันละฟอง!

ไข่ แหล่งอาหารที่มีราคาถูก สามารถทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู แต่ยังมีข้อกังวลในเรื่องโคเลสเตอรอล ที่หลายคนไม่กล้ากินไข่...นักโภชนาการมีคำตอบ

ไข่ เป็นอาหารของคนมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา ไข่เต่า หรือไข่จากสัตว์เล็ก เช่น ไข่ปลา ไข่ปู ไข่กุ้ง หรือแม้แต่ไข่มดแดง แต่ไข่ที่นิยมบริโภคและมีอยู่ติดตู้เย็นกันแทบทุกบ้านก็คือ ไข่ไก่

ไข่ เป็นแหล่งอาหารที่มีราคาถูก สามารถทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู มีรสชาติอร่อย เก็บไว้ได้นาน ทั้งยังเป็นอาหารแนะนำใช้เลี้ยงทารกและเด็กๆ ก็เป็นเพราะไข่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ที่สำคัญ...โปรตีนในไข่ถือเป็นโปรตีนมาตรฐานที่นักวิชาการด้านโภชนาการนำมาใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับโปรตีนจากแหล่งอาหารอื่น เนื่องจากไข่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดที่มีซัลเฟอร์สูง ให้ประโยชน์ในการสร้างเซลล์ผิวหนัง ผมและเล็บ ไข่จึงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับข้อข้องใจที่หลายคนกังวลและทำให้ไม่กล้ารับประทานไข่ไก่ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโคเลสเตอรอลในไข่ ทั้งนี้ ร่างกายจะสร้างโคเลสเตอรอลได้โดยตับและลำไส้

ขณะเดียวกันก็ได้จากสารอาหารโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตด้วย โดยคนปกติทั่วไปควรรับโคเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งในไข่ไก่ 1 ฟองมีโคเลสเตอรอลอยู่ประมาณ 200-220 มิลลิกรัม ไม่เกินความต้องการต่อวัน

ขอพูดถึงงานวิจัยในระดับโลกที่ว่าด้วยเรื่องไข่ไก่กับระดับโคเลสเตอรอลสักนิด... ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard เมื่อปี พ.ศ.2542 โดย Harvard Nurses’ Health Study and the Health Professionals Follow Up Study ที่ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ในการทดลองให้กลุ่มตัวอย่าง 100,000 คน บริโภคไข่ไก่วันละ 1 ฟองต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่บริโภคไข่มากกว่า 1 ฟองต่อวัน

พบว่านอกจากการรับประทานไข่ไก่วันละฟองจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจป้องกันการเกิดโรคหัวใจด้วยซ้ำ ทั้งพิสูจน์ได้ว่าการรับประทานไข่ไก่ไม่ได้ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง หลอดเลือดอุดตัน หรือเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ แต่โรคที่ว่ากลับเกิดเพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงชนิดอื่นอย่าง นม เนย เป็นต้น

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังพบอีกว่าการกินไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อย่างโรคหัวใจ หรือโรคสมองเสื่อมได้ด้วย นั่นเพราะไข่ไก่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย อาทิ สารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งวิตามินบีที่ช่วยเรื่องของกล้ามเนื้อ ป้องกันโรคเหน็บชาได้ โดยเฉพาะไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดผลกระทบเรื่องโคเลสเตอรอล

สอดคล้องกับ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association : AHA) ที่พบว่าการกินไข่วันละ 1 ฟองไม่ก่อให้เกิดปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และได้เปลี่ยนคำแนะนำในการทานไข่ จากเดิมไม่ควรเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ เป็นวันละไม่เกินหนึ่งฟองแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากการบริโภคไข่ไก่ไม่ได้เป็นปัจจัยส่งผลต่อความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดอุดตันแต่อย่างใด

ดังนั้น กลุ่มเด็กเล็ก เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และคนวัยทำงานทั่วไป จึงสามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง แต่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้มีโคเลสเตอรอลสูงและกลุ่มที่มีพันธุกรรมที่ร่างกายไวต่อการดูดซึมโคเลสเตอรอล ยังคงควรบริโภคไข่ที่สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง

ที่สำคัญ ควรบริโภคไข่สุก เพราะไข่ที่ไม่สุกจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ไข่ขาวที่ไม่สุกจะขัดขวางการดูดซึมวิตามินไบโอติน ทำให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากไข่ลดลง และไข่ดิบร่างกายจะย่อยได้ยาก

เมื่อรู้จักคุณค่าของไข่ไก่ที่ถูกต้องเช่นนี้แล้ว ก็น่าจะช่วยให้คนไทยที่บริโภคไข่เพียง 150-160 ฟองต่อคนต่อปี ไม่มองข้ามที่จะบริโภคไข่ไก่กันมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง การผลักดันสุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทยให้ดีขึ้นด้วย เพราะเมื่อเทียบตัวเลขอัตราการบริโภคไข่ไก่ของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ที่มีการบริโภคกัน 250-300 ฟองต่อคนต่อปี ถือได้ว่าคนไทยยังบริโภคไข่ไก่น้อยมาก

นอกจากนี้ การรับประทานไข่ไก่ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารจำเป็น พร้อมๆกับปฏิบัติตามโภชนบัญญัติและธงโภชนาการ โดยบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณพอเหมาะ และออกกำลังกายเป็นประจำ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงโดยถ้วนหน้ากัน

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20101002/355816/“ไข่ไก่”-กินได้วันละฟอง!.html


โดนัทที่คุณคู่ควร?


ใช้ไอโฟน4 ดื่มสตาร์บัค แกล้มคริสปี้ ครีม ...หลายคนประชดประชันถึงการมาของขนมมีรูชิ้นนี้ ว่าคือหนึ่งในแอคเซสซอรี่ "ที่กินได้"

ถัดจากไอโฟน 4 นี่คือ ความสำเร็จของการเปิดตัวชนิด "ทอล์คออฟเดอะทาวน์" สำหรับโดนัทสัญชาติอเมริกัน "คริสปี้ ครีม (Krispy kreme)" ที่บินลัดฟ้าขอแชร์ตลาดเค้กมีรู ดูจากราคาตั้งต้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม

กระแสของคริสปี้ครีมอินไทยแลนด์ ถูกปลุกมาร่วมๆ ปีแล้ว ยังไม่นับรวมที่ไปโผล่(แบบไทอิน) ในหนังฮอลลีวู้ดเรื่องต่างๆ เช่น sex and the city , saw , blade 2 และ collateral ทำให้คนไทยกับโดนัทน้องใหม่ ไม่แปลกหน้ากันจนเกินไปนัก

ยิ่งไปกว่ารสชาติที่หลายคนบอกว่าน่าจะเป็น "โดนัทที่อร่อยที่สุดในโลก" แต่ด้วยสกุลรุนชาติรวมไปถึงเครื่องเคราต่างๆ ที่ประกอบกันออกมาเป็น คริสปี้ ครีม ทำให้ไฮไซโดนัท ไม่ใช่เป็นแค่โดนัท หากไปไกลถึง วัฒนธรรมอาหาร ไลฟสไตล์ และ แอคเซสซอรี่ที่กินได้ ...อร่อยด้วย

การต่อคิววันแรก

แอคเซสซอรี่มีรู

หลังจากตกไปถึงท้องของคนญี่ปุ่น ปากของคนแคนาดา และไลฟ์สไตล์การกินของหลายๆ ประเทศ ถึงตอนนี้ "คริสปี้ ครีม" ก็เปิดสาขาแรกอย่างเป็นทางการในบ้านเรา และเหมือนมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนอยากลิ้มลอง ไปตั้งแถว ต่อแถวและนอนรอตั้งแต่ตี 4 ของวันแรกที่ขาย

คนที่รอคอยดูมีความสุข ขณะที่คนทั่วไปบางกลุ่มบอกว่า นานๆ ไป ไฮโซโดนัทอย่าง คริสปี้ ครีม อาจมีชะตากรรมแบบเดียวกับสตรีท โดนัทอย่าง "โรตี บอย" ที่หายไปอย่างรวดเร็วและปิดกิจการในบ้านเราไป ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมบันเทิงนี้ แน่นอนว่ามีหลายมิติให้มอง "จุดประกาย" จึงออกไปสำรวจความคิดเห็นของสังคมที่เกี่ยวข้องไฮโซโดนัทชื่อนี้

ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันทน์ จากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักวิจารณ์วัฒนธรรมป๊อปบอกว่า การมาถึงของคริสปี้ ครีมนั้น สะท้อนจริตอย่างหนึ่งของชนชั้นกลางบ้านเราอย่างน่าสนใจ

"ทำไมโดนัทของ คริสปี้ ครีม ถึงให้ความรู้สึกพิเศษแก่คนกินเหรอ" เขาทวนคำถาม "ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปมองก่อนว่า บ้านเราไม่ใช่ไม่เคยมีการสร้างโดนัทแปลกๆ มาก่อน คุณจำได้ไหมเราเคยมีมิสเตอร์บัน ก่อนหน้านั้นก็มีโรตี บอย และในตอนหลัง เรายังมีโดนัทของ ติ๊ก ชิโร่ อีก แต่คริสปี้ ครีม แตกต่างออกไปในมิติของสินค้าตลาดเดียวกัน คนจะรู้สึกว่าคริสปี้ ครีม เหมือนเป็น innovation อย่างหนึ่ง และพวกเขาคือ innovator ที่พลาดสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงเกิดกระแสคนแห่คลั่งไปรอเข้าแถวที่พารากอน"


"ในมุมหนึ่ง โดนัทของมิสเตอร์บันหรือโรตี บอย รวมทั้ง ติ๊ก ชิโร่ ไม่ได้มีความไฮโซมาก ยิ่งของ ติ๊ก นั้น มาร์จินต่ำกว่า เพราะอะไร เพราะมันเป็นวัฒนธรรมขายของ หรือเอาตัวเซเลบนำโดนัท ขายตัวคุณติ๊ก ไม่ได้ขายตัวโดนัท นั่นหมายความว่า มาร์จินจริงๆ อยู่ที่ตัวเจ้าของคือคุณติ๊ก ขณะที่ คริสปี้ ครีมนั้นสลับที่ทางกัน มันมีการลงทุน ซื้อลิขสิทธิ์เข้ามา พอมันผ่านกระบวนการต่างๆ ทางวัฒนธรรม อีกทั้งมีโลโก้เป็นแบรนด์ขนาดนี้ คนที่ชอบโดนัท หรือคนที่ไม่ชอบโดนัทจริงๆ ก็อาจจะรู้สึกว่า พวกเขาควร "เข้าร่วม" ปรากฏการณ์นี้ ซึ่งคนแบบนี้ เราเรียกว่าเป็นพวก innovator ที่ชอบวัฒนธรรม contemporary ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น มือถือใหม่ บีบีรุ่นล่าสุด รถยนต์ การดูคอนเสิร์ตที่หาดูยาก หนังรอบพิเศษที่มีตั๋วจำกัด หรืออื่นๆ"

เจ้าของวิเคราะห์วัฒนธรรมป๊อปหลายชิ้นในหลายสื่อสิ่งพิมพ์บอกกับ "จุดประกาย" ว่า การเข้าแถวของลูกค้า คริสปี้ ครีม นั้น ตัว อ.ชวนะ ทำนายไว้ว่าไม่เกินหนึ่งไตรมาส กระแส popular culture นี้จะจางลงไป แต่ลูกค้าหลักๆ จะยังติดตามสนับสนุนอยู่

"คุณอย่าไปตกอกตกใจกับการที่คนแห่ไปกินคริสปี้ ครีมเลย สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากภาพวันเดียวกันที่ผู้คนจำนวนมากกันไป CTW ราวกับได้ของแจกฟรี คนแบบนี้จะมีจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพร้อมที่จะเข้าร่วมปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคม ขอให้รู้เถอะว่าพวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรๆ ที่มันพิเศษ พวกเขาก็จะทำ แต่มันไม่ได้เป็นตัวประกันนะว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวกแฟนพันธุ์แท้จริงๆ"

ชาวิพร สุริยะจันทร์ นักศึกษาคนหนึ่งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ให้สัมภาษณ์สายตรงกับ "จุดประกาย" ว่า เธอไม่ได้บอกว่าชอบหรือไม่ชอบไฮโซโดนัทชื่อนี้ แต่ถ้าต้องไปเข้าแถวยาวนาหลายชั่วโมง เธอคงไม่ทำ แม้ว่าจะเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้


"ที่ลอนดอนไม่มีคนเข้าแถวเลยค่ะ หรือว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นเฉพาะบางประเทศ" เธอตั้งข้อสังเกต

แง่มุมที่ ชาวิพร จุดขึ้นมานั้น แฟนโดนัทบางคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นไปได้ว่า วัฒนธรรมการกินโดนัทนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการกินของประเทศนั้น เช่นในญี่ปุ่นกับอเมริกา มองว่าการเข้าแถวต่อและรอคอยนั้น เป็นความสนุกอย่างหนึ่ง เราจึงเห็นคนต่อแถวที่ทุกครั้งที่ไปเที่ยวสองประเทศนี้ โดยเฉพาะญี่ปุ่น

ด้านบุคคลที่ถูกอ้างถึง ติ๊ก ชีโร่ หรือ มนัสวิน นันทเสน เจ้าของโดนัท โด ดี โด (Do Dee Dough) ก็เผยว่า เคยได้ชิมโดนัทคริสปี้ ครีมแล้ว ที่สำนักงานใหญ่ นอร์ธแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา พร้อมเข้าไปลึกถึงครัว ดูกระบวนการทำชนิดละเอียดยิบ

พร้อมๆ กับทุกคนที่คนขายโดนัทระดับท้องถิ่นอย่างเขาจะรับรู้ข่าวการมาของไฮโซโดนัท


"ก็ยินดีกับความสำเร็จของเขาด้วยครับ" ก็เหมือนกับ อ.ชวนะ ที่ไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นเพียงปรากฎการณ์ช่วงแรกหรือไม่ พร้อมเล่าต่อว่า ส่วนตัวเคยไปเป็นส่วนหนึ่งของ "คิวยาว" หลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการต่อแถวซื้อเทอริยากิในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็เข้าใจได้เพราะมันอร่อยจริงๆ อีกทั้งวัฒนธรรมการต่อคิวถือเป็นประเพณีของชาวอาทิตย์อุทัยอยู่แล้ว

"ถือว่าเป็นความสนุกอย่างหนึ่งนะครับ ที่ได้ลุ้น ได้รอ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง แต่ถ้าให้กลับไปต่อคิวอีก คงไม่แล้ว"

ติ๊ก ชีโร่ บอกอีกว่า ไม่นานคงไปอุดหนุนคริสปี้ ครีม ซึ่งอยู่คนละตำแหน่งทางการตลาดกับ โด ดี โด อยู่แล้ว

คริสปี้ เริ่มต้นชิ้นละ 27 บาท ส่วนโต้ ชีริก วางเพดานราคาไว้ที่ 5-18 บาทต่อชิ้น

"คงไม่ต่างจากไอโฟน 4 ที่หลายคนอยากเป็น 'คนแรกๆ' ผมเองยังเคยไปต่อคิวซื้อบัตรคอนเสิร์ตเกาหลีกับลูกอยู่ครึ่งวัน ถ้าพูดแบบประชดประชันก็ต้องบอกว่า อดทนกันจัง อ่านหนังสือไม่เห็นนานกันอย่างนี้เลย"

ถามถึงธุรกิจโดนัทราคาย่อมของเขา ได้คำตอบสั้นๆ มาว่า "ยอดเยี่ยมมากครับ" ในประเทศไทยที่ยอดความนิยมโดนัทถือเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น





เคลิ้มเพราะการตลาด?

ในวันแรกที่มีการเปิดให้บริการไฮโซโดนัท คริสปี้ ครีม นั้น ปรากฏว่ามีคนไปเข้าแถวต่อๆ กันเกือบๆ ครึ่งกิโล (ตามข่าวที่ออก) "จุดประกาย" ลองไปดูบรรยากาศของวันต่อๆ มา ก็พบว่าคนไทยยังคงสนุกสนานกับการเข้าแถวรอ


"ร้านของเราขายดีตลอดเวลาเลยค่ะ" อุษณีย์ มหากิจศิริ ประธานบริหารของ "คริสปี้ ครีม" ให้สัมภาษณ์กับ

"ถามว่า คริสปี้ ครีม จะอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนไทยไปอีกนานไหม ในทุกๆ ปี ธุรกิจโดนัทมีตัวเลขอยู่ที่ 2,000 กว่าล้านบาท และมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกๆ ปี ฉะนั้น ตัวเลขที่ว่านี้น่าจะอธิบายและบอกได้ดีถึงอนาคตของธุรกิจนี้"

ผู้บริหารสาวที่ยอมรับว่า เธอหลงใหลรสชาติของ คริสปี้ ครีม มานานแล้ว และแม้แต่ตอนตั้งครรภ์ ก็ยังคงเดินทางไป bid อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็ได้ถือครองสิทธิ์ที่ว่านี้

"ถามว่า ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความต่างของโดนัท คริสปี้ ครีมกับโดนัทอื่นๆ ตุ๊ก อยากจะบอกว่า ความเป็นตำนานของมัน ความเก่าคลาสสิก และรสชาติที่อร่อยของคริสปี้ ครีม คือความต่างของเรา"

จตุพร ธนวิภูษิต เป็นผู้สื่อข่าวทีวีสายไลฟ์สไตล์ของ mango TV เธอมีชีวิตที่ดื่มกินโดนัทมาตลอด และกินมาแล้วทุกชื่อ สิ่งที่เธอบอกกับจุดประกาย ก็คือ ความรู้สึกที่มีต่อ คริสปี้ ครีม

"รู้สึกนับวันพัฒนาการในเรื่องรูปทรง รสชาติ และเครื่องปรุงแต่งที่มีต่อโดนัทเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่สำคัญมันยิ่งอร่อยขึ้น อาจเป็นเพราะผู้คิดค้นใหม่ต้องการกินอะไรที่แปลกแหวกแนว ในขณะที่ชื่อของมันก็ยังเป็นโดนัทเหมือนเดิมไปเปลี่ยน ที่สุดแล้ว 'โดนัท' มันก็คือแป้งที่มีครีมเป็นไส้ แต่ไม่รู้ทำไมกินทีไรก็เคลิ้มทุกที แต่ก็คิดว่า จริงๆ แล้ว รสชาติของสินค้าอาจเป็นข้อเด่นอย่างหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่ทำให้โดนัทนั้น สามารถประคองตัวอยู่ได้ก็เพราะการทำการตลาดมารองรับ"


อ.ชวนะ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่า คริสปี้ ครีมจะมีปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมป๊อปที่รุนแรงในวันเปิดตัว แต่เมื่อผ่านไปไตรมาสหนึ่ง ตัวสินค้าก็จะตกลงและต้องหาการตลาดที่ทันสมัยเข้าไปช่วย

"เราก็เห็นอยู่แล้วว่า ตอนนี้ก็เป็นการตลาด เพราะว่าถ้าเขาไม่มีการตลาดที่ดีเข้าไปช่วย คนจะตอบรับได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร" อ.ชวนะ ขยายเพิ่มเติมว่า โดยแก่นแท้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของขนมโดนัท แต่เป็นเรื่องของการหาพื้นที่ หาบุคลิกให้โดนัท

"ก็เหมือน โดนัท ของ ติ๊ก ชิโร่ นั่นแหละ เขารู้จักสร้างการตลาดให้คนจดจำตัวโดนัท รู้สึกโดนัท จะเป็นรูปตัว D ด้วย และยิ่งเขาเป็นคนดัง คนกินก็จะจดจำโดนัทของเขาได้มากกว่าปรกติ"

........................................................

นักการตลาดอย่าง กฤตินี ณัฎฐวุฒิสิทธิ์ ร่วมอธิบายปรากฏการณ์ "บ้าเห่อ" ของคนไทยที่เกิดขึ้นกับการมาถึงของคริสปี้ครีมว่า "ยังวัดอะไรมากไม่ได้"

สาเหตุที่วัดไม่ได้ ก็เพราะเส้นทางการพิสูจน์ตัวตนของสินค้าไม่ได้ดูแค่วันนี้หรือพรุ่งนี้ หากแต่ต้องดูกันไปนานๆ โดยกฤตินี อธิบายถึงสเต็ปการจะรับสินค้าหรืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่เข้ามาในชีวิตนั้น จะมีอยู่ 3 ระดับ


เริ่มจากการ Explore คือ เริ่มเปิดรับเพื่อค้นหาว่าสิ่งนั้นๆ มันดีอย่างไร เมื่อถึงสเต็ปของการทำความเข้าใจในตัว Core Value แล้วนั้น จึงจะถึงระดับที่เรียกว่า รับเข้ามาอยู่ในชีวิตวึ่งอาจจะซึมลึกขนาดเข้าเส้น หรือ แค่เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิต(ที่ไม่ได้หายไป) ก็ต้องขึ้นอยู่กับ Core Value อีกเช่นกัน

สเต็ปที่คริสปี้ครีมยืนอยู่ก็เพียงแค่จุดเริ่มต้น กระแส ก็เป็นแค่ตัวจุดประกายให้คนอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อของ คริสปี้ ครีม มาก่อน อยากจะร่วมเป็น The One of ขบวนการคลั่งสินค้าแบรนด์นี้

แต่สิ่งที่จะทำให้สินค้านั้นๆ ยืนอยู่ได้ในระยะยาว สำคัญคือ "กึ๋น" ของนักการตลาด ที่จะทำอย่างไรถึงจะสามารถใช้กระแสที่เกิดขึ้นให้มีประโยชน์สูงสุด

"วันนี้ความฮิตของคริสปี้ครีม ก็เป็นเหมือนลมพายุ ที่พาฝนมากระหน่ำ แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ฝนจะตกตลอดไป เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่จะต้องฉลาดใช้ประโยชน์จากฝนที่ตกลงมา ทั้งรู้จักสร้างฝายชะลอน้ำ รู้จักสร้างอ่างเก็บน้ำให้คุ้มค่ามากที่สุดต่างหาก"







..............................



รับจ้างต่อคิวที่ญี่ปุ่น

ปรากฎการณ์ต่อแถวซื้อคริสปี้ ครีมนี้เกิดขึ้นเหมือนกันที่ญี่ปุ่น - ประเทศที่การต่อคิวคือเรื่องปกติ


ใน www.entrepreneur.com ลงบทความชื่อว่า "ทำไมคนญี่ปุ่นต้องต่อคิวซื้อโดนัท 2 ชั่วโมง" เมื่อปี 2008

คริสปี้ ครีมเฉพาะโตเกียวตอนนี้มีหลายสาขา ว่ากันตั้งแต่ สาขาแรก(2001)ชินจูกุ คาวากูชิ ไปจนถึง ชิบูย่า ตามหลังดันกิ้นโดนัทและมิสเตอร์โดนัทอยู่หลายปี

บทความชิ้นนี้เริ่มต้นจากความสงสัยว่า เพราะรสชาติอันเป็นสูตรลับเฉพาะเท่านั้นหรือที่ทำให้คนญี่ปุ่นต่อคิวซื้อโดนัทได้ทุกวัน โดยไม่หวั่นลมแรง ฟ้ามืดค่ำ ด้วยระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงในชั่วพีค สำหรับเค้กมีรูชิ้นหนึ่งที่กินหมดได้ภายในไม่ถึงนาที

คำตอบง่ายที่สุดคือ คนญี่ปุ่นชอบต่อคิว อะไรที่ราคาแพงมักเชื่อว่าน่าจะมาพร้อมกับคุณภาพสูง

คิวยาวเหยียดอาจเป็นดัชชี้วัดความนิยมได้อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ของชิ้นนี้ "หากินยาก" มากขึ้นพร้อมๆ กับมูลค่าของมันที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น สำหรับลูกค้าหลายๆ คน การอยู่ในคิวนานๆ ยิ่งไปเพิ่มระดับของ "การรอคอยด้วยความหวัง" และ รางวัลแห่งความอดทนคือ ขนมที่ปรารถนา

ยังอ้างถึงบทความใน The Japan Times ฉบับฤดูร้อน 2007 ที่ไปสัมภาษณ์ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งสารภาพว่า เธอมีความสุขกับการต่อคิวอยู่ข้างนอกร้านมาก และเธอก็มักจะต่อคิวบ่อยๆ ก่อนที่จะถามคนข้างหน้าว่า เขาขายอะไรกัน

การรอได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่ง ในญี่ปุ่นมีบริษัทที่ชื่อ 'Benriya' ที่ให้บริการแปลกๆ เช่น ให้เช่า "นักต่อคิว" เพื่อสร้างคิวให้ยาว สำหรับลูกค้าที่ไม่อยากหรือไม่สามารถต่อคิวได้นาน ก็จะจ้างคนให้ต่อคิวแทน ที่สำคัญบริการนี้ ไม่ฟรี ยิ่งไปกว่านี้ ลูกค้าเหล่านี้ก็จะพลาดโดนัทแจกฟรีระหว่างรอคิวด้วย หรือลูกค้ารายใดหิวจนหน้ามืดตาลาย ก็สามารถไปใช้ Express line ที่มีโดนัท (บังคับซื้อ) 1โหลแพคใส่กล่องไว้เรียบร้อย


ในคิวของคริสปี้ครีม คงไม่ยากที่จะหานักต่อคิวมืออาชีพในแถวยาวเหยียดนั้น และนี่อาจจะเป็นการรักษาคิวที่ยาวเหยียดเอาไว้ให้คงอยู่ ค่าจ้างของพนักงานบริษัท Benrinya อาจจะเป็นงบประมาณระดับรองลงมา ถ้าคิวดังกล่าวเกิดหายไป

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20101001/355631/โดนัทที่คุณคู่ควร-.html