14 กันยายน 2569

อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”

ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี เราก็คงติดอยู่กับ “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ “ชนชั้นกลาง” ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อย ๆ

แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ปฏิรูป” หรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถ “แข่งขันได้” กับคนอื่นทั่วโลก ภายในเวลา 10-20 ปี เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี เป็น 4-5% ต่อปี คล้าย ๆ ประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้

วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ หลัก ๆ ก็คือ 1) พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น

2) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบข้อมูลข่าวสาร AI และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ

3) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่

4) ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น ในขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง

5) ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

ทั้งหมดนั้น ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะบอกว่า ทำอยู่แล้ว ทำมานานแล้ว และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็น หรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ เอาง่าย ๆ อย่างเรื่องของการศึกษานั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม วิธีการแบบเดิม มีความคิดแบบเดิม เช่น ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง เป็นต้น หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้ เราก็ยังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น ผมดูแล้วก็คล้าย ๆ กันนั่นก็คือ เราก็จะบอกว่าทำแล้ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ “ล้าสมัย” และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ แต่ผลล่ะ ลดไปกี่ฉบับแล้ว? ประเด็นก็คือ เรามีแต่หลักการกว้าง ๆ แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลง แต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร เป็นต้น

โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย ตัวอย่างเช่น การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย จริง ๆ แล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อม ๆ กับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้น มีมากเกินไป

เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน เราก็มักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย เช่น ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว เราต้องคิดใหม่ และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจน และต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้ ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณะชน มิฉะนั้น เราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเอง ในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน ความสามารถ นิสัย ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ของประเทศ ก็คือ “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไทยหรือเด็กไทย สามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียตนามเหรอ?

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้ พูดสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-37 และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน

ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพ คือ คนชั้น “กลาง ๆ ค่อนข้างดี” เทียบกับคนอื่น ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”

จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่ รายได้ค่อนข้างแน่นิ่ง จะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้ว และด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้

เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่ “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียตนาม และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงค์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?

ในส่วนตัวผมเองนั้น ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ “หมดไฟและหมดแรง” เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ “ชนชั้นกลางระดับสูง” ที่กำลัง “ติดหล่ม” ผมก็เริ่ม “หาทางออก” แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง การศึกษาหรือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบ “ปฏิรูป” ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ผมคงเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้ ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น

สำหรับประเทศไทย ความคิดก็คือ การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือ คนไทยแก่ตัวลงมาก การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ

ข้อเสนอของผมก็คือ ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540 และหนึ่งในนั้นก็คือ การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก

แน่นอนว่าสิ่งอื่น ๆ ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ เป็นต้น

เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่น ๆ ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจ ไฮเท็คที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก อย่าสู้ไปทุกอย่าง เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย

อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง ว่าที่จริง ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธที่อเมริกาใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้




From Settrade.com

07 กันยายน 2569

BRK VS S&P - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แผนการลงทุนระยะยาวต่อจากนี้ไปของผมนั้นก็คือ การถือหุ้นเวียตนามประมาณ 30% บวกลบ หุ้นไทยประมาณ 30% บวกลบ และ “หุ้นโลก” ซึ่งในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็คือหุ้นสหรัฐอีกประมาณ 30% บวกลบเช่นเดียวกัน

โดยหุ้นเวียตนามจะเป็น “กองหน้า” ที่ผมจะเลือกลงทุนเองและคาดหวังผลตอบแทนสูง เช่น ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10-15% แบบทบต้น หุ้นโลกเป็น “กองกลาง” หวังผลตอบแทน 8-10% ส่วนหุ้นไทย เป็น “กองหลัง” ที่ผมหวังผลตอบแทนแค่ 6-8% ต่อปี

ในส่วนของเวียตนามนั้น ผมคิดว่าพอร์ตที่ผมลงทุนอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในไทยนั้น ผมยังมีพอร์ตสูงเกินคือ 50-60% ซึ่งผมก็กำลังทยอยลดลงเพื่อให้มีพอร์ตตามที่ต้องการ ส่วนในตลาดหุ้นโลกนั้น ผมยังไม่มีการลงทุนเลยทั้ง ๆ ที่มีเงินสดจำนวนมากและเตรียมสะสมเงินสดเพิ่มเพื่อที่จะลงทุนให้เป็น 1 ใน 3 ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด

ในระหว่างนี้ผมก็คิดไปเรื่อย ๆ ว่าจะใช้กลยุทธอย่างไรในการซื้อหุ้นโลกหรือหุ้นสหรัฐ เดิมผมคิดว่าจะไปลงทุนเองและเลือกหุ้นในสไตล์ที่ถนัดคือ หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่น่าจะรวมถึงหุ้นอย่างหลุยส์วิตตอง หรือหุ้นเทคที่มีความแข็งแกร่งและความได้เปรียบที่ยั่งยืนในระดับหนึ่งเช่น หุ้นอย่างกูเกิลหรือไมโครซอฟท์ หรือแม้แต่หุ้นอย่าง ASML หรือ TSMC ที่คนพูดกันว่าไม่มีคู่แข่งที่จะผลิตสินค้าแบบพวกเขาได้

ต่อมาผมก็คิดถึงการลงทุนในดัชนีระดับโลกต่าง ๆ เช่น หุ้นท็อป ๆ 10 ตัวด้านเทคโนโลยีของโลก หรือหุ้นที่เป็นตัวแทนของสหรัฐเช่น ดัชนี Nasdaq หรือดัชนี S&P500 เป็นต้น เพราะผมรู้สึกว่าการเลือกหุ้นเองเป็นสิ่งที่ยากเพราะหุ้นไม่ได้อยู่ในไทยและส่วนใหญ่แล้วเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมมีความเข้าใจน้อยและคงตามไม่ทันแล้ว

สุดท้ายก็มาคิดว่า หรือจะลงทุนในหุ้นเบิร์กไชร์แฮทเทอเวย์หรือหุ้น BRK ของบัฟเฟตต์เสียเลย เพราะนี่คือหุ้นของบริษัทที่ลงทุนในหุ้นหรือบริษัทอื่น ๆ ที่เน้นการเลือกหุ้นแบบ VI มีผู้บริหารที่ไว้ใจได้และมีต้นทุนในการบริหารต่ำเพราะใช้คนน้อยและไม่มีต้นทุนค่าบริหารอื่น ๆ เช่นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนอะไรทำนองนั้น และที่สำคัญ

ผลงานการลงทุนที่ผ่านมานั้น “มโหฬาร” เป็นสถิติที่โลกไม่เคยพบเห็นอยู่แล้ว คือทำผลตอบแทนแบบทบต้นประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันถึง 60 ปี เงิน 100,000 บาทถ้าลงทุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นปี 1966 ถึง 2025 จะกลายเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในเวลา 60 ปี เทียบกับผลตอบแทนของดัชนี S&P หรือดัชนีอะไรก็ตาม คงต่างกัน “คนละโลก”

และนั่นก็นำมาสู่การศึกษาหุ้นเบิร์กไชร์เทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 อย่างละเอียดเพื่อที่จะดูว่าอนาคตหุ้น BRK จะทำได้เหมือนเดิมไหม? ถ้ายังคงทำได้ดีอยู่แม้จะไม่เท่าเดิม เช่น ลดลงมาครึ่งหนึ่ง คือได้ปีละ 10% แบบทบต้นต่อไปอีกหลายสิบปี การลงทุนใน BRK ก็ยังคุ้มค่า

การศึกษาจะเริ่มจากสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 2025 คือสิ้นปีที่แล้วเป็นเวลา 60 ปี ซึ่งพบว่าในช่วง 10 ปีแรกคือสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 1975 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์คือปีละ 8.3% แบบทบต้น นั่นคือเวลาที่ไม่ดีของตลาดหุ้นด้วย เพราะS&P ให้ผลตอบแทนเพียง 3.7% ต่อปี ดังนั้น บัฟเฟตต์ทำได้ดีกว่าประมาณ 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งต้องถือว่า “ดีเยี่ยม” เพราะอย่างที่เราทราบ “เซียนหุ้น” ระดับโลกนั้น สถิติส่วนใหญ่ก็มักจะเหนือกว่าดัชนีตลาดไม่เกิน 2-3% ต่อปีในระยะยาว

10 ปีที่สองคือสิ้นปี 1975-1985 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์ก็ “กระฉูด” อานิสงค์จากการเปลี่ยนกลยุทธจากการลงทุนในหุ้น “ก้นบุหรี่” ราคาถูกมากแบบเบนเกรแฮม เป็นหุ้นแบบซุปเปอร์สต็อกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ ผลตอบแทนทบต้นในช่วง 10 ปี สูงถึง 40.4% ต่อปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 14.1% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าเป็น “ทศวรรษทองของตลาดหุ้นอเมริกา” ด้วย
 
10 ปีที่สามคือสิ้นปี 1985-1995 โลกและเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกายิ่งสดใสมากขึ้นอานิสงค์จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและโลกกลายเป็น “ทุนนิยมเต็มตัว” หุ้น BRK ยังพุ่งขึ้นรุนแรงตลอดทศวรรษ ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีถึง 29.2% ในขณะที่ S&P เติบโตให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงหลายทศวรรษที่ 14.9% และนี่ก็คือช่วง 10 ปีที่เป็น “ปีทองฝังเพชร” ของหุ้นอเมริกา

รวม 30 ปีตั้งแต่สิ้นปี 1965 ถึง 1995 โดยเฉลี่ยแบบทบต้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ 25.2% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 854 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนในดัชนี S&P ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละ 10.8% ห่างกันถึง 14.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 21.5 ล้านบาท ในเวลา 30 ปี ชื่อของบัฟเฟตต์และเบิร์กไชร์กลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” ในโลกของการลงทุน หนังสือการลงทุนเกี่ยวกับกลยุทธการลงทุนของบัฟเฟตต์และ “Value Investments” ออกมาเต็มแผงหนังสือ และนั่นก็คือจุดเริ่มของ “ขบวนการ VI ในประเทศไทย” ด้วย

10 ปีที่สี่ ตั้งแต่สิ้นปี 1995-2005 สถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง BRK ให้ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นที่ 10.7% ในเวลาติดต่อกัน 10 ปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 9.1% น้อยกว่าเพียง 1.6% ต่อปี อานิสงค์คงมาจากพอร์ตของ BRK ที่ใหญ่ขึ้นมาก การทำผลตอบแทนดีเยี่ยมแบบที่เคยทำได้ในช่วงที่พอร์ตยังเล็กทำได้ยากขึ้นมาก

10 ปีที่ห้า ตั้งแต่สิ้นปี 2005-2015 เบิร์กไชร์ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นแรงถ่วงเนื่องจากขนาดของพอร์ตไปได้ ในช่วงเวลา 10 ผลตอบแทนแบบทบต้นยังคงได้เพียงปีละ 8.4% ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 7.3% ความแตกต่างคือ 1.1% ต่อปีแบบทบต้น อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 ที่ทำให้ตลาดหุ้นย่ำแย่ตลอด 10 ปีในช่วงเวลานี้ ซึ่งเบิร์กไชร์เองก็หนีไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม ปีวิกฤติ 2008 ก็ทำให้บัฟเฟตต์ก้าวขึ้นสู่คนที่ “รวยที่สุดในโลก” อานิสงค์จากการที่คนรวยคนอื่นจนลงมากกว่า ในขณะที่ผลตอบแทนสะสมของการลงทุนยาวนานเกือบ 50 ปีของเขาทำให้เขามีความมั่งคั่งประมาณ 62 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทในขณะนั้น

10 ปีสุดท้ายตั้งแต่สิ้นปี 2015-สิ้นปี 2025 นี่คือยุคที่ บัฟเฟตต์เองก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นแบบ S&P นั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะดีกว่าการเลือกหุ้นลงทุนเองไม่ว่าจะใช้กลยุทธแบบไหนรวมถึง VI ซึ่งแสดงออกผ่านการให้สัมภาษณ์และการที่เขาท้าพนันกับผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ระดับ “มือทอง” ว่า ภายในเวลา 10 ปี S&P500 จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันลงทุนกับเฮดจ์ฟันด์คนไหนก็ได้

ผลตอบแทนการลงทุนของ BRK ในช่วง 10 ปีสุดท้ายนี้ บัฟเฟตต์ทำได้ 14.3% ซึ่งก็ถือว่า “ยอดเยี่ยมมาก” และเป็นสถิติที่ “เซียน” นักลงทุนที่ดีที่สุดจะทำได้ในช่วงเวลาถึง 10 ปี แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะตลาดหุ้นในช่วง 10 ปีหลังนี้ “ดีเหลือเกิน” คือ S&P ให้ผลตอบแทนถึงปีละ 14.8% แบบทบต้นและสูงกว่าหุ้น BRK เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่ 0.5%

โดยรวมแล้ว ในช่วง 30 ปีหลังนั้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนแบบทบต้น 11.1% ต่อปี และ S&P ให้ผลตอบแทน 10.4% ส่วนต่างเพียง 0.7% ต่อปี ในขณะที่ส่วนต่างนี้ลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นติดลบในช่วง 10 ปีสุดท้ายและเป็นช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์ใกล้จะเกษียณ และชาลีมังเกอร์จากไป และเบิร์กไชร์หาหุ้นลงทุนยากขึ้นทุกที บริษัทเต็มไปด้วยเงินสดที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

สรุปอีกครั้งในชั้นนี้ก็คือ ผลงานของ BRK ใน 30 ปีแรกคือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเท่ากับ 25.2% ในขณะที่ 30 ปีหลังได้เพียง 11.1% รวมแล้วได้ผลตอบแทนทบต้นประมาณ 19.7% ต่อปีในช่วงเวลา 60 ปี ในส่วนของ S&P นั้น 30 ปีแรกให้ผลตอบแทน 10.8% และช่วง 30 ปีหลังให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันมากที่ 10.4% ซึ่งแสดงถึงความมั่นคง คงที่คงวาของผลตอบแทนของดัชนี S&P ที่ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ประมาณ 10% เป็นเวลาติดต่อกันถึง 60 ปี

นอกจากขนาดของผลตอบแทนแล้ว ถ้าดูเรื่องรายละเอียดของผลงานปีต่อปีระหว่าง BRK กับ S&P ก็คือ ในช่วง 30 ปีแรก บัฟเฟตต์จะชนะประมาณ 70% และแพ้ 30% และถ้าดูปีที่พอร์ตขาดทุนก็พบว่า BRK ขาดทุนไป 6 ปี ในขณะที่ S&P ติดลบไป 7 ปี
ในช่วง 30 ปีหลัง เบิร์กไชร์ชนะ S&P น้อยลงคือ ประมาณ 60% ต่อ 40% และปีที่ขาดทุนของ BRK เหลือ 5 ปีใน 30 ปี ส่วนของ S&P เหลือติดลบ 6 ปี

ภาพรวมทั้งหมดจากข้อมูล 60 ปีที่กล่าวมานั้น ผมสรุปว่า BRK นั้น “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” และเราอาจจะไม่พบกองทุนหรือนักลงทุนคนไหนอีกที่จะทำได้ในอนาคตต่อจากนี้ เพราะเราอาจจะไม่สามารถพบสถานการณ์หรือสภาวะแวดล้อมพิเศษและนักลงทุนระดับบัฟเฟตต์พร้อมกันได้อีก แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ นั้นเกิดขึ้นแค่ในช่วง 30 ปีแรกเท่านั้น

30 ปีหลัง ผลงานของเบิร์กไชร์จริง ๆ แล้วต้องถือว่า “ธรรมดา” และพอ ๆ กับดัชนี S&P ที่ไม่ต้องเลือกหุ้นเลย ใคร ๆ ก็ทำได้ และว่าที่จริงผลงานใน 10 ปีสุดท้ายนั้น ต่ำกว่า S&P 0.5% ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามอง “อีกด้านหนึ่ง” ก็อาจจะบอกว่า
S&P หรือดัชนีตลาดที่รวมหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ 500 บริษัทเองนั้น ให้ผลงานลงทุนที่ดีเยี่ยมระดับ “สุดยอด” และทำได้ดีพอ ๆ กับบัฟเฟตต์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถ “สุดยอด” โดยเฉพาะในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อนาคตต่อจากนี้เมื่อไม่มีบัฟเฟตต์แล้ว BRK ก็อาจจะถดถอยลงได้

ผมเองไม่ได้บอกว่าเราควรเลือกลงทุนกับ BRK หรือ S&P 500 ผมยังอยู่ในโหมด “รอ”เพราะผมคิดว่าช่วงเวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐมีราคาสูงขึ้นมามากเกินไป อานิสงค์จากการบูมของ AI และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลา ก็มีโอกาสเปลี่ยนกลยุทธลงทุนใน “หุ้นโลก” อีก เพราะสถานการณ์และภาวะแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เช่นเดียวกับความคิดของเรา




From Settrade.com

01 กันยายน 2569

เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน


เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน

มีคนเคยเล่าว่า ตอนเขาไปงานประชุมการ “ลงทุน” ในอเมริกา “บิล เกตส์” เป็นวิทยากร แล้วเขาก็ถามคำถามที่ทำเอาคนทั้งห้องหัวเราะ
.
เขาถามว่า “คุณซึ่งรวยที่สุดในโลก จะยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายจนๆ ไหม?”
.
คำตอบของบิล เกตส์ คือ... "ไม่"
มันไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ”
.
บิล เกตส์บอกว่า..
“ความร่ำรวย ไม่ใช่การมีเงินในบัญชีเยอะๆ แต่มันคือความสามารถในการหาเงิน และ การรักษาความมั่งคั่งไว้ต่างหาก”
.
เขายกตัวอย่างว่า
• คนที่ถูกรางวัลลอตเตอรี่ ต่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่ 5 ปีต่อมาก็กลับมาจนเหมือนเดิม เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีจัดการเงิน (Money Management)
• ในทางกลับกัน มีคนที่ดูเหมือนจะไม่มีเงินเลย เช่น เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ แต่เขากำลังพยายามพัฒนาความรู้ทางการเงิน นั่นแหละคือ “คนรวย” ที่แท้จริง
.
ความต่างของคนรวยกับคนจน
• คนรวยพร้อมที่จะลุยเพื่อรวย แต่คนจนบางครั้งเลือกทางลัด เช่น ขโมยหรือทำร้ายคนอื่นเพื่อได้เงิน
• คนรวยมองว่าตัวเองต้องเรียนรู้และหาข้อมูลเพื่อพัฒนาชีวิต แต่คนจนคิดว่าต้องรอให้คนอื่นมาช่วย
.
ความจนไม่ได้น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือ.. ไม่มีความพยายาม
.
สรุป คือ..
บิล เกตส์ ไม่ได้หมายความว่าคนจน คือ คนที่ไม่มีเงิน
แต่หมายถึงคนที่ไม่มีความคิดหรือความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองต่างหาก
.
“ความรวยมันเริ่มที่ใจ” บิล เกตส์ ว่าไว้!



31 สิงหาคม 2569

IQ VS EQ ในการลงทุน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความก้าวหน้าของ AI ในการคิด วิเคราะห์ และประเมินมูลค่าพื้นฐานของตัวหุ้นหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากมายในการลงทุนนั้น ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และในไม่ช้าก็คงจะเหนือกว่าคนที่เก่งมากระดับ “เซียน” นอกจากนั้น มันยังทำได้เร็วมากซึ่งทำให้สามารถค้นหาหุ้นได้ทั้งตลาดและทั่วโลกเหมือน “ตะแกรง” ที่จะ “ร่อนหุ้น” ให้เหลือแต่หุ้นตัวที่ดี ๆ มีศักยภาพที่จะเติบโตและทำกำไรให้กับเราได้ถ้าเราเลือกซื้อลงทุน

แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น ลองมาดูศาสตร์และศิลป์ของการลงทุนแนว “VI” ที่เราศึกษาและปฏิบัติมานานและสำหรับหลาย ๆ คน นำมาใช้ในการลงทุนจนร่ำรวยมาแล้วว่ามันมีอะไรบ้าง และอนาคตมันจะไปทางไหน เพื่อที่จะสามารถบอกได้ว่าการใช้ AI ในการลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดก็คือ “ศาสตร์” ของการลงทุนหรือการเลือกตัวหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ต้องอาศัยความรู้ทางด้านการเงิน การค้นหาข้อมูล และการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น คนที่จะทำได้ดีต้องมี “IQ” ค่อนข้างสูง แต่นั่นยังไม่พอ เพราะการลงทุนแบบ VI นั้น ยังต้องการ “แนวความคิด” ในการลงทุนที่ถูกต้อง และต้องมีอารมณ์ที่มั่นคงในการถือหุ้นที่ลงทุนไว้แล้ว ตัวอย่างของศิลปะเหล่านี้ก็เช่น เรื่องของการทำใจไม่ให้โลภหรือกลัวในภาวะที่ตลาดผันผวนหนัก หรือความใจเย็นอดทนรอได้ในยามที่สถานการณ์ยังไม่เป็นไปตามที่คาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ “EQ” ของนักลงทุนที่จะต้องค่อนข้างสูงถ้าจะประสบความสำเร็จ



ลองมาดู IQ ของ 10 “เซียนหุ้นระดับโลก” ซึ่งผมจะวัดจากการศึกษาของพวกเขาซึ่งน่าจะบอกถึง IQ อย่างคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้

1) วอเร็น บัฟเฟตต์ ตอนเรียนปริญญาตรีสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจ “วาร์ตัน U of Penn” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจระดับท็อป ๆ ของโลก แต่เรียนเพียง 2 ปี ก็ย้ายกลับบ้านมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้า แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทที่โคลัมเบีย เพราะเบน เกรแฮม สอนอยู่

2) เบน เกรแฮม เรียนจบแค่ปริญญาตรีที่โคลัมเบีย แต่ด้วยความสามารถบางอย่างเขากลับได้รับเชิญให้ไปสอนชั้นเรียนของคณะบริหารธุรกิจปริญญาโทของโคลัมเบียซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

3) ชาลี มังเกอร์ เรียนปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ที่ U of Michigan แต่ลาออกตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วไปได้ประกาศนียบัตรทางด้านดาราศาสตร์ที่ Caltech ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อป ๆ ของโลกด้านวิทยาศาสตร์ และสุดท้ายกลับไปได้ปริญญาทางด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ดด้วยเกียรตินิยมทั้ง ๆ ที่ไม่เคยจบปริญญาตรี

4) ปีเตอร์ ลินช์ จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจที่บอสตันคอลเลจ และ MBA ที่วาร์ตัน ซึ่งเป็นยูดังระดับโลกทั้งคู่

5) เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale ซึ่งเป็น “Ivy Leage U” หรือกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับสูงสุดของสหรัฐ ด้วยคะแนนเกือบสูงที่สุดในรุ่น และเรียนต่อมหาวิทยาลัย Oxford ในสาขากฎหมายด้วยทุน “Rhode Scholar” ที่ทรงเกียรติมากที่สุดในโลกทุนหนึ่ง

6) Seth Klarman จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีจาก Cornell ด้วยเกียรตินิยม และต่อ MBA ที่ฮาร์วาร์ดด้วยทุน Baker ซึ่งคนที่ได้รับต้องเป็นระดับท็อปเท่านั้น

7) Howard Marks จบปริญญาตรีเกียรตินิยมทางด้านการเงินจากวาร์ตันและไปต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

8) Walter Schloss ศิษย์เบนเกรแฮมรุ่นแรก ๆ และรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ที่มีการศึกษาแปลกมากคือ ไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่เข้าเรียนคอร์สของเบน เกรแฮม ที่โคลัมเบียแล้วต่อมาทำงานกับเบนที่บริษัทบริหารกองทุน Graham-Newman

9) Joel Greenblatt ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นคนที่ทำ “Magic Formula” หรือโมเดลที่ใช้เลือกหุ้นโดยใช้สูตรแบบ VI คัดกรองหุ้นที่สามารถเอาชนะการลงทุนแบบอื่นสูงมาก และก็เช่นเดียวกับอีกหลายคน เขาจบปริญญาตรีจากวาร์ตันด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและจบ MBA ที่ U of Penn เช่นเดียวกัน

10) ฟิลิป ฟิชเชอร์ จบแสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยดังระดับโลกและเป็น ไอวีลีก ในระดับปริญญาตรีและเรียนต่อโท แต่ลาออกไปก่อน

โดยรวมแล้ว ทั้ง 10 “เซียน VI” นั้นเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกถึง 8 คน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ 5 คน จบกฎหมาย 2 คน และ 1 คน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าต้องเป็นคนที่มี IQ สูงแน่นอน รวมถึงวอลเตอร์ สล็อสที่เป็นข้อยกเว้นเรื่องการเรียน

พูดถึงเรื่องนี้ ผมยังจำได้ว่าสมัยที่ผมได้ทุนไปทัวร์สหรัฐเป็นเวลา 45 วัน ในฐานะ “ผู้นำนักศึกษาแห่งเอเซีย” เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว หัวหน้าทัวร์ถามกลุ่มนักศึกษาว่า ใครเป็น “ลูกคนโต” ในจำนวน 10 คน มีคนยกมือถึง 7-8 คน แล้วถามว่าใครเป็น “คนสุดท้อง” ซึ่งมีอยู่คนเดียวคือผม นั่นคือในยุคที่ครอบครัวมีลูกกันเฉลี่ยประมาณ 5-6 คน ดังนั้น ในสังคมโดยรวมแล้ว ลูกคนโตกับลูกคนสุดท้องจึงเป็น “คนส่วนน้อย” แต่การที่มาปรากฏตัวในกลุ่มลูกทัวร์จึงเป็นเรื่องแปลก

หลังจากนั้น หัวหน้าทัวร์จึงเฉลยว่า การเป็นลูกคนโตนั้น ในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสจะเป็น “ผู้นำ” สูงกว่าลูกในลำดับอื่นมาก เพราะลูกคนโตเห็นและทำตามพ่อแม่มากกว่าลูกคนรอง ๆ นอกจากนั้น ลูกคนโตยังมักจะต้องดูแลน้อง ๆ ดังนั้น พวกเขาถูกสอนให้เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ในขณะที่ลูกคนสุดท้องนั้น มักจะเป็น “ผู้ตาม” เสมอ

แต่เขาก็รีบหันมาทางผมและพูดต่อทันทีว่า แต่อย่าเสียใจว่าคุณไม่ใช่ลูกคนโตหรือไม่ได้เป็นผู้นำจริง ๆ ลูกคนสุดท้องแต่เป็น “ผู้นำ” นั้น เป็นคน “พิเศษ” และคงเป็นคนที่สามารถพัฒนาทักษะได้ด้วยตนเอง สามารถเอาชนะ ความลำเอียงตามธรรมชาติได้ ดังนั้น “You are special” ผมก็ยิ้มสิครับ

และนั่นก็จบเรื่องของ IQ กับการลงทุน



เรื่องของ EQ นั้น คือเรื่องที่ต่อจาก IQ นั่นก็คือ เรามักใช้ IQ ในการเลือกหุ้น แต่หลังจากเลือกและซื้อแล้ว การถือหุ้นต่อไปมักจะขึ้นอยู่กับ EQ แม้ว่า VI จำนวนมากอาจจะเถียงว่าขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นและพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าหุ้นขึ้นไปสูงกว่าพื้นฐานแล้วก็ขาย หรือถ้าพื้นฐานแย่ลงก็จะขาย เป็นต้น และสิ่งเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับ IQ ของเราอยู่ดี แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ใช่

ตลาดหุ้นเกิดปั่นป่วน ราคาตกลงมาแรงทุกตัว เราอาจจะตกใจ รีบขายหุ้นไปก่อน หรือมีข่าวที่มากระทบรุนแรง AI จะมาทำลายหรือ Disrupt ธุรกิจของบริษัทที่เราถือหุ้น รีบขายก่อน ตอนนี้หุ้นขึ้นไป ต้องรีบ “เท็คโปรฟิต” หรือ “กลัวตกรถ” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจหรือวิเคราะห์ได้ถูกต้อง บางทีมากกว่าพื้นฐานทางวิชาการด้วยซ้ำ และดังนั้น VI โดยเฉพาะที่จะเป็น “เซียน” ได้ จะต้องมี EQ ที่ดีสุดยอดหรือดีกว่าความสามารถที่ใช้ IQ ด้วยซ้ำ



ต่อไปนี้คือ EQ หรือความสามารถด้านอารมณ์ที่ผมคิดว่าจำเป็นสำหรับ VI ที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าเซียนทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นน่าจะมี EQ สูงมาก ตัวอย่างเช่น

1) อดทนหรือทนรอได้ ไม่รีบซื้อหุ้นถ้ายังไม่เจอตัวที่ดีหรือชัวร์จริง ๆ บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่าเขาจะรอซื้อหุ้นคล้ายพิชเชอรที่จะตีลูกเบสบอลที่ขว้างเข้ามาอยู่ในมุมที่ตีง่ายที่สุด ถ้ายังไม่เจอก็รอต่อไปเรื่อย ๆ เพราะหุ้นไม่เหมือนเบสบอลที่ถ้าไม่ตี 3 ครั้งจะเสียแต้ม

2) กล้าสวนกระแสคนอื่น ไม่ว่ากระแสนั้นจะแรงแค่ไหน เช่น ทุกคนกำลังเล่นหุ้น AI เราไม่เอา หรือคนอื่นกำลังลงทุนในทองหรือคริปโต เราไม่สน ใคร ๆ เขากำลังทำเงิน เราอยู่เฉย ๆ ได้

3) เวลาคนอื่นโลภ เรากลัว เวลาคนอื่นกลัว เราโลภ แต่นี่ก็ต้องไม่ใช่ทุกครั้ง เราต้องใช้ IQ ประกอบด้วยว่าสมควรโลภหรือสมควรกลัว

4) กล้าที่จะบอกว่า “ผมไม่รู้” วิเคราะห์ไม่เป็น หรือยอมรับว่า IQ ไม่ถึง ธุรกิจมันซับซ้อนเกินไป โอกาสคิดผิดหรือคิดถูก 50-50 เราต้อง “ Say No” หรืออยู่เฉย ๆ

5) ความสามารถในการถือเงินสดไว้เฉย ๆ เป็นเวลาหลายปี มองคนอื่นทำเงินง่าย ๆ อย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า –แบบบัฟเฟตต์ หรือก็คือ ยอมตกรถดีกว่ารถอาจจะคว่ำ

6) สุดท้าย รักษาวินัยในการลงทุนอย่างมั่นคง เช่น การกระจายการถือหุ้นให้เพียงพอ ไม่ถือหุ้นตัวเดียวมากเกินกำหนด เป็นต้น เพื่อป้องกันหายนะแม้ว่าโอกาสจะต่ำมาก

ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ การประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบ VI จำเป็นที่จะต้องมีทั้ง IQ และ EQ ในระดับหนึ่ง ยิ่งมีมากก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อนาคตที่ AI สามารถเข้ามาทำงานแทนเรามากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านของ IQ การมี IQ สูงก็อาจจะไม่จำเป็นเท่ากับการมี EQ สูง ซึ่งผมคิดว่า AI ไม่สามารถทำแทนได้








From Settrade.com

24 สิงหาคม 2569

กลัวรถคว่ำ อย่ากลัวตกรถ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

กระแส “AI” ของโลก ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัว ChatGPT ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยี “ทั่วโลก” โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัล “ขนาดยักษ์” ของโลกเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “Magnificent 7” หรือกลุ่ม “หุ้นนางฟ้าทั้ง 7” ของตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งประกอบด้วย Nvidia Microsoft Apple Google Amazon Meta และ Tesla ปรับตัวขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” และมีมูลค่าหุ้นมโหฬารแทบจะ “กลืนกิน” หุ้นอื่นที่เหลือทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์

เพราะตลาดเชื่อว่าในเวลาไม่ช้านาน AI จะเอาชนะเทคโนโลยีเดิม ๆ ของโลกได้ทั้งหมด ธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหลายจะถูก Disrupt หรือถูกทำลายโดย AI ที่จะเข้ามาผลิตสินค้าหรือให้บริการแทนที่เทคโนโลยีเดิมหรือแม้แต่ “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น มูลค่าของ AI จึงควรมีค่ามหาศาลในขณะที่เทคโนโลยีเดิมจะไม่สามารถโตได้ และหลาย ๆ อย่างจะหมดค่าลง เทคโนโลยี AI กำลัง “ปฏิวัติโลก” โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” หรือ “ตกรถ” 

ตลาดหุ้นโดยเฉพาะที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นหลักตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น พอครบปีในเดือนพฤศจิกายน 2023 ดัชนีก็เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26.7% และก็ยังปรับตัวขึ้นในปีต่อไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอีกถึง 32.2% เมื่อบริษัทต่าง ๆ เริ่มให้บริการและลงทุนในการสร้าง AI เพิ่มขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” นับเป็นล้านล้านเหรียญในอีกหลายปีข้างหน้า

การเพิ่มขึ้นของดัชนีนั้น ที่จริงแล้วนำโดยหุ้นยักษ์เพียง 7 ตัวที่ต่อมาในปี 2023 ถูกเรียกว่าหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” ที่เข้ามาทำ AI กันแทบทุกบริษัท ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงแบบ “หลุดโลก” คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐอย่างที่โลกนี้ไม่เคยประสบมาก่อน ในขณะที่หุ้นเท็คอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ AI นั้นกลับเติบโตน้อยมาก

ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศจีนนั้น แทบจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือผลกระทบจากการประกาศและเปิดตัวของ ChatGPT เลยทั้ง ๆ ที่จีนในยุคสิบปีหลังนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแทบจะไม่แพ้อเมริกาเลยในแทบทุกด้าน อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่ของประเทศถูก “กำหราบ” โดยรัฐบาลจีนที่ไม่ต้องการให้บริษัท “มีอำนาจ” มากเกินไป ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ “ไม่ไปไหน” มาหลาย ๆ ปี

ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 ถึง พฤศจิกายน 23 ปรับตัวลดลง -10.7% และต่อไปในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นเพียง +4.6% จีนดูเหมือนว่าจะ “ตกขบวน AI” โลกเสียแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนนั้นแพ้แม้กระทั่งหุ้นทั่วไปของจีนที่มักจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ดัชนีในช่วงเวลา 2 ปีเดียวกันนั้น ให้ผลตอบแทนที่ -1.4% และ +9% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2024 สถานการณ์เกี่ยวกับหุ้นเท็คขนาดใหญ่ของจีนก็เริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและรวดเร็วอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าหุ้นเหล่านั้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของมัน และพวกเขาก็เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเพราะอาจจะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ดี ๆ กำลังเกิดขึ้น

ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2024 จนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน หุ้นเท็คขนาดใหญ่จำนวน 10 ตัว ที่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถูกขนานนามว่า “The Terrific 10” หรือที่ผมเรียกว่า “หุ้นทศเทพจีน” มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้

1) หุ้น Baba หรืออาลีบาบา ปรับตัวขึ้นไป 72.9% ภายในเวลา 3 เดือน และนี่ก็คือหุ้นที่ทำกิจการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตคล้าย ๆ กับหุ้น อะมาซอนที่อยู่ในกลุ่ม Mag 7

2) หุ้น Jd.Com ปรับตัวขึ้นไป 17.5% นี่ก็ทำ E-Commerce คล้าย ๆ กับอะมาซอนเหมือนกัน

3) หุ้น BYD ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชั้นนำที่น่าจะมีขนาดและความสามารถพอ ๆ กับเทสลา หุ้นปรับตัวขึ้นไป 37.5% ภายในเวลา 3 เดือน

4) หุ้น Geely ก็ทำรถไฟฟ้าเช่นกัน แต่เล็กกว่า BYD ราคาหุ้นขึ้นไปพอ ๆ กันที่ 36.3%

5) หุ้น Xiaomi ทำโทรศัพท์มือถือและรถไฟฟ้าที่จะใช้ AI ขับรถอัตโนมัติเหมือนกับแอปเปิลผสมกับเทสลา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 80.8% ภายในเวลาแค่ 3 เดือน

6) หุ้น Tencent ซึ่งเป็นเจ้าของ WeChat แอ็ปสื่อสังคมคล้าย ๆ กับ Facebook ราคาหุ้นขึ้นไป 29.1%

7) หุ้น NetEase ทำเกมออนไลน์และธุรกิจบันเทิงคล้าย Facebook บางส่วน ราคาปรับขึ้นไป 20%

8) หุ้น Baidu นี่คือหุ้นที่ทำแบบเดียวกับ Google ค้นหาข้อมูลและทำแผนที่รวมถึงการทำระบบขับขี่รถยนต์อัตโนมัติ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 13.7%

9) หุ้น Meituan ตัวนี้ไม่คล้ายพวก 7 นางฟ้า แต่คล้าย ๆ อูเบอร์หรือแกรบที่ส่งอาหาร ราคาหุ้นลดลง -2.5%

10) หุ้น SMIC บริษัทนี้คล้าย Nvidia หรือ TSMC ของไต้หวัน ที่ทำการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ที่ใช้ทำ AI ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 116.4% ภายในเวลา 3 เดือน

โดยเฉลี่ยแล้วทั้ง 10 ตัวให้ผลตอบแทนทางด้านราคาถึง 42.2% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน และเหตุผลดี ๆ ที่ “ตามมาทีหลัง” ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือ

1) ในวันที่ 20 มกราคม 2025 มีการเปิดตัว DeepSeek -R1 ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ ChatGPT แต่ต้นทุนในการทำถูกกว่ามาก และนี่จะท้าทายเทคโนโลยี AI ของสหรัฐ

2) วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 สี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำเทคโนโลยีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ของจีน และได้พบปะกับแจ็ค หม่า ที่เคยถูกรัฐบาลเล่นงานมาก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการแสดงว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเอกชนเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับบริษัทของสหรัฐในด้านของเทคโนโลยีแล้ว

3) นักลงทุนระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุนและให้ฉายาบริษัทขนาดใหญ่ของจีนกลุ่มนั้นว่ามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับ Mag 7 ได้ โดยเรียกว่า “Terrific 10” ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2025

ผมเองติดตามปรากฎการณ์เหล่านั้นและประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าหุ้นเหล่านั้นน่าสนใจทีเดียวในแง่ของตัวบริษัทเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของจีนนั้น “สุดยอด” อยู่แล้ว และอย่างน้อย ธุรกิจในประเทศจีนเองก็ใหญ่พอที่จะรองรับกำลังผลิตของบริษัทเหล่านั้นได้ในกรณีที่ไม่สามารถแข่งกับ Mag 7 ในระดับโลก ราคาหุ้นของ Terrific 10 ก็ไม่แพงเลย

อย่างไรก็ตาม วันที่ผมตระหนักในเรื่องนี้ ราคาก็ขึ้นไปเฉลี่ยถึงกว่า 40% แล้วในเวลาแค่ 3 เดือน ผมจึงไม่ซื้อ และก็ได้เขียนบทความลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2025 เรื่อง “ตกรถหุ้นทศเทพจีน?” เพราะผมคิดว่าผมพลาดไปที่ไม่ได้ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้นแรงและน่าจะขึ้นต่อไปโดยที่ผมไม่ได้อยู่ในนั้น พูดง่าย ๆ คงจะ “ตกรถ” ไปแล้ว แล้วก็ “เลิกสนใจ” ติดตามหุ้นกลุ่มนี้จนถึงล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ ปีครึ่ง ก็พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในวันที่ผมคิดว่า “ตกรถ”นั้น ราคาหุ้นขึ้นไปที่จุดสูงมากหรือสูงสุดและหลังจากนั้นก็ตกต่ำลง

หุ้น Baba ปรับตัวลดลงมาประมาณ -17% ในช่วงเวลา 18 เดือน 2) หุ้น Jd.com -28.7% 3) หุ้น BYD -29.1% 4) หุ้น Geely +7.14% 5) หุ้น Xiaomi ติดลบหนักถึง -43.9% 6) หุ้น Tencent -11.6% 7) หุ้น NetEase +26.3% 8) หุ้น Baidu +2% 9) หุ้น Meituan ลบหนักมากถึง -47.8% และ 10) หุ้น SMIC ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เป็น “ดารา” และได้อานิสงค์จากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ให้คนทำ AI ทั่วโลกที่ หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออีก +33.8% ในเวลา18 เดือน หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นถึง 116.4% ใน 3 เดือนก่อนหน้านั้นมาแล้ว

โดยเฉลี่ยแล้ว “หุ้นทศเทพจีน” ติดลบ -10.9% ในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือน ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเท็ครวมถึง AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +28.2% ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งที่ก่อนหน้านั้นดัชนีนี้ไม่ไปไหนมานานมาก

ถ้านับจากวันที่หุ้นทศเทพจีนเริ่มวิ่งขึ้นไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 จนถึงวันนี้ที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ 21 เดือน หุ้นทศเทพก็ยังให้ผลตอบแทนราคาเป็นบวกประมาณ 26.7% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก่อนที่หุ้นจะวิ่ง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปซื้อหลังจากที่หุ้น “ดังระเบิดแล้ว” เพราะ “กลัวตกรถ” กลับกลายเป็นเสียหาย ถือมาปีครึ่งแต่ก็ยังขาดทุนกว่า 10%

ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าหุ้นเท็คจีนอย่างไรก็น่าจะดีเพราะจีนเองมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง วิธีลงทุนที่ดีกว่าก็อาจจะเป็นการซื้อหุ้นตามดัชนีเสิ่นเจิ้น เพราะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันคือ 21 เดือนนับจากเดือน พฤศจิกายน 2024 ที่สภาพแวดล้อมทางด้านของรัฐบาลจีนดีขึ้นแล้ว จนถึงวันนี้ก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 35% ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

ผมดีใจที่ไม่ได้ซื้อหุ้นในกลุ่มทศเทพในวันนั้น มิฉะนั้น ผมอาจจะเจ็บตัวหนัก เพราะหุ้นตัวที่ผมสนใจลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์แบบ “หายนะ” ด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้ผมอยากจะจำเป็นสุภาษิตว่า “ตกรถไม่เป็นไร รถคว่ำตายแน่”






From Settrade.com

17 สิงหาคม 2569

ออมแบบ VI-บริโภคแบบVI-ลงทุนแบบ VI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่ประสบความสำเร็จสูงหรือรวยนั้น มักมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ เป็นคนที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือการเลื่อนการ “บริโภค” ในวันนี้เพื่อที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้าหรือในอนาคต และเรื่องนี้มีการศึกษาโด่งดังที่มีคนทำในช่วงทศวรรษ 1970แล้วพบว่าเป็นจริงชื่อ การศึกษา “Marshmallow Test” ที่ให้เด็กเล็กเลือกว่าจะกินขนมน้ำตาลแมร์ชแมล์โลว์ 1 ชิ้นทันที หรือรอ 15 นาทีแล้วจะได้กิน 2 ชิ้น ผลก็คือ เด็กที่ “รอได้” นั้น เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มักจะประสบความสำเร็จสูงกว่า และมีคะแนนการสอบมาตรฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ SAT Score สูงกว่าเด็กที่กินขนมทันที

การอดทนหรือ “เลื่อนการบริโภคในวันนี้เพื่อหวังที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้า” ที่พูดถึงในการศึกษานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ นิยามของ “การลงทุน” นั่นก็คือ คุณมีเงินแต่กลับไม่รีบใช้ทันที แต่นำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของมันจะมากขึ้น ซึ่งทำให้คุณสามารถขายแล้วนำเงินมาบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น คุณมี “เงินออม” พร้อมจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทในวันนี้ แต่คุณกลับไม่ซื้อ แล้วนำเงินไป “ลงทุน” ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหลังนั้น เพราะคุณคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ทำบ้านขายได้ยอดเยี่ยม เวลาผ่านไป 15 ปี ราคาหุ้น (รวมปันผล) ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15% เพราะมันเป็น “หุ้นดีราคาถูก แบบ VI” ตอนที่คุณซื้อ นั่นทำให้มูลค่าของเงิน 5 ล้านบาทสูงขึ้นเป็น 8 เท่า หรือกลายเป็น 40 ล้านบาท คุณสามารถซื้อบ้านแบบเดิมได้ 8 หลัง หรือเปลี่ยนจากบ้านธรรมดากลายเป็นคฤหาสน์ได้ด้วยการ “เลื่อนการมีบ้านไป 15 ปี”

การเลื่อนการมีบ้านนั้น ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง คงจะคล้าย ๆ กับการอดการกินแมร์ชแมล์โลว์ของเด็กเล็ก พวกเขาทำเพราะเขาหวังจะได้บริโภคหรือมีบ้านที่มากกว่าหรือดีกว่าผ่านการลงทุนที่เขาคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี อาจจะด้วยหลักการแบบ Value Investments หรือ “VI” ในขณะที่เด็กเองก็หวังว่าผู้ใหญ่จะทำตามสัญญาว่าจะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ไม่มีการเบี้ยว

ชีวิตผมเองนั้น ตั้งแต่เด็กจนถึงอาจจะ 50 ปี ผมเป็นคนที่ชอบ “อดออม” ไม่บริโภคถ้าไม่จำเป็น และเลื่อนการบริโภคสินค้าบางอย่างถ้าสามารถเลื่อนได้ อย่างเช่นบ้านหรือรถยนต์ ว่าที่จริง ผมเพิ่งจะมี “บ้านที่เป็นของตนเอง” จริง ๆ ตอนอายุกว่า 50 ปีไปแล้ว และก็เพิ่งซื้อรถใหม่คันแรกในชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 52 ปีแล้วเช่นเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่เด็ก ครอบครัวและผมไม่เคยมีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้

พอเริ่มเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้ ผมก็มองหางานที่จะทำให้สามารถ “ออมเงินมากที่สุด” นั่นก็คือการไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัดเงินเดือน 3,000 บาทบวกค่าล่วงเวลาในช่วงหีบอ้อยปีละ 3-4 เดือน ซึ่งไม่มาก แต่ผมแทบไม่มีรายจ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมีอาหารฟรี 3 มื้อ มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องนอนอยู่ในโรงงาน และมีแม่บ้านทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องแบบที่ไม่ต้องซื้อ รายจ่ายประจำจริง ๆ ก็คือ พวกของใช้ส่วนตัวเช่น สบู่ ยาสีฟัน และการเดินทางไปกลับโดย “รถทัวร์” ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะกลับบ้านที่กรุงเทพและกาญจนบุรี และการพักผ่อน “ดูหนัง” และพบปะเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว

จำนวน “เงินออม” ของผมก็คือ รายได้จากการทำงานทั้งหมด หักด้วยเงินที่ต้องให้แม่ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่น่าจะประมาณ 30% หรือเดือนละพันบาทในช่วงเริ่มทำงาน และหักด้วยรายจ่ายส่วนตัวซึ่งไม่น่าจะเกินพันบาทต่อเดือน ที่เหลือคือเดือนละพันบาทบวกเงินค่าล่วงเวลาในช่วงฤดูหีบอ้อย จะถูกเก็บออมในธนาคารหมด ไม่มีการลงทุนอะไรทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นยังไม่มีตลาดหุ้น หรือมีก็ไม่ใช่ที่ที่จะลงทุน ในสายตาคนทั่วไป มันใกล้เคียงกับการพนันมากกว่า

เงินออมของผมที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็มีน้อยมากอานิสงค์จากรายได้ที่ไม่มากต่อมาอีก 10 ปีนั้น ถูกนำไป “ลงทุน” ใน “การศึกษา” ต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดและการเงินเป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าการ “จ่ายเงิน” เพื่อเรียนหนังสือนั้น จะทำให้ผมสามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต พูดอีกแบบก็คือ ผมใช้เงินเพื่อการศึกษาทันทีที่มีเงินพอ และนี่ถ้ามองย้อนหลังแล้วก็อาจจะพูดว่าผม “บริโภคแบบ VI” คือเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่เก็บแต่เงินแนว “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”

เมื่อผมมีลูก ผมก็จ่ายเงินเพื่อ “การบริโภค” คือด้านการศึกษาของลูกที่ผมยอมส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ที่ต้องใช้เงินสูงมาก เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของเขา มันรอไม่ได้ โดยเฉพาะทางด้านของ “ภาษาและแนวความคิด” ที่ผมเห็นว่าการเรียนอินเตอร์นั้น จะทำให้เขาเอาตัวรอดและมีคุณสมบัติในการคิดและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเปรียบเทียบกับผมที่ไม่ได้มีโอกาสแบบนั้นและทำให้คิดตลอดมาว่า ที่ตนเองยังรู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่าศักยภาพมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสได้ “เรียนอินเตอร์” มาตั้งแต่เด็ก

การบริโภคหรือการใช้จ่ายในสิ่งของ “ฟุ่มเฟือย” เช่นใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือกินอาหารหรูหรา หรือการท่องเที่ยวที่แพงมากของผมในช่วงที่ “กำลังเก็บออม” นั้น ต้องบอกเลยว่า “ไม่มี” และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการ “บริโภคแบบ VI” คือ ใช้เฉพาะที่จำเป็นและ ใช้จ่ายอย่าง “เน้นคุณค่า” หรือคุ้มค่าและรอไม่ได้อย่างเช่นเรื่องของการศึกษา “แบบอินเตอร์” ส่วนสินค้าราคาแพงและ “รอได้” เช่นบ้านและรถยนต์ ก็จะรอเพื่อที่จะเก็บออมเงินให้มากที่สุดที่จะนำไปลงทุน

โดยกลยุทธดังกล่าว ฐานะการเงินตลอดมาของผมจึงเป็นว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ตอนอายุ 22 ปี แม้ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น เก็บออมได้ถึง 30-40% ของรายได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงทุนทางการเงินอะไรได้ แต่นำไปใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นหลัก จนถึงจบการศึกษาอายุประมาณ 32 ปีก็ยังไม่มีเงินออมเลย แต่ทรัพย์สินที่เป็นตัวเราก็คงมีค่ามากขึ้นเพราะมีความรู้มากขึ้น

ตั้งแต่อายุ 32-44 เป็นเวลา 12 ปี นั้น รายได้ผมมากขึ้นอย่างชัดเจน และเงินออมก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผมยังมีความคิดแบบ “นักออม” ที่เป็นมาตลอด ใช้เฉพาะที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย หรูหรา แต่ก็ทำทุกอย่างที่คนอื่นที่มีฐานะค่อนข้างดีทำกัน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่ไม่ซื้อของที่มีราคาสูงจนเงินลดลงหรือหมดไป เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาของลูกที่อาจจะพูดได้ว่ายอมจ่ายมากกว่าคนอื่นที่มีฐานะระดับเดียวกันด้วยนั่นก็คือ การส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ในยุคแรก ๆ ที่คนรวยก็ยังไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนอย่างทุกวันนี้

เงินออมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของผมนั้น บางส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและบ้านที่ผมซื้อด้วยอารมณ์และกระแสสังคมและความรู้สึกว่าเป็น “การลงทุน” แต่จริง ๆ ไม่มีการวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะทั้งหมดนั้นในที่สุด “ล้มเหลวหมด” ที่เหลือก็คือเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างดี ระดับน่าจะ 6-7% ต่อปีขึ้นไป คิดแล้วเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใช้ได้เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำงาน ถ้าให้ประมาณก็น่าจะเก็บได้ประมาณซัก 30-40% ของรายได้

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมกลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว เงินออมทั้งหมด 100% ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถือหุ้นประมาณซัก 10-20 ตัว แต่ตัวหลัก ๆ น่าจะไม่เกิน 5-6 ตัว ตัวใหญ่ที่สุดไม่เกิน 20-30% ของพอร์ต ผลการลงทุนในช่วง 10 ปีแรกน่าประทับใจสุด ๆ ความมั่งคั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ชีวิตส่วนตัวแทบไม่เปลี่ยน ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนเดิมไปอีก 6-7 ปี ก่อน “เลิกทำงานประจำ”

ชีวิต 7 ปี ที่ทั้งลงทุนและทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถออมเงินเพิ่มมากที่สุด เหตุผลก็เพราะว่านั่นคือช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์และตำแหน่งงานสูงขึ้น เงินเดือนจึงมากขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ผมยังทำเหมือนเดิม ไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา ไม่ซื้อของมีราคาสูง ไม่ซื้อบ้านไม่ซื้อรถ ไปเที่ยวกับทัวร์ซึ่งราคาไม่แพง สิ่งที่แพงที่สุดก็คือการศึกษาของลูกที่ต้องใช้จ่ายใกล้เคียงของเดิม

ดังนั้น 7 ปีหลังนี้ เงินออมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเทียบกับเงินออมเดิมในปี 2540 แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ออมเป็นเงินสดอีกต่อไป รายได้รับมาถูกแปลงเป็นหุ้นทันทีเพราะ “หุ้นดีราคาถูก” มีเต็มตลาด

โดยสรุปแล้ว “Life Time Saving” หรือ “เงินออมตลอดชีวิต” หรือเงินที่ได้จากการทำงานด้วยแรงของเราตลอดชีวิต หักด้วยเงินที่เราใช้ในการบริโภคหรือเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่หรือซื้อทรัพย์สินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้เช่น บ้านที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ เหลือเท่าไรก็จะเป็น “เงินออม” ที่เราจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของผมก็คือเงินประมาณน่าจะ 20-30 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินออม 10 ล้านบาทเมื่ออายุ 44 ในปี 2540 บวกกับเงินออมที่ได้มาจากการทำงานหักรายจ่ายต่อไปอีก 7 ปี จำนวนประมาณ 10-20 ล้านบาท ตอนผมอายุ 51 ปี ที่ผมเลิกทำงานประจำและไม่มีรายได้ให้ออมอีกต่อไป

หลังจากที่เลิกทำงานประจำและออกมาลงทุนเป็นหลักและมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว ชีวิตผมในทุกด้านก็เปลี่ยนไป—อาจจะครึ่งหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังคิดและทำเหมือนเดิมในสิ่งที่ผม “ทำคนเดียว” หรือ “ทำเอง” แต่เมื่อายุมากขึ้นและลูกโตแล้ว การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผมก็ติดไปกับครอบครัวเป็นหลัก

รายการสำคัญ ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย การกินอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการศึกษา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป สิ่งของและบริการที่ใช้กลายเป็นของ “ชั้นหนึ่ง” ที่มีราคาแพงมาก แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องประหยัด “การบริโภค” เพื่อ “ออมเงิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่เรื่องของ “การลงทุน” ที่ผมยังยึดมั่นกับการเป็น “VI” อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม นี่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมอายุมากขึ้นหรือจากไปแล้ว




From Settrade

10 สิงหาคม 2569

VI ตายช้า - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้อ่านเจอข้อความในสื่อสังคมของเพื่อนโรงเรียนเก่าซึ่งมักจะส่งข้อความเกี่ยวกับสุขภาพของคนสูงอายุที่ผมมักจะอ่านเป็นครั้งคราวเนื่องจากเป็นเรื่องที่ผมสนใจอยากจะรู้ว่าคนร่วมรุ่นของผมเป็นอย่างไรกันบ้าง 

 บทความนั้นเขียนโดย นพ. เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์ บอกว่า จากประสบการณ์ของท่าน มี 3 สัญญาณง่าย ๆ ที่บอกว่า “ผู้สูงวัยยังแข็งแรงจากภายใน” ที่ท่านพบจากการเดินตรวจทั้งในโรงพยาบาลและสถานดูแลระยะยาวโดยที่ยังไม่ได้ตรวจดูผลเลือดหรือฟิล์มเอกซเรย์มี 3 เรื่องคือ

1) เสียงดัง ฟังชัด อาจจะเพราะ ปอดยังทำงานได้ดี หัวใจสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจยังแข็งแรง และมีพลังกระฉับกระเฉง ซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของอวัยวะสำคัญต่อการอยู่รอดได้ดีกว่าคนที่ “ไม่ค่อยมีแรงหรือพลังในการพูด”

2) ยังอยากกิน ยังมีความอยากอาหาร เช่น อยากกินข้าวต้ม อยากกินผลไม้หรือของหวาน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานดี ลำไส้แข็งแรง สมองยังรับรู้และตอบสนองต่อความหิว ภาวะโภชนาการยังอยู่ในเกณฑ์ดี และสุดท้าย

3) แรงบีบมือยังดี เวลาจับมือ เพราะแรงบีบมือเป็นตัวชี้วัดที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพโดยรวมเพราะมักสะท้อนว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ยังแข็งแรง มีมวลกล้ามเนื้อเพียงพอ มีพละกำลังในการทำกิจวัตรประจำวันและลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหัก

ทั้งหมดนั้น ก็เป็นแค่ข้อสังเกตที่น่าจะยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมเองเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับผมในการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป และนั่นก็เป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับการลงทุนในแง่ที่ว่า มันเป็นปัจจัยสำคัญ 1 ใน 3 ข้อของความสำเร็จ นั่นก็คือ “ระยะเวลาของการลงทุน” หรือ “แก้วดวงที่ 3” ที่ยิ่งยาวก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้ความั่งคั่งทวีคูณขึ้นแบบทบต้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้น และการมีสุขภาพที่แข็งแรงจนทำให้สามารถบริหารการลงทุนไปเกือบตลอดชีวิตก็ทำให้แก้วดวงนี้สุขสว่างขึ้น

และนั่นยังนำผมให้นึกถึงปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีนั่นก็คือ การมี “อายุที่ยืนยาว” ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดีด้วย แต่คนที่สุขภาพดีนั้น บางทีก็อาจจะไม่ได้มีอายุยาวมากก็ได้ ซึ่งนั่นก็พบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น เป็นนักกีฬาแต่ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรมากนัก เป็นต้น

ประเด็นเรื่องอายุยืนยาวนั้น ผมเองเคยได้อ่านบทความผ่านตามานานแล้วว่ามีการศึกษาเรื่องหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า “คนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น มักมีอายุยาวกว่าคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า” เหตุผลอาจจะเป็นว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีเงินหรือความมั่งคั่งมากกว่า ซึ่งทำให้จะได้รับการดูแลรักษาโรคได้ดีกว่าและมีสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยดีกว่าคนที่มีเงินน้อยกว่า

ที่สำคัญกว่านั้นก็อาจจะเป็นเพราะคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมากมักจะมี “เป้าหมายในชีวิต” ที่ชัดเจนและมักจะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ “จนตาย” เพราะพวกเขา “มีความสุขจากการทำงาน” ไม่ใช่จำเป็นต้องทำ

นอกจากนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักมีสถานะทางสังคมสูงกว่า มีเครือข่ายหรือเพื่อนฝูงและได้รับการยอมรับนับถือจากคนจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเครียดและช่วยกระตุ้นสมองให้กระตือรือร้นอยู่เสมอเวลาที่ต้องพูดคุยหรือให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้กับผู้อื่น

สุดท้ายก็อาจจะเป็นเรื่องของยีนของคนที่มีสุขภาพที่ดีกว่าปกติตั้งแต่เกิด ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงและมีชีวิตยืนยาวตามยีนที่ดีและแข็งแรงนั้น

การศึกษาเรื่องคนที่ประสบความสำเร็จสูงมากมักจะมีชีวิตที่ยืนยาวที่ผมพูดถึงนั้น ศึกษาโดยใช้ตัวอย่างของดาราหนังที่ประสบความสำเร็จสูงมากในอเมริกานั่นก็คือ พวกดาราหรือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองทั้งคนที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เปรียบเทียบกับคนที่ว่าที่จริงก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันแต่ไม่เท่า นั่นก็คือ คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าประกวดแต่ไม่เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองในชีวิต

ผลของการศึกษาพบว่า คนที่ได้รับรางวัลนั้น มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้รับรางวัลโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5-4 ปี และตัวอย่างของดาราชื่อดังก็เช่น คลินต์ อิสต์วูด ซึ่งเคยได้ตุ๊กตาทองถึง 4 ตัว มีอายุถึง 96 ปีแล้วและทุกวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ คนต่อมาก็คือ ดิ๊ก แวนได้ค์ที่มีอายุถึง 100 ปีแต่คนไทยอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ โซเฟีย ลอเร็น ซึ่งเคยเป็นดาราประเภทเซ็กส์ ซิมโบล อายุ 92 ปี เมล บรูกส์ ซึ่งก็ยังมีชีวิตอยู่และอายุ 100 ปีแล้ว เช่นเดียวกับจูลี่ แอนดรูว์ ดาราดังที่แสดงนำในเรื่อง “The Sound of Music” ที่ผมชอบมากตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็อายุ 90 ปีแล้ว สุดท้ายก็คือ เคิร์ก ดักลาส ที่ตายตอนอายุ 103 ปี เป็นนักแสดงที่น่าจะเรียกว่าเป็น “ตำนาน” ของฮอลลีวูดเพราะได้รับรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในแวดวงอื่นนอกเหนือจากดาราก็คงมีน้อย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำหนดนิยามชัดเจนเกี่ยวกับ “ความสำเร็จ” และบางทีก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าความสำเร็จคือเหตุผลที่ทำให้อายุยืนขึ้นนั้นจริงหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นอีกไม่น้อยที่ทำให้คนอายุยืน การศึกษาที่จะทำให้ถูกต้องชัดเจนจริง ๆ แล้วก็ต้องคุมปัจจัยอื่น ๆ นั้นให้เท่ากัน เช่น รวยเท่ากัน ออกกำลังกายเท่ากัน หรือปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่า “ความสำเร็จ” น่าจะมีผลต่อการมีอายุที่ยืนยาวอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะความสำเร็จนั้น มีผลต่อจิตใจและสังคมซึ่งน่าจะทำให้มีอายุยืนขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะพบคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสูง ๆ ในวงการอื่น ๆ เช่น นักการเมืองที่มีอายุค่อนข้างจะยาว ตัวอย่างก็เช่น

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่อยู่ถึง 100 ปี มหาเดร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ที่อายุ 101 ปีแล้วแต่ก็ยังมีบทบาททางการเมืองในมาเลเซียอยู่ จอร์จ บุช คนพ่อ อดีตประธานาธิบดีอเมริกาตอนนี้ก็ 96 ปีแล้ว แม้แต่ในไทยเอง อดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนก็มีอายุยาวมาก บางท่านก็ใกล้ร้อยปีแล้ว

และนั่นนำมาสู่ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านของการลงทุน โดยเฉพาะที่เป็น Value Investor ระดับโลกที่ผมรู้สึกว่ามีอายุยืนยาวมากกว่านักลงทุนทั่วไปและคนธรรมดา และน่าจะรวมถึงคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาลแต่มาจากวงการอื่นด้วย โดยที่เหตุผลของผมก็คือ VI นั้น มีพฤติกรรมที่อาจจะทำให้พวกเขาอายุยืนยาวกว่าก็คือ

1) เซียน VI มักจะเครียดน้อยกว่าเวลาทำงานและนอกเวลา พวกเขาไม่นั่งตามดูราคาหุ้นตลอดเวลาหรือแม้แต่ทุกวัน พวกเขาไม่ตื่นเต้นหรือตกใจง่าย วัน ๆ นั่งอ่านแต่หนังสือและใช้ชีวิตแบบสงบ ไม่ต้องวุ่นวายกับงานประจำและการประชุมแบบผู้บริหารหรือการทำงานแบบอื่น

2) คุณสมบัติสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของคนที่เป็น VI ก็คือ อดทน อดทน อดทน และใจเย็นมาก ๆ สามารถรอได้เป็นปีกับการลงทุน และจะไม่ตัดสินใจเร็วหรือเทรดหุ้นบ่อย ๆ หรือตลอดเวลา VI แบบบัฟเฟตต์นั้น บ่อยครั้งซื้อหุ้นแล้วถือเป็นสิบ ๆ ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

3) ฐานะการเงินหรือมูลค่าพอร์ตของเซียน VI นั้น มักจะค่อนข้างสม่ำเสมอและเติบโตขึ้นอย่าง “ช้า ๆ” เช่น ประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้น แต่พอร์ตไม่ค่อยลดลง หรือเรียกว่า “Maximum Draw Down” จะต่ำกว่านักลงทุนทั่วไป ความหมายก็คือ VI ระดับเซียนอย่างเช่น บัฟเฟตต์นั้น พอร์ตจะโตขึ้นเกือบทุกปี เป็น “All Time High” เกือบตลอดเวลา นาน ๆ ทีพอร์ตก็จะลดลงบ้างอย่างเช่นในช่วงปี “ตลาดหุ้นวิกฤติ” แต่พอตลาดฟื้น พอร์ตก็มักจะกลับมา All Time High ใหม่ในเวลาไม่นาน

ทั้งหมดนั้นทำให้ VI ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก มักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนอื่น เพราะพวกเขาเครียดน้อยกว่า รวยกว่า และได้รับการยอมรับนับถือสูงกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลให้ “ตายช้ากว่า” ลองมาดูนักลงทุน VI หรือคนที่ใช้แนวทางแบบ VI ในการลงทุนระดับ “ตำนาน” ว่ามีใครบ้าง

1) แน่นอนต้องเป็น วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล ตอนนี้อายุ 95 ปีแล้วแต่ก็ยังลงทุนอยู่

2) คือชาร์ลี มังเกอร์ ที่ตายตอนอายุ 99 ปี และทำงานจนถึงวันตาย คู่หูของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เป็น VI ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน

3) วอลเตอร์ ชลอส กลุ่ม VI เพื่อนรุ่นแรกของบัฟเฟตต์ที่ศึกษากับเบน เกรแฮม ตายตอนอายุ 95 ปี ในปี 2012

4) เซอร์จอห์น เท็มเปิลตัน นักลงทุน VI ที่เดินทางลงทุนไปทั่วโลก ตายตอน 95 ปีเช่นเดียวกันในปี 2008

5) ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็น บิดา แห่งหุ้นโก๊รธหรือหุ้นโตเร็วแต่ VI จำนวนมากต่างก็ยอมรับว่าเขาอยู่ในสำนักของ VI ที่เน้นการเติบโต ตายตอนอายุ 96 ปี ตั้งแต่ปี 2004

6) แอนน์ ไชเบอร์ นักลงทุน VI “แบบบ้าน ๆ” ที่ยิ่งใหญ่และคนเพิ่งจะรู้ว่าประสบความสำเร็จสูงมาก ทำเงินจากการลงทุนหลัก “แสนบาทเป็นพันล้านบาท” ในวันที่ตายตอนอายุ 101 ปี ในปี 1995

7) และสุดท้าย Irving Kahn ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “เกิดไม่ทัน” แต่น่าจะเป็น VI ลูกศิษย์คนแรก ๆ ของ เบน เกรแฮม ที่อายุยืนที่สุด เพราะตายตอนอายุ 109 ปี ในปี 2015






From Settrade.com

06 สิงหาคม 2569

[EP1] แข่งม้า กองทุนรวม RMF 10 ปี

 

ทดลอง แบ่งกองทุนรวม RMF SCBRMWORLD(A) เป็น 6 กองทุนรวมเท่าๆ กัน (switching fund) ประกอบไปด้วย (กองทุนละประมาณ 50,000 บาท)

  1. กองทุนรวม SCBRMS&P500 ลงทุนในดัชนี S&P500 ของอเมริกา
  2. กองทุนรวม SCBRMEU ลงทุนในดัชนี STOXX600 ของยุโรป
  3. กองทุนรวม SCBRMJP ลงทุนในดัชนี NIKKEI225 ของญี่ปุ่น
  4. กองทุนรวม SCBRMCHA ลงทุนในดัชนี CSI300 ของจีน
  5. กองทุนรวม SCBRMS50 ลงทุนในดัชนี SET50 ของไทย
  6. กองทุนรวม SCBRMVIET(A) เป็นกองทุนรวมแบบ Active ลงทุนในประเทศเวียดนาม
ตั้งในจะถือยาว 10 ปี แต่ละปีอาจจะซื้อเพิ่มนิดหน่อย เท่าๆ กันทุกกอง
อีก 10 ปีข้างหน้า (Aug 2036) กองทุนไหนจะได้ที่ 1 ???

TrophyTrophyTrophy

02 สิงหาคม 2569

หุ้นห่านทองคำ' เล่นไม่ยากหากจะเล่น - เทพ รุ่งธนาภิรมย์

"ผมเองเจอหุ้นนานๆ ดูที ข้อมูลว่างเมื่อไรก็ศึกษา ไม่ได้ต้องมาเกาะติดอยู่ตลอด แต่จะเน้นดูงบ ไปฟังเมื่อบริษัทพรีเซ้นท์ข้อมูล


เวลาที่ให้กับเรื่องหุ้น 90% จะเป็นการค้นคว้า แค่ 5-6% เท่านั้นที่จะมาเทรด" เทพ รุ่งธนาภิรมย์ กล่าวถึง วิธีการลงทุนในหุ้นห่านทองคำของเขา


แนวคิดในการลงทุนแบบหุ้นห่านทองคำนี้ เขาบอกว่าเอามาจากการผสมผสานจากหนังสือหลายๆ เล่ม เช่น ให้เงินทำงาน การเก็บเงินการออมเงิน ความเป็นไททางการเงิน ฯลฯ


แม้กระทั่งหมากโกะ เกมกีฬาโปรดก็ถูกนำมาดัดแปลง


"โกะ มันมีพื้นที่กว้าง ต้องวางหมากไว้หลายจุด ก็เหมือนกับที่เราดูว่าจะมีจำนวนห่านให้มากได้อย่างไร แล้วธรรมชาติของมันจะเอาชนะโดยการไม่เอาชนะ ก็เหมือนการเล่นหุ้นโดยไม่ได้หวังเอาชนะ แต่เราจะเอาเงินปันผล"


ส่วนสไตล์ของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกที่ชื่นชอบ Value Stocks ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ หรือปีเตอร์ ลินช์ นั้น เขาบอกว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว


"บัฟเฟตต์ เป็น Value Investor เหมือนกัน แต่เขาจะรอจนราคาลงลึก แล้วซื้อทีละหนักๆ ปีเตอร์ ลินช์ เขาบริหารกองทุนก็จะเน้นหุ้นที่ทำให้มีเอ็นเอวีดี


แต่ส่วนตัวผม จะเน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล


ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นอย่างผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนแรกก็จะดีใจมาก"


เทพบอกว่า หุ้นทั้งหลายมันเหมือนห่านให้ไข่ทองคำเราทุกปี ถ้าเราขายก็เหมือนฆ่าห่านทิ้ง


"เราจึงต้องมองผลตอบแทนการลงทุนจากเงินปันผล ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการขายหุ้น ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมองแต่ส่วนนั้น


แต่อันนี้ทำกลับกัน ไม่ขายหุ้นทิ้ง ให้มีหุ้น (ห่าน) อยู่ส่วนหนึ่งเสมอ"


สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้นห่านทองคำของเทพนั้น


หลักอันดับแรก เขาจะใช้ เกณฑ์เงินปันผลของหุ้นเป็นหลัก โดยจะเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมาก 10-20 อันดับแรก ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 7%


"วิธีคัดเลือกแบบง่ายสุด คือเลือกบริษัทที่มีกำไรสูงไว้ก่อน เพราะถ้ากำไรมากก็มีโอกาสจ่ายปันผลมาก"


แต่ก็ต้องระวังหุ้นที่มีกำไรสูงๆ หากมีขาดทุนสะสม เขาบอกว่า "ให้เลี่ยงซะ"


เมื่อได้ "ร่อน" หุ้นได้มาจำนวนหนึ่งแล้วก็ ตั้งคำถามยุทธศาสตร์ เช่น ทำธุรกิจอะไร ผู้บริหารคือใคร ผลงานที่ผ่านมา แผนงานและแนวโน้มในอนาคต


4 คำถามนี้แม้จะดูว่าพื้นๆ แต่ถ้าใครค้นหาคำตอบได้ ก็จะทำให้รู้จัก "ชาติตระกูล" ของห่านทองคำนั้นๆ ว่าเป็น "ห่านทองคำแท้" หรือ "ห่านอมโรค" ได้


ประเมินเชิงคุณภาพ โดยการลิสต์หัวข้อจุดเด่น จุดด้อย ของหุ้นนั้นทั้งหมดแล้วแยกแยะข้อดี-เสียออกจากกัน


ข้อมูลเหล่านี้ อาจจะมาจากข้อมูลพื้นฐาน ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวบริษัท


ประเมินเชิงมูลค่า เป็นการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง จากเงินปันผล โดยพิจารณาจากเป้าหมาย "ไข่ทองคำ" หรือเงินปันผลที่เราต้องการ แล้วสรุปเป็นราคาหุ้นที่จะลงทุน


เช่น สมมติ หุ้นแพนเอเชียฟุทแวร์ จ่ายปันผลหุ้นละ 0.50 บาท หากเราต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% ราคาหุ้นที่ต้องการจะเป็นเท่าไรนั้น ก็ใช้เงินปันผลหารด้วยผลตอบแทนที่ต้องการ หรือ .50 หารด้วย 10% ซึ่งผลลัพธ์จะเท่ากับหุ้นละ 5 บาท


จากนั้นก็เปรียบเทียบกับราคาตลาด ถ้าต่ำกว่า 5 บาท ให้ซื้อได้ในจำนวนมาก ถ้าเท่ากับราคาตลาดให้ซื้อบ้าง แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่คำนวณได้ให้รอไปก่อน


"ลงทุนและติดตามผล" ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะปรับการลงทุนให้เหมาะ


โดยข้อมูลที่จะให้ติดตามผลนั้นเขาบอกว่า อาจจะมาจากแหล่งข้อมูลจากตลาดหุ้น www.set.or.th ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการเข้าฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลหุ้นของบริษัท การร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท


วิธีการแบบนี้ จึงทำให้เขาแตกต่างกับสมัยก่อน


"สมัยก่อนหุ้นขึ้นก็ดีใจ ลงก็ทำไงดี เดี๋ยวคัทลอสท์ เดี๋ยวมาร์เก็ตไพรส์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มันเล่นแบบมีความสงบในใจ ไม่มุ่งเอากำไร แต่มุ่งเอาบริษัทดีๆ ผู้บริหารทำงานจริงจัง มีกำไรก็แบ่งให้เรา จะเลือกหุ้นแบบนี้เข้ามาในพอร์ต"


ใช้หลักลงทุนแบบนี้แล้วจะมีพลาดบ้างไหม เขาบอกว่ามีบ้าง เนื่องจากการวิเคราะห์ยังไม่สมบูรณ์พอ ก็ต้อง "คัทลอสท์" ไป แต่ไม่ได้เป็นไปแบบตื่นตระหนก เพราะโดยรวมแล้วพื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่


"การลงทุนเหมือนการทำสวน ค่อยๆ ตกแต่งไปเรื่อยๆ งอกเงยมาก็ลิดกิ่งก้าน หายไปก็เติม หาต้นไม้ใหม่ๆ เข้าสวน"


สู่อิสรภาพทางการเงิน ด้วย 'หุ้นปันผล '


"เทพ รุ่งธนาภิรมณ์" บอกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นับเป็นเดือนที่เขาตื่นเต้น และมีความสุขมากสุดในรอบปี เพราะจะได้รับเงินปันผลที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ


"ผมชอบลุ้นว่า บริษัทนี้จะได้เท่าไร บริษัทนั้นจะได้เท่าไร"


สไตล์การลงทุนในหุ้นปันผล หรือหุ้นห่านทองคำนี้ แม้จะถูกมองว่า "ไม่ทันใจ" เพราะต้อง "นั่งรอ" รับเงินปันผลเป็นหลัก แต่กำไรที่ได้ก็เป็นเนื้อเป็นหนัง จากหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ขึ้นไป และจากการปรับพอร์ต เช่น ถ้าหุ้นตกซื้อเพิ่ม หรือพอหุ้นขึ้นเกินมูลค่าก็ขาย


ทั้งยังช่วยลดต้นทุนทุกปี ทำให้การลงทุนมีความปลอดภัยมากขึ้น


เทพบอกว่า ตอนนี้เขานำเงินที่ได้จากไข่ทองคำไปลงทุนต่อ เพราะยังมีรายได้จากการทำงานพิเศษ และรายได้จากไข่ทองคำยังน้อยกว่าค่าใช้จ่าย


ช่วงนี้จึงยังเป็นช่วงของการ "หว่านพืช"


แต่เมื่อใดที่ไข่ทองคำสูงกว่าค่าใช้จ่ายนั่นคือ ช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา


"หุ้นเหล่านี้เปรียบเสมือนห่านที่ขนเอาไข่ทองคำมาให้เรา พอที่เราจะ cover ค่าใช้จ่าย ก็จะช่วยให้เป็นไท"


เป็นไทอย่างไรน่ะหรือ ก็คือ การมีเงินไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงานประจำ ด้วยรายได้ ซึ่งอาจจะมาจากเงินปันผล ดอกเบี้ย


เทพบอกว่า "อย่าลืมว่าเราต้องทำงานเราถึงจะมีเงินมาใช้ แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่จะให้เงินทำงานแทนคุณ การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นวิธีหนึ่ง แล้วอันนี้จะสร้าง future income ให้ด้วย


คนที่อายุ 20 ปีอยากจะเป็นเศรษฐีนี่อีก 20 ปีก็สามารถเป็นได้"


วิธีการที่ช่วยให้เป็นเศรษฐี มีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นนั้น เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า


"ถ้าหากเราอยากเป็นเศรษฐีในเวลา 20 ปี สมมติเราต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ในปีที่ 21 แสดงว่าเราจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอย่างน้อยเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท


แล้วจะต้องออมเงินเท่าไร จึงจะได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายนั้น"


สูตรของเขา คือ ถ้าต้องการผลตอบแทนขั้นต่ำจากการลงทุนอย่างน้อย 10 % ต่อปี แสดงว่าเงินต้นของเราในปีที่ 20 ควรจะสะสมได้จำนวน 2,400,000 บาท เท่ากับต้องสะสมเงินปีละ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือ 334 บาทต่อวัน


ดังนั้นวงเงินที่จะต้องหามาเก็บออมจึงไม่ถือว่าสูงนัก


ใครจะใช้วิธีทำงานพิเศษ หรือใช้วิธีลงทุนเพื่อให้ได้ตัวเลขตามนั้นก็แล้วแต่


แต่เขาบอกว่า เมื่อมีรายรับจากการลงทุนมากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเป็นไททางการเงิน ซึ่งขณะนี้เขาเองแม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้น


แต่มั่นใจว่ามาถูกทาง


ด้วย "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


"เพียงแค่เงินปันผลที่ได้รับ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมมีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"


ยุทธการ 'ตามล่า' หาห่านทองคำ


"คนที่อยู่ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ใจเสีย แต่การลงทุนแบบนี้ไม่


ถึงจะเกิดสงคราม ก็ไม่ห่วง


เพราะการลงทุนแบบนี้จะทำให้คนปลอดภัย เนื่องจากเราได้เลือกหุ้นดีไว้แล้ว ทำให้ไม่กดดัน ไม่เครียด ไม่แตกตื่น ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ


เวลาหุ้นตกก็มองว่า จะซื้อเพิ่มได้ไหม ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีเสียอีก"


"เทพ รุ่งธนาภิรมย์" กล่าวถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งเขาถนัดที่จะเรียกว่า "หุ้นห่านทองคำ"


มีด้วยหรือการลงทุนอย่างนี้ ?


เทพอธิบายว่า ถ้าหากหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเป็น "เงินปันผล" สม่ำเสมอ ก็เหมือนห่านที่ออกไข่ทองคำได้ทุกวัน


หุ้นดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับ "หุ้นห่านทองคำ" เพราะให้ "ไข่ทองคำ"


ข้อสำคัญเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จใน "ทฤษฎีใหม่" ของตัวเองมาแล้ว จากการเริ่มลงทุนในสไตล์นี้เพียงปีเศษ


ไข่ทองคำ หรือเงินที่ได้จากการปันผล มากน้อยแค่ไหนน่ะหรือ แค่ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนก่อน และมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10%


จัดเป็นไข่ทองคำเบอร์ใหญ่ ใบเขื่องทีเดียว !!!


เทียบกับวิธีการลงทุนที่เขาเคยใช้มา 20 กว่าปี เขาบอกว่า "แตกต่างอย่างสิ้นเชิง"


ก่อนหน้านี้วิธีลงทุนในตลาดหุ้นของเทพไม่ต่างกับชาวหุ้นคนอื่นๆ นั่นคือลงทุนในตลาดหุ้นแบบหวังกำไรจากส่วนต่างของราคา ซื้อมาก็ขายทิ้งไป ไม่เน้นศึกษาอะไรมาก เพราะตลาดเป็นช่วง "ขาขึ้น"


เขาเพลิดเพลินถึงขั้นไป "กู้เงิน" มาลงทุนในตลาดหุ้นทีเดียว


"เมื่อก่อนตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น ลงทุนอะไรไปก็ได้กำไร ก็ได้เงินมาเยอะ"


ช่วงที่หุ้น ที่ดิน สนามกอล์ฟ เป็นสูตร "ความมั่งคั่ง" ของผู้คน เทพก็เช่นกัน


อย่างไรก็ตามนับว่าเขายัง "โชคดี" เพราะได้เริ่ม "ฉาก" ออกจากตลาดหุ้นก่อนหน้าที่จะเกิด "บิ๊ก แบง" อย่างจังในช่วงปี 2540


โดยเขาได้โยกตัวเองจากการทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ บงล.มหาธนกิจ


งานในหน้าที่ใหม่ทำให้เขาเกรงว่าจะไม่มีเวลาให้กับตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก จึงเริ่มถอยห่าง โดยทยอยขายหุ้นออกมาจำนวนหนึ่ง


จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ตลาดหุ้น "เหวี่ยงตัว" รุนแรง จากขาขึ้นเป็นขาลง จากที่ลงทุนง่ายกลายเป็นเรื่องยาก


เทพเองบอกว่า เขา "ขาดทุนยับ" เช่นกัน เพราะต้องให้มาร์เก็ตติ้งตั้งราคาขายแบบ "ถูกๆ" เพื่อตัดขายหุ้นออกไป


แม้ตลาดหุ้นจะไม่ทำให้เขาเลือดโชกเช่นที่บรรดา "เซียน" และ "แมลงเม่า" ประสบเพราะเมื่อขายหุ้น เคลียร์หนี้เคลียร์สินแล้ว เขายังมีเงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง


แต่เขาบอกว่าตั้งแต่นั้น "เข็ดหลาบตลาดหุ้นไปเลย"


นักการเงินระดับซีอีโอหันมา "บริหารเงิน" ด้วยวิธีดั้งเดิมสุด คือ "ฝากเงิน"


"ช่วงที่ทรัสต์ปิดก็รีไทร์ตัวเอง ตอนนั้นหนี้ไม่มี มีเงินฝาก ซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงก็ถือว่ายังเอ็นจอย แต่พออยู่ไปๆ ดอกเบี้ยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่ลงตามก็กังวลเหมือนกัน คิดว่าเราจะทำยังไงดี"


รายได้จากดอกเบี้ยหดหายไปถึง 80% มิหนำซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้เกษียณ ถือเป็นเรื่องชวนเครียดทีเดียว โชคดีเป็นของเขาที่ได้เจอเพื่อนซึ่งแนะนำให้ลงทุนใน "หุ้นปันผล"


"เขาบอกว่าหุ้นปันผลบางตัวให้ผลตอบแทน 10% ผมก็เชื่อ เริ่มตัดสินใจทบทวนการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง"


ครั้งนี้เขามาใน "มาดใหม่" จากที่เมื่อก่อนแทบจะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกเอง เพราะมีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ "ป้อน" ให้เสร็จสรรพ ทั้งระบุราคาที่ควรซื้อขาย เขาเริ่มศึกษาหุ้นเอง ดูงบให้เข้าใจ เอารายงานประจำปีมาอ่าน เข้าห้องสมุดตลาดหุ้น ดูข้อมูลย้อนหลัง


แล้วเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะในหุ้นเหล่านี้


"อ่านจนมึนไปหมด แต่พออ่านแล้วปรากฏว่าได้ความรู้ดีขึ้นๆ โดยเฉพาะในรายงาน 56-1จะมีรายละเอียดให้เห็นเยอะแยะ ปัจจัยเสี่ยง การแก้ไขปัญหาของบริษัท อ่านแล้วได้ไอเดียมาก ก็เริ่มทดลองลงทุน ผมเข้าตลาดหุ้นช่วงปลายปี 2543 เป็นจังหวะดีด้วย เพราะของยังไม่แพง"


ตอนนั้นเทพบอกว่าเขาได้จัดสรรเงินเรียบร้อยแล้ว แบ่งไว้ใช้ส่วนหนึ่ง ยามฉุกเฉินส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอามาลงในตลาดหุ้น แต่เลือกที่ "ปลอดภัย ไว้ก่อน" มิใช่หุ้นขึ้นก็รีบซื้อ หุ้นลงก็รีบขาย


นับเป็นสไตล์ลงทุนที่ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


"ผมจะเลือกหุ้นที่มีการขึ้น-ลงไม่หวือหวา เพราะตลาดหุ้นขึ้นลงเร็ว เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยตามไม่ทันแน่ แล้วก็มองกลับกับคนอื่น เพราะสิ่งที่เราอยากได้จากตลาดหุ้น คือ กระแสเงินสดเพื่อทดแทนดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นหุ้นนั้นจะต้องมีเงินปันผลที่แน่นอน"


หุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนลักษณะนี้ได้ เขาบอกว่า ต้องเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการดี มีกำไรสะสมเป็นบวก มีเงินสด หนี้ไม่มาก และต้องจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ


เพื่อจะมั่นใจได้ว่า จะได้รับ "ไข่ทองคำ" หรือ "เงินปันผล" แน่ๆ


"คุณสมบัติของบริษัทของหุ้นห่านทองคำ จะต้องมีกำเนิดจากบริษัทที่ดี ผู้บริหารดี มีประสิทธิภาพในการบริหารคน บริหารกำไร เพื่อสร้างมูลค่าแก่บริษัทและผู้ถือหุ้น" เขากล่าว


เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว บางทีก็มีโอกาสที่จะ "เทรดดิ้ง" ได้อีก เขาจึงนำเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน


"หลักการแรกต้องเป็นหุ้นที่เราศึกษามาแล้ว แล้วราคาเหมาะสม โดยใช้ dividend yield 10% เป็นเกณฑ์"


ทำไมต้อง 10% น่ะหรือ


เขาให้เหตุผลว่า เพราะพื้นฐานของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2% ต่อปี บวกค่าความเสี่ยงอีก 5% ที่เหลืออีก 3% ถือเป็นค่าความปลอดภัย ดังนั้นระดับผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% จึงถือว่าเหมาะในสายตาเขา


"ถ้า dividend yield 10% ผมถึงจะกล้าลงทุน หาก 7-8% ลงทุนน้อยหน่อย แต่ถ้าแค่ 5% ขอดูก่อน


แล้วหุ้นมันมีขึ้นมีลง ดังนั้นพอหุ้นขึ้นเราก็ขายส่วนหนึ่ง yield ก็จะเพิ่มเป็น 8% เป็น 9% หรือจาก 9% เป็น 10% โดยอัตโนมัติ


ถ้าหุ้นตกลงมาเราก็เข้าไปซื้อ ก็จะได้จำนวนหุ้นมากขึ้น"


เรียกว่าเขาจะใช้วิธีเลือกหุ้นที่ดี และเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ก็จะขายออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอากำไรมาลดต้นทุน แต่ยังเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อรับ "ไข่ทองคำ" และเมื่อมีจังหวะก็ยังซื้อเพิ่ม


การลงทุนในแบบฉบับนี้ นอกจากจะทำให้มีรายได้สม่ำเสมอแล้ว ยังมีหุ้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งไม่ต้องกังวลว่าตลาดหุ้นจะตกหรือขึ้น


ปีแรกของการลงทุนสไตล์ใหม่ เทพบอกว่าน่าชื่นใจไม่น้อย เพราะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 75% ของค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว


โดยหากตีว่าครอบครัวของเขาใช้จ่ายเดือนละ 2 แสน ปีหนึ่งก็เกือบ 2.4 ล้านบาท


จึงสร้างความมั่นใจในแนวคิดลงทุนด้วยหุ้นห่านทองคำ


"ผมเริ่มใช้กลยุทธ์ห่านทองคำเมื่อต้นปี '45 โดยวางแผนให้มีไข่ทองคำมากพอกับรายจ่ายภายใน 3 ปี แต่เมื่อสิ้นปี '45 ก็ได้รับปันผลถึง 75% ของเป้าหมายแล้ว เพราะหุ้นห่านทองคำบางตัว สุขภาพดีมาก ให้ไข่เบอร์ใหญ่"


ในขณะนี้เทพได้ปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงกว่าเดิม 3 เท่า และวางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในอีก 5 ปี


เมื่อถึงตอนนั้น เขาบอกว่าจะ "บรรลุเสรีภาพทางการเงิน" ที่แท้จริง


นี่คือ ที่มาที่ไปซึ่งทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะเผยแพร่แนวคิด "หุ้นห่านทองคำ" ผ่านหนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


เพื่อให้คนที่กำลังอึดอัดหาวเรอกับการลงทุน หรือผู้ที่อยากจะได้แนวการลงทุนแบบปลอดภัยๆ ไปใช้ โดยเฉพาะบรรดา "หน้าใหม่"


"คือผมมองว่า มีคนอีกมากที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy ) ตลาดหุ้นมีนักลงทุน 2 แสนราย แต่คนอีกข้างนอกตั้งเท่าไหร่ มากเป็นล้าน หลายคนสนใจตลาดหุ้นแต่ก็กลัว งบดุล คืออะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่พวกนี้เป็นคนมีความรู้


ก็พยายามทำให้เขามองว่าไม่ยาก และเมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็มีประโยชน์


หรือบางคนอาจจะบอกว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง เราก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือกหุ้นที่ดี"


เทพบอกว่า เขาพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ให้ง่ายต่อความเข้าใจที่สุด อย่างเช่น


ถ้าจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นห่านทองคำหรือแค่ห่านโซ ก็ต้องเข้าใจงบการเงินของบริษัทก่อน


งบการเงินนั้นจะประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด


ฟังแค่นี้ คนที่ไม่คุ้นจะปวดหัวตุ้บทันที แต่เขาบอกให้นึกเสียว่า งบการเงินนั้นเสมือน "พรมวิเศษ"


ถ้าใช้งบเป็น ก็เหมือนกับได้ขับเคลื่อนด้วยพรมวิเศษ สามารถไปยังที่ที่ต้องการ หรือเจาะลึกได้ถึงแก่นของบริษัทนั่นเอง


"เมื่อมองเข้าไปในงบเหล่านี้ จะเห็นว่ามีอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องกลัว ให้ดูเฉพาะตัวเลขที่สำคัญๆ คิดง่ายๆ ใช้หลักธาตุทั้ง 4 เหมือนร่างกายคนเรา


แยกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ


บริษัทประเภทไหนเป็น ธาตุไฟ ตอบได้ทันทีว่า เป็นบริษัทที่มีหนี้เยอะ เพราะมีสีแดงเยอะเหมือนไฟ ไฟถ้ามีมากไป มันก็ร้อน


อะไรที่ดับไฟได้ คือ น้ำ ก็เหมือนกับอะไรที่ชำระหนี้ได้ คือ เงินสด นั่นเอง


อีก 2 ธาตุ คือ ดิน กับ ลม


ลม คือ สินค้า ลมมันต้องหมุน ถ้าสินค้ายิ่งหมุนมากก็ยิ่งดี คือขายได้มาก


ดิน คือ ทรัพย์สิน คือ ที่ดิน กิจการ โรงงาน ถ้าขยายกิจการ โรงงานมีมาก เครื่องจักรมาก ก็ดี"


เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทไหนมีตัวเลขของน้ำดี ดินดี ลมดี เขาบอกว่า เข้าข่าย "ทองคำ"


"ธาตุทองคำเปรียบเหมือนทุน ทองคำมาจากไหน ก็มาจาก น้ำ+ลม+ดิน


ถ้าบริษัททำดีหมดทุกอย่าง ก็เท่ากับมีธาตุทองเปล่งปลั่ง


แต่ถ้าใครธาตุไม่สมดุล ก็แตกดับได้ เช่น มีธาตุไฟสูง ทองก็ย่อมน้อย เพราะทองคำมันจะละลายเมื่อถูกไฟไหม้" เทพอธิบาย


เขาบอกว่าจะคิดเป็นสีๆ ก็ได้ โดยมองจากตัวเลขในงบว่ามีสีอะไรมากน้อย เช่น ทอง คือ สีทอง หนี้ คือ สีแดง น้ำก็สีฟ้า ลมก็สีเขียว ดินก็สีน้ำตาล


เมื่อดูงบดุลเป็นสีสัน แล้วก็ดูว่าความเชื่อมโยงกันเป็นยังไง ก็จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น


ส่วนตัวเลข เขาบอกว่ายิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่ เพราะเวลาบริษัทพูดถึงตัวเลขหลายสิบหลัก มูลค่าเป็นพันๆ ล้าน ก็อ่านแค่สองสามหลักเสีย เช่น 696,000,000 บาท ก็อ่านเป็น 69.6 บาท เป็นต้น


วิธี "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายของเขา" ยังมีอีกเช่น การวิเคราะห์เจาะลึกธุรกิจของบริษัทนั้น อาจจะดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาจะตั้งคำถามง่ายๆ แค่ "ธุรกิจทำอะไร"


"แค่นี้เราก็ย่องานช้างมาเป็นงานมดได้แล้ว"


เขาบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยลงทุนในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งคนทั่วไปมักไม่สนใจวิเคราะห์เอง เพราะความซับซ้อนของกิจการ


แต่จากการตั้งคำถามดังกล่าว ทำให้เขาได้ภาพใหญ่ของธุรกิจมา 3 ส่วน โดยเป็นธุรกิจก๊าซ น้ำมัน ปิโตรเลียม


ต่อมาก็นำมาวิเคราะห์ต่อว่า ปิโตรเลียมกำลังฟื้นตัว ก๊าซทำกำไรสูง น้ำมันโตช้า ไม่หวือหวา


"จากนั้นผมก็ไปฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลของบริษัท ซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ หุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคาที่ขายก็ไม่เดือดร้อน แต่ไปซื้อเพิ่มเพื่อลดต้นทุน


พอคนเห็นว่าสงครามจะเกิด รายได้บริษัทจะเพิ่มก็แห่มาซื้อ ผมก็ได้จังหวะขายมาบ้าง ต้นทุนก็ต่ำลงอีก แล้วยังได้ปันผลอยู่"


ผลคือ เขาได้ผลตอบแทน จาก 6.5% เป็น 10% สมใจ


เขาบอกว่าที่เราควรสนใจ "ตัวบริษัท" มากกว่าราคา ก็เพราะราคาเป็นเรื่องปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ตัวบริษัทเราเข้าไปเจาะข้อมูลของเขาได้


หากถามว่า แล้วหุ้นห่านทองคำในพอร์ตของเขามีอะไรบ้างนั้น อาจจะไม่สามารถเปิดเผยได้โดยตรง แต่จากตัวอย่างที่เขายกให้เห็น ก็สะท้อนว่า ห่านทองคำแต่ละตัวได้มาจากการเข้าไปเอกซเรย์ด้วยวิธีการของเขาเองทั้งสิ้น


เช่นในธุรกิจการผลิตสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเอกสารการเงิน ซึ่งเคยมีปัญหาทางการเงิน แต่เมื่อเขาเข้าไปศึกษาแล้วก็พบว่ากิจการนี้ "ไม่เลวนัก" เพราะบริษัทสามารถผลิตบัตรเครดิตได้ในช่วงที่ตลาดบัตรเครดิตกำลังขยายตัว


หุ้นตัวนี้กลายเป็นหุ้นห่านทองคำที่ผลิตไข่ทองคำให้ เพราะหลังจากตัดสินใจซื้อในราคาเฉลี่ยที่ 29-30 บาท ปรากฏว่าต่อมาบริษัทถูกเทคโอเวอร์โดยมีราคารับซื้อที่หุ้นละ 40 กว่าบาท


หรือการเข้าไปลงทุนในหุ้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากการแกะรอยในรายงานประจำปี และพบว่าบริษัทมีเงินเหลือมาก หนี้สินน้อย อัตราเติบโตสูง


"ผมใช้รายงานประจำปีเป็นลายแทงในการตรวจสอบสุขภาพหุ้นห่านทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น" เขาบอก


บางครั้งก็เป็นการลงทุนที่ได้จากการสังเกตการณ์ เช่น เข้าไปลงทุนในหุ้นเบเกอรี่ ซึ่งมีแพ็คเกจจิ้งสวยงามจนลูกค้าชอบ ขณะที่รสชาติของขนมก็ดีและมีราคาสูงกว่าทั่วไป


นอกจากการศึกษาข้อมูลตัวบริษัทแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับตัวผู้บริหาร โดยบอกว่าผู้บริหารที่เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ จะสามารถแปลงหุ้นให้เป็นหุ้นห่านทองคำได้เช่นกัน


เช่น บริษัทผลิตเครื่องแก้วอีกรายหนึ่งเดิมทีกิจการย่ำแย่ แต่เมื่อได้ผู้บริหารที่ดี สามารถพลิกความย่ำแย่ให้มีกำไรได้


หรือกิจการหนึ่ง ทำธุรกิจจัดสรรที่ให้เช่าขายสินค้า เมื่อบริษัทมีคนหนุ่มสาวเข้ามาบริหาร ได้ปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ให้เช่า ปรับปรุงสินค้าที่นำมาขาย จนทำให้สามารถขึ้นค่าเช่าได้ และยังขยายทำเลไปต่างจังหวัดได้


"หลายครั้งที่ผมสามารถประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างเหมาะสม หรือบางทีก็ค้นพบก่อนฝ่ายวิเคราะห์ของโบรกเกอร์จะมีบทวิจัยออกมาเสียอีก"


แต่เขาบอกว่ามีบ้างเหมือนกันที่วิเคราะห์พลาด หรือขายหุ้นออกไปแล้วหุ้นแพง จนไม่สามารถซื้อกลับ


แต่นั่นก็เท่ากับทำให้หุ้นในพอร์ตมีราคาสูงขึ้น


หรือเมื่อภาวะตลาดไม่ดี ทำให้ราคาตกลง ห่านทองคำของเขาก็พลอยฟ้าพลอยฝนตกลงมาด้วย แต่ถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ลดต้นทุน


บางครั้งลดต้นทุนไปลดต้นทุนมา เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากเงินปันผล ทำให้เขาได้ถือหุ้นฟรีๆ ก็มี


แนวทางลงทุนแบบนี้เขาบอกว่า "ทำไม่ยาก"


"ขอให้ศึกษาสักนิด ตั้งคำถามให้ดี เวลามีพบปะผู้ลงทุนเราก็ไป ประชุมผู้ถือหุ้นก็เข้าร่วม เอารายงานประจำปีมาศึกษา แล้วตั้งคำถามเขา


ไม่ใช่เป็นคำถามตีรวน แต่ถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง เช่นค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไร ที่ลงทุนในด้านนั้นๆ คิดอย่างไร อนาคตคิดอย่างไร"


เทพยังตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่า เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา มีคนสนใจในแนวคิดนี้เหมือนๆ กัน ก็อยากจะตั้งเป็น "สโมสรนักลงทุนมดงาน" หรือ "Investor Club" เป็นการ "รวมพลัง" คนชอบหุ้นห่านทองคำ


"อยากให้คนที่สนใจเหมือนกันได้มารวมตัวกัน แล้วแบ่งกันไปศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นนี้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องลงทุนร่วมกัน


ผมไม่อยากให้ใครมองรายย่อยเป็นแมลงเม่า แต่อยากให้มองเป็นมดงาน เราต้องทำงาน ต้องเรียนรู้ ศึกษาพรมวิเศษ เลือกบริษัท ก็ทำตัวเองเป็นหมอ ตรวจเอกซเรย์


แล้ววิธีนี้ไม่ต้องใช้ความซับซ้อนมาก ดู dividend yield เป็นหลัก ดูว่าอัตราการโตของกำไรเป็นยังไง ดูแคชโฟลว์ เงินสด หรือเงินแห้ง เลขที่ใช้วิเคราะห์ก็มีไม่กี่ตัว ยอดกำไร ยอดเงินสด ยอดหนี้ เงินปันผล"


เขาบอกว่าวิธีการลงทุนสไตล์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ


"เราทยอยไปเรื่อยๆ สะสมผลตอบแทน ติดตามบริหารพอร์ต ในที่สุดเป้าหมายที่ต้องการจะไม่ไกลเกินเอื้อม"


แล้วเมื่อคนสนใจการลงทุนแบบนี้มากขึ้น ก็จะส่งผลให้บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารให้ดี เพื่อจะจ่ายปันผล ตลาดหุ้นก็แข็งแรง


แม้ว่านักลงทุนหุ้นห่านทองคำจะต้องทำการบ้าน ต้องอดทนรอไข่ทองคำในระยะยาว ผลตอบแทนอาจจะไม่ทำให้มั่งคั่งฉับพลัน แต่เมื่อได้แล้วก็นับว่า "คุ้มค่า" เพราะจะได้รับต่อเนื่องตราบที่ยังถือหุ้นนั้นๆ


ข้อสำคัญเทพบอกว่า การลงทุนดังกล่าวยังทำให้เขามีเวลาทำสิ่งอื่นๆ ที่สนใจ โดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับงานประจำเพื่อหารายได้หลัก


ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมะ การวิปัสสนา การออกกำลังกายมวยจีน การเล่นหมากโกะ กระทั่งการรับเชิญเป็นกรรมการตรวจสอบในบริษัทต่างๆ ซึ่งทำให้เขามีส่วนในการนำระบบ Good Governance มาใช้


"ตอนนี้ในฐานะที่ไม่ได้ทำงานฟูลไทม์ พอมาทำเรื่องนี้ก็ทำให้ชีวิตมีประโยชน์ เหมือนการทำงานชนิดหนึ่ง มีปัญหาก็ศึกษา แล้วยังได้มุมมองที่คิดไม่ถึง ก็เก็บเล็กประสมน้อย ทำต่อเนื่อง


ผมคิดเสมอว่า ชีวิตคนเราต้องสมดุล ต้อง peaceful วิธีที่คนเราจะ peaceful คือ สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุดท้ายสุขภาพเงิน ซึ่งผมว่าถ้าได้ 4 อย่างนี้


ก็ "แฮปปี้" แล้วนะ"






01 สิงหาคม 2569

ชะตากรรมของนักเก็งกำไรหุ้น AI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร



นักลงทุนส่วนบุคคลในตลาดหุ้นเกาหลีจำนวนมากระดับอาจจะเป็นล้านคน กำลังเผชิญกับ “หายนะ” ในการลงทุนในหุ้น AI 2 ตัวคือ หุ้นซัมซุงและหุ้น SK Hynix ซึ่งผลิตชิพหน่วยความจำที่เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับใช้ในการสร้าง AI ของโลก

ประเด็นหลักก็คือ นักลงทุนเหล่านั้นไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวจริง ๆ แต่เป็น “นักเก็งกำไร” ที่เข้ามาซื้อหุ้นโดยการกู้เงินจำนวนมากผ่านการซื้อหุ้นด้วย “มาร์จิน” และกลไกอื่น ๆ ซึ่งทำให้สามารถใช้เงินจำนวนน้อยแต่ซื้อหุ้นได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว และนั่นทำให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้นหลายเท่าตัวเวลาหุ้นขึ้น แต่ก็จะขาดทุนเป็นหลายเท่าตัวเช่นเดียวกันเวลาหุ้นลง

หุ้นทั้ง 2 ตัวนั้น ที่ผ่านมาโดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปีนี้ ปรับตัวขึ้นมาแรงมาก ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลของเกาหลีจำนวนเป็นล้าน ๆ คนทำกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นมหาศาลจนหลายคนกลายเป็น “เศรษฐี” มีเงินเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเพราะหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ปรับตัวขึ้นไปอย่าง “บ้าคลั่ง” จนมีมูลค่าหุ้นรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมดรวมกัน

อย่างไรก็ตาม มีบ่อยมากที่บางวันหุ้นก็ตกลงมาแรงเป็น 10% และทำให้นักลงทุนบางคนขาดทุน กำไรหายไปในชั่ว “พริบตา” แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าไปเล่นหุ้นอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะขาดทุนโดยเฉพาะถ้า “ไม่ขาย” เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกครั้งที่หุ้นตกลงมาแรง วันต่อ ๆ มามันก็มักจะปรับตัวขึ้นไปใหม่และสูงขึ้นไปกว่าเดิมก่อนที่มันจะตกลงมา ทั้งหมดนั้นดำเนินมาจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026

ตั้งแต่เริ่มเดือนกรกฎาคม 2026 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม หุ้นทั้งสองตัวปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องขนาดที่ทำให้เกิด “เซอร์กิตเบรกเกอร์” คือดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีตกลงมาถึง 10% ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นต้องหยุดการซื้อ-ขายหุ้นชั่วคราวเพื่อลดความตกใจของนักลงทุนหรือสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเปิดการซื้อ-ขายใหม่หลายต่อหลายครั้ง จนถึงวัน “โลกาวินาศ” คือวันที่ 28-30 กรกฎาคม ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงมากติดต่อกันและติดลบรวมกันถึง 17.2% ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมาก อาจจะแทบล้านคนถูก “Forced Sell” หรือบังคับขายหุ้นและขาดทุนจนแทบจะหมดตัว

สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็น “โศกนาฏกรรม” จริง ๆ ก็คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ดัชนีตลาดหุ้นกลับปรับตัวขึ้นถึง 17.9% และเป็นการปรับตัววันเดียวที่ “สูงที่สุดในประวัติศาสตร์” ของตลาดหุ้นเกาหลี ทำให้คนที่ลงทุนระยะยาวและไม่ได้ถูกบังคับขายหุ้นไปก่อน ขาดทุนน้อยลงไปมากหรือกำไรลดลงเพียง 2% ในช่วงเวลา 3 วันที่เลวร้ายและมืดมนนั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือ Fact หรือความจริงที่เกิดขึ้นที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการ “เก็งกำไร” และ “นักเก็งกำไร” ที่จะต้องตระหนักเวลาเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นและหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ บริบทและเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่นำไปสู่ปรากฎการณ์ครั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้และเตือนตัวเองเมื่อเราเองในฐานะนักลงทุนต้องตกอยู่ท่ามกลาง “สมรภูมิ” แบบนั้น

เริ่มตั้งแต่นานมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีตกอยู่ในความซบเซาต่อเนื่อง ดัชนีเมื่อสิ้นปี 2014 อยู่ที่ประมาณ 2,000 จุด เวลาผ่านไปจนถึงสิ้นปี 2024 ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 2,400 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 20% ในเวลา 10 ปี หรือเพิ่มขึ้นปีละแค่ 1.8% แบบทบต้น ทั้ง ๆ ที่ประเทศเกาหลีเองนั้น เติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งที่มีบริษัทจดทะเบียนระดับโลกโดยเฉพาะทางเทคโนโลยีอย่างเช่นบริษัทซัมซุงและอีกหลาย ๆ บริษัท

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่ไปไหนมานานนั้น ว่ากันว่าเป็นเพราะระบบการเมืองของเกาหลีไม่มีเสถียรภาพและเรื่องของบรรษัทภิบาลในตลาดหุ้นไม่ดีพอเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยได้ง่าย

เริ่มต้นปี 2025 ตลาดหุ้นเกาหลีเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อานิสงค์นอกจากเรื่องของการฟื้นตัวของบริษัทเทคโนโลยีอย่างซัมซุงที่เริ่มเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของ AI แล้ว ก็คงมาจากการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ “ตกต่ำจนถึงพื้น” เนื่องจากกรณีที่ประธานาธิบดี ยุน ซุก โยล ของเกาหลีประกาศกฎอัยการศึกเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2024 แต่ถูกสภาผู้แทนราษฎรต่อต้านและสุดท้ายก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากการเป็นประธานาธิบดีและต้องติดคุกตลอดชีวิต ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่และได้ประธานาธิบดีคนใหม่ชื่อ ลีแจมุง ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 หรือประมาณ 1 ปีมาแล้ว

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ลีแจมุงบอกว่าเขาจะแก้ปัญหาเรื้อรังของตลาดหุ้นที่เรียกว่าเป็น “Korea Discount” คือหุ้นราคาต่ำกว่าปกติที่ควรเป็น เขาจะส่งเสริมการลงทุนของชาวเกาหลีในตลาดหุ้นของประเทศ และตัวเขาเองก็เป็น “นักลงทุนรายย่อย” ที่ลงทุนในตลาดหุ้น เขาสัญญาว่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากประมาณ 2,400-2,500 จุดเป็น 5,000 จุด ในช่วงสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขา

ตลาดหุ้นเกาหลีตอบรับนโยบายของลีแจมุนอย่างกระตือรือร้น ถึงสิ้นปี 2025 ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นถึง 75% ในปีเดียว และก่อนจะสิ้นเดือน มกราคม 2026 ก็ทะลุ 5,000 จุด หรือบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือนนับจากวันที่เขาเข้ารับตำแหน่ง และนั่นก็เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ้ม” เพราะการบูมที่ยิ่งใหญ่ของหุ้น “AI และพวก” กำลังมา “ราวกับสึนามิ”

เดือนมกราคม 2026 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นจากสิ้นปี 2025 ที่ 4,214 เป็น 5,224 หรือเพิ่มขึ้น 24% ในเวลาเพียง 1 เดือน โดยที่หุ้นที่ดันดัชนีขึ้นจริง ๆ ก็คือหุ้นซัมซุงและ SK Hynix ซึ่งน่าจะขึ้นไปในระดับ 40% เพราะหุ้นอื่น ๆ ในตลาดเกาหลีนั้นไม่ได้ขึ้นไปเท่าไรหรือแทบไม่ขึ้นเลย

ในทางจิตวิทยา ตอนสิ้นปี 2024 นั้น นักลงทุนคงจะอยู่ในอาการ “ไม่เชื่อ” ว่าหุ้นหรือตลาดหุ้นที่เงียบเหงามาเป็นสิบ ๆ ปี นั้น จะมีโอกาสฟื้นได้ ถึงช่วงต้นปี 2025 ก็เริ่มมี “ความหวัง” เพราะการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลง บริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น ถึงกลางปี 2025 ก็เริ่ม “มองโลกในแง่ดี” เพราะกำลังได้ประธานาธิบดีใหม่ที่สนใจและสนับสนุนตลาดหุ้นและนักลงทุน ถึงปลายปีก็เริ่ม “เชื่อแล้ว” ว่าหุ้นดีแน่ เพราะปรับตัวขึ้นมาถึง 75% ในปีเดียว แต่พอถึงสิ้นเดือนมกราคม 2026 ที่หุ้นขึ้นมาอย่างน่าตกตะลึง หลายคนกำไรถึง 40% เพราะเข้าไปซื้อหุ้นซัมซุงกับ SK Hynix ก็เริ่ม “ตื่นเต้นดีใจ” กับตลาดหุ้นและการลงทุน คนแห่กันเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้น

เดือนกุมภาพันธ์ 2026 หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออย่างโดดเด่น ดัชนีสิ้นเดือนอยู่ที่ 6,244 หรือเพิ่มขึ้นอีก 19.5% และแน่นอนว่าหุ้นดัง 2 ตัวปรับเพิ่มมากกว่าและไม่น่าจะต่ำกว่า 40% นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่ม ส่วนคนที่ลงทุนอยู่แล้วก็หาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก บางคนเริ่มใช้มาร์จิน เพื่อ “เร่งความรวย” ไม่มีใครกลัวในวันที่หุ้นอาจจะตกลงมาแรงเพราะพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้หุ้นก็ดีดตัวกลับมาทุกครั้ง

มีนาคม 2026 เป็นช่วงเวลาที่หุ้น AI ระดับโลก “พักตัว” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วนเริ่มกังวลถึงราคาหุ้นที่ขึ้นไปมากกว่าผลประกอบการที่จะตามมาและอื่น ๆ หุ้น AI เกาหลีก็ไม่เว้น ดัชนีปรับตัวลงเหลือ 5,052 จุดหรือลดลง 19% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยทั้งหลายต่างก็ไม่มีใครถอนตัวออกจากตลาด พวกเขามั่นใจว่ากระแสของ AI “เพิ่งจะเริ่ม” คงไม่จบลงไปง่าย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัฐบาลยังสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์

เดือนเมษายน 2026 เป็นไปตามคาด หุ้นซัมซุงและ SK Hynix วิ่งขึ้นเป็นกระทิงอีกครั้งและแรงกว่าเดิม เพราะคนทั่วโลกมั่นใจว่าการลงทุนใน AI นั้น จะเพิ่มขึ้นถาวรและโลกจะเปลี่ยนไปแบบถาวร หุ้นที่เกี่ยวข้องที่มีความสามารถในการผลิตจะไม่มีใครมาแข่งหรือมาแย่งลูกค้าได้ ดัชนี Kospi เพิ่มขึ้นเป็น 6,599 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 30.6% ภายในเวลาเดือนเดียว ส่วนราคาหุ้นทั้ง 2 ตัว น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นซักเท่าตัวคือประมาณ 60% นักลงทุนรายย่อยตอนนี้อยู่ในอาการที่น่าจะเรียกว่า “มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์” และไม่มีใครสงสัยอะไรอีกแล้วว่านี่ “ไม่ใช่ของจริง”

พฤษภาคม 2026 นี่เป็นเดือนที่ตลาด “คลั่ง” ที่เรียกว่า “Euphoria” เพราะดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปอีก 28.4% จากดัชนี 6,599 จุดเป็น 8,476 จุด และแน่นอนว่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทก็น่าจะปรับขึ้นไปไม่น้อยกว่า 50-60% ภายในเดือนเดียว และหุ้นที่ขึ้นไปก็เป็นเพราะผลประกอบการของบริษัทที่โตขึ้นมากไม่แพ้กัน และนั่นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถแจก “โบนัสบันลือโลก” ให้พนักงานทุกคนที่จะได้กันคนละเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตอนนี้คนเล่นหุ้นของเกาหลีจำนวนมากทำทุกอย่างเพื่อหาเงินหรือหาวิธีมาซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อหวังจะรวยเป็น “เศรษฐี” ในเวลาอีกไม่นาน ไม่มีใครคิดหรือกลัวความเสี่ยงอะไรอีกต่อไป และก็ “โชคดี” รัฐบาลกำลังอนุมัติให้มีการออก “Single-Stock Leveraged ETF” ที่จะทำให้คนสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มขึ้นมากจากเงินที่มีอยู่เท่าเดิม

เดือนมิถุนายน วันที่ 22 ดัชนี Kospi วิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 9,115 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 116% จากต้นปี แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวลงอย่างแรงและปิดตลาดที่ 8,476 หรือเท่ากับตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 คนเริ่ม “กังวล” ว่าราคาหรือดัชนีที่ขึ้นไปสูงมากนั้น สูงเกินไปหรือเปล่า และถ้าเป็นแบบนั้น แม้ว่างบกำไรของบริษัทจะออกมาดีสุดยอด ราคาก็ไปไม่ไหว

กรกฎาคม 2026 น่าจะเป็นจิตวิทยาของ “ความกลัว” ความ “ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง” และการ “ยอมจำนนหรือยอมแพ้” ที่เริ่มเข้าครอบงำตลาดหุ้นแทบจะพร้อม ๆ กัน เพราะราคาหุ้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเรียกหลักประกันมาร์จินเพิ่ม และนักเล่นหุ้นจำนวนมากที่หาเงินเติมไม่ได้ก็ถูกฟอร์ซเซลทำให้หุ้นตกลงไปอีกและก็ก่อให้เกิดการฟอร์ซเซลเพิ่มขึ้นอีก ดัชนี Kospi ตกลงไปต่ำสุดในวันที่ 30 ที่ 5,593 จุด หรือลดลง 34% ภายในเดือนเดียว กลายเป็นหายนะของนักเก็งกำไรที่เคยรวย “บนกระดาษ” ในเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ดัชนีจะเด้งกลับ 17.9% ในวันสุดท้ายของเดือนที่ 6,595 จุด ในวันที่เขียนบทความนี้

ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รู้แต่ว่าประวัติศาสตร์การบูมและแตกสลายของตลาดหุ้นไม่เคยเปลี่ยน เช่นเดียวกับจิตวิทยาของคนที่ก่อให้เกิดสถานการณ์นั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงก็คือเราจะไม่เก็งกำไรและไม่โลภในสถานการณ์ที่ตลาดกำลังบูมสุดขีด






From Settrade

12 Case Studies for Software Engineers

If you want to become good at system design,
then learn these 12 case studies (not kidding):


1 How ChatGPT Apps Work:
https://lnkd.in/eZpyaUbu

2 How YouTube Works:
https://lnkd.in/e7q9F4Sg

3 How Google Docs Works:
https://lnkd.in/ehPNA7Az

4 How Kafka Works:
https://lnkd.in/eTtVAjTg

5 How WhatsApp Works:
https://lnkd.in/eU2fswMi

6 How Airbnb Works:
https://lnkd.in/dGVfstQM

7 How Spotify Works:
https://lnkd.in/eGbWVeNW

8 How Slack Works:
https://lnkd.in/eATMDjrK

9 How Reddit Works:
https://lnkd.in/egmm_P7a

10 How Bluesky Works:
https://lnkd.in/eEhB8V_k

11 How Twitter Timeline Works:
https://lnkd.in/eniXMPfU

12 How Uber Computes ETA:
https://lnkd.in/eVKV2ePC



15 กรกฎาคม 2569

สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


สรุป 7 ข้อคิดจากหนังสือจิตวิทยาคนโง่


1. ความโง่ไม่ใช่เรื่องของไอคิว แต่คือการไม่ใช้ความคิด
→ คนฉลาดก็สามารถทำสิ่งโง่ ๆ ได้ หากปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อ หรืออคตินำทางแทนเหตุผล

2. อัตตาคือต้นตอของความโง่
→ ความมั่นใจเกินเหตุ (overconfidence) ทำให้เราคิดว่าตัวเองถูกเสมอ และไม่ฟังใคร

3. กลุ่มสร้างความโง่เป็นระบบ
→ การอยู่ในสังคมหรือกลุ่มที่คิดคล้ายกัน ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว

4. การกลัวผิดคือกับดักของการเรียนรู้
→ คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่าผิด เพราะกลัวเสียหน้า ทั้งที่ความผิดคือโอกาสในการพัฒนา

5. ข้อมูลล้นเกิน = โง่แบบมีความรู้
→ ยุคข้อมูลมหาศาลทำให้คน “รู้เยอะ” แต่ไม่คิดวิเคราะห์ กลายเป็นแค่ผู้บริโภคข้อมูลที่สับสน

6. การหัวเราะเยาะคนโง่ อาจทำให้เรากลายเป็นคนโง่เสียเอง
→ การดูถูกคนอื่น คือการปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ของตัวเอง และแสดงอัตตาที่พองโต

7. ความโง่คือสภาพมนุษย์ที่เราทุกคนมีอยู่บางเวลา
→ ไม่มีใครฉลาดตลอดเวลา การตระหนักรู้ในจุดนี้ต่างหาก ที่เป็นก้าวแรกสู่ความเข้าใจและเติบโต


Source


13 กรกฎาคม 2569

ชะตากรรมของ หุ้น AI และพวก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประมาณปี 1995 โลกของการติดต่อสื่อสารดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่ออินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สามารถติดต่อระหว่างบุคคลธรรมดาได้ภายในเสี้ยววินาทีทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำมากผ่านระบบเครือข่ายสายทองแดงหรือตัวนำคลื่นอย่างอื่น ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” ทางด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษยชาติไม่เคยเจอมาก่อนในขณะนั้น

ตั้งแต่ปี 1995 ที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 16 ล้านคน ก็เพิ่มขึ้นแบบ “ทะลุโลก” เป็น 400 ล้านคนทั่วโลกในปี 2000 นั่นทำให้บริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตและบริษัทที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้นมหาศาล และกลายเป็นยุคบูมของธุรกิจ “Dot-com” ที่หุ้นหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตมีรายได้เติบโต “ทะลุโลก”

ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและก็ส่งผลไปถึงดัชนีแนสแด็กที่เติบโตระเบิดตามมา นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างก็คิดว่าการเติบโตของบริษัทเหล่านั้นจะรวดเร็วและต่อเนื่องไปยาวนานอย่าง “ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะคนในโลกมีหลายพันล้านคน และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็คงต้องใช้ในไม่ช้า

หุ้นของบริษัท Cisco Systems ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์การติดต่อระหว่างจุดเชื่อมการสื่อสารหรือ “Router” รายใหญ่ที่สุดได้รับประโยชน์มากเพราะความต้องการอุปกรณ์นี้เพิ่มขึ้นมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2 พันล้านเหรียญต่อปีในปี 1995 เป็น 19 พันล้านเหรียญหรือเกือบ 10 เท่าในในเวลา 5 ปี ในปี 2000 และคาดการณ์ว่าจะยังคงโตต่อไปในอัตราเดิมในอนาคตที่ “ยังไม่รู้จบ”

ราคาหุ้น Cisco ในปี 1995 อยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ และเร่งตัวขึ้นอย่างแรงตั้งแต่ปี 1998 กลายเป็น 80 เหรียญ ในช่วงต้นปี 2000 หรือโตขึ้น 40 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี ทำให้ Cisco กลายเป็นบริษัทที่มี “มูลค่ามากที่สุดในโลก” แทนที่หุ้นไมโครซอฟท์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่โลกเกิดการ “ปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” ในช่วงประมาณปี 1975 หรือ 25 ปีก่อนหน้านั้น ในวันที่ราคาหุ้น Cisco พีกหรือถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2000 มันมีมูลค่าถึงประมาณ 550,000 ล้านเหรียญหรือ 18 ล้านล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันนี้ และคิดเป็นประมาณ 5.5% ของหุ้นทั้งตลาดแนสแด็ก

แต่แล้ว หุ้น Cisco ก็ถล่มลง ราคาหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็วและแรงมาก ใช้เวลาประมาณปีครึ่งเหลือเพียง 10 เหรียญ หรือลดลงประมาณ 88% เช่นเดียวกับหุ้นด็อทคอมทั้งหลายที่ราคาตกลงมาระดับ 80-95% กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาประมาณ 77% และนั่นก็คือวิกฤติไฮเท็คปี 2000 ที่เรารู้จักกันดี

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้ทะลายลง มันยังอยู่และเติบโตต่อไป มันไม่ใช่สินค้าแฟชั่น มันดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคากลับถูกลงมา ทุกคนใช้มันเหมือนกับการใช้ไฟฟ้าและสาธารณูปโภคทั้งหลาย มันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์ที่ปฎิวัติโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกัน บริษัท Cisco เองนั้น ไม่ได้ล้มหรือทลายลง ปี 2001 ยอดขายยังโตระเบิดอีก 55% ก่อนที่จะลดลงเหลือปีละ 16% หลังจากนั้น จนมาถึงเร็ว ๆ นี้ เป็นเวลา ประมาณ 25 ปีที่ยอดขายโตขึ้นเป็นประมาณ 60 พันล้านเหรียญ และราคาหุ้นปรับขึ้นมาเท่าเดิมที่ 80 เหรียญเมื่อสิ้นปี 2025 หรือใช้เวลา 25 ปีกว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม

แต่แล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้น Cisco ก็ “กลับมาใหม่” ถึงวันนี้ ราคาก็วิ่งทะลุไปถึงประมาณ 120 เหรียญ หรือขึ้นไปถึง 50% ภายในเวลา 6-7 เดือน อานิสงค์จากการบูมของ “AI” ที่กำลัง “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์” อีกครั้งหลังจากการ “ปฏิวัติอินเตอร์เน็ต” เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน เพราะคนคิดว่า หุ้น Cisco เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับ AI หรือเป็น Supplier ของธุรกิจ AI ดังนั้น มันจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วและโตไปอีกนาน--เหมือนตอนปฏิวัติอินเตอร์เน็ต

ผมเล่าเรื่องของหุ้นที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของการ “ปฎิวัติ” ทางเทคโนโลยี ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของหุ้นอย่างมหาศาลเพราะคนเชื่อว่ายอดขายและผลกำไรของบริษัทจะเติบโตสูงมากและสูงต่อไปอีกนานมาก พวกเขาซื้อหุ้นโดยไม่ได้คิดว่าในอนาคตอันอาจจะไม่ไกลนัก ยอดขายอาจจะลดลง ไม่ใช่เพราะว่าคนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่น้อยลง แต่เป็นเพราะปัจจัย 3 ประการที่มักจะเปลี่ยนไปคือ

1 คู่แข่งของบริษัทจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปมาก บางทีไม่ใช่ว่าคุณภาพจะเหนือกว่า แต่เพราะเขาขายถูกกว่า เป็นต้น
2 กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากคนที่อยู่ในธุรกิจอาจจะล้น เพราะทุกคนต่างก็เร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ราคาสินค้าลดลง และยอดขายของแต่ละรายลดลงจนไม่คุ้มที่จะทำ หรือมีรายใหม่ที่เข้ามาผลิตแข่ง หรือลูกค้าที่เป็นคนใช้หันมาทำเองแทนที่จะซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตอุปกรณ์ AI อื่น
3 เทคโนโลยีใหม่อาจจะปรากฏขึ้นและมาทดแทนสิ่งเดิมที่ใช้สำหรับเทคโนโลยี่ที่ปฏิวัติ

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นมักทำให้ยอดขายและผลกำไรของบริษัทที่กำลัง “ปฎิวัติ” โลกด้วยเทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ไม่โตเร็วแทบจะตลอดไปตามที่คิด บางบริษัทก็อาจจะพ่ายแพ้และล้มหายตายจากไป และนั่นทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปมโหฬารก่อนหน้านั้นตกลงมาแรงในระดับ “หายนะ” ได้

และหุ้น Cisco ก็เป็นตัวอย่างหรือบทเรียนสำหรับนักลงทุนที่กำลังประสบกับธุรกิจ ”AI” ที่กำลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “ปฏิวัติโลกของคอมพิวเตอร์”อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะนี้

เรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตและการพุ่งขึ้นของหุ้น Cisco นั้น ผมคิดว่าสามารถเป็นโมเดลของหุ้น AI จำนวนมากที่มีราคาพุ่งขึ้นไปแบบเหลือเชื่อ โดยที่หุ้น Nvidia ที่เป็นผู้นำแนวหน้าที่สุด กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกและคิดเป็นประมาณ 14% ของตลาดแนสแด็ก

คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่งหุ้นเอ็นวิเดียจะตกลงมามากระดับอาจจะมากกว่า 40-50% จากจุดสูงสุดคล้าย ๆ กับหุ้น Cisco ที่ตกลงมาถึงเกือบ 90%?

หรือ NVIDIA อาจจะไม่ตกลงมาแบบนั้นเพราะไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาแข่งหรือมาแทนมันได้ ซึ่งทำให้ยอดขายและรายได้เติบโตอย่างรวดเร็วไปเรื่อย ๆ และยาวนาน แต่จะมีหุ้น AI ตัวอื่น ๆ ที่ต้องประสบชะตากรรม ยอดขายโตช้าลงมาก กำไรหายหรือขาดทุนหนักเนื่องจากประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามปัจจัย 3 ข้อดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปแบบ “หลุดโลก” ตกลงมาแบบ “หายนะ”?

ผมไม่มีคำตอบ แต่คิดว่ามีโอกาสมากที่จะเกิดขึ้น เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นมีมากมาย ลองมาดู
1 กลุ่มที่ทำ AI เพื่อขายให้คนเอาไปใช้ซึ่งรวมถึงหุ้นนางฟ้าทั้ง 7 และ Open AI ที่ทำ ChatGPT Anthropic ที่ทำ Claude เป็นต้น กลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยและแข่งกันเองอย่างหนัก ต้องมี “ผู้แพ้” อย่างแน่นอน

2 กลุ่มที่ทำอุปกรณ์ขายให้กับคนอื่นที่ทำ AI ซึ่งทำหรือออกแบบชิพ AI เช่น เอ็นวิเดียที่ทำชิพที่ “สุดยอด” และคนอื่นสู้ไม่ได้เลย และบริษัทอย่างซัมซุง SK Hynix บริษัท Micron หุ้น Intel และ AMD ที่ผลิตชิพที่ใช้สร้าง AI กลุ่มนี้ในไม่ช้าก็อาจจะมีกำลังการผลิตล้น เพราะต่างก็เพิ่มกำลังผลิตและยังน่าจะมีรายใหม่เข้ามาแข่งเพิ่ม

3 กลุ่มผู้รับจ้างผลิตชิพให้กลุ่มที่สอง ที่โดดเด่นก็คือ TSMC และ ASML และ Lam Research เป็นต้น ที่ดูเหมือนว่าหาคนแข่งยาก และกว่าจะสร้างบริษัทอื่นขึ้นมาก็คงใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่รู้ว่าถึงวันหนึ่งจีนอาจจะทำได้

4 กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเช่น สวิทซ์ เร้าเตอร์ สายใยแก้วนำแสง รวมถึงระบบไฟฟ้าสำรอง และอื่น ๆ ซึ่งบริษัทก็รวมถึง Cisco และ Delta ดังที่กล่าวและอื่น ๆ ที่มียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจาก AI และทำให้หุ้นวิ่ง อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันก็มีมากและสามารถเข้ามาแข่งได้ไม่ยาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีใช้แพร่หลายอยู่แล้วก่อนการเกิดขึ้นของ AI ดังนั้น ถ้าหุ้นขึ้นไปมาก โอกาสที่จะตกลงมาคงสูงพอสมควร

5 นอกจากที่กล่าวมาทุกข้อก็คือ เทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนทำลายหรือลดการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น เกิดเทคนิคใหม่ที่สามารถใช้ชิพน้อยลงไปมาก หรือใช้ชิพที่มีประสิทธิภาพต่ำลงแต่คำนวณได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการชิพลดลงไปมาก เป็นต้น

และทั้งหมดนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนหุ้นกลุ่ม AI ทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากเกินไป

วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือการวิเคราะห์และประเมินว่าบริษัทนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน และความได้เปรียบนั้นยั่งยืนแค่ไหน โอกาสที่มันจะถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่และด้วยเทคโนโลยีใหม่มีแค่ไหน ซึ่ง ไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไฮเท็ค ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วอเร็น บัฟเฟตต์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นในกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับผมที่ต้องขอ “Bye”


From Settrade.com

06 กรกฎาคม 2569

สามทศวรรษในตลาดหุ้นไทย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่พิมพ์ต่อเนื่องมาย้อนหลังไปหลายสิบปี ปีละเล่ม

บทความนี้จะสรุปการลงทุนและผลการลงทุนรวมถึงเป็นการทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับตลาดหุ้นของผมในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะไม่แม่นยำ เพราะความจำผมไม่ค่อยดีนัก

เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ผมต้องถูก “ให้ออกจากงาน” และต้องไปทำงานเป็น “ที่ปรึกษา” ในบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงมีเวลาค่อนข้างมาก นั่งทำงานในห้องเงียบเหงาอยู่คนเดียว ผมเริ่มลงทุนด้วยเงินออมทั้งหมดที่มีโดยการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะ “เอาตัวรอดได้” มีหนี้น้อยหรือบางบริษัทก็ไม่มีหนี้เงินกู้เลย มีกำไรดี สินค้ายังขายได้เพราะเป็นสินค้าผู้บริโภคหรือผู้ส่งออกที่ยังขายสินค้าได้ดีมากเพราะเงินบาทอ่อนค่าลงมาก ทำให้สินค้าขายได้มากขึ้นและมีกำไรที่ดีโดยเฉพาะในช่วงแรกของวิกฤติจากค่าเงินบาทที่ลดลงมาก

“โลกภายนอก” คือสังคมธุรกิจเงียบเหงามาก ตลาดหุ้นกำลังพังทลาย เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังใกล้ล้มละลายเพราะไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลือพอที่จะทำการค้าขายกับต่างประเทศได้ ตลาดหุ้นที่เคยคึกคักและ “นักลงทุน” ที่เคย “ขลุก” อยู่ตาม “ห้องค้า” ของบริษัทหลักทรัพย์ตลอดทั้งวันหายไปเกือบหมด ปริมาณการเทรดหุ้นต่อวันลดเหลือเพียง 3-4,000 ล้านบาท

ผมเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนตาม “แนวทางใหม่” ที่ผมเริ่มใช้ที่เรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ “Value Investments” ตามผู้ก่อตั้งและผู้นำหลักคือ เบน เกร แฮม และวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมได้ศึกษามาก่อนหน้านั้นแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในการลงทุนส่วนตัว หนังสือเล่มนั้นผมตั้งชื่อว่า “ตีแตก กลยุทธ์การลงทุนในภาวะวิกฤติ” ที่ยังพิมพ์ขายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น ผมก็ยังเริ่มเขียนบทความรายสัปดาห์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในหัวข้อ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่ก็ยังเขียนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

ภายในเวลาอันสั้นหลังจากแนวคิดเรื่องการลงทุนแบบ “VI” ถูกเผยแพร่ออกไป ผมก็ได้รับการติดต่อจากคนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบนั้น เราคุยกันยาวนาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความคิดนั้นอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดก็มีการจัดตั้ง “ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า” และมีการจัดทำเว็บไซ้ต์ ซึ่งกำลังเป็น “เครื่องมือใหม่ของโลกยุคใหม่” ในขณะนั้น ที่จะเป็นศูนย์กลางของเหล่านักลงทุนที่ตอนนั้นต่างก็ประกาศตัวว่าเป็น “VI” และต่อมาก็จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า(ประเทศไทย) ตั้งแต่ปี 2543

VI “รุ่นบุกเบิก” เหล่านั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่นักลงทุนแบบเดิมก่อนวิกฤติที่เราคุ้นเคย ที่มักจะเป็นแนว “แม่บ้าน”หรือ “พ่อบ้าน”ที่เป็นเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่มาขลุกอยู่ตามห้องค้า “เย็น ๆ” เพื่อมา “เล่นหุ้น” และมา “สังคม” กับเพื่อนโดยที่แทบทุก “โบรก” ก็จะมีอาหารว่างและน้ำเลี้ยงลูกค้า แต่กลายเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาสูง หลายคนเคยเป็นนักเรียนระดับ “ท็อป” ของประเทศ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างและทำงานในบริษัทระดับชาติหรือนานาชาติ พวกเขามีเงินออมและต้องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต

ผลการลงทุนของนักลงทุน VI ที่ยึดหลักว่าการซื้อหุ้นก็คือการลงทุนในตัวธุรกิจ พวกเขาจึงเลือกลงทุนในบริษัทที่มีผลงานที่ดีในราคาหุ้นที่ถูกมากที่เรียกว่ามี “Margin of Safety” สูง ซึ่งในเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่บริหารงานแบบทันสมัย และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยการขยายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศเกิดขึ้นมาก กิจการเหล่านั้นจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่า VI ที่เข้าไปซื้อและทำกำไรได้อย่างงดงาม “ตัวแล้วตัวเล่า”

ผลงานการลงทุน 10 ปีแรก จากปี 2540-2549 ของผมนั้น ต้องถือว่า “มหัศจรรย์” เพราะขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 28.2% และทำกำไรหรือได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 38.6% เงินก้อนแรกที่ลงไปในปี 2540 โตขึ้นถึง 25.2 เท่า เปรียบเทียบกับผลตอบแทนของตลาดที่ติดลบแบบทบต้น 1.5% ในช่วงเวลาถึง 10 ปี นั่นทำให้ผมมี “อิสระภาพทางการเงิน” และเกษียณจากการทำงานประจำได้ตั้งแต่ทศวรรษแรกที่ลงทุน

เช่นเดียวกับนักลงทุนแนว VI หลาย ๆ คนที่ทำผลตอบแทนได้ไม่ต่างกัน ในเวลานั้นผมคิดว่าแค่คุณมีความคิดแบบ VI และกล้าเสี่ยง คุณไม่จำเป็นต้องเก่งในการวิเคราะห์หรือมีหลักการป้องกันความเสี่ยงที่ดี คุณก็สามารถรวยได้ คุณก็แค่เป็น “คนแรก” ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอแล้ว

ทศวรรษที่ 2 คือตั้งแต่ปี 2550-2559 นั้น ภาพของ VI ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ความสำเร็จของการลงทุนแนว VI และนักลงทุน VI ได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไป ว่าที่จริงนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่แทบทุกคนต่างก็บอกว่าตนเองเป็น VI อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ ในด้านของตัวนักลงทุนเองที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย “คนมีเงิน” หรือคนที่มีพื้นฐานร่ำรวยอยู่แล้ว เช่น ทำธุรกิจหรือมีพ่อแม่เป็นนักธุรกิจที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแทนที่จะขยายธุรกิจหรือทำธุรกิจของที่บ้าน ตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะ “หาเงินง่ายกว่า” ในคนกลุ่มนี้

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551 และกลายเป็นช่วง 3-4 ปีทองของตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก มีเศรษฐีหุ้นเกิดใหม่เต็มไปหมด

ผลงานการลงทุนของผมยังคงโดดเด่นมากแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับช่วง 10 ปีแรกที่ขนาดพอร์ตยังเล็กมาก เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนของผมเองที่เปลี่ยนจากการลงทุนแนว เบน เกรแฮม ที่เน้นหุ้นราคาถูกเป็นหลัก รวมถึงการเทรดหุ้น VI ตลอดเวลา คือซื้อในราคาถูกและขายเมื่อราคาขึ้นมาพอแล้ว เป็นแบบบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” คือซื้อหุ้นที่ดีมาก มีความสามารถและได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการเติบโตในระยะยาว ในราคาที่เหมาะสม และถือไว้ยาวมากหรือตลอดไป

ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีแบบทบต้นของผมเท่ากับ 29.2% พอร์ตหุ้นโตขึ้นไปอีก 11.9 เท่า เมื่อรวมกับการเติบโตของทศวรรษที่ผ่านมาก็ทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นถึง 337 เท่าในเวลา 20 ปี และในช่วง 10 ปี นี้ พอร์ตก็ขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 14.6% ในปีซับไพร์ม ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีตลาดอยู่ที่ 8.5% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าเทียบกับ VI หลาย ๆ คนแล้ว กลับกลายเป็นผลตอบแทนที่ไม่มาก เนื่องจาก ยุค 10 ปีนี้เป็นยุคที่มีการเก็งกำไรในหุ้น VI สูงมาก หุ้น VI ขนาดเล็กจำนวนมากถูก “Corner” ทำให้ราคาขึ้นไปสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้คนที่เข้าไปเล่นรวยจน “เหลือเชื่อ”

ทศวรรษสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 2560- มิถุนายน 2569 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ย ประกอบกับระบบการเมืองก็ไม่เอื้ออำนวยอานิสงค์จากการรัฐประหารในปี 2557 ที่ส่งผลต่อเนื่องมาตลอดโดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้

พอร์ตหุ้นของผมในช่วง 10 ปีสุดท้ายทำผลตอบแทนทบต้นเหลือเพียง 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในช่วงเวลา 9.5 ปี พอร์ตโตขึ้นเพียง 30.4% ปีที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปีและขาดทุนในระดับประมาณ 10% ทั้ง 3 ครั้ง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ในช่วง 9.5 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเลย ดัชนีไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย กลายเป็น “Lost Decade” หรือทศวรรษที่หายไป นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นสุทธิไทยเกือบทุกปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคิดเป็นเงินน่าจะระดับ 1 ล้านล้านบาท

ผลงานโดยรวมตลอด 3 ทศวรรษของผมก็คือ ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 22.5% มีผลตอบแทนติดลบ 5 ปี พอร์ตโตขึ้นจากเงินลงทุนปีแรกประมาณ 440 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ2.2% ดัชนีตลาดโตขึ้น 91.3% ในเวลา 30 ปี

จนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเองเริ่มหมดหวังกับตลาดหุ้นไทยมาก จริงอยู่ ตลาดหุ้นไทยโดยรวมในอดีต 30 ปีที่ผ่านมาก็ “ไม่เคยดี” แต่ผมก็รู้สึกว่าเรายังหาหุ้นดีและถูกได้ตามแนว VI แต่ในระยะหลัง การหาหุ้นดีและถูกทำได้ยากมาก หรือหาเจอ ราคาก็ไม่ขึ้นเพราะไม่มีคนซื้อ จนผมคิดว่ามันเป็น “อวสานของ VI” ในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตั้งแต่เริ่มทศวรรษคือประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามอย่างจริงจังและเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 30% ของพอร์ตไปแล้ว เช่นเดียวกับคนอื่นที่นอกจากเวียตนามแล้วก็ยังไปตลาดอื่นเช่น จีนและอเมริกาที่คนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็ดูเหมือนว่าจะกลับฟื้นตัวมีชีวิตใหม่ ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 25% และ “ดีที่สุดในโลก”ประเทศหนึ่ง และแม้ว่าประเด็นเรื่องคนแก่ตัวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ในด้านของระบบการปกครองของประเทศก็ดีขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับมากขึ้นและสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่า ประเทศไทยจะยังมีความหวังในทศวรรษหน้า\



From Settrade