28 สิงหาคม 2563

สิทธิรักษาพยาบาล ประกันสังคม บัตรทอง และประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้ตรงใจวัยเกษียณ

ในการวางแผนเกษียณอายุ หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราทุกคนต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก คือ การวางแผนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนับว่าเป็นรายจ่ายที่มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อยามที่เรามีอายุมากขึ้น ระหว่างวัยทำงาน เรามักไม่ค่อยห่วงหรือเป็นกังวลกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากนัก เนื่องจากบริษัทที่เราทำงานอยู่มักมีสวัสดิการประกันกลุ่มที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้เรายังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามการส่งเงินเข้าประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามในวัยเกษียณอายุที่สุขภาพก็เริ่มเสื่อมถอย ทำให้มีแนวโน้มว่าค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่เคยได้รับจากบริษัทที่ทำงานได้หมดไป ทำให้เรายิ่งต้องเตรียมวางแผนสำหรับเรื่องนี้ให้พร้อมมากขึ้น บทความนี้จะมาช่วยสรุปว่า เราจะมีสิทธิรับการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง และควรจะเลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของเรา



ประกันสังคม vs. บัตรทอง

สำหรับสิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคมนั้น แม้ว่าเราจะเกษียณอายุแล้ว แต่เราก็ยังมีทางเลือกที่จะยกเลิกหรือเก็บสิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคมได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. หากลาออก หรือสิ้นสุดสมาชิกภาพจากการเกษียณอายุตามประกันสังคมมาตรา 33 เราก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมอีกต่อไป ซึ่งรวมไปถึงสิทธิการรักษาพยาบาลด้วย หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาเกิน 15 ปี (180 เดือน) จะได้รับบำนาญชราภาพแทน อย่างไรก็ตามเราสามารถไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองได้

2. หากเลือกที่จะคงสถานภาพสมาชิกประกันสังคมไว้ ก็จะต้องส่งประกันสังคมมาตรา 39 ต่อภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ลาออกจากงาน โดยในกรณีนี้ ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบจำนวน 432 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินปีละ 5,184 บาท (9% บนฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบที่ 4,800 บาท กำหนดโดยประกันสังคม) ทำให้ผู้ประกันตนจะยังคงสิทธิรักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของประกันสังคม (ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และเสียชีวิต)

ดังนั้นผู้ที่เกษียณอายุส่วนใหญ่ มักจะมีคำถามว่า ควรจะลาออกจากสมาชิกภาพประกันสังคมตามมาตรา 33 เพื่อรับเงินบำนาญชราภาพ ส่วนการรักษาพยาบาลก็ไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามบัตรทอง หรือควรจะรักษาสิทธิประโยชน์ตามประกันสังคมด้วยการส่งประกันสังคมมาตรา 39 ต่อ อย่างไรก็ตาม หากเลือกต่อประกันสังคมมาตรา 39 จะได้รับเงินบำนาญชราภาพก็ต่อเมื่อลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน ทำให้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน ที่จะนำมาคำนวณเงินบำนาญจะเหลือเพียง 4,800 บาท ส่งผลให้เงินบำนาญที่เราจะได้รับลดลง (ในขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยในการคำนวณเงินบำนาญของประกันสังคมมาตรา 33 อยู่ที่ 15,000 บาท) เราจึงต้องพิจารณาถึงความต้องการของเราให้ถี่ถ้วนว่าต้องการได้รับบำนาญชราภาพ (จากประกันสังคมมาตรา 33) หรือต้องการสิทธิรักษาพยาบาล (จากประกันสังคมมาตรา 39) มากกว่ากัน

นอกจากนี้สิทธิรักษาพยาบาลตามประกันสังคม และสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อตอบคำถามดังกล่าวขอเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่าง 2 ทางเลือก ดังนี้


ตารางเปรียบเทียบสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างประกันสังคมและบัตรทอง (ที่มา www.nhso.go.th และ www.sso.go.th)




*ศึกษารายละเอียดสิทธิการรักษาเพิ่มเติมได้ที่ www.nhso.go.th และ www.sso.go.th


จะเห็นว่า สิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ดังนั้น การลาออกจากประกันสังคมมาตรา 33 เพื่อรับเงินบำนาญ และเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการส่งต่อประกันสังคมตามมาตรา 39 เนื่องจากได้รับเงินบำนาญชราภาพที่มากกว่า และยังคงสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามบัตรทอง ซึ่งเป็นทางเลือกในการแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในยามเกษียณได้


อย่างไรก็ตาม การหวังพึ่งสวัสดิการจากรัฐเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่การวางแผนเกษียณที่ดีนัก เนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้จะมีผู้สูงอายุจำนวนที่มากขึ้น และกว่าที่เราจะเกษียณอายุ ก็ไม่รู้ว่านโยบายการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นอย่างไร เงินงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ จะยกเลิกไปเสียก่อนหรือเปล่า ดังนั้นหากเราไม่มีการวางแผนการเงินของเราในเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นก็อาจสายเกินไป ดังนั้นเราจึงควรมีการสำรองเงินไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลของตัวเองและครอบครัว ร่วมกับการซื้อประกันสุขภาพไว้เพิ่มเติมด้วย



ในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและข้อควรพิจารณาต่างๆ ดังนี้

ประกันสุขภาพอาจจะ “ไม่คุ้มครองโรคที่เราเป็นมาก่อนทำประกัน”

ประกันสุขภาพจะไม่เริ่มคุ้มครองทันที เพราะมี “ระยะเวลารอคอย” ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้ เราจะไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ ในกรณีเจ็บป่วยทั่วไปจะมีระยะเวลารอคอย 30 วันนับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ ในขณะที่บางโรคอาจมีระยะเวลารอคอยนานถึง 90 - 120 วันหรือมากกว่านั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดยาก หรือมีค่ารักษาพยาบาลสูง เช่น มะเร็ง เนื้องอก นิ่ว

“เงื่อนไขประกันสุขภาพ” มียกเว้นไม่คุ้มครองโรคบางโรค เช่น การรักษาเกี่ยวข้องกับความสวยความงาม การศัลยกรรมใบหน้าเพื่อความสวยงาม การคลอดลูกและค่ารักษาอื่นๆ เพื่อการมีบุตร การรักษาที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด


การทำประกันสุขภาพต้องเปิดเผยข้อมูลตามความจริง

จะเห็นว่าเงื่อนไขของการทำประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการไม่คุ้มครองโรคที่เราเป็นมาก่อนทำประกัน หรือ การมีระยะเวลารอคอยต่างๆ ทำให้เราต้องวางแผนการทำประกันสุขภาพให้ดีว่าควรทำตอนไหน หากจะทำตอนใกล้เกษียณ ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพของเราให้ดี ให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการทำประกันสุขภาพ และได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีข้อจำกัดทางการเงิน ก็น่าที่จะวางแผนทำประกันสุขภาพไว้แต่เนิ่นๆ ถือว่าเป็นการบริหารความเสี่ยง เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอน และการซื้อประกันสุขภาพนั้น มีเงินอย่างเดียวอาจซื้อไม่ได้ ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย



21 สิงหาคม 2563

ทิป ไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad)

เช็คว่าไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) เป็นเครื่องไทย หรือเครื่องนำเข้า (หรือ refurbished)

  • กดปุ่ม Settings > General > About
  • ดูที่ Model Number ถ้าเป็นเครื่องไทย จะมีคำว่า TH

เช็คว่าไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) เป็นของแท้ ของปลอม เช็คประกัน iCare

  • ดู Serial Number ของเครื่องโดยกดปุ่ม Settings > General > About
  • เข้าไปที่เว็บ http://checkcoverage.apple.com
  • กรอก Serial Number
  • กรอก Captcha
  • เว็บจะแสดงรุ่นไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) ของเรา ถ้าตรงกันแสดงว่าของแท้
  • เว็บยังจะแสดงข้อมูลประกัน iCare ที่เราสมัครไว้ให้ดูอีกด้วย


นำไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) เครื่องเก่า ไปแลกส่วนลดเพื่อซื้อเครื่องใหม่ หรือแลกรับ Gift Vouncher


ตรวจสอบเลข IMEI ของเครื่องไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad)

  • กด *#06*

ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ กับ AIS e-waste

  • เราสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ powerbank battery ที่ชำรุด มาทิ้งได้ที่ AIS e-waste ตามจุดต่างๆ
  • ดูจุดรับทิ้งทั่วประเทศได้ที่ https://ewastethailand.com/

17 สิงหาคม 2563

MongoDB query join multiple collections using aggregate

MongoDB aggregate allows us to query and join multiple collections (like JOIN in SQL).


Sample Usage 

Let say, we have 3 collections like this


// customers collection
{
id: "c1",
name: "Robert Tee",
created: new Date()
}

// tickets collection
{
id: "t1",
seats: ["A1", "A2"],
customerId: "c1",
merchantId: "m1"
created: new Date()
}

// merchants collection
{
id: "m1",
name: "Merchant One"
created: new Date()
}


We would like to see the last ticket of the merchant "Merchant One" of the customer name "Robert Tee".

We can use the following MongoDB query command

// finding the last ticket of merchant ""Merchant One""
// of customer name "Robert Tee",
db.customers.aggregate([
// filter by customer name
{ $match: { "name": "Robert Tee" }},
// join tickets colletion
{
$lookup: {
from: "tickets",
localField: "id",
foreignField:
"customerId",
as: "ticket"
}
},
{ $unwind: {
path: "$ticket",
preserveNullAndEmptyArrays: false
}},
// join merchants colletion
{
$lookup: {
from: "merchants",
localField: "ticket.merchantId",
foreignField: "id",
as: "merchant"
}
},
{ $unwind: {
path: "$merchant",
preserveNullAndEmptyArrays: false
}},
// filter by merchant short name
{ $match: { "merchant.name": "Merchant One" }},
// order by created desc
{ $sort: { "ticket.created": -1}},
// get 1
{ $limit: 1 }
])




02 สิงหาคม 2563

ข้อคิดดีๆ จากเรื่อง"รอยตะปู"

ข้อคิดดีๆ จากเรื่อง"รอยตะปู"ของเพื่อนคนหนึ่ง อยากให้คนที่อารมณ์ร้อนได้อ่านกันทุกคน ถือว่าจะได้บุญในวันนี้เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต!!!

เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นเด็กอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไปเด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไป เขาสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอกลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิมมันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หนก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเสียหายที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำคำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตาม สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

เรื่องตอกตะปูและรอยตะปูทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ดีขึ้น!!!!!!



ที่มา forwarded LINE

16 กรกฎาคม 2563

MacBook keyboard shortcut to get an emoji icon

To get an emoji icon on your MacBook, you can type this keyboard shortcut (control + command + space bar). And then click any emoji icon you need.


06 กรกฎาคม 2563

กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) กองไหนดี

กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) คืออะไร

กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) คือ กองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี ที่มาแทนที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund: LTF) ที่หมดอายุไปเมื่อปี 2019

รายละเอียดต่างๆ ของ กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) นั้นสามารถดูได้ตามรูปด้านล่างครับ (รูปคัดลอกมาจาก https://tinyurl.com/yarmsgst)


วิธีการนับอายุระยะเวลาถือครอง ดูได้จากรูปด้านล่างครับ (รูปคัดลอกมาจาก https://tinyurl.com/yarmsgst)




ตัวอย่างการคำนวณจำนวนเงินที่สามารถซื้อได้ จากตารางฐานภาษีเงินได้ (รูปคัดลอกมาจาก https://tinyurl.com/y4wonyuu)


นาย ก เงินเดือน 20,000 บาท 
- รายได้ทั้งปี 20,000 x 12 = 240,000 บาท
- ฐานภาษี 5%
- ซื้อ SSF ได้สูงสุด 240,000 x 30% = 72,000 บาท
- ลดหย่อนภาษีได้ 72,000 x 5% = 3,600 บาท

นาย ข เงินเดือน 300,000 บาท
- รายได้ทั้งปี 300,000 x 12 = 3,600,000 บาท
- ฐานภาษี 30%
- ซื้อ SSF ได้สูงสุด 3,600,000 x 30% = 1,080,000 บาท ซึ่งเกิน 200,000 ดังนั้น นาย ข ซื้อได้สูงสุดที่ 200,000 บาท
- ลดหย่อนภาษีได้ 200,000 x 30% = 60,000 บาท



กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) ดีไหม ควรซื้อหรือไม่

ความเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่าควรซื้อครับ เนื่องจากการซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) นั้นมีข้อดีอยู่หลายประการคือ

1. ได้ลดหย่อนภาษี ยิ่งฐานภาษีสูงๆ ยิ่งได้เงินคืนภาษีเยอะ แต่ถ้าฐานต่ำๆ ก็ถือว่าได้เงินคืนนิดหน่อย

2. เป็นการฝึกวินัยในตัวเอง โดยกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจคือการลงทุนแบบ Dollcar Cost Average (DCA) หรือการทะยอยซื้อทุกๆ เดือน และเนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) นั้นต้องถือยาว 10 ปี ทำให้เป็นการฝึกการลงทุนระยะยาวไปในตัว

3. เป็นการออมเพื่อให้ได้เงินก้อนใหญ่ ในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า หรือเป็นเงินเก็บเพื่อใช้ในวัยเกษียณอายุ จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง การลงทุนในหุ้นในระยะยาวนั้นสามารถให้ผลตอบแทนได้สูง 8-10% ต่อปี แม้ระหว่างทางระยะสั้นอาจจะมีความผันผวนบ้าง (อ้างอิงจาก https://tinyurl.com/y59m66ae เขาบอกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของดัชนี S&P ของอเมริกาตลอด 90 ปีนั้นให้ผลตอบแทน 9.8%)


กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) มีกี่ประเภท

แบ่งตามการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ 2 ประเภท

1. กองทุนที่จ่ายเงินปันผล
- ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้เงินปันผลมาในแต่ละปี แต่ก็มีข้อเสียคือ เงินปันผลนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
- ถ้าถือกองทุนครบ 10 ปี ผู้ถือหน่วยยังมีโอกาสได้รับ capital gain จากมูลค่าหน่วยลงทุนที่สูงขึ้น

2. กองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล
- ผู้ถือหน่วยจะไม่ได้รับเงินปันผลระหว่างถือกองทุน 10 ปี
- ถ้าถือกองทุนครบ 10 ปี ผู้ถือหน่วยจะมีโอกาสได้รับ capital gain จากมูลค่าหน่วยลงทุนที่สูงขึ้น (ได้รับ capital gain มากกว่ากองทุนที่จ่ายเงินปันผล)



แบ่งตามหลักการลงทุน

1. Active fund
- กองทุนที่ใช้ทักษะของ fund manager ในการเลือกหุ้น เพื่อเอาชนะดัชนี benchmark
- มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี benchmark แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี benchmark เช่นกัน
- ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่าแบบ 2

2. Passive fund, Index fund
- กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี ไม่ว่าจะเป็นดัชนีหุ้นไทย หรือดัชนีหุ้นต่างประเทศ
- ผลตอบแทนจะใกล้เคียงกับดัชนี เช่น ถ้าดัชนีขึ้นไป 100% ผลตอบแทนก็จะประมาณ 100%
- ไม่ต้องใช้ fund manager บริหาร
- ค่าธรรมเนียมจะถูกกว่า



แบ่งตามลักษณะการลงทุน
1. บลจ ไปลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ (Fund of funds)
- จะเสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ คือ ค่าธรรมเนียมของกองทุนต่างประเทศ และค่าธรรมเนียมของตัวกองทุนเอง

2. บลจ ลงทุนเอง
- จะเสียค่าธรรมเนียมแค่ 1 ต่อ



แบ่งตามสินทรัพย์ที่ลงทุน

1. ตราสารหนี้ หุ้นกู้ ในประเทศ
- ความเสี่ยงต่ำสุด
- ผลตอบแทนต่ำสุด
ตัวอย่างกองทุน
K-FIXEDPLUS-SSF [ไม่จ่ายปันผล] [Active fund]
SCBFP-SSF [ไม่จ่ายปันผล] [Active fund]
SCBSFFPLUS-SSF [ไม่จ่ายปันผล] [Active fund]




2. หุ้นกู้ ทั่วโลก
- ความเสี่ยงต่ำ
- ผลตอบแทนต่ำ
ตัวอย่างกองทุน
SCBGSIF-SSF [จ่ายปันผล] [Active fund] [Fund of funds]




3. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT ทั่วโลก
- ความเสี่ยงปานกลาง
- ผลตอบแทนปานกลาง
ตัวอย่างกองทุน
SCBPIN-SSF [จ่ายปันผล] [Active fund] [Fund of funds]




4. หุ้นในประเทศ
- ความเสี่ยงสูง
- ผลตอบแทนสูง
ตัวอย่างกองทุน
K-STAR-SSF [ไม่จ่ายปันผล] [Active fund]
SCBDV-SSF [จ่ายปันผล] [Active fund]
SCBSE-SSF [จ่ายปันผล] [Active fund]
SCBLTSET-SSF [จ่ายปันผล] [Passive fund]




5. หุ้นต่างประเทศ หุ้นทั่วโลก
- ความเสี่ยงสูง
- ผลตอบแทนสูง
ตัวอย่างกองทุน
K-CHANGE-SSF [ไม่จ่ายปันผล] [Active fund] [Fund of funds]
SCBS&P500-SSF [จ่ายปันผล] [Passive fund] [Fund of funds]
KFGBRANSSF [จ่ายปันผล] [Active fund] [Fund of funds]




6. สินทรัพย์อื่นๆ เช่นทองคำ
- ความเสี่ยงปานกลาง
- ผลตอบแทนปานกลาง
ตัวอย่างกองทุน
SCBGOLDH-SSF [จ่ายปันผล] [Passive fund] [Fund of funds]


กองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) กองไหนดี

การเลือกกองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF) นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว 10 ปี ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา ในระยะยาวหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ หุ้นกู้ หรือทองคำ ดังนั้น การลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศก็ได้ น่าจะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจกว่า

เราสามารถดูรายชื่อและรายละอียดกองทุนรวมเพื่อการออม Super Saving Fund (SSF)  ทั้งหมดได้ที่
https://tinyurl.com/y8uoqb2r
https://tinyurl.com/ycw4998m







02 กรกฎาคม 2563

เครดิตภาษีเงินปันผล รายได้พิเศษของนักลงทุนในหุ้น

เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร

ปัจจุบันเงินปันผลที่นักลงทุนในหุ้นได้นั้นถูกหักภาษีไป 2 ครั้ง เช่น 
บริษัท A เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20%
มีกำไรก่อนภาษี 100 บาท
มีกำไรหลังภาษี 100 - 20% = 80 บาท
สมมติบริษัท A จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนในหุ้นจากกำไรทั้งหมดเลย คือ 80 บาท
นักลงทุนในหุ้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% = 80 - 10% = 72 บาท

จะเห็นได้ว่า จากเงิน 100 บาท มาเป็น 72 บาทนั้น นักลงทุนในหุ้นเสียเงินไปทั้งหมด 28 บาท หรือคิดเป็น 28%

สมมตินักลงทุนมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 10% นักลงทุนควรจะเสียภาษีแค่ 10 บาท ไม่ใช่ 28 บาท

เพื่อลดปัญหาการเสียภาษีซ้ำซ้อน กรมสรรพากรเลยอนุญาตให้นักลงทุนสามารถทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้ (หรือไม่ต้องทำก็ได้)



การคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

สูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล คือ

เครดิตภาษีเงินปันผล = (เงินปันผล x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล) / (100 - อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

เช่น บริษัท A เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% และจ่ายเงินปันผล 80 บาท
เครดิตภาษีเงินปันผล = (80 x 20) / (100 - 20) = 20 บาท

ถ้าเราต้องการเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะต้องนำเงินปันผล + เครดิตภาษีเงินปันผล (จากตัวอย่างคือ 80 + 20 = 100 บาท) ไปรวมกับรายได้ตอนยื่น ภงด

เราสามารถดูภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่เราลงทุนได้จากเอกสารที่ทาง TSD ส่งมาให้เรา เวลาได้รับเงินปันผล ดังรูป




ควรเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่

จากที่กล่าวไปแล้วว่า การเครดิตภาษีเงินปันผลนั้น เราสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ซึ่งหลักการคำนวณคือ

ถ้าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเราสูงกว่า ก็ไม่ควรทำ
ถ้าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเราต่ำกว่า ก็ควรทำ

จากตารางฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก Link


จากตัวอย่างบริษัท A เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% ข้างต้น
นักลงทุนในหุ้นของบริษัท A จะได้หักไป 28% ดังนั้น
ถ้านักลงทุนฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0%-25% ควรทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
ถ้านักลงทุนฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 30-35% ไม่ควรทำการเครดิตภาษีเงินปันผล



ประโยชน์ของเครดิตภาษีเงินปันผล

ประโยชน์ของการเครดิตภาษีเงินปันผลนั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ

1. ได้เงินคืนจากการจ่ายภาษีซ้ำซ้อน
2. ฐานรายได้สูงขึ้นทำให้เราสามารถซื้อกองทุนรวม SSF RMF ได้มากขึ้นกว่าเดิม

สมมตินาย ก เป็นพนักงานออฟฟิศ
- เงินเดือน 30,000 บาท
- โบนัส 1 เดือน หรือปีละ 30,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% หรือ เดือนละ 1,500 หรือปีละ 18,000 บาท
- ประกันสังคม ปีละ 9,000 บาท
- เมื่อกรอกข้อมูลลง โปรแกรมคำนวณภาษี
จะได้รายได้ทั้งปี 203,000 บาท และเสียภาษี 2,650 บาท
ซึ่งนาย ก สามารถซื้อ SSF RMF ได้สูงสุด 234,000 บาท ดังรูป



สมมตินาย ก ได้รับเงินปันผลจากบริษัท A ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% ปีละ 50,000 บาท และนาย ก เลือกที่จะเครดิตภาษีเงินปันผล

สูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล คือ

เครดิตภาษีเงินปันผล = (เงินปันผล x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล) / (100 - อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

เครดิตภาษีเงินปันผล = (50,000 x 20) / (100 - 20) = 12,500 บาท

นาย ก ต้องนำรายได้ จากเงินปันผล + เครดิตภาษีเงินปันผล 
= 50,000 + 12,500 = 62,500 บาท ไปคำนวณภาษีด้วย

นาย ก จะเสียภาษี 5,775 บาท
แต่นาย ก จะได้เงินเครดิตภาษีเงินปันผลคืนเป็นเงิน 12,500 บาท
นอกจากนั้น นาย ก ยังได้รับสิทธิ์ซื้อ SSF RMF เพิ่มจาก 234,000  เป็น 271,500 บาท อีกด้วย ดังรูป


สมมติ นาย ก ซื้อ SSF RMF เต็มจำนวน การเครดิตภาษีเงินปันผล จะทำให้นาย ก ได้รับเงินคืน 12,500 บาท



ขั้นตอนการเครดิตภาษีเงินปันผล

1. ไปที่เว็บ TSD https://ivp.tsd.co.th

2. เข้าหน้า ดาวน์โหลด > ไฟล์ยื่นภาษี และกดปุ่ม ​Download เพื่อ download ไฟล์เพื่อยื่นสรรพากร ตามรูปด้านล่าง



3. ตอนยื่น ภงด 90/91 ให้เลือก "เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไนจากหุ้น/กองทุน (มาตรา 40(4)(ข))" ตามรูปด้านล่าง



4. กดปุ่ม "นำเข้าข้อมูลจาก TSD" แล้วอัพโหลดไฟล์จากข้อ 1 ตามรูปด้านล่าง