05 เมษายน 2552

GMP คืออะไร

GMP คืออะไร

คัดย่อจาก : บทความด้านการเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง GMP กฎหมาย
: นางสาวกัลยาณี ดีประเสริฐวงศ์
นักวิชาการอาหารและยา 8 ว. กลุ่มกำกับดูแลหลังออกสู่ตลาด กองควบคุมอาหาร
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

คำว่า GMP (Good Manufacturing Practice) หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร เป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ ผลิตปฏิบัติตาม และทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค
GMP เป็นระบบประกันคุณภาพที่มีการปฏิบัติ และพิสูจน์จากกลุ่มนักวิชาการด้านอาหารทั่วโลกแล้วว่าสามารถทำให้อาหารเกิด ความปลอดภัย เป็นที่เชื่อถือยอมรับจากผู้บริโภค โดยอาศัยหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ดังนั้นหากยิ่งสามารถปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดได้ทั้งหมด ก็จะทำให้อาหารมีคุณภาพมาตรฐานและมีความปลอดภัยมากที่สุด
หลักการของ GMP จึงครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ตั้งของสถานประกอบการ โครงสร้างอาคาร ระบบการผลิตที่ดี มีความปลอดภัย และมีคุณภาพ ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนการผลิต ระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภค มีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึง ระบบการจัดการที่ดีในเรื่องสุขอนามัย (Sanitation และ Hygiene) ทั้งนี้ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายมีคุณภาพและความปลอดภัย เป็นที่มั่นใจเมื่อ ถึงมือผู้บริโภค และ GMP ยังเป็นระบบประกันคุณภาพพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบประกันคุณภาพอื่น ๆ ต่อไป เช่น HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points) และ ISO 9000 อีกด้วย
ประเภทของ GMP

1. GMP สุขลักษณะทั่วไป หรือ General GMP ซึ่งเป็น หลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ปฏิบัติสำหรับอาหารทุกประเภท
2. GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ หรือ Specific GMP ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเติมจาก GMP ทั่วไปเพื่อมุ่งเน้นในเรื่องความเสี่ยงและความปลอดภัยของแต่ละผลิตภัณฑ์ อาหารเฉพาะมากยิ่งขึ้น

หลักการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปสำหรับ GMP กฎหมาย
ระบบ GMP อาหารเข้ามาในประเทศและเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 2529 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้นำระบบ GMP มาใช้พัฒนาสถานที่ผลิตอาหารของประเทศเป็นครั้งแรก ในลักษณะส่งเสริมและ ยกระดับมาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารแก่ ผู้ประกอบการแบบสมัครใจ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินการใน เรื่องนี้เป็นขั้นตอนตามลำดับ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดเพื่อประเมินและ กระตุ้นผู้ประกอบการให้มีความสนใจที่จะพัฒนาสถานที่ผลิตเป็นระยะอย่างต่อ เนื่อง และหลังจากนั้นในปี 2535 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยกองควบคุมอาหารได้มีมาตรการให้การรับรอง ระบบ GMP (Certificate GMP) แก่ผู้ประกอบการในลักษณะสมัครใจ
แนวทางและขั้นตอนสู่ GMP ตามกฎหมาย
GMP ที่นำมาเป็นมาตรการบังคับใช้เป็นกฎหมายนั้น ได้นำแนวทางข้อกำหนดเป็นไปตามของ Codex(มาตรฐานสากลของโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล แต่มีการปรับในรายละเอียดบางประเด็นหรือเป็นการปรับให้ง่ายขึ้น (Simplify) เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ผลิตอาหารภายในประเทศซึ่งสามารถปฏิบัติได้ จริง แต่ยังมีข้อกำหนดที่เป็นหลักการที่สำคัญเหมือนกับของ Codex แต่สามารถนำไปใช้ได้ กับสถานประกอบการทุกขนาด ทุกประเภท ทุกผลิตภัณฑ์ ตามสภาพการณ์ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนามาตรฐานสูงขึ้นมาจากหลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Minimum Requirement) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาใช้ในการพิจารณาอนุญาตผลิต กล่าวได้ว่า GMP สุขลักษณะทั่วไปนี้ผู้ประกอบการสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ ในขณะที่กฎระเบียบข้อบังคับของหลักการสำคัญก็มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล
สำหรับ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) นั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดให้น้ำบริโภคเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม GMP เฉพาะ เนื่องจากการผลิตมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและลงทุนไม่มาก จากการตรวจสอบจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายย่อยมีการผลิตโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของ ผู้บริโภค ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการและหาวิธีการแก้ไขและป้องกันในเรื่องนี้อย่าง จริงจังมากขึ้น ทั้งนี้ให้เน้นการควบคุมสถานที่และกระบวนการผลิต โดยใช้หลักการของ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์เข้ามาเป็นหลักเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ผลิตน้ำบริโภคตระหนัก มีการควบคุม ตรวจสอบ และเห็นความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
GMP ที่เป็นกฎหมาย 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 และ (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2544 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร (GMP สุขลักษณะทั่วไป) และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) (GMP น้ำบริโภค) มีผลบังคับใช้สำหรับผู้ผลิตอาหารรายใหม่ ตั้งแต่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ส่วนรายเก่ามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2546
การกำหนด GMP ตามกฎหมายนี้ก็เพื่อให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับหลักการของสากลมากขึ้น โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ว่า อาหารที่ส่งออกและที่จำหน่ายภายในประเทศต้องมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย เท่ากัน
ข้อกำหนด GMP สุขลักษณะทั่วไป
มีอยู่ 6 ข้อกำหนด ดังนี้
1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต
2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต
3. การควบคุมกระบวนการผลิต
4. การสุขาภิบาล
5. การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด
6. บุคลากรและสุขลักษณะ
ใน แต่ละข้อกำหนดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ผลิตมีมาตรการป้องกันการปน เปื้อน อันตรายทั้งทางด้านจุลินทรี เคมี และกายภาพลงสู่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจมาจากสิ่งแวดล้อม ตัวอาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนการผลิต รวมถึงการจัดการในด้านสุขอนามัยทั้งในส่วนของความสะอาด การบำรุงรักษา และผู้ปฏิบัติงาน

from http://hrm.siamhrm.com/?name=management&file=readnews&max=296


HACCP คืออะไร

HACCP คืออะไร

HACCP : Hazard Analysis and Critical Control Point คือ ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม เป็นเครื่องมือในการชี้เฉพาะเจาะจง ประเมินและ ควบคุมอันตรายที่มีโอกาสเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร ระบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนานาประเทศถึงประสิทธิภาพ การประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากระบบ HACCP เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอันตราย ณ จุดหรือขั้นตอนการผลิตที่อันตรายเหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ของโรงงานอาหาร จึงสามารถประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้ายหรือการควบคุมคุณภาพที่ใช้กันอยู่เดิม ซึ่งมีข้อจำกัดของขนาดตัวอย่างที่สุ่มนอก จากนั้นระบบ HACCP ยังมีศักยภาพในการระบุบริเวณ หรือขั้นตอนการผลิตที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ แม้ว่าจุดหรือในขั้นตอนดังกล่าวจะยังไม่เคยเกิดอันตรายมาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงาน

ทำไมจึงต้องใช้ HACCP
คณะกรรมการอาหารระหว่างประเทศ FAO / WHO (Codex Alimentarius Commission) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2505 ได้พัฒนา มาตรฐานอาหาร แนวทางและข้อแนะนำต่าง ๆ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และเพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคจากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งในปัจจุบัน องค์กรการค้าโลก (WTO) ได้ใช้เป็นหลักอ้างอิงในการดำเนินการทางการค้าระหว่างประเทศในส่วนของ การรับรอง ความปลอดภัย ด้านสุขภาพของผู้บริโภค และการคุ้มครองการกีดกันทางการค้า
Codex จึงได้จัดทำ ข้อกำหนด หลักการของ ระบบ HACCP และข้อแนะนำในการนำไปใช้ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ได้นำไปใช้ในการพัฒนา อุตสาหกรรมอาหาร และประเทศไทยได้นำมาประกาศใช้ในประเทศแล้ว เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ ระบบ HACCP มี หลักการ 7 ข้อ ที่ต้องปฏิบัติตาม ที่ระบุในมาตรฐานระหว่างประเทศ และประเทศสมาชิกได้ยึดถือเป็นแนวทางประยุกต์ใช้โดยสอดคล้องกันทั่วโลก ดังนี้
1) ดำเนินการ วิเคราะห์อันตราย (Conduct a hazard analysis)
2) หา จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุม (Determine the Critical Control Points : CCP s)
3) กำหนด ค่าวิกฤต (Establish critical Limit : s)
4) กำหนดระบบเพื่อ ตรวจติดตาม การควบคุม จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุม (Establish a system to monitor control of the CCP)
5) กำหนด วิธีการแก้ไข เมื่อตรวจพบว่า จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุม (Establish the corrective action to be taken when monitoring indicates that particular CCP is not under control)
6) กำหนดวิธีการทวนสอบ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบ HACCP (Establish procedures for verification to confirm that the HACCP system is working effectively)
7) กำหนด วิธีการจัดเก็บเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เหมาะสม ตามหลักการเหล่านี้ และการประยุกต์ใช้ (Establish documentation concerning all procedures and records appropriate to these principles and their application)

ประโยชน์ของ HACCP
Ø สร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลิตภัณฑ์
Ø เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ
Ø ลดต้นทุนการผลิต
Ø อำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
Ø สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า

ใครควรทำระบบ HACCP
ผู้ประกอบการ ด้านอาหาร ทุกประเภท และทุกขนาด แม้ว่าระบบ HACCP จะมีบทบาทสำคัญใน การตรวจควบคุม ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่อง การส่งออก และ นำเข้า ผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะในประเทศผู้นำเข้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา ประชาคมยุโรป แต่การนำระบบ HACCP มาใช้ของภาคอุตสาหกรรมทุกขนาดธุรกิจ จะช่วยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและลูกค้าต่างประเทศ นอกจากทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่มี ความปลอดภัย ต่อการบริโภค ยังช่วยลดการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ ป่วยจากอาการอาหารเป็นพิษ
องค์กรที่นำ มาตรฐาน HACCP ไปปฏิบัติยังสามารถขอให้ หน่วยงานรับรอง ให้ การรับรอง ระบบ HACCP ซึ่งทำให้องค์กรนั้นสามารถนำผล การรับรอง ไปใช้ในการโฆษณา และประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนภาพลักษณ์ และความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ขององค์กรให้ดีขึ้น ทำแล้วได้อะไร

1. บริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างมีระบบ
2. สร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร
3. เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กร และผลิตภัณฑ์
4. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะคุณภาพด้านความปลอดภัย เช่น ลดจำนวนตัวอย่างที่สุ่ม ลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากการทำลายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เป็นต้น
5. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
6. เป็นระบบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่สามารถขอรับการรับรองได้
7. เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสู่ระบบคุณภาพ ISO 9000

from http://www.siamhrm.com/?name=management&file=readnews&max=295


มาตรฐานไอเอสโอ(ISO)คืออะไร มีกี่ประเภท

มาตรฐานไอเอสโอ(ISO)คืออะไร มีกี่ประเภท

ISO มาจากคำว่า International Standardization and Organization มีชื่อว่าองค์การมาตรฐานสากล หรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1946 หรือพ.ศ.2489 มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีวัตถุประสงค์คล้ายๆกับองค์การการค้าอื่นๆของโลก คือจัดระเบียบการค้าโลก ด้วยการสร้างมาตรฐานขึ้นมา ใครเข้าระบบกติกานี้ถึงจะอยู่ได้

ช่วงที่ ISO ก่อตั้งขึ้น เป็นช่วงสงครามโลกก็เพิ่งจะจบลงใหม่ๆ ดังนั้นประเทศต่างๆก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ต่างคนต่างขายของ โดยมีระบบมาตรฐานไม่เหมือนกัน

จนกระทั่งในปี 2521 เยอรมนีเป็นตัวตั้งตัวตีให้ทั่วโลกมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าเดียวกัน ส่วนองค์กรมาตรฐานโลกก็จัดตั้งระบบ ISO/TC176 ขึ้น

ต่อมาอีก1ปี อังกฤษพัฒนาระบบคุณภาพที่เรียกว่า BS5750 ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จากนั้นในปี 2530 ISO จึงจัดวางระบบการบริหารเพื่อการประกันคุณภาพที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ เอกสาร หรือที่เรียกว่า อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 เป็นมาตรฐานที่กำหนดใช้ในทุกประเทศทั่วโลก

ตัวเลข 9000 เป็นชื่ออนุกรมหนึ่ง ที่แตกแยกย่อยความเข้มของมาตรฐานงานออกเป็นอีก 3 ระดับ คือ ISO 9001 , ISO 9001 และ ISO 9003 นอกจากนี้ยังมีอีกอนุกรมหนึ่งคือ ISO 14000 เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและระบบคุณภาพ

9000 เป็นแนวทางในการเลือก และกรอบในการเลือกใช้มาตรฐานชุดนี้ให้เหมาะสม

ISO 9001 มีระดับความเข้มมากที่สุด คือหน่วยงานที่จะได้รับอนุมัติว่ามีระบบคุณภาพมาตรฐานสากลในระดับนี้จะต้อง มีรูปแบบลักษณะการทำงานในองค์กรตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 20 ข้อ โดยมีการกำกับดูแลตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนา การผลิตและการบริการ ยกตัวอย่างชื่อหัวข้อที่พอจะเข้าใจ เช่น กลวิธีทางสถิติ การตรวจสอบการย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บการเคลื่อนย้าย เป็นต้น

ISO 9002 ก็จะเหลือเพียง 19 ข้อ ดูแลเฉพาะระบบการผลิต การติดตั้งและการบริการ (ตัดกลวิธีทางสถิติออกไป)

ส่วน ISO 9003 เหลือแค่ 16 ข้อ ดูแลเฉพาะการตรวจสอบขั้นสุดท้าย

9004 เป็นแนวทางในการบริหารระบบคุณภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น

ถ้าอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ISO 9000 ก็คือ การกำหนดมาตรฐานสากลในการจัดระบบงานของหน่วยงานให้ตรงตามที่มาตรฐาน ISO 9000 กำหนดไว้

หน่วยงานที่คิดว่าตนเองจัดรูปแบบได้ ตามที่ ISO 9000 กำหนดไว้แล้วจะมีหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบและออกใบรับรองให้อย่างเป็นทางการ คือ สมอ. หรือ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2202-3428 และ 0-2202-3431

อย่างไรก็ตามมีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบและสามารถออกใบรับรองให้ได้

ขั้นตอนการขอ ISO 9000 เริ่มจากการขอข้อมูล ยื่นคำขอ ตรวจประเมิน ออกใบรับรอง ตรวจติดตาม ตรวจประเมินใหม่

ส่วนการเตรียมระบบคุณภาพมี 4 ข้อใหญ่ๆ คือ 1.ทบทวนสถานภาพกิจการปัจจุบัน 2.จัดทำแผนการดำเนินงานและระบบเอกสาร 3.นำระบบบริหารงานคุณภาพไปปฏิบัติ 4.ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบคุณภาพ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเรื่องนี้ตก ประมาณ 2-3 แสน ถ้าเป็นสินค้าหรือบริการส่งออก รัฐบาลจะช่วยออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนเวลาดำเนินการจะประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี

ISO ใช้วัดคุณภาพ ทั้งด้าน 1.โรงแรม ภัตตาคารและการท่องเที่ยว 2.กลุ่มคมนาคม สนามบิน และการสื่อสาร 3.สาธารณสุข โรงพยาบาล คลินิก 4.ซ่อมบำรุง 5.สาธารณูปโภคต่างๆ 6.การจัดจำหน่าย 7.มืออาชีพ การสำรวจ ออกแบบ ฝึกอบรม และที่ปรึกษา 8.บริหารบุคลากร และบริการในสำนักงาน 9.วิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา

from http://www.matichon.co.th/youth/youth.php


26 มีนาคม 2552

เลือกยาสีฟัน อันไหนดี?

เลือกยาสีฟัน อันไหนดี?


สาระน่ารู้ สุขภาพ อาหารเสริม เครื่องใช้ เครื่องสำอางค์ เครื่องกรองน้ำ กิฟฟารีน giffarine
ยาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน พวกเราเคยสงสัยหรือไม่ว่ายาสีฟันช่วยรักษาฟันได้อย่างไร และเราควรเลือกซื้อชนิดไหนที่เหมาะสมกับแต่ละคน

ปัจจุบัน จะพบโฆษณายาสีฟันที่ใช้แล้วทำให้ฟันขาว ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า ยาสีฟันเป็นยาวิเศษ ความจริงยาสีฟันไม่มีประสิทธิภาพทำให้ฟันขาวขึ้นจากธรรมชาติของแต่ละคน หากแต่กลไกการทำงานของยาสีฟันจะทำหน้าที่ขจัดคราบที่เกาะติดอยู่ ทำให้เห็นเนื้อฟันที่ขาวโดยธรรมชาติให้ปรากฏขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับน้ำยาล้างรถ เมื่อเราล้างรถให้สะอาด ก็จะเห็นสีรถเป็นเงางามสดใส ยาสีฟันก็เช่นกัน

ยา สีฟันในท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อหลากหลายคุณภาพ การแข่งขันทำให้ผู้ผลิตพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ถูกใจผู้บริโภค โดยการเติมสารฟอกขาวในยาสีฟันเพื่อฟอกและกัดให้ฟันขาว สารฟอกขาวเหล่านี้หากใช้นานๆ จะมีผลไปกัดกร่อนเนื้อฟันชั้นนอกออกจนหมด ผลก็คือฟันจะเริ่มเหลืองและจะเสียวฟันต่อความร้อน-เย็น

ยาสีฟันทำงานอย่างไร?

ช่อง ปากเปรียบเสมือนสวนสัตว์เล็กๆ ส่วนตัว ประกอบไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์กว่า 500 ชนิดอยู่รวมกันซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากเศษอาหารที่เกาะอยู่ตามซอกฟัน เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้จากเศษอาหารที่ตกค้างในปาก และหมักหมมจนก่อให้เกิดกรดและสารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุล กรดที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนเนื้อฟันให้ผุจนเป็นหลุม ในขณะที่สารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุลจะระเหยออกจากช่องปากส่งกลิ่นเหม็นทุก ครั้งที่เราพูด

ยา สีฟันจะทำงานร่วมกับแปรงสีฟัน ขัดและขจัดคราบและเศษอาหารตามซอกฟันออก ทำให้ช่องปากและฟันสะอาด เป็นการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ยาสีฟันประกอบไปด้วยผงขัดฟัน เช่น แคลเซี่ยมฟอสเฟท อลูมินา แคลเซี่ยมคาโบเนท และ แคลเซี่ยมซิลิกา ยาสีฟันที่ดีควรจะมีปริมาณและชนิดผงขัดฟันเหมาะสมและเพียงพอที่จะขัดคราบที่ เกาะอยู่บนผิวฟันได้ แต่ต้องไม่มากเกินไปหรือไม่ใช่ชนิดที่หยาบเกินไปเพราะจะไปทำลายเนื้อฟัน ทำให้เสียวฟันและฟันเหลือง

ยา สีฟันยังประกอบไปด้วยสารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟองเวลาสีฟัน สารทำความสะอาดในยาสีฟันส่วนใหญ่คือ โซเดียมลอริ่วซัลเฟท สารดังกล่าวมักจะมีกลิ่นเคมีรุนแรง ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องกลบกลิ่นด้วยสารแต่งกลิ่นอื่นๆ ในปริมาณเข้มข้น และเนื่องจากลิ้นของคนเราสามารถรับรสได้มากมาย ดังนั้นยาสีฟันจึงต้องปรุงแต่งรสให้ออกหวานเล็กน้อย ส่วนใหญ่มักนิยมใช้น้ำตาลสังเคราะห์

เช่น แซคคาริน สารแต่งรสหวานก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฟันผุได้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แนะให้ผู้ผลิตหันมาใช้สารแต่งรสหวานจากธรรมชาติคือ ไซลิทอล (xylitol) ซึ่งปลอดภัยและไม่มีผลทำให้ฟันผุ แต่ราคาจะแพงกว่าชนิดอื่นๆ นอกจากนั้นสาระสำคัญในยาสีฟันยังนิยมที่จะใส่ ‘ฟลูออไรด์’ สารชนิดนี้เมื่อแทรกอยู่ในเนื้อฟัน จะช่วยต่อต้านกรดที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ป้องกันฟันผุอย่างได้ผล

ปัญหายาสีฟัน

1. ยาสีฟันส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย โซเดียมลอริลซัลเฟท ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดและก่อให้เกิดฟองมากมายในช่องปากทุกครั้งที่เราสีฟัน สารชนิดนี้ก่อให้เกิดแผลในช่องปากซึ่งอาการข้างเคียงในประชากรประมาณ 20%

2. ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารขัดฟันมากเกินไป เพื่อวัตถุประสงค์ให้ฟันสะอาดและขาว หากใช้เป็นประจำและใช้ไปนานๆ จะเสียวฟันเมื่อได้รับความร้อน-เย็นจากอาหาร เพราะเนื้อฟันชั้นนอกจะสึก

วิธีเลือกซื้อยาสีฟัน

1. โดยทั่วไป ยาสีฟันชนิดไหนก็น่าจะใช้ได้ทั้งนั้นถ้าประกอบไปด้วยฟลูออไรด์ ซึ่งจะช่วยป้องกันฟันผุและช่วยให้ฟันแข็งแรง

2. แนะนำให้เลือกใช้ยาสีฟันที่ประกอบไปด้วยสารขัดฟันในปริมาณน้อย จะได้ไม่ทำให้ชั้นนอกของเนื้อฟันหรือ อีนาเมล (enamel) ถูกทำลาย แม้ว่าสารขัดฟันจะช่วยให้ฟันสะอาดและขาว แต่ผลเสียคือทำให้ชั้นอีนาเมลสึก เนื้อฟันชั้นในคือเดนทิน (dentin) ซึ่งมีรูพรุน อุณหภูมิร้อนเย็นจากอาหารจะสามารถแทรกซึม และสัมผัสกับปลายเส้นประสาท ผลคือจะเสียวฟันทุกครั้งที่รับประทานอาหารร้อนหรือเย็นจัด

การเลือกใช้ยาสีฟันตามลักษณะอาการ

ผู้ ที่มีแผลในช่องปากบ่อยๆ อาจเกิดจากสารทำความสะอาดหรือสารก่อฟองในยาสีฟันคือ โซเดียมลอริ่วซัลเฟท ควรหันไปซื้อชนิดอื่นที่ปราศจากสารดังกล่าวแทน ซึ่งมักจะระบุที่ข้างหลอดหรือกล่องบรรจุว่า ปลอดภัยสำหรับอีนาเมล หรือ ยาสีฟันช่วยให้ฟันขาว คุณสมบัติของยาสีฟันจะขจัดคราบที่ติดแน่นที่ผิวฟัน เช่น คราบบุหรี่ กาแฟ ทำให้ฟันสะอาดและความขาวของเนื้อฟันปรากฏ แต่ไม่ได้มีผลฟอกฟันให้ขาว

ผู้ ที่เสียวฟัน ควรเลือกใช้ยาสีฟันชนิดที่ป้องกันการเสียวฟัน ซึ่งเนื้อยาสีฟันจะลดปริมาณสารขัดฟันและมีองค์ประกอบของสารโปรตัสเซี่ยมไนเต รท ซึ่งจะช่วยลดอาการเสียวฟันได้บ้าง แต่หากไม่ได้ผล อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารฟลูออไรด์สูง ฟลูออไรด์จะไปอุดรูพรุนของเนื้อฟัน ทำให้ปลายเส้นประสาทไม่สัมผัสกับความร้อนเย็นของอาหาร

ยา สีฟันสำหรับผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ การเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากนอกจากทำให้ฟันผุแล้ว สารพิษหรือทอกซินที่ปลดปล่อยจากแบคทีเรียจะไปทำลายเนื้อเยื่อของเหงือก ทำให้เลือดออกและอักเสบ ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารแต่งรสที่เป็นน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม ก็มีผลทำให้สภาวะช่องปากเป็นกรดและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

ยาสีฟันชนิดที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจะมีสาร "ไซลิทอล" เป็นองค์ประกอบ ไซลิทอลเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่เกิดการหมักหมมและไม่ถูกสลายให้เป็นกรดโดยเชื้อจุลินทรีย์ในปาก จะช่วยให้เกิดความสมดุลของความเป็นกรดกับด่างในช่องปากได้ดี และสภาวะที่ไม่เป็นกรดจะต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้ดี ดังนั้นยาสีฟันที่มีไซลิทอลเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง จะช่วยลดอาการเหงือกอักเสบได้

from http://hilight.kapook.com/view/22917/2


14 มีนาคม 2552

ว่ากันด้วยเรื่องของ แคลเซี่ยม

ว่ากันด้วยเรื่องของ แคลเซี่ยม


สาระน่ารู้ สุขภาพ อาหารเสริม เครื่องใช้ เครื่องสำอางค์ เครื่องกรองน้ำ กิฟฟารีน giffarine แคลเซียม
แคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ในผู้ที่สูงอายุหรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือนจะเกิดการสลายกระดูกเร็วกว่าปกติ เกิดภาวะกระดูกพรุน หรือ osteroporosis ได้ง่าย อันเป็นสาเหตุของ กระดูกหักที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ที่ได้รับการกระทบกระแทก หรือหกล้ม เช่น กระดูกสะโพกหัก, กระดูกบริเวณข้อมือ, หรือกระดูกสันหลัง ทำให้หลังโกง เป็นต้น ตามความเป็นจริงแล้ว การป้องกันหรือรักษาภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะ สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ดีที่สุด ได้แก่ การให้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องกระดูกได้ดีกว่ายาอื่นแล้ว ยังลดไขมัน และเชื่อว่าป้องกัน โรคความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease) ได้ด้วย
(จากการสังเกตว่าผู้ป่วยชนิดนี้เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่) แต่ข้อเสียคือ จะทำให้มีประจำเดือนอีกและควรระวังใน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งเต้านม
การให้แคลเซียมทดแทน ก็อาจช่วยได้บ้าง แต่วิธีที่จะให้แคลเซียมเสริมที่ดีที่สุด คือควรเริ่มตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้ร่างกายมีเนื้อกระดูกมาก ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อกระดูกผุในวัยชราน้อยลง
การให้แคลเซียมหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว มีประโยชน์บ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่ากับในช่วงอายุที่ว่า สำหรับผู้ชาย การเกิดโรคจากกระดูกพรุน พบได้น้อยกว่า เนื่องจากเนื้อกระดูกมีมากกว่าแต่อาจเกิดได้เมื่ออายุมากเหมือนกัน ดังนั้นควรป้องกันโดยเสริมแคลเซียมตั้งแต่ เนิ่น ๆ ครับ
อาหารที่แคลเซียมสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์, ปลาเล็กที่กินได้ทั้งตัว, นม หรือใครจะซื้อแคลเซียมกินก็ได้ มีขายอยู่มากมาย นอกจากนี้ต้องออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่นเดิน , วิ่ง จะดีกว่าว่ายน้ำ เพราะช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกได้ดีกว่า

from http://health.deedeejang.com/news/471.html


31 มกราคม 2552

โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง (Extracted Soy Protein)

โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง (Extracted Soy Protein)


สาระน่ารู้ สุขภาพ อาหารเสริม เครื่องใช้ เครื่องสำอางค์ เครื่องกรองน้ำ กิฟฟารีน giffarine ถั่วเหลือง
ถั่วเหลืองเป็นอาหาร มหัศจรรย์ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายนับไม่ถ้วน ถั่วเหลืองมีโปรตีนในรูปกรดอะมิโนครบทุกตัว ซึ่งผู้ที่เป็นมังสะวิรัติใช้มันเป็นแหล่งโปรตีนหลักเพื่อป้องกันการขาดกรด อะมิโนชนิดที่ร่างกายสังเคราะห์ไม่ได้

นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีแคลเซี่ยมสูง มาก เราสามารถดื่มน้ำถั่วเหลืองแทนนมวัวได้เลยและในปริมาณเท่ากันน้ำถั่วเหลือง จะมีระดับแคลเซี่ยมมากกว่านมวัวด้วย นอกจากนั้นยังมีวิตามินต่างๆ เกลือแร่อีกหลายชนิดและมีราคาย่อมเยา 

ถั่วเหลืองนอกจากนำมาเป็นอาหารในรูปเมล็ด, บดเป็นแป้ง, แล้วแปรรูปเป็นอาหารต่างๆแล้ว ยังได้มีการสกัดเพื่อให้ได้หัวอาหารที่เข้มข้นออกมาด้วย สารอาหารจากถั่วเหลืองสกัดที่มีการวิจัยศึกษามากคือ Genistein และ Daidzein ซึ่งเป็นสาร Isoflavones ที่อยู่ในกลุ่ม Bioflavonoid Isoflavones ทั้งคู่นี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมัน LDL ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล 

ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นซึ่งรับประทานถั่วเหลืองสกัดในรูปน้ำเต้าหู้, เต้าหู้ก้อน, เต้าหู้แปรรูป, เต้าเจี้ยว, ขนมที่ทำจากแป้งถั่วเหลือง และมิโซะ มานับพันๆปีนั้นมีอัตราของการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวเนื่องจากฮอร์โมน เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งต่อมลูกหมาก น้อยกว่าชาวยุโรป และอเมริกาเป็นอย่างมาก 

การวิจัยพบว่าสารทั้งสอง เป็นPhytoestrogen อันเป็นฮอร์โมนพืชนั่นเอง แม้ว่าสารนี้จะเป็น estrogen จากพืชและสามารถจับเข้ากับ recepter ของเซลล์เช่นเดียวกับ estrogen ของร่างการ ความสามารถนี้ไม่มีโทษต่อร่างกายแต่อย่างใด9 แต่กลับมีคุณประโยชน์ในการ ช่วยป้องกันไม่ให้ free estrogen ทำงานมากเกินไป ลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งของทรวงอก สำหรับในผู้ชายนั้นมีการวิจัยว่าสารสกัดจากถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงต่อ การเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากกว่า70% (10)

ในช่วง10กว่าปีนี้ได้มี การวิจัยถึงสารจากถั่วเหลืองสกัดอีกตัวหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากคือ IP6 (Inositol hexaphosphate) สารตัวนี้พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างเม็ดเลือดขาวที่ชื่อ Natural killer cells (NK) เพิ่มขึ้นเม็ดเลือดขาว ชนิดนี้ร่างกายให้ฆ่าเชื้อโรค,ไวรัส รวมทั้งเซลล์มะเร็ง(12,13,14) และยังพบอีกว่า IP6 ยังทำหน้าที่จับตัวเข้ากับโลหะหนัก(Chelation) ที่คงค้างอยู่ภายในร่างกาย เพื่อจะได้ขับถ่ายมาทางอุจจาระคุณสมบัตินี้จะช่วยป้องกันพิษจากการสะสมโลหะ หนักพวกปรอท, ตะกั่ว, ดีบุก และอะลูมิเนียม(15)เป็นต้น


โปรตีนนั้นสำคัญฉไน

โปรตีน...นั้นสำคัญไฉน


โปรตีนกลายเป็นสารอาหารที่มีประชากรขาดมากที่สุด ตัวหนึ่งก่อให้เกิดปัญหาทุพโภชนาการขาดโปรตีนและพลังงานที่เรียกว่ากวาร์ชิ โอกอร์ การขาดโปรตีนส่งผลให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต เสียมวลกล้ามเนื้อ ภูมิต้านทานโรคลดลง ระบบหัวใจและปอดมีปัญหา หากขาดโปรตีนเรื้อรังจะส่งผลให้เสียชีวิตได้



โปรตีน เป็นสาอาหารสำคัญที่ผู้คนมักจะลืมนึกถึง เพราะเข้าใจว่าร่างกายต้องการโปรตีนเพียงหนึ่งกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่ง กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายต้องการโปรตีนในปริมาณน้อยกว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมัน บริโภคน้อยเกินไปก็เกิดปัญหา บริโภคมากเกินไปก็ไม่ดีเพราะโปรตีนไม่สะสมในร่างกาย แม้โปรตีนจะสลายเป็นพลังงานได้ 4 กิโลแคลอรี/กรัม หรือให้พลังงานเท่าๆ กับคาร์โบไฮเดรต แต่ปรากฏว่าในภาวะปกติร่างกายกลับไม่ยอมใช้โปรตีนสร้างพลังงานแต่ชอบที่จะ สงวนไว้มากกว่า



โปรตีนกับโรคเรื้อรัง

แต่ เดิมเคยมีรายงานว่าโปรตีนบางชนิดเช่น โปรตีนจากนมวัวอาจก่อปัญหาให้เกิดเบาหวานในเด็ก แต่ผลของการติดตามศึกษาในปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันในประเด็นนี้ได้ ในกรณีของโรคมะเร็ง พบว่าคนที่บริโภคโปรตีนต่ำหรือมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

มีรายงานวิจัยที่น่าสนใจอย่างเช่น รายงาน the Nurses’ Health Study ซึ่งทำการศึกษาประชากรกลุ่มใหญ่ที่ทำงานเป็นพยาบาลนับหมื่นคน ใช้เวลาศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 14 ปี พบว่าผู้ที่บริโภคโปรตีนในปริมาณที่เกินปริมาณความต้องการของร่างกายแต่ไม่ มากจนเกินไปนักคือเฉลี่ย 110 กรัม/วัน เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าคนที่บริโภคโปรตีนแค่ 68 กรัม/วัน ข้อมูลนี้เองที่ทำให้นักวิชาการเริ่มให้ความสนใจต่อการบริโภคโปรตีนเพื่อ ป้องกันโรคมากขึ้น



โปรตีนกับการลดน้ำหนัก

ปัจจุบัน โรคอ้วนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก นักโภชนาการมักแนะนำให้คนอ้วนลดการบริโภคไขมันเนื่องจากพลังงานสูงกว่าสาร อาหารอื่นๆ อย่างไรก็ตามวิธีลดความอ้วนที่ผู้คนให้ความสนใจมากวิธีหนึ่งคือการบริโภค อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้รวดเร็ว แม้ในระยะยาวจะให้ผลไม่ต่างจากวิธีบริโภคอาหารไขมันต่ำก็ตาม วิธีการเช่นนี้ส่งผลให้ความนิยมบริโภคไขมันและโปรตีนสูงขึ้น

มีรายงานวิจัยที่สนับสนุนอาหารโปรตีนสูง-คาร์โบไฮเดรตต่ำว่าให้ผลดีกว่า อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ-โปรตีนสูง-ไขมันสูง ข้อมูลจากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายว่าเหตุที่อาหารโปรตีนสูง (แต่ไม่สูงมากจนเกินไป) ช่วยลดน้ำหนักได้เนื่องจากอาหารโปรตีนสูงอยู่ในทางเดินอาหารได้นานโดยใช้ เวลาย่อยนานกว่าคาร์โบไฮเดรต

การที่อาหารอยู่ในทางเดินอาหารเป็นเวลานานส่งผลให้คนเราอิ่มได้นานเมื่ออิ่ม นานทั้งยังใช้พลังงานในการย่อยมากกว่า ย่อมทำให้พลังงานโดยรวมที่ร่างกายได้รับในหนึ่งวันลดน้อยลง ผลที่ตามมาคือน้ำหนักตัวลดลง สิ่งที่ควรระวังก็คือ ความสนใจเฉพาะสัดส่วนของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในอาหาร หากมีมากเกินไปอาจทำให้ขาดความใส่ใจต่อสารอาหารกลุ่มอื่น อย่างเช่น วิตามิน เกลือแร่และสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีมากในผักผลไม้ได้ ก่อให้เกิดการขาดสารอาหารอื่นๆ ตามมา



โปรตีนจากถั่วเหลือง

ปัจจุบัน ถั่วเหลืองได้รับความสนใจกันมากเนื่องจากเป็นพืชที่ให้โปรตีนสูง แม้จะเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากกรดอมิโนที่จำเป็นบางตัวในโปรตีนจาก ถั่วเหลืองมีปริมาณน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ แต่ข้อด้อยในส่วนนี้แก้ไขได้ด้วยการบริโภคถั่วเหลืองร่วมกับพืชบางชนิด เช่น งา ธัญพืช หรือด้วยการเสริมโปรตีนจากนมหรือเนื้อสัตว์บางส่วน

องค์การ อาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้กล่าวอ้างว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองอาจลด ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากโปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลหรือไขมันเลวใน เลือด ในส่วนของการป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ แม้จะมีการกล่าวถึงประโยชน์ของโปรตีนจากถั่วเหลืองทางด้านนี้อยู่บ้างแต่ยัง ไม่มีข้อมูลวิจัยใดๆ ที่ยืนยันได้เด่นชัดนัก



ข้อแนะนำการบริโภคโปรตีน

นักโภชนาการแนะนำให้บริโภคโปรตีนจากหลายแหล่ง เป็นต้นว่าจากทั้งพืชหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง งา และ ธัญพืชขัดสีต่ำ และจากสัตว์ เช่น ปลา และสัตว์ปีก ในกรณีการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์บกให้ระวังปัญหาจากไขมันสัตว์ ไว้บ้าง ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากพืชหรือสัตว์ ควรรับประทานให้ได้ปริมาณตามสัดส่วนความต้องการของร่างกายแต่ละคน การรับประทานมากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อมวลกระดูกทำให้เกินปัญหากระดูกโปร่ง บางได้