18 มีนาคม 2555

"ประโยชน์ของการออม คือการสร้างนิสัย"...เคล็ดลับลงทุนของ "ดร.ยุ้ย"

“ประโยชน์ของการออมเงินมันคือการสร้างนิสัย และการออมเงินมันก็คล้าย ๆ กับเรื่องการซื้อบ้าน เช่นลูกค้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อยากซื้อบ้านอยากผ่อนเพราะมันจะสร้างวินัย ทำให้เรามีหน้าที่ และทำให้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะลูกค้ารายนี้มีอายุแค่เพียง 28 - 29 ปีเอง เมื่อเรามีวินัย มีหน้าที่ที่จะส่งบ้าน พอวันข้างหน้าเราส่งบ้านหมด บ้านก็มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มันก็คือการออมอย่างหนึ่งด้วย”
การออมเงินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติให้สม่ำเสมอ และควรปลูกฝังการประหยัดให้กับลูกหลานของเราด้วยตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องพบกับความลำบาก “คอลัมน์เจาะพอร์ตคนดัง”ฉบับนี้ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงเก่งอย่าง “ดร.ยุ้ย หรือ เกษรา ธัญลักษณ์” แห่ง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ที่วันนี้จะมาเผยเคล็ดลับการออมเงินและการสอนลูกให้รู้จักการออมเงินในแบบฉบับของหญิงสมัยใหม่มาฝากคุณผู้อ่าน และถ้าสนใจจะนำไปปรับใช้กับลูกหลานของตนเอง“ดร.ยุ้ย” บอกยินดีคร๊า...

ดร.ยุ้ย บอกว่า ตอนนี้เป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง และสอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นผู้บริหารของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งการสอนหนังสือ และการเป็นผู้บริหารทำให้เราสามารถกำหนดเวลาของการทำงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา และกับการสอนลูกกับการออมเงินเราก็จะมีวิธีด้วยการซื้อหนังสือที่เป็นนิทานในตลาดหลักทรัพย์มาสอนอยู่เสมอว่า การประหยัดอดออมมันมีคุณค่าอย่างไรบ้าง

สำหรับการบริหารเงินออมของ “ดร.ยุ้ย”บอกว่า รายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นในรูปแบบของเงินปันผลของบริษัทและเงินค่าสอนหนังสือ โดยทั้งหมดจะแบ่งเก็บออมไว้ใน 3 รูปแบบ โดยส่วนแรกจะเป็นค่าใช้จ่ายปกติในชีวิตประจำวัน ส่วนที่ 2 เก็บไว้เป็นเซฟวิ่ง ซื้อหุ้นกู้ ซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บสะสม และส่วนสุดท้ายเป็นการฝากธนาคารไว้เพื่อการลงทุนอนาคตตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น ถ้าช่วงไหนหุ้นตกเราอาจจะนำเงินตรงนี้ถอนออกมาเพื่อซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ แต่จะเป็นการลงทุนแบบระยะสั้น ๆ นอกจากนี้แล้วการลงทุนทองคำมีด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นแบบทองก้อนมากว่าทองรูปพรรณ สาเหตุที่ลงทุนทองคำเพราะมองว่ามันเป็นแอสเซทที่น่าสนใจ มูลค่าไม่เคยเท่ากับศูนย์ แต่การลงทุนในหุ้นยังเท่ากับศูนย์บาทได้
“ประโยชน์ของการออมเงินมันคือการสร้างนิสัย และการออมเงินมันก็คล้าย ๆ กับเรื่องการซื้อบ้าน เช่นลูกค้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อยากซื้อบ้านอยากผ่อนเพราะมันจะสร้างวินัย ทำให้เรามีหน้าที่ และทำให้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะลูกค้ารายนี้มีอายุแค่เพียง 28 - 29 ปีเอง เมื่อเรามีวินัย มีหน้าที่ที่จะส่งบ้าน พอวันข้างหน้าเราส่งบ้านหมด บ้านก็มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มันก็คือการออมอย่างหนึ่งด้วย”

ส่วนงานบริหารของบริษัทตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องบอกว่ามีการแข่งขันกันสูงมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดมันอยู่ที่ช่วงจังหวะ ทุนแข็งแกร่ง และการแข่งขันในแบรนด์ดิ้ง ที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจและไว้วางใจ เพราะหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการซื้อบ้านมันก็เหมือนกับการออมเงินด้วยเช่นกัน มูลค่าของบ้านไม่มีตก มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ซึ่งการเลือกบ้านก็เป็นอีกหนึ่งของการลงทุนถ้าเราเลือกเป็น มันก็จะเป็นเงินออมในอนาคตได้เช่นกัน

“เสนา ทำอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 30 ปีแล้ว เราต้องการเป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ครอบคลุม 360 องศา ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะทำทาวเฮ้าส์เพียงอย่างเดียว ตอนนี้เราก็เริ่มที่จะทำหลายอย่างมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดยืนของเรา เพื่อเป็นการสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าในครบ”ดร. ยุ้ย บอก
ดร.ยุ้ย บอกว่า การทำงานที่ดีให้ประสบความสำเร็จนั้นจะมีคำคมที่ใช้อยู่เสมอคือ “ถ้าชกยังไม่ครบ 10 ยกเราไม่เลิก” ซึ่งถ้าเรายังทำไม่ครบเราจะไม่ยอมเลิก นอกจากนี้แล้วการทำธุรกิจที่ดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่ามันดีแล้วเราก็จะไม่มีการพัฒนา แต่พี่คิดว่า “การแข่งขัน” คือการพัฒนา

สุดท้าย ดร. ยุ้ย ฝากบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วการใช้จ่ายเงินค่อนข้างจะมีกรอบ ซึ่งถ้าเรามีเงิน 100 บาท จะต้องแบ่งเก็บไว้ 20 บาท เพื่อเป็นเซฟวิ่ง แต่จะทำแบบสบาย ๆ ไม่ต้องตรึงเครียด แต่ต้องทำอย่างมีวินัยด้วย เพราะสิ่งที่เราเก็บไว้ต้องยอมรับว่ามันจะช่วยเราได้ในยามฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ต้องดูแลตัวเอง เพราะมันจะเป็นเครื่องมือของความมั่นคงด้านการเงิน และเราจะใช้หลักนี้เป็นเครื่องมือในการดูแลเราได้
////////////////
ชื่อ - นามสกุล ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ (ยุ้ย)
วันเดือนปีเกิด 29 สิงหาคม 2517
การศึกษา บช.บ. (การเงิน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
M.B.A. (Finance and Accounting)University of California, U.S.A.
M.A. (Economics) Claremont Graduate University, U.S.A.
Ph.D. (Economics) Claremont Graduate University, U.S.A.
งานปัจจุบัน กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA
อาจารย์ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

from http://is.gd/uoPABf


02 มีนาคม 2555

เบอร์โทรติดต่อที่ทำการไปรษณีย์


สถานที่ โทร
ที่ทำการไปรษณีย์โรบินสันรัชดา
--
ที่ทำการไปรษณีย์คูคต 02 531-1075  
ที่ทำการไปรษณีย์นานา 02 252-7598  
ที่ทำการไปรษณีย์สาทร 02 285-1974  
ที่ทำการไปรษณีย์สีลม 02 231-4813  
ที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต 02 243-7886  
ที่ทำการไปรษณีย์บางนา 02 396-0010  
ที่ทำการไปรษณีย์บางปู 02 323-9567  
ที่ทำการไปรษณีย์บางแค 02 413-0562  
ที่ทำการไปรษณีย์บางโพ 02 585-6477  
ที่ทำการไปรษณีย์สำโรง 02 394-0380  
ที่ทำการไปรษณีย์ดินแดง 02 247-5361  
ที่ทำการไปรษณีย์ท่าพระ 02 467-5605  
ที่ทำการไปรษณีย์บางบอน 02 416-1301  
ที่ทำการไปรษณีย์บางบ่อ 02 338-1221  
ที่ทำการไปรษณีย์บางพลี 02 317-1238  
ที่ทำการไปรษณีย์บางรัก 02 236-9847  
ที่ทำการไปรษณีย์บางอ้อ 02 424-8059  
ที่ทำการไปรษณีย์ปากน้ำ 02 395-0002  
ที่ทำการไปรษณีย์ปากลัด 02 463-4688  
ที่ทำการไปรษณีย์รังสิต 02 523-7102  
ที่ทำการไปรษณีย์รัฐสภา 02 243-8949  
ที่ทำการไปรษณีย์สวนพลู 02 287-2757  
ที่ทำการไปรษณีย์สามแยก 02 221-8684  
ที่ทำการไปรษณีย์สามโคก 02 593-1325  
ที่ทำการไปรษณีย์สำเหร่ 02 439-6258  
ที่ทำการไปรษณีย์ออเงิน 02 998-2188  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองตัน 02 392-2583  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองถนน 02 531-6002  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองสาน 02 437-7045  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองเตย 02 240-0622  
ที่ทำการไปรษณีย์จตุจักร 02 940-5400  
ที่ทำการไปรษณีย์จิตรลดา 02 281-6271  
ที่ทำการไปรษณีย์ตึกช้าง 02 937-4956  
ที่ทำการไปรษณีย์ธัญบุรี 02 577-2907  
ที่ทำการไปรษณีย์นนทบุรี 02 580-0507  
ที่ทำการไปรษณีย์บางกรวย 02 447-5722  
ที่ทำการไปรษณีย์บางซื่อ 02 585-2687  
ที่ทำการไปรษณีย์บางพลัด 02 424-8564  
ที่ทำการไปรษณีย์บางใหญ่ 02 920-0388  
ที่ทำการไปรษณีย์บึงกุ่ม 02 376-1755  
ที่ทำการไปรษณีย์พระโขนง 02 390-2270
ที่ทำการไปรษณีย์มหาดไทย 02 622-1397  
ที่ทำการไปรษณีย์มีนบุรี 02 543-7217  
ที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 02 287-3036  
ที่ทำการไปรษณีย์ราชเทวี 02 251-5522  
ที่ทำการไปรษณีย์ลำลูกกา 02 569-1360  
ที่ทำการไปรษณีย์ศิริราช 02 411-2087  
ที่ทำการไปรษณีย์สวนใหญ่ 02 525-2179  
ที่ทำการไปรษณีย์หนองจอก 02 543-1356  
ที่ทำการไปรษณีย์หนองแขม 02 421-1708  
ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ 02 574-0233  
ที่ทำการไปรษณีย์หัวหมาก 02 318-2560  
ที่ทำการไปรษณีย์อุดมสุข 02 393-9392  
ที่ทำการไปรษณีย์อ่อนนุช 02 321-2626  
ที่ทำการไปรษณีย์เทศปทุม 02 581-6323  
ที่ทำการไปรษณีย์ไทรน้อย 02 597-1152  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองกุ่ม 02 377-5555  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองจั่น 02 378-1606  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองด่าน 02 330-1910  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองหลวง 02 516-8383  
ที่ทำการไปรษณีย์จรเข้บัว 02 509-3656  
ที่ทำการไปรษณีย์ดอนเมือง 02 566-1586  
ที่ทำการไปรษณีย์ตลาดขวัญ 02 525-0364  
ที่ทำการไปรษณีย์ตลิ่งชัน 02 448-5701  
ที่ทำการไปรษณีย์บางเสาธง 02 315-1782  
ที่ทำการไปรษณีย์ปทุมธานี 02 581-5562  
ที่ทำการไปรษณีย์ประตูน้ำ 02 255-1960  
ที่ทำการไปรษณีย์ปากเกร็ด 02 584-3116  
ที่ทำการไปรษณีย์ป้อมปราบ 02 222-3866  
ที่ทำการไปรษณีย์พัฒนาการ 02 318-2561  
ที่ทำการไปรษณีย์พุทธมณฑล 02 441-9503  
ที่ทำการไปรษณีย์ยุติธรรม 02 513-7824  
ที่ทำการไปรษณีย์รองเมือง 02 214-4322  
ที่ทำการไปรษณีย์รามคำแหง 02 314-0495  
ที่ทำการไปรษณีย์ลาดพร้าว 02 514-0014  
ที่ทำการไปรษณีย์วัดเลียบ 02 222-9858  
ที่ทำการไปรษณีย์สนามเป้า 02 279-5694  
ที่ทำการไปรษณีย์สันติสุข 02 381-3905  
ที่ทำการไปรษณีย์สามเสนใน 02 279-8048  
ที่ทำการไปรษณีย์สำโรงใต้ 02 183-2198  
ที่ทำการไปรษณีย์สุทธิสาร 02 276-0500  
ที่ทำการไปรษณีย์หนองเสือ 02 549-1057  
ที่ทำการไปรษณีย์หลานหลวง 02 281-3807  
ที่ทำการไปรษณีย์หัวลำโพง 02 216-6561  
ที่ทำการไปรษณีย์ห้วยขวาง 02 645-2731  
ที่ทำการไปรษณีย์อ้อมน้อย 02 420-2399
ที่ทำการไปรษณีย์อ้อมใหญ่ 02 429-0892  
ที่ทำการไปรษณีย์เสนานิคม 02 579-4148  
ที่ทำการไปรษณีย์ไตรรัตน์ 02 521-0224  
ที่ทำการไปรษณีย์คลองบางนา 02 393-0612  
ที่ทำการไปรษณีย์จันทรเกษม 02 511-2392  
ที่ทำการไปรษณีย์ด่านสำโรง 02 384-1306  
ที่ทำการไปรษณีย์บางกระบือ 02 243-3251  
ที่ทำการไปรษณีย์บางบัวทอง 02 924-1503  
ที่ทำการไปรษณีย์บางปะแก้ว 02 427-6520  
ที่ทำการไปรษณีย์บางลำภูบน 02 282-2481  
ที่ทำการไปรษณีย์บางโพงพาง 02 683-1699  
ที่ทำการไปรษณีย์พระประแดง 02 463-0604  
ที่ทำการไปรษณีย์พัฒน์พงศ์ 02 236-5272  
ที่ทำการไปรษณีย์ภาษีเจริญ 02 444-4313  
ที่ทำการไปรษณีย์ราชดำเนิน 02 282-1811  
ที่ทำการไปรษณีย์รามอินทรา 02 521-3044  
ที่ทำการไปรษณีย์ลาดกระบัง 02 737-4831  
ที่ทำการไปรษณีย์สะพานใหม่ 02 521-1912  
ที่ทำการไปรษณีย์อ่อนนุช 1 02 361-5396  
ที่ทำการไปรษณีย์กระทุ่มล้ม 02 429-2900  
ทำการไปรษณีย์กลางบางรัก 02 614-7457  
ที่ทำการไปรษณีย์กล้วยน้ำไท 02 391-2487  
ที่ทำการไปรษณีย์งามวงศ์วาน 02 589-5497  
ที่ทำการไปรษณีย์จุฬาลงกรณ์ 02 216-0232  
ที่ทำการไปรษณีย์ทุ่งเศรษฐี 02 316-6369  
ที่ทำการไปรษณีย์บางกอกน้อย 02 418-4651  
ที่ทำการไปรษณีย์บางกอกใหญ่ 02 465-7492  
ที่ทำการไปรษณีย์บางขุนนนท์ 02 424-0177  
ที่ทำการไปรษณีย์บางคอแหลม  02 289-2677  
ที่ทำการไปรษณีย์บึงทองหลาง 02 375-1678  
ที่ทำการไปรษณีย์ประสานมิตร 02 262-1737  
ที่ทำการไปรษณีย์ปากเกร็ด 2 02 583-2690  
ที่ทำการไปรษณีย์พลับพลาไชย 02 233-6822  
ที่ทำการไปรษณีย์ศึกษาธิการ 02 282-0842  
ที่ทำการไปรษณีย์หน้าพระลาน 02 224-4705  
ที่ทำการไปรษณีย์ไทยพาณิชย์ 02 254-7812  
ที่ทำการไปรษณีย์กองทัพอากาศ 02 523-9165  
ที่ทำการไปรษณีย์ซีคอนสแควร์ 02 721-8510  
ที่ทำการไปรษณีย์บางขุนเทียน 02 416-5137  
ที่ทำการไปรษณีย์ราษฎร์บูรณะ 02 427-7187  
ที่ทำการไปรษณีย์ลาดหลุมแก้ว 02 599-1740  
ที่ทำการไปรษณีย์วงเวียนใหญ่ 02 437-1227  
ที่ทำการไปรษณีย์วัดพระยาไกร 02 211-8374  
ที่ทำการไปรษณีย์สมุทรปราการ 02 384-1316  
ที่ทำการไปรษณีย์สหประชาชาติ 02 282-4694  
ที่ทำการไปรษณีย์เกษตรศาสตร์ 02 579-8534  
ที่ทำการไปรษณีย์เจ้าคุณทหาร 02 326-6035  
ที่ทำการไปรษณีย์ซันทาวเวอร์ส 02 617-7646  
ที่ทำการไปรษณีย์พระปิ่นเกล้า 02 881-9105  
ที่ทำการไปรษณีย์วังเทวะเวสม์ 02 281-2805  
ที่ทำการไปรษณีย์สาธุประดิษฐ์ 02 294-5205  
ที่ทำการไปรษณีย์ทำเนียบรัฐบาล 02 282-1220  
ที่ทำการไปรษณีย์บางนาทาวเวอร์ 02 312-0216  
ที่ทำการไปรษณีย์กระทรวงการคลัง 02 273-9405  
ที่ทำการไปรษณีย์พระสมุทรเจดีย์ 02 425-8649  
ที่ทำการไปรษณีย์สามแยกลาดพร้าว 02 513-0568  
ที่ทำการไปรษณีย์ไทยประกันชีวิต 02 246-9801  
ที่ทำการไปรษณีย์มหาวิทยาลัยสยาม 02 457-0504  
ที่ทำการไปรษณีย์ศรีนครินทรวิโรฒ 02 259-3753  
ที่ทำการไปรษณีย์เซ็นทรัลพระราม  02 872-4248  
ที่ทำการไปรษณีย์เพชรบุรีตัดใหม่ 02 314-3435  
ที่ทำการไปรษณีย์ธรรมศาสตร์รังสิต 02 564-4439  
ที่ทำการไปรษณีย์ศูนย์หนังสือจุฬา 02 251-8162  
ที่ทำการไปรษณีย์มอนเทอเรย์ทาวเวอร์ 02 308-0030
ที่ทำการไปรษณีย์เซ็นทรัลซิตี้บางนา 02 361-1116  
ที่ทำการไปรษณีย์ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต 02 958-0768  
ที่ทำการไปรษณีย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 02 134-4290  
ที่ทำการไปรษณีย์จิวเวลรี่เทรดเซ็นเตอร์ 02 267-4419  
ที่ทำการไปรษณีย์พระจอมเกล้าพระนครเหนือ 02 585-4303  
ที่ทำการไปรษณีย์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 02 275-2215  
ที่ทำการไปรษณีย์ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 02 229-4288



สาขาที่ปิดดึก

1. สาขารามคำแหง อยู่ข้างๆเดอะมอลล์ราม ฝั่งเดียวกับเมเจอร์รามค่ะ เปิด 9.00-21.00 ทุกวัน
2. สาขาซีคอนสแควร์ อยู่ทางลานจอดรถ B1 หรือ B2 เนี่ยแหละ ปิด 2 ทุ่ม
3. สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 ปิด 2 ทุ่ม
4. สาขาสุวรรณภูมิ 24 ชม.  0-2134-4290
5. ที่ทำการไปรษณีย์เซ็นทรัลซิตี้บางนา 02 361-1116 ปิด 2 ทุ่ม อยู่ข้างล่าง KFC
6. ที่ทำการไปรษณีย์ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต 02 958-0768 ปิด 2 ทุ่ม 
7. ห้างเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ราชดำริห์ อยู่ชั้นใต้ดิน 10.00น - 20.00น เปิดทุกวันจ้า



credit http://is.gd/DwtVT5


23 กุมภาพันธ์ 2555

เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช


ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต


แต่ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า


ด้วยนิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะหนึ่ง


ทั้งนี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้


ความน่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ


การลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน


ในศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม


แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”


สำหรับนักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึงเกือบ 3 เท่า


ในธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า” (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง


แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ


ภายใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้ ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย


เราจำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ


นอกเหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง


แม้ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย


ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน


“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน”


การลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17


การลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบพวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะสร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต


ในบรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)


อย่างไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้ ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน


สิ่งสำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว


นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่าเหตุ


ในภาวะฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …


“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด”


ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”


เอาล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)


คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!


นอกจากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด


ในเวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น


คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน


ต้องยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้

from http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/


19 กุมภาพันธ์ 2555

เส้นทางนักเล่นหุ้น วัยรุ่นเงินล้าน

สาวน้อยเล่นหุ้น ยุ้ย-พรพิมล รัตนประไพ นักเก็งกำไรมืออาชีพซึ่งมียอดตัวเลขรายได้จากการเล่นหุ้นถึง 7 หลักต่อเดือน และมีดีกรีเป็นถึงระดับอาจารย์ในวัยเพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น เงินล้านจึงหาได้ไม่ยากนักสำหรับเธอที่ทุ่มเทตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เธอรู้แล้วว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนจากประสบการณ์ที่ได้ในตลาดหุ้น



เส้นทางนักเล่นหุ้นเริ่มต้นตั้งแต่เธออายุ 23 ปี หลังจากเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และได้ทำงานอยู่ที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เธอเป็นพนักงานแบงก์ได้ประมาณ 8 เดือน จึงลาออกมาเทรดหุ้น และตอนนี้ก็ยังเทรดหุ้นเรื่อยมา โดยไม่ได้ทำงานประจำอีกเลย...



คิดแบบคนรวย

“คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” คำกล่าวนี้ฝังอยู่ในหัวของนักเล่นหุ้น และเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนมืออาชีพสร้างเส้นทางรวยด้วยวิธีคิดนี้ เช่นเดียวกับสาวนักเล่นหุ้นที่ค้นหาความฝันบนถนนสายนี้เช่นกัน



“ตั้งแต่เด็กเรามีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ก็มานั่งคิดว่านักธุรกิจอะไรหนอที่ไม่ต้องเจอกับคนเยอะๆ เพราะไม่ชอบเจอคนเยอะ ชอบเรียนรู้และอยู่ในโลกของตัวเอง จึงนั่งคิดมาตลอดว่าจะมีธุรกิจอะไร จนคิดได้ว่ามีการลงทุนวิธีหนึ่ง คือการเล่นหุ้น”
“การเล่นหุ้น คือการทำธุรกิจแบบหนึ่งโดยที่ไม่ต้องใช้คนเยอะ เราควบคุมตัวเราคนเดียวได้ ปกติถ้าเราทำธุรกิจทั่วไป จะต้องมีลูกน้อง เจ้านาย มีพนักงานในบริษัทซึ่งต้องดูแลคนมากมาย แต่คนเทรดหุ้นหรือคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นฉลาดกว่านั้น เราแค่ดูบริษัทไหนมีการบริหารงานดี น่าสนใจ เราก็ไปลงทุน อันนี้เขาเรียกว่านักธุรกิจที่ไม่ต้องใช้คนเยอะ เป็นการมองภาพรวมของแต่ละบริษัทแล้วลงทุนโดยไม่มีภาระทางจิตใจผูกพัน”



แม้ว่าเธอจะเข้ามาเป็นพนักงานแบงก์ไทยพาณิชย์ ทำให้ได้ใกล้ชิดกับเรื่องเงิน แต่เธอไม่ได้มีหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ที่จะนำไปลงทุนเลย ถึงอย่างไรแล้วการเข้ามาทำงานแบงก์ก็เป็นลู่ทางให้เธอเป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพอย่างเช่นทุกวันนี้
“ถ้าวันนี้เราอยากสร้างความมั่งคั่งอะไรก็ตาม มันคงหนีไม่พ้นเรื่องเงิน แล้วเราอยากเข้าไปคลุกคลีเกี่ยวกับวงการทางการเงินเพื่อหาช่องทางที่จะไปต่อว่าอะไรที่จะไปต่อยอดในสิ่งที่เราต้องการได้ โอเค...เรารู้อยู่แล้วว่าอยากทำธุรกิจ รู้อยู่แล้วว่าอยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่ออยากเริ่มต้นจึงต้องเข้าไปคลุกคลีในสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อจะซับข้อมูล”



รายได้ 7 หลักต่อเดือน

ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่า เธอทุ่มเทกับการลงทุนในตลาดหุ้นมาตลอด เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นถึงระดับไหนแล้ว เธอตอบกลับมาด้วยคำคมว่า “ความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับความสุขของแต่ละคน ถ้าเทียบของยุ้ย คงเป็นระดับปานกลางมั้งค่ะ ถ้ารายได้จากการเทรด 7 หลักต่อเดือน ก็ถือว่าระดับปานกลาง (โอ้โฮ!) แต่ถ้าระดับสูงจะเป็น 8 หลักต่อเดือน แต่ของยุ้ยยังเป็น 7 หลักอยู่ เดี๋ยวรอก่อน เร็วๆ นี้ (หัวเราะ)”



ไม่ผิดถ้านักเก็งกำไร เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ย่อมสร้างรายได้อย่างมหาศาล ถึงขนาดคิดกำไรเป็นวินาทีเลยทีเดียวในขณะที่ได้กำไรมากที่สุด แต่สาวน้อยนักเก็งกำไรของเราก็สร้างรายได้ไม่เบาแม้ว่าจะไม่ใช่รายวินาทีแบบขั้นเทพ แต่ก็รายนาทีเชียวล่ะ ใครหารายได้เร็วเท่านี้บ้างยกมือขึ้น
“ยุ้ยเคยทำกำไรได้มากที่สุดเป็นหลักแสนรายนาที ตอนแรกที่ทำได้ รู้สึก...เฮ้ย! เราทำได้ด้วยว่ะ เพราะตอนแรกทุกคนบอกว่า คนที่ทำได้ต้องขั้นเทพ แต่ถ้าคุณจับแพตเทิร์นของหุ้นเป็น ของตลาดเป็นก็จะมีโอกาสทำกำไรได้เหมือนกัน”



ปัจจุบันนอกจากเธอจะเป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพแล้วยังเป็นอาจารย์ช่วยสอนหลักสูตรพ่อมดการเงินที่ บริษัท ดิสติงชั่น จำกัด อีกด้วย



หลักสูตรพ่อมดการเงิน

ยุ้ยเป็นหนึ่งในสองคนที่เริ่มก่อตั้งสถาบันหลักสูตรพ่อมดการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่สนใจหารายได้จากการเล่นหุ้นเหมือนกันกับเธอ และอีกหนึ่งผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักคือ อาจารย์ธนาธร ชูชาติพงษ์



“ตอนแรกเรามาเทรดหุ้นกันเองจนอยู่ดีมีสุข แล้วมีเพื่อนๆ บอกว่าทำไมพวกแกอยู่แต่ในบ้านกัน แล้วชีวิตดูมีความสุขอย่างนี้ ใช้ชีวิตแบบสบายมาก ไม่ต้องวิตกกังวลเหมือนคนอื่นเขาก็เลยถามว่าเราทำอะไร อ่อ... เราเทรดหุ้นนะ จึงจุดประกายขึ้นมาว่ามันไม่มีโรงเรียนไหนสอนเล่นหุ้นเลย”



“คนที่สนใจอยากเล่นหุ้นมีเยอะนะ แต่ว่าวันนี้ไม่มีใครอยากลองผิดแล้ว อยากลองถูกแล้วลุยเลย คนที่เข้ามาเรียน 80% เป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องหุ้น แล้วถ้าไปเทรดหุ้นโดยไม่มีความรู้จะเกิดอะไรขึ้น จึงอยากให้คนรู้เรื่องการลงทุนแบบพ่อมด แบบมืออาชีพ ทำยังไงถึงทำกำไรได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด ปลอดภัยที่สุด และมีความเสี่ยงต่ำที่สุด” สิ่งเหล่านี้เธอเชื่อว่าในมหาวิทยาลัย หรือระบบการศึกษาที่ไหนก็ไม่มีสอน
นักเรียนทุกคนต้องผ่านระบบการเรียน การติวและการสอบ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถหาเงินได้ตลอดทั้งชีวิต สำหรับหน้าที่ของอาจารย์ คือทำอย่างไรให้นักเรียนทำกำไรได้ ส่วนหน้าที่ของนักเรียน คือทำอย่างไรให้ได้เป้าหมายตามที่ตัวเองต้องการ



“นักเรียนที่นี่เป็นแม่ค้าขายเนื้ออยู่ที่ตลาดก็มี รปภ.จบ ป.4ยังมีเลย ส่วนคนที่มีการศึกษาหน่อยมีตั้งแต่ ป.ตรีจนถึงด็อกเตอร์ นักเรียนที่มาเรียนอายุน้อยสุด 12 ปีนะ อายุมากสุดประมาณ 65 ปีได้ ทุกคนสามารถทำได้หมด อย่างเด็ก ม.1 ที่อายุน้อยสุด ตอนนี้ก็สามารถหาเงินเองได้แล้ว”



สิ่งสำคัญที่นักเล่นหุ้นต้องมี

“เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในตลาดหุ้น ความรู้ต่างหากที่ต้องมี” ถ้าวันนี้ตั้งใจจะลงทุน ควรสำรวจตัวเองก่อนว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับหุ้นมากพอหรือยัง เราต้องหาความรู้ก่อนเมื่อไม่มีความรู้ จึงไม่สมควรที่จะลงทุน
อาจารย์ยุ้ยพูดถึงหนังสือเล่มโปรดที่เธอชอบเป็นพิเศษ ชื่อว่า “เงินสี่ด้าน” ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ เขาบอกว่า “สิ่งที่คนชอบมากที่สุด คือการเป็นนักลงทุน ใช้เงินทำงานแทน แต่ทุกคนจะถูกหลอกเสมอว่าคุณต้องเป็นพนักงานประจำก่อน แล้วค่อยเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ ทุกอย่างมัน



เริ่มต้นได้ที่การลงทุน โดยการใช้เงินไปต่อเงิน ทุกคนอาจคิดว่าต้องรอมีเงินมากๆ ไม่ว่าคุณจะมีเงินหลักพัน หลักแสน หลักล้านไม่ได้สำคัญ สำคัญที่คุณมีความรู้รึเปล่า”
เริ่มลงทุนหลักพันคุณทำได้ “ต่อให้คุณมีเงินเป็นร้อย เป็นพันล้าน ถ้าคุณไม่มีความรู้ มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าคุณไม่มีความรู้ก็อย่าเอาเงินไปเททิ้ง”



เมื่อมีความรู้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก่อนที่จะเป็นนักลงทุนได้คือ การปล่อยวางความกลัว และสร้างความกล้าหาญให้แก่ตัวเอง หลายคนอาจคิดว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง ฉะนั้นเราต้องศึกษาว่าตัวเองกลัวอะไร กลัวเพราะไม่รู้ใช่ไหม เมื่อไม่รู้ต้องทำให้รู้แล้วเราก็จะไม่กลัวมัน เราต้องเดินหน้าและสร้างความกล้าหาญที่จะฝึกทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อเอาชนะและก้าวข้ามความกลัวไปให้ได้



 ขั้นตอนทำกำไรแบบมืออาชีพ

เมื่อขจัดความกลัว และสร้างพลังให้แก่ตัวเองได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือคุณต้องวิเคราะห์การลงทุนในตลาดว่าตลาดไหนสร้างผลประโยชน์ให้เราได้มากที่สุด “ถ้าเราไม่รู้ว่าเมื่อลงทุนแล้วจะคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนไปไหม มันย่อมไม่ดี”



สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์เพื่อเริ่มการลงทุน คือ 1.ตลาด ตลาดหลักทรัพย์มีทั่วโลกเลย แล้วตลาดไหนดี 2.การทำกำไร ต้องใช้กลยุทธ์ในการทำกำไรแบบไหน เราจะป้องกันความเสี่ยงในการทำกำไรได้อย่างไร และ 3.จากนั้นเราจะมีการวางแผนจัดการทางด้านการเงินอย่างไรให้ทำกำไรได้ดีที่สุด ซึ่งทุกอย่างล้วนมีขั้นตอนทั้งหมด



“ส่วนใหญ่คนที่มาเรียน เขาอยากรู้ว่าการเริ่มนับ 1 ต้องทำยังไงถ้านับ 1 ได้ 2 3 4 5...มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้ายังไม่มีความรู้พื้นฐาน จึงต้องสอนตั้งแต่เริ่มต้น หุ้นคืออะไร ตลาดหุ้นมีอะไรบ้าง แล้วเราจะมาดูว่านักเรียนแต่ละคนเหมาะกับการเป็นนักเก็งกำไรมืออาชีพ หรือเหมาะที่จะเป็นนักลงทุนมืออาชีพ”



“นักเก็งกำไรมืออาชีพ คือคนที่แสวงหาโอกาส เมื่อมีโอกาสมีอีเวนต์ต่างๆ เข้ามา ปกติเราจะลงทุนโดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน และการดูกราฟ สองสิ่งนี้บ้านเราใช้มานานแล้ว อย่าง จอร์จ โซรอส นักเก็งกำไรระดับโลก เขาจะมองหาโอกาส อีเวนต์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำกำไร เช่น ที่ผ่านมาเกิดหุ้นร่วงหนักๆ แสดงว่าสภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ทองขึ้นเพราะอะไร ทุกอย่างเขาเรียกว่าเหตุการณ์ทั้งหมด ถ้าเราจับเหตุการณ์พวกนี้ได้ เราสามารถใช้เงินแค่นิดเดียว สร้างเงินได้อย่างมหาศาล นี่แหละเรียกว่านักเก็งกำไร”
เมื่อมีโอกาสสามารถทำเงินได้มากมายมหาศาล ถ้าจับจังหวะตลาดได้ด้วยความรู้อย่างมืออาชีพจริง และถ้าวันนี้สามารถสร้างเงินได้มากที่สุด แต่ถ้าบริหารความเสี่ยงไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นการทำกำไรจึงเป็นความท้าทายของนักเล่นหุ้นมืออาชีพ



ตลาดหุ้น ตปท. กำไรสูง ความเสี่ยงต่ำ

“ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด และสร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด” เป็นประเด็นหลักให้เธอตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งมีข้อดีหลายปัจจัยที่นักลงทุนหลายคนมองข้าม



“ถ้าการลงทุนในตลาดทั่วๆ ไป เขาจะมีการกำหนดจุดทำกำไรต่างๆ ไว้ เช่น ทำกำไรสูงสุดต่อวันได้ 30% นะ แต่ในอเมริกาเขาไม่จำกัดเพดานกำไร สามารถทำกำไรได้สูงสุดเท่าที่ศักยภาพที่คุณมี และมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ตลาดหุ้นในต่างประเทศมี Stop loss คือการตัดขาดทุนแบบอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องนั่งเฝ้า เช่น คุณลงทุนไป 100 บาทแล้วบอกว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ 10 บาท คุณซื้อหุ้นที่ 100 ตั้ง Stop loss ที่ 90 เลย ถ้าหุ้นตกมาถึง 90 ปุ๊บ ระบบจะออโตรันตัดขาดทุนอัตโนมัติทันที ทำให้เราสามารถจำกัดการขาดทุนได้”



“ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เราต้องมีกลยุทธ์ในการทำกำไร ปีนี้เป็นปีทองมันจะมีโอกาสเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ5 ปี ขณะที่ทุกคนกำลังวิตกจริตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เรามีโอกาสทำกำไรได้มาก เพราะเมื่อหุ้นร่วงหนักทุกคนกำลังกลัว แล้วคุณจะพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสได้ยังไง เราต้องเป็นคน 5% ไม่ใช่คน 95% คน 95% จะมองเห็นแต่วิกฤตเยอะแยะไปหมด แต่คน 5% เท่านั้นในตลาดหุ้นที่สามารถทำกำไรได้ คือต้องมองหาโอกาสในวิกฤตนี้ให้เจอ แล้วคุณจะเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งคนใหม่”



ข้อจำกัดของคนเล่นหุ้นคือ ความโลภ คนเราเล่นหุ้นก็ต้องอยากรวย เมื่ออยากรวยจึงต้องรู้ว่าทำกำไรอย่างไรให้ฉลาดที่สุด คือได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ความเสี่ยงต่ำที่สุด นั่นแหละคือคีย์ของตลาดหุ้น ดังนั้นจึงต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด



หุ้นไอทีทำเงิน

ที่ผ่านมามีช่วงหนึ่งที่คนแห่ซื้อทองอย่างหนัก นักลงทุนหวังเก็งกำไรจากทองคำ แต่จริงๆ แล้ว หุ้นที่คนนิยมเล่น ไม่จำเป็นต้องทำเงินเสมอไป เธอจึงแนะนำหุ้นที่น่าสนใจในตลาดอเมริกาหลาย Sectorและที่น่าจับตามองคือกลุ่มไอที เทคโนโลยี เนื่องจากโลกปัจจุบันอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารนั่นเอง



“พอมี iPadออกมา แสดงว่าหุ้นของมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เราก็มีโอกาสทำกำไรได้แล้ว แต่หุ้นไอทีไม่ได้มีเพียงตัวเดียว ถ้าคิดในปีหนึ่งเขาผลิตสินค้าใหม่ 1ตัวต่อบริษัท มันจึงทำกำไรได้เยอะมากและง่ายที่สุดด้วย”



หุ้นกลุ่มไหนได้ผลตอบแทนสูง นักเล่นหุ้นก็แย่งกันลงทุน เมื่อหุ้นร่วงจึงไม่ต่างอะไรกับ “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ” ซึ่งยุ้ยให้ข้อคิดตรงนี้ว่า “เราต้องใช้จิตวิทยาในการลงทุน ลงทุนในสิ่งที่ต่างจากคนอื่นทำ มองและคิดหลายชั้นในหตุการณ์ที่เจอว่าเราจะทำกำไรจากเหตุการณ์นั้นได้อย่างไร จะลงทุนกลุ่มไหนก็ต้องอินเทรนด์ตามเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย ตลาดเปลี่ยน โลกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนให้ทันโลก”



“มีคนเคยบอกว่าตลาดหุ้นไม่เคยเปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือนักลงทุน กับราคาทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และตลาดหุ้นจะอยู่กับเราเสมอ เพราฉะนั้นคนที่ลงทุนในตลาดหุ้น สามารถหาเงินได้ตลอดทั้งชีวิต เพราะตลาดหุ้นมีทุกวัน และมีไปตลอดด้วย ตลาดหุ้นไม่มีเอาต์มีแต่อินเทรนด์ตลอด (หัวเราะ)”

from http://is.gd/8FWm3q


11 กุมภาพันธ์ 2555

ขายหนังสือมือ 2 ราคาถูก ขายยกชุด (ชุดการลงทุน)


ราคาขาย 150 บาท
นัดรับสินค้าและชำระเงินได้ที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ทุกสถานี
สนใจติดต่อ 0897897655

ประกอบไปด้วย 3 เล่มคือ

 1. กลยุทธิ์สู้หุ้น
รวมสารพัดกลยุทธ์ การเล่นหุ้น ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ที่จะช่วยเป็นคู่มือให้กับนักลงทุน ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ สามารถนำไปผสมผสานกับการวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎี ช่วยลดความเสี่ยงในการเล่นหุ้นได้เป็นอย่างดี

สภาพ: 99%
ราคาปก: 180 บาท


2. ฟิวเจอร์ส สัญญาล่วงหน้า

หนังสือเรื่อง "ฟิวเจอร์ส ... สัญญาใจล่วงหน้า" เล่มนี้เป็นนวนิยายเชิงวิชาการว่าด้วย "ฟิวเจอร์ส" หรือตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่กำลังอยู่ในความสนใจของตลาดการเงินและนับวัน จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยสอดแทรกความรู้ ความเข้าใจผ่านตัวละครที่ได้ทั้งสาระและความสนุกเพลิดเพลินชวนติดตาม นับเป็นก้าวแรกสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ ได้เข้าใจความหมาย ลักษณะ ประเภทและวิธีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น

สภาพ: 99%
ราคาปก: 120 บาท




3. กลยุทธิ์เด็ดเคล็ดการลงทุนใน set 50 index future
รวมบทความที่น่า สนใจเกี่ยวกับ SET50 Index Future เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่นักลงทุนทั่วไปที่สนใจการลงทุนใน SET50 Index Future เริ่มตั้งแต่ทำความรู้พื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะทราบข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับ SET50 Index Future ว่ามันคืออะไร จะซื้อขายได้อย่างไร ตามมาด้วยความรู้เชิงปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนทำกำไรกันจริงๆ ว่าจะมีเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ในการลงทุนใน SET50 Index Future ให้ได้กำไรได้อย่างไรบ้าง สุดท้ายจะเป็นความรู้ในเชิงทฤษฎีและเนื้อหาขั้นสูงสำหรับผู้ที่ต้องการรู้ ลึก รู้จริง และมีความรู้พื้นฐานดีในระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังมีบทความพิเศษเกี่ยวกับ Single Stock Futures ต่อท้ายให้ได้ศึกษาไปพร้อมๆ กันอีกด้วย


สภาพ:80%
 ราคาปก: 200 บาท

ขายหนังสือมือ 2 ราคาถูก ขายยกชุด (ชุดธุรกิจเครือข่าย)

ราคาขาย 100 บาท
นัดรับสินค้าและชำระเงินได้ที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ทุกสถานี
สนใจติดต่อ 0897897655

ประกอบไปด้วย 2 เล่มคือ
1.ตกกระไดพลอยโจนกับธุรกิจเครือข่าย MLM. 

 หนังสือเล่มนี้จะ พาคุณไปรู้จักธุรกิจเครือข่ายอย่างละเอียด ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนทั้งด้านที่เป็นบวกและเป็นลบ ให้ทั้งความหมาย แนวทางปฏิบัติ เคล็ดลับ และเทคนิคในการประกอบธุรกิจมากมาย ถ่ายทอดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน พร้อมภาพประกอบ เข้าใจง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจเครือข่าย MLM ทุกท่าน

สภาพ: 99%
ราคาปก: 179 บาท


2.ธุรกิจเครือข่าย รวยได้ถ้าทำเป็น
เผยแนวทางการสร้าง ความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายแบบไทยๆ บนโลกของความเป็นจริง พร้อมลูกล่อลูกชนในการพัฒนาสายงานที่มีนิสัยแบบไทยๆ ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนและจากคำบอกเล่าของนักธุรกิจขายตรง รวมถึงการตอบคำถามและให้คำปรึกษากับคนที่ทำงานในภาคสนาม

เนื้อหาในเล่มจะทำให้คุณทราบถึงเรื่องราวที่จำเป็นต้องรู้ในการทำธุรกิจขาย ตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำธุรกิจกับคนไทยๆ โดยเริ่มจากคนที่ไม่เคยอยู่ในวงการมาก่อน จนถึงขึ้นจะเอาดีและยึดเป็นอาชีพหลัก เพื่อให้ผู้ที่สนใจในธุรกิจนี้รู้วิธีในการทำงานและ แนวทางในการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ!



สภาพ: 99%
ราคาปก: 160 บาท 

28 มกราคม 2555

มองมุมกลับ : โฆษณาออนไลน์ ถูกและดี

การทำ online marketing ทุกวันนี้ นักการตลาดอาจมองว่า ต้องลงโฆษณาในเว็บดัง ๆ ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในอันดับ Top 10 ถึงจะคุ้มค่าและได้ผล แต่เว็บใหญ่ ๆ ดัง ๆ ก็มีอัตราค่าโฆษณาที่แพงหูฉี่จนอดที่จะนึกเสียดายสตางค์ไม่ได้ ทำให้ต้องมาลองพิจารณาดูใหม่ว่า ยังมีแนวทางอื่นอีกหรือไม่ที่จะทำการตลาดแบบออนไลน์ให้ได้ผลโดยไม่ต้องเสียสตางค์มากมายขนาดนั้น


คุณอาจลองพิจารณาเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Top 10 แต่ยังอยู่ในระดับ Top 50 หรือ Top 100 คือมีจำนวนผู้เข้าชมคิดเป็น UIP อันดับรอง ๆ ลงมา ซึ่งก็ยังมีคนเข้าไปใช้บริการเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนคน แต่คิดอัตราค่าโฆษณาในราคาถูกกว่ามาก โดยเว็บไซต์ในอันดับ Top 10 อาจจะคิดฆ่าโฆษณาเป็นแสนบาทต่อเดือน ในทางกลับกันเว็บไซต์ที่มีคนเข้าเยอะแต่คิดค่าโฆษณาเพียงแค่หลักพันถึงหมื่นก็มีอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์จะน้อยกว่า แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้วคนอาจเข้าชมน้อยกว่าเว็บใหญ่เพียง 3-4 เท่า แต่ได้ค่าโฆษณาที่ถูกกว่าเป็น 10 เท่าทีเดียว


อีกช่องทางหนึ่งคือ เลือกลงโฆษณากับเว็บไซต์เฉพาะกลุ่ม เว็บไซต์ประเภทนี้ถึงแม้ว่าจะมีคนเข้าชมไม่มากเท่ากับพวกเว็บท่าต่าง ๆ แต่คนที่เข้าเว็บพวกนี้มักเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องนั้นจริง ๆ หากบริษัทของคุณทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเว็บไซต์ดังกล่าว คุณจะมั่นใจได้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณอย่างแน่นอน เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ เว็บไซต์เกี่ยวกับกีฬาประเภทใดประเภทหนึ่ง เป็นต้น ด้วยอัตราค่าโฆษณาที่ไม่แพง แถมยังได้ลูกค้าเป้าหมายตรงกลุ่ม อย่างนี้ไม่คุ้ม อย่างไรไหว


แต่ก่อนจะมาเลือกช่องทางประชาสัมพันธ์ ต้องทำโฆษณาของคุณให้น่าสนใจเสียก่อน ไม่ใช่ว่าซื้อพื้นที่มาได้แล้ว ทำเลเยี่ยมยอด แต่โฆษณาไม่โดนใจ สื่อสารไม่รู้เรื่อง ก็เสียเวลาลงทุนลงแรงเปล่า ๆ ทั้งนี้โอกาสในการที่โฆษณาจะได้รับการตอบสนองที่ดีจะต้องประกอบด้วยหลัก AIDA


หลัก AIDA นี้คืออะไร

A มาจาก Attention หมายถึง การ “เรียกร้อง” ความสนใจ

I มาจาก Interest หมายถึง “ทำให้” สนใจ หรือกระตุ้นความต้องการ

 D มาจาก Desire หมายถึง สร้างความต้องการให้เกิดความ “อยาก” ได้มาครอบครอง

A มาจาก Action หมายถึง เร่งเร้าให้ “ซื้อ”


เมื่อ product ดี สถานที่น่าสนใจ และอัตราค่าโฆษณาไม่แพงเกินไป ทุกอย่างก็จะเอื้อต่อกัน ทำให้การทำ online marketing ได้ผลคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างชาญฉลาดของคุณ


from http://is.gd/uee8ey


24 มกราคม 2555

คุณ "กำ" อ่ะไรอยู่???

ครอบครัวที่น่ารักอยู่ครอบครัวหนึ่ง ในครอบครัวนี้มี พ่อ แม่ และบุตรชายวัย 5 ขวบกำลังน่ารักเลยทีเดียวเจ้าหนูเป็นเด็กที่ซนอย่างร้ายกาจและขี้สงสัยอย่างมาก

อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหนูก้อนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรบอกไม่ถูกไปคว้าเอาแจกันหยกแกะสลักต้นราชวงศ์หมิง ซึ่งนั่นก้อหมายความว่ามันราคาแพงมากกก นำมาเล่นพลิกคว่ำพลิกหงาย สักพักก้อล้วงมือเข้าไปในแจกัน

ทันใดนั้นเจ้าหนูก้อทำตาโตเท่าไข่ห่านดูเหมือนจะดีใจที่ล้วงเข้าไปเจออะไรสักอย่างแต่ปัญหาหาอยู่ที่ว่า เจ้าหนูจะดึงมือออกมาได้อย่างไร้เจ้าหนูเริ่มกระสับกระส่ายพยายามดึงมือออกมาแต่ก้อไม่สำมะเร็จ จนต้องใช้ไม้ตายคือ
"ทำไม่ได้ร้องไห้ไว้ก่อน"

เสียงเอ็ดอึงเป็นผลให้พ่อและแม่ต้องวิ่งมาดู
เมื่อมาพบเข้าต่างก้อพยายามช่วยกันดึงมือของเจ้าหนูออกจากแจกันด้วยวิธีต่างๆ
น้ำมันก้อแล้ว น้ำสบู่ก้อแล้วทำอีท่าไหนก้อไม่ออก
จนสุดท้ายผู้เป็นพ่อต้องตัดใจทุบแจกันหยกราชวงศ์หมิงทิ้งเพื่อรักษามือของลูกชายเอาไว้

เมื่อมือของเจ้าหนูหลุดจากแจกันแล้วพ่อและแม่
ก้อพบว่ามือเจ้าหนูกำอะไรบางอย่างจนแน่น
ผู้เป็นแม่จึงถามลูกชายว่า "หนูกำอะไรอยู่จ้ะลูก ?"
เจ้าหนูตอบพร้อมทำสีหน้าขึงขัง "ผมปล่อยมันไม่ได้หรอกครับ

"แล้วมันคืออะไรจ้ะลูก?" ผู้เป็นพ่อเริ่มสงสัย
"มันเป็นสตางค์ครับ"
เจ้าหนูตอบพร้อมกับค่อยๆแบมือออกอย่างทนุถนอม
จึงปรากฏว่า ในมือของเจ้าหนูมีเพียงเหรียญสลึงอยู่สองเหรียญ
เจ้าหนูหารู้ไม่ว่าการที่ เขาพยายามกำเหรียญเอาไว้ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียของมีค่ากว่าเป็นพันๆเท่า

แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ขณะที่คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ คุณกำลัง

"กำ"อะไรไว้ในชีวิตบ้าง

เงิน?
บ้าน?
งาน?
รถ?
ทิฐิ? ...

แล้วสิ่งที่คุณกำอยู่ทำให้คุณสูญเสียอะไรที่มีค่ามหาศาลไปบ้าง

เวลา....
ครอบครัว....
พ่อแม่.....
คนที่รักเรา.....
สวรรค์

แล้วคุณล่ะ "กำ"อะไรอยู่???


from http://is.gd/7SDD10


...มีเงินหลายแสนล้าน..ใช่จะมีความสุข

















from http://is.gd/0go8bh


22 มกราคม 2555

"ปรับโฟกัส"เคล็ดลับความอยู่รอดของฟูจิ

ฟูจิ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและหนึ่งในการปรับตัวคือการทำธุรกิจที่หลากหลาย

เมื่อทศวรรษ 2503 ฟูจิฟิล์ม โฮลดิงส์ คอร์ป บริษัทผลิตฟิล์มและกล้องถ่ายรูปสัญชาติญี่ปุ่น เพิ่งเริ่มต้นขยายธุรกิจไปทั่วโลก ในขณะที่ อีสต์แมน โกดัก โค ผู้ผลิตฟิล์มและกล้องถ่ายรูปของสหรัฐ เป็นผู้นำที่ไม่มีใครก้าวตามทัน

50 ปีผ่านไป ฟิล์มถ่ายรูปกลายเป็นของล้าสมัย และ โกดัก ไม่อาจรักษาความเป็นผู้นำในโลกของการถ่ายรูปเอาไว้ได้ จนต้องยื่นคำร้องขอรับการพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐ

ในทางตรงกันข้าม ฟูจิฟิล์ม เปลี่ยนแปลงตัวเองจากซัพพลายเออร์รายเล็กในธุรกิจถ่ายรูป กลายเป็นบริษัทที่มีความหลากหลาย รวมถึงธุรกิจดูแลสุขภาพ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ชิเงะทากะ โคโมริ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ฟูจิฟิล์ม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทั้ง ฟูจิฟิล์ม และ โกดัก ต่างรู้ดีว่ากระแสคลื่นดิจิทัลกำลังถาโถมเข้าใส่ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า จะรับมืออย่างไร

สิ่งที่ ฟูจิฟิล์ม ตัดสินใจทำ คือ มองให้ไกลกว่าการปรับตัวจากการถ่ายรูปแบบอะนาล็อกเป็นการถ่ายรูปแบบดิจิทัล บริษัทพยายามดึงเอาความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเคมีมาขยายผล จนนำไปสู่การผลิตสินค้าอื่นๆ เช่น ยา เครื่องสำอาง และจอภาพผลึกเหลว (แอลซีดี)

การเปลี่ยนแปลงของ ฟูจิฟิล์ม ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและราบรื่น บริษัทต้องปลดพนักงานไปหลายพันคน และต้องปิดโรงงานหลายแห่ง

โคโมริ รับตำแหน่งประธานเมื่อปี 2543 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการฟิล์มถ่ายรูปถึงจุดสูงสุดพอดี และเมื่อเขาก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารในอีก 3 ปีต่อมา ฟูจิฟิล์ม ก็สามารถเอาตัวรอดในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร และลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ

ในปี 2548-2549 ฟูจิฟิล์ม ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายกว่า 200,000 ล้านเยน ส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจฟิล์มถ่ายรูป และสามารถทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ภายในเวลาไม่นาน

ฟูจิฟิล์ม มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจากเกิดวิกฤติการเงินโลก ทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายอีก 175,000 ล้านเยน ระหว่างปี 2552-2553

โคโมริ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ได้แก่ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเมื่อถึงยุคดิจิทัล สิ่งที่ทำให้ ฟูจิฟิล์ม แตกต่างจาก โกดัก คือ บริษัทมีความพยายามแผ่ขยายเทคโนโลยีที่เคยใช้พัฒนาการถ่ายรูป

"ในทางเทคนิค เรามีแหล่งทรัพยากรที่หลากหลายอยู่แล้ว ดังนั้น เราจึงคิดว่าต้องมีทางทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นกลายเป็นธุรกิจใหม่ๆ" โคโมริ รำลึกความหลัง พร้อมกับเสริมว่า ฟูจิฟิล์ม คงไม่อาจรักษาความสามารถในการทำกำไร หากมุ่งความสนใจไปที่การถ่ายรูปดิจิทัลแต่เพียงอย่างเดียว

ในการผลิตฟิล์มถ่ายรูป ผู้ผลิตแต่ละรายต้องใช้สารเคมีประมาณ 100 ชนิด ฟูจิฟิล์ม จึงนำความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ มาประยุกต์สร้างฟิล์มที่ใช้ในจอแอลซีดีสำหรับคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์ม ยังนำความรู้เกี่ยวกับสารเคมีมาพัฒนายารักษาโรค โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนายารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนธุรกิจเครื่องสำอาง บริษัทมีครีมบำรุงผิว แอสตาลิฟต์ ที่อาศัยเทคโนโลยีต้านอนุมูลอิสระแบบเดียวกับที่ใช้รักษารูปถ่ายไม่ให้สีซีดจาง

"เวลาที่ผ่านไปแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงว่า เมื่อต้องสูญเสียธุรกิจหลัก บริษัทบางรายสามารถปรับตัวเอาชนะสถานการณ์เลวร้ายได้ ขณะที่บางรายไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่ง ฟูจิฟิล์ม สามารถเอาชนะสถานการณ์ได้ด้วยการสร้างความหลากหลาย" โคโมริ กล่าว

from http://is.gd/acYTn4