01 มีนาคม 2553

ความเสี่ยงของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดย ดร นิเวศน์


ความเสี่ยงของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดย ดร นิเวศน์

นักลงทุนที่รักความปลอดภัย แต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีมักจะมองหา กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหตุผล ก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของหรือถือสิทธิการเช่าระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะมีรายได้อยู่แล้ว รายได้ที่ได้ก็มักเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะ “แน่นอน” เพราะมักเป็นรายได้ค่าเช่า “ระยะยาว” ลูกค้าที่มาเช่าก็มักจะ “อยู่ยาว” และที่สำคัญ กำไรที่อสังหาริมทรัพย์ทำได้นั้น จะส่งต่อให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษี คิดแล้วเป็นผลตอบแทนปีละประมาณ 7-8% หรือมากกว่านั้น และนี่เป็นผลตอบแทนในปีแรกๆ เท่านั้น อนาคตค่าเช่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนก็อาจจะสูงขึ้น ฟังดูแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่าหุ้นมาก ขณะที่ผลตอบแทนดูเหมือนจะพอๆ กัน แต่ผมเองก็ยังมีข้อที่ยังไม่ค่อยแน่ใจตามประสา Value Investor ที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ และต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกับอะไรที่ “ดีเกินไป” ข้อสังเกตและความคิดของผม ก็คือ

หนึ่ง ถ้ามันดีมากจริงๆ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำไมเอาทรัพย์สินมาขายให้กองทุน เก็บเอาไว้ “กินเอง” ไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็มีข้อโต้เถียงได้ว่า เจ้าของอาจจะต้องการเงินเพื่อเอาไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่ และไม่อยากจะกู้เงินมากเกินไป นอกจากนั้น การขายเข้ากองทุนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าของก็มักจะยังตามไปถือหน่วยลงทุนประมาณ 30% ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนที่ดีจริง และที่เขาขายนั้นก็เพราะต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเรื่องของการระดมเงินเป็นหลัก ไม่ใช่การขายเพื่อทำกำไรกับคนที่เข้ามาถือหน่วยลงทุน ในความเห็นของผม ผมคิดว่าข้อโต้เถียงนั้นก็มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะมีหลายโครงการเช่นกันที่เจ้าของโครงการนั้น ขายโครงการในราคาที่สูงเกินกว่าที่ควรเป็นให้กับคนถือหน่วยลงทุน โดยวิธีการที่ซับซ้อนและผู้บริหารกองทุนก็ "ตามไม่ทัน"

สอง เจ้าของโครงการนั้น หลังจากที่ขายโครงการเข้ากองทุนแล้ว เขาก็ยังเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นอยู่โดยมีสัญญาผูกพันยาวนาน หลายๆ โครงการ เจ้าของโครงการก็เป็นผู้เช่าหลักเอง ดังนั้น มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน นั่นคือ ในฐานะที่เป็นผู้บริหาร เขาควรที่จะเรียกค่าเช่าให้สูง เพื่อให้กองทุนมีกำไรมาก แต่ในฐานะผู้เช่า เขาก็ต้องการเช่าในราคาที่ต่ำ โดยธรรมชาติ เขาก็จะต้องดูว่าผลประโยชน์ทางไหนจะมากกว่า โดยทั่วไป ผมคิดว่าผลประโยชน์ในแง่ของการเป็นผู้เช่าจะสูงกว่าผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าของหน่วยลงทุนเพียง 30% ดังนั้น ความเสี่ยงของผู้ถือหน่วยลงทุน ก็คือ หลังจากที่สัญญาเช่ารอบแรกที่มักจะต้อง “ยุติธรรม” กับกองทุน หมดลง การต่อสัญญาใหม่นั้นผมก็ไม่ใคร่แน่ใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่

สาม สัญญาเช่ารอบแรกตอนขายโครงการให้กับกองทุนนั้น เจ้าของโครงการก็มักจะต้องทำให้มันดูดีมาก เช่น มีคนเช่าค่อนข้างเต็ม รายได้จากค่าเช่าค่อนข้างดี ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ผลตอบแทนถึง 7-8% ขึ้นไป และถ้าโครงการทำไม่ได้ในปีแรกๆ บ่อยครั้งเจ้าของโครงการยังมีการ “รับประกันรายได้ขั้นต่ำ” จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมั่นใจ อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ว่า จะได้ผลตอบแทนอยู่บ้างถ้าโครงการทำรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่มักไม่มองอะไรไกลๆ ก็จะสบายใจและยอมควักเงินซื้อหน่วยลงทุนนั้นในราคาที่อาจจะสูงเกินไป

สี่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยเป็นสัญญาเช่าระยะยาว หรือที่เรียกว่าเป็นการ “เซ้ง” ในช่วงที่สัญญายังอยู่ ผลตอบแทนก็มักจะค่อนข้างดี แต่เมื่อหมดสัญญาเซ้งซึ่งอาจจะอีก 15-20 ปี ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเดิม มูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็หมดลงหรือเหลือน้อยมาก และแม้ว่าจะมีคำปลอบใจว่าอาจจะต่อสัญญาได้ แต่การต่อสัญญานั้น ก็คงต้องจ่ายค่าเซ้งใหม่ซึ่งจะเป็นเงินมหาศาล ดังนั้น การได้ต่อสัญญาจึงมีความหมายน้อยมาก ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่ยังอยู่ไกล ดังนั้น นักลงทุนหลายคนก็มักจะไม่ค่อยสนใจ แต่สำหรับ Value Investor แล้ว เราสนใจ เพราะที่ดินนั้น ถ้าเป็นของเราหรือของกองทุน ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่ากลับมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสัญญาเซ้งยิ่งนาน มูลค่าหรือราคากลับลดลงจนเป็นศูนย์เมื่อหมดสัญญา

ห้า ในช่วงที่มีการขายโครงการเข้ากองทุนนั้น หลายๆ โครงการเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องซ่อมแซมตัวอาคารและโครงสร้างต่างๆ นั้นจะมีน้อยมาก นั่นทำให้กำไรของโครงการหรือกองทุนจะมีมากกว่าปกติ และดังนั้น ราคาโครงการก็สามารถตั้งไว้สูงได้ โดยที่ทำให้ผู้ซื้อหน่วยลงทุนยังได้ผลตอบแทนปีละ 7-8% แต่กำไรนี้จะยั่งยืนหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจหากว่าในเวลาต่อมาโครงการจะต้องเริ่มมีการตกแต่งหรือซ่อมแซมอาคารใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งว่า เมื่อเวลาผ่านไป ค่าเช่าก็อาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น กำไรก็จะยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้ ประเด็นนี้ เรายังไม่ทราบ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดยังค่อนข้างใหม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอก

หก ความเสี่ยงทางด้านการตลาด นั่นคือ จำนวนคนเช่าและราคาค่าเช่านั้น แม้ว่าบางโครงการเช่น โครงการห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอาจจะมีความเสี่ยงน้อย แต่หลายๆ โครงการก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควรทีเดียว ประเด็น ก็คือ โครงการที่เขาจะนำมาขายเข้ากองทุนนั้น เขาก็จะต้องเอาโครงการหรือทรัพย์สินที่มีคนเช่าเต็ม หรือค่อนข้างเต็มและได้ค่าเช่าค่อนข้างจะดีอยู่แล้วมาขาย ซึ่งจะทำให้เขาขายได้ในราคาที่ดี แต่ใครจะไปรู้ว่าอนาคตนั้นจะดีต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเช่าหมดลง เหนือสิ่งอื่นใด นี่ก็อาจจะคล้ายๆ กับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดใหม่ ๆ ที่เจ้าของ “แต่งตัว” หรือทำให้กำไรของบริษัทดูดีผิดปกติ เพื่อจะได้นำมาขายให้คนอื่นในราคาที่สูงเกินพื้นฐานเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูให้แน่ใจว่าอนาคตของทรัพย์สินจะหาคนเช่าได้แน่นอนในราคาที่ไม่ลดลง

สุดท้ายก็คือความเสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ว่า จะมีโอกาสที่ทรัพย์สินจะถูกรอนสิทธิหรือไม่ รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจจากโครงการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตและถ้ามีจะกระทบกับทรัพย์สินของกองทุนอย่างรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออก แต่ที่จริงแล้ว ยังอาจจะมีอะไรต่างๆ ที่เรายังนึกไม่ถึง อย่าลืมว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องที่ยังค่อนข้างใหม่ ดังนั้น ความเสี่ยงจึงมากกว่าหลักทรัพย์อย่างอื่น ว่าที่จริงเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีกองทุนหนึ่งที่เกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว และผมคิดว่ามันคงไม่ใช่ปัญหาสุดท้าย ข้อสรุปของผม ก็คือ ถ้าจะซื้อ เราควรซื้อกองทุนอสังหาฯ ที่เราเข้าใจธุรกิจของโครงการจริงๆ และถ้าจะให้ดีเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอง ไม่ใช่สัญญาเช่าระยะยาว

from http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20100209/99471/ความเสี่ยงของกองทุนอสังหาริมทรัพย์.html


รู้เท่าทัน “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่”


รู้เท่าทัน “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่”

เป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย (แม้แต่ตัวผมก็ยังแปลกใจ) เพราะอะไรเรื่องราวของ “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่” ถึงไม่เคยสูญพันธุ์ พอเป็นข่าวคึกโครมขึ้นมาที เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปดำเนินการ เรื่องก็จะค่อยๆ เงียบๆ กันไป แต่พออีกสักพักก็จะปรากฏเป็นข่าวขึ้นมาใหม่ พร้อมๆ กับตัวเลขความเสียหายที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อยหรือเป็นพันล้านบาท

สมัยก่อนก็แชร์น้ำมันแม่ชม้อย แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ เสมาฟ้าคราม มาเมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้ก็กรณี “กรีนแพลนเน็ต” ซึ่งศาลเพิ่งมีคำพิพากษาลงโทษไป รวมถึงล่าสุดกรณีที่เกิดข่าวคึกโครมในทุกรายการข่าวทีวีที่ต้องรอพิสูจน์ตัวเองทางกฎหมายต่อไป

ถ้าเป็นระดับโลกที่ลือลั่นสุดๆ คงหนีไม่พ้นกรณีนายเบอร์นาร์ด มาดอฟฟ์ อดีตประธานตลาดหุ้นแนสแดกของสหรัฐอเมริกา (National Association of Securities Dealers Automated Quotations: NASDAQ) ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ หลังจากหลอกลวงว่ากองทุนที่ตัวเองดูแลอยู่นั้นมีผลตอบ แทนมหาศาล แต่ความแตกในภายหลังว่านายมาดอฟฟ์ใช้วิธีนำเงินจากนักลงทุนรายใหม่ไปจ่ายให้แก่นักลงทุนรายเก่า หมุนเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้นำเงินไปลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น

ล่าสุดตอนที่ถูกเอฟบีไอ สหรัฐอเมริกา ดำเนินคดี ตัวเลขความเสียหายมโหฬารถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.67 แสนล้านบาททีเดียว

ถึงแม้จะเคยนำเรื่อง “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่” มาถ่ายทอดไว้บ้าง แต่ในเมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดก็ยังเกิดขึ้น ขนาดอดีตประธานของแนสแดกที่ได้รับความน่าเชื่อถือยังลงมาทำเรื่องนี้เสียเอง จึงขอนำเรื่องนี้มาสรุปเป็นข้อๆ อีกครั้ง

ทุกครั้งที่มีผู้ขอให้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างธุรกิจ “ขายตรง” กับ “ธุรโกงแชร์ลูกโซ่” ผมจะมีข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้ครับ

ข้อแรก ธุรกิจขายตรงไม่ใช่การลงทุนทางการเงินที่มี “ผลตอบแทนสูงๆ” กลับคืนอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาธุรโกงแชร์ลูกโซ่มักนำเรื่องนี้มาชักชวนและกล่าวอ้างอยู่เสมอ ที่พบบ่อยๆ คือ พวกนี้จะเรียกเก็บค่าสมัครสูงๆ (ในหลากหลายรูปแบบ) โดยมีเงื่อนไขล่อใจว่าถ้าไปหาผู้สมัครเป็นสมาชิกได้อีกเท่านั้นเท่านี้ราย จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนด (มักจะจูงใจมาก) ยิ่งชวนคนเข้ามามาก ยิ่งมีรายได้มากเป็นหลายเท่าตัว มีข้อสังเกตด้วยว่า พักหลังๆ วิธีแบบนี้ปรากฏให้เห็นทางอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก

ผมเองให้ข้อคิดว่า ถ้าต้องเสียค่าสมัครสูงๆ (ส่วนใหญ่จะบวกสินค้ามาด้วย) ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน พึงระลึกว่า บริษัทขายตรงที่มีจรรยาบรรณจะคืนค่าสมัครกลับคืนในกรณีที่ผู้สมัครทดลองลงมือทำธุรกิจแล้วพบว่า บริษัทขายตรงนั้นๆ ไม่เหมาะกับตัวเอง

สอง ตั้งคำถามว่า “ผลิตภัณฑ์สินค้า” คุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ หรือเป็นสินค้าที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาลอยๆ หรือไม่ และอย่าลืมถามตัวเองว่า ถ้าเป็นคุณคิดจะบริโภคสินค้าตัวนี้ด้วยหรือไม่ ธุรโกงแชร์ลูกโซ่พร้อมจะพลิกแพลงเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายตลอดเวลา ยุคหนึ่งเมื่อคนชักรู้แกวว่า ขายตรงต้องมีสินค้า ไม่ใช่การได้ค่าหัวคิวจากการหาสมาชิก พวกนี้จะหาสินค้ามาบังหน้า หรือแทนที่จะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินตรงๆ ก็ใช้วิธีมอบเป็นสินค้า โดยอ้างว่าคือรายการส่งเสริมการขาย หรือโปรโมชั่น กว่าจะรู้ตัวก็ถูกเชิดเงินหนีไปแล้ว ต้องยอมรับว่า “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่” จะพยายามสร้าง story ใหม่ๆ เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคที่รู้ไม่เท่าทัน และพลิกแพลงไปได้ตลอดเวลา

ตามกฎหมายขายตรงของไทย (พระราชบัญญัติการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545) ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงจะต้องรับประกันผลิตภัณฑ์และยินดี “คืนเงิน” เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิคืนผลิตภัณฑ์ รวมถึงยอม “รับซื้อสินค้าคืน” จากนักธุรกิจขายตรงเมื่อต้องการยุติการดำเนินธุรกิจภายในเวลาที่กำหนด

สาม อย่าหลงเชื่อเป็นอันขาดว่า “ไม่ต้องขาย” หรือเพียงแค่ไป “ชวนคน” ก็รวยได้ เพราะฉะนั้นใครที่หว่านล้อมว่าภายในเดือนสองเดือนจะมีรายได้เป็นหมื่นเป็นแสน ให้ตั้งข้อสังเกตได้เลยว่า อาจเข้าข่ายธุรโกงอย่างแน่นอน ผู้ที่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจขายตรงจะต้องลงมือทำธุรกิจ ค่อยๆ ขายสินค้าและสร้างเครือ ข่ายธุรกิจด้วยการสร้างทีมงานขึ้นมาอย่างจริงจังเท่านั้น

สุดท้าย อย่าให้ “ความอยากมี-อยากได้” เข้ามามีอิทธิพลเหนือ “เหตุผล” เวลาจะตัดสินว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นขายตรงนั้นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่ เรื่องนี้ต้องไม่มี “ความโลภ” เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอันขาด ต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจขายตรงไม่ใช่การลงทุนด้านการเงิน แต่ต้องเกิดจากการจำหน่ายสินค้าหรือแนะนำผู้อื่นให้มาร่วม “ขายสินค้า” ไม่ใช่มาช่วยกัน “หาสมาชิก”

ธุรกิจขายตรงจึงเป็นเรื่องของการสะสมความสำเร็จ ไม่มีทางลัดใดๆ รายได้ที่ได้รับจะเป็นผลมาจากการทุ่มเททำงาน ไม่มีธุรกิจขายตรงไหนๆ ช่วยให้ร่ำรวยในระยะเวลาชั่วข้ามคืน เหมือนอย่างที่ “ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่” นำมาโอ้อวดอย่างแน่นอน

from http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/preecha/20100301/102489/รู้เท่าทัน-“ธุรโกง-แชร์ลูกโซ่”.html


เงินเย็น มองยาว เลือกให้ดีแต่ต้น

เงินเย็น มองยาว เลือกให้ดีแต่ต้น


สองครั้งที่แล้วผมได้ทิ้งท้ายเรื่องนิสัยที่ดีในการลงทุนว่า “เงินเย็น มองยาว เลือกให้ดีแต่ต้น” วันนี้ขอมาอธิบายต่อในหลักการทั้งสาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาว



ปกติแล้ว ความสำเร็จในชีวิตเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดว่า จะเดินไปไหน เพื่ออะไร

การลงทุนก็เช่นกัน เป้าหมายในการเก็บออมสำหรับคนทั่วๆไป ก็คือ การเก็บเงินไว้สำหรับชีวิตยามเกษียณ โดยหวังว่าเงินที่เราเก็บหอมรอมริบไว้จะทำงานอย่างเต็มกำลัง ออกลูกออกหลานมาเลี้ยงเราในยามชรา โดยให้ผลตอบแทนที่ชนะการฝากเงินที่แบงก์ ซึ่งปัจจุบันได้แค่เพียง 0.75% ต่อปี (เรียกว่าน้อยมาก)

สำหรับหลักข้อแรก การ “เลือกให้ดีแต่ต้น” มีความสำคัญมากที่จะพาเราก้าวไปสู่ความสำเร็จ

ลงทุนด้วยหลักการง่ายๆ เน้นลงทุนเพื่อออมเงินระยะยาว ในหุ้นที่มีคุณภาพดี มีปัจจัยพื้นฐานดี ในบริษัทที่มีฐานะมั่นคง เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

โดยเฉพาะในธุรกิจที่จะโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ ฟื้นไปพร้อมกับเศรษฐกิจ รวมทั้ง ในสินค้าที่เราต้องกินต้องใช้ เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจก็ยังจะโตต่อไป และเรายังซื้อของกินของใช้ ก็ต้องมีบริษัทบางบริษัทที่เติบโตขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนให้กับเรา ทั้งในส่วนการปันผล และกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การหาหุ้นที่ดี ไม่ได้มองแค่ตัวเลขบนหน้าจอหรือราคา แต่ต้องมองลึกลงไปถึง ผู้บริหาร บริษัท และอุตสาหกรรม ที่ผู้บริหารดี มองการณ์ไกล เอาใจใส่ดูแลบริษัท บริษัทมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่ดี ที่มีอนาคต มีศักยภาพการแข่งขันระดับโลก บริษัทไหนที่มีปัจจัยพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจดีเช่นนี้ ก็เป็นหุ้นที่น่ามีไว้ในการครอบครอง

หลักข้อที่สอง “มองระยะยาว” มีความอดทนต่อความผันผวนของราคาในระยะสั้น บางช่วงต้องอดทนต่อความผันผวน บางช่วงต้องเห็นถึงโอกาสที่มาถึง ตรงนี้ สำหรับคนที่ชอบและสนุกที่จะเห็นหุ้นขึ้นลงในเวลาไม่กี่นาที อยากจะชวนให้มองยาว เป็นนักลงทุนระยะยาว ซื้อเพื่อปันผล เพื่อราคาที่เพิ่มในระยะยาว ไม่ต้องจดจ่อตลอดเวลา

แน่นอน การลงทุนมีความเสี่ยง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีผลกระทบจากภายนอก แต่ถ้าเราเริ่มโดยการถือหุ้นที่ดี มีพื้นฐานดี มีคุณภาพ บริษัทมีความมั่นคง (จากหลักข้อแรก) ยอมถือหุ้นไว้ในระยะนานพอสมควร และพยายามไม่หวั่นไหวไปกับการผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น โอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนที่สูงก็จะมีมากตามไปด้วย ต่อให้ตกลง ในไม่ช้า ราคาหุ้นนั้นจะสะท้อนราคาที่แท้จริงในที่สุด คุ้มค่าที่รอ

ยิ่งช่วงวิกฤต ก็เป็นโอกาสในการลงทุน เช่น ช่วงปี 2551 ที่ราคาลดลงมามาก แต่คงต้องมองวิกฤตเป็นโอกาส หรือช่วงที่มีปัญหาสั้นๆ ที่ทำให้คนตกใจ เป็นช่วงโอกาสของการค่อยๆ ทยอยลงทุนระยะยาว ในสิ่งที่เราสนใจ

ถ้ามองยาว คิดว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หุ้นที่มีพื้นฐานดี (ที่เราได้เลือกไว้) ก็จะขึ้นตามไป จะมากจะน้อยอย่างไร ก็จะปรับตัวดีขึ้นไปด้วย คงไม่มีที่ไหน ที่เศรษฐกิจขยายตัว แต่หุ้นตกเอาตกเอา เพราะเศรษฐกิจจะดีได้ ก็ต้องมาจากการขยายตัวของภาคธุรกิจ มาจากการใช้จ่ายของเราๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ ราคาของหุ้นจะไม่ขึ้นได้อย่างไร

หลักข้อสุดท้าย ที่มีความสำคัญมาก คือ “เงินเย็น” ถ้าเงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินที่เราเก็บออมเพื่อระยะยาว เป็นเงินเย็น การลงทุนของเราก็มั่นคงไปด้วย

บางคนกู้ยืมมาลงทุน เก็งกำไรในช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจขาดทุนได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าหุ้นจะขึ้นเมื่อไร วันไหน เวลาไหน พอเก็งผิดข้าง อาจจะถูกบังคับขาย ขาดทุนได้ แต่ถ้าเงินที่เรามาลงทุนเป็นเงินเย็น ลงในสิ่งที่มีอนาคตระยะยาว เราก็จะสามารถรอ สามารถมองยาวได้ เข้าออกได้ในเวลาที่เราพอใจ รอให้หุ้นปรับตัวได้ ท้ายสุดเงินที่เย็นก็จะเสริมให้การลงทุนของเรา ผลิดอกออกผลสมกับที่ตั้งใจ

ทั้งหมดนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน เพราะการลงทุนมีทางเลือกมากมาย หลายประเภท คนที่ลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจ แสวงหาความรู้อยู่เสมอว่ากำลังลงทุนอยู่ในอะไร ขอเอาใจช่วยครับ

from http://www.kobsak.com/?p=2928#more-2928


การทยอยออมในหุ้น

การทยอยออมในหุ้น


ทางเลือกหนึ่งในการออมเพื่อให้เงินทำงาน คือ การทยอยออมในหุ้น

แต่พอพูดถึงเรื่องหุ้น หลายคนอาจจะมองว่า การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงกว่าการฝากเงินในธนาคารมาก เพราะซื้อแล้ว ราคาหุ้นอาจตก ทำให้เงินต้นของเราหายไปได้เช่นกัน

และพอเริ่มคิดๆ ว่า เงินที่เราอุตสาห์เก็บหอมรอมริบสำหรับวัยเกษียณของเราอาจจะหายไปได้ ก็อดใจหายได้เช่นกัน หลายคนเลยยอมกล้ำกลืนฝืนทน ฝากเงินทิ้งไว้ที่ธนาคาร ทั้งๆ ที่ได้ผลตอบแทนไม่มากนัก เนื่องจากรู้สึกปลอดภัยว่า เงินต้นจะอยู่ครบ

หลายคนยังคิดอีกว่า ตนไม่มีความรู้ ไม่มีเวลา และโดยเฉพาะไม่มีเงิน คิดว่าเรื่องลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องของคนรวยๆ เท่านั้น

ในเรื่องนี้ ในอดีตที่ผ่านมา เรามีทางเลือกไม่มากสำหรับการให้เงินของเราทำงาน เพื่อมีลูกหลานมารับใช้เราในอนาคต เพราะถ้าจะลงทุนในหุ้น ก็ต้องใช้เงินพอสมควร จึงจะคุ้มกับเวลาที่เราใส่ลงไป แต่ปัจจุบันมีทางออกที่น่าสนใจมากขึ้นที่ทำให้ทางเลือกนี้พอเป็นไปได้

มีบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่ง เริ่มเห็นถึงความต้องการของคนซึ่งมีรายได้ไม่มากนักที่จะออมในหุ้น และได้จัดเสนอโปรแกรมการ “ทยอยออมในหุ้น” ให้กับผู้ที่ฝากเงินรายย่อยในช่วงที่ผ่านมา โดยจะต้องเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ในวันที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นต้นเดือน กลางเดือน ปลายเดือน ซื้อหุ้น หรือกองทุนรวมที่ตนเองสนใจ โดยใช้เงินไม่มากนัก 1,000 บาท 2,000 บาท ต่อเดือน ตามแต่กำลังว่าอยากเก็บออมเท่าไร

ข้อดีของโปรแกรมการ “ทยอยออมในหุ้น” นี้ มีหลายเรื่อง

1. เพิ่มผลตอบแทน ให้เงินทำงานให้เข้มแข็งขึ้น การลงทุนในหุ้นแม้จะมีความผันผวนในแต่ละช่วงมาก แต่ว่าในระยะยาว ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในธนาคารโดยเฉลี่ย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่า ที่เราเก็บออมเอาไว้ ก็เพราะต้องการดอกผลมาเลี้ยงตนเองในยามชรา แต่ถ้าไปฝากเงินที่แบงก์เพียงอย่างเดียว ดอกผลที่ได้จะไม่มากพอที่จะเลี้ยงตนเองได้ตลอดรอดฝั่ง เคยมีคนศึกษาว่า ถ้าออมในเงินฝากอย่างเดียวจะเลี้ยงตนเองได้ประมาณ 9 ปีหลังเกษียณ แต่ถ้าแบ่งเงินจำนวนเดียวกัน ฝากไว้ในแบงก์และหุ้นอย่างละครึ่ง จากเงินต้น ดอกผลที่ได้ จะเลี้ยงตนเองได้ 20 ปี

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าออมเพื่อเลี้ยงชีวิตยามชราแต่ท้ายสุดต้นดอกผลไม่พอเลี้ยงชีวิต ก็ต้องหาทางเลือกอื่นมาช่วย

2. สร้างนิสัยในการลงทุนโดยไม่ต้องคิดมากเรื่องจังหวะเวลา เน้นการลงทุนระยะยาว ในกิจการที่คิดว่าจะมีอนาคต โดยไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจว่า เวลาไหนที่ควรจะเข้า ไม่ต้องกังวลใจกับการขึ้นลงรายวันของหุ้น ซื้อตามที่กำหนดไว้ ในวงเงินที่ตกลงไว้ อย่างสม่ำเสมอ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าหลายคนมักจะลังเล ว่าจะเข้าตอนไหนดี มักจะรอที่จะได้ราคาต่ำที่สุด แต่ว่าหลายครั้งก็มัวรั่งๆ รอๆ จนไม่ได้ลงทุน การมีเวลากำหนดไว้ชัดเจนช่วยได้มาก พอเลือกเรียบร้อยแล้วว่าเราต้องการความเสี่ยงแค่ไหน หุ้นอะไร หรือกองทุนรวมอะไร ก็ทยอยออมไปเรื่อยๆ ตลาดอาจจะขึ้นบ้างลงบ้าง แต่การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เน้นกำไรสั้นๆ มองอนาคตยาวๆ 5 ปี 10 ปี เพื่อรับผลตอบแทนทั้งจากปันผล และราคาที่จะเพิ่มขึ้นที่สูง และชนะผลตอบแทนจากเงินฝากในระยะยาว

3. ฝึกนิสัยไม่ตื่นกลัว หลายๆ ครั้ง เมื่อหุ้นตกลง ก็มักจะขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหาของหลายคน ก็คือ พอหุ้นตกก็มักจะตื่นกลัว พอตื่นกลัวก็จะรีบขาย บางทีเจ้าหน้าทีก็มาบอกให้รีบขาย ก็ทำตาม ทำให้ขาดทุน แต่ความจริงถ้าอดใจไว้ได้ ลงทุนยาวๆ โดยเฉพาะในหุ้นที่ดี บริษัทมีอนาคต ถ้าข่มใจเป็น อดใจรอได้ ต่อให้ตก อีกไม่นานหุ้นก็กลับขึ้นมาใหม่ (โปรแกรมทยอยออมในหุ้นจะช่วยฝึกนิสัยและความเข้าใจในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเงินไม่มาก ผู้ลงทุนสามารถทำใจได้ ทำให้คุ้นว่า หุ้นตกได้ หุ้นก็จะกลับขึ้นมาได้) ท้ายสุดนิสัยที่ดีในการลงทุนคือ “เงินเย็น มองยาว เลือกให้ดีแต่ต้น” ก็เกิดขึ้น และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการลงทุน แล้วครั้งหน้าจะมาต่อครับว่าจะเลือกอย่างไร ขอให้อดใจรอนิดครับ

from http://www.kobsak.com/?p=2831#more-2831


แฉกลโกง การหาเงินออนไลน์


แฉกลโกง การหาเงินออนไลน์

หลายคนคงเคยเห็นโฆษณาวิธีการหาเงินง่ายๆ เพียงแค่นั่งคลิ๊กแบนเนอร์ เพียงวันละ 2-3 ชั่วโมงแต่ได้เงินตอบแทน เดือนละ 1000-2000 "เหรียญ" แล้วความน่าจะเป็นจริงของโฆษณาน่าเบื่อพวกนี้ จะเป็นจริงหรือไม่เชื่อถือได้หรือไม่นั้น ลองพิจารณาดูกันครับ

กลลวง หาเงินออนไลน์

มีการถกเถียงและถามกันอย่างมากมาย แต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้อย่างแท้จริง เรื่องการหาเงินออนไลน์ ว่ามีการทำเงินรายได้มากมายอย่างที่ โม้หรือเขียนกันไว้ตามฟรีบอร์ดต่างๆ หรือไม่ แต่ก่อนที่คุณจะเข้าไปร่วมกับธุรกิจนี้ คุณควรทำความเข้าใจกับคำว่าหาเงินออนไลน์ก่อนนะครับ

หาเงินออนไลน์คืออะไร
คำตอบก็คือ การหาเงินด้วยการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ

หาเงินออนไลน์ หากันอย่างไร

คำตอบก็คือ มีหลายรูปแบบครับ เช่น การคลิ๊กแบนเนอร์ (Pay per click or PPC) การอ่านอีเมล์ (Pay per Read or PPR) การค้นหาข้อมูล (Pay per searce or PPS) การเข้าไปลงทะเบียน สมัครสมาชิก(Pay per Signup) หรือแม้แต่การ เข้าไปตอบคำถามกลับเว็บไซท์ที่รับเป็นตัวแทนสอบถามข้อมูล ส่วนมากจะเรียกกันว่าเป็นภาษาอังกฤษว่า Pay per surveys

คำถามสำคัญครับ มันจ่ายเงินจริงหรือเปล่า

คำตอบก็คือ มีสองอย่างครับ จ่ายจริง แต่จ่ายน้อย กว่าจะทำคะแนนหรือสะสมเงินได้ก็ว่ากันเป็นสองสามเดือน กว่าจะได้สักสองสามเหรียญ เรียกว่า คุณจะท้อขี้เกียจทำต่อก่อนที่จะได้เงินครับ และที่จ่ายไม่จริง นี่แหละครับที่ต้องออกมาแฉกัน เพราะเว็บพวกนี้จะบอกว่า แค่สมัครเฉยๆ ก็ได้หลายสิบเหรียญขึ้นแล้ว ซึ่งความจริง มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ใครมันจะเอาเงินมาทิ้งให้คนในโลกอินเตอร์เน็ตได้เยอะขนาดนั้น (ข้อนี้กว่าจะกระจ่าง ก็หลงให้พวกมันหลอกใช้เป็นสองเดือนครับ คะแนน หรือยอดเงินพุ่งสูงมาก วันเดียวทำได้เป็นพันกว่าเหรียญครับ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ใครมันจะมีเงินมาจ่ายให้เราขนาดนั้น และแค่การเข้าไปคลิ๊กไปอ่าน มันไม่ได้มีการสร้างเม็ดเงินอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก ) ที่ผมมีเวลาทำเป็นสองเดือนกว่า ก็เพราะผมทำงานร้านอินเตอร์เน็ตครับ จึงมีเวลาทดลองทำ

เขาหลอกกันอย่างไร

มีหลายเว็บที่เป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกัน และถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นเลยว่ารูปแบบของการสมัคร และช่องที่ให้กรอกมันจะเป็นเหมือนกันทุกอย่างเลยครับ ต่างแต่สีของเว็บเพจและชื่อเท่านั้นแหละ พวกนี้จะให้คะแนนที่สูงมาก แค่วันเดียวก็ทำได้เป็น 1000 กว่าเหรียญแล้วครับ เวลาที่เขาส่งข้อมูลให้เรา ส่วนมากมันก็จะเป็นแบนเนอร์ของกลุ่มนี้แหละครับที่วนกันไปวนกันมาอยู่แค่นั้น แค่คลิ๊กเข้าไปเยี่ยมหน้าเว็บเพจ ไม่กี่นาทีแล้วทำเงินได้เหรียญสองเหรียญ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ดอลล่าร์หนึ่งมูลค่าไม่ใช่น้อยนะครับ

แล้วส่วนที่ไม่หลอกล่ะ

มีหลายเว็บครับที่ไม่หลอก แต่ค่าตอบแทนน้อยมาก มันนับมูลค่าตอบแทนเป็น Cent ครับ และเป็นพ้อยท์ ซึ่ง คุณจะต้องเสียเวลามากเป็นสองสามวันกว่าจะได้สักเหรียญครับ บางทีก็เป็นสัปดาห์เลยครับ แล้วมันจะคุ้มค่าไฟ และค่าเสียเวลาคุณหรือเปล่าล่ะ และการเข้าไปคลิ๊ก มันไม่ใช่ว่าจะปุ๊บปั๊บเสร็จทันทีเมื่อไหร่ครับ คุณจะต้องรอให้หน้ามันรีเฟรชด้วย จึงจะได้แต้ม เสียเวลาไม่น้อยเลยล่ะครับ หากเอาเวลานั่งคลิ๊กตรงนั้นไปทำอย่างอื่น จะมีมูลค่าตอบแทนที่สูงกว่ามากครับ เทียบกันไม่ได้เลยล่ะ และที่สำคัญทุกเว็บเขาจะมีข้อกำหนดขั้นต่ำในการจ่ายเงินครับ พอคุณสะสมเงินใกล้ถึงกำหนดขั้นต่ำแล้ว มันก็จะไม่ส่งงานให้คุณอีกเลยครับ งานไม่มา แล้วมันจะได้เงินครบกำหนดได้อย่างไร แล้วคุณจะรอมันไหมล่ะ ถึงตอนนี้คุณก็เบื่อแล้วครับ บอกกันอีกครั้งครับ อย่าเสียเวลากับพวกนี้เลย เอาเวลาของคุณไปทำอย่างอื่นดีกว่า ค้นหาความรู้ในอินเตอร์เน็ต หรือดูเว็บโป๊ ยังคุ้มค่ากว่าการเข้าไปคลิ๊กเว็บประเภทนี้เลยครับ

ความเห็นของผมผู้เขียนก็คือว่า อย่าเสียเวลากับการหาเงินแบบนี้เลยครับ

ผมเชื่อว่ามีหลายคนเคยเข้าไปสมัครและลองทำงานกับเว็บต่างๆเหล่านี้มาแล้ว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำงานแบบนี้รวมเวลาได้ประมาณ 1 เดือนกว่า ผลปรากฏว่า เงียบหายครับ ไม่มีการจ่ายเงินแต่อย่างใด ก็อย่างที่ว่าละคับใครมันจะจ่ายเงินให้เราทีละ 2-3 เหรียญต่อวัน

from http://dekmor.cmu.ac.th/show_info.php?ID=689&type=B


ความพอเพียงที่แท้ (ของญี่ปุ่น)


ความพอเพียงที่แท้ (ของญี่ปุ่น)

อย่างไรหนอจึงเรียกว่า “พอเพียง” ในทางเศรษฐกิจ เราลองมาดูตัวอย่างจากญี่ปุ่นกันว่า “ความพอเพียง” ที่แท้เป็นอย่างไร การพึ่งตนเองที่แท้โดยไม่มีระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างไร คล้ายกับเมืองไทยเราหรือต่างกันอย่างไร


มารู้จักหมู่บ้านอุมะจิ

ในขณะนี้หมู่บ้านต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกำลังพังทลาย โดยในปี 2541 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ทั้งหมด 3,232 แห่ง ระดับต่ำสุดของ อปท. ก็คือหมู่บ้าน ซึ่งมี 570 แห่ง แต่พอถึงปี 2550 มีหมู่บ้านเหลือไม่ถึง 200 แห่งทั่วประเทศแล้ว

แต่หมู่บ้านอุมะจิกลับสามารถยืนหยัดและเติบโตสวนกระแสได้ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ไกลปืนเที่ยงจริง ๆ คืออยู่กลางหุบเขา บนเกาะชิโกกุ ห่างไกลตัวเมืองโดยใช้เวลาเดินทางโดยรถแท็กซี่ประมาณ 2 ชั่วโมง ประชากรที่นี่มีเพียง 1,117 คน หมู่บ้านนี้เคยมีประชากรสูงสุดถึง 3,500 คนในสมัยอุตสาหกรรมป่าไม้รุ่งเรือง


ส้มยูสุเพื่อการพึ่งตนเอง

ในช่วงที่เป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมทำไม้ หมู่บ้านนี้พึ่งพิงรัฐเพียงอย่างเดียว จนมาตกต่ำสุดขีดเมื่อปี 2532 เมื่อบริษัททำไม้ล้มละลาย ดังนั้นหมู่บ้านนี้จึงต้องหาทางออกใหม่ เช่น การแปรรูปไม้เป็นกระเป๋าหรือผลิตภัณฑ์อื่นส่งไปขายทั่วโลก และการทำน้ำส้มยูสุ ตลอดจนการทำกิจการโรงแรมน้ำแร่ร้อนในหมู่บ้านเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ร่วงโรยไป

อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการปลูกส้มชนิดนี้กันอย่างขนานใหญ่ในแถบตะวันตกของญี่ปุ่น ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในปี 2522 หมู่บ้านก็ยิ่งหดตัวลงอีก การทำอะไรตาม ๆ กันจึงไม่ใช่สูตรตายตัวแห่งความสำเร็จ ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อการทำธุรกิจที่เป็นมืออาชีพของหมู่บ้านจึงได้เริ่มขึ้น

นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังมีโรงแรมน้ำแร่ร้อน ปรากฏว่ามีรายได้ปีละ 150 ล้านเยน มีผู้ใช้บริการ 40,000 คนในปี 2541 และเป็น 50,000 คนในปี 2550 โดยพักค้างคืน 7,100 คนต่อปี และนับถึงบัดนี้มีผู้เข้าพักโรงแรมแห่งนี้นับล้านคนแล้ว


กลยุทธ์ธุรกิจที่พึงเรียนรู้

ความสำเร็จของหมู่บ้านนี้ไม่ใช่มาจากความพยายามแบบมวยวัด แต่เป็นการหยั่งรู้จริงของการบริหารและจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบที่ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง เป็นการทำธุรกิจแบบมืออาชีพโดยแท้ที่ไม่น่าเชื่อว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ จะสามารถทำได้ (แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงถูกลบไปจากประวัติศาสตร์หรือพังทลายเช่นหมู่บ้านญี่ปุ่นอื่น ๆ แล้ว)


กลยุทธ์ธุรกิจในที่นี้ขอนำเสนอเป็นข้อ ๆ เพื่อให้เห็นชัดเจนดังนี้:

1. กลยุทธ์ขายตรงสู่ผู้ซื้อ ในการจำหน่ายสินค้าการขายตรงสู่ผู้ซื้อทำให้สามารถทำกำไรสูงสุดเพราะเน้นการติดต่อตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ลูกค้าจำนวนถึง 350,000 รายคงพอเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จตามกลยุทธ์นี้ได้ แต่การวางขายตามร้านก็มีเช่นกัน

2. การวิจัยผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอ เช่น แต่เดิมแถบนี้ก็มีการผลิตน้ำส้ม แต่เป็นแบบเข้มข้นที่ต้องละลายน้ำ ผู้ซื้อเองก็อาจกะปริมาณน้ำที่จะผสมไม่ถูก รสชาติก็อาจเปลี่ยนไป หมู่บ้านนี้จึงคิดสูตรน้ำส้มแบบพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยอย่างหนัก

3. การออกบูธเพื่อส่งเสริมการขาย แต่ละครั้งก็มีต้นทุนประมาณ 200,000 - 300,000 เยน ไม่ใช่ไปขอทางห้างร้านหรือรัฐบาลอุปถัมภ์ ในการออกร้านยังมีหลักการสำคัญคือ นอกจากขายน้ำส้มแล้วยังมีซูชิขายด้วย เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าร้าน อย่างไรก็ตามการออกร้านซึ่งมักต้องเกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่นั้น ผู้ทำธุรกิจก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของห้างเหล่านี้ด้วย ตัองระวังเรื่องปริมาณการสั่งซื้อที่อาจมากเกินความสามารถในการผลิต เรื่องการดึงให้ผู้ผลิตเข้าร่วมสงครามราคา รวมทั้งกำหนดการส่งสินค้าที่แน่นอน ไม่ยืดหยุ่น เป็นต้น

4. การลงทุนว่าจ้างมืออาชีพมาดำเนินการ (ไม่ใช่ไปขอแรงฟรี) สินค้าดีต้องอยู่ในรูปโฉมที่ดีด้วย ดังนั้นการออกแบบฉลาก และหีบห่อจึงมีความสำคัญและควรใช้มืออาชีพ นอกจากนี้การทำใบปลิว โปสเตอร์ ก็ควรใช้บริการมืออาชีพที่มีหลักวิชาที่ถูกต้องเช่นกัน

5. การลงทุนโฆษณาผ่านสื่อก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ไม่ใช่แบมือขอฟรี สื่อหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามก็คือหนังสือพิมพ์ หมู่บ้านนี้ทำ “หนังสือพิมพ์ยูสุ” ซึ่งคงออกรายสะดวกแต่มีจำนวนพิมพ์ถึง 30,000 ฉบับต่อครั้ง หมู่บ้านนี้ยังรู้จักลงทุนโฆษณาทางโทรทัศน์ ในปี 2532 เคยโฆษณาแบบปูพรมใช้เงินถึง 2,500,000 เยน ยิงโฆษณาไปถึง 250 ครั้ง จนมีอำนาจต่อรองกับสถานีโทรทัศน์

6. ความทันสมัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หมู่บ้านนี้ทันสมัยทันโลก ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังสร้างโฮมเพจเผยแพร่ข่าวสารไปได้ทั่วโลกอีกด้วย

7. การสานสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าก็เป็นกลยุทธ์สำคัญเช่นกัน หมู่บ้านนี้แม้ไม่มีกอล์ฟ แต่ผู้บริหารก็เอาใจลูกค้าโดยพาไปตกปลาแทน กลยุทธ์การสานสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งก็คือการดูงาน ในแต่ละปีมีคนมาดูงานหลายพันคน ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีของหมู่บ้าน นอกจากนี้หมู่บ้านนี้ยังผูกใจลูกค้าด้วยการจัดส่งบัตรอวยพรไปให้ลูกค้าอยู่เนือง ๆ แม้จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาว

8. กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการหาเครื่องหมายรับรอง เช่น การยืมมือผู้มีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ครั้งหนึ่งมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นก็เคยเสวยน้ำส้มของหมู่บ้านนี้มาแล้ว นอกจากนี้การแสวงหารางวัลเกียรติยศก็เป็นการสร้างหลักประกันของแบรนด์ทางหนึ่ง การได้รับรางวัลเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขาย อันถือเป็นใบเบิกทางสำคัญในการสร้างความเชื่อถือแก่ลูกค้า พอยี่ห้อติดมีชื่อเสียง ก็จะมีโอกาสดี ๆ ตามเข้ามา เช่น มีห้างร้านต่าง ๆ อยากได้สินค้าไปวางขายเพิ่มขึ้น หรือบริษัทผลิตขวดก็วิ่งเข้ามาหา เป็นต้น


รู้จักสร้างจุดขาย

ในญี่ปุ่นอาจมีส้มอื่นที่อร่อยกว่าส้มยูสุ แต่ส้มยูสุมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอันถือเป็นจุดขายของส้ม กล่าวคือการปลูกส้มยูสุในหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านอื่นบนเกาะนี้ก็มีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ญี่ปุ่นในสมัยโบราณที่หลบหนีภัยการเมืองมาอยู่บนเกาะนี้ อย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรอื่น ๆ อาจไม่มีจุดขายข้อนี้ แต่ก็ต้องพยายามค้นหาจุดขายในแง่ของตนเองให้พบจึงจะประสบความสำเร็จ

จุดอ่อนที่กลับกลายเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นบ้านนอก บ้านนอกยังมี “บางสิ่งที่เมืองใหญ่ทำหายไป” อย่างถนนทางเข้าหมู่บ้านที่คับแคบ แรก ๆ ชาวบ้านก็อยากให้ทางการช่วยขยายถนนให้ แต่เมื่อพบว่านักท่องเที่ยวชอบใจในความเป็นชนบท จึงได้คิด การมีถนนใหญ่เข้าถึงหมู่บ้านกลับยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนในหมู่บ้านย้ายหนีออกกันเสียอีก


บทสรุป

ที่นำเสนอข้างต้นก็คือตัวอย่างของจริงของความพอเพียง เราทำธุรกิจต้องเข้าใจการทำธุรกิจ แม้ผลิตภัณฑ์หมู่บ้านนี้จะไม่ใช่อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น แต่จัดอยู่อันดับต้น ๆ ของจังหวัด แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็เพราะความเป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจโดยแท้ สินค้าที่จะประสบความสำเร็จ จึงไม่จำเป็นต้องมีรสชาติอันดับหนึ่ง แต่อยู่ที่การบริหารที่ดีเยี่ยมที่ต้องมีทรัพยากรบุคคลเพียงพอและมีระบบองค์กรที่ดี หมู่บ้านนี้ยังสอนว่าผู้ทำธุรกิจที่ดีต้องพิจารณาการขยายตลาดอยู่เสมอ

อาจกล่าวได้ว่าในการในโลกของการทำธุรกิจ ไม่มีคำว่า “พอเพียง” ในความหมายของการหยุดหรือรักษาระดับอยู่ ณ ขีดใดขีดหนึ่ง แต่ภาวะความพอเพียงมีลักษณะพลวัตรที่ต้องก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ หยุดนิ่งไม่ได้ เหมือนน้ำ ถ้าหยุดหรือพอเมื่อไหร่ก็คงเน่า

สู้โลกาภิวัตน์ด้วยโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง หรือกลับไปอยู่ป่าแบบยืนกระต่ายขาเดียว ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือแต่อย่างใด


หมายเหตุ:
บทความนี้เขียนจากการอ่านหนังสือชื่อ “ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ” ซึ่งเขียนโดยคุณมาซาฮิโกะ โอโตชิ และได้รับการแปลถ่ายทอดเป็นไทยโดยคุณมุทิตา พานิช สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา มีนาคม 2549. 283 หน้า

from http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=37414


เลือกซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองไหนดี

LTF คืออะไร

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Longterm Equity Fund (LTF) คือ กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยในการลงทุน โดย บลจ ที่ออก LTF จะนำเงินไปลงทุนในหุ้นภายในประเทศ (กฎหมายกำหนดไว้ที่ 65% ขึ้นไป) เพื่อส่งเสริมตลาดทุนในประเทศ และเงิน 35% ส่วนที่เหลือ อาจจะมีการลงทุนในตราสารหนี้, หุ้นกู้, เงินฝากธนาคาร, หุ้นต่างประเทศ หรือ หุ้นในประเทศ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของ บลจ และผู้ที่ซื้อ LTF จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี



ข้อดีของการซื้อ LTF
  1. ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี ตามฐานภาษีของแต่ละคน
  2. ซื้อได้สูงสุด 15% ของรายได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษี แต่ห้ามเกิน 500,000 บาท เช่น
    • ตัวอย่างที่ 1 นาย ก มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท และสิ้นปีได้โบนัสอีก 40,000 บาท รายได้ทั้งปีของนาย ก คือ (12 x 30,000) + 40,000 = 400,000 บาท ดังนั้น นาย ก ซื้อ LTF ได้สูงสุด 400,000 x 15 / 100 = 60,000 บาท
    • ตัวอย่างที่ 2 นาย ข มีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท ไม่มีโบนัส รายได้ทั้งปีคือ 12 ล้าน  15%ของ 12 ล้าน คือ 1.8 ล้าน ซึ่งเกินเพดาน 500,000 บาท  ดังนั้น นาย ข สามารถซื้อ LTF ได้ 500,000 บาท
  3. มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน(capital gain) ในกรณีที่หุ้นขึ้น แต่ในทางกลับกันก็มีโอกาสขาดทุนเช่นกัน ในกรณีที่หุ้นลง
  4. บางกองทุน มีการจ่ายปันผลให้กับผู้ลงทุน (ดูนโยบายการจ่ายปันผลได้จากหนังสือชี้ชวน) ทำให้มีรายได้จากเงินปันผลทุกปีแม้ไม่ได้ขายกองทุน
  5. เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง (หลักพันบาท)


ข้อกำหนดของ LTF

ผู้ที่ซื้อ LTF จะต้องถือ LTF ไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน เช่น ถ้าซื้อ ปี 2559 จะสามารถขายได้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป (ไม่ระบุเดือน เดือนไหนก็ได้) เช่น

  • ซื้อ ธันวาคม 2559 ขาย มกราคม 2565 ได้ (ระยะเวลาถือจริง ประมาณ 5 ปี)




กองทุน LTF สามารถจำแนกตามลักษณะความเสี่ยงได้ 3 ประเภทคือ
  1. เสี่ยงสูงมาก คือ กองทุนจะลงทุนหุ้นไทย 70 - 80% และส่วนที่เหลือจะลงทุนในหุ้นต่างประเทศ กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนสูงมาก และมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินด้วย ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT4 ของ บลจ ไทยพาณิชย์ 
  2. เสี่ยงสูง คือ กองทุนจะเน้นลงทุนหุ้นไทย 100% กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนสูง ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT2, LT3, LTT ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  3. เสี่ยงปานกลาง คือ กองทุนจะลงทุนในหุ้นประมาณ 70% และที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นกู้ เงินฝาก กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนปานกลาง ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT1 ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  4. เสี่ยงต่ำ คือ กองทุนจะมีการลงทุนในตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เสมือนว่ากองทุนนั้นๆ ลงทุนในหุ้นเพียงแค่ประมาณ 0-20 % กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนต่ำ หรือ แทบจะคงที่ถ้ากองทุนนั้นลงทุนในตราสารอนุพันธ์เต็มจำนวน (ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน) ตัวอย่างกองทนประเภทนี้ เช่น กองทุน LTS ของ บลจ ไทยพาณิชย์ (ปัจจุบัน กฏหมายไม่อนุญาตให้ใช้ตราสารอนุพันธ์ กับกองทุน LTF แล้ว ดังนั้น กองทุนประเภทนี้ จะไม่มีแล้ว)
ดังนั้นผู้ที่จะซื้อกองทุน LTF ควรที่จะซื้อตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ เช่น ถ้ากลัวความเสี่ยงมาก ควรลงทุนประเภท 3



เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อกองทุน LTF
  1. ควรซื้อแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน (Dollar Cost Averaging) มากกว่าซื้อครั้งเดียวปลายปี เพราะจะได้ราคาระดับเฉลี่ยที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป ถ้าไปซื้อปลายปีครั้งเดียวอาจจะได้ราคาที่ยอดดอย (รายละเอียดหลักการ Dollar Cost Average: http://piggyman007.blogspot.com/2011/05/dollar-cost-averaging.html)
  2. ควรเปรียบเทียบหลายๆ บลจ โดยดูนโยบายการลงทุนว่าตรงตามที่เราต้องการไหม ดูค่าบริหารจัดการว่าแพงไปไหม ดูว่ามีปันผลให้ไหม(สำหรับคนชอบปันผล)
  3. กองทุนที่จ่ายเงินปันผลให้เรา เงินนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เช่น 
    • กองทุน A จ่ายปันผล 10,000 บาท เราจะได้รับเงินจริงๆ 9,000 บาท (โดนหักภาษี 10%) เสมือน เราเสียเงินฟรีๆ 1,000 บาท ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการโดนหักภาษี ควรเลือกกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
  4. บาง บลจ อนุญาตให้เราสามารถสลับกองทุนภายใน บลจ เดียวกันได้ เช่น ถ้าเรามีกอง LTS แล้วคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้น เราสามารถสลับไปเป็นกอง LT2 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนซื้อ


การค้นหา LTF ผ่านทางเว็บไซต์ morningstarthailand

กองทุน LTF ในประเทศไทยมีหลากหลายกองมาก และแต่ละกองก็มีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนใน LTF ก็ควรจะมีเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่มีคุณภาพได้ ซึ่งเว็บไซต์ morningstarthailand ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการคัดกรองกองทุนที่สนใจและใช้งานได้ไม่ยาก ซึ่งมีวิธีการใช้งานพื้นฐานดังนี้

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ http://tools.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx?Site=th&LanguageId=th-TH
  2. เลือก "กองทุนประหยัดภาษี" เป็น LTF แล้วกดปุ่ม "ค้นหา" ดังรูปที่ 2 ด้านล่าง
  3. คลิก "Morningstar Rating Overall" เพื่อเรียงลำดับกองทุนผ่านทาง rating ดังรูป 3 หลังจากนั้นผู้ลงทุนก็สามารถเลือกดูรายละเอียดของกองทุนที่ rating สูงๆ ได้ 
คำเตือน 
  • rating เป็นการวัดผลการดำเนินงานในอดีตเทียบกับ benchmark ของกองทุนนั้นๆ ซึ่งไม่การันตีผลการดำเนินงานในอนาคต 
  • กองทุนที่ rating ดีกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องมีผลการดำเนินงานในอนาคตดีกว่า
  • rating เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ผู้ลงทนต้องทำการบ้านด้วยตัวเอง เช่น นโยบายการจ่ายปันผล ค่าบริหารจัดการ นโยบายการลงทุน
รูป 2 เลือก LTF แล้วคลิกปุ่ม "ค้นหา"



รูป 3 เรียงตาม "Morningstar Rating Overall"



กองทุนรวม LTF ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี (ย้อนหลัง 10 ปี)

อัพเดท: กุมภาพันธ์ 2016



ครบเครื่อง เรื่องPE

ครบเครื่อง เรื่องPE

เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและมีประโยชน์ในการคิดหามูลค่าหุ้น ( valuation )

วิธีคำนวณ ก็ เอาราคาหุ้น (price) หารด้วย กำไรต่อหุ้น(earning per share) ค่าที่ได้ก็จะออกมาว่าเป็นจำนวนกี่เท่าซึ่งค่านี้บอกว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคุ้มทุน

กำไรต่อหุ้น คำนวณจาก กำไรหลังหักภาษี หารด้วย จำนวนหุ้น

แม้ว่าค่านี้จะอาศัยข้อมูลในอดีตมาคิด แต่ PE ก็สามารถใช้ forecast EPS มาคิดได้ ซึงก็มีประโยชน์อย่างมากในการคำนวณ valuation

เวลาดู PE ต้องดู 2 อย่างควบคู่กันไป

1. growth of earning
2. quality of earning

การที่ดูอะไรอย่างเดียว อาจทำให้คำนวณผิดได้ ต้องดูด้วยว่า growth ที่ได้มา มาจากอะไร ไม่ได้มาจากกำไรพิเศษ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ปกติ PE ต่ำๆ จะน่าสนใจกว่า PE สูงๆ แต่ก็ไม่เสมอไป มีหลายสถานะการณ์ที่ PE ต่ำๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้นน่าสนใจหรือหุ้นถูก

สถานะการณ์ที่ทำให้ PE ต่ำ แต่ไม่น่าสนใจ เช่น

1. uncertainly over a company's prospects for earning
2. a highly cyclical sector
3. company serving volatile markets
4. a sector with overcapacity and weak pricing power
5. a sector or company with consistently low returns and not adding economic value
6. a mature sector, with little prospect of growth
7. a company which is ex growth
8. poor management
9. poor cash generation
9. week balance sheet

ในทางกลับกัน หุ้นที่มี PE สูง ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นมีราคาแพงเสมอไป

สถานการณ์ที่ทำให้ PE สูง แต่ไมได้หมายความว่าหุ้นแพง
1. companies with an excellent growth record and prospects for growth
2. a high-growth sector
3. high confidence in the company's forecasts
4. predictable/stable revenues
5. strong market shares
6. high barriers to entry
7. companies that have strong pricing power
8. companies that have high margins and produce excellent ROCE and add value
9. strong cash generation

Re-ratings and de-ratings

เมื่อคุณหาหุ้นที่มี PE ต่ำๆได้ ถ้าบริษัทนี้ดูแล้วน่าจะดีกว่า rating ที่มีอยู่ตอนนี้ คุณก็อาจจะปรับ rating ใหม่ขึ้นไปได้เรียกว่า re-ratings เช่นบริษัทตอนนี้มี PE อยู่ เท่ากับ 8 แต่คุณคิดว่าบริษัทนี้ PE น่าจะอยู่ ที่ 10 ก็แสดงว่าราคาหุ้นยังสามารถ upside ได้อีก 25%
แต่คุณก็ต้องมั่นใจในการประเมินของคุณนะครับ

ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิด re-ratings ก็คือผลการดำเนินงานเป็นไปตามที่คาดหวังหรือมากกว่าที่คาดหวัง

เช่นเดียวกัน de-ratings ก็คือการปรับ rating ให้ต่ำลงมาเนื่องจากคิดว่า PE ของบริษัทน่าจะต่ำกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

ข้อดีข้อเสียของ การใช้ PE

ข้อดี ของการใช้ PE

1. ง่ายต่อการคำนวณ
2. ใช้กันอย่างแพร่หลาย
3. สามารถใช้ forecast มาคำนวณได้
4. earning เป็นค่าที่วัดในส่วนของผู้ถือหุ้น

ข้อเสียหรือข้อควรระวัง ของการใช้ PE

1. ไม่ได้นำ หนี้มาคำนวณ
2. gearing up/ หรือการซื้อหุ้นคืน ทำให้ earning สูง ทำให้ ตกแต่งค่า PE ได้
3. การนำมาเปรียบเทียบต้องระวัง นโยบายทางบัญชีของบริษัทหรือประเทศที่ต่างกัน
4. ไม่สามารถนำมาใช้ในพวก loss-making early-stage growth หรือ cyclical business
5. ไม่ได้นำ cash generation มาคำนวณ
6. ไมได้นำ investment returns มาคำนวณ

PE relative

คือนำค่า PE ของบริษัทมาเที่ยบกับ PE ของตลาด

เช่น PE ตลาดเท่ากับ 20 PE บริษัทเท่ากับ 15 ก็แสดงว่ามี relative = 75%
แต่ถ้า PE บริษัท เท่ากับ 30 แสดงว่ามี relative = 150%

บริษัทที่มี relative มากกว่า 100 มักจะเป็นบริษัทที่ถูกคิดว่าน่าจะมี growth และ quality ที่ดีกว่า ตลาดโดยรวม

ข้อดีข้อเสีย ของ PE relative ก็เหมือนกับ PE

from http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=3797


เรื่องของคนขี้แพ้ โดย หนูดี วนิษา เรซ

เรื่องของคนขี้แพ้ โดย หนูดี วนิษา เรซ




เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หนูดีเพิ่งรู้ตัวค่ะว่า เป็นคนขี้แพ้อย่างหนัก เพราะที่ผ่านมามีคุณหมอหลายรายพยายามบอกหนูดีแล้วว่า

หนูดีเป็น “ภูมิแพ้” แต่หนูดีก็ไม่เคยตั้งใจฟัง ให้ยาอะไรมาหนูดีก็ไม่เคยยอมกิน แค่รับยามาพอให้คุณหมอสบายใจ พอถึงบ้านก็วางไว้อย่างนั้นจนอาการหายไปเอง เรียกว่าอยู่ในภาวะ “ปฏิเสธความจริง” และดื้อเงียบแบบสุดขีด เพราะใครเลยจะนึกว่า คนที่ใช้ชีวิตปกติได้ เดินทางไปไหนมาไหนได้ ป่วยก็ไม่ค่อยบ่อย เกสรดอกไม้ก็ไม่เคยแพ้ จะเป็น “คนขี้แพ้” กับเขาได้ด้วย

แต่ก็เป็นไปแล้วค่ะ และแพ้ในสิ่งที่ไม่น่าแพ้ได้ คือ อาหารโปรดที่ชอบกิน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ของตัวเองด้วย


เมื่อต้องมาศึกษาข้อมูลเพื่อดูแลตัวเอง ก็เลยตกใจว่า หนูดีใช้ชีวิตมาได้ตั้ง 30 ปีเข้านี่แล้ว โดยกินอาหารที่ตัวเองแพ้มาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นคือ “อาหารสุขภาพ” ที่ใครๆ ก็ยอมรับกันทั่วโลก แต่หนูดีก็เพิ่งทราบว่า อาหารก็เหมือนแฟชั่นนะคะ คือ อะไรที่ซูเปอร์โมเดลใส่แล้วสวย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใส่สวยเหมือนเขาเสมอไป อาหารสุขภาพก็เช่นเดียวกันค่ะ อาหารที่ดีโดยสากลไม่ได้หมายความว่าจะดีกับร่างกายทุกคน บางทีอาหารที่เราคิดว่าดี กินเข้าไปแล้วกลับเป็นโทษกับร่างกายของเราเต็มๆ เลยไม่รู้ว่าเป็นอาหารหรือว่ายาพิษกันแน่

ต้องเท้าความก่อนว่า เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนูดีโชคดีที่ได้ไปพบกับแพทย์ทางเลือกท่านหนึ่ง ที่ไม่สั่งยาแต่สั่งเป็นวิตามินแทน และมีวิธีตรวจร่างกายแบบใหม่ต่างจากการตรวจร่างกายประจำปีในโรงพยาบาล ซึ่งหนูดีตรวจทุกปีอย่างละเอียดเทียบเท่ากับคนอายุ 60 เสมอ และไม่เคยพบอะไรผิดปกติเลย แต่สิ่งหนึ่งที่งงก็คือ ทั้งๆ ที่ร่างกายดี แต่ทำไมบางครั้งกินอาหารเสร็จแล้วง่วง รู้สึกไม่มีแรง อยากกินของหวานช่วงบ่ายๆ และเป็นไมเกรนเป็นระยะๆ ด้วย ทั้งที่ผลเลือดก็แสนปกติ

หนนี้หนูดีเลยลองตรวจเซลล์เลือดสด ที่เจาะและเอาขึ้นจอดูสภาพเม็ดเลือดกันเดี๋ยวนั้นในเวลาไม่เกิน 2 นาทีก่อนที่เลือดจะแปรสภาพ ตอนแรกหมอเอาภาพเม็ดเลือดที่สุขภาพดีให้ดู จะเห็นเม็ดเลือดแดงกระจายตัวและเห็นเม็ดเลือดขาวเกาะกันอยู่อย่างแข็งแรง ส่วนเลือดที่ไม่ค่อยดีจะเห็นเม็ดเลือดแดงเกาะกันเป็นกระจุก แสดงว่าเลือดข้นไป

ก่อนตรวจหนูดีก็มั่นใจว่าเลือดเราดีแน่เพราะเราก็เลือกวิธีดูแลสุขภาพ แม้จะชอบกินขนมก็ไม่น่าจะส่งผลเสียกับภาพรวมได้มากมาย ที่ไหนได้ เจาะออกมาแล้ว พอเอาสไลด์เลือดขึ้นหน้าจอ เห็นสภาพเลือดตัวเองแล้วแทบเป็นลม ไม่นึกไม่ฝัน เพราะเม็ดเลือดแดงหนูดีเกาะตัวกันเป็นพวง เม็ดเลือดขาวแตกกระจายเป็นหย่อมๆ แถมเห็นโลหะหนักต่างๆ ลอยตัวปะปนในเลือดอีกเต็ม คนอ่านค่าบอกว่าเลือดหนูดีมีสารปนเปื้อนเยอะ ดื่มน้ำน้อยไป (โอ้โห ขนาดนี้ยังว่าน้อย ปกติหนูดีดื่มจนโดนเรียกว่าอูฐอยู่แล้ว) นอนดึกไป (หนูดีนอนก่อนเที่ยงคืนยังเรียกว่าดึกหรือคะ) และอีกสารพัด ต่อจากนั้นยังต้องเจาะเลือดเพื่อไปตรวจดูว่าหนูดีอาจแพ้อาหารอะไรได้บ้างอีก 170 ชนิด

ผลออกมาอีกสัปดาห์หนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่าในอาหารท็อปเทนของโปรดตัวเองนั้น หนูดีแพ้เกือบครบทุกตัว แต่หมายเลขหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเลยคือ บลูเบอร์รี โดยคุณหมอแจ้งว่า หมอเสียใจด้วยนะครับ แต่ว่าคุณหนูดีคงต้องเปลี่ยนวิตามินตัวที่กินอยู่แล้วล่ะ เพราะว่าหนูดีกินวิตามินต้านอนุมูลอิสระที่ทำจากผลบลูเบอร์รี (อ้าว ก็ตำราทางสมองของหนูดีเขาบอกว่ามันเป็น “เบรนเบอร์รี” นี่นา) แถมวิตามินตัวที่สองที่กินทุกวันก็คือ น้ำมันปลา ผลออกมาว่า หนูดีแพ้ปลาทูน่าค่ะ ฉะนั้น น้ำมันปลาที่กินบำรุงสมองมาเป็นปีๆ ก็เท่ากับกำลังหยอดยาพิษให้ตัวเองทุกวัน ต้องเปลี่ยนแบบฉับพลัน เป็นน้ำมันจากปลาแซลมอน หรือน้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ที่มีโอเมก้า 3 เหมือนกัน ส่วนคุณแม่ของหนูดีแพ้ปลาแซลมอนค่ะ เลยได้มรดกน้ำมันปลาขวดที่เหลือของหนูดีไปกิน และคุณหมอสั่งวิตามินสำหรับลำไส้และข้อต่อ ชื่อแปลกๆ ที่หนูดีไม่มีวันซื้อมากินเองเป็นแน่แต่เหมาะกับการฟื้นฟูสภาพร่างกายหนูดีมากให้แทน

ส่วนอาหารประจำวันก็ปรากฏว่าหนูดีไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตเยอะไป เพราะลักษณะร่างกายย่อยแป้งได้ไม่เก่ง ควรเน้นกินผักต้มมากกว่าผักสด เน้นอาหารทะเล วุ้นเส้น โดยงดพวกเบเกอรี เพิ่งตาสว่างเลยว่า ทำไมหนูดีกิน “อาหารสุขภาพ” ก็แล้ว แต่ยังรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะไป “เติมน้ำมันผิดประเภท” ให้ร่างกายตัวเองนั่นเอง พอกระบวนการย่อยทำงานได้ไม่ดี เครื่องยนต์ก็รวน แถมเหลือสารตกค้างเยอะ ให้เป็นสารปนเปื้อนในเลือดแบบที่เห็นนั่นเอง ตามมาด้วยอาการเพลีย ไม่มีแรงโดยไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่เป็นคนไฮเปอร์ขนาดนี้

เรื่องการแพ้ของหนูดียังลามปามไปถึงแพ้โทรศัพท์มือถือ และที่หนักกว่านั้นคือแพ้แล็ปท็อปอีกด้วย ตอนแรกหนูดีก็ยังไม่เชื่อคุณหมอ เพราะเกิดมาไม่เคยได้ยินคนแพ้มือถือ แต่คุณหมออธิบายให้ฟังว่า ร่างกายหนูดีดูอ่อนแอกว่าที่ควร เพราะสนามแม่เหล็กธรรมชาติของร่างกายโดนรบกวนด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัว ว่าแล้วคุณหมอก็หยิบเครื่องมือเล็กๆ ที่ใช้วัดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา ซึ่งตอนถือก็ดูปกติดี แต่พอเอามาจี้กับเครื่องแบล็คเบอร์รี่ของหนูดีเข้าก็ส่งแสงสีแดงแวบๆ ไม่หยุด และแสงนี้ยิ่งแรงเมื่อไปจี้ที่เครื่องส่งสัญญาณตรงด้านหลัง พ้นไปจากบีบีไม่พอ หนูดีหยิบเครื่องโนเกียรุ่นใหม่สีเงินส่งให้ ปรากฏว่าแรงไม่แพ้กัน เห็นแล้วสยอง อันที่ค่อยยังชั่วหน่อยคือ โทรศัพท์เครื่องละพันห้าที่สัญญาณรบกวนร่างกายต่ำ จนตอนนี้หนูดีกับบีบีต้องวางไว้ไกลๆ กันเลยค่ะ หนูดีกลัว ใครใช้ก็ระวังกันด้วยนะคะ โชคดีที่ไม่ติดมาตั้งแต่ซื้อแล้ว แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ แป้นพิมพ์ตรงหน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งต้องบอกว่าเครื่องวัดสัญญาณ “เสียสติไปเลย” เพราะส่งแสงแดงๆ ไม่หยุด เหมือนสัญญาณเตือนภัยทีเดียว

คุณหมอบอกว่า นี่ล่ะอันตรายมาก และหนูดีก็เลยหายสงสัย ว่าทำไมเวลาหนูดีพิมพ์ต้นฉบับนานๆ ตอนกลางคืน พอพิมพ์เสร็จจะล้าไปหมด ปวดหัว และนอนไม่ค่อยหลับ จนต้องเลิกทำงานหน้าจอตอนกลางคืนไป ทั้งๆ ที่ท่านั่งพิมพ์ก็จัดให้ถูกสุขลักษณะแล้วนะนี่ แต่พอมาเห็นแบบนี้เลยเข้าใจว่า อ๋อ ก็มือเราวางอยู่ตรงจุดอันตรายที่สุดเป็นชั่วโมงๆ แล้วจะให้ร่างกายทนทานไหวได้อย่างไร พอรู้อย่างนี้เลยเปลี่ยนมาใช้แป้นพิมพ์แบบเสียบสายแล้วลากมาเสียห่างหน้าจอ แถมไปถามเพื่อนฝรั่ง เขาเลยแนะนำว่า เพื่อนอีกคนมีสายเสียบคอมพิวเตอร์เข้ากับโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ที่บ้าน แล้วลากเอาแป้นมานั่งทำงานที่โซฟา เรียกว่าไกลกันที่สุดเท่าที่ทำได้ ฟังแล้วชักอยากทำตามบ้าง


ตั้งแต่ยอมรับได้ว่า ตัวเองเป็น “คนขี้ แพ้” และเริ่มปรับชีวิตแบบผู้แพ้ได้ หนูดีก็พบว่า เพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับพลังงานของหนูดีเพิ่มขึ้นมากมาย เริ่มกินอาหารเสร็จแล้วสบายท้อง ไม่อึดอัด ไม่ปวดหัว ไม่อยากของหวานตอนบ่ายเหมือนที่เคย รวมถึงพอเปลี่ยนลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และแล็ปท็อปให้เป็นของไกลตัวขึ้น ก็พบว่าอาการปวดมึนหัว รวมทั้งปวดไหล่แบบแปลกๆ หายไปด้วย วันนี้ใครยังกินอาหารสุขภาพอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ ลองเช็กสักนิดไหมคะว่า เราแพ้อาหารนั้นหรือเปล่า เพราะของดีสากล อาจไม่เหมาะกับเราก็เป็นได้ จะได้ไม่ต้องติดกับดักของ “คนขี้แพ้” แบบที่หนูดีติดมาเป็นปีโดยไม่รู้ตัว โชคดีนะคะ

from http://onknow.blogspot.com/2010/01/blog-post_1050.html


การส่งลูกไปเรียนเมืองนอก โดย หนูดี วนิษา เรซ

การส่งลูกไปเรียนเมืองนอก โดย หนูดี วนิษา เรซ


หนูดี-วนิษาบอกเล่าถึงผลจากการส่งลูกไปเรียนเมืองนอก นอกจากทักษะความรู้แล้ว
ลูกยังรับวัฒนธรรมความคิดของเมืองนอกติดมาด้วย

หนูดี-วนิษา เรซ, เด็ก, ภาษาต่างประเทศ


เกิดเป็นคนเอเชียอย่างพวกเรา โชคดีมากเลยนะคะ

พวกเราเติบโตมาในวัฒนธรรมแบบตะวันออก
แต่เราก็มักจะถูกส่งเสริมให้เรียนภาษาตะวันตกหรือแม้กระทั่งถูกส่งไปเรียน
"เมืองนอก" เสียเลยในหลายบ้าน เท่ากับว่าคนเอเชียส่วนใหญ่
จะเป็นคนสองวัฒนธรรมมากกว่าชาวตะวันตกเสียอีก

เพื่อนอเมริกันของหนูดี เคยมีโจ๊กที่แซวกันเล่นว่า
คนพูดได้สามภาษาเราเรียกว่า "ไทรลิงกวล" ถ้าคนพูดสองภาษาเราเรียก
"ไบลิงกวล" ถ้าพูดได้ภาษาเดียวเรียกว่าคน "อเมริกัน" (ฮา)

จริงๆ เด็กอเมริกัน รักสบายค่ะ ถือว่าพูดภาษาอังกฤษได้
ก็ไปได้ทั่วโลกแล้ว เลยไม่ค่อยขวนขวาย ไม่เหมือนพวกเรา
พูดไทยได้แล้วยังไม่พอ ต้องพูดอังกฤษได้ เสร็จแล้วยังต้องพูดจีนได้อีก
ดีไม่ดีเรียนภาษาเกาหลี ญี่ปุ่นแถมด้วย

พอเรียนหลายภาษา สิ่งที่เราได้แถมมาก็คือ วิธีคิด วิธีการสื่อสาร
ความเชื่อ และวิถีชีวิตของเจ้าของภาษานั้น และน่าทึ่งมากนะคะ
ในการที่ตัวเราจะค่อยๆ คิดและเปลี่ยนแปลงไปในกระบวนการเรียนรู้ต่างภาษา

หนูดีชอบเรียนภาษา ไม่ใช่เพื่อให้พูดได้หลายภาษา
แต่จะสนุกกว่าถ้าได้รู้ว่า เจ้าของภาษานั้น "คิด" อย่างไร

เช่น เพื่อนญี่ปุ่นก็จะเล่าว่า ภาษาของเขาเป็นขั้นบันได
มีแบ่งระดับความสุภาพชัดเจน เรียกพ่อแม่ตัวเองก็คำหนึ่ง
เรียกพ่อแม่เพื่อนก็อีกคำหนึ่ง
แม้กระทั่งการให้ของขวัญใครก็จะพูดทำนองว่า
"ได้โปรดให้เกียรติรับของอันเล็กน้อยนี้ไว้ด้วย"

ภาษาเป็นเครื่องมือให้ความคิด "เกาะ" เพราะฉะนั้นเราใช้ภาษาไหน
นิสัยเราก็มักจะคล้ายคนภาษานั้นนะคะ ลองสังเกตสิคะ แม้เวลาฝัน
เรายังฝันด้วยภาษาที่เราคุ้นชินเลย

แม้กระทั่งภาษาเดียวกัน ลองสังเกตบุคคลิกของเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษสิคะ
ถ้าไปเรียนที่อเมริกาก็จะบุคคลิกหนึ่ง ไปเรียนที่อังกฤษก็อีกบุคคลิกหนึ่ง
ไม่ใช่แค่สำเนียงที่ต่างนะคะ แต่วิธีการวางรูปประโยคแค่ฟังก็รู้ว่าเขา
"คิดต่าง" กันแค่ไหน และถ้าเราส่งลูกไปเรียนที่จีน
คราวนี้ก็จะเห็นความแตกต่างในบุคลิกและวิธีคิดที่ชัดเจนมาก
รวมถึงวิธีการใช้เงิน การใช้ชีวิตอีกด้วย

ตอนที่หนูดีไปเที่ยวที่ปักกิ่งมีโอกาสได้รู้จักนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อ
มาเป็นไกด์พาเที่ยว ก็พบด้วยความประหลาดใจว่า บุคคลิกและวิธีการเรียน
วิธีการใช้ชีวิตของน้อง ไม่เหมือนกับพวกเราที่เรียนอเมริกา
และไม่เหมือนกับเพื่อนที่ถูกส่งไปโซนยุโรปหรือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์เลย

เมื่อลองถามดูก็เลยรู้ว่า เด็กจีน เรียนกันหนักมาก
เรียนเช้าถึงค่ำเป็นเรื่องปกติ เลิกสองสามทุ่มหรือสี่ทุ่มก็มี
แถมถ้ามีห้องเรียนว่าง
ยังเอาการบ้านเข้าไปนั่งทำในห้องว่างนั้นแทนที่จะไปเที่ยวเล่น
เด็กไทยไปแรกๆ ก็งง พอถามว่า เรียนจนค่ำไม่เหนื่อยเหรอ เด็กจีนก็บอกว่า
อ้าว ถ้าเลิกเรียนก็ว่าง ทำอะไรไร้สาระไปเรื่อยๆ สู้เอาเวลามาเรียนดีกว่า

ที่น่ารัก คือน้องคนหนึ่งที่เรียนต่อปริญญาโทเล่าว่า
ไปครั้งแรกเพื่อนจีนทั้งห้องอยากจัดปาร์ตี้เพื่อทำความรู้จักกัน
โดยมีหนุ่มนักเรียนจีนคนหนึ่งเป็นโต้โผ เด็กไทยของเราได้ยินคำว่า
"ปาร์ตี้" ก็นึกถึงร้านอาหาร หรือไม่ก็คาราโอเกะ แต่ปรากฏว่า วันนัด
เด็กจีนทั้งกลุ่มกลับไปเจอกันช่วงบ่ายที่สวนสาธารณะ เอาเสื่อไปคนละผืน
ถือขนมติดมือไป แล้วไปเล่นเกมกัน ทายคำถาม แถมน้องยังบอกว่า
"มีเกมอะไรคล้ายๆมอญซ่อนผ้าด้วย"

ฟังแล้วน่ารักจริง คนที่เล่าเสริมว่า
"ผมคิดในใจว่า...ระดับปริญญาโทแล้วนะเนี่ย เด็กจีนนี่ใสจริงๆ เลย"
ฟังแล้วก็ได้แต่คิดว่า ถ้าเป็นที่อเมริกา
เรื่องแบบนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นเป็นอันขาด

ด้วยความที่ชอบสังเกตแบบนี้ หนูดีเลย ชอบถามเจ้าของภาษาถึง "สำนวน"
ของเขาเสมอ แล้วก็มานั่งหัวเราะด้วยกัน เช่น คำว่า "รถด่วนขบวนสุดท้าย"
ของไทยนั้น ถ้าเป็นเพื่อนเม็กซิกันของหนูดีจะพูดว่า
"เขาตีงูได้ในวันศุกร์" เหมือนกับว่า
ถ้าตีไม่ได้วันนี้จะไม่มีงูกินทั้งสัปดาห์เลยเชียวนะ (เลยต้องถามว่า
คนประเทศคุณกินงูวันเสาร์อาทิตย์ด้วยเหรอ)

ที่ชวนคุยมาทั้งหมดนี้ เพราะหนูดีอยากเชิญชวนว่า ปีใหม่นี้
ใครจะไปเที่ยวประเทศอื่น อย่านำติดตัวไปแค่ภาษาอังกฤษนะคะ
แต่ลองเรียนภาษาพื้นถิ่นตรงนั้นดูไหมคะ แล้วลองเดาดูเล่นๆ ว่า
คนประเทศนี้มีวิธีคิดและอุปนิสัยเป็นอย่างไร เดาได้ไม่ยากหรอกค่ะ
เพราะมันมักจะปรากฏชัดเจนในภาษาที่เขาใช้ทุกวันนั่นเอง

from http://onknow.blogspot.com/2010/01/blog-post_6507.html