22 กุมภาพันธ์ 2557

25-Year Dividend Increasing Stocks

The following dividend stocks are a very select group, as they have been increasing their annual dividends every year for at least the past 25 years.
A history of several years of steadily increasing dividend payouts is one of the factors we use when evaluating dividend stocks.

Stock
Symbol
Company
Name
DARS™
Rating [?]
No. of
Years
Dividend
Yield**
Current
Price*
Annual
Dividend
HCPHCP Inc. REITLogin/Signup for Ratings285.87%37.112.18
TAT&TLogin/Signup for Ratings295.61%32.801.84
MOAltria GroupLogin/Signup for Ratings445.43%35.371.92
ORIOld Republic International CorpLogin/Signup for Ratings324.77%15.290.73
EDConsolidated EdisonLogin/Signup for Ratings394.56%55.292.52
WGLWGL HoldingsLogin/Signup for Ratings374.55%38.651.76
UBSIUnited BanksharesLogin/Signup for Ratings404.50%28.431.28
NWNNorthwest Natural GasLogin/Signup for Ratings584.39%41.941.84
MGEEMGE EnergyLogin/Signup for Ratings384.21%38.751.63
LEGLeggett & PlattLogin/Signup for Ratings423.82%31.391.20
VVCVectren CorporationLogin/Signup for Ratings543.79%37.961.44
CINFCincinnati FinancialLogin/Signup for Ratings533.76%46.751.76
MSEXMiddlesex Water Co.Login/Signup for Ratings413.74%20.340.76
PNYPiedmont Natural GasLogin/Signup for Ratings353.69%33.591.24
UVVUniversal CorpLogin/Signup for Ratings423.68%55.392.04
MCDMcDonald'sLogin/Signup for Ratings373.36%96.453.24
PEPPepsiCoLogin/Signup for Ratings413.35%78.222.62
CTBICommunity Trust BancorpLogin/Signup for Ratings333.32%38.521.28
ABBVAbbVie Inc.Login/Signup for Ratings413.29%51.041.68
KOCoca-Cola Co.Login/Signup for Ratings513.28%37.181.22
CLXClorox Co.Login/Signup for Ratings363.26%87.012.84
SYYSysco CorpLogin/Signup for Ratings433.22%36.041.16
DBDDiebold, Inc.Login/Signup for Ratings603.20%35.991.15
PGProcter & GambleLogin/Signup for Ratings573.09%77.972.41
BRCBrady CorpLogin/Signup for Ratings283.08%25.330.78
TGTTargetLogin/Signup for Ratings463.06%56.241.72
STRQuestar CorpLogin/Signup for Ratings343.04%23.690.72
KMBKimberly-ClarkLogin/Signup for Ratings412.95%109.853.24
NUENucor CorporationLogin/Signup for Ratings402.94%50.421.48
CTWSConnecticut Water ServicesLogin/Signup for Ratings442.91%34.030.99
JNJJohnson & JohnsonLogin/Signup for Ratings512.88%91.522.64
AWRAmerican States WaterLogin/Signup for Ratings592.82%28.710.81
FRTFederal Realty Investment TrustREITLogin/Signup for Ratings462.80%111.573.12
WEYSWeyco GroupLogin/Signup for Ratings322.78%25.900.72
BMSBemis Co.Login/Signup for Ratings302.78%38.881.08
CWTCalifornia Water Services GroupLogin/Signup for Ratings462.76%23.590.65
BKHBlack Hills CorpLogin/Signup for Ratings442.76%56.531.56
EMREmerson ElectricLogin/Signup for Ratings572.71%63.421.72
XOMExxon MobilLogin/Signup for Ratings312.65%95.032.52
GPCGenuine PartsLogin/Signup for Ratings572.64%87.252.30
WMTWal-Mart StoresLogin/Signup for Ratings392.63%73.121.92
MMM3MLogin/Signup for Ratings552.60%131.573.42
SJWSJW CorpLogin/Signup for Ratings462.54%29.560.75
ADPAutomatic Data ProcessingLogin/Signup for Ratings392.52%76.201.92
SWKStanley Black & Decker, Inc.Login/Signup for Ratings462.45%81.742.00
EVEaton VanceLogin/Signup for Ratings332.43%36.170.88
APDAir Products & ChemicalsLogin/Signup for Ratings312.40%118.272.84
RPMRPM InternationalLogin/Signup for Ratings392.39%40.240.96
AFLAflacLogin/Signup for Ratings312.37%62.321.48
MSAMine Safety ApplicationsLogin/Signup for Ratings422.32%51.701.20
ABTAbbott LabsLogin/Signup for Ratings412.27%38.820.88
ABMABM IndustriesLogin/Signup for Ratings462.24%27.700.62
MKCMcCormick & Co.Login/Signup for Ratings272.24%65.971.48
CLColgate-PalmoliveLogin/Signup for Ratings502.21%61.561.36
TROWT. Rowe PriceLogin/Signup for Ratings272.20%80.001.76
CBSHCommerce BanksharesLogin/Signup for Ratings452.09%43.160.90
ITWIllinois Tool WorksLogin/Signup for Ratings502.06%81.481.68
TDSTelephone & Data SystemsLogin/Signup for Ratings392.04%25.010.51
CBChubb CorpLogin/Signup for Ratings482.02%87.051.76
LANCLancaster Colony Corp.Login/Signup for Ratings511.98%89.011.76
NFGNational Fuel Gas Co.Login/Signup for Ratings431.98%75.841.50
MDTMedtronic, Inc.Login/Signup for Ratings361.96%57.121.12
BDXBecton DickinsonLogin/Signup for Ratings421.90%114.982.18
WAGWalgreen CompanyLogin/Signup for Ratings381.90%66.321.26
VFCV.F. CorporationLogin/Signup for Ratings411.80%58.491.05
NCNACCO IndustriesLogin/Signup for Ratings281.74%57.621.00
HRLHormel FoodsLogin/Signup for Ratings471.71%46.710.80
DOVDover Corp.Login/Signup for Ratings581.69%88.991.50
PHParker Hannifin Corp.Login/Signup for Ratings541.63%117.771.92
RLIRLI CorpLogin/Signup for Ratings371.60%42.380.68
FDOFamily Dollar StoresLogin/Signup for Ratings371.58%65.711.04
LOWLowe'sLogin/Signup for Ratings511.53%47.060.72
MHFIMcGraw-Hill FinancialLogin/Signup for Ratings401.50%80.221.20
GWWW.W.GraingerLogin/Signup for Ratings421.49%249.243.72
BF-BBrown-FormanLogin/Signup for Ratings291.42%81.681.16
VALValspar CorpLogin/Signup for Ratings321.41%73.881.04
PPGPPG IndustriesLogin/Signup for Ratings411.29%189.872.44
PNRPentair Inc.Login/Signup for Ratings371.26%79.171.00
CTASCintas CorporationLogin/Signup for Ratings311.25%61.660.77
CLCClarcor Inc.Login/Signup for Ratings491.22%55.710.68
GRCGorman-RuppLogin/Signup for Ratings411.16%31.150.36
SCLStepan Co.Login/Signup for Ratings461.14%59.730.68
TNCTennant Co.Login/Signup for Ratings421.14%63.130.72
CSLCarlisle Co.Login/Signup for Ratings371.14%76.980.88
SHWSherwin WilliamsLogin/Signup for Ratings351.14%193.592.20
ECLEcolab Inc.Login/Signup for Ratings281.08%102.191.10
NDSNNordson CorpLogin/Signup for Ratings501.03%69.800.72
SIALSigma-Aldrich CorporationLogin/Signup for Ratings380.99%93.020.92
BENFranklin ResourcesLogin/Signup for Ratings320.91%52.480.48
FULH.B. Fuller Co.Login/Signup for Ratings440.83%48.340.40
EGNEnergen CorpLogin/Signup for Ratings310.77%78.210.60
BCRC.R. Bard, Inc.Login/Signup for Ratings420.59%141.570.84
PLEASE NOTE: This list is current through the end-of-year 2012.

from http://goo.gl/NBC6wU

12 กุมภาพันธ์ 2557

หลักการลงทุน ในอพาร์ทเม้นท์ขนาดเล็ก (ใครว่าไม่คุ้ม)

ที่ดินแปลงเล็ก 80-150 ตร.ว. บางคนว่าไม่ได้ทำอะไร บางคนว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากบ้านพักอาศัย เพราะที่ดินน่าจะมีขนาดเล็กเกินไป ความคิดเห็นนี้ถูกถกเถียงในวงกว้างเพราะหากอยู่ในที่ดินที่แพงมาก ๆ จะปลูกบ้านอย่างเดียวคงจะไม่ได้ เพราะน่าจะทำกำไรจากการลงทุนในที่ดินแปลงเล็กได้บ้าง
มิเช่นนั้นผู้ประกอบการรายย่อยไม่ต้องลืมตาอ้าปากในบริเวณผู้ดีกันซะที ปล่อยให้คนใหญ่ ๆ ทำกันไปก็คงจะไม่มันส์
รศ.ทิพย์สุดา ปทุมนนท์ หรือ อ.แม้ว ผู้ให้กำเนิดวิชาชีพกับผู้เขียนสอนปรัชญาทางสถาปัตยกรรมในการใช้งานเหมือนตัวหนังสือว่า “ด” ดอเด็กหัวกลมคิดน้อย ใสซื่อ หลังตรง ไม่เหมือน “ฒ”ทอผู้เฒ่า หัวแตก หลังงอ มีไม้เท้า
ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใหญ่คิดอะไรได้รอบคอบ เยอะแยะ คิดแบบหัวแตก ส่วนเด็ก ๆ คิดจากความบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น การที่เราจะสร้างสถาปัตยกรรมให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากลงทุนอย่างพอเพียงย่อมมีทางออกทางสถาปัตยกรรม
อย่างตัวหนังสือที่เราเห็น เหมือนประเทศจีน การเขียนหนังสือนับเป็นศิลปะและซ่อนปรัชญาการทำงาน+จิต +วิญญาณ ต่าง ๆ มากมาย การเลือกพื้นที่ต้องถูกโซนนิ่งผังสีที่ขอใบอนุญาตอาคารพักอาศัยรวม ความสูงต้องไม่เกิน 23 เมตร (เดี๋ยวจะอธิบายในคราวหน้า) อาคารพื้นที่ประมาณไม่เกิน 2,000 ตร.ม. ตามกฎหมายกำหนด
ผังสีต้องอยู่ในบริเวณ สีส้ม สีน้ำตาล หรือสีแดง บางคนซื้อที่ดินผิดแปลง ผิดโซนสีอื่นไม่ได้ เช่นบริเวณพุทธมณฑลจะเป็นสีเขียว ได้ใบอนุญาตบ้านเดี่ยว 50 ตร.ว. เท่านั้น ผังสีแต่ละผังต้องดูตัวเลขย่อตามหลัง ซึ่งจะบอกได้ว่าสามารถสร้างได้สัดส่วนเท่าไหร่ 1:3, 1:7, 1:10
มีสูตรสำเร็จเพิ่มเติมดังนี้
- รูปร่างที่ดินเป็นทรงสี่เหลี่ยม จะสี่เหลี่ยมอย่างไรก็ได้เพราะอาคารจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมรับกับรูปร่างของอาคารพักอาศัยรวม
- ถนนหน้าโครงการควรมีขนาดกว้างตั้งแต่ 6 เมตรขึ้นไป เพื่อความสะดวกในการเข้าออกและความสูงของอาคาร   ตามกฎหมาย เพราะขนาดความสูงกำหนดโดยความกว้างของถนนด้วย (จะกล่าวในภายหลัง)
- ขนาด 5 ชั้น ไม่ต้องมีลิฟต์ก็ได้ แต่ถ้า 5 ชั้นขึ้นไปควรมี พูดง่าย ๆ คือ 6-8 ชั้น
- ทางรัฐศาสตร์ควรคำนึงถึงเพื่อนบ้านรอบข้างและการสานสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ราชการด้วย
- ขนาดห้องเฉลี่ยประมาณ 20 ตร.ม. ขึ้นไป รวมห้องน้ำไม่รวมระเบียง
- ฝ้าเปลือย
- แอร์, เครื่องทำน้ำอุ่น, เคเบิล   ทีวี, คีย์การ์ด
- การวางอาคารให้ร่มเย็น ถูกทิศลมและแดดร่มให้มากที่สุด
- ระยะคุ้มทุนประมาณ 7-9 ปี
- ราคาค่าก่อสร้าง ตร.ม. ละ 10,000 บาท
- ราคาค่าออกแบบ จะเป็น % ของการก่อสร้าง
- การเว้นรอบอาคาร เว้นรอบ 2 เมตร ไม่มีช่วงเปิด
- ด้านที่มีช่องเปิด 6 วัน 3 เมตร
- ที่ดินควรเลือกที่ทำเลดี คนเยอะ ๆ เช่น หลัง มรภ.จันทรเกษม  รัชดา ฯลฯ
ตารางค่าออกแบบ (แบบมืออาชีพทำ) ไม่ใช่แบบเด็กสมัครเล่น
- ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี
- งบประมาณใน 100 ตร.ว. 8 ชั้น มีลิฟต์อยู่ที่ 18 ล้าน 1,500 ตร.ม., ตร.ม.ละ 1,200 บาท ไม่รวมที่ดิน ตกแต่งภายในอีกห้องละ 35,000 บาท
- พื้นระบบไร้คาน (post tension)
from http://goo.gl/eg0kL3

10 กุมภาพันธ์ 2557

เปลี่ยนจน 'ล้าหลัง' เป็นรวย 'ล้ำสมัย'

ความไม่มีอะไรเลย เป็นต้นทุนแห่งความร่ำรวยอย่างหนึ่ง เป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนเราอยากพลิกชะตาชีวิต และอยากพิชิตความสำเร็จในหน้าที่การงาน


"กู๋กู่" (Gugu) บอกว่า ความมั่งคั่งร่ำรวย ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของ "สมบัติผลัดกันชม" หรอก เพราะไม่เคยมีข่าวในสื่อไหนที่บอกว่า คนรวยรวยจนเบื่อ จนอยากจะเผื่อแผ่ความรวยให้กับคนจนบ้าง มีแต่ข่าวคนจนเบื่อหน่ายกับความจน จนอยากลาโลกไปก็มาก
เขาเป็นนักเขียนชื่อดังชาวจีน เป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งความจน ที่มุ่งยกระดับความจนที่ด้อยพัฒนา ไปสู่ความจนที่ได้รับการพัฒนาลืมตาอ้าปากได้แล้ว
เป็นนักเขียนเอเชียร่วมสมัย ที่สามารถชำแหละพฤติกรรมแบบจนๆ ออกมาได้เจ็บๆ คันๆ แสบไปทั้งใจ
หนังสือ "100 ข้อคิดเอาชนะความจน" ที่เขาเขียน กลายเป็นหนังสือขายดีนับล้านเล่มทั่วเอเชีย และเอาชนะใจผู้คนทุกระดับ ให้อย่าละทิ้งความพยายามที่จะฉุดกระชากลากถูตัวเองไปสู่สถานะคนมีกระตังค์
ในยุคสมัยหนึ่งหนังสือฮาวทูตระกูล "พ่อรวย" ของนักเขียนแดนปลาดิบ เคยดังเปรี้ยงปร้างเพราะถูกใจใช่เลยกับบรรดาคนอยากรวยที่ห้ามใจเอาไว้ไม่อยู่ หนังสือชุดนี้มีการจัดระบบ วางแผนงานเพื่อคืบคลานสู่เป้าหมายความรวยแบบอภิมหา
จะว่าไปแล้วก็มีคนรวยไม่น้อยที่ใช้กลยุทธ์ดึงเงินจำนวนเล็กๆ เอาไปสร้างเงินก้อนใหญ่ๆทว่าคนจนกลับไม่คิดแบบนั้น คนจนชอบคิดถึงปริมาณ ได้มากๆ ในคราวเดียว
"คนจนอยากหาเงินได้เยอะๆ ตูมเดียวเป็นหมื่น แต่รู้วิธีทำให้เกิดขึ้นหรือเปล่า การค้าสมัยนี้ก็ไม่ได้มีกำไรมาก มีดทู่ๆ ของคนจนเล่มเดียวจะทำอะไรได้" กู๋กู่บอกว่า สุดท้ายคนจนนั่นหละที่ฆ่าเทพแห่งโชคลาภด้วยน้ำมือตัวเอง ก่อนที่จะทันได้ลิ้มรสความรวย
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาเงินเดือนหาเลี้ยงชีพ หลายคนเชื่อว่าความเจริญรุ่งเรืองขององค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตัวเองมีชีวิตที่สุขสบาย
แต่ในเนื้อแท้แล้ว เราไม่สามารถพึ่งพาเงินเดือนได้อย่างเดียว ถ้าเราพึ่งพาแต่เงินเดือน เราก็จะไม่มีวันได้เป็นคนรวยที่แท้จริง
"การพึ่งพาแต่เงินเดือนนั้น ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชีวิตได้เท่านั้น เพราะที่เจ้านายเลือกจ้างคุณ ใช่ว่าจะให้คุณมาร่ำรวยด้วยกันไปกับเขา" กู๋กู่ว่าอย่างนั้น
หลายคนอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ก็มักหวั่นใจกลัวความล้มเหลว และมักคิดว่ารอให้ถึงเวลาที่พร้อมก่อน
แต่อันที่จริงแล้ว บางสิ่งบางอย่างไม่ต้องรอให้ถึงเวลาที่สมควรก็ได้เพราะเมื่อเราเริ่มลงมือทำ ทุกอย่างก็จะค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง และสมบูรณ์แบบได้ในท้ายที่สุด
เขาบอกว่า ด้วยสถานะแบบคนจนซึ่งไม่มีต้นทุนอะไรให้ต้องพะวักพะวง ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีก มีอะไรก็ลุยๆ กล้าๆ ไปเลย คนจนมักกลัวโน่นกลัวนี่ พอยิ่งจนก็ยิ่งกลัว พอยิ่งกลัวก็ยิ่งจนซ้ำซากเข้าไปอีก
"ถ้าคนจนมีไข่ไก่เพียงฟองเดียวอยู่ในมือ พวกเขาต้องรอจนกว่าไข่ฟองนั้นจะแตก จึงจะยอมก้าวออกมา ทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ก็ถูกคนอื่นช่วงชิงโอกาสไปหมดแล้ว"
ความสามารถก็จะค่อยๆ ถดถอยไป ท่ามกลางการรอคอยที่แสนจะยาวนาน การยืนหยัดท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในช่วงขณะนั้น จึงไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว
"ถ้าไข่ไม่แตก เราก็จะไม่กล้าทำอะไรเลยหรือ เลิกพึ่งพาความหวังอันน้อยนิด ลองลงมือทำจริงๆ ดูเลย ก่อนที่จะสายเกินไป เพียรหาวิธีแก้ปัญหา แล้วลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่วันนี้ ทำก่อนดีกว่าทำหลังนะ" เขาสำทับ
เรื่องจริงที่ชวนเจ็บปวดก็คือ เมื่อคนจนสร้างอำนาจเป็นของตัวเองไม่ได้ ก็ต้องทำตัวเป็น "มือปืนรับจ้าง" ช่วยสร้างอำนาจให้กับบรรดาผู้มีบารมี
ร้อยทั้งร้อยของคนจน ล้วนแล้วอยากเจอเจ้านายที่ดี เพราะว่ากันว่า ถ้าเจ้านายประสบความสำเร็จแล้ว ก็คงจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม แต่กลับกลายเป็นว่า คนจนที่ผลักดันให้ผู้อื่นมีอำนาจบารมี อาจจะไม่ได้รับคุณงามความดีเท่ากับที่เคยคาดหวังเอาไว้ ถ้าแย่กว่านั้นก็คือ อาจไม่มีโอกาสเสวยสุขจากความสำเร็จของผู้อื่นอีกด้วย
การสร้างอำนาจนั้นต้องใช้เวลา ต้องฝ่าฟันห่ากระสุนจากฝ่ายตรงข้าม ต้องรับมือกับคนข้างใน รวมถึงต้องรู้ทางอุปนิสัยใจคอของเจ้านายคนที่คุณฝากชีวิตไว้ด้วย ถือเป็นช่วงเวลายากลำบากที่ใครหลายคนถูกกำจัด ถึงแม้คุณจะเป็น the last man standing ในไม่กี่คนที่ยืนหยัด และโชคดีอยู่จนถึงวันที่เจ้านายประสบความสำเร็จ แต่ก็ใช่ว่าคุณจะได้รับประโยชน์อะไรจากความสำเร็จของเจ้านายไปด้วย
บนเส้นทางของการสร้างอำนาจ ล้วนแล้วแต่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ และมีลิ่วล้อคอยสละชีวิต แต่เมื่อเจ้านายได้ครอบครองอำนาจแล้ว ภารกิจจาก "ฟาดฟัน" กลับกลายเป็นงาน "รักษาภาพลักษณ์" ดังนั้น คนที่จับปืนผาหน้าไม้เป็นอย่างเดียว จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เก็บไว้ก็ยุ่งยาก เปลืองอาหาร อาจสร้างความวุ่นวายในภายหลัง
ดังนั้น การที่หน่วยหน้ากล้าตายจะถูกกำจัด จึงเป็นเรื่องธรรมดา ตามประสา "เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล" เนื่องจากพอเปลี่ยนภารกิจ ก็จำเป็นต้องใช้เด็กใหม่ๆ หน้าใส วัยกิ๊ก และมือไม่เคยเปื้อนเลือดมาก่อน
"คนจนที่ช่วยให้ผู้อื่น ดำรงตำแหน่งได้เป็นปกติสุข ก็ยังไม่แน่ว่า ตัวเองจะประสบความสำเร็จด้วยหรือไม่ หรือถึงแม้ว่าจะช่วยเขาจนตัวเองสำเร็จไปด้วย ก็อาจถูกเขี่ยทิ้งได้อยู่ดี"
เพราะฉะนั้นการสร้างความสำเร็จเป็นของตัวเอง ถึงจะล้มบ้างลุกบ้าง เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้าง ก็ยังดีกว่าจริงไหม? อย่างน้อยที่สุดนั่นคือการเรียนรู้
มีหลายร้อยวิธีที่จะเอาชนะความจน กู๋กู่บอกว่า คนจนก็เหมือนกับคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน พอได้ใช้ก็กลัวแป้นพิมพ์จะเสีย จะเล่นอินเทอร์เน็ตก็กลัวไวรัสเล่นงาน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว "ไม่มีอะไรที่น่ากลัว หรือเกินความสามารถของคนเราหรอก" ถ้าเรากลัวคอมพิวเตอร์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือแค่เสียบปลั๊กแล้วเปิดเครื่อง สำหรับคนจนที่อยากรวย สิ่งสำคัญที่สุดก็มีแค่ "ลองดูสักตั้ง"
"ไม่ว่าคนเราทำอะไรก็ต้องมีปัจจัย กว่าจะได้ซึ่งปัจจัยก็ต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้น ถ้าเรามัวแต่ถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ รอความพร้อม บางทีสภาพแวดล้อมอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ หรือยังไม่ทันได้ปัจจัยมา ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นแล้ว ทำให้คนเราไม่กล้าลงมือทำเสียที สุดท้ายก็หมดความกระตือรือร้น"
เขาบอกว่า แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาเป็นคนจน รอคอยตลอดชีวิต รอจนผมขาว รอจนจิตใจห่อเหี่ยว ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยพร้อมลุย แต่ก็อาจขี้เกียจเข้าให้แล้ว จึงต้องตั้งโปรแกรมตัวเองเสียใหม่ว่า "เราสร้างโอกาสขึ้นเองได้" ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีโอกาสตลอดกาล
"ลองดูสักตั้ง แล้วค่อยว่ากันดีกว่า ควรทำไปด้วย แสวงหาโอกาสไปด้วย สร้างปัจจัยไปด้วย แก้ไขไปด้วย แล้วก็ปรับปรุงไปด้วย ในเมื่อเป็นคนจน คุณไม่มีอะไรต้องเสียหาย ขอแค่เดินทางถูก คุณก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ แม้ในช่วงแรกอาจจะดูเลือนลางก็ตาม"
สำหรับเขาแล้ว "ความไม่มีอะไรเลย" เป็นต้นทุนแห่งความร่ำรวยอย่างหนึ่ง เป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนเราอยากพลิกชะตาชีวิต และอยากพิชิตความสำเร็จในหน้าที่การเงาน และถ้าเราไม่มีอะไรเลย เราก็ไม่ต้องห่วงอะไรเลยเช่นกัน เมื่อไม่มีห่วง เราก็มีเวลาพัฒนาความสามารถตนเองได้อย่างเต็มที่
กู๋กู่กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตมีคุณค่าต่อคนจนอย่างยิ่ง เพราะเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม ทำให้คนจนมีสิทธิ์เหมือนกับคนรวยทุกอย่าง ไม่ว่าจะอ่านข่าว วิจารณ์การเมือง ค้นหาความรู้ ทำการค้า ด่าทอรัฐบาล หรือจะโต้ตอบใครก็ได้บนโลกก้อนเมฆใบเขื่องนี้
คนจนทำได้ทุกอย่างเท่าที่จะคิดฝันในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสื่อของทุกคนและทำให้คนจนมีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนรวย โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ในเมื่อคนรวยมีระเบียบแบบแผนที่ดีในการหาเงิน คนจนก็จำเป็นต้องเรียนรู้ หรือไม่ก็ลอกเลียนแบบวิธีของคนรวยเสียเลย ใครเรียนรู้ได้เร็วกว่า ช่องว่างของคนๆ นั้นกับคนรวยก็จะเล็กลงเรื่อยๆ อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุด และเปรียบเหมือนสวรรค์ของการสร้างอาชีพให้คนจน
และอินเทอร์เน็ตก็เป็นหนึ่งใน driver ชิ้นสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนความจนล้าหลัง มาเป็นความรวยล้ำสมัยด้วยสปีดขั้นเทพ...

เรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ "100 ข้อคิดเอาชนะความจน" เขียนโดย กู๋กู่ ภาพประกอบโดย หยางซื่อเฉิง สำนักพิมพ์อินสปายร์ ในเครือนานมีบุ๊คส์


from http://goo.gl/VRnwqf

06 กุมภาพันธ์ 2557

รู้ทันกฎหมาย เสียภาษีโรงเรือน

มีตึกรามบ้านช่องห้องแถวให้คนเช่าเรามีหน้าที่ต้องเสีย ภาษีสองอย่าง คือ ภาษีเงินได้ที่คนเช่าจ่ายให้มา กับ ภาษีโรงเรือนที่เป็นภาษีท้องถิ่น และต้องมีการส่งบิลเรียกเก็บที่เรียกเป็นภาษาทางการว่าหนังสือแจ้งการ ประเมินจากเจ้าหน้าที่ โดยเสียเพียง ปีละครั้ง

แต่ถ้าคนให้เช่ากับเจ้าของเป็นคนละคนกันเมื่อไรก็ไม่ต้องมองตาคุมเชิงว่าจะ ตกได้แก่ใคร กฎหมายท่านกำหนดไว้ว่า เจ้าของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้รับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ไว้

เจ้าของอาจตกลงกันว่าตึกแถวชุดนี้ฉันให้พี่นำไปหาประโยชน์ได้ แต่ต้องจ่ายภาษีทั้งหลายเอาเอง หรือผู้ให้เช่าอาจผลักภาระนี้ให้กับ คนเช่ารับเหมาไปจ่ายเองก็ได้ หรือถ้าให้เช่าช่วงเป็นทอดต่อลงไป จะตกลงกันให้คนเช่าช่วงเป็นคนจ่ายภาษีส่วนนี้ให้ กฎหมายก็ไม่ว่ากระไรจะตกลงอย่างไรเป็นเรื่องส่วนตัวต่อเมื่อทางการไม่ได้รับ เงินค่าภาษีโรงเรือนตามจำนวนและตามกำหนดที่ออกจดหมายแจ้งไปเมื่อไรนั่นแหละ ถึงจะว่ากล่าวเอาความเราได้เมื่อนั้น

งานนี้คนที่แบกรับเต็มๆคือ เจ้าของโรงเรือน ไม่ว่าคนเช่าลืมจ่ายหรือด้วยเหตุขัดข้องอื่นใด ก็ไม่สามารถโยนกลองโยนลูกอย่างไรให้พ้นตัวได้ เพราะกฎหมายท่านกำหนดคนรับผิดชอบไว้ชัดโดยจัดเอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของเจ้า ของโรงเรือนต่อให้มีปัญหากับคนเช่าเพราะเขาผิดสัญญา ไม่เพียงไม่จ่ายค่าภาษีโรงเรือนเท่านั้น ผู้เช่ายังปิดห้องหลบหนีไปไม่ได้ชำระเงินค่าเช่าอีกด้วยก็ตามที ก็ต้องไปทวงหนี้ติดตามกันเอาเอง

ทีนี้รายที่สัญญาเช่าครบกำหนดไปแล้วแต่ไม่ยอมออกไป จนต้องฟ้องร้องขับไล่ค่าเช่าก็ไม่ได้เพราะไม่ได้ให้ใครเช่าต่อ แบบนี้มีสงสัยว่าทำไมยังเรียกเก็บภาษีอีก

เหตุผลก็มีอยู่ว่าถ้ามีสิ่งปลูกสร้างทางการเขาตั้งเป็นหลักเอาไว้ให้ต้อง เสียภาษีโรงเรือนแม้แต่จะเปิดเป็นบริษัทของตัวเองไม่ได้ให้ใครเขาเช่าก็ต้อง จ่ายภาษี เว้นแต่จะเป็นบ้านที่มีไว้อยู่เองหรือปิดตายไว้แต่ให้คนเฝ้า โดยไม่ได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้า ก็ได้รับยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นการที่มีตึกแถวไว้แม้จะไม่ได้คนเช่าใหม่ก็ย่อมต้องเสียภาษีโรงเรือน ต่อไปตามปกติ โดยคำนวณภาษีเอาจากค่ารายปีที่ดูจากเงินที่ควรได้หากจะให้เช่าทรัพย์สินนั้น เป็นเกณฑ์ถ้ามีค่าเช่าก็เอาเป็นหลักคำนวณค่ารายปีได้เลย

บางรายหัวใสจัดสรรสัญญาเช่าโดยเรียกเก็บเงินกินเปล่าก้อนหนึ่ง แล้วเก็บค่าเช่าเดือนละไม่กี่สตางค์ จะได้จ่ายภาษีโรงเรือนตามเงินค่าเช่าที่ใส่ไว้ในสัญญา เป็นเจตนาเลี่ยงภาษีเห็นๆ ทำได้แต่จะรอดหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง

ภาษีแบบนี้เป็นภาษีแบบประเมิน คือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นคนประเมินเอาว่าทรัพย์สินนี้น่าจะหาประโยชน์ได้ ปีละเท่าไร ต่อให้เขียนในสัญญาเช่าอย่างไรหากไม่สมเหตุผล เจ้าหน้าที่ก็ประเมินจากฐานที่เห็นว่าสมควรได้ ถ้าไม่ถูกใจก็ต้องอุทธรณ์ฟ้องร้องกันต่อไปอีกยืดยาว

เงินกินเปล่าเหล่านั้นศาลท่านก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนจากการให้เช่าซึ่งนับ เป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้าที่ถูกนำมาคำนวณเป็นค่ารายปีด้วยก็ถือเสียว่า ช่วยชาติช่วยบำรุงท้องถิ่นเข้าไว้ ได้ประโยชน์จากทรัพย์สินก็แบ่งๆ ให้รัฐไป ถ้าไม่อยากสละทรัพย์เพื่อชาติขนาดนั้นก็อ่านข้อยกเว้นของกฎหมายแล้วทำตัวให้ เข้าข่ายในเกณฑ์แล้วกัน

หลักการ และอัตราในการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ 2475 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้ง ตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น นั้น ในอัตราร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี

“ค่ารายปี” หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่า นั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้

กรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด



ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

* ที่ดินให้กินความถึง ทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ฯลฯ

* โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆให้กินความถึงแพด้วย เช่นอาคารพาณิชย์ หอพัก โรงแรม โกดังเก็บสินค้า ฯลฯ

* ให้ผู้รับประเมิน ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด. 2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ตั้งแต่เดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี

* ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินไปชำระต่อพนักงานจัดเก็บภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.)

* การชำระภาษีให้ถือว่าได้มีการชำระแล้วในวันที่พนักงานจัดเก็บภาษีได้ลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงิน (ภ.ร.ด. 12)



เอกสารที่ต้องนำมาเสียภาษี
1.ถ้าเป็นผู้เช่าอยู่ให้นำสำเนาเอกสารสัญญาการเช่ามาด้วยจำนวน 1 ฉบับ
2.สำเนาใบเสร็จรับเงินของ อบต.หรือเทศบาล ปีที่ผ่านมา(ถ้ามี)



ภาษีป้าย
อัตตราภาษีป้ายแบ่งดังนี้
1. ป้ายที่มีอักษรไทยล้วนให้คิดอัตตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
2. ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือปนกับภาพและหรือเครื่องหมายอื่นๆ ให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

3. ป้ายดังต่อไปนี้ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
ก. ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใดๆหรือไม่
ข. ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

4. ป้ายตาม (1) (2) หรือ (3) เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วมีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ200บาท


from http://www.umarin.com/board/index.php?topic=469.0

27 มกราคม 2557

6 สิ่งที่คุณต้องใส่ใจ และห้ามละเลยเด็ดขาด

ผมทำงานเป็น Creative Design และทำอาชีพเสริมคือ Tarot Reader หรือหมอดูนั่นเเหละครับ
ตลอดเวลา 7 ปีที่เป็นหมอดู ได้ดูดวงให้คนเยอะมากๆ ผมไม่เคยเชื่อเรื่องชะตากรรม
ดังนั้นในการดูไพ่ ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้จากลูกค้าที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย (นี่หลักฐาน www.vittarot.com )


คุณว่าการใช้ชีวิตสมัยนี้ง่ายมั้ย...??? ผมพยายามอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิด การคิดบวก รวมไปถึงวิธีการใช้ชีวิต แต่เอาเข้าจริงความสุขในยุคสมัยนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของนามธรรมเท่านั้น ใช่ ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องยอมรับความจริงว่าโลกสมัยนี้อยู่ยาก การใช้ชีวิตใช้ยากขึ้น และที่สำคัญการอยู่ในสังคมมันก็ยากขึ้นทุกวัน ข่าวดีคือถึงแม้โลกจะเปลี่ยน แต่เราก็เปลี่ยนตามโลกได้ แต่ข่าวร้ายก็คือมันยากพอสมควร


สำหรับ Tarot Reader อย่างผม ผมโชคดีที่ได้เห็นความทุกข์ของคนอื่น หลายๆครั้งมันเป็นบทเรียนราคาโครตแพง และผมต้องการจะนำประสบการณ์นั้นมาบอกท่านผู้อ่านที่ผมรัก คุณจะได้กำไรมหาศาลจากการอ่านบทความนี้เพียงไม่ถึง 2 นาที แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทาที่ดีขึ้นอย่างมหาศาล


คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม


คำถามก็คือวันนี้คุณมีความสุขอยู่หรือเปล่า ตอบตามความจริงนะครับ ถ้าคุณตอบว่ามี ผมดีใจด้วย คุณเป็นคนที่น่าอิจฉาสำหรับโลกที่หาความสุขยากใบนี้ การมีความสุขถือว่าเป็นสุดยอดของการใช้ชีวิต เยี่ยม...!!! แต่เดี๋ยวก่อน ความสุขมันทำให้ชีวิตเรา Happy จริง ทำไมคนที่บอกว่าตัวเองมีความสุขในโลกใบนี้ยังร้องโอดโอยกันอยู่เลย หรือมันมีอะไรบางอย่างที่เราทุกคนมองข้าม ใช่ มันต้องมีแน่ๆ มันเป็นความจริงที่ทำใจยอมรับยากจริงๆ


ถ้าคุณไม่อยากมีชีวิตยุ่งยาก รีบข้ามบทความนี้ไปซะ


เตือนแล้วนะ...!!!


ข้อดีของความสุขคือมันจะทำให้คุณเพลินกับการใช้ชีวิต คุณจะต้องเครียดทำไมถ้าคุณมีความสบายใจอยู่แล้ว และถ้าใครมาพูดเรื่องเครียดๆใส่คุณ รับรองว่าคุณจะต้องรีบปิดหูแล้ววิ่งหนีไปให้ไกลแน่ ชีวิตใครต้องการความทุกข์ ผมว่าไม่มี แต่เสียใจด้วย ถ้าไดโดเสาร์ตายเพราะกฏแห่งจักรวาล มนุษย์ยุคนี้ก็สามารถตายเพราะกฏแห่งทุนนิยมได้เช่นกัน มันเป็นสัจธรรม ถ้าคุณสร้าง 6 ข้อที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้สำเร็จ คุณจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด แม้กระทั่งยามเจอวิกฤตชีวิตคุณก็จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา


ทำไมผมถึงพูดเรื่องการรับใช้ความฝันของตัวเอง...? ทำไมผมต้องพูดเรื่องการใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ...? ง่ายๆ เพราะผมเห็นจุดจบของคนที่ทำไม่สำเร็จมามาก คนที่เกลียดชีวิตตัวเอง คนที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรจาก Zombie คนที่เฝ้าถามหาชีวิตของตัวเองว่าตกลงมันอยู่ตรงไหน แต่ก็หาไม่เจอ ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะทำอะไรอยู่ และกำลังรู้สึกอย่างไรกับตัวเอง คุณจงสัญญากับตัวคุณ ว่าคุณจะทุ่มเทให้กับ 6 สิ่งนี้เท่าชีวิต แล้ว 6 สิ่งที่คุณกำลังจะทุ่มเทนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล


6 สิ่งที่คุณต้องใส่ใจ และห้ามละเลยเด็ดขาด...!!!


- จงทุ่มเทให้กับครอบครัวอันมีค่าของคุณ

ถ้าคุณอยากจะมั่นใจว่าชีวิตของคุณมีความหมายต่อคนอื่นอย่างแท้จริง คนที่จะรับรู้ได้ดีที่สุดก็คือคนที่อยู่กับคุณมาทั้งชีวิต โลกสมัยใหม่นี้ไม่เอื้อต่อการทำให้ครอบครัวเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว ผมเห็นมามากคนที่ก้มหัวให้เจ้านาย แต่ขึ้นเสียงกับพ่อแม่ บอกคนทั้งโลกว่ารักพ่อแม่ผ่าน Social แต่พ่อแม่ไม่เคยได้ยินเสียงนั้นจากปากคุณ ผมเห็นมามากแล้ว ตอนที่พ่อแม่พี่น้องยังมีชีวิต คนเหล่านั้นเคยมองข้ามทุกอย่าง แต่พอจากไปก็มาร้องห่มร้องไห้บอกว่ายังทำหน้าที่ลูกในครอบครัวไม่ดีพอ วันนี้ถ้ายังมีโอกาส ทำซะ


- จงทุ่มเทให้กับงานที่ทำให้คุณมีความสุข

จงสนุกกับงาน เป็นคำที่สวยหรูมากๆครับ ผมยอมรับว่าผมใช้เวลาเป็นปีในการบังคับตัวเองให้คิดอย่างนั้น แต่ผมล้มเหลว ผมมามีความสุขจริงๆตอนที่เป็นนายตัวเองต่างหาก เหตุผลเดียวคือผมไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำได้ และข่าวร้ายก็คือคนค่อนโลกเป็นอย่างผม คนเหล่านั้นบอกว่ารักงานที่ตัวเองทำ แต่ก็ด่าเจ้านาย ด่าเพื่อนร่วมงาน ด่าลูกค้า ด่าจราจร แล้วสุดท้ายคำด่าของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนอะไรแม้กระทั่งตัวเอง


- จงทุ่มเทให้กับความมั่งคั่งเพื่อคุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

เราพอเพียง อย่าสอนให้โลภดีกว่า มันไม่มีความสุขหรอกนะทำแบบนั้น นี่คือคำพูดที่ผมได้ยินบ่อยๆ คนเหล่านี้บอกว่าตัวเองพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนมี แต่ก็ซื้อโทรศัพท์เครื่องละสองหมื่น กินข้าวมื้อหลายๆร้อย ไปเที่ยวทุกๆเดือน ใช้บัตรเครดิตซื้อทุกอย่างจนกลายเป็นหนี้เป็นสินที่ใช้เป็นปีๆก็ยังไม่หมด ใช่ คนเราควรมีความสุขกับปัจจุบัน แต่การเอาเงินในอนาคตมาใช้นั้นมันไม่ใช่ทางออกของความสุขแน่ๆ เพราะสุดท้ายคุณก็หนีสิ่งที่คุณสร้างไม่พ้น ยิ่งในยุคนี้ด้วย คุณจะต้องหารายได้ให้ได้มากกว่า 1 ทาง แต่ต้องประหยัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นแหละความมั่งคง


- จงทุ่มเทให้กับการดูแลเครื่องมือชิ้นเดียวในโลกคือร่างกายของคุณ

ทางการแพทย์แนะนำกันมานมนานแล้วว่าการออกกำลังกายคือยาที่วิเศษที่สุดในโลก ทุกคนรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำ การออกกำลังกายมีผลต่อชีวิตคุณอย่างมหาศาล สังเกตได้เลยนะครับ คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีชีวิตที่ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเสมอ เพราะการออกกำลังกายคือการแสดงออกว่าเรารักตัวเอง เราแคร์ตัวเอง ถ้าคุณบอกว่าคุณรักตัวเองแต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ขอแสดงความเสียใจด้วย โลกนี้ไม่เคยฟังเหตุผลคน ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเอง ร่างกายก็ต้องพังไปตามสภาพ ร่างกายไม่ใช่รถนะครับ คุณไม่มีอะไหล่เปลี่ยนให้ตัวเองนะครับ ยามคุณป่วยผมรับรองว่าไม่สนุกแน่ๆ


- จงทุ่มเทให้กับการช่วยเหลือสังคมเท่าที่คุณต้องการ

การเติมเต็มความสุขในใจที่ดีที่สุดคือการได้ช่วยเหลือคนอื่นครับ คุณไม่สามารถเป็นผู้รับอย่างเดียวที่มีความสุขในโลกใบนี้ได้ กฏของธรรมชาติคือเราทำอะไร เราได้สิ่งนั้น ถ้าเราให้ความสุขกับผู้อื่นเราก็จะได้รับความสุขกลับมาเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องที่ดีมากๆถ้าคุณจะพยายามช่วยเหลือสังคมเท่าที่ทำได้ เพราะการได้ยื่นมือช่วยเหลือคนทีล้ม หรือคนที่ด้อยโอกาสมากยิ่งกว่านั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่คุณเสียสละที่จะทำเองโดยไม่มีใครบังคับ สร้างสิ่งดีๆให้โลก แล้วโลกจะมอบสิ่งดีๆให้คุณตอบแทน


- จงทุ่มเทให้กับการเติมเต็มจิตวิญญาณของคุณ

และข้อสุดท้ายครับ คือข้อที่คุณจะต้องเป็นคนกำหนดเอง คุณต้องถามตัวเองทุกวันว่าคุณเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ โลกไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นวัตถุลอยๆ จักรวาลใบนี้มีเหตุผลของมันเองเสมอ คุณจงค้นหาสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณมีความหมาย และจงทำมันให้บรรลุผลสำเร็จ กฏข้อนี้ง่ายที่สุดแต่ในผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา 6 ข้อทั้งหมด จงทำชีวิตคุณให้เติมเต็มจิตวิญญาณของคุณ


นี่คือ 6 เรื่องบังคับที่คุณจำเป็นต้องมีในโลกใบนี้ ใช่ คุณจะปฏิเสธที่จะมุ่งมั่นทำมันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ต้องคิดถึงอนาคตก็ได้ คุณจะใช้ชีวิตให้มีความสุขโดยหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดๆพวกนี้ก็ได้ แต่ข่าวร้ายคือโลกใบนี้ไม่เคยเมตตาคนที่ประมาทต่อความจริง ยิ่งคุณทำสำเร็จน้อยข้อเท่าไหร่เวลาคุณเจอวิกฤตยิ่งหายนะทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น...!!! โลกไม่เคยฟังเหตุผลของคน คุณจะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นสำหรับโลก คนต่างหากที่ต้องปรับตัวตามโลกตามยุคตามสมัยที่เปลี่ยนไป วันนี้ถ้าอยากมีความสุข ห้ามละเลย 6 ข้อนี้เด็ดขาด ยอมเครียดช่วยแรกๆเพื่อวางแผนออกแบบชีวิตตัวเองซะตอนนี้ หรือจะรอให้ชีวิตเจอวิกฤตก่อนแล้วค่อยเริ่มคิด เลือกเอานะครับ


from http://goo.gl/p5HeVA

23 ธันวาคม 2556

หมอดูขอเล่า "คนรวย" มี 40 อย่างที่เหมือนกัน

ผมทำงานเป็น Creative Design และทำอาชีพเสริมคือ Tarot Reader หรือหมอดูนั่นเเหละครับ ตลอดเวลา 7 ปีที่เป็นหมอดู ได้ดูดวงให้คนเยอะมากๆ ผมไม่เคยเชื่อเรื่องชะตากรรม ดังนั้นในการดูไพ่ ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้จากลูกค้าที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย (นี่หลักฐานwww.vittarot.com)

ลูกค้าของผมมีหลายแบบ วันนี้ผมจะนำความลับของลูกค้ามาเปิดเผย โดยเลือกเฉพาะลูกค้าที่ร่ำรวยความสุข มีความมั่นคง สนุกกับการทำงาน และชีวิตไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป มาเล่าให้ฟัง เพื่อนๆที่รักจะได้เห็นบางสิ่งบางอย่าง (นิสัย) ที่เหมือนกันของบุคคลเหล่านี้ ว่าเขามีความคิดอย่างไร เขาถึงมีความสุขกับชีวิต มีรายได้มากกว่ารายจ่ายหลายเท่า ทำไมเขาถึงร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อยในขณะที่หลายคนไล่ล่าทั้งชีวิตยังไม่เจอ รวบรวมจากประสบการณ์การเป็นหมอดู 7 ปีของผม

เชิญอ่านได้เลยครับ

1. อย่าอายที่จะพูดเรื่องเงิน
2. เลือกวิธีที่สนุกในการหารายได้
3. มีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าสองทางขึ้นไป
4. ไม่มีข้ออ้างสำหรับการเรียนรู้
5. ไม่เคยพูดคำว่า มีเงินแต่ไม่มีความสุข จะมีไปทำไม
6. ลงทุนในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
7. เป้าหมายเรื่องรายได้ ชัดเจน
8. คิดเรื่องการเติบโตตลอดเวลา
9. ให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำสำเร็จ
10. ไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อการทำงาน
11. ไม่ได้เป็นคนที่เก่งหมดทุกอย่าง
12. ใช้คนเป็น เลือกคนเก่งมาเคียงข้างโดยไม่สนเรื่องค่าใช้จ่าย
13. กล้าทุ่มเทเงินให้กับสิ่งที่คุ้มค่า
14. หาแนวคิดและเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อตัวเอง
15. รักครอบครัว
16. ทุ่มเทความสะดวกสบายให้พ่อแม่
17. พ่อแม่อยากได้อะไรที่ไม่ผิดหาให้หมด
18. เอาแต่ใจ ดื้อเงียบ
19. ฟังมากกว่าพูด
20. ชื่นชมคนที่รวยกว่าด้วยลำแข้งตัวเอง
21. อ่อนน้อมถ่อมตน
22. คิดใหญ่กว่าคนธรรมดา
23. วิ่งเข้าหาความเป็นไปไม่ได้
24. ค้นหาโอกาส แสดงตัวทุกครั้งที่โอกาสมาถึง
25. ไม่เคยรอคำว่าพร้อม
26. เลือกคบหาคนที่มองโลกในแง่ดี
27. เข้าใจความเสี่ยง
28. กล้าพูดถึงความดีของตัวเอง
29. ทำบุญแบบถึงไหนถึงกัน
30. ลงเงิน ลงแรงช่วยเหลือคนอื่น
31. ชอบให้ความรู้เด็กรุ่นใหม่
32. ไม่ขี้บ่น ไม่เคยโทษคนอื่น
33. เจอปัญหา เขากลับบอกว่านี่ไม่ใช่ปัญหา นี่คือโจทย์
34. พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
35. เป็นนักอ่านชั้นยอด
36. เห็นคุณค่าของเวลา
37. มองเห็นอนาคตทางการงานของตัวเอง
38. บอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร
39. แบ่งเวลาทำงานหนัก และให้รางวัลตัวเองอย่างหนัก
40. ชอบพูดคำว่า "พี่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ" เป็นประจำ

from http://goo.gl/fxOsl2

20 ธันวาคม 2556

8 นิสัยช่วยให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน

"พฤติกรรม" และ "นิสัย" เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็น"เศรษฐี"ได้ ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล "ความยากจน" ให้กับคุณได้เหมือนกัน

หากคุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่างตัวหน่อย ก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน

ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว

ถ้าอย่างนั้นมีนิสัยอะไรบ้าง ที่ช่วยเนรมิตความเป็นเศรษฐีให้คุณ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 8 นิสัยที่ช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ไม่ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้ เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8 นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน" ลองสำรวจตัวเองดู บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้

บางคนอาจจะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้ หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ข้อจากนี้ไป เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง


1. หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

ใครก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง เพราะคนที่หาเงินได้มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี"

เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมาก บางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่

แต่สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย

"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"วิเชฐ ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้ แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป เมื่อมีรายได้เข้ามา แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล


2. มีแผนและทำตามแผน

เศรษฐีเงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญ ส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย

"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทย มองว่า เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ ?ออมเงินก่อน? หรือ Pay Yourself First โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

การมีวินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว

วิเชฐเห็นด้วยกับข้อนี้ ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน ฉะนั้น ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี


3. ทำงานหาเงินให้มากขึ้น

ความหมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น
นี่คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี จะสังเกตเห็นได้ว่า ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งไม่หยุดทำงาน ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น
เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง เรียกว่าทำเงินได้ 2 เด้ง


4. เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง

กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร

บางคนยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร

เรื่องนี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา ลุยโคลนได้หรือไม่

ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้ ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย

"ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่ รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ "

วิเชฐเสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ควรจะทำอย่างยิ่ง นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้


5. กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย แต่เหนืออื่นใด ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง

ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

"เพราะความเสี่ยงในระดับสูง ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้ คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า ความเสี่ยงแค่นี้ เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี "


6. มีความอดทน&สติซ่อนอยู่ในการลงทุน

สังเกตมั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน

ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟังว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้ การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา

หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรคที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน

วิเชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ เขาควรตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ หรือหาจังหวะเข้าลงทุน


7. ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม

กลุ่มคนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้ ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้างความร่ำรวยโดยลำพัง

"ลองสังเกตดูสิ คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ


8. รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้

นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้ เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

ดารบุษป์บอกว่าการวางแผนการลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัวเราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้ เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้ จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน
"ผมว่านิสัยเหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์ แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย

ใน 8 นิสัยเหล่านี้ ลองถามไถ่ตัวเองดูซิว่ามีกี่ข้อ ถ้ามีครบ 8 เตรียมสะกดคำว่าเศรษฐีรอไว้ได้เลย แต่ถ้าไม่มีสักข้อ ก็ยังไม่สายเกินไปค่อยๆ บ่มเพาะนิสัยเหล่านี้กันใหม่ได้


from http://goo.gl/Q55U7w