27 ตุลาคม 2552

ผลวิจัยสหรัฐเตือน ยาสีฟันดัง เจอสารก่อมะเร็ง

ผลวิจัยสหรัฐเตือน ยาสีฟันดัง เจอสารก่อมะเร็ง

เตือนให้ระวังยาสีฟัน -สบู่-น้ำยาบ้วนปาก เจือปนสารก่อมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค เผยผลวิจัยสินค้าหลายยี่ห้อ อาทิ คอลเกต เดนทอล เซนโซดายน์ ระบุมีสารไทรโคซานผสมอยู่ ซึ่งจะมีปฏิกิริยากับน้ำคลอรีน ก่อให้เกิดก๊าซคลอโรฟอร์ม ถ้าร่างกายคนเราได้รับก๊าซชนิดนี้เข้าไปมากๆ จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรคตับ หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกตรวจสอบและออกกฎระเบียบควบคุมสารเคมีตัวนี้

เมื่อ วันที่ 16 เม.ย. หนังสือพิมพ์อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด นิวส์ ประเทศอังกฤษ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเตือนรัฐบาลทั่วโลกเร่งตรวจสอบสินค้าอุปโภค ประเภทยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาล้างจาน และสบู่ซึ่งมีส่วนผสมของสารต่อต้านแบคทีเรีย "ไทรโคซาน" ภายหลังจากวิจัยแล้วพบว่าสารไทรโคซานที่ผสมอยู่ในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ยี่ห้อดังๆ เช่น คอลเกต เดนทอล เซนโซดายน์ และอควาเฟรช เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำประปาผสมคลอรีนในประเทศอังกฤษจะส่งผลทำให้เกิดก๊าซ คลอโรฟอร์ม ซึ่งถ้าร่างกายคนเราได้รับก๊าซชนิดนี้เข้าไปมากๆ จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรคตับ หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง

รายงาน ข่าวอีฟนิ่ง สแตนดาร์ด ระบุว่า สารไทรโคซานมีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย และบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคทำความสะอาดร่างกายและทำความสะอาด เครื่องใช้ต่างๆ มักนำมาใช้เป็นส่วนผสม โดยผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังๆ ตามท้องตลาดที่พบว่ามีส่วนผสมของสารไทรโคซาน เช่น
- ยาสีฟันคอลเกต โทเทิล เฟรช (Colgate Total Fresh)
- ยาสีฟันคอลเกต โทเทิล (Colgate Total)
- ยาสีฟันเซนโซดายน์ โทเทิล แคร์ (Sensodyne Total Care)
- น้ำยาบ้วนปากเดนทอล (Dentyl mouthwash)
- ยาสีฟันอควาเฟรช (Aquarfresh)
- ยาสีฟันของห้างเทสโก้
- รวมทั้งน้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างมือ และสบู่อีกหลายยี่ห้อที่มีไทรโคซานเป็นส่วนผสม

ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ ไวเคสแลนด์ นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ประเทศสหรัฐอเมริกา นำผลิตภัณฑ์ผสมสารไทรโคซานเหล่านี้ไปทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่าเมื่อสาร ไทรโคซานในผลิตภัณฑ์ทำปฏิกิริยากับน้ำประปาผสมคลอรีนในประเทศอังกฤษ จะทำให้เกิดก๊าซคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคขึ้นมา โดยถ้าร่างกายได้รับคลอโรฟอร์มในปริมาณมากๆ อย่างต่อเนื่องผ่านการหายใจหรือผ่านการดูดซึมทางผิวหนังอาจเป็นสาเหตุทำให้ เกิดโรคซึมเศร้า โรคตับ หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง

"นี่คืองาน วิจัยชิ้นแรกที่ชี้ให้เรารู้ว่าสินค้าอุปโภค เช่น สบู่ต่อต้านแบคทีเรีย สามารถทำให้เกิดก๊าซคลอโรฟอร์มขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกตรวจสอบและออกกฎระเบียบควบคุมสารเคมีตัวนี้ อย่างใกล้ชิด" ศาสตราจารย์ไวเคสแลนด์กล่าว

ด้านนายไจล์ส วัตสัน นักพิษวิทยาประจำกองทุนเพื่อสัตว์ป่า (WWF) เตือนผู้บริโภคว่า แม้การทำปฏิกิริยาระหว่างสารไทรโคซานกับน้ำคลอรีนจะก่อให้เกิดก๊าซ คลอโรฟอร์มในปริมาณไม่มากนักและผลกระทบต่อร่างกายจากก๊าซตัวนี้ยังไม่มี ข้อมูลยืนยันชัดเจน แต่ร่างกายผู้บริโภคอาจค่อยๆ สะสมสารตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในกรณีที่ใช้สินค้าเป็นระยะเวลานานๆ ดังนั้น ถ้าผู้บริโภคยังไม่แน่ใจในความปลอดภัยควรตรวจดูฉลากส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ก่อน จะซื้อว่ามีส่วนผสมของสารไทรโคซานหรือไม่ ถ้ามีก็ควรหลีกเลี่ยง

วัน เดียวกัน ภก.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวถึงการใช้สารไทรโคซานในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายในประเทศไทย ว่าขณะนี้ยังมีการอนุญาตให้ใช้อยู่ จัดอยู่ในประเภทเครื่องสำอาง ส่วนใหญ่มักจะเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ประเภทสบู่ยา ส่วนยาสีฟันพบว่ามีใช้บ้างแต่น้อย เพียง 1-2 ยี่ห้อเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลที่ระบุว่าเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งนั้น มีการรายงานเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่าสารดังกล่าวก่อให้เกิดมะเร็งจริง จึงยังคงอนุญาตให้ใช้ แม้แต่ประเทศในกลุ่มอียูก็ยังอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวอยู่ เนื่องจากหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ในส่วนของอย.ได้ติดตามข้อมูลทางวิชาการในเรื่องนี้มาโดยตลอด และได้สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลการใช้สารดังกล่าวในประเทศไทยแล้วว่ามีผลิตภัณฑ์ ใดบ้างที่ใช้สารตัวนี้ เบื้องต้นจากการทบทวนข้อมูลต่างๆ แล้ว พบว่ายังไม่น่าตกใจเท่าไร

Ref. http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod.php?sectionid=0301&searchks=''&sk=''&s_tag=03p0102170448&day=2005/04/17&show=1

from http://www.pantown.com/board.php?id=5170&name=board1&topic=89&action=view


บัญญัติ 10 ประการ สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

บัญญัติ 10 ประการ สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

บัญญัติ 10 ประการ สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า มีดังต่อไปนี้

Idea 1. อย่าคิดว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อกระดาษเพียงหนึ่งแผ่น
ดร. ท่านบอกในเชิงว่า เราควรคิดว่าเราซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะว่าเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของกิจการนั้นๆ อยากเติบโตไปพร้อมๆกัน
อย่าไปคิดว่ามันเป็นเพียงหุ้นกระดาษเพียงหนึ่งใบ มันจะทำให้เรามองไม่เห็นคุณค่าของกิจการนั้นๆ เราไม่ได้ลงทุนด้วยใจ

ดร. ท่านเน้นย้ำว่า อย่าไปสนใจราคาที่ผันผวนในระยะสั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ราคาจะวิ่งเข้าหา "มูลค่าที่เหมาะสม" ของตัวมัน
นั่นคือ หากบริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วปัจจัยหลักที่จะทำให้ราคาเคลื่อนตัวก็คือ "กำไร"


Idea 2. ต้องรู้ว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการอะไร ต้องเข้าใจตัวธุรกิจได้ง่าย
ดร. ท่านบอกในเชิงว่า เราควรรู้ว่าบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจหลัก ที่นำมาซึ่งรายได้ คืออะไร เช่น หากเรารู้ว่าบริษัทนี้ผลิตขนมปัง
หรือว่าบริษัทนี้ขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ... อย่างนี้คือเราสามารถเข้าใจในตัวกิจการได้
แต่ถ้าเป็นพวกกิจการโรงงานน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ... เรามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
ความเสี่ยงในการลงทุนจะแปรผันตรงตาม "ความไม่เข้าใจ" ในตัวธุรกิจนั้นๆ


Idea 3. ต้องลงทุนในกิจการที่ดี ราคาไม่แพง
คำว่า "กิจการที่ดี" อาจจะเป็นคำที่ดูคลุมเคลือ มันไม่ใช่ตัวเลข ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนในการ "ตีความ"
ว่ากิจการที่ดีเป็นอย่างไร ? ส่วนราคาไม่แพง นั่นก็คือยึกหลักว่า ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น ควรเผื่อค่า MOS ไว้ให้เพียงพอ
เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากเกิดสภาวะไม่ปกติ เหมือนเช่นที่ผ่านมา เป็นต้น


Idea 4. ควรมีการกระจายความเสี่ยงของหุ้น แต่อย่ามากจนเกินไป
ดร. ท่านบอกว่า ไม่ควรลงทุนในหุ้นเพียงตัวใดตัวหนึ่ง เพราะเราอาจ "คาดการณ์" ตัวธุรกิจนั้นๆพลาดได้ ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นทันที
ท่านแนะนำว่า อย่างน้อยถือไว้สัก 4-5 ตัว จะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สมเหตุสมผล มันจะช่วย balance ความเสี่ยงได้มากขึ้น
อย่าถือจำนวนหุ้นมากเกินไป เพราะเราจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง การ focus ต่อหุ้นแต่ละตัวจะทำได้ไม่ดีพอ


Idea 5. ห้ามให้พอร์ทของหุ้นว่างเปล่า
ข้อนี้ต้องฟังกันดีๆ ดร. ท่านบอกในเชิงว่า หากเราตั้งใจไว้แล้วว่าจะลงทุนในหุ้นทั้งหมด 60% จากพอร์ทเงินทั้งหมด
เราก็ต้องมีหุ้นอยู่ในพอร์ทในอัตราส่วน 60% ตลอดเวลา ... ไม่ควรเพิ่ม และ ไม่ควรลดลง ให้มากหรือน้อยไปกว่านี้
60% ของพอร์ทไม่ได้หมายความว่า คุณต้องกอดหุ้นตัวนั้นตลอดไป ห้ามขาย
ดร. ท่านบอกไว้ว่า เราสามารถ "เปลี่ยน" ตัวหุ้นได้ แต่อย่าเปลี่ยน 60% นั้นให้กลายเป็นเงินสด แต่ให้เปลี่ยนเป็นหุ้นตัวอื่นแทน


Idea 6. ถือหุ้นที่ปลอดภัยแม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ
"หุ้นที่ปลอดภัย" เราจะตีความได้อย่างไรดี ?
บริษัทอะไรที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อยามเศรษฐกิจตกต่ำ ใช่บริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค บริโภคหรือเปล่า ?
คำตอบของข้อนี้ขึ้นอยู่กับ "มุมมอง" และ "ประสบการณ์" ของแต่ละคนครับ


Idea 7. อย่าซื้อๆ ขายๆ (ซื้อหุ้นไม่ควรหวังค่ากับข่าว แต่ควรหวังค่าบ้าน
ตรงตัวเลยครับ อย่าซื้อๆ ขายๆ ก่อนซื้อควรศึกษาหุ้นให้ดี ทำการบ้านเยอะๆ หากคิดว่าตัดสินใจถูกต้องแล้วก็ซื้อ แล้วถือยาวเลยครับ
" ซื้อหุ้นไม่ควรหวังค่ากับข้าว แต่ควรหวังค่าบ้าน " ทำได้ไหมครับ อิอิ

= =


Idea 8.ผลการดำเนินงานไม่จำเป็นต้องดีขึ้นทุกปี แต่โดยเฉลี่ยควรดีขึ้นเรื่อยๆ
ดร. ท่านบอกว่า ไม่จำเป็นว่าผมประกอบการในไตรมาสต่อไป ต้องมีผลประกอบการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ (ไม่ต้อง fix มากขนาดนั้น)
ขอเพียงแค่ผลกำไร "เกาะกลุ่ม" กับในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรอยู่ในอัตราการเติบโตที่สม่ำเสมอ
อาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างหวือหวา แต่ขอให้กำไรไม่ผันผวน สามารถคาดการณ์กำไรในอนาคตได้
โดยวัดจากอดีตที่บริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ เท่านี้ก็ถือว่า โอเคแล้ว


Idea 9. ติดตามผลการดำเนินงานในภาคสนาม (ตลาดจริง) อย่าไปดูราคาหุ้นมาก
ดร. ท่านบอกว่า เราควรหมั่นไปดูการดำเนินงานของบริษัทนั้นจริงๆบ้างว่า ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างในเรื่องของผลประกอบการ
มันไม่ได้ยากจนเกินไป เช่น หากเราซื้อหุ้นเกี่ยวกับสินค้าบริโภคตัวหนึ่ง หน้าที่ของเราก็ควรจะไปเดินดูตลาดที่ขายสินค้านั้น
ดูว่าขายดีไหม คนซื้อเขามีความเห็นอย่างไร หากเทียบกับสินค้าคู่แข่งแล้ว สินค้าเรามี "จุดเด่น/จุดด้อย" อย่างไร
ต้องมาเปรียบเทียบกัน

ยกเว้นกรณีเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ค่อนข้างไกลตัว (หรือดูยาก) เช่น โรงงานผลิตเหล็กรีดร้อน , ชิ้นส่วน electronic
อย่างนี้ก็ลำบากหน่อยในการติดตามความเคลื่อนไหว


Idea 10. เป้าหมายสูงสุดของการลงทุนคือ การถือหุ้นอยู่ในพอร์ทแล้วติดตามดูการเติบโต ในรูปของเงินปันผลที่ได้รับ
ข้อนี้ผมพึ่งคิดได้เหมือนกัน หลังจากที่ได้ฟัง ดร.ท่านพูด แล้วกลับมานั่งคิด .......... " เออ จริงด้วย(ว่ะ) "
ดร. ท่านบอกว่า จุดสูงสุดของการลงทุนก็คือ การที่คุณถือหุ้นได้อย่างสบายใจ โดยได้รับ "เงินปันผล" เป็นสิ่งตอบแทนในทุกๆปี
ดร. ท่านบอกว่า ถึงแม้ในบางช่วงเวลา ราคาหุ้นอาจจะมีการสวิงตัวบ้าง แต่สิ่งที่นักลงทุนได้รับกลับคืนมาแน่ๆ นั่นคือเงินปันผล

ดร. ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่า
ในปีแรกเราลงทุนด้วยเงินจำนวนก้อนหนึ่ง สิ้นปีผ่านไปได้รับเงินปันผล (สมมติ) 10,000 บาท
ในปีต่อมา (ด้วยจำนวนทุนเท่าเดิม) สิ้นปี เราอาจจะได้เงินปันผลเพิ่มเป็น 15,000 บาท
บางครั้งอาจเพิ่มเป็น 20,000 หรือ 30,000 บาท และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนเน้นคุณค่าทุกคน " ต่างรอคอย "

ดร. ท่านสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า มันมีทางเป็นไปได้ที่ เงินปันผลจะให้ผลตอบแทน "เท่ากับ" เงินต้นที่เราได้ลงทุนลงไป
... มันมีทางเป็นไปได้นะครับ


26 ตุลาคม 2552

ทฤษฎี VI (3) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

ทฤษฎี VI (3) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

เรื่องของ EQ หรือความสามารถทางอารมณ์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็น VI ที่ดี ว่าที่จริง EQ นั้น น่าจะสำคัญกว่า IQ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยซ้ำ ประเด็นสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ เราต้องมีทัศนะคติที่ถูกต้อง มีอารมณ์ที่มั่นคง และมีความกล้าที่จะตัดสินใจ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในการลงทุนนั้น เราต้องกล้าในยามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัว และกลัวในยามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังฮึกเหิม

ในมุมมองของ VI นั้น ตลาดหุ้นเป็นเสมือนคนที่มีอารมณ์ “แปรปรวน” และทำการซื้อขายหุ้นในราคาที่บ่อยครั้งไม่มีเหตุผล เช่นถ้าวันนั้น “นายตลาด” มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาก็จะเสนอซื้อหุ้นจากเราในราคาที่สูงลิ่วเกินมูลค่าของธุรกิจไปมาก แต่ในวันที่เขารู้สึกหดหู่ เขาก็พร้อมที่จะเสนอขายหุ้นให้เราในราคาที่ต่ำติดดินทั้ง ๆ ที่มันก็คือกิจการเดียวกับที่เขาเสนอซื้อในราคาสูงลิ่วจากเราในวันก่อน หน้าที่ของเราก็คือ “เอาเปรียบ” เขาเมื่อเขาเสนอโอกาสมาให้ แต่อย่าไป “ตามเขา”

ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในหลักการของ VI นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ถึงกับพูดว่า กฏของการลงทุนข้อที่หนึ่งคือ อย่าขาดทุน และกฏการลงทุนข้อสองก็คือ ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่ง นั่นก็คือ สำหรับ VI แล้ว การรักษาเงินต้นคือภารกิจสำคัญที่สุด มากกว่าผลตอบแทนที่อาจจะมากแต่มีความเสี่ยงว่าจะขาดทุน

ความเสี่ยงสำหรับ VI นั้น ไม่ใช่ความผันผวนของราคาหุ้น แต่เป็นเรื่องที่ราคาหุ้นที่ซื้อไว้จะ “ลดลงอย่างถาวร” นั่นแปลว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นตกลงมาในระยะสั้น แบบนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงถ้าเราวิเคราะห์แล้วพบว่ามูลค่าพื้นฐานยังสูงเหมือน เดิม ตรงกันข้าม กลับเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงในการซื้อหุ้นตัวนั้นกลับลดลงเพราะเรามี Margin Of Safety มากขึ้น

ในการควบคุมความเสี่ยงนั้น VI มีวิธีการหลัก ๆ ดังต่อไปนี้คือ 1) รู้จักธุรกิจที่จะลงทุนเป็นอย่างดี ความเสี่ยงนั้นคือการที่เรา “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” 2) ลงทุนในสิ่งที่มี Margin Of Safety สูง 3) หลีกเลี่ยงการเก็งกำไร นั่นคือ อย่าลงทุนในกิจการที่ไม่ได้สร้างเงินให้กับผู้ที่ถือมัน เหตุผลก็คือ ความแน่นอนของผลตอบแทนจะมีน้อยและมีความเสี่ยงที่เงินต้นอาจจะลดลง ตัวอย่างเช่น ทอง หรือตราสารอนุพันธุ์ต่าง ๆ เป็นต้น 4) มีการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงของการถือครองทรัพย์สินอย่างเหมาะสม เช่น มีการถือพันธบัตร หุ้น เงินสด หรือทรัพย์สินอื่น รวมกันเป็นพอร์ตโฟลิโอในอัตราส่วนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน ในหลักทรัพย์แต่ละประเภทก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหลาย ๆ ตัวด้วย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือหุ้นนั้น เราควรถืออย่างน้อย 5-6 ตัวขึ้นไปในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม อย่ากระจายการถือครองมากตัวเกินไป เพราะเราจะไม่สามารถวิเคราะห์และติดตามได้อย่างทั่วถึงและจะทำให้เราลงทุน ผิดพลาดได้

ประเด็นอื่น ๆ ที่ VI คำนึงถึงค่อนข้างมากเรื่องแรกก็คือ ผู้บริหารของกิจการที่เราจะลงทุน เราเน้นว่าจะต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีจรรยาบรรณซึ่งเป็นเรื่องที่ สำคัญกว่าฝีมือการบริหารงาน เรื่องต่อมาก็คือ เราอยากได้ผู้บริหารที่มองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเรื่องที่สำคัญ และผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นก็คือการที่เราจะได้ปันผลในอัตราที่ยุติธรรม และเหมาะสม นอกจากนั้นเราอยากให้หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพื่อว่าถ้าเราจะขายเราก็จะได้กำไร หรือผลตอบแทนที่ดี ดังนั้น ผู้บริหารที่พูดว่าราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับเขา จึงไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีในสายตาของ VI

VI นั้นต้องการให้ผู้บริหารดูแลราคาหุ้นแต่ไม่ใช่เข้าไปซื้อขายหุ้นทำราคาหรือ ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริหารที่ดีนั้นจะต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับบริษัทที่จะทำให้ราคา หุ้นเพิ่มขึ้น โดยคำว่าคุณค่านั้น รวมถึงผลประกอบการ โครงสร้างทางการเงินและความแข็งแกร่งของตัวกิจการ การจัดสรรกำไรและเงินสดคืนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม ประเด็นที่เป็นปัญหาบ่อย ๆ ก็คือ ผู้บริหารบางคนที่บริหารงานแล้วบริษัทมีกำไรพอใช้ได้ มีกระแสเงินสดดี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและราคาหุ้นก็ค่อนข้างต่ำมาก เขาก็ไม่ทำอะไรเพราะคิดว่าเรื่องราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องของเขา แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ที่ราคาหุ้นต่ำอาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ยอมจัดสรรกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่าง ที่ควรเป็นต่างหาก

ประเด็น อื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ VI ก็คือเรื่องความผิดพลาดของ VI สิ่งที่ต้องระวังมากก็คือ การซื้อหุ้นหรือบริษัทที่มีคุณภาพต่ำในยามที่ธุรกิจดีและในเวลาที่ราคาหุ้น ปรับตัวขึ้นไปสูง เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มแย่ลงตามภาวะ ราคาหุ้นจะตกลงมามาก อีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกันก็คือ การเข้าใจผิดว่ากำไรดีในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องเดียวกับ “ความสามารถในการทำกำไร” ซึ่งเป็นเรื่องที่คงทนและเป็นเรื่องระยะยาวกว่ามาก ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้ VI จะต้องมองผลประกอบการของบริษัทย้อนหลังหลายปีและต้องมองระยะยาวไปข้างหน้า หลายปีเช่นกัน
สุด ท้าย ก่อนที่จะจบ “ทฤษฎี VI” ฉบับย่อที่สุดก็คือ VI นั้นเป็นเรื่องของความคิดปรัชญาและการกระทำ และเป็นเรื่องของคนที่ทำ นั่นก็คือ คนที่ยึดปรัชญาความคิดนั้นเราเรียกเขาว่า Value Investor มันไม่ใช่สิ่งของ หลักทรัพย์ หรือตัวหุ้น เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ หุ้นตัวหนึ่งบางช่วงอาจจะเป็นหุ้นปั่นแต่บางช่วงอาจเป็นหุ้นที่คุ้มค่า สำหรับการลงทุนของ VI ตรงกันข้าม หุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดบ่อยครั้งก็ไม่เข้าข่ายที่ VI จะซื้อลงทุนเพราะมันอาจจะมีราคาสูงเกินไปจนไม่คุ้มที่จะลงทุน ประเด็นก็คือ การที่จะเป็น VI นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นอิสระจาก “อารมณ์ของฝูงชน” เสร็จแล้วก็ต้องมีความกล้าที่จะลงมือทำ หรือมีใจหนักแน่นพอที่จะอยู่เฉย ๆ และนั่นทำให้ VI เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ทั้งการศึกษาและประสบการณ์ในการลงทุนจริง

http://portal.settrade.com/blog/nivate/2009/10/03/638


ทฤษฎี VI (2) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

ทฤษฎี VI (2) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

การหามูลค่า ที่แท้จริงของกิจการหรือที่ภาษานักวิชาการเรียกว่า Intrinsic Value นั้น สำหรับ VI แล้ว มันน่าจะเป็นช่วงมากกว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอนเพียงตัวเดียว หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องขึ้นไปอีกก็คือ เราไม่พูดว่ามันควรมีค่ากี่บาทถึงกี่บาท แต่เรามักพูดว่ามันถูกหรือถูกมาก หรือมันแพงหรือแพงมาก การวัดความถูกความแพงของหุ้นนั้น ข้อมูลที่ VI นิยมใช้มากที่สุดน่าจะรวมถึงค่า PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรของกิจการ ค่า PB หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น ค่า DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่า Dividend Yield และสุดท้ายก็คือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของกิจการหรือค่า Market Cap. นอกจากนั้น VI บางคนก็ยังใช้ค่า PEG ซึ่งก็คือค่า PE หารด้วยอัตราการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัทด้วย

หุ้นที่ถูกสำหรับ VI ก็คือหุ้นที่มีค่า PE หรือค่า PB ต่ำกว่าค่า PE หรือค่า PB เฉลี่ยของตลาดหรือมีค่า DP สูงกว่าค่า DPเฉลี่ยของตลาด VI ส่วนใหญ่มักจะดูค่า PE เป็นตัวหลักและดูค่า PB และDP เป็นตัวประกอบ ประเด็นสำคัญก็คือ ค่า E หรือกำไรนั้น จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีความสม่ำเสมอของผลประกอบการเท่านั้น ส่วนบริษัทที่มีกำไรที่ไม่สม่ำเสมอนั้น จะต้องใช้กำไรเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือใช้กำไรในปีที่ต่ำที่สุดในช่วง 3-4 ปีมาแทนกำไรในปีปัจจุบัน และในเกือบทุกกรณี ค่าของ Market Cap. จะเป็นตัวที่ใช้ตรวจสอบว่ามูลค่าตลาดของกิจการนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องมองดูขนาดของธุรกิจและศักยภาพของกิจการในอนาคตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การดู Market Cap. นั้นค่อนข้างเป็นศิลปที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาก

ในกรณีที่หุ้นเป็นกิจการที่มีคุณภาพสูง ค่า PE หรือ PB ที่จะบอกว่าหุ้นถูกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้จากค่าเฉลี่ยของตลาด โดยที่คุณสมบัติของกิจการที่มีคุณภาพสูงอาจจะแสดงได้โดยตัวเลขหรือลักษณะการ ดำเนินการของกิจการดังต่อไปนี้คือ 1) กิจการนั้นมี ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าปกติ เช่นมากกว่า 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน 2) กิจการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงกว่ากำไรทางบัญชีของบริษัท 3) บริษัทเป็น Dominant Firm หรือเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมากอย่างน้อยกว่า 2-3 เท่าขึ้นไป 4) บริษัทสามารถขยายงานได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยมาก ข้อนี้จะพบมากในบริษัทที่ขายทรัพย์สินทางปัญญาหรือบริการที่ไม่ต้องมี อุปกรณ์หรือเครื่องจักรใหม่มาก 5) บริษัทสามารถปรับราคาขายสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีโดยไม่สูญเสีย ลูกค้าไป และสุดท้ายที่สำคัญก็คือ 6) บริษัทมีการเจริญเติบโตเร็ว อย่างน้อยเป็น 3 เท่าของการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ

Premium หรือค่า PE ที่สูงขึ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น จะสูงขึ้นได้เท่าไรเป็นเรื่องที่บอกได้ยาก แต่ยิ่งบริษัทมีคุณภาพสูงขึ้นเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลาย ๆ ข้อดังกล่าวข้างต้น ค่า PE ก็มักจะมีค่าสูงทบทวีขึ้นไปมากขึ้น ในบางช่วงโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเอื้ออำนวย ค่า PE ของกิจการที่เป็น “Super Company” สามารถขึ้นไปสูงได้อย่างไม่น่าเชื่อและเกินกว่าราคาที่ Value Investor ส่วนใหญ่จะรับได้ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป ในกรณีที่กิจการเป็นบริษัทที่โตเร็ว VI บางคนก็จะยอมรับค่า PE ที่สูงขึ้นได้โดยมีเงื่อนไขว่า ค่า PE ที่สูงนั้นต้องไม่เกินอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทโดยเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ ค่า PEG ต้องไม่มากกว่า 1 เท่า

การซื้อหุ้นของ VI นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการขายหุ้น สำหรับคนที่ลงทุนในกิจการที่ดีเลิศแบบ Super Company อย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์นั้น เขาบอกว่าถ้าซื้อหุ้นถูกตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเลย อย่างไรก็ตาม เวลาที่ซื้อหุ้นของ VI ก็คือเมื่อเขาพบหุ้นที่มีมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาหุ้นในตลาดมาก ตัวเลขชัดเจนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละหุ้นแต่โดยทั่วไปน่าจะไม่น้อย กว่า 20-30% และความแตกต่างนี้เรียกว่า Margin Of Safety ซึ่ง VI เชื่อว่าจะเป็นส่วนที่ “เผื่อ” เอาไว้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือมีอะไรผิดพลาด หุ้นที่ซื้อโดยมี Margin Of Safety สูงก็ยังคงรักษามูลค่าของมันไว้ได้ พูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นตกลงไปจากราคาที่ซื้อ เราก็สามารถถือยาวและในที่สุดมันก็จะฟื้นตัวกลับมาได้

เวลาขายหุ้นสำหรับ VI นั้น ก็เช่นเดียวกับการซื้อหุ้น คือไม่ได้อิงกับภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น และโดยทั่วไป การถือหุ้นมักจะเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวแม้ว่านิยามของคำว่ายาวของ VI แต่ละคนอาจจะต่างกันมาก เวลาของการขายหุ้นของ VI นั้นไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นเมื่อไรและจะขายเมื่อกำไรหรือขาดทุนเท่าไร แต่หลัก ๆ แล้วเขาจะขายในกรณีดังต่อไปนี้ 1) ตระหนักว่ากิจการหรือหุ้นที่ซื้อมานั้นตนเองวิเคราะห์ผิดพลาดเนื่องจาก ข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้มา 2) พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปเนื่องมาจากเหตุผลต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ต้องระวังว่าไม่ใช่เรื่องที่เราเข้าใจผิดถึงพื้นฐานมาตั้งแต่แรก เพราะโดยทั่วไปพื้นฐานของกิจการนั้น มักเป็นเรื่องที่เปลี่ยนยาก ว่าที่จริง คำว่า “พื้นฐาน” ก็แปลว่า “เปลี่ยนยาก” อยู่แล้ว 3) ราคาหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่าพื้นฐานแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่าหุ้นขึ้นไปมากแล้ว เพราะการที่หุ้นขึ้นไปมากนั้นก็อาจจะไม่เกินพื้นฐานก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มูลค่าพื้นฐานของกิจการก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยทำให้ราคาไม่เกินพื้นฐานแม้ราคา หุ้นจะขึ้นไปมาก 4) มีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจและมี Margin Of Safety สูงกว่ามากและเราไม่มีเงินสดเหลือ เราจึงต้องขายหุ้นตัวเดิมเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นตัวใหม่ 5) ภาวะเศรษฐกิจการเมืองและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมากจนทำลายพื้นฐานของกิจการ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เศรษฐกิจถดถอยไปบ้างหรือการเมือง “วุ่นวาย” แต่น่าจะเป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจหรือเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบ เศรษฐกิจไปในแนวทางที่ไม่ใช่ระบบตลาดเสรี เป็นต้น

from http://portal.settrade.com/blog/nivate/2009/09/26/633


ทฤษฎี VI (1) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

ทฤษฎี VI (1) ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

Value Investment คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่ม เติมหลากหลาย บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มี อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วก็พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”

ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI

ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้ อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น

การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่ง ขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน

VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการ ได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับ ตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้ เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สิน นั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง

การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเท็คมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเท็คนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ อย่างไรก็ตาม บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่า นั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่า จะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเท็คที่เขาซื้อเหล่า นั้น
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะ ยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”

from http://portal.settrade.com/blog/nivate/2009/09/19/628


26 กันยายน 2552

กฎของเมล็ดพันธุ์ (The Apple Tree )

กฎของเมล็ดพันธุ์ (The Apple Tree )

Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds. That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask, “Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?”
เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น

Nature has something to teach us here. It’s telling us: “Most seeds never grow.
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม”

So if you really want to make something happen, you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean: นี่อาจจะหมายถึง
You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleanner, insurance policy, idea......
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น, กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally. We just need to understand them - and work with them.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้อง เข้าใจและลองค่อย ๆ ปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ
Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery….......
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ

a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry! That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !! นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that: เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า
Friends SHOULD return favours. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง
People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ
Planes SHOULD arrive on time. : เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา
Everyone SHOULD be honest. : ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์
Your husband SHOULD remember your birthday. : สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้

These expectations may sound reasonable.
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่.. คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind ...
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite ... but when they are rude,
it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok!
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา.. มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to : ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่
a) change the world, or : เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ
b) change our thinking. It is easier to change our thinking! : เปลี่ยนแปลงความ คิดเราเอง

~เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ ~

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

It’s not what happens to you that determines your happiness.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ

It’s how you think about what happens to you.
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

ที่มา : Chitkhanty Loy


ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์
แปลโดย Wilai Trakulsin

มี รายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ( รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์ ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:

1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!

2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มี รั้ว หรือกำแพงล้อม

4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน

๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

"When life is giving you a hard time, try to endure and live through it.
You must never run away from a problem.
Convince yourself that you will survive and get to the other side."

"You can fool all the people some of the time, and some of the people all the time,
but you cannot fool all the people all the time."



from http://www.imeem.com/people/nAQyjWW/blogs/2009/03/28/QlXn3FV2/warren-buffet


Mr.Market (Benjamin Graham)


Mr.Market

อาทิตย์ที่แล้วคุณมนตรีได้กล่าวถึง “นายตลาด” หรือ Mr.Market ไปคร่าวๆ บทความคราวนี้เรามาดูกันว่า ”นายตลาด” มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
“นายตลาด” หรือ Mr.Market เป็นคำที่อาจารย์เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้บัญญัติขึ้นมาในหนังสือนักลงทุนผู้ชาญฉลาด (Intelligent Investor) ที่เขียนขึ้นเมื่อกว่าห้าสิบปีมาแล้ว

ในหนังสือคลาสสิกเล่มนี้ อ.เกรแฮม เขียนเอาไว้ในบทที่เกี่ยวกับความผันผวนของตลาดไว้ว่า “ลองสมมติว่าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทส่วนตัวบริษัท และคุณมีหุ้นส่วนคนหนึ่งชื่อ “นายตลาด” ทุกๆ วันเขาจะมาเสนอซื้อหรือเสนอขายหุ้นให้กับคุณ
บางครั้งความคิดของเขาเกี่ยวกับราคาหุ้นที่เขาบอกมานั้นก็ดูมีเหตุมีผล แต่ในบางครั้ง ราคาหุ้นที่เขาเสนอมาดูเหมือนจะเป็นราคาที่ดูโง่เขลาในสายตาของคุณ
นักลงทุนที่แท้จริงจะสามารถหาประโยชน์จากราคาซื้อขายหุ้นรายวันของนายตลาด หรืออาจจะปล่อยไว้เฉยๆ ก็ได้ แล้วแต่ความเข้าใจและวิจารณญาณของตนเอง
โดยทั่วไปแล้ว ความผันผวนของราคาหุ้นมีความหมายเพียงอย่างเดียวสำหรับนักลงทุนที่แท้จริง นั่นก็คือเป็นโอกาสที่จะซื้อหุ้นเมื่อราคาลดลง และเป็นโอกาสในการขายหุ้นเมื่อราคาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีขึ้น ถ้าเขาเลิกสนใจตลาดหุ้น และหันไปให้ความสนใจกับเงินปันผลและผลประกอบการของบริษัทมากกว่า”
นักลงทุนควรมองตลาดหุ้นเหมือน ”นายตลาด” ผู้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ราคาที่เขาเสนอซื้อหรือเสนอขายในตลาดหุ้นทุกวันนั้น จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามแรงกรรมของความโลภและความกลัว วันไหนที่ ”นายตลาด” อารมณ์ดีก็จะมาให้ราคาหุ้นในราคาที่สูง วันไหนที่เขาอารมณ์ไม่ดี เขาก็จะเทขายหุ้นอย่างกับไม่มีวันพรุ่งนี้
ดังนั้น นักลงทุนสามารถหาประโยชน์จากนายตลาดได้ ไม่ใช่ให้นายตลาดมาชี้นำเรา
ถ้ามาดู ”นายตลาด” ให้ใกล้ๆ ก็จะพบว่า นายตลาดมักจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
หนึ่ง อารมณ์แปรปวน
“นายตลาด” มักจะมีอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ สาเหตุอาจจะเนื่องมาจากเป็นคนไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนใหญ่มักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ แต่ถ้าวันไหนอารมณ์ดีๆ ก็จะมาให้ราคาหุ้นสูงๆ ราวกับว่ากลัวจะไม่มีของให้ซื้อ
ถ้าสังเกตดูตลาดหุ้นจะพบกับความแปรปรวนของ”นายตลาด”ได้เป็นอย่างดี บางวันตลาดก็ผันผวนไปมา บางวันดัชนีก็ลดลงทะลุแนวต้านไปเฉยๆ บางวันก็พุ่งขึ้นเหมือนกระดี่ได้น้ำ
ใครอยู่ใกล้ ”นายตลาด” บ่อยๆ จะเริ่มเคยชินและมีนิสัยเหมือนนายตลาดเข้าไปทุกที สุดท้ายก็จะกลายเป็นพวกของนายตลาดเสียอีก
วิธีสังเกตง่ายๆ ว่า ใครเป็นสาวกของ ”นายตลาด” บ้างก็สังเกตได้ง่ายๆ คือ ถ้าวันไหนตลาดหุ้นดีก็จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
แต่ถ้าวันไหนตลาดหุ้นตก จะหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ ใครพูดจาไม่เข้าหูอาจถูกตะเพิดออกมาได้
ใครมีอาการดังกล่าวแสดงว่าถูก”นายตลาด”ชักจูงไปเรียบร้อยแล้ว
สอง ไม่สนใจในมูลค่า
สิ่งสำคัญที่สุดในความเห็นของนายตลาดก็คือ “ราคาหุ้น” ดังนั้นถ้าวันไหน นายตลาดอารมณ์ดีก็จะมาให้ราคาหุ้นในราคาสูง แต่ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดีก็จะขายหุ้นให้ในราคาถูกๆ
นายตลาดไม่ค่อยได้สนใจใน ”มูลค่าหุ้น” มากนัก เพราะนายตลาดมักจะมี ”สายตาสั้น” มองแค่ใกล้ๆ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน ดังนั้น ”มูลค่า” ของนายตลาดก็คือ “ราคาหุ้น” ที่อยู่บนกระดานนั่นเอง
สาม ตกใจง่าย
คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของนายตลาดก็คือ ขี้ตกใจ เป็นคนขวัญอ่อน เห็นอะไรก็ตกใจไปหมด ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันขึ้น ราคาน้ำมันลง จีดีพีเพิ่ม จีดีพีลด เงินเฟ้อ เงินฝืด ฯลฯ เรียกว่า มีข่าวอะไรก็มีผลกระทบกับจิตใจ ”นายตลาด” ทั้งนั้นเลย
สังเกตดูจะพบว่า บางครั้งข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ นายตลาดก็ยังเอาไปขวัญผวาได้บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจสักเท่าไหร่เลย
สี่ มีสัญชาตญาณหมู่
“นายตลาด” ไม่ชอบอยู่คนเดียว เรียกว่าเป็นคนชอบเข้าสังคม เพื่อนเฮไปไหนก็จะเฮไปนั่น ดูๆ ไปแล้วบางทีอาจจะเข้าข่ายชอบตามกระแส ไม่ค่อยได้ดูว่าทิศทางจะไปทางไหน จะไปดีไปร้ายไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้า ”ขาใหญ่” ไปทางไหน จะตามไปทุกที่ ฝรั่งเขาเรียกกันว่า พวกหนูเลมมิ่ง ที่แห่ตามกันไปเรื่อย สุดท้ายก็ตกทะเลตายกันหมด ถึงแม้จะเห็นว่าเพื่อนกำลังกระโดดน้ำตาย เจ้าพวกเลมมิ่งก็ไม่กลัว เลยกระโดดน้ำตายตามเพื่อนไปด้วย
ทั้งอารมณ์แปรปรวน ตกใจง่าย ทำตามคนหมู่มาก รวมทั้งไม่สนใจในมูลค่าหุ้นล้วนเป็นคุณสมบัติของนายตลาด ดังนั้นหลังจากที่เราได้รู้จักคุณสมบัติของ ”นายตลาด” ไปแล้ว บทความคราวหน้าเรามาดูว่าเราจะหาประโยชน์จาก ”นายตลาด” ได้อย่างไร
หรือถ้าไม่อยากตกอยู่ใต้อำนาจของนายตลาดต้องทำอย่างไรบ้าง

from www.thaivi.com


22 กันยายน 2552

ใครบงการเราอยู่ โดย หนูดี-วนิษา เรซ

ใครบงการเราอยู่ โดย หนูดี-วนิษา เรซ

หนูดี วนิสา เรซ สุขภาพ อาหารเสริม รายได้พิเศษ
อยากอารมณ์ดีกว่านี้ไหม ไม่อยากเครียด ไม่สับสน ไม่วุ่นวาย ไม่มองโลกในแง่ร้าย หรืออยากทำอะไรด้วยความสบายใจมากกว่านี้ไหม แม้สักนิดก็ยังดี

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในชีวิต ทุกความคิด ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำ เราทำไปโดยที่มีสมองเป็นผู้สั่งการทั้งสิ้น แต่หลายครั้งเราคิดว่าเราเป็นคนสั่งการให้สมองทำอะไรต่างๆ เราแน่ใจหรือคะว่าเราเป็น “ คนสั่ง ” แต่เพียงผู้เดียว เราไม่ได้เป็นผู้รับคำสั่งจากสมอง และเป็นฝ่ายถูกบงการโดยสมองของเราเองอยู่ด้วย

เคยอยากอารมณ์ดี กว่านี้ไหมคะ เคยอยากไม่เครียด ไม่สับสน ไม่วุ่นวาย ไม่มองโลกในแง่ร้าย หรือ อยากทำอะไรด้วยความสบายใจมากกว่านี้ไหมคะ แม้สักนิดก็ยังดี

ถ้าเลือกได้ ใครก็อยากอารมณ์ดี ตลอดเวลา เป็นคนน่ารัก น่าอยู่ใกล้ ใครก็อยากทำงานด้วย แต่บ่อยไปที่เราทำไม่ได้ แล้วเราก็มีข้อแก้ตัวว่า เพราะงานมันเครียดนี่นา งานยุ่ง คนนั้นทำตัวแบบนี้ คนนี้พูดกับเราแบบนั้น แล้วจะอารมณ์ดีได้อย่างไร จะไม่โมโหได้อย่างไร

ถ้าเราเป็นฝ่ายสั่งการสมองของเราจริง เราต้องสั่งการได้หมด ตลอดเวลาว่าให้ตัวเองรู้สึกอย่างไร ทำตัวอย่างไร มีความคิดแบบไหน อารมณ์ดีแค่ไหนได้ทุกเมื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทบจะเป็นตรงกันข้ามค่ะ เพราะแม้เราควบคุมสมองได้ แต่เราก็โดนสมองบงการให้ทำสิ่งต่างๆ เสมอโดยที่เราไม่รู้ตัว

ยิ่งได้รู้จักสมอง หนูดีก็ยิ่งได้รับรู้ว่า มนุษย์อย่างพวกเราแม้ถูกสอนว่า “ให้ฝันให้ไกลและไปให้ถึง” หรือ “ทุกอย่างเป็นไปได้ภายใต้ท้องฟ้านี้...หรือแม้กระทั่งบนฟ้าหรือในอวกาศก็ ตาม”

แต่ จริงแล้วพวกเรามีข้อจำกัดเยอะมาก ทั้งข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น เราวิ่งได้ไม่เร็วเท่าเสือดาว เราดำน้ำได้ไม่ลึกเท่าฉลาม เราบินไม่ได้เหมือนนก และข้อจำกัดทางสมอง เช่น เราจำข้อมูลต่อเนื่องเป็นชั่วโมงไม่ได้ทั้งหมดถ้าไม่ได้ใช้การบันทึกช่วยด้วย หรือ เราต้องนอนหลับเป็นประจำสมองจึงจะทำงานได้ตามปกติ รวมถึงการบริหารความเครียด ซึ่งเราต้องทำเป็นประจำไม่เช่นนั้นระบบการคิดโดยรวมมีสิทธิล่มได้ง่ายๆ

แม้เรามีข้อจำกัดเยอะ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งลบเสมอไป ทั้งหมดเป็นเพียงเงื่อนไขธรรมชาติที่เป็นหน้าที่ของเราต้องบริหารจัดการ ว่าไปแล้วการที่เรามีข้อจำกัดเยอะอาจยิ่งทำให้เราคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นไป ใหญ่

ลองสังเกตดูสิคะว่าเวลาเรารู้สึกสบาย ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนอะไรบางครั้งเราก็ไม่คิดค้นอะไรใหม่ๆ แต่ถ้ามองไปที่ประเทศทุรกันดาร ประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม หรือ ประเทศที่ประชากรต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ทรัพยากร จะเห็นว่าพวกเขามีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้สิ่งของอันจำกัดที่มีอยู่ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดจริงๆ

สมองของเราก็เช่นนั้นนะคะ เพราะมีข้อจำกัดเราเลยต้องคิดวิธีการใช้สมองภาย ใต้ข้อจำกัดให้ได้ดีที่สุด เช่น คิดค้นเครื่องมือจดบันทึก เครื่องมือคำนวณ เครื่องมือสื่อสารดีๆ หรือแม้กระทั่งเครื่องบินที่ลดข้อจำกัดทางกายของเราลง

ว่าไปแล้วสมองก้อนนี้ของเราเป็นอวัยวะรุ่นโบราณทีเดียวซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นหมื่นๆ ปี ในเมื่อสมองก้อนนี้ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ให้นานที่สุด เพราะฉะนั้น บางครั้งสมองสั่ง การอะไรแปลกๆ ก็อย่าได้ตกใจไป เช่น ถ้าใครเคยบ่นว่า “อ้วนจังเลย ยิ่งกินยิ่งอ้วน” ....แต่พูดแบบนี้บ่อยแค่ไหน พอเห็นอาหารอร่อยก็อดไม่ได้สักที นี่เป็นเรื่องปกติของสมองค่ะ

เพราะว่า การกินเป็นทางรอดชีวิตหลักของเรา หากเราไม่มีอาหารกินเมื่อไร ความตายก็มาถึงเมื่อนั้น ดังนั้น สมองของเรามีคำสั่งติดมาแทบจะในดีเอ็นเอเลยทีเดียวให้เรา “กินทุกครั้งที่เห็นอาหาร” ไม่ว่าเราจะอยากหรือไม่ก็ตาม เพราะว่าสมองก้อนนี้ไม่รับรู้ว่า ปัจจุบัน แค่เรามีเงินก็เดินออกไปซื้ออาหารได้แล้ว

เขาคิดว่าเราต้องออกไปล่าสัตว์มาและทุกครั้งที่ล่าก็เสี่ยงชีวิตเสมอ การกินให้อิ่มที่สุดทุกครั้งจึงเป็นสิ่งที่สมองบงการให้เราทำ และถ้าเราไม่รู้ตัว เราก็จะตกเป็นทาสสมองของตัวเอง และทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำอย่างแท้จริง

แม้กระทั่งเรื่องการคิดลบ คิดในแง่ร้าย ซึ่งหนูดีตั้งชื่อเล่นๆ ว่า “สมองฝ่ายอธรรม” ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการคิดที่สมองของ เราทำไปเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการทรมานเรา แต่การมองในแง่ลบก็เป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลก เท่านั้นเอง

การคิดบวกอย่างเดียวทำให้เรามองโลกในแง่เดียว บางครั้งการมองโลกใน “แง่ดี” เกินไปก็มีต้นทุนสูงจนเราไม่อาจจ่ายไหว เช่น โดนหลอกลวงหรือโดนโกง และการคิดลบก็ไม่ใช่คิดลบเสมอไป เราอาจตั้งชื่อใหม่ก็ได้ว่า การคิดให้รอบทุกด้าน จะได้ไม่พลาดโดยไม่ตั้งใจ

การรู้ทันสมองว่า เขาบงการให้เราคิดอะไรและคิดอย่างไร จึงเป็นหนทางสู่อิสรภาพของเรา เพราะถ้าเราไม่รู้แม้กระทั่งว่า เราถูกใครบงการอยู่ เราก็คงไม่สามารถคิดอย่างเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองได้ และไม่สามารถใช้สมองก้อนนี้ให้คุ้มค่าได้อย่างแท้จริง

วันนี้ หนูดีเลยอยากขอเชิญชวนให้ทุกคนลองมองกลับไปที่สมองของเราก้อนนี้ ที่เราดูแลเขาและเขาก็ดูแลเรามาตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา แล้วลองถามตัวเองเล่นๆ ว่า...ใครบงการใครกันแน่คะ

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20090921/77589/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88.html


ไขความลับ สมอง&ลงทุน หนูดี..วนิษา เรซ

ไขความลับ สมอง&ลงทุน หนูดี..วนิษา เรซ

"สมอง" กับ "การลงทุน"มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เพราะในสมองของคนเรามีหน่วยควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ..

เมื่อใดที่สามารถเอาชนะความกลัว หวาดวิตกกังวลได้ การตัดสินใจลงทุนก็จะ "ผิดพลาด" น้อยลง !!

หน้าที่ของสมองของคนเรานั้น จะรับรู้เร็วมากกับเรื่องความอยู่รอด ความเป็นความตาย ตลอดจนความกลัว วิตกกังวล โดยโครงสร้างการทำงานของสมอง ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ สมองส่วนหน้า (หน้าผากถึงกลางกระหม่อม) ,ส่วนกลาง (ตรงกลางระหว่างกกหู 2 ข้าง) และ ส่วนหลัง (บริเวณท้ายทอย)

สมองทั้งสามส่วน จะทำหน้าที่แตกต่างกันไป

สมองส่วนหน้า จะทำหน้าที่ในการควบคุมการตัดสินใจ สมองส่วนท้าย จะทำหน้าที่รับข้อมูลเข้า และสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบอารมณ์ความรู้สึกของคนเราทั้งหมด ซึ่งมีส่วนสำคัญมากเพราะหากเกิดความผิดปกติ สมองอีกสองส่วนจะไม่สามารถทำงานได้

ที่สำคัญสมองส่วนกลางนี้ จะมีผลโดยตรงต่อการ "ตัดสินใจ" ลงทุนของคนเรา อีกด้วย

"หนูดี".. วนิษา เรซ เจ้าของหนังสือ "อัจริยะ สร้างสุข" ที่กำลังติดอันดับหนังสือขายดีขณะนี้ และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คนแรกของไทย บอกว่า สมองกับการลงทุน จะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะในสมองของเราจะมีหน่วยสมองที่ "ควบคุมอารมณ์" หลายแห่ง เช่น ระบบลิมบิก (Limbic Sytem) จะคอยทำหน้าที่รับรู้และประเมินสถานการณ์ต่างๆ

ซึ่งบริเวณนี้จะเรียกว่า "อะมิกดาลา" (Amygdala) เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการประเมินข้อมูลจากประสาทรับรู้ต่างๆ ของสมองบริเวณ "คอร์ติคัล คอร์เท็ก" (Cortical cortex) กับการแสดงออกด้านพฤติกรรมของอารมณ์ต่างๆ

นอกจากนี้ อะมิกดาลา ยังมีส่วนสำคัญในการรับรู้สิ่งที่เป็นอันตราย กระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัว พร้อมที่จะตัดสินใจรับมือต่อสิ่งนั้น หรือ เรียกว่า "อะมิกดาลา ไฮแจ็ค"

"อะมิกดาลา เป็นพื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม เชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอะมิกดาลา จะทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินอะมิกดาลาจะทำหน้าที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาตัวรอดจากความกลัว ด้วยการใช้สัญชาตญาณ ทำให้การตัดสินใจไม่แม่นยำ

ในขณะที่สมองส่วนหน้า จะทำหน้าที่ตัดสินใจอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน มีอารมณ์เชิงบวกและมีเวลาในการตัดสินใจที่ยาวกว่า ส่วนสมองส่วนท้าย จะคอยรับข้อมูลเข้า เท่านั้น "

ปกติแล้วระบบอารมณ์จะมี 2 ระบบ คือ อารมณ์ความนึกคิด (Emotion) ที่เป็นอารมณ์พื้นฐานของคนเรา เช่น โกรธ กลัว รังเกียจ แปลกใจ ดีใจ และเสียใจ จะสัมพันธ์กับการทำงานของระบบลิมบิก (limbic system) ในสมองส่วนกลาง ซึ่งเกี่ยวโยงกับการทำงานของสมองส่วนหน้าบริเวณ prefrontal มาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้คนเรามีลักษณะอารมณ์ความรู้สึกที่หลายหลากมากกว่าในสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม

ขณะที่อารมณ์ความรู้สึก (Feeling) เช่น อารมณ์หงุดหงิด เป็นต้น

"เรื่องสมองกับการลงทุน จึงเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยง หากเราไม่เข้าใจการลงทุนอย่างดีพอ ก็จะทำให้เกิดความกลัวการขาดทุน ไม่กล้าลงทุน กลัวล้มเหลว กลัวลงทุนผิดพลาด ทุกครั้งที่ตัดสินใจด้วยความกลัว จึงทำให้ผู้ลงทุนใช้สมองไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราสามารถบริหารความกลัวได้ โดยการหาความรู้และข้อมูลที่เพียงพอ ก็จะทำให้การตัดสินใจลงทุนไม่ผิดพลาด"

เฉกเช่น การลงทุนของหนูดี เธอบอกว่า ปัจจุบันยังไม่กล้าเข้าลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น แต่อยู่ระหว่างการพยายามเรียนรู้เรื่องการลงทุน และร่วมเข้าฟังสัมมนา ซึ่งทำมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว เพื่อทำให้ตัวเองมีความรู้เพียงพอ จากนั้นจึงจะค่อยลงทุนด้วยเงินที่ก้อนใหญ่ขึ้น และกล้าที่จะเสี่ยงมากขึ้น

"ช่วงชีวิตที่ผ่านมา หนูดีไม่เคยบริหารเงินเองเลย เหมือนเด็กไทยทั่วไปที่แม่ให้เงินใช้ และได้ทุนเรียน ขณะที่ "หนูหวาน" น้องสาว ใช้เงินเป็นและบริหารเงินได้เก่งมาก ไม่ว่าจะกินข้าว จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงต่อสัปดาห์ เรื่องเกี่ยวกับเรื่องเงินทั้งหมด หนูหวานจะเป็นคนจัดการให้หนูดีทุกอย่าง ตรงนี้จึงทำให้หนูดี ไม่รู้จักการบริหารเงินด้วยตัวเอง"

หนูดี เล่าว่า จุดประกายที่ทำให้เธอคิดได้ เมื่อวันที่เรียนจบปริญญาโท เพราะมหวิทยาลัยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน-ลงทุนมาบรรยายและให้แนวทาง การบริหารเงินแก่นักศึกษาจบใหม่ เพื่อจะได้รู้จักการประเมินมูลค่าของตัวเองเมื่อต้องไปสมัครงาน และผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากบริษัทผู้ว่าจ้าง เช่น หากคนที่จบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ควรได้ค่าตัวเท่าไหร่ , Benefit ที่ควรจะได้ มีอะไรบ้าง เช่น ประกันสุขภาพ ประกันฟัน ซึ่งผู้จบใหม่ต้องรู้ว่า ควรจะต่อรองกับผู้ว่าจ้างอย่างไร ตลอดจนการบริหารเงิน หลังจากที่มีรายได้

"เช่น เมื่อได้เงินเดือนมาก้อนแรก ควรจะนำไปทำอะไรบ้าง โดยเขาแนะนำให้นำไปลงทุนเลย เช่น ถ้าเราเริ่มลงทุนตั้งปีแรกที่ทำงาน เมื่อผ่านไป 10ปี จะได้เงิน 10 ล้านบาท เป็นต้น ทำให้เราเห็นภาพการจัดการเงินชัดเจนขึ้น จึงทำให้คิดว่า หนูดีจะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"

สำหรับหลักการบริหารเงินของหนูดีขณะนี้ เมื่อได้เงินก้อนต่อเดือนมา หนูดีจะดูเรื่องค่าใช้จ่ายกับรายได้ โดยเมื่อหาเงินมาได้ต้องให้มากกว่าใช้จ่ายเสมอ และเน้นอยู่แบบพอเพียง ไม่ใช้เงินเกินที่หามาได้

"อย่างรายได้ 1 ปี เท่ากับ 100 หนูดีจะใช้จ่ายไม่เกิน 15-20% ของรายได้ ส่วนที่เหลือ 70-80% จะนำไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นฝากประจำ ลงทุนอสังหา พันธบัตรรัฐบาล แต่ยังไม่ได้ลงทุนในทองคำและหุ้น แต่คิดว่าใน 2-3เดือนข้างหน้านี้ คิดว่าจะเข้าสู่ตลาดหุ้นบ้าง เพราะพอจะเปลี่ยนแปลงการลงทุนในจุดที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น"

แต่ในปัจจุบัน เธอบอกว่า ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวมาคอยให้คำแนะนำการลงทุนด้วย ซึ่งอาจจะใช้วิธีเปิดพอร์ตกองทุนส่วนบุคคลเป็นของตัวเอง

หนูดี บอกว่า พอร์ตการลงทุนตอนนี้ จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐ หุ้นกู้ เงินฝากประจำ ตั๋วแลกเงิน กองทุนอาร์เอ็มเอฟ แอลทีเอฟ แต่สัดส่วนเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในเงินสด

ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ผ่านมา เธอบอกว่า นอนหลับสบายดี แต่ไม่อิ่มนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก ในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนที่ได้ราว 5-6%ต่อปี ถือว่าให้ความสุขมาก ใช้ได้แล้ว

"เหตุที่หนูดีขี้กลัวความเสี่ยง เพราะไม่ได้ถูกฝึกให้ลงทุนมาก่อน จึงมุ่งแต่การเรียนและท่องเที่ยวมากกว่า จึงทำให้เป็นค่อนข้างกลัวความเสี่ยง จึงยังไม่เก่งพอที่จะเข้าลงทุนในอะไรที่เสี่ยงสูง แต่ปัจจุบันหนูดี จะเป็นคนหาข้อมูลการลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมด ถ้าหากบริษัทใดมีผลิตภัณฑ์ที่ดี ก็จะเข้าไปหาทันที"

ส่วนเป้าหมายในการลงทุนของหนูดี..

เธอบอกว่า ไม่ได้แค่คิดว่าจะลงทุนแล้วได้เท่าไหร่ เหลือเงินเท่าไหร่ แต่จะต่อยอดไปถึงส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินด้วย เช่น ให้เงินแม่ ทำมูลนิธิ และนำเงินไปช่วยเหลือลูกอุปถัมถ์ที่ตอนนี้มีอยู่ 8 คน ตลอดจนเป็นเจ้าภาพจัดปฎิบัติธรรมปีละครั้ง ซึ่งก็จะเชิญคนมาพูดและผู้ปฏิบัติธรรมอีก 100 คนมาร่วม โดยปิดรีสอร์ท เลี้ยงอาหาร จากนั้นจะนำเงินทั้งหมดที่ได้ไปถวายวัดทั้งหมด

"เป้าหมายการลงทุนจะมองไปที่การเป็นอิสระทางการเงินและอิสระภาพทางใจ อิสระทางการเงิน ก็คือ ทำงานได้โดยไม่จองจำและเงินที่ได้มาเหลือก็นำมาลงทุนและท่องเที่ยว

อิสระทางใจ คือ มีความสุข ไม่ถูกกดดัน เพราะคนรวยหลายคนมีเงิน แต่ยังมีทุกข์ ไม่มีเหตุผลที่จะมีเงินมากมายไปทำไม หนูดีจึงแบ่งสัดส่วนอิสระทางการเงินและใจออกเป็น 80 ต่อ 20"

หนูดี ย้ำว่า อิสระการเงินจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่อิสระทางการเงินต้องต่อยอดมีอิสระทางใจด้วย

เธอยกคำพูดของนักการเงิน.. "ซูซี่ ออลแมน" ที่บอกว่า "การลงทุนได้เงินไม่ใช่ทั้งหมด แต่ต้องมีอิสระทางใจด้วย ไม่เช่นนั้น ทั้งหมดที่ทำมาจะมีค่าเป็นศูนย์ "

ความลับของสมอง..มีผลต่อการบริหารเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพ และสร้างเงินทอง หากเรารู้จักบริหารความเสี่ยงเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งเราควรลงทุนมากที่สุด ก็คือ การดูแลสมองของเราให้มี "คุณภาพ" อยู่เสมอๆ ด้วย

from http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20090919/77824/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87&%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B5..%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%8B.html