14 กรกฎาคม 2559

'หุ้นปันผล' จ่ายยีลด์เกิน7%

เปิดการจัดอันดับหุ้นไทยที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์

การจัดอันดับหุ้นไทยที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะนำมูลค่าเงินปันผลต่อหุ้นที่จ่ายจริงเมื่อปี 2558 มาคำนวณกับราคาหุ้นปัจจุบัน ณ วันที่ 11 ก.ค. 2559 พบว่าจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และ โมเดิร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) ให้อัตราเงินปันผลสูงสุด 2 อันดับแรก ที่ 42.44% และ 12.90% แต่ทั้งนี้หากคำนวณเฉพาะเงินปันผลจากกำไรจากการดำเนินการปกติ อัตราเงินปันผลของจัสมินอยู่ที่ 7.54% ส่วนโมเดิร์นฟอร์มกรุ๊ปจะอยู่ที่ 6.45%

ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะหุ้นที่ปันผลจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ นำสินประกันภัย (NSI) จะมีอัตราเงินปันผลสูงสุดที่ 10.47% รองลงมาคือ แกรนด์ คาแนล แลนด์ (GLAND) 9.47% และตามมาด้วย ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) 9.20%

สำหรับการจัดอันดับหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงจากกำไรปกติ 20 อันดับแรก พบว่า มีหุ้นในกลุ่มธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ถึง 5 บริษัท ที่ให้ผลตอบแทนเกิน 7.5% ได้แก่ เคจีไอ (KGI) 8.58% ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) 8.57% เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) 8.06% ซีมิโก้ (ZMICO) 7.76% และโนมูระ พัฒนสิน (CNS) 7.69%

ขณะที่หุ้นในกลุ่มสื่อสารติดโผเข้ามา 3 บริษัท ได้แก่ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) 8.88% อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) 8.05% และแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส (ADVANC) 7.66% นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสำหรับงานโมดูลขนาดใหญ่ อย่าง ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) และบีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) มีอัตราเงินปันผล 9.20% และ 7.94% ตามลำดับ

การคำนวณอัตราเงินปันผลตอบแทน ตามการจัดอันดับของตลาดหลักทรัพย์นั้นจะคำนวณจากเงินปันผลที่จ่ายเมื่อปีก่อน เทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาเป็นสำคัญคือแนวโน้มกำไรในปี 2559 นี้ ว่าจะสามารถสร้างการเติบโต หรืออย่างน้อยรักษาผลกำไรให้ไม่น้อยกว่าปีก่อนได้หรือไม่

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์มีอัตราเงินปันผลสูง เป็นผลจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างสูงมากเกือบ100% เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนมากจะมีสภาพเป็นกระแสเงินสด ขณะเดียวกันราคาหุ้นในกลุ่มนี้ลดต่ำลงมาในช่วงหลายปี

แนวโน้มอัตราเงินปันผลปี 2559 คงต้องพิจารณาที่แนวโน้มกำไรเป็นหลัก เพราะราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปัจจุบันค่อนข้างนิ่ง อย่างไรก็ตาม กำไรอาจจะชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะดัชนีหุ้นไทยยังไม่ได้อยู่ในทิศทางขาขึ้นในภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ขณะที่ดีลการระดมทุนต่างๆ ก็เหมือนจะลดลงบ้าง

ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสารนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลในปีนี้จะลดลงจากปีก่อน หลังจากที่เพิ่งผ่านการประมูลคลื่นความถี่ ส่งผลให้รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น และการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง จึงเชื่อว่ากำไรในปีนี้จะลดลง ขณะเดียวกันอัตราการจ่ายเงินปันผลก็มีแนวโน้มจะลดลงเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีแทคก็ได้ประกาศปรับลดอัตราการจ่ายเงินปันผลลงเหลือไม่ต่ำกว่า 50% จากเดิมที่ 80%

สำหรับแนวโน้มหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงในปีนี้ ฝ่ายวิจัย เลือกไว้ 8 บริษัท ได้แก่ ค้าเหล็กไทย (TMT) 9.2% เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) 7.6% อินทัช (INTUCH) 7.1% พฤกษา (PS) 6.8% บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) 6.3% แอดวานซ์ (6.1%) เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) 6.1% และน้ำมันพืชไทย (TVO) 6.1% นอกจากนี้ มองว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนเพื่อรับปันผล โดยคาดหวังอัตราเงินปันผล 6% ขึ้นไป
โดยในปีที่ผ่านมาก็มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ติดโผปันผลสูง ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ ฮอสพิทอลลิตี้ (QHOP) 8.8% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นิชดาธานี 2 (MNIT2) 8.62%

ที่มา http://bit.ly/29uDusS

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความยอดนิยม (ล่าสุด)

บทความยอดนิยม (1 ปีย้อนหลัง)