28 ธันวาคม 2554

เผยมุมมอง "พระว.วชิรเมธี"..พ่อแม่คนไทยเรียนรู้อะไรจาก "สตีฟ จ็อบส์"

แม้จะลาลับโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่สิ่งที่เจ้าพ่อแอบเปิลอย่าง "สตีฟ จ็อบส์" (สตีเวน พอล จ็อบส์) ได้สร้างเอาไว้ นับว่ามีประโยชน์ต่อโลกอย่างประมาณค่าไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาจากมันสมองของเขาเท่านั้น แต่การที่คนคนหนึ่งสามารถทำงานสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกได้มากมายขนาดนี้ ย่อมหมายความว่าเขาต้องมีคุณสมบัติ และมีวิธีคิดที่น่าศึกษา และเรียนรู้อยู่ไม่น้อย

วันนี้ ทีมงาน Life & Family ได้รับโอกาสอันดีจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย พระนักคิดที่จะมาวิเคราะห์ถึงสิ่งที่พ่อแม่คนไทยควรเรียนรู้จากชีวิตของอัจฉริยะแห่งโลกไอที ชายผู้เกิดมาเขย่าโลกรายนี้กัน โดยสิ่งแรกที่พระนักคิดท่านนี้มอง และอยากให้พ่อแม่นำไปเป็นหลักคิด คือ การเป็นผู้ชายที่รับผิดชอบต่อครอบครัวของเขา

ถึงแม้สตีฟในวัยเด็กจะถูกพ่อแม่แท้ ๆ ยกให้คนอื่นเนื่องจากไม่มีปัญญาเลี้ยงดู เมื่อเขาได้เป็นพ่อคนในวัยที่ยังไม่พร้อม และดูเหมือนในตอนแรกสตีฟได้ทอดทิ้งเด็กคนนั้นเหมือนกับที่พ่อแม่แท้ ๆ ทิ้งเขาไป แต่สุดท้ายสตีฟก็สำนึกผิด และกลับมารับผิดชอบด้วยการส่งเงินเลี้ยงดูลูกสาว (ลิซ่า) ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนทั้งหมด และซื้อบ้านให้แม่ลูกอยู่โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า

หลังจากนั้น สตีฟได้เข้าพิธีสมรสกับลอเรนซ์ โพเวลล์ เมื่อวัน 18 มีนาคม ค.ศ. 1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน เขาถือเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวมาก

"สตีฟเป็นแฟมิลีแมนตัวจริง เขารักครอบครัวของเขามาก ซึ่งเขาเคยต่อรองกับพระเจ้าว่าอย่าเพิ่งเอาชีวิตของเขาไปนะ รอให้ลูกชายของเขาจบมหาวิทยาลัยก่อน นี่คือตัวสะท้อนถึงความเป็นพ่อของเขาได้เป็นอย่างดี" พระนักคิดกล่าวชื่นชม

ส่วนอีกเรื่องที่พ่อแม่คนไทยสามารถเรียนรู้ และดึงไปใช้เป็นหลักคิดในการเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดีเช่นกัน คือ การเป็นคนคิดต่าง (Think Different) และคิดนอกกรอบของสตีฟ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่นำพาเขาไปสู่ความเป็นสุดยอดนวัตกรผู้รังสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก


"สตีฟ เป็นคนคิดต่างอย่างสิ้นเชิง และการคิดของเขาสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล แต่เด็กไทยทุกวันนี้น่าห่วงมาก พวกเขามักถูกสอนมาว่า อย่าคิดต่าง หรือคิดนอกกรอบ ควรฟังผู้ใหญ่ อย่าเถียง อย่าวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งด้วยฐานความคิดเช่นนี้ อาตมาคิดว่าอาจทำให้ประเทศเราไม่ค่อยมีนักสร้างนวัตกรรม เราไม่มีปัญญาชนคนรุ่นใหม่ เราไม่มีนักคิดคนใหม่ เรามีแต่คนที่คอยลอกงานคนอื่นเขาใช่หรือไม่ แต่สตีฟเขาบอกเลยว่า เขาเป็นคนคิดต่าง และเขาประสบความสำเร็จได้เพราะวิธีคิดเช่นนี้" ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัยสะท้อนถึงปัญหาการเลี้ยงลูกที่ปิดกั้นโอกาส ทำให้เด็กคิดไม่เป็น และคิดไม่ลึก

"ดังนั้น พ่อแม่ที่มีลูกชอบคิดต่าง ควรส่งเสริมให้เด็กคิด และเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ หรือเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจจะมี สตีฟ จ็อบส์ที่เป็นคนไทยก็ได้" พระนักคิดฝากถึงพ่อแม่คนไทย

ไม่เพียงแต่ตัวสตีฟเองเท่านั้น บทบาทการเลี้ยงลูกของพ่อแม่บุญธรรม (พอล และคลารา จ็อบส์) ของเขาคือสิ่งที่น่าเรียนรู้เช่นกัน โดยเฉพาะความรักที่มีต่อสตีฟ ทำให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนพิเศษ และไม่เคยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีส่วนสำคัญมากในการสร้างบุคลิกของเขาในเวลาต่อมา

"สตีฟเติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เป็นนวัตกรเต็มตัว มีพ่อแม่เคยหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับเขามาโดยตลอด พ่อของสตีฟเป็นคนชอบซื้อนวัตกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาให้เขา และพาไปลุยหาซื้ออะไหล่ด้วยกันอยู่บ่อย ๆ นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาชอบคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งกล่าวกันว่า เมื่อสตีฟได้ผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรมาสักอย่าง สิ่งแรกที่ทำคือ แกะชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาดูเพื่อศึกษาว่ามันสร้างขึ้นมาอย่างไร นิสัยนี้ติดตัวเขาไปจนโต ต่อยอดให้เขามีความสนใจใคร่รู้ไม่จบสิ้น"

ฉะนั้น พระนักคิดสะกิดใจพ่อแม่คนไทยว่า คนเป็นพ่อแม่ เวลาจะหยิบอะไรใส่มือลูกต้องคิดให้ดี ๆ เพราะบางทีของชิ้นเดียวที่ใส่มือลูก อาจทำให้ลูกเป็นอัจฉริยะที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปอีกคนหนึ่งก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกัน หากเลือกไม่ดี หรือหยิบของที่ไม่เหมาะสมใส่มือลูก บางทีของชิ้นนั้นอาจทำร้ายชีวิตลูกไปเลยก็เป็นได้

นอกจากชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลกอย่างสตีฟ จ็อบส์ที่พ่อแม่คนไทยควรศึกษา และเรียนรู้แล้ว พระนักคิดท่านนี้ บอกต่อไปอีกว่า บุคคลสำคัญท่านอื่น ๆ ก็ควรค่าแก่การศึกษาเช่นกัน เพราะหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิตของบุคคลเหล่านี้ เป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิต และการเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดี

"ชีวิตคนมีขาวมีดำ มีบวกมีลบ ชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดเป็นชีวิตที่ไม่น่าศึกษาหรอก อย่าลืมนะว่า ดอกบัวเองก็เกิดมาแต่ตม ฉะนั้นจะแปลกอะไรถ้าสตีฟมีชีวิตด้านมืดด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านมืดหรือด้านสว่าง ถ้าเราศึกษาในฐานะชีวประวัติของบุคคลคนหนึ่ง อาตมาว่ามันคุ้มที่สุด เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาเพื่อนำมาเตือนเราว่า เราจะไม่ผิดพลาดได้อย่างไร เรียนรู้จากความสุดยอดของเขาเพื่อมาบอกกับตัวเอง และสอนลูกสอนหลานว่าเราจะนำสิ่งดี ๆ เหล่านั้นไปต่อยอดได้อย่างไร" พระนักคิดทิ้งท้าย

from http://is.gd/wj4I4o

19 ธันวาคม 2554

สุขบนทุกข์ของคนอื่น ฉายภาพตัวตนคนนับถือตัวเองต่ำ

มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย

การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ

เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง

จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น "ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น", "ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม" ฯลฯ

ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน

จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ ซึ่งเมื่อถามถึงความรู้สึก ปรากฏว่า ความยินดีในความทุกข์ที่เกิดกับคนอื่น ๆ นั้นลดน้อยลง

สำหรับผลงานวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการนับถือตนเองยังพบว่าคนที่มีระดับการนับถือตนเองต่ำ จะมีปัญหาด้านอารมณ์มากกว่าคนที่มีการนับถือตนเองสูง บางครั้งบุคคลที่นับถือตนเองต่ำจะแสดงจุดเด่นบางอย่างเพื่อเป็นการชดเชย แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกพร่องในการนับถือตนเองหรือความภาคภูมิใจในตนเอง แม้จะพยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเองแล้วก็ตาม

ในทางกลับกันบุคคลที่มีการนับถือตนเองสูง (High self-esteem) จะสามารถมีความสุขและพึงพอใจในชีวิต เพราะเขาจะมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จที่มีผลมาจากความปรารถนาที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานบรรลุผล ไม่ใช่จากแรงจูงใจที่จะชดเชยความรู้สึกที่ตนเองไม่ภาคภูมิใจในตนเอง

อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และอยากเปลี่ยนแปลง หรือ ลด ละ เลิกนิสัยนี้เสีย เรามีวิธีการดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความนับถือในตนเองมาฝากกันดังนี้

- พยายามเลิกคิดในแง่ลบ ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับคนอื่น แต่ให้คิดในแง่บวกแทน หากเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก พยายามให้กำลังใจตัวเอง หรือคิดถึงตัวเองในแง่ดี หรืออาจจะลองเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวคุณที่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ออกมา วันละเรื่อง เป็นต้น

- หากต้องทำงานใด ๆ พยายามทำให้สำเร็จ มีบางคนกลัวว่าสิ่งที่ทำนั้นจะไม่ "สมบูรณ์แบบ" หรือ "ดีเลิศ" สุดท้ายเลยไม่ได้ทำอย่างที่ใจต้องการเสียที ดังนั้น เมื่อต้องทำภารกิจใดแล้ว ขอให้เดินหน้าทำมันอย่างมีความสุข และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ก็พอ

- มองข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ ใคร ๆ ก็ผิดพลาดได้ และคุณเองก็ด้วยเช่นกัน แต่การผิดพลาดเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีที่จะสอนให้เรารอบคอบเมื่อต้องทำงานในครั้งต่อไป

- หาประสบการณ์ใหม่ ๆ การทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ไปจากชีวิตประจำวันอาจช่วยให้คุณเจอจุดเด่นของตัวเองที่หลับไหลมานานก็เป็นได้

- เข้าใจว่าคนเรามีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ บางเรื่องเช่น การเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ทำให้คุณต้องทุกข์ใจมาตลอด หากคุณอยากเปลี่ยนข้อนี้ ก็สามารถเริ่มได้ทันที แต่บางเรื่องคุณก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน เช่น ความสูง แม้จะอยากสูงกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น หากเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ก็ขอให้ยอมรับ และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ

- ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด และช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้น เมื่อสุขภาพดีขึ้น ความสุขก็จะตามมาง่ายขึ้นนั่นเอง

- ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เช่น อยู่กับคนที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณต้องการ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง และเสียสละเวลาส่วนตัวไปทำงานการกุศลบ้าง เท่านี้ ความรู้สึกดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ไม่มากก็น้อยค่ะ

from http://is.gd/IrR5jC


นิทานสอนใจ : ซาลาเปาในกล่องวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวฐานะยากจน แต่ละวันไม่มีอาหารเพียงพอให้ทุกคนรับประทาน ต้องทนอดมื้อกินมื้อตามยถากรรม แต่กระนั้นทุกคนในครอบครัวก็ไม่เคยประกอบพฤติกรรมไม่สุจริต พวกเขายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง และมักปฏิบัติธรรม สวดมนต์ก่อนนอน รวมทั้งนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวัน โดยพ่อแม่ของครอบครัวนี้จะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอเพียงให้ลูก ๆ ของพวกเขามีอาหารรับประทานพออิ่มท้องไปวัน ๆ เท่านั้น

วันหนึ่งขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังสวดมนต์กันอยู่นั้น พลันเกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้น ฑูตสวรรค์องค์หนึ่งก็ปรากฎกายต่อหน้าพวกเขาและมอบกล่องวิเศษกล่องหนึ่งให้แก่ผู้เป็นพ่อ พร้อมกับบอกว่า

"นี่คือกล่องวิเศษ ในกล่องนี้จะมีซาลาเปาอยู่สองลูกให้พวกเจ้า แต่มีข้อแม้ว่าพวกเจ้าจะต้องหยิบกินเพียงวันละหนึ่งลูกเท่านั้น ส่วนอีกลูกก็ให้อยู่ในกล่องเช่นเดิม ถ้าทำดังนี้พวกเจ้าจะไม่มีวันอดและมีซาลาเปากินไปตลอดชีวิต"

กล่าวจบฑูตสวรรค์ก็หายวับไป

ดังนั้นผู้เป็นพ่อจึงเปิดกล่องวิเศษออก และปฏิบัติตามคำของฑูตสวรรค์อย่างเคร่งครัด โดยเขาหยิบซาลาเปาออกมาจากกล่องวิเศษเพียงลูกเดียวเท่านั้นแล้วแบ่งให้ทุกคนในครอบครัวรับประทาน ซาลาเปาในกล่องวิเศษนี้รสชาติเลิศรสยิ่ง และน่าแปลกที่แม้ทุกคนจะได้รับประทานไปเพียงคนละนิดคนละหน่อย แต่แค่นั้นก็ทำให้พวกเขาอิ่มท้องได้ตลอดทั้งวัน

วันรุ่งขึ้นผู้เป็นพ่อก็เปิดกล่องวิเศษเพื่อกินซาลาเปาอีก ปรากฎว่ามีซาลาเปาอยู่ในกล่องวิเศษสองลูกเท่ากับเมื่อวาน เขาจึงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งมาแบ่งให้ทุกคนในครอบครัวรับประทานแล้วปิดฝากล่องวิเศษลงโดยไม่แตะต้องซาลาเปาอีกลูกเช่นเดิม

วันถัดมาซาลาเปาก็เพิ่มมาอีกหนึ่งลูกเช่นเดิม ผู้เป็นพ่อก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เป็นเช่นนี้ไปทุกวัน ทำให้ครอบครัวนี้แม้จะไม่ได้ร่ำรวยขึ้น แต่ทุก ๆ คนก็ได้อิ่มท้องแลดูอ้วนท้วมสมบูรณ์ขึ้นจนเป็นที่สงสัยของชายเพื่อนบ้าน

ชายเพื่อนบ้านเฝ้าสังเกตครอบครัวยากจนอยู่นานก็ไม่เห็นว่าครอบครัวนี้มีทรัพย์สินอะไรที่น่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่คนในบ้านกลับดูสมบูรณ์พูนสุขอย่างผิดหูผิดตา ในที่สุดเมื่อเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว ชายเพื่อนบ้านจึงไปสอบถามจากภรรยาของชายยากจนว่า

"ขอโทษเถอะพี่สาว ระยะหลังมานี้ข้าสังเกตเห็นว่าครอบครัวของท่านดูมีความสุขขึ้น และเด็ก ๆ ก็ไม่ร้องไห้เพราะความหิวโหยเหมือนแต่ก่อน แต่กลับออกมาวิ่งเล่นอย่างร่าเริงและดูจะอ้วนท้วมขึ้นทุกวัน ไม่ทราบว่าพวกท่านได้ไปประกอบอาชีพอะไรมาหรือ จึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเช่นนี้"

ด้วยความที่ครอบครัวนี้ปฏิบัติตนในศีลธรรมอันดีมาโดยตลอด ภรรยาชายยากจนจึงกล่าวตอบเพื่อนบ้านอย่างไม่คิดจะโกหกปิดบังว่า

"พวกเราหาได้ร่ำรวยเงินทอง และยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่บ้านของเราได้รับความเมตตาจากฑูตสวรรค์โดยท่านได้มอบกล่องวิเศษให้แก่บ้านเรา ในกล่องใบนั้นมีซาลาเปาอยู่สองลูก และเราจะหยิบมากินได้เพียงวันละหนึ่งลูกเท่านั้น"

"วันละหนึ่งลูก!" ชายเพื่อนบ้านร้องลั่น "แค่นั้นจะพอหรือ ในเมื่อบ้านของท่านมีคนอยู่ตั้งหลายคน"

"พอสิ แค่ซาลาเปาหนึ่งลูกนั้นก็ทำให้พวกเราอิ่มท้องและมีแรงทำงานได้ตลอดทั้งวัน แต่เราต้องหยิบมากินแค่วันละหนึ่งลูกนะ แล้ววันต่อไปซาลาเปาจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งลูก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปโดยไม่มีวันหมด" ภรรยาชายยากจนบอกเล่าอย่างพาซื่อโดยไม่ได้สังเกตเห็นความละโมบที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของชายข้างบ้านเลย

หลังจากวันนั้นกล่องวิเศษก็หายไปจากบ้านของครอบครัวยากจน ทุกคนในครอบครัวเสียใจมาก แต่ก็ไม่รู้จะตามไปเอาคืนจากที่ไหน พวกเขาจึงต้องทำใจยอมรับความอดอยากด้วยการสวดมนต์อธิษฐานขอให้มีอาหารประทังชีวิตอีกเช่นเดิม

ผ่านไปหลายวัน ฑูตสวรรค์ก็มาปรากฏกายอีกครั้ง พร้อมกับถามว่า

"เราให้กล่องวิเศษพวกเจ้าไปแล้ว ทำไมยังอดอยากกันอีก หรือพวกเจ้าไม่ทำตามที่เราบอก"

ชายผู้เป็นพ่อรีบตอบฑูตสวรรค์ว่า

"ข้าแต่ฑูตสวรรค์ พวกเราไม่กล้าฝืนคำสั่งของท่านหรอก เพียงแต่ที่เราต้องกลับมาอดอยากเช่นเดิมก็เพราะมีขโมยมาขโมยกล่องวิเศษที่ท่านมอบให้พวกเราไปน่ะขอรับ"

ฑูตสวรรค์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า

"เอาอย่างนี้ เราจะมองกล่องวิเศษให้เจ้าอีกหนึ่งใบ ทุกวันให้เจ้าปิดประตูหน้าต่างในบ้านให้หมด พร้อมกับลงกลอนให้แน่นหนา แต่ห้ามเปิดกล่องวิเศษใบนี้เด็ดขาดจนกว่าจะล่วงเข้าวันที่เจ็ด"

แล้วฑูตสวรรค์ก็มอบกล่องวิเศษใบใหม่ให้แก่ครอบครัวยากจน แล้วหายวับไป

ครอบครัวยากจนทำตามคำบอกของฑูตสวรรค์อย่างเคร่งครัด จนชายข้างบ้านรู้สึกผิดสังเกตอีก เขาจึงตะล่อมถามภรรยาแสนซื่อของชายยากจนอีกครั้ง

"ระยะห้าหกวันนี้ ข้าสังเกตบ้านท่านไม่ค่อยเปิดประตูหน้าต่างเลยนะ พวกท่านทำอะไรกันอยู่ในนั้นหรือ จึงต้องการความมิดชิดถึงเพียงนั้น"

ภรรยาชายยากจนก็ตอบโดยไม่ปิดบังอีกเช่นเคยว่า

"กล่องซาลาเปาวิเศษของเราถูกขโมยไป ฑูตสวรรค์จึงมอบกล่องวิเศษใบใหม่ให้บ้านเรา แต่พวกข้าก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าข้างในเป็นอะไร เพราะฑูตสวรรค์กำชับให้เราปิดประตูหน้าต่าง และลงกลอนให้แน่นหนาไปจนถึงวันที่เจ็ดจึงจะเปิดกล่องออกดูได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในนั้น แต่พรุ่งนี้ก็จะครบเจ็ดวันแล้วล่ะ"

ได้ฟังดังนั้น ความละโมบก็กระโจนเข้าครอบงำจิตใจชายข้างบ้านอีก

"กล่องใบนั้นจะต้องเป็นของเรา...พรุ่งนี้เราจะกินซาลาเปาทั้งสองลูกในกล่องใบแรกให้หมด และเอากล่องเปล่า ๆ ไปสับเปลี่ยนกับกล่องวิเศษใบที่สองจากบ้านเจ้าคนยากจนพวกนั้น พวกมันจะได้ไม่สงสัย และนึกว่าฑูตสวรรค์เล่นตลกกับพวกมันเอง..ในกล่องใบที่สองคงมีเงินทองมากมายที่เพิ่มทุกวันไม่มีวันหมดดังเช่นกล่องซาลาเปาใบแรกอีกเป็นแน่"

ชายข้างบ้านคิดอย่างย่ามใจ

เช้ามืดอันเงียบสงัด ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสบาย ชายข้างบ้านเปิดกล่องวิเศษใบแรกออกมาแล้วกินซาลาเปาสองลูกจนหมดโดยไม่แยแส เขาคิดว่ากล่องใบที่สองจะต้องให้อะไรกับเขามากกว่าซาลาเปาเพียงแค่สองลูก หลังจากนั้นก็ย่องไปที่บ้านของครอบครัวยากจนและงัดหน้าต่างเพื่อเข้าไปขโมยกล่องวิเศษใบที่สอง โดยนำกล่อวิเศษใบแรกไปสับเปลี่ยนด้วย

เมื่อได้กล่องวิเศษใบที่สองแล้ว ชายข้างบ้านก็รีบกลับมาที่บ้านของตนเอง เขาปิดประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนาที่สุด แล้วค่อย ๆ แง้มฝากล่องออกดูอย่างตื่นเต้น

ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก แมลงมีพิษมากมายก็พุ่งตัวออกมาและบินเข้าไปรุมกัดต่อยชายข้างบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย จนเขาวิ่งหนีออกจากบ้านแทบไม่ทัน ว่ากันว่าชายข้างบ้านจอมโลภคนนี้ถูกแมลงมีพิษไล่กัดต่อยไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวและไม่มีใครเคยพบเห็นเขาอีกเลย

ฝ่ายครอบครัวยากจนนั้น เมื่อถึงเวลาเปิดฝากล่องออกก็พบซาลาเปาสองลูกอยู่ในกล่องเหมือนเดิม พวกเขาดีใจมากรีบสวดมนต์ขอบคุณฑูตสวรรค์เป็นการใหญ่ จากนั้นมาครอบครัวยากจนก็มีซาลาเปาในกล่องวิเศษที่ช่วยให้พวกเขาอิ่มท้องและมีความสุขตลอดมา

บทสรุปของผู้แต่ง

น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกนี้ที่ไม่รู้จักพอ เมื่อมีแล้วก็ต้องมีอีก เมื่อมีมากก็ต้องมีเพิ่ม เพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือความโลภ แต่ความโลภมิใช่คนผิด มนุษย์ต่างหากที่ผิดเพราะมีความโลภ ดังนั้น หลาย ๆ ครั้งความโลภก็สอนมนุษย์ด้วยบทเรียนที่แสนเจ็บแสบ ด้วยการทำให้มนุษย์ที่มีความโลภสูญสิ้นทุกอย่างจนไม่มีอะไรเหลืออีกเลยในชีวิต

from http://is.gd/OVIjy8


06 ธันวาคม 2554

ตั้งราคาก่อนแล้วค่อยหาผู้ผลิต

เป็นนโยบายที่ชัดเจนสำหรับอิเกียทั่วโลกที่จะต้องขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งนโยบายนี้ ทอม ฮูเซล กรรมการผู้จัดการ คนแรกของอิเกียในประเทศไทยประกาศไว้ครั้งแรกที่อิเกียมีการแถลงข่าวในประเทศไทย



การที่ทำให้สินค้ามีราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้นั้น อิเกียมีวิธีการของตัวเองอย่างชัดเจน และทำมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในแค็ตตาล็อกภาษาไทยฉบับแรก ก็มีการแทรกให้ความรู้ และนโยบายเรื่องราคาของอิเกียอย่างชัดเจน



ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ อิเกียจะกำหนดราคาสินค้าขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยออกแบบและหาผู้ผลิต



การกำหนดราคาสินค้าของอิเกีย จะมาจากการประเมินว่ากลุ่มผู้ใช้สินค้าแต่ละประเภทคือใคร เช่นหากจะทำสินค้าเพื่อกลุ่มคนที่เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ๆ สินค้าชิ้นนั้นจะต้องถูกกว่าสินค้าที่ทำมาเพื่อคนทำงานนานแล้ว และเป็นระดับผู้บริหาร เนื่องจากรายได้ของทั้งสองกลุ่มต่างกัน และประโยชน์ใช้สอยก็แตกต่างกันด้วย



ในแค็ตตาล็อกจะระบุว่าดีไซเนอร์ของอิเกียได้รับโจทย์แรกในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าต่างๆ คือ ทำให้มีราคาต่ำที่สุดในคุณภาพที่ดีที่สุด



รวมถึงผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ของอิเกียทุกรายก็ได้รับโจทย์นี้เช่นกัน



การนำราคามาเป็นตัวตั้งก่อนทำสินค้า จะทำให้สามารถควบคุมต้นทุน และกำหนดราคาขายในตลาดได้ต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งในแง่ของการออกแบบ ทางดีไซเนอร์ของอิเกียจะโน้มเอียงไปแนว Minimalism คือเล็กๆ แต่สมบูรณ์ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ เอามาแต่ของที่จำเป็นในการใช้งาน



สิ่งที่รกรุงรัง หรือฟู่ฟ่าเกินความจำเป็น ก็ให้ตัดออกไป แต่สิ่งที่ตัดออกไปนั้นต้องไม่กระทบกับความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้บริโภค



สินค้าของอิเกียจึงดูเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย และแบบไม่หวือหวา ไม่ตกยุคเร็วเกินไป ซึ่งสินค้าบางตัวขายในอิเกียมานานกว่า 30 ปีก็มี และไม่มีการเปลี่ยนแบบตั้งแต่วันแรกที่ผลิตออกมา



ความเรียบง่ายทำให้สินค้าไม่ดูล้าสมัย

แต่ประโยชน์อีกทางหนึ่งก็คือ เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแล้ว ซัพพลายเออร์ก็ไม่ต้องใช้การผลิตที่ซับซ้อนหรือต้องเพิ่มอุปกรณ์พิเศษ สามารถทำได้รวดเร็ว และทำได้ในจำนวนมากๆ



การสั่งสินค้าในจำนวนมากๆ ลักษณะนี้ ด้วยหลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน สินค้าย่อมมีราคาต่อหน่วยถูกลง ซึ่งแน่นอนว่า การสั่งซ้อสินค้าของอิเกียแต่ละครั้งก็ต้องว่ากันที่หลักแสนชิ้นขึ้นไป เพื่อส่งไปทุกสาขาทั่วโลกของอิเกีย



จึงไม่ใช่การโอ้อวดที่อิเกียจะบอกว่า สินค้าของอิเกียถูกลงทุกวัน และอิเกียก็ใช้จุดนี้ในการโปรโมตสินค้าของตัวเองตลอดเวลา



ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า การผลิตที่ต่อเนื่องยาวนานของสินค้าแต่ละคอลเลกชั่น ทำให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนเรื่องต้นทุนได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงวางแผนการผลิตที่ชัดเจน วัสดุบางชิ้นอาจมีตัวอื่นทดแทนที่ถูกลงอีก



สินค้าของอิเกียในรุ่นเดิมๆ ที่ขายมานาน และได้รับความนิยม จะถูกลงทุกปี

สิ่งที่น่าสนใจในสินค้าของอิเกียคือ มีการระบุชื่อดีไซเนอร์ผู้ออกแบบให้ผู้บริโภคได้รู้จัก หากมองในแง่ของตัวดีไซเนอร์เอง นั่นหมายถึงการให้การรับประกันถึงผลงานของตัวเองว่าต้องออกมาดีที่สุด พร้อมๆ กับสร้างลูกค้าประจำที่ชื่นชอบการออแบบหรือสไตล์ของดีไซเนอร์เอง



ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค จะรู้สึกว่าสินค้าราคาถูกของอิเกียนั้น มีดีไซเนอร์ออกแบบด้วย ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้มาออกแบบ



เป็นความภาคภูมิใจของผู้บริโภคที่ควักเงินซื้อ



10 ปัจจัยที่ทำให้อิเกียขายสินค้าในราคาถูกได้

1 Recycling

สินค้าของอิเกียที่ผลิตขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งในส่วนของวัตถุดิบ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด พร้อมกับรักษาสิ่งแวดล้อม



2 AS-IS

สินค้าของอิเกียที่อาจได้รับความเสียหายจากการขนส่ง การจัดวาง การผลิต หรือการขนย้าย อิเกียจะนำมาขายในราคาพิเศษ คือขายสินค้าตามสภาพความเสียหาย ซึ่งผู้บริโภคบางส่วนยอมรับและซื้อไปใช้



3 Waste Reduction

นักออแบบของอิเกียและผู้ผลิตจะวางแผนให้การผลิตสินค้าเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด และส่วนที่เป็นของเหลือใช้จากการผลิต จะถูกนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ต่อไป



4 Automatic selling

การขายโดยให้ลูกค้าเป็นผู้จัดการขั้นตอนต่างเองทั้งหมด ยกเว้นสินค้าบางรายการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการว่าจ้างพนักงาน การฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ และส่วนลดจุดนี้จะสะท้อนไปในราคาขายที่ถูกลง



5 Thriftiness

จัดการระบบสำนักงานและพนักงานให้ประหยัดมากที่สุด ในเรื่องของการใช้ไฟฟ้า เช่นการเปิดปิดแอร์ คอมพิวเตอร์



6 In-house design

สินค้าของอิเกียกว่า 90% ออกแบบโดยเจ้าหน้าที่ของอิเกีย ภายใต้แนวคิดทำให้ราคาต่ำที่สุด และการออกแบบโดยพนักงานจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการออแบบ หากเทียบกับการให้ดีไซเนอร์ภายนอกออกแบบ



7 Economies of Scale

อิเกียมองการผลิตจำนวนมากในสินค้าแต่ละชิ้น เพื่อให้ผู้ผลิตได้สัญญาผลิตในระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อวางแผนในการผลิตและลดต้นทุนได้



8 Transportation

อิเกียมองระบบโลจีสติกส์ทางภาคพื้นดินเป็นหลัก เพราะเป็นการขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการขนส่งทางเครื่องบิน และต้องรองรับการเลือกทำเลเปิดสาขาด้วย



9 Strategic Placement

อิเกียจะเลือกเปิดสาขาในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น มีระบบการเจราจรในเส้นทางหลัก เพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้า และการเข้ามาซื้อินค้าของผู้บริโภค



10 Minimal packaging

ใช้การหีบห่อน้อยที่สุด และเรียบง่ายที่สุด ซึ่งอิเกียเลือกใช้กระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลที่ง่ายต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ และป้ายบอกรายละเอียดสินค้าสั้นกะทัดรัด เข้าใจง่าย เพื่อไม่ต้องแปลเป็นภาษาของแต่ละประเทศ


from http://is.gd/TmkkC7


01 ธันวาคม 2554

แก้วใบไหน

ผมมักจะได้รับคำถามที่ถามว่า ถ้าคนเราออกมาเป็นเถ้าแก่ในวันนี้จะมีโอกาสในการสร้างธุรกิจของตัว เองได้มากน้อยแค่ไหน

การสร้าง Start up company มีโอกาสมหาศาลถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีการแข่งขันสูง เพราะผมมีความเชื่อว่า
1. ประเทศไทยมีเงินตกตามพื้นถนนเต็มไปหมด ประเด็นคือเรามองเห็นเส้นผมบังภูเขาหรือไม่
2. ข้อที่สอง เรากล้าก้มลงไปเก็บเศษเงินที่ตกบนถนนหรือไม่

คำตอบของผม ไม่ใช่คำตอบเชิงทฤษฏี ทุกวันนี้ผมเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ แล้วผมมองเห็นช่อง
ว่างในวงการต่างๆ ที่ชี้ช่องให้ลูกค้าของผมสามารถค้าขายได้มากกว่าเดิม
และการสร้าง Start up company ไม่จำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มาก ขอเพียงให้มีจิตใจที่กล้าได้กล้าเสีย
เป็นทุนตั้งต้นก็พอแล้ว

ขออธิบายด้วยการเปรียบเปรยดังนี้ ถ้าคุณมีกรวดก้อนหนึ่งอยู่ในมือ คุณเอากรวดก้อนนั้นหย่อนลงไปในทะเล

คำถามคือน้ำทะเลจะมีแรงกระเพื่อมหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่ถ้าคุณเอากรวดก้อนนั้นหย่อนลงไปในแก้วน้ำ น้ำในแก้วจะเป็นอย่างไร

แน่นอน น้ำในแก้วจะกระเพื่อมทันที นี่คือคำอธิบายว่ามีทุนทรัพย์น้อยก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว
มีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ ก้อนกรวดก้อนเล็กก้อนนั้นคือ Analogy ของการมีทุนทรัพย์น้อย แรงกระเพื่อมในแก้วคือ Analogy ของความสำเร็จในการสร้างธุรกิจ

ประเด็นคือคุณต้องรู้ว่าแก้วใบไหนเป็นแก้วของคุณ ความหมายของมันคือคุณต้องสามารถ Define ว่า
ธุรกิจที่คุณจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้คือธุรกิจอะไร ต้องขีดเส้นของธุรกิจให้มันแคบที่สุด มันถึงกลายเป็นแก้วน้ำให้คุณได้

ผมเชื่อในหลักคิดที่ว่า “We cannot be everything for everyone, we can only be something for someone” ทุกวันนี้คำว่า Mass marketing ไม่มีแล้วในยุคสมัยที่คนเรามีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ดังนั้นเราต้องเลือกที่จะค้าขายกับคนเพียงบางกลุ่ม ถ้าคุณรู้ว่าคนบางกลุ่มของคุณคือใคร เท่ากับคุณรู้แล้วว่าแก้วน้ำของคุณคือแก้วใบไหน ถ้าเลือกแก้วถูกใบคุณก็สามารถสร้างธุรกิจจากจุดศูนย์จนประสบความสำเร็จได้

ผมมีแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการเป็นเถ้าแก่แบบแกะดำ คือทำธุรกิจ
บนแนวคิดว่าทำอะไรเป็นคนแรก เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ ผมขอตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า

ใครเป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลกที่ยืนบนดวงจันทร์ ท่านผู้อ่านลองทบทวนความทรงจำซิครับ
ผมเชื่อว่า ทุกคนคงมีคำตอบเหมือนกันคือ Neil Armstrong คำถามต่อมา แล้วใครคือนักบินอวกาศคนที่เก่งที่สุดของโลกที่ไปยืนบนดวงจันทร์ ผมก็เหมือนกับท่านผู้อ่านทุกท่าน คำตอบคือไม่รู้ ดังนั้นใครที่อยากเป็นเถ้าแก่แกะดำ เราต้องเป็น Neil Armstrong ในวงการนั้นๆ ต้องเป็นคนแรกที่มีความคิดริเริ่ม
ทำอะไรใหม่ๆ แล้วลูกค้าของคุณจะรู้จักและจำคุณได้ดี ส่งผลต่อการสร้างโอกาสในการทำมาค้าขาย
มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่า Position ของการเป็น Neil Armstrong มีผู้ประกอบการรายอื่นครอบครองไปแล้ว

แล้วเราจะทำอย่างไร ไม่ยากเลยครับ เราต้องสร้าง Sub-category เพื่อให้เราเป็นคนแรกใน Sub-category นั้น เพื่อความเข้าใจ ผมจะใช้การอธิบายแบบเปรียบเปรย ด้วยการตั้งคำถามว่า ใครเป็นประธานาธิบดีคน
แรกของประเทศสหรัฐอเมริกา คำตอบคือ George Washington มาถึงตรงนี้คุณจะทำอย่างไรเมื่อตำแหน่งของ George Washington มีผู้ประกอบการรายอื่นครอบครองไปแล้ว ไม่ยากเลยครับ เพียงสร้าง Sub-category

ถ้าผมถามว่าใครคือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ผมแน่ใจว่าไม่มีใครตอบได้
แต่ถ้าผมถามว่าใครคือประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้อ่านทุกท่านตอบได้แน่นอน เขาคือ Barack Obama นี่คือตัวอย่างของการสร้าง Sub-category และ Obama คือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศสหรัฐอเมริกา

เห็นไหมครับว่า พลังของการเป็น Neil Armstrong กับ Barack Obama จะส่งผลอย่างไรกับธุรกิจของคุณ
ผมขอทวนหลักการในการเป็นเถ้าแก่แบบแกะดำ
1. เลือกแก้วน้ำให้ถูกใบ
2. เป็น Neil Armstrong ในวงการของตัวเอง
3. ถ้าทำไม่ได้ ให้สร้าง Sub-category ด้วยการเป็น Barack Obama
4. ปัจจัยสู่ความสำเร็จไม่ใช่ทุนทรัพย์ แต่เป็นจิตใจที่กล้าเสี่ยงอย่างบ้าบิ่น กล้าทำอะไรเป็นคนแรก
ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ

from http://is.gd/LDFSRk


29 พฤศจิกายน 2554

ลอกคราบ วอเรน บัฟเฟต (Warren Buffet)

เช้าตรู่ของวันที่ 1 เสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่อากาศบ้านเรากำลังร้อนจัด

บนท้องถนน บริเวณสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง อัดแน่นไปด้วยเต้นท์และผ้าพลาสติกปูนอนของผู้คนที่มีความรู้สึกอึดอัดขัด ข้อง และเรียกตัวเองว่า “ไพร่” ซึ่งสะท้อนถึงความด้อยอภิสิทธิ์ และขาดแคลนสินทรัพย์ตลอดจนความมั่งคั่งด้วยประการทั้งปวง กำลังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฯลฯ

แต่ทว่า ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ที่เมืองโอมาฮา เมืองเล็กๆ ในรัฐเนบราสก้า ของสหรัฐอเมริกา บรรดาเศรษฐีและมหาเศรษฐีของโลกจำนวนกว่า 35,000 คน ก็กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างเบียดเสียดยัดเยียดเช่นกัน



“ม็อบมหาเศรษฐี” เหล่านี้ มาที่นี่ทุกปีในช่วงเวลานี้

เพราะพวกเขาต้องมาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและความมั่งคั่งของตัวและครอบครัว ว่าได้สะสมงอกเงยมาเป็นเท่าใดแล้วในขณะนั้น และกำลังจะงอกงามสืบไปอีกสักเท่าใดกันแน่ในอนาคต และด้วยวิธีใด

นั่นเพราะพวกเขาพร้อมใจกันฝากฝังให้บุคคลผู้หนึ่งเป็นคนจัดการดูแลให้ อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด



Warren Buffet คือบุคคลผู้นั้น

บุคคลผู้เกือบมีสถานะเป็น “เทพ” เชี่ยวชาญในการ “เล่นแร่แปรธาติ” เอาเงินมาต่อเงิน ผ่านกลไกตลาดทุน รู้จักวางตัว รู้จักพูดจา รู้จัก Tell Story เพื่อสร้างตัวคูณให้กับราคาหุ้น จนตัวเองร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับสร้างภาพว่าเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ติดดิน ใจบุญสุญทาน จนเกือบมีสถานะเป็น “ฤาษี”



วิธีการแบบนี้ นับว่าน่าสนใจมาก


วิธีการของเขานั้นดูเหมือนง่าย เพียงทุกคนเข้าถือหุ้นใน Holding Company อันหนึ่งที่ชื่อ Berkshire Hathaway Inc. ที่ มีเขาและครอบครัวตลอดจนพรรคพวกของเขาควบคุมอยู่ เสร็จแล้วก็กลับบ้านมานั่งรอให้ราคาหุ้นไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ คอยบวกลบคูณหารว่า Wealth ของตัวจะงอกงามเป็นเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี

แล้วในความเป็นจริง มันก็ดันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ราวกับราคาหุ้นมันเสกกันได้

คนที่ลงเงินกับเขาในปี 1964 แล้วยังถืออยู่จนปัจจุบัน ก็คำนวณกันแล้วว่าได้ผลตอบแทนถึง 434,057% (คิดเป็นอัตราผลตอบแทนสะสมต่อปีถึง 20.3%...อันนี้ผมพูดถึง Compounded Annual Gain ของ Per-Share Book Value of Berkshire Hathaway ตั้งแต่ 1965-2009 ซึ่งเขาใช้เป็น Index ในการวัดความเก่งกาจของตัวเอง)

ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหุ้นละ 115,815 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นหนึ่ง (Class A Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKa) และ 77.10 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นสอง (Class B Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKb)

เห็นหรือยังครับ ว่าในหมู่เศรษฐีก็ยังแบ่งชนชั้นกันเอง กล่าวคือผู้ถือหุ้นชั้นหนึ่งหรือ “ชั้นเจ้า” จะมี Voting Right หรือ “สิทธิในการออกเสียง” เหนือกว่าผู้ถือหุ้นชั้นสองหรือ “ชั้นไพร่” ถึง 1,500 เท่า เพราะหุ้น Class A สามารถแลกเป็น Class B ได้ 1,500 หุ้น

ท่านผู้อ่านลองคูณเป็นเงินบาทดูสิครับ หุ้น BRKa ตกแล้วราคากว่า 3.8 ล้านบาท ยังงี้ถือแค่เพียงหุ้นเดียว คนแถวบ้านก็พากันเรียก “เศรษฐี” แล้วละครับ

ผมลองคำนวณมูลค่าหุ้นทั้งหมดของ Berkshire Hathaway รวมกันที่เรียกว่า Market Capitalization ก็จะได้ประมาณ 382.01 พันล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท นับว่ามากกว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ (GDP ของไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ประมาณ 9.5-10 ล้านล้านบาท)

เห็นหรือยังครับว่าทำไม “ม็อบเศรษฐี” พวกนี้ถึงต้องมาชุมนุมกันที่โอมาฮาทุกปี (อ่านรายงานของคนที่เคยไปชุมนุมที่นั่นแล้วออกมาบอกเล่ากันได้ใน “จาริกแสวงบุญที่โอมาฮา เฝ้าศาสดา วอเรน บัฟเฟต” หน้า 76)

หลายปีมานี้ มีหนังสือจำนวนมาก (รวมทั้ง MBA ด้วย) ได้พยายามอธิบายวิธีการของ Warren Buffet วิธีคิดของเขา วิธีมองหาเพชรในตมของเขา วิธีการเจียรนัยเพชรของเขา วิธีการมองโลกและชีวิตของเขา ตลอดจนเคล็ดลับ เคล็ดวิชา หรือกลเม็ดเด็ดพรายเล็กๆ น้อยๆ ว่าเขารวยขึ้นมาได้ยังไงกัน (วะ)

แต่เขามักจะเก็บตัว และ้ถ้าจะพูดก็จะเลือกพูด หรือพูดผ่านคนที่เขาไว้ใจหรือซื้อไว้แล้ว

สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะที่เขายังไม่โด่งดังมากขนาดนี้ ผมได้ขอให้ตัวแทนของ Talent Agency ที่มีชื่อเสียงติดต่อกับเขา เพื่อขอให้มาพูดที่เมืองไทย แต่เขาก็เฉยๆ แม้ตัวแทนคนนั้นบอกผมว่าได้ติดต่อผ่านไปยังวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนหนึ่งที่มีความสนิทชิดเชื้อเป็นกันเองกับเขา ด้วยซ้ำไป

จนอีกหลายปีต่อมา จึงเพิ่งจะมารู้ว่าเดี๋ยวนี้ “คนนอก” จะไปพบเขาก็ต้องประมูลผ่านทาง eBay อย่างกลุ่มนักธุรกิจจีนกลุ่มหนึ่งที่ชนะประมูลด้วยวงเงินกว่า 10 ล้านบาท เป็นต้น แม้จะว่าเป็นการกุศล ผมก็ว่ามันทะ:-)ๆ ซึ่งเขาก็คงตระหนักเหมือนกัน จึงบอกให้เลิกกิจกรรมแบบนี้เสีย

แต่นั่นก็ทำให้เราเห็นว่าความนิยมในตัวเขานั้นมากเพียงใด โดยเฉพาะในหมู่ประเทศเศรษฐีใหม่ (เมื่อปีที่แล้ว มีเศรษฐีต่างชาติกว่า 800 คน เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway และขอให้เขาเซ็นลายเซ็นให้บนข้าวของคนละ 1 ชิ้น แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อการนี้ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง จนมาปีนี้เขาขอให้เลิก เพราะเหนื่อย)

ผมรู้ดีว่าแฟนๆ บัฟเฟตในเมืองไทยมีแยะ เพราะหลายครั้งที่เราพูดถึงเขาใน MBA นิตยสารฉบับนั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ

นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องที่ท่านถืออยู่ในมือ ณ ขณะนี้ ซึ่งเราตั้งใจจะให้ละเอียด Update และลึกซึ้งครอบคลุมที่สุด เท่าที่จะทำได้ในภาคภาษาไทย

ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความนี้ ผมก็ได้ตรวจสอบดู Portfolio ของ Berkshire Hathaway อย่างละเอียด ตลอดจนตรวจดูงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงินล่าสุด เท่าที่จะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้ ทั้งจาก Annual Report ปีล่าสุด และจาก Edgar ไฟล์ของหน่วยงาน ก.ล.ต. (SEC) ของสหรัฐฯ ตลอดจนได้อ่าน Chairman’s Letter ฉบับล่าสุดและ Owner-Related Business Principles ฉบับอัพเดตทั้ง 15 ข้อ อันโด่งดัง ที่บัฟเฟตอ้างว่าเขาเขียนเอง

และที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ย่อมเป็น Observations ของผมเอง ที่แม้ผู้รู้หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า มันจะเพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้กับท่านไม่มากก็น้อย ถ้าท่านเป็นผู้ที่ฝักใฝ่สนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับการ “หาทรัพย์” “ใช้ทรัพย์” “เพิ่มพูนทรัพย์” หรือต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่ต้องรักษาไว้ซึ่ง “ความมั่งคั่ง” (Wealth) ของครอบครัวหรือองค์กรของท่าน มิให้เสื่อมค่าลงตามกาลเวลาและอัตราเงินเฟ้อ



คนรวย

เนื่องเพราะผมไม่ใช่คนรวยและมิได้เกิดมารวย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจต่อ “ความรวย” สำหรับผม ย่อมได้มาจากการอ่าน สังเกต ศึกษา เรียนรู้ สอบถาม แลกเปลี่ยน คิดหาเหตุผล และจินตนาการเอาเอง

นานมาแล้ว สมัยที่ผมยังหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น Investment Banker หัวหน้าผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็น Banker ที่เก่ง เคยบอกกับผมว่า “คนรวยจริงนั้นต้องรวยด้วย Wealth มิใช่รวยด้วย Income” และ นับแต่นั้น แม้จะฟังดูกำกวมอยู่บ้างในตอนแรก ผมก็ได้ยึดถือเอาคำพูดประโยคดังกล่าวเป็น Core Concept เสมอมา เมื่อต้อง Observe อะไรที่เกี่ยวกับทรัพย์หรือเกี่ยวกับความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งของผู้คน

และในฐานะที่ผมเป็นนักข่าวสายธุรกิจ เศรษฐกิจ และการจัดการ ผมย่อมต้องเคยพูดคุยกับคนรวยจำนวนมาก เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนและการบริหารสินทรัพย์หรือ หนี้สิน ตลอดจนสไตล์การใช้ชีวิตของคนเหล่านั้น ทั้งที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ๆ นักการเงิน นักลงทุน นักอุตสาหกรรม นักการเมือง เทคโนแครต หรือ Entrepreneur ที่เก่ง อีกทั้งยังเคยเห็นของมีค่ามาแล้วก็ไม่น้อย ทั้งของสะสม, Luxury Estate, Precious Metals, Arts และ Collectible Items อื่นๆ ที่ผู้คนคิดว่ามันจะสามารถ Store Value ของความมั่งคั่งไว้ได้

สุดท้าย ผมก็พบว่าคำกล่าวนั้นเป็นความจริง เพราะหลายคนที่ผมเคยพบ แม้จะมีรถยนต์จำนวนมาก แต่ก็ใช้ได้จริงทีละคัน แม้จะมีเครื่องเสียงและแผ่นเสียงมีค่าจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็ฟังได้จริงทีละชุดและทีละแผ่น แม้จะมีเครื่องเพชรละลานตา แต่ก็ใส่ออกงานได้จริงวันละไม่กี่ชุด ฯลฯ หรือ One at a time และแม้จะมีเงินจำนวนมหาศาล ทว่า 90% ของเงินที่มีอยู่ กลับไม่เคยถูกนำมาใช้กินใช้อยู่ใช้เที่ยวหรือเพื่อการใช้ชีวิตหรือดำรงชีวิต ประจำวันแต่อย่างใด เพราะคนเราจะกินอยู่กันซักเท่าไหร่กันเชียว วันๆ หนึ่ง

ผมสังเกตว่า Bill Gates ตอนที่มาเมืองไทยก็พักอยู่ที่ดุสิตธานี เมื่อคิดดูให้ละเอียดก็จะเห็นว่าดุสิตธานีนั้นอยู่ไม่ไกลไปจากซอยงามดูพลี ที่ฝรั่งขี้นกชอบมาพักกันไม่เท่าไหร่ หรือเมื่อเขาไปภูเก็ต เขาก็เพียงอยู่กันคนละหาดกับบรรดาฝรั่งขี้นกพวกนั้น ผมว่าชีวิตประจำวันก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ที่ต่างกันมากมายมหาศาล ย่อมเป็น “เลขศูนย์” หรือ “เลขหลัก..” (000,000,000,000,000...) ที่ต่อท้ายตัวเลขในสมุดเงินฝาก (หรือในบัญชี Net Worth) นั่นแหละ

ซึ่งหลักศูนย์จำนวนมากที่มาต่อท้ายนี้ เป็นสิ่งที่พึงปรารถณาของคนทั่วไป เพราะมันสามารถดลบันดาลให้ได้ครอบครองและบริโภคของดี ของหายาก ของแพง ของที่อยากได้ หรือแม้แต่จะให้ทานใครทีละมากๆ ฯลฯ ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด...นั่นเป็นข้อดึของความรวย

ผมสังเกตว่าคนรวยในโลกเดี๋ยวนี้ รวยกันทีเป็นหลักแสนล้านหรือล้านล้าน มิใช่ร้อยล้านหรือ Millionaire เหมือนเมื่อก่อน และแทบทั้งหมด (ถ้าไม่นับ Royal Family) ย่อมรวยด้วยการถือครองหุ้นในกิจการหรือกลุ่มกิจการของตัวเอง มิได้รวยขึ้นมาด้วยการถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่น (แม้แต่ Government Bonds หรือ Treasury Bills ก็ตามที) หรือด้วย Stream of Incomes ที่แม้จะมีมาหลายทาง ก็รวมแล้วไม่มีทางเทียบได้กับ Market Capitalization ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

อย่าง Bill Gates ก็รวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกเพราะถือหุ้น Microsoft ที่ราคาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีแรก นั่นนับเป็นแกนหลักของความรวยของเขาที่ตอนหลังคืบคลานไปถือสินทรัพย์อย่าง อื่นด้วย หรืออย่าง "มหาเศรษฐีข้ามวัน" รุ่นใหม่จำนวนมาก Yahoo!, Google, eBay, YouTube, Netscape, MySpace, Amazon, Starbuck, Wal-Mart, Murdoch ฯลฯ ที่รวยขึ้นมาจากกิจการไฮเทคหรือแม้แต่พวก Hedge Fund และ Private Equity ที่มักต้องเก็บตัวรวยแบบเงียบๆ ก็ล้วนรวยมาจากมูลค่าหุ้นทั้งนั้นแหละ



นั่นเป็นเพราะหุ้นมันมี “ตัวคูณ”

ระบบทุนนิยมมันอนุญาตให้ตลาดหุ้นสร้าง “ตัวคูณ” ให้กับสินทรัพย์และรายได้ เพื่อให้เกิด “ความมั่งคั่ง” อีกระนาบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นความมั่งคั่งในระดับ “อภิมหา” หรือ Super Rich

Warren Buffet ก็ใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกและใช้มาก่อนใครเพื่อน นั่นเป็นเพราะเขาค้นพบความลับของ “ตัวคูณ” มาตั้งแต่เขายังเรียนหนังสืออยู่กับ Bill Graham ที่โคลัมเบียเมื่อยังเด็ก

ดังนั้น เมื่อเขาได้ของมีค่ามา แม้ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร โรงงาน กิจการ หรือธุรกิจที่มีกำไร กระแสเงินสด และมีศักยภาพแห่งรายได้ เขาย่อมไม่ “กั๊ก” ไว้เอง เขาย่อมใส่เข้าไปใน Berkshier Hathaway หมด เพื่อสร้างตัวคูณให้กับหุ้น Bershire แล้วค่อยรอกินจาก “ยอด” นั้น ซึ่งวิธีนี้สำหรับเขา มันพิสูจน์ให้เห็นตำตาแล้วว่ามันได้โป่งขึ้นเป็นแสนเท่า

เขากล่าวไว้ใน Annual Report ฉบับล่าสุดว่า “In line with Berkshire’s owner-orientation, most of our directors have a major portion of their net worth invested in the company. We eat our own cooking.

Charlie’s family (หมายถึง Charlie Munger มือขวาของเขา--ทักษ์ศิล) has 80% or more of its net worth in Berkshire shares; I have more than 98% In addition, many of my relatives - my sisters and cousins, for example - keep a huge portion of their net worth in Berkshire stock.


Charlie and I feel totally comfortable with this eggs-in-one-basket situation because Berkshire itself owns a wide variety of truly extraordinary businesses......

Charlie and I cannot promise you result. But we can guarantee that your financial fortunes will move in lockstep with ours...(..)...Moreover, when I do something dumb, I want you to be able to derive some solace from the fact that my financial suffering is proportional to yours.” (Berkshire Hathaway Inc., 2009 Annual Report, P.89)

เก๋มะ! คำพูดเนี่ย



ตัวคูณ

เห็นมั้ยครับว่า Buffet คิดไม่เหมือนเศรษฐีไทย ซึ่งร้อยทั้งร้อยมุ่งเน้นแต่เรื่อง Cashflow และ Stream of Income แต่ต่อยอดไปสู่กระบวนทัศน์ของ “ตัวคูณ” ไม่ค่อยเก่ง ยกเว้นคนรุ่น ทักษิณ ชินวัตร สนธิ ลิ้มทองกุล สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง อนันต์ อัศวโภคิณ ฯลฯ เหล่านี้ที่โผล่ขึ้นมาในยุคเงินท่วมประเทศ และอาศัยตัวคูณในตลาดหุ้นต่อยอดให้ตัวเองอย่างโฉ่งฉ่าง โดยที่บางคนก็สำเร็จ บางคนก็ล้มเหลว (ถ้าดูให้ดี จะเห็นว่าเศรษฐีใหม่อย่าง ตัน ภาสกรนที ก็ Breakthrough ขึ้นมาได้เพราะหุ้นเหมือนกัน)

เศรษฐีไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่ารุ่นเก่ารุ่นใหม่ แม้ว่าจะเคยลิ้มลองรสชาติของ “ตัวคูณ” กันมาแล้วแทบทุกคน แต่นิสัยพื้นฐานลึกๆ มักจะคล้ายคลึงกัน คือนิยมที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้กับที่ดิน อาคาร ทองคำ และเงินฝากธนาคารเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นคนในตระกุลเศรษฐีประเภท “ของจริง” ที่สังคมรู้จักกันดี อย่างโสภณพนิชหรือเจียรวนนท์ พวกเขาย่อมเข้าใจมหัศจรรย์ของ “ตัวคูณ” เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ถือเรื่องดังกล่าวเป็น Priority หลักของครอบครัว และไม่ได้หมกมุ่นกับมันเหมือน Buffet (เช่นเดียวกับอีกหลายตระกูลที่รวยมาก่อนหน้านี้ก็เช่นเดียวกัน จนสุดท้ายความมั่งคั่งที่เคยกระจุกตัวอยู่ในตระกูลก็ถูกแบ่งแยกแจกจ่ายกันไป ในหมู่สมาชิกรุ่นต่อมาจนทำให้ตระกูลไม่สามารถสืบทอดความมั่งคั่งต่อไปได้ และต้องกระเด็นออกจากทำเนียบมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย)

นั่นอาจเป็นเพราะวิธีคิดแบบคนจีนที่ถึงแม้จะชอบความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เมื่อรวยแล้วก็จะไม่กล้าไปแบบสุดๆ เหมือนฝรั่ง

ในเชิงเทคนิคแล้ว “ตัวคูณ” ของราคาหุ้นย่อมมีพื้นฐานมาจากรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของกิจการนั่นเอง ทว่า เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งอย่างเหมาะสมด้วยมือของผู้ชำนาญแล้ว กำไรหรือกระแสเงินสดหรือ Book Value เพียง 1 บาท สามารถเป็นสปริงบอร์ดให้ราคาหุ้นของกิจการนั้นๆ มีค่าเป็นสิบเป็นร้อยได้ ซึ่งนักลงทุนเรียกมันว่า P/E Ratio บ้าง P/Cashflow บ้าง P/BV บ้าง หรือ P/NPV บ้าง โดยมันจะสูงจะต่ำ ย่อมขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และจิตวิทยาของผู้ลงทุนในขณะนั้น ตลอดจนทัศนคติและความคาดหวังหรือภาพอนาคตของกิจการนั้นๆ ที่ผุดขึ้นในใจผู้ลงทุนในขณะดังกล่าวด้วย

ในกรณีของ Buffet เขาตัดสินใจใช้ Net Worth เป็นตัวตั้ง กล่าวคือใช้ Per-Share Book Value เป็นตัวแสดงถึงความสำเร็จและความมั่งคั่งของ Berkshire เช่นในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด เขาขึ้นต้นย่อหน้าแรกด้วยประโยคนี้ว่า “ระหว่างปี 2009 ที่ผ่านมา Net Worth ของ Berkshire เพิ่มขึ้นถึง 21.8 พันล้านเหรียญฯ ทำให้ Per-Share Book Value เพิ่มขึ้นถึง 19.8% ต่อหุ้น” นั่นแสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับมันเหนือสิ่งอื่นใด

เขาว่า Per-Share Book Value นี่แหละที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของ “Intrinsic Value” หรือมูลค่าที่แท้จริงซึ่งเป็นหัวใจของการประเมินค่ากิจการและเงินลงทุนทั้งหมดของเขา ซึ่งเขาเรียนมาจากอาจารย์ Graham อีกทอดหนึ่ง

Buffet เขียนไว้เองว่า “Intrinsic value is an all-important concept that offers the only logical approach to evaluating the relative attractiveness of investment and businesses. Intrinsic value can be defined simply: It is the discounted value of the cash that can be taken out of a business during its remaining life.” (P.92, เส้นใต้นั้นผมขีดเอง)

เห็นหรือยังครับว่าวิธีการมอง “มูลค่า” หรือ “คุณค่า” ของเขามีหลักยังไง

จึงไม่แปลกที่ Buffet จะมีความสามารถพิเศษในการ “เล่าเรื่อง” หรือ “Tell Stories” เพราะเขาจำต้องสร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนและตลาดหุ้น เขาต้องสร้างภาพในใจคนเหล่านั้น ให้เห็นว่าวิธีการที่เขาทำอยู่ (ที่สามารถชักชวนเอากิจการดีๆ ภายใต้ผู้บริหารที่เก่งกาจ ที่มีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมากฉีดเข้ามาในพอร์ตของ Berkshire อยู่ตลอดเวลา) จะนำไปสู่การเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับ Berkshire Hathaway ในอนาคต

ยิ่งนักลงทุนและตลาดมีความคาดหวังสูงมากเพียงใด ยิ่งภาพที่ผุดขึ้นในใจคนเหล่านั้นเริดหรูเพียงใด “ตัวคูณ” ของหุ้น Berkshire ในปัจจุบันย่อมสูงตามไปด้วย

นั่นจึงเป็นที่มาของกระบวนการสร้างภาพให้กับตัวเอง เพราะนักเล่าเรื่องหรือนักเล่านิทานที่จะให้คนเชื่อได้ ย่อมต้องมี “ความน่าเชื่อถือ” เป็นเบื้องแรก

ในรอบ 30 ปีมานี้ Buffet ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองสูงมาก เขาวางตำแหน่งตัวเองให้ดู “ไม่โลภ” (แม้จะหากินกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มาตลอดชีวิต) เพราะเขาเข้าใจโลกสันนิวาศ ว่าถ้าถูกมองเป็นคนโลภมากเสียแล้ว ความน่าเชื่อถือก็จะน้อย พูดอะไร ทำอะไร ก็จะไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น เขาจึงต้องแสดงออกคล้ายๆ ฤาษี แม้จะมีเงินทองเป็นล้านล้านบาทก็ตาม

ระยะหลังเมื่อแก่มากแล้ว เขายิ่งหันมาเน้นในจุดนี้ ให้เห็นว่าเขาละวางได้จากความโลภทั้งปวง และกลายเป็น “ผู้ให้” หรือ “ผู้ใจบุญ” อย่างยิ่งใหญ่

นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ภายนอกเขาต้องดูเหมือน “ผู้นำลัทธิ” ในอดีต ที่มี “สาวก” คอยติดตามจำนวนมาก (พวกนักการตลาดรู้มานานแล้วว่าวิธีการแบบนี้เป็นการสร้างแบรนด์แบบหนึ่งที่เรียกว่า Cult Branding)



เครื่องมือหลักของเขาในการสร้างภาพก็คือ “สื่อ”

Buffet ใช้สื่อระดับคุณภาพสูงที่เข้าถึงกลุ่มบนสุดของสังคมให้ช่วยอธิบายตัวเขา เขาใช้คนอย่าง Carol Loomis บรรณาธิการอาวุโสที่มีอิทธิพลต่อ Fortune ในรอบ 30 กว่าปีมานี้ คนอย่าง Andrew Ross Sorkin แห่ง New York Times และเข้าถือหุ้นและร่วมเป็นกรรมการของ The Washington Post อันทรงอิทธิพล กับสื่อทีวี เขาก็สนิทสนมกับ Becky Quick แห่ง CNBC และเคยสนิทมากกับ Michael Bloomberg เจ้าพ่อสื่อคนใหม่ของโลก เป็นต้น

นอกจากนั้น เขามักให้กิจการที่ Berkshire เข้าไปซื้อแบบเต็มตัว เพิ่มงบโฆษณาแบบไม่อั้น เพื่อสร้างภาพว่าได้เข้ามาร่วมอยู่ในชายคาของเขาแล้วเสมอๆ

เขารู้ว่า “สื่อ” คือความเป็นความตายของเขา เพราะกิจการของเขาเป็นเพียง Holding Company วันๆ เอาแต่ซื้อหุ้นนั้น ขายหุ้นนี้ ระดมทุนจากคนนั้น แล้วมาซื้อกิจการโน้น เทคโอเวอร์กิจการนี้ ฯลฯ มิได้ดำเนินธุรกิจอะไรจริงจัง ถ้าสื่อร่วมกัน “เจาะยาง” เขา ทำให้เขาไม่ Popular ในหมู่ผู้ลงทุนและแวดวงตลาดหุ้น มูลค่าหุ้นของเขาก็จะลดลง หรือขึ้นต่อไปได้ลำบาก

ผมสืบสวนดูจดหมายถึงผู้ถือหุ้นล่าสุดนี้ ก็พบว่า ปี 2009 ที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาเองมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัย (Personal and home securitiy services) ถึง 344,490 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 10 ล้านบาท (ฺBerkshire Hathaway INC., Notice of Annual Meeting of Shareholders, P.7)

ผมรู้เลยว่า ตัวเขาเองแล้ว ลึกๆ ก็กลัว เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่ง Social Tension คุณจะรวยอยู่ได้ไงท่ามกลางคนจนที่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกมหาเศรษฐีถึงต้องพากันตั้งมูลนิธิและกลายเป็น Philantropist กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังผูกขาดตัดตอน ขายของแพง และเอารัดเอาเปรียบอยู่เหมือนเดิม (ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง Microsoft ดูสิ)

ในอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์จำนวนมากที่โจมตี Buffet หาว่าเขาเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลบ้าง หรือหาว่าเป็นโจรสลัดก็มี พวกเหล่านี้ ไม่เชื่อว่า “คนดี” “คนไม่โลภ” จะใช้ตลาดหุ้นสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองได้อย่างมากมายมหาศาลขนาดนี้

ความข้อนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ผมว่า Buffet เขาแนบเนียนมาก หรือถ้าจะใช้ภาษาสูงกว่านั้นก็ต้องว่า “แยบคาย”

ท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบเขากับมหา เศรษฐีไทยดูสักสองสามคน เอาว่าทักษิณคนหนึ่ง ธนินท์คนหนึ่ง และเจริญอีกคนหนึ่ง และลองมองในเชิง “ความโลภ” ดูสิ ท่านลองดูพฤติกรรมของพวกเขาสามคน ทั้งวิธีการหาเงิน วิธีการค้าขาย ความสัมพันธุ์กับคู่ค้าและผู้บริโภค ฯลฯ ก็จะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้มีความโลภเป็นเจ้าเรือน บางคนเข้าไปสู่แวดวงอำนาจเพื่อหาเงินหาทอง บางคนเอาเปรียบเกษตรกร (ซึ่งเป็น Supplier สำคัญของธุรกิจตน) และสิ่งแวดล้อมอย่างไ่ม่รู้สึกรู้สา และบางคนก็เอาเปรียบคนดื่มแอลกอฮอล์ (ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสำคัญของตัว) อย่างมากและโจ่งครึ้ม...ข้อนี้ Buffet เหนือชั้นกว่าพวกเขามาก

มีเว็บไซต์นึงว่าเขาเป็นตัวอย่างของพวก Buccaneer of Capitalism ที่คอยปล้นสดมภ์โดยใช้เครื่องมือของระบบทุนนิยม ทั้งๆ ที่กิจการ Berkshire นั้น มิได้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย เขาเป็นเพียง “แมงป่องที่ขี่หลังเต่า” เท่านั้นเอง เพราะถ้าไม่มีบริษัทแบบ Berkshire ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่กระทบอันใดเลย ดังนั้นคนอย่าง Warren Buffet ก็เป็นแต่เพียง “กาฝาก” เท่านั้นเอง

เมื่อลองพิจารณาพอร์ตโฟลิโอของ Bershire แล้ว ผมก็เริ่มเห็นด้วยกับความข้อนี้เช่นกัน



พอร์ตโฟลิโอ

สไตล์ของ Buffet ในการ Form Portfolio นั้นเป็นสไตล์เฉพาะตัว แม้นักลงทุนจำนวนมากจะเอาอย่างเขาในเรื่อง Value Investment แต่ก็คงทำเหมือนเขาเป๊ะไม่ได้ หรือเลียบแบบโดยตรงไม่ได้..และจะไม่มีทางได้

ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเขาโตมาจากธุรกิจประกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นประกันภัย) แม้แต่ตอนนี้ที่เขา Diversify ไปมากแล้ว ก็ยังเห็นร่องรอยว่าเขาพึ่งพาประกันถึงหนึ่งในสาม

ท่านที่เคยดูหนังเรื่อง About Schmidt ก็จะจินตนาการเห็นภาพพจน์ได้ทันทีเลยว่าตัวละครอย่าง Jack Nicholson นั่นแหละที่เป็นลูกน้องของ Buffet และคอยหาเงินหาทองให้กับ Berkshire ด้วยการทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตไปกับการขายประกัน

อีกประมาณหนึ่งในสามก็จะอยู่ในหมวดค้าส่ง บริการ และการผลิต รวมถึงพรมรองพื้น โดยทั้งหมดนี้จะกระจายกันไปกว่า 150 บริษัท (มีทั้งเพชรพลอย ภัตราคาร เสื้อผ้า ของเล่น ลูกอม ขนมหวาน ฯลฯ)

ประกันกับกลุ่มการค้าอันนี้จึงเป็น Life & Blood ของเขา ถ้าธุรกิจประกันหรืการค้าในอเมริกาเกิดแย่ เขาก็ย่อมเซไปด้วยอย่างแน่นอน

ผมดูงบดุลของ Bershire ปี 2009 แล้วเห็นว่าสินทรัพย์ในสองหมวดนี้ คิดเป็นกว่า 75% ของสินทรัพย์รวม และเมื่อดู Cashflow ทั้งปี ที่มีเงินสด (รวม Cash Equivalent) ทั้งสิ้น 30,558 ล้านเหรียญฯ แล้ว จะคิดเป็นส่วนที่ถือผ่านบริษัทประกันและบริษัทในกล่มนี้อยู่อยู่ถึง 27,917 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 91% ของเงินสดในมือทั้งหมด

และผมก็พยายามแกะดูว่ากระแสเงินสดที่มาจากสองหมวดนี้เป็นเท่าใด แต่ก็ไม่มีข้อมูลมากพอ เพียงแต่ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาจากข้อมูลแวดล้อมก็อาจพอมองเห็นเค้าลาง ได้บ้าง กล่าวคือ Operating Cashflow ของกิจการในพอร์ตทั้งสิ้นเท่ากับ 15,845 ล้านเหรียญฯ จากรายได้รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 112,493 ล้านเหรียญฯ โดยเป็นส่วนของกิจการประกันและการค้ากับการผลิต 92,780 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 82%

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าธุรกิจประกันและกลุ่มการค้า (ซึ่งกระจายความเสี่ยงได้ดี) มี Contribution ต่อ Bershire มากเพียงใด สังเกตว่าระยะหลัง Buffet มักออกมาแสดงความมั่นใจในความแข็งแกร่งของ Berkshire อยู่เสมอเมื่อเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยอื่นขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็น 9/11, Hurricane Katrina, Hurricane Ike, แผ่นดินไหวใหญ่ในอิตาลี และไฟไหม้ป่าในรัฐ Victoria ของ Australia นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนกระทบกับกิจการที่อยู่ในพอร์ตของเขาเข้า อย่างจัง

การสร้างอาณาจักรธุรกิจโดยอาศัยสถาบันการเงินเป็นแกนหลักแบบ Buffet นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใครๆ ในโลกก็ทำกันมาก่อน ทั้งที่เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือจักรวรรดิอังกฤษ....มันเป็นการ “กินสองเข้าฮอร์ส” เพราะสถาบันการเงินมันระดมทุนเองได้แบบต้นทุนต่ำ คือนอกจากจะมี Other Peoples Money ให้หยิบยืมไปใช้ก่อนได้แล้ว ยังเป็นเงินประเภท Low Cost of Capital อีกด้วย

ในกรณีของ Berkshire นั้น บัฟเฟตเรียกเงินก้อนนี้ว่า Float คือเบี้ยประกันที่รับมาก่อน (แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เพราะความเสียหายมันยังไม่เกิด) ซึ่ง ณ สิ้นปี 2009 มีอยู่ถึง 62,000 ล้านเหรียญฯ โดย Buffet ก็ได้ใช้เงินก้อนนี้ประกอบกับเงินกู้และเงินสดในมือ (หรือบางทีก็ออกหุ้นแลกหุ้นในช่วงที่หุ้นของตัวเองราคาแพง) “ลงทุน” และ Takeover คนโน้นคนนี้ ผ่านกลุ่มบริษัทประกันเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง...นั่นแหละที่ผมเรียกว่า “กินสองเข้าฮอร์ส” ละ

ผมเห็นกรณีศึกษาอันหนึ่งในเมืองไทย ที่ใกล้เคียงกับ Buffet Model มากที่สุดก็คือ “กลุ่มเอกธนกิจ” (เรียกติดปากว่า “ฟินวัน”) ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากภายใต้การนำของ ปิ่น จักกะพาก ซึ่งเริ่มจากบริษัทเงินทุนเล็กๆ แล้วขยายไปสู่หลักทรัพย์ ประกัน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ โดยอาศัยการ Takeover และเล่นกับ “ตัวคูณ” ในตลาดหลักทรัพยฯ เป็นหลัก แต่ด้วยการขยายตัวเร็วเกินไป และ Diversify ไม่เพียงพอ เมื่อเศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง กลุ่มจึงพึงทลาย (ผมเห็น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดของปิ่นมาก่อน ก็มาโฆษณาเรื่อง Value Investment อย่างเอิกเกริกเหมือนกันในช่วงหลัง หรือแม้แต่ กรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง เอง ซึ่งก็เป็นทั้งญาติห่างๆ และเป็นทั้งลูกน้องคนสนิทอีกคนหนึ่งของปิ่น ก็เคยพูดเรื่อง Value Investment เช่นเดียวกัน)

Buffet ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาใช้วิธี Mergers & Acquisitions เป็นหลัก โดยเขาได้เขียน Acquisition Criteria ไว้ 6 ข้อ ว่าถ้าใครอยากขายกิจการให้เขาต้องเข้าหลัก 6 ประการนี้เสียก่อนคือ

1. ต้องใหญ่ (ต้องมีกำไรก่อนหักภาษีอย่างต่ำ 75 ล้านเหรียญฯ)

2. ต้องทำกำไรสม่ำเสมอ (ไม่เอาประเภทที่ต้องเอามาฟื้นฟูเยียวยา)

3. ต้องให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROE) ดี และใช้หนี้น้อยหรือไม่มีหนี้เลย

4. ต้องมาพร้อมผู้บริหาร

5. ต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน (ถ้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีแยะ เขามักขี้เกียจทำความเข้าใจกับมัน)

6. ต้องบอกราคามาเลย (จะไม่เสียเวลาเจรจาโดยไม่บอกราคามาก่อน)



เขาบอกไว้ชัดเจนเลยว่า วันๆ นึง คนติดต่อขายกิจการให้เขาแยะ ดังนั้นถ้าไม่เข้าหลักหกประการนี้ ก็อย่าโทร.มา หรือถ้าเขาไม่ได้โทร.กลับ ก็แสดงว่าเขาคงไม่สนใจ เพราะธรรมดาเขามักใช้เวลาไม่นานในการพิจารณา บางทีก็เพียงแค่ห้านาทีก็เคยมี และก็อย่าให้เขาต้องไปซื้อแข่งกับใคร เพราะเขาไม่ชอบ

“When the phone don’t ring, you’ll know it’s me.” เขากล่าวโดยหยิบยืมจากเนื้อเพลงลูกทุ่งอเมริกัน

ระยะหลังเขาเริ่มคืบคลานเข้าสู่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้น ฐาน เช่นรถไฟและท่อส่งน้ำมัน เมื่อ 12 ก.พ. ที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะ Takeover กิจการรถไฟขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สองของอเมริกาคือ Burlington Northern Santa Fe Corporation (BNSF) ด้วยราคาประมาณ 26,450 ล้านเหรียญฯ โดยใช้หุ้นแลกหุ้น และจ่ายเงินสดอีกประมาณ 15,900 ล้านเหรียญฯ นักวิเคราะห์ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ ว่าบัฟเฟตหวังอะไรจากตรงนี้ บ้างก็ว่าเขารู้ข้อมูลภายในว่ารัฐบาลจะลดภาษีให้กับธุรกิจนี้ บ้างก็ว่ารัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนการขนส่งโดยราง ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนั้น เขายังขยายเข้าสู่ธุรกิจไฟแนนซ์และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขาใช้เป็นตัวผ่านในการลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ และ Transaction ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ด้วย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ลงทุนในตราสารซับไพร์ม แม้จะใช้บริษัทประกันเขียน Contract ประเภท Credit Default Swap กับคู่สัญญาบ้าง ทำให้ในปี 2008 เขาขาดทุนจากตรงนี้ 1,774 ล้านเหรียญฯ แต่ปี 2009 ก็สามารถพลิกมาเป็นกำไรได้ 789 ล้านเหรียญฯ เป็นต้น

ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในพอร์ตโฟลิโอของ Birkshire มากไปกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นบทความประเภทวิเคราะห์หุ้นไป แต่ผมจะหยิบเอาตัวเลขหรือ Ratio สำคัญๆ ที่ผมคิดว่าจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นวิธีการทำมาหากินของบัฟเฟต มาล้อมกรอบไว้ให้ดูกัน โดยผู้อ่านที่อยากลงลึก ก็สามารถคลิกเข้าไปดูไฟล์ Edgar ของสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้อยู่แล้วที่ www.sec.gov

ผู้อ่านต้องอย่าลืมว่า พอร์ตโฟลิโอของ Birkshire นั้นมีสองชั้น คือชั้นในสุด ที่เป็น Core หรือเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง สร้างกระแสเงินสดจริงให้กับ Birkshire (ซึ่งก็มีกลุ่มประกันเป็นหลัก และยังมีกลุ่มการค้าอุตสาหกรรม กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและไฟฟ้า และกลุ่มไฟแนนซ์ล้อมรอบอยู่) และชั้นนอก ที่เป็น Marketable Securities อย่างเช่นหุ้นของ Coke, Wal-Mart, Proctor & Gamble, American Express, ConocoPhillips, Johnson & Johnson, Tesco, Wells Fargo, ฯลฯ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน (ซึ่งปีนี้บัฟเฟตเีชียร์ให้ซื้อให้มาก) ตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ ซึ่งถือผ่านพอร์ตของบริษัทประกันและบริษัทไฟแนนซ์อีกทอดหนึ่ง

ที่ Buffet ชอบโม้ว่าหุ้นตัวเองซื้อแล้วไม่ขาย ย่อมเป็นหุ้นในกลุ่ม Core นั่นเอง ส่วนหุ้นในกลุ่มหลัง ย่อมต้องซื้อเข้าขายออกเป็นธรรมดา ตามประสานักเล่นหุ้น...ท่านผู้อ่านหลายคนมักเข้าใจประเด็นนี้ผิด คือไปเข้าใจว่า Value Investment นั้นต้องถือยาว และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์เลยแม้แต่น้อย...ผิดครับ เพราะในพอร์ตของ Bershire นั้น มีทั้ง Credit Default Contracts, Equty Index Put Option Contracts, และ ฯลฯ



เราได้อะไรจากการศึกษาบัฟเฟต

สำหรับผม สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาบัฟเฟตมิใช่สไตล์หรือหลักการลงทุนของเขา เพราะผมคิดว่ามัน Unique มากเกินไปจนยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ทว่า สิ่งที่สะกิดใจผม กลับเป็นสไตล์การจัดการของเขาเอง

ผมว่า Buffet นอกจากจะเป็นนักลงทุนที่เก่ง เป็นพวกตามีแวว ที่รู้จักแสวงหาเพชรในตม (Undervalued Assets) รู้จักเจรียนัยเพชร รู้จัก Tell Story รู้จักสร้างภาพ และเล่นกับจิตวิทยามวลชนแล้ว เขายังเป็นนักบริหารที่เก่ง



ความข้อนี้คนมักไม่มองกัน

สไตล์การลงทุนของเขา มีลักษณะของ “การสร้างอาณาจักร” เขา เหมือนเจงกิสข่านที่คอยยกทัพไปตีเมืองเพื่อเอามาเป็นเมืองขึ้น แต่เขาจะให้ลูกน้องอยู่รักษาเมือง หรือบริหารเมืองนั้น และเขาก็จะเดินทัพเพื่อตีเมืองต่อไปที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การจะทำการแบบนี้สำเร็จ เขาจำเป็นต้องมีแม่ทัพ และเจ้าเมืองที่มีฝีมือจำนวนมาก ที่จะคอยดูแลรักษาเมืองเหล่านั้นไว้ให้อุดมสมบูรณ์ และให้ราษฎรช่วยกันทำมาหากินจนมีผลผลิตเหลือแบ่งปันมาถึงส่วนกลาง

การจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องรู้จักใช้คน ต้องตามีแวว รู้ว่าใครมีข้อดีข้อเสียอะไร จะพัฒนาคนอย่างไร และต้องกล้า “ลงทุนในคน”



วิธีการลงทุนในคนของบัฟเฟต คือ “กล้าให้ใจ”

เขาจะ Trust ผู้บริหารและให้บริหารกิจการในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดของเขาอย่างอิสระ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก นอกจากกิจการนั้นขาดทุนหรือมีปัญหาจริงๆ

การ Trust คน นี้เป็นจุดแข็งของเขาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ฝรั่ง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเติบโตมากับธุรกิจประกันก็ได้ เพราะรากฐานของธุรกิจประกันนั้นต้องอาศัย Trust สูงมาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่พ่อของเขาเคยเป็นเด็กรับใช้คุณชิน โสภณพนิช มาก่อน แล้วพอโตขึ้นมาหน่อย เมื่อคุณชินทำบริษัทประกันภัย ก็ให้คนๆ นี้ เป็นผู้นำเงินสดใส่กระเป๋าไปให้กับคนที่ถูกไฟไหม้และทำประกันไว้กับคุณชิน เสมอๆ และต่อมาคนผู้นี้ ก็ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของบริษัทกรุงเทพประกันภัย...หรืออย่าง พนักงานขายกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนฝูงญาติมิตรกับคนซื้อประกันแทบทั้งนั้น ถึงจะขายสำเร็จ เพราะธุรกิจแบบนี้ มันต้องอาศัย Trust สูงมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ความสำเร็จของ Buffet ย่อมมาจากการที่เขาสามารถเผื่อแผ่ Trust หรือความใจกว้างของเขา ให้ขยายพรมแดนออกจากธุรกิจประกัน ไปสู่ธุรกิจอื่นในพอร์ตของเขาได้อย่างน่าชม

อีกอย่าง เขามักเชื้อเชิญบรรดาเจ้าของกิจการที่ทำกิจการของตัวอยู่แล้ว ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเจ้าของกิจการเหล่านั้น แทนที่จะอยู่กันแบบโดดๆ ก็มาร่วมใต้ชายคาของบัฟเฟตดีกว่า เพราะจะได้ประโยชน์ในเชิง “ตัวคูณ” เนื่องเพราะตลาดให้ความเชื่อถือบัฟเฟตและ Berkshire Hathaway มากกว่า

ดังนั้น เราจะเห็นว่าบรรดากรรมการและผู้บริหารในอาณาจักรของบัฟเฟตนั้น ถือหุ้น Bershire อยู่ถึง 37% ในส่วนของหุ้น Class A และ 17.4% ในส่วนของหุ้น Class B

แต่ถ้านั่นเป็น Carrot แล้วเขาใช้ Management Control วิธีไหนกับผู้บริหารเหล่านั้น

ผมพบว่า แม้เขาจะไม่นิยมใช้วิธีการประเมินผลโดยอาศัยราคาหุ้นหรือผลประกอบการรายไตร มาศของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์ แต่เขาก็ยังต้องดู Bottom Line ประกอบ เพราะในหลายกรณีเขาก็ต้องปลดผู้บริหารที่ทำบริษัทขาดทุนต่อเนื่องออกไป แม้แต่กรณีผู้บริหารของ Coke ในอดีตที่แก้ปัญหา Contamination ได้ไม่ดีจนหุ้นตกระเนระนาด และยอดขายหายวับไปกับตา ก็ปรากฏว่าเขาเองที่เป็นคนไปเจรจาให้ลาออกไป เป็นต้น

นอกจากนั้น เขายังคงถือสิทธิขาดในการกำหนดผลตอบแทนของผู้บริหารทุกคนในกลุ่ม

ข้อนี้แหละที่เป็น “ไม้ตาย” ของเขา ที่เขาจะไม่ยอมปล่อย เพราะเขาจะใช้การกำหนดผลตอบแทนนี้เป็นการส่งสัญญาณและเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหาร

อันนี้นับว่าเขาเหมือน ประธานเหมาเจ๋อตง ที่แม้จะลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ก็ยังคงนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารฯ อยู่จนวันตาย เพราะประธานเหมา เชื่อว่า “อำนาจ มาจากปากกระบอกปืน”

และสำหรับหลักการในการกำหนดผลตอบแทนผู้บริหารนั้น เขาก็เขียนไว้ชัดเจนในจดหมายเชิญประชุมผู้ถือหุ้นเลยว่า “SUBJECTIVE”

อย่างปีที่แล้ว เขาได้ให้ผลตอบแทนกับ CFO คือนาย Marc D. Hamburg สูงที่สุด โดยให้นายคนนี้ได้ไปทั้งสิ้น 874,750 เหรียญฯ โดยที่เขาเขียนไว้ในจดหมายฯ เลยว่าคณะกรรมการได้ให้อำนาจเขาคนเีดียว และดุลพินิจของเขาก็คือ “SUBJECTIVE” (นายคนนี้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเขาเองที่ได้ 175,000 เหรียญฯ และ Charlie Munger ที่ได้เพียง 100,000 เหรียญฯ ในปี 2009)

ผมสังเกตอีกข้อหนึ่งว่า แม้เขาจะใช้วิธีหรือสไตล์แบบ Subjective แต่กลับเกิดความผิดพลาดน้อยมาก...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ข้อนี้ผมให้เครดิตเขามาก ว่าเขาเป็นคนที่มี “อคติ” น้อย

Alfred Sloan ซึ่งผมคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารที่เก่งและเชี่ยวชาญเรื่อง Management มาก เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า ผู้บริหารที่ดีต้องปราศจาก Bias เพราะพวกเขาไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรักใครหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ ไม่มีหน้าที่ต้องแค้นเคืองใคร ข้องใจใคร สนิทกับใคร หรือเลือกข้างใคร...พวกเขาย่อมต้องดูที่ Performance เป็นเกณฑ์

แม้มันจะฟังไร้หัวใจไปหน่อย แต่ผู้นำที่เก่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ Buffet ยังใช้สไตล์บริหารเครือข่ายธุรกิจของเขาด้วยโครงสร้างแบบ “จักรวรรดิ” หรือ Empire โดยเขาจะคงอำนาจในการตัดสินใจทางการเงินและการลงทุนทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง คือถ้าจะพูดภาษาการจัดการ ก็ต้องว่าเขา Centralize ในเชิงการเงิน แต่ De-centralize ในเชิงบริหาร

เหมือนกับเจ้าเมืองที่มีอำนาจสิทธิขาดในเมืองของตัวเอง แต่ถ้าจะสร้างกองทัพ จะไปรบทัพจับศึกกับใคร ก็ต้องมาขอส่วนกลางเสียก่อน

บัฟเฟตยอมให้ผู้จัดการของแต่ละกิจการมีอำนาจตัดสินใจอย่างอิสระในเรื่องที่ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจวันต่อวัน ยกเว้นการที่จะต้องลงทุนเพิ่ม เช่นถ้าจะสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร ซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ซื้อกิจการ ฯลฯ ต้องให้เขาเป็นคนตัดสินใจ และเขายังออกกฎเกณฑ์ให้ส่งคืนเงินกำไรให้กับส่วนกลางทุกปี

มองดูผิวเผินก็เหมือนระบบ “กงสี” ที่ทุกคนต่างช่วยกันทำมาหากิน ได้มาเท่าไหร่ก็ให้เป็นส่วนรวมเพื่อให้ส่วนรวมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกคนก็ค่อยมากินมาใช้ร่วมกันจากกองกลางนี้อีกที ต่างกันก็เพียงกงสีของบัฟเฟตมันมี “ตัวคูณ” อย่างที่กล่าวมาแล้ว

สไตล์การบริหารแบบนี้ ทำให้เขาใช้คนจำนวนน้อยที่ส่วนกลาง เพราะเขาใช้เพียง 21 คนในสำนักงานใหญ่ เพื่อบริหารอาณาจักรกว่า 12 ล้านล้านบาท และมีพนักงานทั้งเครือกว่า 257,000 คน แต่เขาก็ต้องมีระบบควบคุมทางการเงินที่ทรงประสิทธิภาพ จึงไม่แปลกที่เขาต้องจ่ายให้กับ Deloitte & Touche LLP ซึ่ง ช่วยตรวจบัญชีและเก็บข้อมูลการเงินของทั้งเครือเป็นเงินถึง 26.7 ล้านเหรียญฯ หรือเทียบเป็นประมาณ 881 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว (โอ้ว! แม่เจ้า)

สุดท้ายนี้ ผมใคร่ขอเตือนสติท่านผู้อ่านที่ต้องบริหารสินทรัพย์ของตนและครอบครัว หรือขององค์กร หรือแม้แต่ผู้ที่สนใจในเชิงการลงทุน ที่คิดจะเอาอย่าง Warren Buffet ให้คิดใคร่ครวญให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความเสี่ยง”

การที่บัฟเฟตกล้าเอา Wealth ของตัวเองถึง 98% ไว้ใน Berkshire Hathaway นั้น นับเป็นเรื่องที่ใจถึงและ Overconfidence มาก ถึงแม้ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และตลาดทุน ของสหรัฐอเมริกาจะเข้มแข็ง แข็งแกร่ง เกินกว่าจะพังทลายลงได้ง่ายๆ ทว่า การทำแบบนั้นก็ยังเสี่ยงมากอยู่ดี ในสายตาของผม

ท่านผู้อ่านที่ติดตามวิกฤติซัพไพร์มมาบ้าง คงจะรู้ว่าราคาหุ้นของ Citicorp นั้นรูดลงมาจาก 60 เหรียญฯ มาอยู่ที่ 1 เหรียญฯ ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปถึง 50,000 ล้านเหรียญฯ และค้ำประกันเงินกู้ให้อีก 450,000 ล้านเหรียญฯ

ผมคำนวณดูแล้วว่าผู้ถือหุ้นของ Citicorp จนลงเกือบ 300,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณเกือบ 10 ล้านล้านบาท...นั่นคือ Market Cap. ที่หายวับไปกับตา

ณ วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับมาถึงบรรทัดนี้ หุ้นของ Citicorp ซื้อขายกันที่ 3.98 เหรียญฯ โดยตอนแรกผมก็กะว่าจะบอกให้เพื่อนที่ชอบลงทุนซื้อไว้สักเล็กน้อย แต่พอได้ยินว่า บรรดาผู้บริหารธนาคารแห่งนั้นพากันรับโบนัสกันอื้อซ่า ผมก็หมดศรัทธา

ถามว่า เรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นกับ Bershire Hathaway ได้ไหม...ไม่มีใครตอบได้...แต่ Citicorp ก็เคยเป็นธนาคารที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร มิใช่หรือ?

ผมไม่แปลกใจ ที่บัฟเฟตจะเขียนย้ำอยู่เสมอว่า เขายังคงแข็งแรง ยังบริหารได้ และยังแฮปปี้ที่จะทำงานต่อไป แม้จะอายุอานามจะปาเข้าไปกว่า 79 ปีแล้ว และเขาก็ต้องตะโกนให้ได้ยินดังๆ อยู่เสมอว่า Berkshire Hathaway นั้นไม่ขาดแคลนผู้บริหาร และต้องมีตัวตายตัวแทน โดยเขาได้คิดเรื่องการสืบทอดไว้แล้วอย่างรอบคอบ

นั่นเป็นเพราะ ตัวเขาเองก็ตระหนักดีว่า “ความเสี่ยง” ของเขาอยู่ที่ใด



ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 กรกฎาคม 2553



หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านที่สนใจจะอ่าน “จดหมายจากประธานฯ” หรือ Chairman’s Letter ฉบับล่าสุด ที่บัฟเฟตเขียนเองถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านฉบับเต็ม และแปลเป็นไทยแล้ว โดยคุณปรียาพร ศรีงิ้วราย ได้ในเว็บไซต์ของนิตยสาร MBA ที่ http://www.mbamagazine.net/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม 2553


27 พฤศจิกายน 2554

เส้นทางชีวิตของผู้เริ่มต้นจากศูนย์ของ เทียม โชควัฒนา

วัยเด็ก

นายเทียม โชควัฒนา
เกิดวันที่ 14 มกราคม 2459
บิดาชื่อ นายฮกเปี้ยว

มารดาชื่อ นางสอน

พ่อ ของนายเทียม จะมีพี่น้องร่วมท้อง 7 คน และญาติห่างๆอีกหลายสิบคน พวกเขาส่วนใหญ่จะช่วยกันทำงาน และอาศัยอยู่ในร้านเปียวฮะ ซึ่งร้านนี้เป็นร้านของพ่อของเขา และกิจการนี้จะทำ
การค้าเกี่ยวกับสินค้าประเภท น้ำตาล แป้ง และนม

ใน ตอนนั้นสภาพทางการค้าของครอบครัวจะเล็กมาก พ่อของเขาจะต้องไปซื้อของที่ตลาดทรงวาด และร้านที่ตลาดทรงวาดก็จะสั่งสินค้าโดยตรงจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และซัวเถาอีกทอดหนึ่ง และทางร้านจะมีอาของนายเทียมทำหน้าที่หลงจู๊ ได้รับเงินเดือนๆ ละ 30 บาท แต่ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง

ค่าใช้จ่ายในตอนนั้นแต่ละเดือนตกประมาณเดือนละ 800 บาท หากเดือนไหนค้าขายได้กำไรถึง 1,000 บาท ทั้งครอบครัวจะดีอกดีใจกันยกใหญ่

เมื่อ นายเทียม อายุ 12-13 ปี กลับจากโรงเรียนในตอน 4 โมงเย็น งานประจำของเขา คือไปรับยาเส้นจากบริษัทจำหน่ายบุหรี่มาให้แม่นั่งมวนบุหรี่ และตัวเขาก็ต้องช่วยมวนจนถึง 6 โมงเย็นจึงจะกินข้าวได้ แต่ในบางครั้งก็ทำติดพันจนถึง 2 ทุ่ม แต่รายได้จากการนั่งมวนบุหรี่นี้จะได้รับในตอนสิ้นปี ซึ่งจะได้ประมาณ 300 บาท แต่เมื่อได้รับเงินแล้ว แม่ของเราก็มักจะนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญช่วย
การ กุศลตามวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งเขาเคยทักท้วงแม่ว่า “เรานั่งมวนบุหรี่กันทั้งปี แทนที่จะเอาเงินไปแสวงหาความสุข แต่แม่กลับเอาไปทำบุญเสีย แบบนี้เราจะมวนบุหรี่ให้เหนื่อยทำไม ” แต่แม่ของเขากลับสอนว่า “ลูกเอ๋ย ที่แม่ทำบุญก็เพื่อที่จะสร้างสมบุญกุศลเอาไว้ให้แก่ลูกแก่หลานในวันข้าง หน้าต่างหาก ลูกอย่าได้เสียดายไปเลย” แต่ต่อมาในภายหลังเขาก็พบว่า อิทธิพลของแม่ในเรื่องนี้มีผลต่อความคิดของเขาในเวลาต่อมา แม้ว่าเขาจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า บุญกุศลมีจริงหรือไม่ แต่มันก็มีผลทำให้เขาดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต และด้วยจิตใจอันเปิดกว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ส่วนพ่อของเขา มักจะพูดกับเขาเป็นประจำในเรื่องของการค้า พ่อเขามักพูดว่า “ธรรมดา
การ ค้ามันขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน ตอนมีเงินเราอาจนำเงินไปซื้อที่นาและทรัพย์สิน แต่พอการค้าขาดทุน เราก็ต้องขายที่นาและทรัพย์สินอื่นๆมาใช้หนี้ วนเวียนอยู่อย่างนี้” ดังนั้นพ่อของเขาจะรอบคอบในเรื่องของเงินทองเสมอ เวลาที่ลูกค้านำเงินมาชำระหนี้หรือเมื่อเก็บเงินหน้าร้านได้ 1 – 2 พันบาท พ่อของเขาก็จะรีบนำเงินไปฝากธนาคารทันที แต่หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หากมีลูกค้านำเงินมาชำระเกินกว่า 5 พันบาทขึ้นไป พ่อของเขาก็จะอยู่ใสภาพอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ถึงกับต้องนอนเฝ้าหน้าเซฟ เพราะเกรงว่าคนจะมาขโมย และหากเงินเป็นหมื่นๆแล้ว พ่อของเขายิ่งกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว ต้องสั่งเด็กทั้งร้านไม่ให้นอน เพื่อเป็นเพื่อนคอยเฝ้าเซฟ

นอกจากเรื่องการค้า เงินทองแล้ว พ่อของเขายังย้ำเตือนเสมอว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชายจะต้องรักษาสัจวาจา เมื่อจะทำการสิ่งใด และหากไปรับปากกับใครเขาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด หากเห็นว่าทำไม่ได้ ก็อย่าไปรับปากเขาเป็นอันขาด” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาซึมซับมาจากพ่อเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จาก เมื่อเขาได้ทำการค้าของตัวเองแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงินแล้วพบว่าตัวเองไม่มีเงินจ่าย ตัวเขาจะกระวนกระวาย วิตกกังวลใจถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือหากมีเงินติดบ้านอยู่มากๆก็จะกระวนกระวายใจเช่นเดียวกัน

ในขณะที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเผยอิงอยู่นั้น เขาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยขอเงินพ่อไปซื้อกระดาษเพื่อมาหัดวาดรูป แต่พ่อของเขากลับตัดบทว่า “การเขียนรูปไม่สามารถทำให้ท้องอิ่ม สู้เอาเวลาไปทำงานเสียดีกว่า ” หรือแม้แต่การไปหัดร้องเพลง เล่นดนตรี ก็เช่นเดียวกัน พ่อของเขาจะมองว่ามันเป็นการทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ และอีกครั้งหนึ่งที่เขาขอพ่อไปออกกำลังกายกับเพื่อนๆ พ่อของเขาก็ตอบว่า “ถ้าอยากจะออกกำลังกาย ก็ไปใช้แรงที่โกดังเสีย มีนม มีแป้ง ที่จะต้องจัดอีกเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังไม่ต้องเสียเงินเสียทองอีกด้วย ” แต่หากตัวเขาเอาเวลาไปช่วยขนของที่โกดัง แทนที่จะไปวิ่งเล่นสนุกกับเพื่อนๆ พ่อของเขาก็จะแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก และจะพร่ำพูดไม่ขาดปากว่า “คนเราถ้ามีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เราไม่ต้องกลัวอดตาย ดูสิคนแข็งแรงอย่างแกนี่ ถึงยังไงก็สามารถทำงานเป็นกุลีได้ ”

ก่อนการก่อตั้งธุรกิจ
นับตั้งแต่ปี 2470 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของโลกประสบวิกฤตและเสื่อมทรุดลงอย่าง
ร้าย แรง จากนั้นก็ค่อยๆส่งผลกระทบเข้ามายังประเทศของเราหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ และการที่ประเทศของเราเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงทำให้เกิดการขายสินค้าแบบผ่อนส่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ปี 2474 เขามีอายุ 15 ปี ตอนนั้นทางบ้านหารายได้ไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทางบ้านค้าขาย แต่เนื่องจากเขาเป็นคนมีความรู้น้อย เขาจึงต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่พนักงานขายไปจนถึงกุลีและจับกัง เขาต้องทำงานแต่ละอย่างด้วยความทรหดอดทน ทั้งยังต้องคอยปลุกปลอบให้กำลังใจตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยว่า “ในเมื่อเราเป็นคนมีความรู้น้อย เราจะต้องไม่
ย่อท้อ และในเมื่อเราไม่มีพื้นฐานทางการเงิน เราก็ไม่อาจเกี่ยงงานในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้”

ดัง นั้น วันทั้งวัน สัปดาห์ทั้งสัปดาห์ เดือนทั้งเดือน เขาจึงมุมานะทำงานหนัก ตรากตรำอยู่กับงาน และครุ่นคิดเสมือนเป็นการเตือนใจของตนเอง “วันนี้ เราทำงานอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ถ้ายังก็จะต้องทำอย่างเต็มที่” และจากการที่เขาทุ่มเทกำลังทำงานอย่างหนักและอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป
สิ่งเหล่านี้จึงได้กลายไปเป็นพื้นฐานและเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่สำคัญของเขา

ในตอนแรกที่ลาออกจากโรงเรียน มาทำงานที่ร้าน เปียวฮะ พ่อเขาได้ให้เงินเดือนเขา เดือนละ 6 บาท แต่อีก 6 เดือนต่อมา เขาได้เพิ่มเป็นเดือนละ 12 บาท และต่อมาก็ได้เพิ่มเป็น 16 บาท จนวันหนึ่ง พ่อของเขาประกาศว่า หากลูกหลานคนใดสามารถแบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้ ถือว่าจบปริญญา ก็จะให้เงินเดือนเพิ่มเป็นเดือนละ 22 บาท ซึ่งในตอนนั้น ในบรรดาลูกๆหลานๆ มีเขาเพียงคนเดียวที่แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้

แม้จะเป็นร้านของพ่อเขา แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนซื่อ รักพี่รักน้อง ดังนั้นอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจกลับตกเป็นของหลงจู๊ ผู้ซึ่งเป็นอาของเขา ซึ่งทำให้ในช่วงที่เขาทำงานในร้านเปียวฮะนั้นเขาก็มักจะถูกบรรดาอาๆ และพี่ๆน้องๆ คนอื่นรังแกอย่างไม่เป็นธรรมอยู่เนืองๆ และบางทีก็ถูกอาบางคนพูดสบประมาทเขาอย่างไม่เกรงใจว่า “คนอย่างแกไม่ได้ความ ถึงแม้จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็คงจะไม่มีปัญญา แม้กระทั่งจะหาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้” และการที่เขาต้องออกจากโรงเรียนทั้งๆที่เขาเป็นลูกเจ้าของร้าน ในขณะที่ลูกอาคนอื่นๆได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนดีๆ และบางคนยังได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย ดังนั้นลึกๆเขาจึงความรู้สึกเกลียด โกรธแค้น บรรดา พี่ๆ น้องๆเหล่านั้น ทำให้เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีแก้แค้นพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าหากเราลงมือทำอะไรเขาลงไปในลักษณะอาฆาตแค้นแล้ว ทางฝ่ายเขาก็คงจะเจ็บแค้นและหาหนทางวิธีการแก้แค้นกลับคืนอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ทั้งเราทั้งเขาเสียหายทั้งคู่ ไม่เห็นได้อะไรเลย
ด้วยการ ที่เขาคิดแบบนี้ได้ดังนั้นเขาจึงหาวิธีดับแค้น โดยการแปรความแค้นนั้นให้เป็นพลังใจในการต่อสู้ทำงานอย่างหนักและแสวงหา โอกาสในการศึกษาหาความรู้มาใส่ตัว โดยหวังว่าหากตนเองมีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ก็อาจจะดีขึ้น ด้วย ดังนั้นเขาจึงขอพ่อไปเรียนหนังสือภาคค่ำในเวลาต่อมา

ระหว่างที่เรียนหนังสือภาคค่ำนั้น ด้วยความที่ตัวเขาอยากเรียนหนังสือด้วยแล้ว และประกอบกับความรักในตัวครูที่ผู้สอนด้วยแล้ว ทำให้เขาเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆมาอย่างมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่ครูสอนนั้น เขาได้นำมายึดเป็นหลักการทำงานประจำใจของเขาเลยก็คือ หลักการทำงาน “เร็ว ช้า หนัก เบา “ โดยเขาได้นำหลักการนี้มาประยุกต์ในเรื่องของการมอบหมายงานให้เหมาะกับคน โดยเขาจะพิจารณาก่อนว่าคนแต่ละคนมีความสามารถที่จะทำงานหนึ่งๆ ได้เร็ว ช้า หนัก เบา อย่างไร แล้วค่อย
ตัดสินใจมอบหมายงาน

การแสวงหาความรู้ของนายเทียมไม่เพียงแต่จะใช้โอกาสจากการเล่าเรียนภาคค่ำ เท่านั้น แต่เขายังใช้วิธีการสังเกต และจดจำวิธีการของคนอื่นๆ และการพยายามหาประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างของงานที่เขาทำ อย่างเช่นการทำงานที่ร้าน เปียวฮะ

· การที่เขาเป็นเด็กรับใช้ เวลาที่แขกมาที่ร้านเขาก็ต้องทำการต้อนรับแขกเหล่านั้น ซึ่งเขาก็ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับแขกเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในอนาคต

· เมื่อมีคนมาซื้อสินค้า เช่นน้ำตาล เขาก็พบกับความแปลกใจว่า ที่ร้านของเขานั้น จะขายน้ำตาลให้กับลูกค้าแต่ละคนในระดับราคาที่ไม่เท่ากัน ด้วยความสงสัยเขาก็ทำการเฝ้าสังเกต และจะแอบคาดคะเนราคาก่อนเสมอ ซึ่งแรกๆเขาก็คาดคะเนราคาผิดพลาด จนเขามีโอกาสถามพี่ชายเขาว่า มีหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าคนไหน ควรจะขายเท่าไหน ซึ่งพี่ชายเขาก็อธิบายว่า “การที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนไม่เท่ากันนั้น เราจะต้องดูว่า ลูกค้าคนนั้น ซื้อมากซื้อน้อยขนาดไหน จ่ายเงินสด หรือ ติดไว้ก่อน หรือ ฐานะทางการเงินของลูกค้าคนนั้น ดีหรือไม่ดี หรือ ดูว่าทางร้านเราตอนนี้กำลังขาดเงินหมุนเวียนหรือไม่ ถ้าขาดเราก็ต้องขายถูกๆ เพื่อจะได้ขายได้เร็วๆ หรือบางทีร้านของเราเหลือ
สินค้า อยู่น้อย เราก็ไม่จำเป็นต้องขายถูกก็ได้ ” เมื่อเขาได้รู้หลักเกณฑ์ในการคิดแล้ว เขาก็จะทำการฝึกฝนคาดคะเนราคาขายต่ออีก จนอีก 6-7 เดือนต่อมา เขาก็สามารถคาดคะเนราคาได้ตรงกับที่พี่ชายเขาขาย

หลังจากที่เขา สามารถคาดคะเนราคาขายได้ถูกต้องแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี เขาจึงได้เสนอกับทางร้านว่า ”ถ้าหากเรารอลูกค้ามาซื้อที่ร้าน ร้านเราก็จะขายได้แต่กับลูกค้าขาประจำ ทำให้เราขายได้จำกัด ดังนั้นเราน่าจะลองไปหาลูกค้าข้างนอกบ้าง และเขาก็อาสาที่จะถีบจักรยานไปหาลูกค้าเอง” ซึ่งความคิดนี้ เนื่องจากไม่ทำให้มีอะไรเสียหาย ดังนั้นเมื่อเขาลองไปหาลูกค้า ทุกคนก็พบว่ามันได้ผล
เกินคาด ซึ่งทำให้เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

ต่อ มาไม่นาน พ่อกับอาของเขา ก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนพ่อยกร้าน เปียวฮะให้อาไป ส่วนตัวเองไปเปิดร้านใหม่ ชื่อ ร้านเฮียบฮะ แต่ร้านเฮียบฮะก็ยังคงขายสินค้าแบบเดียวกับร้านเปียวฮะ และในช่วงเวลานั้นกองทัพญี่ปุ่นบุกผืนแผ่นดินไทย นายเทียมมองว่าการที่ญี่ปุ่นบุกเมืองไทยอาจจะทำให้สินค้าขาดตลาดได้ ซึ่งตอนนั้นเขารู้ว่า บริษัท เอ.อี. นานา จำกัด มีกาแฟเหลืออยู่ในสต๊อก 3,000 กระสอบ กระสอบหนึ่งราคา 85 บาท แต่เมื่อเขาติดต่อขอซื้อไป ทางบริษัท เอ.อี. นานา เสนอขายในราคากระสอบละ 100 บาท ถ้าต่ำกว่านี้ไม่ขาย ซึ่งเขาก็ตกลงซื้อกาแฟ 3,000 กระสอบทันที แต่มีเงื่อนไขขอใช้เวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน เมื่อเขาซื้อกาแฟในราคากระสอบละ 100 บาท ทำให้พ่อของเขาและพ่อค้าคนอื่นๆมองว่า เขาบ้าไปแล้ว แต่เขาก็อธิบายว่า กาแฟจะต้องขาดตลาดไปอีกนาน เนื่องจากเรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ เพราะถูกญี่ปุ่นยึดครองไว้ ดังนั้นราคากาแฟจะต้องสูงขึ้นแน่ๆ และการที่เขาขอเวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน นั้น ก็เพื่อที่จะยืดเวลาเอาไว้ เนื่องจากเราไม่มีเงินสดมากพอที่จะซื้อสินค้าออกมาได้ทั้งหมดในคราวเดียว และถึงแม้เขาจะมีเงินซื้อ เขาก็ไม่มีที่เก็บอยู่ดี หรือแม้มีที่เก็บก็ยังต้องเสี่ยงกับการถูกทิ้งระเบิด แต่ถ้าเก็บที่เขาจะตัดปัญหาได้หลายด้าน แต่แม้เขาจะอธิบายถึงทางหนีทีไล่ขนาดนี้แล้ว ญาติคนหนึ่งก็ยังจะถามต่อไปว่า ถ้าราคามันไม่สูงกว่ากระสอบละ 85 บาทละก็ เราจะขาดทุนอย่างมากเลยทีเดียว แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนจ่าย ซึ่งนายเทียมตอบไปว่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาก็ยินดีแบกหน้าไปขอร้องเขาในฐานะที่เราติดต่อทำการค้ามานานร่วมสิบปี โดยเราไม่เคยผิดนัดเลยสักครั้งเดียว และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการเก็งการณ์ผิดพลาด หากเขาไม่ยอมเข้าใจ เขาก็ยินดีรับความเสียหาย และเขาเชื่อว่าคงมีหนทางสับเปลี่ยนหมุนเวียนชดใช้ให้กับเขาได้ แต่อีกอย่างที่เขาเชื่อมั่นว่า หากราคากาแฟคงที่ เขาเชื่อว่าบริษัท เอ.อี. นานา ก็คงไม่บังคับเรามากจนเกินไปหรอก นอกเสียจากราคากาแฟสูงเกิน 100 บาทมากๆ หากเราลำเลียงกาแฟออกไม่ทัน 3 เดือน เขาก็อาจบอกเลิกสัญญาเราได้

ใน วันรุ่งขึ้น เขานำเงินไปซื้อกาแฟ 100 กระสอบ และนำไปขายในราคากระสอบละ 95 บาท แต่การที่เขายอมขายขาดทุน เนื่องจากที่อื่นยังมีสินค้าค้างสต๊อกอยู่ และการขายครั้งนั้นเขาขายได้แสนยากลำบากมาก แต่พออีก 7 วัน ผ่านไปเขาก็ขายในราคากระสอบละ 105 บาท แต่ภายใน 90 วันราคากาแฟก็พุ่งพรวดเป็นกระสอบละ 300 บาท และเขาก็สามารถระบายกาแฟได้ทันกำหนดในสัญญาด้วย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้กำไรมากพอดูเลยทีเดียว

การก่อตั้งธุรกิจ
ในปี 2485 หลังจากที่พ่อของเขายกร้านเปียวฮะให้อาแล้ว พ่อก็มาเปิดร้าน เฮียบฮะ
แต่ อีก 6 เดือนต่อมา นายเทียมก็ได้เสนอให้พี่ๆน้องๆฟังว่า พวกเราควรจะเปลี่ยนแนวทางธุรกิจ ที่เดิมขายแต่ของหนักๆ เช่นน้ำตาลแบก 1 กระสอบ 100 กิโลกรัม ได้กำไร 20 สตางค์ แต่หากเราขายเสื้อกล้าม หิ้วแค่เสื้อกล้ามใช้มือหิ้วข้างละ 10 โหล เราก็ได้กำไร 1.50 บาท แล้ว แต่ความคิดนี้พ่อของเขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นเขาจึงออกมาตั้งบริษัทเอง โดยใช้ชื่อจีนว่า “เฮียบ เซ่ง เซียง” หรือ ชื่อไทย คือ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด

แต่เนื่องจากตัวเขายังไม่มีประสบการณ์ขายสินค้า เบ็ดเตล็ด ดังนั้นเขาจึงจ้างหลงจู๊เข้ามาช่วยงาน และช่วงที่เขาต้องจ้างหลงจู๊นั้น ตัวเขาเองก็พยายามที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากหลงจู๊ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง 3 ปี เขาก็มีความรู้สึกว่า หลงจู๊คนนี้ล้าหลังเขาเสียแล้ว และไม่นานหลงจู๊คนนี้ก็ลาออก
เนื่องจากมีคนมาชักชวนให้ไปทำที่อื่น ประกอบกับในช่วงหลัง เขาดุว่าหลงจู๊คนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเขามองว่าหลงจู๊คนนี้ทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่เข้าท่าอยู่บ่อยๆ

ใน ปี 2489 นายเทียม เข้า เจรจากับ ห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ เพื่อขอให้ทางห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ ลดราคาสินค้าให้อีก เนื่องจากราคาที่เขาซื้อนั้น จะทำให้เขาขายแล้วไม่ได้กำไร แต่การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จนนายห้างถึงกับแจงรายละเอียดออกมาว่า สินค้า 1 ชิ้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างนั้น ปรากฎว่านายเทียมมองว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆที่บวกเพิ่มเข้าไปนั้นก็สมเหตุสมผลดี อยู่หรอก แต่ค่าใช้ค่าดอกเบี้ยกับหนี้สูญอีกร้อยละ 2.5 นั้น ตัวเขาไม่เห็นด้วยที่นายห้างจะบวกเข้ามาในสินค้าด้วย แต่ผลของการเจรจาในครั้งนั้น เป็นอันตกลงไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงมองว่าเราน่าจะติดต่อนำเข้ามาขายเองดีกว่า ดังนั้นเขาจึงติดต่อไปที่น้องชายให้ทำการซื้อสินค้าให้ และการที่เขาต้องนำเข้าในบางครั้งเขาเองก็จำเป็นที่จะต้องไปติดต่อเอง ซึ่งในระหว่างที่เขาไปติดต่อนั้น เขาก็จะสังเกตบ้านเมืองของประเทศนั้นด้วย เพื่อมองหาว่าสินค้าใดเหมาะกับคนไทย อย่างเช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนู

ในช่วงที่เขาเริ่มนำเข้ามานั้น พ่อเขายังมองว่าสินค้าเหล่านั้นขายไม่ได้อย่างแน่นอน การที่พ่อเขาพูดอย่างนั้นเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีใครใช้สินค้าแบบนั้น แต่บริษัทที่ขายสินค้าเหล่านั้น ก็แนะนำว่า เขาควรจะมีการทำโฆษณา เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้จักสินค้า และจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และช่วงนี้เองเขามองว่าตัวเองเฮง คือสินค้าหลายชนิดที่สั่งเข้ามานั้นขายดี

แต่การที่สินค้าของเขา ขายดีนั้น ส่วนหนึ่งเขายอมรับว่ามันเฮง แต่ก็มีปัจจัยเสริมที่ทำให้ร้านของขายดีก็คือ ในขณะนั้น การซื้อขายมักจะขายเป็นเงินสด การยอมให้เปิดบัญชีนั้นมีน้อยมาก แต่เขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ก็คือยอมเปิดบัญชีให้กับร้านค้าต่างๆ 15 วันบ้าง 30 วันบ้าง ตามความเหมาะ-สม ซึ่งการเปิดบัญชีครั้งนี้ของสหพัฒนฯ จึงเป็นที่นินทาของคู่แข่งว่า ถ้าเปิดบัญชีซี้ซั้วแบบนี้มีหวังล้มละลายแน่ แต่เขาให้เหตุผลว่าสินค้าเหล่านี้มีกำไร 10-20% ค่าใช้จ่ายในการขายให้กับ Wholesaler และ Retailer ก็มีน้อยเพียง 3-4% เปิดบัญชี 1 เดือน เรายังได้กำไรถึง 10% หมุนเพียง 6-7 เดือน ก็ได้เงินคืนแล้ว จะมามัวกลัวหนี้สูญทำไม แต่ต่อมาการแข่งขันดุเดือนขึ้น มีคนอื่นๆเลียนแบบเขามากขึ้น ดังนั้นกำไรเริ่มลดลง ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เขาก็เริ่มเข็มงวดกับการเปิดบัญชีมากขึ้น จะเปิดต่อเมื่อเป็นลูกค้าชั้นดีเท่านั้น

ปี 2495 เป็นปีที่สหพัฒนฯ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากสหพัฒนฯได้ตั้งให้ คุณดำหริ ดารกานนท์ ขึ้นเป็นหลงจู๊ของบริษัท ทั้งที่เขาอายุยังน้อยมาก ซึ่งพวกเถ้าแก่ในสำเพ็งต่างก็มองว่า
คุณเทียมท่าจะบ้า เอาอาตี๋หน้าอ่อนมาเป็นหลงจู๊ แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อถือ แบบนี้ธุรกิจคงอยู่ไม่ได้นาน แต่ตอนนั้นเขาให้เหตุผลที่นำคุณดำหริเข้ามาเป็นหลงจู๊นั้น ดังนี้ คือ

1. เขาเชื่อว่า คนหนุ่มที่มีความคิดเป็นคนทันสมัย ก้าวทันแฟชั่น เมื่อมีสินค้าใหม่ๆตกเข้ามาก็กล้าตัดสินใจซื้อมาขาย หากเราตัดสินใจถูก พวกลูกค้าแก่ๆเหล่านั้นก็จะต้องกลับมาซื้อกับเราเอง

2. คนหนุ่มพวกนี้อยู่ในวัยเริ่มต้นของชีวิต หวังความก้าวหน้าในอนาคต จึงต้องทำงานหนัก มุมานะกว่าคนแก่ที่อยู่รอวันตายไปวันๆ

3. คนหนุ่มพร้อมที่จะศึกษา รับฟัง เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอน เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และมีโอกาสต่อขยายความรู้ออกไปอีก ซึ่งคนแก่ไม่มี

4. ความกังวลที่ว่า คนแก่ๆ ในสำเพ็งจะรวมหัวกันไม่ซื้อของเพราะไม่เชื่อหรือหมั่นไส้เอานั้น เขาได้คิดหาทางแก้เอาไว้โดยเขาจะเป็นผู้นั่งให้คำแนะนำเป็นพี่เลี้ยงคุณดำ หริ ก่อน 1 เดือน พร้อมกันนั้นก็ติดต่อหลงจู๊แก่ๆจากที่อื่นมาให้คำปรึกษา

เมื่อ ถึงปี 2500 ฐานะของสหพัฒนฯ เจริญขึ้นอย่างชนิดที่คู่แข่งตามไม่ทัน การสั่งสินค้าในตอนนั้น สหพัฒนฯจะเป็นคนนำตลาดสั่งเข้ามาแล้ว 3-4 เดือน ร้านอื่นก็ทำตาม เมื่อสินค้าถูกสั่งเข้ามามากๆ ก็ล้นตลาดขายได้ยาก ไม่มีกำไร เขาจึงเกิดความคิดว่า “หากขืนดำเนินการอย่างนี้ก็ต้องคิดหา
สินค้า ใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นเราควรจะมี Brand ของตัวเอง พยายามสร้าง Goodwill คนอื่นจะได้เลียนแบบไปไม่ได้” ดังนั้นในปีนี้สหพัฒนฯ จึงเริ่มจดทะเบียนตราสินค้าของตัวเอง และก็จัดตั้งบริษัทโฆษณาของตัวเองขึ้นมา เพื่ออาศัยโฆษณาทำการส่งเสริมการขาย ซึ่งในตอนนั้นร้านในสำเพ็งยังไม่มีร้านใดเลยที่ใช้สื่อโฆษณาช่วยในการส่ง เสริมการขาย เนื่องจากคนเหล่านั้นคิดว่า ถ้าร้านใดต้องพึ่งโฆษณาแสดงว่าร้านกำลังจะเจ๊ง หรือมองว่าการโฆษณาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย แต่การที่ตัวเขาใช้โฆษณา ก็เพราะเขาเห็นว่า โฆษณาเป็นสิ่งที่จำเป็น เราจำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ลูกค้ารู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของสินค้า ลูกค้าจึงจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเรา

และเขายังมองว่า การรู้อะไรคนเดียว เก่งคนเดียว ทำงานคนเดียว เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การทำงานทุกวันนี้นอกจากอาศัยความคิดริเริ่มแล้ว ยังอยู่ที่การประสานงานที่ดี การติดตามงานที่ดี จึงจะทำให้แผนงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสู่เป้าหมายที่วางไว้

ผล ของการที่เขาเริ่มคิดเรื่องสร้าง Brand สินค้าของตัวเองแล้ว ส่งผลให้เขาเริ่มมีความคิดที่จะผลิตสินค้าของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นพูดคุยแนวคิดนี้ของเขากับบริษัทที่เขาสั่งสินค้า ถ้าหากอีกฝ่ายเริ่มมีความคิดที่ใกล้เคียงกันก็จะเริ่มทำการเจรจาร่วมทุนกัน สร้างโรงงานในประเทศไทยขึ้นมา และการร่วมทุนครั้งแรกของสหพัฒนฯนั้น เริ่มต้นเมื่อปี 2504 และนับจากปีนี้เป็นต้นมา สหพัฒนฯ ก็ร่วมทุนเปิดบริษัทต่างๆขึ้นมาอีกมากมาย ส่งผลให้สหพัฒน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

from http://is.gd/UBT9hl


Five Competitive Forces



Five Competitive Forces

Five Competitive Forces นั้นเป็นหลักการที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม เพื่อทำให้บริษัทสามารถที่จะทำการแข่งขันได้ ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น และลดช่องโหว่ที่จะถูกคู่แข่งโจมตี

Michael E. Porter ผู้คิดค้นหลักการการวิเคราะห์ Five Competitive Forces นั้นได้กล่าวไว้ว่า “Awareness of the five forces can help a company understand the structure of its industry and stake out a position that is more profitable and less vulnerable to attack.” ซึ่ง Five Competitive Forces นั้นประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้

1. การวิเคราะห์คู่แข่งปัจจุบัน คือ วิเคราะห์ว่าคู่แข่งปัจจุบันของบริษัทนั้นมีบริษัทไหนบ้าง

2. การวิเคราะห์ภัยคุกคามของคู่แข่งใหม่ คือ วิเคราะห์ว่าในอนาคตจะมีบริษัทไหนหันมาทำธุรกิจแข่งบ้าง ซึ่งจะต้องทำการวิเคราะห์ Barriers to Entry 7 ประการ

1) การวิเคราะห์เรื่องการประหยัดต่อขนาด(economies of scale) คือ การที่บริษัทผลิตสินค้าปริมาณมากๆ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

2) การวิเคราะห์เรื่อง demand-side benefits of scale คือ การที่ลูกค้ามีความต้องการที่จะซื้อสินค้าหรือบริการกับบริษัทมากขึ้น เช่น ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวบริษัทมากขึ้น, บริษัทมีการออกสินค้าใหม่ๆ มาอย่างสม่ำเสมอ

3) การวิเคราะห์เรื่อง customer switching costs คือ การที่ลูกค้ามีต้นทุนในการที่จะเปลี่ยนผู้ให้บริการจากบริษัทหนึ่งไปเป็นอีกบริษัทหนึ่ง

4) การวิเคราะห์เรื่องความต้องการด้านเงินลงทุน คือ จำนวนเงินที่จะต้องใช้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ถ้าหากว่าต้องใช้เงินจำนวนมาก จะทำให้บริษัทเล็กๆ ไม่สามารถเข้ามาทำธุรกิจแข่งได้

5) การวิเคราะห์เรื่องตำแหน่งที่ได้เปรียบ คือ บริษัทอาจมีความได้เปรียบเหนือบริษัทอื่นๆ เช่น มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า, มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่ดีกว่า, มีสถานที่ที่ดีกว่า, มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากกว่า, มีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ

6) การวิเคราะห์เรื่องการเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย คือ การดูว่าบริษัทมีช่องทางในการนำสินค้าและบริการของบริษัทไปขายให้กับลูกค้ามากน้อยเพียงใด

7) การวิเคราะห์เรื่องข้อผูกมัดจากรัฐบาล คือ กฎหมาย, ข้อกำหนด, สัมปทาน ต่างๆ จากรัฐบาล ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการป้องกันคู่แข่งได้

3. การวิเคราะห์อำนาจต่อรองของผู้ผลิต คือ วิเคราะห์ว่าผู้ผลิตที่ทำการผลิตสินค้าและบริการให้กับบริษัทนั้นคือใคร มีอำนาจต่อรองสูงหรือไม่ และมีอะไรบ้าง

4. การวิเคราะห์อำนาจต่อรองของลูกค้า คือ วิเคราะห์ว่าลูกค้าที่มาซื้อสินค้าและบริการกับบริการกับบริษัทนั้นคือใคร มีอำนาจต่อรองสูงหรือไม่ และมีอะไรบ้าง

5. การวิเคราะห์ภัยคุกคามของสินค้าหรือบริการทดแทน คือ วิเคราะห์ว่าสินค้าและบริการในอนาคตที่จะมาทดแทน สินค้าและบริการที่บริษัทกำลังทำอยู่นั้นมีอะไรบ้าง



ตัวอย่างการวิเคราะห์ Five Competitive Forces

บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักคือ ธุรกิจร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 379 สาขา แบ่งตามภาคได้ดังนี้ กรุงเทพและปริมณฑล 138 สาขา, ภาคกลาง 48 สาขา, ภาคตะวันออก 38 สาขา, ภาคเหนือ 51 สาขา, ภาคใต้ 36 สาขา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 64 สาขา และภาคตะวันตก 4 สาขา


การวิเคราะห์ Five Competitive Forces ของบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

1. คู่แข่งปัจจุบันของบริษัทนั้นประกอบไปด้วยร้านหนังสือเครือข่ายจำนวนมาก เช่น ร้านหนังสือนายอินทร์, ร้านหนังสือ book smile, ร้านหนังสือนานมี, ร้านหนังสือเอเชียบุ๊ค, ร้านหนังสือ b2s และร้านหนังสือท้องถิ่นทั่วไป ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง

2. ภัยคุกคามของคู่แข่งใหม่ โดยเมื่อทำการวิเคราะห์ Barriers to Entry 7 ประการแล้วพบว่า

1) การประหยัดต่อขนาด(economies of scale) บริษัทมีแนวโน้มขยายสาขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้มีต้นทุนต่างๆ ต่อหน่วยถูกลง เช่น ต้นทุนการประชาสัมพันธ์, ต้นทุนโปรแกรมจัดการต่างๆ, ต้นทุนด้านการผลิตและขนส่ง

2) demand-side benefits of scale อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยยังต่ำ ประกอบกับในแต่ละปีมีหนังสือที่น่าสนใจออกใหม่อยู่สม่ำเสมอและบริษัทมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่องๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกพื้นที่ทำให้ลูกค้ามีการต้องการซื้อสินค้าและบริการกับบริษัท

3) customer switching costs บริษัทมีสาขาที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้สะดวกสบายต่อลูกค้าในการมาซื้อสินค้าและบริการ

4) ความต้องการด้านเงินลงทุน การลงทุนร้านหนังสือนั้นใช้เงินลงทุนไม่มาก ทำให้บริษัทไม่มี barrier ข้อนี้

5) ตำแหน่งที่ได้เปรียบ บริษัทมีข้อมูลรายละเอียดหนังสือขายดีต่างๆ ที่เชื่อถือได้, มีสาขาครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่, มีประสบการณ์การทำธุรกิจนานกว่า 30 ปี และมีแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ

6) การเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย บริษัทมีช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตนเอง ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่

7) ข้อผูกมัดจากรัฐบาล บริษัทไม่มี barrier ข้อนี้

3. อำนาจต่อรองของผู้ผลิต เนื่องจากธุรกิจร้านจำหน่ายหนังสือนั้น มีผู้ประกอบการอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ มีอำนาจต่อรองเงื่อนไขทางการค้าอยู่บ้างเล็กน้อย ตามธรรมชาติของธุรกิจ แต่ไม่รุนแรงมาก

4. อำนาจต่อรองของลูกค้า เนื่องจากธุรกิจร้านจำหน่ายหนังสือนั้น มีผู้ประกอบการอยู่เป็นจำนวนมาก และสินค้าและบริการนั้นก็มีลักษณะคล้ายกัน แต่บริษัทมีสาขาครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าบ้าง

5. ภัยคุกคามของสินค้าหรือบริการทดแทน สินค้าและบริการที่จะมาทดแทนสินค้าและบริการของบริษัทได้ คือ e-book อย่างไรก็ตาม e-book นั้นไม่น่าจะมาทดแทนหนังสือเล่มได้ทั้งหมด เพราะมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น ความรู้สึกในการใช้งาน, ความเคยชินของผู้ใช้งาน


5 วิถีการตลาดของ "สตีฟ จ๊อบส์"

การจากไปของ “สตีฟ จ๊อบส์” แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดยังคงอยู่ คือ “แรงบันดาลใจ” ให้กับคนที่อยู่ต่อ หลายมุมในชีวิตของเขาจึงถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันจบ ล่าสุดมีข้อมูลที่ Brandrepublic.com ได้สรุปออกมาว่า “5 วิถีทางการตลาดของ สตีฟ จ๊อบส์ ที่เปลี่ยนแปลงวงการตลาด” ที่ทำให้แอปเปิลผ่านพ้นภาวะล้มละลายในปี 1997 กลายเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ ดังนี้




1.The customer isn’t right, I am

สตีฟ จ๊อบส์ คือผู้มีวิสัยทัศน์ที่รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทำโฟกัสกรุ๊ป เขาเคยบอกไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1998 ว่า “เป็นการยากที่ออกแบบสินค้าได้จากผลของการโฟกัสกรุ๊ป เพราะหลายๆ ครั้งผู้คนก็ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาต้องการอะไร จนกว่าคุณจะโชว์สินค้านั้นให้พวกเขาได้เห็น”



2.The secret launch

การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างเป็นความลับที่สุด แม้จะมีข่าวหลุดออกมาบ้าง แต่ทุกอย่างจะแน่ใจเมื่อสตีฟ จ๊อบส์ ปรากฏโฉมในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อสีดำคอเต่าและรองเท้าผ้าใบขึ้นเวที สร้างความรอคอยจนมาถึงการเข้าคิวอย่างยาวเหยียด



3.Creating new categories

ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ ไอแพด ที่สามารถสร้างความต้องการใหม่ แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนที่ดูหมิ่นว่าอาจไปไม่รอด แต่ทุกวันนี้หลายแบรนด์ที่เคยเป็นคู่แข่งในตลาดแท็บเล็ตก็ต้องถอยให้กับไอแพดแล้ว



4.Marrying design with technology

ในคอนเซ็ปต์ที่ สตีฟ จ๊อบส์ เคยบอกไว้ว่า “ดีไซน์ไม่ใช่แค่การดูว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร แต่ดีไซน์คือมันเวิร์คแค่ไหน อย่างไร” ซึ่งจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ข้อนี้คือไอพอด เมื่อปี 2001 ที่เน้นการดีไซน์แบบ Minimalist และเชื่อมต่อกับการใช้งานง่าย



5.No detail is too small

รายละเอียดที่ “สตีฟ จ๊อบส์” ไม่ปล่อยให้ผิดพลาด มีตัวอย่างที่เล่ากันเกี่ยวกับการสนทนาระหว่างสตีฟ จ๊อบส์ กับผู้บริหารคนหนึ่งของกูเกิล ที่เช้าวันหนึ่ง สตีฟ จ๊อบส์ โทรหาและบอกว่ามีเรื่องด่วนและอยากให้แก้ไขทันที จากการที่เขาเห็นโลโก้กูเกิลบนไอโฟน ที่ตัว o ตัวที่สองใช้สีเหลืองที่ไม่ถูกต้อง ได้



นี่เองที่ความนิยมในความสมบูรณ์แบบที่สุดของสตีฟ จ๊อบส์ ที่อาจทำให้คนอื่นวุ่นวาย แต่ก็เป็นสิ่งขับเคลื่อนให้แอปเปิลสำเร็จจนถึงทุกวันนี้


from http://is.gd/LhcBA3


22 พฤศจิกายน 2554

เคล็ดลับ ”เถ้าแก่ออนไลน์” ทำธุรกิจอย่างไรให้รวย

ถือเป็นข้อมูลเก็บตกจากเมื่อครั้ง “ฐานออนไลน์” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จัดเสวนา หัวข้อ“เถ้าแก่ออนไลน์ : เปิดเคล็ดลับทำธุรกิจออนไลน์อย่างไรให้รวย”ขึ้น เมื่อ พุธที่ 17 กุมภาพันธ์ ณ อาคาร 20 มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร

โดยได้เชิญผู้ช่ำชองในแวดวงธุรกิจมาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองการหาโอกาสใหม่ๆ พร้อมแนะช่องทางทำธุรกิจ 3 ท่าน คือ คุณ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด หรือ“เจ้าตลาด อี-คอมเมอร์ซ” เมืองไทย คุณ สุทธิชัย รัตนวิไลวรรณ ผู้อำนวยการ บริษัท ซินเนอร์จี้ อี จำกัด “ผู้บุกเบิกโฆษณาออนไลน์” และคุณ อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ด แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือเถ้าแก่น้อยพันล้าน ผ่านคำถามล้วงลึกโดยคุณ จิตติศักดิ์ นันทพานิช บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ซึ่งงานเสวนาครั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีเนื้อหาและมุมมองน่าสนใจจึงขอนำมาถ่ายทอดแบบเต็มชุดเพื่อให้ผู้อ่านได้นำไปใช้ประโยชน์หรือปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่



มุมมองเถ้าแก่สะท้อน แรงบันดาลใจ

เริ่มต้นการเสวนา ซึ่งเปิดประเด็นด้วยการยิงคำถามจาก คุณจิตติศักดิ์ นันทพานิช ถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งสามท่าน ก้าวขึ้นมา เป็นเถ้าแก่ แถวหน้าของเมืองไทยวันนี้ เริ่มจาก ภาวุธ หรือ ป้อม เจ้าของกิจการตลาดดอทคอม เล่าขานว่า เข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ตั้งแต่อายุ 23 เริ่มต้นจากเพื่อนแนะนำให้รู้จักอินเตอร์เน็ตครั้งแรกจากการดูหนังโป๊ แล้วสนใจจึงเกิดแรงบันดาลใจไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องอินเตอร์เน็ตจนนำไปสู่การเปิดเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมา

ด้านสุทธิชัย หรือ โต๋ บอกว่า เริ่มต้นมาจากทำธุรกิจส่งออก แต่การไปทำ trade show ในต่างประเทศแต่ละครั้งต้องใช้เงินมาก สุดท้ายหยุดแล้วหันมาทำงานที่ปรึกษาด้านการเงินให้ธุรกิจ ทั้งที่ตัวเองชอบด้านไอที ธุรกิจวันนี้ไม่ใช่ออนไลน์ แต่ทำธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แล้วแต่เหตุการณ์ วันนี้พูดถึงออนไลน์ต่อไปอาจจะไม่ใช่ออนไลน์ก็ได้ ความยากลำบากที่เจอก็คือตัวเองเป็นคนรุ่นเก่า และอายุมากแล้ว

อันแรกคงต้องมองศักยภาพตัวเองก่อน ว่าระดับไหนที่เราควรทำ ไม่เดือดร้อนครอบครัวมีเวลาว่างและใช้ชีวิตทำงานหารายได้เสริมเข้ามาซึ่งวันนี้ธุรกิจขนาดเล็กมีเกิดขึ้นมากมาย แต่ถ้าต้องทำให้ใหญ่ต้องมั่นใจว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่าย อย่ามองภาพหรูเกินไปสิ่งที่คุณต้องทำ คือ operation ที่แข็งพอและต้องใช้ความพยายามมากพอด้วย

“ต้องมองก่อนว่าชอบอะไร เลือกจากสิ่งที่ตัวเองมีว่าทำอะไรได้ระดับไหน แล้วตรองดู ถ้าไม่ลองก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ซึ่งล้มเหลวได้ แต่อย่าให้มันแรง”

ขณะที่ อิทธิพัทธ์ หรือต๊อบ ยอมรับว่าเส้นทางธุรกิจก้าวมาถึงวันนี้ได้เกิดจาก สมัยอยู่ ม. 5 ติดเกมออนไลน์ Ever Quest ซึ่งมีผู้เล่นมากถึง 4 แสนคน ซึ่งตอนแรกเล่นเป็นรบแต่สู้ฝรั่งไม่ได้สุดท้ายเลือกเล่นเป็นพ่อค้าชื่อ เฮอคิวลีส แล้วเลือกซื้อขายของในเกม ใช้เวลาพียง 5 เดือน กลายเป็น “พ่อค้าที่รวยที่สุดในเกม” กำเงินก้อนแรกจากเกมได้ 8,000 บาทซึ่งเพื่อนต่างชาติในเกมเอาทรัพย์สมบัติที่ได้จากการเล่นเกมไปขายในอินเตอร์เน็ต

ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้วิธีการขายและสร้างเว็บเองเคยขายได้เดือนหนึ่งสองแสนกว่าบาทแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่รู้จักเก็บเงินจนเกมเริ่มเสื่อมความนิยมประกอบกับธุรกิจของครอบครัวได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2541-2542 จึงมองหาลู่ทางหันมาทำทำธุรกิจแฟรนไชนส์ “เถ้าแก่น้อยเก๋าลัด” โดยนำเข้ามาคั่วขาย “ที่ทำเพราะเราชอบเราสนใจ”ดูแลทุกอย่างและเรียนมหาวิทยาลัยด้วย สุดท้ายเลิกเรียนและหันมาทำธุรกิจด้วยความรู้สึกว่า “ทำแล้วสนุก มีความสุข” ในเวลา 1 ปีขยายสาขาได้กว่า 30 แห่งมียอดขายเกือบ 2 ล้าน

“ถามว่าเป็นเถ้าแก่ครั้งแรกรู้สึกอย่างไร ผมอยากจะบอกว่าผมไม่เคยรู้สึกเลยผมไม่เคยเป็นพนักงานที่ไหนมาก่อน เกิดมาก็เป็นอย่างนี้แล้ว เลยไม่รู้ความรู้สึกที่จะเริ่มทำงานกับที่อื่นเป็นยังไง ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าผมเสียโอกาสเหมือนกัน ผมเกิดมาปุ๊ปก็มาเป็นเถ้าแก่ ต้องมาดูแลคน เหมือนกับว่า เป็นอะไรที่ฟ้าประทานมา “



กุญแจดอกสำคัญ.....ที่ทำให้ธุรกิจสำเร็จและมีความล้มเหลวไหม

ป้อม/ ภาวุธ เผย กุญแจดอกสำคัญ หรือ Key Success Factor ว่าเกิดจาก “การคิดและทำให้แตกต่างจากคนอื่น (Differenciatiion)” ซึ่งถือว่าได้เปรียบที่ตัวเองเรียนจบมาทางด้านสถาปัตย์ ถูกสอนให้คิดระหว่างความเป็นอาร์ต กับ เอ็นจิเนียร์ สรุปคือคิดไม่เหมือนชาวบ้าน ยกตัวอย่าง ถ้าจะสร้างบ้านหากทำเหมือนที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ มีหลังคา มีจั่ว ฯลฯ ก็จะได้คะแนนไม่ดี แต่ถ้าใส่ไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่มีความเป็นไปได้เข้าไป ก็จะได้คะแนนดีกว่า

ส่วนเรื่องความล้มเหลวในการทำธุรกิจแล้วเจ๊งก็มี ช่วงที่มีเงินเคยเปิดธุรกิจมีหน้าร้านออนไลน์ดีๆ รู้สึกไม่สบายตัวก็ให้คนเอาของมาฝากขาย เคยเข้าไปทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ แมกกาซีน เอาข้อมูลในเว็บมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ ก็เสียเงินไปหลายล้าน “ผลที่ได้ก็คือ.. . คุ้มครับ ถือว่าได้ประสบการณ์ที่ดี ได้เรียนรู้ถึงที่เราถนัด และไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งที่สูญเสียหรือพลาดไป แต่พยายามสร้างมุมมองที่ดี ( positive thinking) vย่าไปนึกถึงอดีตที่พลาดแต่ให้ก้าวไปข้างหน้า และอยู่กับปัจจุบัน”

ด้าน สุทธิชัย สะท้อนมุมมองการทำงานถือเป็น trial หรือการทดลองทำแล้วมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอ คนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว ก็คือคนที่ never give up ก็คือทำไปเรื่อยๆ วิ่งไปชนกำแพง ชนประตู เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แล้วก็ หวังไปเรื่อยว่าสักวันต้องสำเร็จ ไม่ใช่วิ่งไปชนปังแล้วบอกว่า ชีวิตนี้แย่แล้วก็ไม่มีวันสำเร็จ “เพราะฉะนั้นอย่าหยุด ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นทุกเวลาไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ๆ แต่ว่ามันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ที่ไม่ยึดติดแต่ keep trial

"เรื่องความล้มเหลว ต้องบอกว่าบ่อยเสียเงินเสียทองก็เยอะ แต่คิดว่าที่ผ่านมามันก็ผ่าน ผมคิดว่าไม่มีใครทำอะไรแล้วไม่ผิดพลาด เพียงแต่ว่าคุณจะไปเศร้าโศกเสียใจกับมันนานแค่ไหน หรือว่า เอาความผิดพลาดตรงนั้นมาดิสเครดิตตัวเองว่า ทำอะไรไม่ได้เรื่องแล้ว ก็จะไม่มีวันสำเร็จ”

ขณะที่ เถ้าแก่น้อย แม้จะอายุน้อยแต่ก็มากด้วยมุมมอง แนะว่า กุญแจที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และคิดว่าผู้ประกอบการไม่ว่ารายเล็กหรือใหญ่ต้องมี

อันแรก คือ “ความชอบ” เมื่อชอบก็จะลงทุนเวลาเพื่อศึกษา มากๆเข้าก็จะเชี่ยวชาญ และสามารถสร้างความแตกต่างจากคนอื่นได้ อันที่สอง “ต้องอดทน” ทำธุรกิจต้องมีปัญหาแน่นอนจะเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ธุรกิจ และปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ เหมือนปม อยู่ที่แก้ได้มากได้น้อย อันที่สาม ”ต้องมีความกล้า” กล้าคิดว่าคุณจะทำธุรกิจนั้น ขณะเดียวกันก็ต้อง “กล้าที่จะถาม” พร้อมกับย่ำว่า ถ้าอยากเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องมี “หนึ่งถาม สองถาม สามถาม ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่หยุดถามะถาม ๆอะไรที่ผมไม่รู้ ถามอะไรที่ผมยังไม่มีความรู้ คือต้องทำตัวประมาณว่า ไม่รู้อะไรเลย ก็จะดีกับเรามาก”

นอกจากนี้ยังชอบอ่านหนังสือบุคคลที่อยากถามแต่ไม่มีโอกาสได้ถาม และยังมองหนังสือเหมือน ขุมทรัพย์ เนื่องจากเรียนน้อย อายุน้อยจึงยังไม่รู้จักความล้มเหลวมากพอ เมื่อได้อ่านความล้มเหลวของคนอื่นแล้วก็เอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ “เราไม่ต้องรอให้ล้มแล้วถึงจะต้องลุกหรอกครับ ดูคนอื่นเขาล้มก็รู้ 50% แล้ว”

สำหรับความล้มเหลวในชีวิตก็มีช่วงก่อนทำแฟรนไชนส์เก๊าลัด เคยซื้อเครื่องดีวีดีแถวสะพานเหล็กนำเข้าจากจีนราคาเครื่องละ 800 บาทมาขาย 1,899 บาทเทียบกับราคาปกติอยู่ที่ 5-6 พันบาทมาขาย เมื่อ 7-8 ปีก่อน ทำเป็นใบปลิวแล้วขี่จักรยานแจกตามหมู่บ้าน 4 เดือนแรกขายได้เกือบ 100 เครื่องพอเดือนที่ 5 มีแต่คนโทรมาว่าเครื่องเสีย ซื้อมา 800 บาทซ่อมหัวอ่านราคา 1,800 บาทก็ต้องคืนเงินบ้างคืนเครื่องบ้าง “ก็ได้บทเรียนว่า ทำอะไรคุณต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี คุณต้องมีบริการหลังการขายด้วย”



3 เถ้าแก่มอง ความคิดกับทุน อะไรสำคัญกว่า

เถ้าแก่ป้อม กล่าวหนักแน่นว่า “ ความคิด ครับ ทุนไม่สำคัญเพราะไม่ได้ใช้ตังค์ตัวเอง ก็คือเอาบัตรเครดิตพ่อมาจ่ายเงินค่าจดโดเมนเนม และเช่าพื้นที่เก็บข้อมูล ตอนนั้นยังเรียนอยู่ ปีหนึ่งต้นทุนไม่ถึง 10,000 บาทแต่สามารถทำธุรกิจออนไลน์ได้ “

ขณะที่เถ้าแก่โต๋ ตอบเช่นเดียวกันว่า “ความคิด แต่ขึ้นอยู่กับสเกลด้วยถ้าใหญ่ก็อาจเป็นทุนแต่ความคิดยังไม่ต้องเก่งมาก มีเงินแล้วค่อยไปซื้อความคิดเขามา แต่ถ้าสเกลเล็กต้องเป็นเรื่องความคิดมากกว่า"

ส่วนเถ้าแก่น้อย ย้ำว่า เห็นด้วยกับความคิด แต่ขอเพิ่มอีกตัว คือ แรงบันดาลใจ “เราไม่ต้องมีทุนมากหรอกแต่เราต้องอยากจะทำ อยากจะประสบความสำเร็จ เรียกได้อีกอย่างก็คือ ทุนทางใจ”



สุดท้ายขอเปิดเคล็ดลับเป็นเถ้าแก่ออนไลน์อย่างไรให้รวย

เถ้าแก่ป้อม เผยเคล็ดลับว่า ธุรกิจเริ่มไม่ยาก ที่สำคัญคือทำยังไงให้รอดและอยู่ได้นาน สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจโดยที่ไม่เจ๊ง “คำว่ารวย นั้น รวยได้หลายอย่าง วันนี้ถามว่าผมรวยไหม ผมก็โอเค บางคนบอกว่าต้องมี 100 ล้าน บางคนบอกแค่ล้านหนึ่ง ปีหนึ่งผมขายได้ 2-3 ล้านผมก็รวยแล้วล่ะ แล้วมันต่างกันหรือเปล่า ผมว่า มันอยู่ที่ความพอใจของแต่ละคนมากกว่า”

หรือตอบอย่างเท่ห์ๆ ในสไตล์ เจ้าตลาดอี-คอมเมอร์ซ ถ้าอยากรวย สำคัญที่สุดหนึ่งต้องกล้าทำธุรกิจและมีรายได้ ทำแล้วคิดว่าใช่ขยายต่อเพื่อหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่ เมื่อขยายได้ระดับหนึ่งต้อง diversify คือขยายธุรกิจไปข้างๆ อย่าเอาเงินไว้ในกระเป๋าตระกร้าเดียว พยายามสร้างโมเดลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน และพยายามสร้างคน หรือใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับรายได้กลุ่มใหม่ให้เกิดขึ้นมา พยายามมองให้ไกลและต้องคิดอยู่ตลอดเวลา

“สรุปก็คือต้องมี เป้าหมาย(goal)ที่ชัด บางคนใช้คำว่ารวยตั้งเอาไว้ แล้วตอนมันถอยกลับมาต้องทำยังไง คำถามคือต้องกลับมาถามตัวเองว่าเรามีเส้นทางที่จะถึงเป้าแล้วหรือยัง บางคนกลับมาถามตัวเองว่า เรามีเป้าหรือยังว่าเราจะทำอะไร เริ่มสร้างรายได้แล้วค่อยมาสร้างเส้นทาง”

สำหรับเถ้าแก่โต๋ เชื่อว่า “การทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่ทำแล้วมีความสุข เพราะฉะนั้น เรื่องรวยก็อาจจะไม่ใช่เงินก็ได้”

ด้านเถ้าแก่(น้อย) พันล้าน เน้นว่า คำว่า “รวย”แล้วแต่คนมองบางคนมีล้านหนึ่งก็พอใจแล้วบางคนเชื่อว่าทำแล้ว มีความสุขหรือเปล่า พร้อมกับเสริมให้อีกสองข้อถ้าอยากรวย “หนึ่งลงทุนเงินแล้วต้องลงทุนเวลาไปแลกเอาความรู้มา หรือการศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง สองต้องขยัน อดออม รับรองรวยจริง”

สรุปสั้นๆได้ว่า “จะเป็นเถ้าแก่ออนไลน์ให้รวย ต้องเริ่มต้นจากความคิดก่อนส่วนรวยอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลที่จะบริหารความคิดและนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน”

from http://is.gd/sT9A5b