ถึงแม้บทความจะยาวหน่อย แต่เป็นเรื่องราวที่ดีมากๆๆๆๆ อยากให้ได้อ่านกันจริงๆ....
ข้างล่างนี้คือคำบรรยายของ Dr. Richard Teo เศรษฐีเงินล้านและแพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปี ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขาได้มาเล่าประสบการณ์ชีวิตในกับชั้นเรียนของนักศึกษาทันตแพทย์ในวันที่ 19 มกราคม 2012
สวัสดีครับทุกท่าน เสียงผมจะแหบเล็กน้อย ได้โปรดอดทนกับเสียงผมหน่อยแล้วกัน ขอแนะนำตัวเองก่อน
ผมชื่อ Richard เป็นแพทย์ครับ ผมอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตของผม ต้องขอขอบคุณท่านศาสตราจารย์ที่เชิญผมมาพูดในวันนี้. ผมหวังว่ามันคงจะช่วยให้พวกคุณได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ บ้างในเส้นทางของการ train เป็นทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปาก
ตอนผมยังเด็ก ผมเป็นตัวอย่างผลผลิตของสังคมในปัจจุบัน เป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จตามที่สังคมต้องการ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน, ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆ ตัวว่าความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้ แข่งขัน อยู่เสมอตั้งแต่เป็นเด็ก
ไม่เพียงแต่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด, ผมต้องประสบความสำเร็จในทุกสนามแข่งขัน ในทุกกลุ่มที่สังกัด ในถนนทุกสาย ผมต้องได้ถ้วยรางวัล ต้องได้รับชัยชนะทุกๆ อย่าง ผมเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จบมาเป็นแพทย์ พวกคุณบางคนอาจจะพอรู้ว่าในบรรดาสาขาต่างๆ นั้น จักษุวิทยา (Opthalmology) เป็นหนึ่งในสาขาที่แย่งกันเรียนมากที่สุด ดั้งนั้นผมจึงต้องเรียนจักษุวิทยาให้ได้ และผมก็ได้เรียน แถมยังได้ทุนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เพื่อพัฒนาเลเซอร์สำหรับรักษาตาอีกด้วย
ในช่วงที่ผมเรียนอยู่นั้น ผมได้สิทธิบัตร 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ อีกฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเลเซอร์ แล้วพวกคุณรู้มั้ย, บรรดาความสำเร็จทางวิชาการพวกนี้ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ผมเลย ดังนั้นหลังจากหมดพันธะกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า นี่มันนานเกินไปแล้ว การฝึกฝนทางจักษุวิทยามันใช้เวลานานเกินไป. ผมน่าจะทำเงินได้มากโขในภาคเอกชน. พวกคุณคงพอรู้ว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องของเวชศาสตร์ความงามบูมมาก แถมยังทำเงินได้มหาศาล ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ พอกันทีกับงานในมหาวิทยาลัย ถึงเวลาต้องไปแล้ว ผมจึงลาออกจากการ train กลางคันและหันเหไปตั้งคลินิกความงามของตัวเอง
พวกคุณรู้มั้ย น่าขำที่ผู้คนไม่ได้มองหาฮีโร่จากแพทย์ทั่วไป (GP) หรือแพทย์ครอบครัว (family physician) พวกเขามองหาฮีโร่จากแพทย์ที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย พวกเขาจะไม่มีความสุขกับการเสียเงิน 20 เหรียญเพื่อพบแพทย์ทั่วไป แต่ไม่บ่นสักคำที่จะจ่ายเป็นหมื่นๆ ดอลล่าร์สำหรับการดูดไขมันหรือเสริมเต้านมหรืออะไร
ก็แล้วแต่ ดูเหมือนไม่มีสมองเอาเลยว่ามั้ยครับ แล้วพวกคุณจะเป็น GP ไปทำไมกัน เป็นแพทย์ความงามดีกว่า ดังนั้น, แทนที่ผมจะรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ผมตัดสินใจที่จะเป็นผู้ดูแลความงาม คุณเอ๋ย ธุรกิจมันดี ดีจริงๆ ผ่านไป 1 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 1 เดือน 2 เดือน แล้วก็ 3 เดือน คลินิกผมก็ล้น คนมารับบริการมากมาย ช่างเป็นธุรกิจที่มหัศจรรย์จริงๆ ผมต้องจ้างแพทย์เพิ่ม จาก 1 คน เป็น 2 คน 3 คน และสุดท้าย 4 คน ภายในปีแรก ผมทำเงินเป็นล้านๆ นั่นแค่ปีแรกนะ ผมเริ่มลุ่มหลง หมกมุ่นกับมัน ผมขยายธุรกิจไปที่อินโดนีเซียเพื่อให้บริการกับคนไข้ชาวอินโดนีเซียผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ชีวิตมันช่างสวยงามจริง ๆ
ทีนี้ผมทำกับเงินที่หามาได้มากมายก่ายกองนั่นยังไง? วันสุดสัปดาห์ผมใช้ชีวิตยังไง? ผมสังกัดกลุ่มคนรักรถ supercar ผมชอบสะสมรถครับ ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง นั่นละครับชีวิตของผม เงินยังเหลืออีกเยอะ ทำอะไรอีก? ผมซื้อ Ferrari ครับ ตอนนั้น รุ่น 458 ยังนิยมมาก เปิดประทุนได้ด้วย (ชี้ใน slide) นี่เพื่อนสมัยมัธยมของผมครับ เป็นนายธนาคาร คันของเขาสีแดง ผมก็เลยต้องเลือกสีเงิน
พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว ผมเที่ยวหาทำเลสร้างบ้าน และก็สร้างบ้าน (slide แสดงรูปคฤหาสน์หลังใหญ่ของเขา) ดูผมใช้ชีวิตสิครับ ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนนี้เป็น Miss universe ผมไปดื่มไปเที่ยวกับคนพวกนี้ นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook มหาเศรษฐีพันล้านเชียวนะครับ ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น
ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของผม นี่คือรูปผมเมื่อปีก่อน กำลังเล่น Gym อยู่ หล่อล่ำเลย ตอนนั้นผมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผมและผมถึงยอดเขาแล้ว
แต่...ผมผิดถนัดครับ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผม ปีที่แล้วเดือนมีนาคม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปโรงพยาบาล พบเพื่อนผม ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.
เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนายดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ” ผมตอบไปว่า “ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี แต่ไม่ยอมรับความจริง “พูดจริงหรือเปล่า” ตอนที่คุยนั้น ผมยังวิ่งอยู่ใน Gym อยู่เลยคุณรู้หรือเปล่า วันถัดมาผมทำ scan ต่างๆ เพิ่มเติม รวมทั้ง PET scan ด้วย สุดท้ายก็สรุปว่าผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “มันมาจากไหนกันวะ” มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที
อยากให้ดูรูป CT scan ปอดผม ลองดูดีๆ ทุกๆ เม็ดในนั้นคือมะเร็งครับ เราเรียกมันว่า Miliary tumor จริงๆ แล้วผมมีมันเป็นหมื่นๆ เม็ดในปอด ผมได้รับคำอธิบายว่า ถึงแม้จะให้เคมีบำบัดอย่างเต็มที่ ผมก็จะอยู่ได้เต็มที่ประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น เหมือนฟ้าถล่มดินทลายทับตัวผมมั้ยครับ ใครจะไม่เป็นบ้างล่ะ ผมมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงเป็นเดือน ชีวิตผมหมดสิ้นแล้ว
น่าขำที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่ผมมี ความสำเร็จเอย ถ้วยรางวัลเอย รถหรูๆ เอย คฤหาสน์เอย ทั้งหมดนั้นผมคิดไปว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่ในยามที่ผมตกอยู่ภาวะซึมเศร้า หดหู่ใจ สิ่งต่างๆ ที่ผมมี มันกลับไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย และความคิดที่ว่าผมนอนกอดรถ Ferrari แล้วจะทำให้ผมหลับตาลงได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้เลยแม้แต่นิดเดียวตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย สิ่งที่นำความสุขมาให้ผมในช่วง 10 เดือนสุดท้ายกลับเป็นการได้พบปะกับผู้คน ได้พบกับคนที่ผมรัก เพื่อนๆ ผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใยผมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำความสุขมาให้ผม ไม่ใช่สิ่งของต่างๆ ที่ผมมี ไม่ใช่สมบัติที่ผมครอบครอง สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยเหมาเอาว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม แต่เปล่าเลย ถ้ามันทำได้จริง เวลาที่ผมคิดถึงมัน ผมควรจะมีความสุข แต่มันกลับทำให้ผมแย่ลงไปอีก
ตรุษจีนใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมทำอะไรรู้มั้ย ผมมักจะขับรถหรูของผม ไปทำงาน ไปเยี่ยมบรรดาญาติของผม เพียงเพื่อจะอวดร่ำอวดรวย ผมเองก็บันเทิงกับเรื่องแบบนี้เสียด้วย แต่มานึกแล้วเพื่อนๆ ของผม ญาติๆ ของผมคงจะกระอักกระอ่วนใจและคงอยากจะให้ผมกลับไปเสียเร็วๆ มากกว่า พวกเขาจะร่วมยินดีไปกับผมหรือ? ไม่มีทาง เขาคงไม่คิดจะดีใจไปกับผม และคงอยากให้ผมไปให้พ้นๆ คงอยากให้ผมลองนั่งรถเมล์ดูมั่ง จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไป ทำให้พวกเขาอิจฉาริษยาสิ่งที่ผมมี และบางทีก็คงนึกหมั่นไส้ผมอีกด้วย
นั่นแหละที่เรียกว่า “ตัวสร้างความอิจฉาริษยา” ผมไปอวดร่ำอวดรวย เพียงเพื่อจะเติมเต็มอัตตาและความยะโสของตัวเอง มันไม่ได้นำความสุขมาให้ผู้อื่นเลย ทั้งเพื่อน ทั้งญาติของผม ผมคิดไปเองว่าพวกเขาจะมีความสุขไปกับผม
ผมจะเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้ฟัง ตอนที่ผมมีอายุเท่าพวกคุณ ผมพักอยู่ที่หอ Edward VII Hall ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีนิสัยแปลก เธอชื่อ Jennifer ตอนนี้เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เวลาผมเดินไปตามทางกับเธอ ถ้าเธอเห็นหอยทากคลานอยู่ในทางคนเดิน เธอจะคอยหยิบพวกหอยทากนั่นไปวางในสนามหญ้าให้พ้นจากทางเดิน ผมถามเธอว่า เธอทำอย่างนั้นทำไม ทำให้มือสกปรกเปล่าๆ มันก็แค่หอยทากตัวหนึ่ง ความจริงก็คือ เธอเข้าใจหอยทากได้ ความรู้สึกที่ว่าถูกเหยียบบี้แบนจนตายนั้น เธอรับรู้ได้ แต่สำหรับผม มันก็แค่หอยทาก ถ้าคุณไม่มีปัญญาจะเกิดมาเป็นคนได้ คุณก็สมควรโดนเหยียบตาย นั่นเป็นกฎของวิวัฒนาการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
ที่ที่สอนผมให้เป็นแพทย์ เขาสอนผมให้เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ ให้เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น แต่ผมกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย. ตอนที่ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน ทำงานอยู่ในแผนกรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทุกเมื่อเชื่อวัน วันแล้ววันเล่า ผมพบเจอกับความตาย ยามที่ผมมองคนไข้กำลังทุกข์ทรมาน ผมเห็นแค่ว่าพวกเขากำลังปวด และผมมีหน้าที่ให้ Morphine แก่พวกเขาเพียงเพื่อระงับอาการปวด ผมเห็นพวกเขากำลังดิ้นรนหายใจจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย นั่นเป็นเพียงภาระหน้าที่ ผมไปที่ตึกผู้ป่วย เจาะเลือด ให้ยาแก่พวกเขา แต่มันมีความหมายอะไรกับผมหรือเปล่า? ไม่เลย มันก็แค่งาน ผมทำงาน ทำหน้าที่จนเสร็จ แล้วก็ออกจาก ward ไป แต่ละวันผมแทบจะรอกลับบ้านแทบไม่ไหว
ความเจ็บปวดคืออะไรหรือครับ? ความทุกข์ทรมานที่ผู้ป่วยต้องประสบ มันมีความหมายอะไร? ไม่มี แน่ละ เรามีศัพท์เทคนิคต่างๆ ในการนิยามในการวัดความปวด ความทุกข์ทรมานเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่รู้ซึ้งจริงๆ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร จนกระทั่งผมกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง ตอนนี้ผมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และถ้าคุณจะถามผมว่าผมจะเปลี่ยนไปเป็นแพทย์อีกคนที่แตกต่างไปจากนี้หรือเปล่าถ้าผมกลับมีชีวิตอีกครั้ง ผมตอบได้เลยว่าใช่ ผมจะเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะผมรู้แล้วว่าผู้ป่วยเหล่านั้นรู้สึกอย่างไร และบางทีเราก็ควรจะเรียนรู้สิ่งนี้จากของจริง
แม้ว่าพวกคุณจะเพิ่งเริ่มเรียนปีแรก และเข้าสู่เส้นทางของการเป็นศัลยแพทย์ช่องปาก ผมอยากจะลองท้าทายคุณ 2 เรื่อง
ประการแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนในที่นี้จะต้องเข้าไปสู่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน พวกคุณจะเริ่มสะสมความมั่งคั่ง รับประกันได้เลยครับ แค่ใส่ Implant สักอัน คุณก็ได้เงินเป็นพันๆ ดอลลาร์แล้ว ช่างน่ามหัศจรรย์ใช่มั้ยครับ จริงๆ แล้วไม่ผิดหรอกครับที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ผิดที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ผิดเลย ปัญหาประการเดียวก็คือ พวกเราส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วยไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้
ทำไมผมพูดอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน เหมือนกับที่ผมได้พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งหมดที่ผมทำก็คือสะสม ๆ ๆ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป คนไข้ที่เดินเข้ามาก็เพียงแค่ถังเงิน และผมก็จะรีดเงินออกจากคนไข้พวกนี้จนถึงหยดสุดท้าย
นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายรับ เราหลงลืมเสียสนิทว่าเราแทบจะไม่ได้ให้ใครเลยเว้นแต่ตัวเราเอง สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์, วงการทันตแพทย์ ผมบอกได้เลย ขณะนี้ในภาคเอกชน บางครั้งเราถึงกับให้คำแนะนำกับผู้ป่วยเพื่อให้รับการรักษาหรือการผ่าตัดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ มันเป็นพื้นที่สีเทา และแม้ว่าบางเรื่องมันจะไม่จำเป็นเลย เราก็ยังแนะนำคนไข้ให้ทำ และถึงตอนนี้ ผมก็รู้ว่าใครบ้างที่หวังดีกับผมอย่างแท้จริง และใครบ้างที่หลอกเอาเงินผมโดยการเสนอ “ความหวัง” ให้ผมอยู่ เราสูญเสียเข็มทิศทางจริยธรรม (moral compass) ไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางสายนี้ เพียงเพราะว่าเราต้องการ make money
ที่แย่ไปกว่านั้น ผมบอกได้เลย 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เราพูดให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพของเรากันเอง เสมือนเป็นคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เราแทบไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้เลย ถ้าเราสามารถจะกดคนอื่นลงเพื่อให้เราได้ผลประโยชน์แล้วละก็ เราก็จะทำมันทันที นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งในวงการแพทย์ ทันตแพทย์ และทุกๆ วงการ สิ่งที่ผมจะเตือนคุณก็คือ อย่าทิ้งเข็มทิศทางจริยธรรมไปเป็นอันขาด ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก และหวังว่าพวกคุณจะไม่เป็นเช่นนั้น
ประการที่สอง พวกเราหลายคนด้านชากับคนไข้ของเราในยามที่เรารักษาพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน คราวที่ผมทำงานอยู่ในโรงพยาบาลและต้องสรุปแฟ้มประวัติผู้ป่วยเป็นตั้งๆ ผมจะรีบจัดการเจ้าแฟ้มเหล่านั้นไปโดยเร็วที่สุด, ผมจะรีบตรวจคนไข้และให้เขาออกไปจากห้องของผมโดยเร็วที่สุด เพราะคนไข้มันช่างมากมายเหลือเกิน นั่นคือเรื่องจริง เพราะมันเป็นแค่งาน งานที่ซ้ำซากจำเจมากๆ นั่นแค่ส่วนหนึ่ง ถามว่าผมรู้ไหมว่าคนไข้แต่ละคน รู้สึกอย่างไร? ผมไม่รู้หรอก ความหวาดวิตกกังวลต่างๆ ที่พวกเขามี ที่พวกเขาประสบอยู่ ผมรู้มั้ย? ไม่เลย จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับผมเอง และผมคิดว่านั่นเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในระบบสาธารณสุขของเรา
เราถูกสอนมาให้เป็นผู้ให้บริการสาธารณสุข เป็นมืออาชีพ แต่ทั้งหมดทั้งเพ เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคนไข้รู้สึกจริงๆ เช่นไร ผมไม่ได้ให้ขอให้พวกคุณเข้าอกเข้าใจคนไข้อย่างลึกซึ้งอะไรมากมาย ผมไม่คิดว่านั่นจะทำให้เราเป็นมืออาชีพหรอก แต่จริงๆ แล้วเราได้พยายามที่จะเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขาหรือยัง? พวกเราส่วนใหญ่คงจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นไรครับแต่อย่าละเลย สิ่งที่ผมจะบอกพวกคุณคือ จงพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา (put yourself in your patient’s shoes)
เพราะความเจ็บปวด ความกังวลใจ ความหวาดกลัว สำหรับคนไข้แล้วมันเป็นของจริงครับแม้ว่ามันอาจจะดูไม่จริงสำหรับคุณ ดังนั้นจงอย่าละเลยมัน พวกคุณรู้มั้ยครับ ตอนนี้ผมกำลังได้รับเคมีบำบัดรอบที่ 5 อยู่ ผมบอกได้เลยว่ามันเลวร้ายมาก เคมีบำบัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่อยากจะประสบ ต่อให้กับศัตรูของคุณก็เถอะ เพราะมันช่างทุกข์ทรมาน ทุเรศทุรัง เหมือนถูกโดดเดี่ยว กินอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว เลวร้ายจริงๆ และถึงตอนนี้ ยามที่ผมพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง ผมพยายามที่จะปลอบประโลมผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะผมเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมันเป็นอย่างไร. แต่ดูเหมือนมันจะสายเกินไปและยังไม่เพียงพอ
พวกคุณทั้งหลายมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า ตัวคุณเปี่ยมไปด้วยพลัง ผมกำลังจะบอกให้คุณไปหาคนไข้คนถัดไปของคุณ มองเขาในฐานะมนุษย์ที่มีความเจ็บปวดและกำลังทุกข์ทรมาน อย่าได้คิดว่าคนยากจนเท่านั้นที่จะทุกข์ นั่นไม่จริงเลย คนยากคนจนทั้งหลายจริงๆ แล้วเขาพอใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ พวกคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่าพวกเขามีความสุขมากกว่าคุณและผมเสียอีก ยังมีผู้คนอีกมากที่กำลังทุกข์ทรมาน ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย ทางอารมณ์ และอื่นๆ อีกมาก และนั่นเป็นของจริง เราเลือกที่จะมองข้ามพวกเขา หรือเพียงไม่อยากรับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่
ลองกลับไปคิดดูนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือทันตแพทย์ ลองสัมผัสถึงผู้คนเหล่านั้นผู้ซึ่งต้องการคุณ ไม่ว่าอะไรที่คุณทำลงไปจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่กับพวกเขา สำหรับผมตอนนี้ใกล้จะถึงฉากสุดท้าย ผมรู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร คนที่เป็นห่วงเป็นใยผม ให้กำลังใจผม ได้สร้างความแตกต่างอย่างมากในตัวผม รูปที่เห็นคือผมหลังได้รับการรักษาเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และนั่นทำให้ผมยังมีลมหายใจอยู่และสามารถมาพูดคุยกับพวกคุณได้ในวันนี้
ผมอยากจะจบการบรรยายด้วย ประโยคนี้ มันมาจาก หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie พวกคุณบางคนคงเคยอ่านแล้ว
Everyone knows that they are going to die; every one of us knows that.
The truth is, none of us believe it because if we did, we will do things differently.
เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อยสำหรับเช้าวันนี้ แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา
อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้ ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย
ผมขอขอบคุณทุกท่าน ถ้ามีคำถามอะไรที่จะถามผม ยินดีครับ ขอบคุณ
(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)
ที่มา: http://www.facebook.com/CoachSiriluck.Page
My personal blog about health, hobby, stock & investment, information technology, self improvement, tax and travel.
06 มิถุนายน 2559
02 มิถุนายน 2559
บลจ.ไทยพาณิชย์ ชูนโยบายทำงานเชิงรุก วางเป้า AUM ปี 59 เพิ่มราว 1 แสนล้านบาท
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานในปี 2559 ว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ประมาณ 1 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 2558 ที่มี AUM อยู่ที่ 1,163,079 ล้านบาท โดยการขยายฐานลูกค้าใหม่เข้ามา ทั้งลูกค้าสถาบันและรายย่อยควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าเดิม เพื่อให้สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมไว้ให้ได้
ทั้งนี้ บริษัทจะใช้กลยุทธ์การยกระดับชื่อเสียงของแบรนด์ในฐานะบริษัทจัดการที่ทำงานเชิงรุก (Active) โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาความสามารถในการบริหารจัดการลงทุน โดยมุ่งหวังให้ผลการดำเนินงานของกองทุนอยู่ในอันดับต้น (First Quartile) ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันกองทุนหลายกอง ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนให้มีผลดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น อาทิ กองทุนหุ้น SCBSE ซึ่งเป็นกองทุน 5 ดาว ที่จัดอันดับโดย Morning Star และในปี 2558 ยังจัดเป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนสูงสุดอันดับต้นๆ อีกด้วย
ด้านการสร้างและนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนในทุกระดับความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่สูงมากนัก ก็จะนำเสนอกองทุนตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนในระดับดี ไว้พักเงินในช่วงที่ภาวะตลาดผันผวน เช่น กองทุน SCBSFF PLUS, SCBFP และ SCBFST ซึ่งเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น เช่น สามารถลงทุนในหุ้นได้ ก็มีกองทุนหุ้นปันผล ที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น SCBDV และกองทุนที่คัดเลือกหุ้นรายตัวที่เติบโตเร็วกว่าตลาด เช่น SCBSE, SCBMSE นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi Asset) และเน้นการสร้างรายได้สม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น กองทุน SCBGPLUS ที่ได้เปิดจองไปแล้วเมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้หลักการจัดสรรการลงทุน (Asset Allocation) และมีการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่ม
โดยในปีนี้จะเห็น บลจ.ไทยพาณิชย์ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น มีการดำเนินงานแบบ Active และมีการนำกลยุทธ์การลงทุน Long/Short หรือAbsolute Return มาใช้เพื่อลดความผันผวนจากการลงทุน และให้ได้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อาทิ High Net Worth /Ultra High Net Worth อย่างไรก็ตาม บริษัทฯจะนำเสนอกองทุนดังกล่าว ควบคู่กับการเน้นให้ความรู้เรื่องการลงทุนแก่ผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะความรู้ด้านสินทรัพย์เสี่ยง โดยมุ่งหวังให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนในระยะยาว เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนมากขึ้น
นอกจากนั้น ด้านการยกระดับมาตรฐานการเสนอขายผลิตภัณฑ์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน มีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย และลงทุนได้ทั้งในและต่างประเทศนั้น จึงเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพของการให้บริการและมาตรฐานของการเสนอขาย มีการจัดตั้งทีมงาน SCB Branch Network ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอให้กับพนักงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้เป็นได้ทั้งผู้แนะนำและที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ดีให้กับลูกค้า อีกทั้งยัง เป็นบลจ.รายแรกที่มีระบบควบคุมการขาย ด้วยระบบ Call Back Verification เป็นระบบที่ทุกๆ วันCall Center ของ บลจ. จะโทรกลับผู้ลงทุนที่ซื้อกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงสูงกว่า risk score ของผู้ลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนมีความเข้าใจและมีความต้องการลงทุนในกองทุนนั้นจริง หากไม่ ผู้ลงทุนสามารถยกเลิกคำสั่งซื้อได้ทันที
ขณะที่ ยังมีการดำเนินงานในด้านอื่นๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์ด้านจัดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรชั้นนำของโลกที่มีประสบการณ์ในการบริหารสินทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพื่อทำงานร่วมกันในการจัดสรรสินทรัพย์และนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ สู่ตลาดในอนาคต อีกทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของระบบงานต่างๆ ที่ให้บริการภายในองค์กร เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เน้นการทำงานประสานเชื่อมโยงกันเป็นทีม โดยมีการปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความยืดหยุ่น และลดอุปสรรคในการทำงานมากขึ้น รวมทั้งมีการควบคุมภายในที่ดี
สำหรับในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าสถาบัน ที่ส่งผลให้กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) สามารถครองความเป็นอันดับ 1 ไว้ได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารกองทุนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนสถาบัน สำหรับในปีนี้ บริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถรักษาฐานลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีแผนการทำงานกับธนาคารไทยพาณิชย์อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์กับกลุ่มลูกค้าธนาคารเพิ่มมากขึ้นด้วย
ส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายในการเพิ่ม AUM รวมในปีนี้ คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการระดมทุนภาครัฐ ในลักษณะกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ซึ่งบริษัทฯมีแผนในการมีส่วนร่วมอย่างแน่นอน เนื่องจากมีประสบการณ์การบริหารกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (Digital Telecommunications Infrastructure Fund) หรือ DIF ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
"การที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมใน Infrastructure Fund ก็ต้องมีปัจจัยประกอบหลายอย่าง ทั้งการมีทีมวาณิชธนกิจเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้โครงสร้างกองทุนแข็งแกร่ง และต้องมีทีมขายที่มีความสามารถในการขายกองทุนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์มีพร้อมทั้ง 2 อย่าง ประกอบกับที่ผ่านมาเรามี Roadshow เพื่อพบปะผู้ลงทุนต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง ลอนดอน และสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลเชิงลึก ทำให้กองทุนมีความน่าสนใจและประสบความสำเร็จด้วยดี"นายสมิทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 58 บลจ.ไทยพาณิชย์มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ รวม 1,163,079 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่อันดับ 1 ในอุตสาหกรรม ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 21% คิดเป็นอัตราเติบโตจากปี 2557 15.2%
โดยกองทุนของบลจ.ไทยพาณิชย์มีการเติบโตมากที่สุด ในกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) โดยมี AUM ณ สิ้นปี 2558 สูงถึง 245,035 ล้านบาท เติบโต 130% จากสิ้นปี 2557 โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 41.5% และยังครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องจากปี 2557 สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) มี AUM ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 117,643 ล้านบาท เติบโต 6.7% จากปี 2557 และธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) มี AUM ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 800,401ล้านบาท ซึ่งรวมกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Fund มูลค่ารวม 71,194 ล้านบาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 57,977 ล้านบาท
ที่มา http://goo.gl/RMDiyi
31 พฤษภาคม 2559
IFEC ฮุบ “ดาราเทวี” แก้เกม ประมูลพลังงานสะดุด
แผนหนึ่งขรุขระ ได้เวลาแผนสอง เฉลยลายแทงขุมสมบัติ หลังรัฐเบรกประมูลพลังงานทดแทน ผ่านปาก “สิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์” ซีอีโอ “อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ฯ
ความหวังที่เหล่าเอกชนจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากธุรกิจ “พลังงานสะอาด” ต้องหยุดชะงัก !!
หลังหน่วยงานภาครัฐเลื่อนเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดออกไปจากกลางปี 2558 เรื่อยมา ส่วนหนึ่งเกิดจาก “แรงกดดัน” จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกตกต่ำ ทำให้ “แรงจูงใจ” ในการผุดโครงการพลังงานทดแทนที่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยการผลิตค่อนข้างสูง สะดุดลง
ขณะที่ ผู้ประกอบการหลายราย “คิดการณ์ใหญ่” โดดสู่สังเวียนพลังงานทดแทน ด้วยหมายมั่นจะหยิบชิ้นปลามัน โหนกระแสนโยบายรัฐ ไม่คิดว่าสุดท้าย “นโยบายรัฐ” บวกกับ “สถานการณ์น้ำมันโลก” จะวนกลับมาเป็น “ความเสี่ยง” ทางธุรกิจ
หนึ่งในผู้ประกอบการที่ถือคติ“เล็กๆไม่"ต้องยกให้ บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ IFEC ของ “นายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์” (ผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งสัดส่วน 5.29%) หลังกลางปี 2558 เคยออกมายืนยันเป้าหมายใหญ่ในธุรกิจนี้ว่า..
“พร้อมขึ้นแท่นผู้นำผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทุกประเภท”
ทว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ส่งผลให้เส้นทางเดินไปสู่ตัวเลข “กำไรสุทธิ” 1,200 ล้านบาทเริ่มขรุขระ คุณหมอนักลงทุน จำต้องปรับกลยุทธ์เติบโตใหม่ ด้วยการแตกหน่อ (Diversify) ไปสู่งานใหม่แบบสุดขั้ว อย่าง “ธุรกิจโรงแรม” โดยการซื้อหุ้นสามัญ 1,660 ล้านบาท และภาระหนี้สิน 860 ล้านบาท จาก “กลุ่มดาราเทวี เชียงใหม่” โรงแรมที่มีปัญหารุงรังอยู่ไม่น้อย (อ่านล้อมกรอบ)
แผนพลิกวิกฤติในวันนั้น ดูเหมือนจะสร้างความงุนงงให้กับบรรดาผู้ถือหุ้นน้อยใหญ่ โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่อย่าง “นเรศ งามอภิชน” เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน สะท้อนผ่านราคาหุ้น IFEC ที่ขึ้นตัวแดงติดต่อกันหลายวัน และการขอเวลาส่วนตัวกับ “คุณหมอวิชัย” ในวันที่ไม่สามารถทำกำไรจากหุ้น “สุดเลิฟ”
“สิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ IFEC ซีอีโอคนสนิท “หมอวิชัย ถาวรวัฒนยงค์” แจกแจงให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ความล่าช้าในการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดของหน่วยงานรัฐ ทำให้แผนงานที่ต้องการจะมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ 200 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2558 ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยขณะนี้มีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในมือเพียง 22 เมกะวัตต์
โชคดีที่บริษัทปรับตัวก่อน เพราะเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณชะลอการเปิดประมูลมาตั้งแต่กลางปี 2558 ทีมงานไม่รอช้าตัดสินใจ“งัดแผนสำรอง” ออกมาประคองฐานะ ด้วยการการแตกไลน์ไปสู่ “ธุรกิจโรงแรม” ควบคู่ไปกับการโยกเงินลงทุนนออกไปในต่างประเทศ
แน่นอนว่า งานใหม่อย่างโรงแรม ย่อมสร้างความไม่เข้าใจให้กับบรรดาผู้ถือหุ้น เพราะไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนหน้านี้ แต่เมื่อได้นั่งอธิบายถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่จะได้รับ หลายคนก็มีสีหน้าพอใจ สบายใจมากขึ้น สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ขยับขึ้นจากช่วงแรกที่ประกาศซื้อหุ้นโรงแรม
แต่การวางยุทธ์ศาสตร์แค่นี้ คงไม่เพียงพอ เศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ “สุทธิชัย” เล่าว่า ตามแผนงานของคุณหมอ ต้องการสร้างพอร์ตรายได้รวมให้เกิดความสมดุล อนาคตโครงสร้างรายได้จะไม่มีเพียงธุรกิจพลังงาน และธุรกิจโรงแรม แต่ต้องมีรายได้จากงานที่เกี่ยวข้องกับการ “วางระบบซอฟต์แวร์ในธุรกิจพลังงาน” ซึ่งงานลักษณะนี้ในไทยยังไม่มีใครทำ หากผลการศึกษาออกมาสมบูรณ์ บริษัทจะเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ทำ
“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” ยังแจกแจงว่า จะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 200-300 ล้านบาท ในการซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับ “งานบริหารจ่ายไฟทั้งระบบ” จากบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตทุกประเภท จาก “กสท โทรคมนาคม” หรือ CAT บริษัทแห่งนี้เปิดดำเนินการมา 2 ปีแล้ว และมีลูกค้าอยู่ในมือ 1 แสนจุด คาดว่าไตรมาส 3 ปี 2559 จะปิดดีล
โดยต้องการเข้าถือหุ้นใหญ่ 70-80% ที่เหลือเป็นการถือหุ้นของเจ้าของเดิม ในฐานะที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญต้องให้บริหารต่อไป งานเสริมชิ้นนี้จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยกว่า 15% หากปิดดีลได้จะรับรู้รายได้ครั้งแรกปลายปี 2559
“หากแผนนี้ราบรื่นจะทำให้โครงสร้างรายได้เปลี่ยนแปลงไป โดยจะมีรายได้จาก “ธุรกิจไฟฟ้า” 60% “ธุรกิจซอร์ฟแวร์” 20% “ธุรกิจโรงแรม” 15% และอื่นๆ 5% สำหรับเรื่องเงินลงทุนไม่ต้องห่วง เรามีกระแสเงินสด 2,200 ล้านบาท แถมยังมีช่องว่างในการกู้เงินอีกมาก”
มือขวาเจ้าของ อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ฯ ยังกล่าวถึงการลงทุนพลังงานทดแทนในต่างประเทศว่า เดือนเม.ยที่ผ่านมา ยังเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ญี่ปุ่น หลังเจรจาต่อรองกันมานานกว่า 6 เดือน ด้วยการซื้อใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement - PPA ) ต่อจากเจ้าของเก่าที่เป็นคนญี่ปุ่น จำนวน 20 เมกะวัตต์ 10 โครงการ เฉลี่ยโครงการละ 2 เมกะวัตต์ ตามแผนตั้งใจจะใช้เงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเฉลี่ย 1 เมกะวัตต์ต่อ 110-140 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของพื้นที่ของโครงการ
“โปรเจคนี้จะทยอยก่อสร้างเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 แต่ทั้งโครงการจะแล้วเสร็จปลายปี 2560 งานนี้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน เฉลี่ย 10-12%”
ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างเจราซื้อใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานทดแทน ในญี่ปุ่น ต่อจากเจ้าของเก่าเดิมที่ดำเนินธุรกิจพลังงานมากว่า 55 ปี อีกประมาณ 61 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปี 2559 ที่ผ่านมามีบริษัทพลังงานญี่ปุ่นหลายแห่งต้องการขายใบอนุญาต เนื่องจากไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ทัน
หากไม่มีอะไรมาขวาง ไม่เกินปี 2560 จะมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น 100 เมกะวัตต์ และในไทยอีก 100 เมกะวัตต์ วิธีการให้ได้มาซึ่งกำลังการผลิตใหม่ๆ ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น คือ “ไล่ซื้อกิจการ” หรือไม่ก็ “รอทางการไทยเปิดประมูล”
นโยบายสำคัญที่จะนำมาพิจารณาในการซื้อกิจการในไทย คือ ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่มีอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ 6.5 และ 8 บาทต่อหน่วย หรือจ่ายไฟเข้าระบบแล้วบางส่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทที่ได้ใบอนุญาตพลังงานแสงอาทิตย์ 2 ราย กำลังการผลิตเฉลี่ย 20 เมกะวัตต์
“ซื้อกิจการในลักษณะนี้จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 14-15% เรื่องนี้น่าจะเคาะภายในไตรมาส 3หรือ 4 ปี 2559”
สิทธิชัย เล่าต่อว่า ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจาก“พลังงานลม” ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทในเครือ “ไอวินด์” เชื่อว่า ภายในปี 2559 ต้องมีกำลังการผลิตใหม่เฉลี่ย 300 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว 100 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 200 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตพลังงานลมเฉลี่ย 10 เมกะวัตต์
บริษัทจะเน้นเข้าลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และออสเตรเลีย เป็นต้น โมเดลการลงทุนจะคล้ายๆญี่ปุ่น คือ ซื้อใบอนุญาตมาแล้วก่อสร้างโครงการเอง ซึ่งเงินลงทุนจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน 80%
“หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะรับรู้รายได้ 100 เมกะวัตต์ ปลายปีนี้ เพราะเป็นโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ส่วนอีก 200 เมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะรับรู้รายได้กลางปี 2561”
กำลังการผลิตใหม่ชุดแรกจะได้ข้อสรุป ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 ประมาณ 50 เมกะวัตต์ ส่วนชุดที่สองจะเข้ามาปลายปี 2559 ล่าสุดมีความคืบหน้าในการเจรจาเกิน 50% โดยผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 10-12%
ส่วนการลงทุนพลังงานลมในไทย หากปลายปี 2559 รัฐบาลเปิดประมูลพลังงานลม 2,000 เมกะวัตต์ บริษัทหวังจะได้ชุดแรกมาครอบครอง 300 เมกะวัตต์ และอาจจ่ายไฟเข้าระบบได้ในช่วงปลายปี 2560 วันนี้บริษัทมีความพร้อมในแง่ของที่ตั้งโครงการ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ของไทย ขณะที่บางโครงการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว
การลงทุนพลังงานลมในไทย จะได้รับผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 15-16% เพราะบางทำเลกำลังลมแรง สะท้อนผ่านตัวเลขรายได้ของบริษัทในไตรมาสแรก ซึ่งมีรายได้จากพลังงานลมเฉลี่ย 16 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ แต่ปี 2559 อาจรับรู้รายได้จากพลังงานลมเฉลี่ย 10-12 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เพราะคงไม่มีลมมรสุมแล้ว
ส่วนแผนงานพลังงานชีวมวล และพลังงานขยะ “สิทธิชัย” ตอบว่า ปัจจุบันมีกำลังการผลิตชีวมวล 7.5 เมกะวัตต์ จำนวน 1 โครงการ ในจังหวัดลพบุรี คาดว่าจะรับรู้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านบาท ตามแผนจะยื่นประมูลโครงการทางภาคใต้เพิ่มเติมอีกเฉลี่ย 20-30 เมกะวัตต์ หากผลประมูลออกมาผิดหวัง “เราไม่ซีเรียส”
เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทนหลายราย รวมถึงบริษัท ล้วนประสบปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบที่มีราคาแพง โดยเฉพาะ “ไม้สับ” (Woodchip) หลังมีผู้ประกอบการแห่ลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวนมาก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้สับปรับตัวขึ้น จากตันละ 200 บาท เป็น 1,400 บาทต่อตัน ขณะที่ “ชานอ้อย” ขยับจากราคาไม่กี่ร้อยบาทต่อตันเป็น 1,200 บาทต่อตัน
จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ? เขากล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำเกษตรพันธสัญญา หรือ “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” โดยจะให้เกษตรกรปลูกไม้กระถินณรงค์ หรือไม้เบญจพรรณ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตพลังงานชีวมวลมาจำหน่ายให้กับบริษัท แม้ต้องใช้เวลากว่าไม้จะโตพอนำมาใช้ได้ แต่ก็ต้องทำ เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทไม่สามารถวัตถุดิบชนิดอื่นทดแทนได้ สมมุตินำกะลาปาล์มมาเป็นวัตถุดิบ ก็จะประสบปัญหาการตกค้างของยางจนทำให้เครื่องจักรได้รับความเสียหาย
“วัตถุดิบที่มีอยู่ตอนนี้ เพียงพอต่อการผลิต 7.5 เมกะวัตต์ ฉะนั้นขอเน้นเรื่องการบริหารจัดการวัตถุดิบมากกว่าหากำลังการผลิตเพิ่มเติม เพราะวันนี้ยังสร้างกำไรจากการผลิตชีวมวลได้เพียง 2 ล้านบาทต่อเดือน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5 ล้านบาทต่อเดือน”
ส่วนแผนงานโรงไฟฟ้า “พลังงานขยะ” กำลังการผลิต 11 เมกะวัตต์ แต่จะขึ้นโรงไฟฟ้าแรกในจังหวัดชลบุรี 5 เมกะวัตต์ ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรจากจีนและยุโรป คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้
"การลงทุนพลังงานขยะใช้เงินสูงมาก และคืนทุนช้าสุดๆ ฉะนั้นให้ทำคนเดียวคงไม่ไหวตามแผนจะใช้เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าประมาณ 3 ปี ปัจจุบันเราไม่มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ เพราะเราเป็นเจ้าขอบ่อขยะชุมชนหลายแห่ง และยังไม่คิดเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานขยะ และชีวมวล เท่าที่มีอยู่ก็ปวดหัวจะแย่ (หัวเราะ) ขอเน้นพลังงานลมกับแดดไปก่อน สิ้นปี2559 อยากมีกำลังการผลิต 100-150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นแดด 40 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นลม”
@รุกพลังงานทดแทน“กัมพูชา-เวียดนาม”
ระหว่างสนทนากับซีอีโออินเตอร์ ฟาร์อิสท์ฯ “หมอวิชัย ถาวรวัฒนยงค์” เดินออกจากห้องประชุม มาเล่าแผนการลงทุนในกัมพูชาว่า เพิ่งปิดดีลลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ ในกัมพูชา มูลค่าลงทุนเฉลี่ย 85 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังการผลิตดังกล่าวจะเน้นจำหน่ายในกัมพูชาเป็นหลัก
“เงินที่ใช้ลงทุนในเขมร ถือว่าขยับขึ้น จากตัวเลขเดิมที่ตั้งไว้ 70 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ หลังราคาที่ดินปรับขึ้น 5 เท่า”
การลงทุนล็อตต่อไปจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 คาดว่า จะได้เพิ่มเติมอีก 10 เมกะวัตต์ IFEC ถือเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจพลังงานของกัมพูชา แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การเข้ามาลงทุนของต่างชาติยังเป็นเรื่องใหม่ของทางการกัมพูชา ฉะนั้นต้องวางแผนให้รอบคอบ
ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ต้องการมีกำลังการผลิตในกัมพูชาเฉลี่ย 200 เมกะวัตต์ สาเหตุที่สนใจลงทุน เนื่องจากค่าไฟมีราคาแพงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก เพราะใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกัมพูชาเจริญมากเท่าไร ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าย่อมมากเท่านั้น ถือเป็นโอกาสในการลงทุน
นอกจากนั้น กำลังศึกษาพลังงานลม ในเวียดนาม แต่ขณะนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ เผยได้เพียงว่า ภายในเดือนมิ.ย.นี้ จะบินไปเวียดนาม เพื่อคุยกับพันธมิตรรายที่ 4 หลังจากคุยไปแล้ว 3 ราย แต่ปิดดีลไม่ได้ เพราะติดปัญหาเล็กน้อย ขณะเดียวกันยังสนใจลงทุนพลังงานลมในบังกลาเทศ
แม้บริษัทจะมีโปรเจคมากมาย แต่นักลงทุนไม่ต้องห่วงเรื่องเงินลงทุน เพราะหากสามารถหาผู้ร่วมทุนได้ ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อถามว่าจะเพิ่มทุนอีกรอบหรือไม่ ? เขาตอบว่า ได้เตรียมดันธุรกิจโรงแรม และพลังงานลม ที่ดำเนินการผ่านบริษัท โรงแรมดาราเทวี และบริษัท ไอวินด์ ตามลำดับ เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่คงต้องรอเคาะเรื่องที่ บริษัทโกลด์วิน ผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของจีน มีแผนจะถือหุ้น10% ใน “ไอวินด์” ให้จบเสียก่อน
“รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี แถมยังมีคอนเน็กชั่นที่ดีในแถบอาเซียน จุดเด่นเหล่านั้นทำให้เรามีเส่นห์ และแตกต่างจากคู่แข่ง”
-------------------------------
ถอดความสวย “ดาราเทวี”
ปลายปี 2558 บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น แตกไลน์ไปสู่ “ธุรกิจโรงแรม” ด้วยการส่งบริษัทในเครือ ภายใต้ชื่อ “อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ แคป แมนเนจเม้นท์” หรือ ICAP เข้าซื้อหุ้นสามัญของ “กลุ่มดาราเทวี เชียงใหม่” ประกอบด้วย บริษัท โรงแรมดาราเทวี จำกัด บริษัท เอ.พี.เค.ดีเวลลอปเม้นท์ และบริษัท ดาราเทวี จำกัด รวมถึงซื้อภาระหนี้จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มูลค่าทั้งสิ้น 2,520 ล้านบาท
เมื่อสำรวจ “จุดเด่น” ของ โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ จะพบว่า นอกจากตัวโรงแรมที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 155 ไร จำนวน 123 ห้อง จะถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมการก่อสร้างล้านนาโบราณแล้ว ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของเบเกอรี่ โดยเฉพาะ “มาการอง ดาราเทวี” ปัจจุบันมี 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ และ1 สาขา ในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังโดดเด่นในเรื่องของ “สปาเพื่อสุขภาพ”
ก่อนโรงแรมอายุ 10 กว่าปีแห่งนี้จะตกเป็นของ “นายทุนคนใหม่” ที่มีอาชีพเป็นหมอรักษาโรคหัวใจ ประจำโรงพยาบาลพระราม9 เคยอยู่ภายใต้การดูแลของ “สุเชฎฐ์ สุวรรณมงคล” ในฐานะผู้บุกเบิก บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ (ธุรกิจครอบครัว)
ด้วยความหลงใหลงานศิลปะล้านนาของภาคเหนือ บวกกับธุรกิจครอบครัวประสบปัญหาการเงินจากภาวะเศรษฐกิจในปี 2540 นักธุรกิจจากภาคใต้ (หาดใหญ่) ตัดสินใจถอนตัวออกจากกิจการครอบครัว เพื่อขึ้นมาทำธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่
การเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะชื่อดัง จากหลากหลายแขนงมารวมกันปรุงแต่งสถาปัตยกรรมแห่งนี้ บ่งบอกว่า เขาจริงจังกับงานชิ้นใหม่มากแค่ไหน
งานศิลปะที่ถูกผนวกเข้ากับโรงแรมอย่างลงตัวได้สร้างความตื่นตาให้กับเหล่านักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สะท้อนผ่านการได้รับโหวตให้เป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของไทยประจำปี 2557 โดย TripAdvisor (เว็ปไซด์แนะนำที่ท่องเที่ยวจากประสบการณ์เข้าพักจริงอันดับหนึ่งของโลก) ขณะที่โรงแรมชั้นนำอย่าง แมนดารินโอเรียนเต็ล กรุงเทพ ได้อันดับที่ 13
“สิทธิชัย” เล่าว่า โรงแรมแห่งนี้เข้าสู่กระบวนการแผนฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ปี 2554 หลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการกู้เงินมาลงทุนก่อสร้างโรงแรม แต่ละปีต้องจ่ายค่าเสื่อมเฉลี่ย 200 ล้านบาท และดอกเบี้ยกว่า 100 ล้านบาท
แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในสินทรัพย์ต่างๆ ภายในตัวโรงแรมจะพบว่า ที่ดิน 155 ไร่ หากประเมินราคาวันนี้ มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เพราะอยู่ห่างจากสนามบินเชียงใหม่เพียง 10-15 นาที และยังมีไม้สักแผ่นใหญ่มากถึง 100,000 ตารางเมตร มีต้นไม้สูงกว่า 30-40 เมตร 6,000 ต้น ยังไม่นับรวมงานศิลปะและสิ่งปลูกสร้างที่ประเมินค่าไม่ได้
ในช่วงที่โรงแรมดาราเทวีอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ บวกกับผู้ถือหุ้นไทยและจีนทะเลาะกัน ทำให้องค์กรหยุดการเติบโตชั่วคราว เมื่อต้องอยู่ในช่วงขาลงนานๆ เจ้าของเดิมคงรู้สึกเหนื่อยจึงนำดีลนี้มานำเสนอต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อขายมาหลายปีแล้ว แต่การขายไม่ประสบความสำเร็จ
สุดท้ายมาจบที่ IFEC โดยซีอีโอองค์กรแห่งนี้มองว่า การซื้อสินทรัพย์ที่มีภาระหนี้สินติดมาด้วยจำเป็นต้องใช้ฝีมืออย่างมาก
“คิดตามนะซื้อกิจการมาเมื่อเดือนธ.ค.2558 แต่ภายในปีนี้จะนำโรงแรมออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ คุณว่าเร็วไหม ปัจจุบันโรงแรมเหลือภาระหนี้ 950 ล้านบาท จากหนี้ทั้งหมด 5,000 ล้านบาท หลังเจ้าหนี้ยินยอมลดหนี้”
พร้อมแจกแจงว่า “ดีลนี้พวกเราทำอย่างรอบคอบ ก่อนจะพานักลงทุนรายใหญ่ไปทดลองพัก หลายคนประทับใจ ต่างเป็นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งปลูกสร้างอลังการเช่นนี้ในเมืองไทยคงหาไม่ได้อีกแล้ว ที่สำคัญพนักงานได้รับอบรมมาอย่างดี ทั้งๆที่ไม่มีเชนจากต่างประเทศบริหารแล้ว มีเพียงเจ้าของเก่าที่ยังคงนั่งเป็นที่ปรึกษา
“สิทธิชัย” ยังยอมรับว่า มีแผนจะจับมือกับพันธมิตรรายหนึ่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนด้วยกัน โดยบริษัทจะถือหุ้น 49% ซึ่งพันธมิตรรายนี้มีความคุ้นเคยโรงแรมดาราเทวีเป็นอย่างดี เพราะในอดีตเคยเป็นผู้ออกแบบโรงแรมกับเจ้าของเก่า ที่สำคัญเขาศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 3 ปีแล้ว (ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่าจะจับมือกับ “ไรมอน แลนด์” แต่บริษัทได้ออกมาปฏิเสธ)
ตามแผนจะร่วมกันพัฒนาที่ดินเปล่า 40 ไร่ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จกลางปี 2561 แบ่งเป็น โรงแรมระดับ 6 ดาว 80 ห้อง คอนโดมิเนียม 4 อาคาร 200 ยูนิต และโครงการเรสซิเดนซ์ล้อมรอบสระน้ำขนาดใหญ่ หรือ pool resident 16 ยูนิต
“เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านบาท”
หลายคนเป็นห่วงเรื่องเงินลงทุน ขอบอกแบบนี้ดีกว่า ก่อนหน้านี้ได้ขายที่ดิน 40 ไร่ มูลค่า 625 ล้านบาท ให้กับบริษัทร่วมทุน ฉะนั้นเราและพันธมิตรจะลงเงินอีกคนละ 300 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือจะนำมาจากการวางจองซื้อห้องของลูกค้า
“เตรียมผลักดัน โรงแรมดาราเทวี เข้าตลาดหลักทรัพย์ปลายปี 2560 ตอนนี้ตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเรียบร้อยแล้ว”
เรื่องเด่นที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 คือ โรงแรมดาราเทวี จะทำกำไรมาจาก 3 ส่วน คือ กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ 3,000 ล้านบาท 2.กำไรจากการขายทรัพย์สินในส่วนของวิลล่า 2 แห่ง 760 ล้านบาท 3.กำไรจากการขายที่ดิน 40 ไร่ 625 ล้านบาท และ4.กำไรจากการเข้าพักโรงแรม 100 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 ที่มีผลขาดทุนจากการเข้าพักโรงแรม 130 ล้านบาท
ไตรมาสแรก โรงแรมดาราเทวีมีกำไรแล้ว 4 ล้านบาท ถือเป็นกำไรครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลายปีที่ผ่านมาโรงแรมมีผลขาดทุนเฉลี่ยปีละ 300 ล้านบาท แต่หลังบริษัทเข้าบริหาร ได้ยืดระยะเวลาการตัดค่าเสื่อมออกไป จาก 15 ปี เป็น 30 ปี ทำให้มีภาระค่าเสื่อมลดลง จากปีละ 170 ล้านบาท เหลือ 80 ล้านบาท
ในแง่ของรายได้รวม ปีนี้อาจทำได้ที่ระดับ 650 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการเข้าพัก และรายได้จากห้องอาหารและบาร์ 7 ห้อง รวมถึงสปาเพื่อศูนย์สุขภาพเฉลี่ยสัดส่วน 50:50 หลังจากนี้วางเป้าหมายรายได้รวมของโรงแรมไว้ว่า ต้องขยายตัวเฉลี่ยปีละ 15-20% ซึ่งตัวเลขนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพื้นที่ส่วนต่อขยายใหม่แล้วเสร็จ
“3-5 ปีข้างหน้า IFEC ต้องมีรายได้รวม 3,000-5,000 ล้านบาท”
'เทิร์นอะราวด์' เรื่องไม่ลับ INET
ได้เวลาคืนชีพ!! 'มรกต กุลธรรมโยธิน' นายหญิง 'อินเทอร์เน็ตประเทศไทย' ยืนยันเป้าหมายเช่นนั้น จากนี้พร้อมปั้นรายได้เพิ่มปีละ 30%
กวาดตาดูรายชื่อนักลงทุนรายย่อย หุ้น อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือ INET ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีแบบครบวงจร ไม่ได้พบเพียงนักลงทุนแนว Value Investor (VI) อย่าง 'อนุรักษ์ บุญแสวง' หรือ 'โจ ลูกอีสาน' ในฐานะนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เท่านั้น แต่ยังมี 'เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง' เซียนเทคนิคถือลงทุนด้วย ในสัดส่วน 0.82% และ 0.80% ตามลำดับ แต่ล่าสุด 'เสี่ยป๋อง' ได้ขายหุ้นทำกำไรหมกแล้ว หลังจากถือไม่นาน
'ซื้อหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ยังไม่มีใครสนใจ หลังตระเวนหาหุ้นที่มีราคาถูกและพื้นฐานดีมานาน' 'โจ ลูกอีสาน' บอกกับ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week'
'จุดเด่น' ของ INET ที่ถือหุ้นใหญ่โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สัดส่วน 17% บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT ถือ 16% และ บริษัท ทีโอที หรือ TOT ถือ 16% นอกจากจะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีครบวงจรอันดับต้นของประเทศไทยแล้ว ธุรกิจกำลังอยู่ในช่วง 'ฟื้นตัว' หลังมีกิจการใหม่ที่สร้างรายได้ดีเข้ามา
ช่วงแรกซื้อลงทุน 5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.60 บาท แต่ในช่วงปลายปี 2558 บริษัทประกาศขายหุ้นเพิ่มทุน 250 ล้านหุ้น ในอัตรา 1 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 3 บาท จึงตัดสินใจทยอยขายออกบางส่วน เพราะหากใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนต้องใช้เงินมากถึง 15 ล้านบาท ถือว่า หนักเกินไป แต่เมื่อขายออกจนเหลืออยู่ในมือ 2.04 ล้านหุ้น ก็จะใช้เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพียง 6 ล้านบาท ค่อยเบาตัวขึ้นมาหน่อย
ยืนยันจะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน ตามสัดส่วนการถือหุ้น เพราะบริษัทจะนำเงินเพิ่มทุนไปขยายศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลไอเน็ต 3 (INET IDC3) เฟส 2 และ 3 รวม 300 ล้านบาท หลังนำเงินจากการขายหุ้นกู้ไปลงทุนในเฟสแรกแล้ว คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเปิดดำเนินการได้ในต้นปี 2560 ขณะเดียวกันยังจะผลักดันบริษัทในเครือ บมจ.เน็ตเบย์ หรือ NETBAY เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai)
เขา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตเซอร์วิสโพรไวเดอร์ (ไอเอสพี) อยู่ในช่วงขาลง ทำให้องค์กรแห่งนี้ตกอยู่ในช่วงปรับตัว ส่วนตัวเชื่อว่า กำลังจะเข้าสู่ช่วง “เทิร์นอะราวด์” แม้ตลาดผู้ให้บริการ Cloud Solutions ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, Google จะมีความได้เปรียบด้านขนาด และเทคโนโลยีมากกว่าก็ตาม
'ฝน-มรกต กุลธรรมโยธิน' กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย ในฐานะผู้ร่วมบุกเบิก เล่าว่า เรากำลังขยายฐานไปสู่ตลาดใหม่ๆ อย่าง ระบบ Cloud Solutions ซึ่งถือว่าเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง” ในยุคนี้
ก่อนจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนธุรกิจใหม่ เธอ บอกว่า บริษัทใช้เวลาในการปรับยุทธศาสตร์นานกว่า 4 ปี นับตั้งแต่ประสบภาวะขาดทุนในปี 2554 จำนวน 85 ล้านบาท หลังดำเนินธุรกิจผิดพลาด 2 เรื่อง นั่นคือ 'ลงทุนในธุรกิจที่ไม่ชำนาญ' และ 'ลงทุนเร็วเกินไป'
เช่น บริษัทไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรทำธุรกิจโฆษณาโทรทัศน์ตามห้างสรรพสินค้า หรือลงทุนในภาพถ่ายจากดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความยนิยมมากในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ลงทุนเร็วเกินไปเมื่อ 10 ปีก่อน เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าพอ
ส่งผลให้ฐานะติดลบ ประกอบกับบริษัทเอาแต่โฟกัสธุรกิจใหม่ ซึ่งธุรกิจเดิมอย่างบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต บริษัทไม่ได้พัฒนาปรับปรุง หรือลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้คู่แข่งแซงหน้าไปมาก
จากผลประกอบการที่ขาดทุนหนัก เรากลับมานั่งทบทวนว่า ทิศทางธุรกิจของ INET จะเดินไปทางไหน เมื่อพิจารณาองค์รวมแล้วพบว่า บริษัทมีความชำนาญเรื่องอินเทอร์เน็ต สะท้อนผ่านจุดแข็งสำคัญอย่าง 'ระบบเน็ตเวิร์ค' และ 'ระบบดาต้าเซ็นเตอร์'
เมื่อความคิดตกผนึก เราเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ทันที ด้วยการปรับตัวเองจาก “อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์” (Internet Service Provider) มาเป็น “คลาวด์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์” (Cloud Service Provider)
โดยใช้ชื่อบริการว่า 'INET–COLUD' เนื่องจากหากทำธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวโอกาสที่จะทำรายได้ และสร้างผลกำไรมีข้อจำกัด แต่ถ้าขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจคลาวด์ ในจำนวนฐานลูกค้าเท่าเดิม แต่เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
ธุรกิจใหม่ ทำให้ฐานะการเงินพลิกกลับมาเป็น 'กำไรสุทธิ' 3 ล้านบาท และในปี 2558 ล้างขาดทุนสะสมหมดเกลี้ยง กลับมาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ตามเดิม
๐ Cloud Solutions พระเอกคนใหม่
สำหรับแผนธุรกิจ ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า (2559-2563) บริษัทจะเน้นทำธุรกิจบริการ Cloud Solutions เนื่องจากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจมีอัตราการเติบโตแบบ 'ก้าวกระโดด' จนขึ้นมาเป็นธุรกิจหลักในปัจจุบัน จากปี 2556 มีสัดส่วนรายได้เพียง 3% แต่ปัจจุบันสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 40% ถือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต
โดยสัดส่วนรายได้ของ INET แบ่งเป็น 4 ธุรกิจ คือ 1.บริการร Cloud Solutions สัดส่วน 40% 2. บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Internet access) 20% 3. บริการ Co-Location 20% และ 4. บริการ EDC Network Pool 20%
เธอ เล่าว่า ธุรกิจบริการ Cloud Solutions ถือเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโต 'เท่าตัว' ทุกปี ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ร่วมกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 20000 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที
2.Platform as Service (PaaS) เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถนำ Application มาทำงานอยู่บนระบบนี้ โดยจะช่วยให้ผู้ใช้บริการ ใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทุนทางด้าน Hardware และ Software และ 3. Software as a Service (SaaS) เป็นการให้บริการทางด้าน Application เช่น Email on Cloud, Antivirus เป็นต้น
ส่วน ธุรกิจบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Internet Access) ตลาดนี้มี 'การแข่งขันรุนแรง' ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กำไรขั้นต้นปรับลดลงมาเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องลงทุนสูงขึ้น แต่ราคาเท่าเดิม ถือว่า เป็น 'ตลาดแข่งดุ' (Red Ocean)
แต่ด้วยความที่บริษัทมีจุดเด่นในแง่ของการเป็นผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจด้วยความเร็วที่หลากหลาย เพราะมีพื้นที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทุกจังหวัด ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทั่วประเทศ
โดยบริการอินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อได้ผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เช่น เชื่อมผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ สายวงจรเช่า (Leased Line) โครงข่าย MetroLAN ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ภายในสำนักงานบนอาคารชั้นนำใจกลางกรุงเทพมหานคร ด้วยความเร็วตั้งแต่ 10 Mbps บนโครงข่าย Fiber Optic ขนาด 10 Gbps
๐ โชว์แผนโตปีละ 30%
'กรรมการผู้จัดการ' บอกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 30% โดยในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนพัฒนาอินฟราสตรักเจอร์,เน็ตเวิร์ค,บริการคลาวด์ และปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์เดิมให้ทันสมัย
สำหรับปี 2559 บริษัทจะลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เพื่อรองรับความต้องการบริการคลาวด์เพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันองค์กรเอกชนยังใช้บริการคลาวด์ในสัดส่วนน้อย แต่มองว่าอนาคตจะมีสัดส่วนมากขึ้น
'ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตเปรียบเหมือนถนนที่ใช้เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยในช่วงแรกๆ ถนนอาจแคบ การใช้งานก็ถูกจำกัด แต่ในปัจจุบันถนนขยายกว้างขึ้นสามารถทำได้หลากหลาย'
๐ เพิ่มทุนขยายดาต้าแห่งใหม่
'นายหญิง' เล่าว่า หลังจากบริษัทออกหุ้นกู้ เพื่อลงทุนในโครงการศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล ไอเน็ต 3 (INET IDC3) เฟสแรก มูลค่า 700 ล้านบาท บริษัทคาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปี 2559 และจะเปิดให้บริการต้นปี 2560
ล่าสุดบริษัทวางแผนว่าจะลงทุนโครงการ INET IDC3 เฟส 2 และ 3 จังหวัดสระบุรีเร็วขึ้นกว่าแผนเดิม เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณการจองการใช้งานระบบคลาวด์เกิน 50% แล้ว ซึ่งการลงทุนเฟสดังกล่าวอาจใช้เงินรวม 1,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นงบลงทุนในแผนงานระยะที่ 2 ประมาณ 550 ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) จำนวน 1 อาคาร (Data Center อาคารที่ 2) พื้นที่ประมาณ 1,975 ตารางเมตร สามารถรองรับการให้บริการ Data Center และ Cloud Solution เพิ่มเติมจากแผนงานระยะที่ 1
อาคารระบบสนับสนุน จำนวน 1 อาคาร (Utility อาคารที่ 2) เพื่อรองรับการดำเนินงานของอาคาร Data Center อาคารที่ 2 รวมทั้งอาคารสถานีไฟฟ้าย่อย (Sub Station) จำนวน 1 อาคาร เพื่อเพิ่มกำลังในการจ่ายไฟฟ้าให้กับศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ 3 (INET IDC3) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างไตรมาส 1 ปี 2560 และสามารถดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2561
สำหรับแผนงานระยะที่ 3 วางงบลงทุนประมาณ 450 ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) จำนวน 1 อาคาร (Data Center อาคารที่ 3) พื้นที่ประมาณ 1,975 ตารางเมตร สามารถรองรับการให้บริการ Data Center และ Cloud Solution เพิ่มเติมจากแผนงานระยะที่ 1 และระยะที่ 2
อาคารระบบสนับสนุน จำนวน 1 อาคาร (Utility อาคารที่ 3) เพื่อรองรับการดำเนินงานของอาคาร Data Center อาคารที่ 3 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 4 ปี 2560 และดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 4 ปี 2561
ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล 2 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลไอเน็ต 1 อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์ (INET-IDC1) และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลไอเน็ต 2 (INET-IDC2) อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ ในอนาคตการเชื่อมโยงศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลทั้ง 3 แห่งเข้าด้วยกัน จะยิ่งเสริมเสถียรภาพและความปลอดภัยของข้อมูล ตอบสนองความต้องการของตลาด Co-Location และ Cloud Computing ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
รวมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Cloud Computing ทั้งจากฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ดันเป้าหมายรายได้ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี
'เป้าหมายของเรา คือ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยบริการที่มีมาตรฐาน ราคาไม่แพงจนเกินไป ขณะนี้มั่นใจว่า มาถูกทางแล้ว ดังนั้นหากโอกาสเข้ามาก็พร้อมวิ่งเข้าใส่'
'นายใหญ่' ปิดท้ายบทสนทนาด้วยการฉายที่มาของ 'อินเทอร์เน็ตประเทศไทย' ว่า เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2538 ในชื่อของ ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ITSC) ซึ่งได้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ สมัยก่อนประเทศไทยยังไม่รู้จักกับคำว่า 'อินเตอร์เน็ต'
แต่เมื่อสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำการวิจัย และต้องการให้ระบบมหาลัยมีการสื่อสารกันด้วยระบบอินเตอร์เน็ตเหมือนในต่างประเทศ จึงเริ่มนำระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ในวงการมหาวิทยาลัยก่อน
เมื่อ สวทช. ใช้แล้วเกิดประโยชน์ หลังสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคเอกชนต้องการนำมาใช้ในการติดต่อทางธุรกิจ แต่ก็ใช้ไม่ได้ เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมในอดีตเป็น 'ธุรกิจผูกขาด' (Monopoly) มีเพียง บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT และ บริษัท ทีโอที หรือ TOT เท่านั้นที่เป็นผู้ให้บริการ
แต่ สวทช. เห็นประโยชน์ของการใช้ 'อินเตอร์เน็ต' จึงเข้าไปคุยกับทาง CAT และ TOT ให้มาร่วมกันลงทุน จุดกำเนิดของบริษัทเกิดขึ้นในช่วงนั้น โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทและจดทะเบียนในปี 2540 ต่อมาในปี 2544 บริษัทได้แปรสภาพเป็นมหาชน โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย คือ สวทช. ถือหุ้น 17% กสท. 16% และ ทีโอที 16%
'จุดแข็งไอเน็ต' คือ ประสบการณ์ที่สะสมมากกว่า 10 ปี และมีกรณีศึกษาช่วงอุทกภัยปี 2554 โดยได้ตั้งโครงการ ไอเน็ตเตรียมพร้อมรองรับภัยพิบัติตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปฎิบัติการช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องกว่า 600 ชั่วโมง รวมถึงให้บริการบิซิเนส เซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ลูกค้าดำเนินกิจการ และธุรกิจได้ต่อเนื่อง
20 พฤษภาคม 2559
ปรัชญาชีวิต “สอนลูก” 20 ข้อ
อ่านให้จบ (ดีมาก) ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติ ก่อนอายุ 45 ปี
1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปใน สายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนจำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน
สร้างผลงานได้
ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน
สร้างผลงานได้
2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย นั้นสำคัญมากพอๆกับการคร่ำเคร่ง หน้าตำราเรียน
3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือ เปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือ เปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง
4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด”
ที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด”
5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ โดยเร็วที่สุดเพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป
6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด
7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว
8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน.อย่าลืมคบกับ ที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน.อย่าลืมคบกับ ที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน
9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลก ใบนี้เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่า วันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้
10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆต่อให้เก่งแค่ ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้
11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคงไม่เคยมี บนโลกใบนี้
เพราะความมั่นคงไม่เคยมี บนโลกใบนี้
12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้ แค่อย่างเดียวเพราะความสามารถ ของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ
13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์
14. สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็น หนุ่มสาวเพราะการฝ่าฟันอุปสรรค ในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก
15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ ยังหนุ่มสาวเพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่า เดิม
16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขาแต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้ มากแค่ไหน
17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ
18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้
19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียวและอีกอย่าง งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
โลกทั้งใบไว้คนเดียวและอีกอย่าง งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป
# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !!
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู้
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู้
Cr. บอย วิสูตร
ที่มา https://goo.gl/59Mdt8
03 พฤษภาคม 2559
อัพเดต!!! รถไฟฟ้า 10 สาย ได้ใช้เมื่อไหร่ ?
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันออก( ศูนย์วัฒนธรรม-สุวินทวงศ์) มูลค่าโครงการ 8.2 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ( 29 มีนาคม) ครม.ได้อนุมัติโครงการ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และ ชมพู 5.18 หมื่นล้านบาท และ 5.32 หมื่นล้านบาท ตามลำดับไปแล้ว ทั้ง 3 โครงการ รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้(เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) และ สายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-หัวหมาก) รวม 5 โครงการ อยู่ใน “แผนเร่งด่วน” และเปิดให้เอกชนเสนอ ร่วมทุนตามหลัก ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยหวังว่าการเดินหน้า ลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ พ้นจากภาวะซบเซาที่เผชิญอยู่เวลานี้ได้
สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หากไม่มีอะไรคาดเคลื่อนอีก 5 ปีต่อจากนี้ (2559-2563) คนกรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียง จะมีรถไฟฟ้า ใต้ดิน บนดิน และรถไฟชานเมือง เพิ่มขึ้นอีก 8 สาย เริ่มจาก ไฮไลต์ปีนี้คือ สายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ที่ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยัน สิงหาคม นี้เดินรถแน่ คิวถัดไป คือ สายสีน้ำเงิน ช่วง บางซื่อ-ท่าพระ กับ หัวลำโพง บางแค (ดูตารางประกอบ) ส่วน รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน – บางซื่อ) แม้สร้างเสร็จแล้ว(กำหนดเดิมเดินรถปี2559) แต่เนื่องจากใช้สถานเดียวกับ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) จึงต้องรอไปถึงปี 2563 โดยประมาณจึงจะเดินรถเต็มรูปแบบได้
ส่วนโครงการที่ครม.เพิ่งอนุมัติและกำลังเข้าสู่ขั้นตอนเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูล เช่นโครงการรถไฟสายสีชมพู (ปากเกร็ด-หลักสี่-มีนบุรี-สุวินทวงศ์) เหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง ส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) หรือโครงการที่ อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็น ออกแบบ อาทิ สาย เขียวเข้ม (สมุทรปราการ-บางปู) อย่างเร็วที่สุดที่คนกรุงฯจะได้ใช้บริการโครงการรถไฟฟ้าในกลุ่มนี้เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย คือ ปี 2572 หรือ 13 ปีนับจากนี้ ไม่นานเลย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,152 วันที่ 28 – 30 เมษายน พ.ศ. 2559
17 เมษายน 2559
ชีวิตที่ดี
ชีวิตที่ดี ....
....งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก.....
ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เพื่อนหลายคน
หวังให้เกิดขึ้นในปีใหม่ปีนี้
คือการมี “ชีวิตที่ดี” กว่าเดิม
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้นเหมือนกัน
แต่คำถามก็คือ ...จริงๆแล้ว....
ชีวิตที่ดีขึ้น คืออะไรกันแน่?
และ อะไรคือส่วนผสมที่ก่อให้เกิด ชีวิตที่ดีได้?
วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาเรื่องราวที่คุณ Robert Waldinger
พูดบนเวที TED X BeaconStreet
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
มาแบ่งปันให้ฟังครับ
ผมขอท้าวความนิดนึงครับว่า...
ในวัย 75 ปี คุณโรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
รับบทบาทหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ หรือ พระนิกายเซน
ทว่า บทบาทที่แกสวมขึ้นมาพูดปาถกฐา/speech บนเวที TEDTalk นั้น
คือ บทบาทผู้อำนวยการ
"โครงการศึกษาการพัฒนาในผู้ใหญ่ แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด" หรือ
Director of Harvard Study of Adult Development
โดยหัวข้อที่แกพูดคือ
“What makes a good life?
Lessons from the longest study on happiness”
หรือ
“ชีวิตที่ดีเกิดจากอะไร บทเรียนจากงานวิจัย
เกี่ยวกับความสุขที่ยาวที่สุดในโลก”
โรเบิร์ตเริ่มต้นสปีช
ด้วยการเล่าถึงผลจากงานวิจัยในช่วงหลังๆ
ที่ เด็ก หรือ คนสมัยนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์
บอกว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา คือ “ความร่ำรวย”
และอีกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า “ต้องการมีชื่อเสียง”
นั่นทำให้คนจำนวนมากมายต้องทำงานหนัก
หรือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง
“ความร่ำรวย” และ “ความโด่งดัง”
ซึ่งถือเป็นนิยามของ “ชีวิตที่ดี”
ในมุมมองของคนในยุค Millennial
นั่นเพราะสื่อต่างๆ ชอบนำเสนอแต่เรื่องของคนรวย
คนที่ประสบความสำเร็จ คนดัง จนคนส่วนใหญ่เชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะมีความสุข
แต่คำถามก็คือ
นั่นคือ ชีวิตที่ดีจริงหรือ?
และ “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง”
ใช่คำตอบจริงๆ หรือไม่?
สำหรับ โรเบิร์ต แล้ว
สิ่งที่น่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด
คือ โครงการวิจัยที่เขาเป็นผู้อำนวยการอยู่
Harvard Study of Adult Development
ที่ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัย
ชีวิตของผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1938
โดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษา
ชีวิตของวัยรุ่นชายสองกลุ่ม
กลุ่มแรก; เป็นนักศึกษาชายปีที่สอง
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดจำนวน 268 คน
ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง
กลุ่มที่สอง; เป็นเด็กวัยรุ่นอายุราว 12 – 16 ปี
ที่เติบโตขึ้นมาในตัวเมืองบอสตันจำนวน 456 คน
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาในความยากลำบาก
และ ยากจนค่นแค้นแสนสาหัส
ทุกๆ 2 ปี ทีมนักวิจัยจะขอให้ผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนี้
ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิต
ในชีวิตแต่งงาน ความพอใจในหน้าที่การงาน
หรือ แม้แต่ความพอใจทางสังคม
และ หลายครั้งที่ทีมนักวิจัย
ได้ขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขก
เพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา
หรือ ลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย
นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี
จะมีการตรวจสอบสุขภาพของพวกเขาเหล่านี้
ทั้งรายงานทางการแพทย์
ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจปัสสาวะ
หรือ แม้แต่ผลการ X-ray หรือ แสกนสมอง
โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตามพวกเขาเหล่านี้
ทีมนักวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นไปประกอบอาชีพต่างๆ
บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย
บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และ
มีหนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ
บางคนในจำนวนนั้นกลายเป็นคนติดเหล้า
และสามสี่คนมีอาการทางประสาท
จำนวนไม่น้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัว
จนสามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นมาได้
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลือกทางเดินที่ตรงข้าม
....
ซึ่งความมหัศจรรย์ของการศึกษาวิจัยแบบนี้คือ
งานวิจัยระยะยาวแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปภายใน 10-20 ปี
เพราะผู้ถูกวิจัยไม่ยอมให้วิจัยต่อบ้าง เงินทุนวิจัยหมดบ้าง คนทำวิจัยหันไปทำเรื่องอื่น หรือ แม้แต่เสียชีวิต
แต่ Harvard Study of Adult Development
กลับดำเนินมากว่า 75 ปีแล้ว
โดยผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนั้น
เหลือชีวิตรอดเพียงแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น
ซึ่งผู้เหลือรอดเกือบทั้งหมดอยู่ในวัย 90 ปีขึ้นไป
มากกว่า โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ ผู้อำนวยการวิจัยรุ่นที่ 4
(ซึ่งยังไม่เกิดด้วยซ้ำเมื่องานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้น)
......
แล้วอะไรบ้างหล่ะ ที่บรรดานักวิจัยหลายรุ่น
เรียนรู้จากเรื่องราวกว่า 70 ปีของกว่า 700 ชีวิต
ผ่านทางเอกสาร และ ข้อมูลเป็นหมื่นๆหน้า
พวกเขาเรียนรู้ว่า “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ “แม้แต่การทำงานอย่างหนักหน่วง”
ไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตที่ดี
หรือ สุขภาพที่ดีแม้แต่นิดเดียว
แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหากที่นำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
“Good relationships keep us happier and healthier.”
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Key Massage)
......
โรเบิร์ต บอกต่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อีก 3 บทเรียนล้ำค่า
ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Relationship) นั่นก็คือ
1. Connection is really good for us, loneliness kills
คุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง เพื่อน ครอบครัว หรือ สังคมก็ตาม
ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แหล่ะ
จะทำให้คุณมีความสุขกว่า
แข็งแรงกว่า และ มีอายุที่ยืนยาวกว่า
ในทางกลับกันความเหงา และ
โดดเดี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง ทำให้ร่างกายคุณเริ่มแย่ลงตั้งแต่วัยกลางคน
สมองเสื่อมเร็วขึ้น และ มีชีวิตสั้นกว่า
...
2. Quality Not Quantity
มันไม่สำคัญที่ปริมาณ หรือ รูปแบบของความสัมพันธ์
เช่นต้องแต่งงานเท่านั้น
แต่เป็น “คุณภาพของความสัมพันธ์”
ต่างหากที่จะเป็นตัวบ่งชี้
งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าหากว่าคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาที่แย่ มันก็ส่งผลลบกับคุณมากกว่าการหย่าร้างที่เข้าใจกันเสียอีก
...
3. Good relationships don’t just protect our bodies they protect our brains
หากคุณมีความสัมพันธ์อบอุ่น และมั่นคงกับใครซักคนที่คุณสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น
แต่ยังดีต่อสมองของคุณด้วย
ความสัมพันธ์จะทำให้ความจำของคุณยังดีอยู่
สมองของคุณยังทำงานได้ดีอยู่
ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง
ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นสุดๆไม่ทะเลาะกันเลย
แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คุณรู้ว่า
เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจริงๆ คุณจะมีคนที่พึ่งพาได้
......
นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
และทีมงานวิจัยของ ฮาวาร์ด ค้นพบ
ซึ่ง โรเบิร์ต บอกว่าจริงๆแล้ว
ผู้ถูกวิจัยเหล่านี้ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น หรือ เริ่มเป็นผู้ใหญ่ใหม่ๆนั้น
ก็เชื่อเหมือนกับที่คนในยุคนี้เชื่อว่า เงินทอง และ ชื่อเสียง
จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และ มีชีวิตที่ดี
แต่ความจริงที่พบจากการศึกษากว่า 75 ปี กลับกลายเป็นว่า
คนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์
และคนรอบข้างของพวกเขาต่างหาก
คือ คนที่มีชีวิตที่ดีที่สุด
โรเบิร์ต ชวนคิดว่า...
สิ่งที่ทำให้คนเรามองข้ามความสำคัญของ “ความสัมพันธ์ที่ดี”
แล้วหันไปใส่ใจกับ
ชื่อเสียง เงินทอง หรือ หน้าที่การงานมากกว่า
อาจเพราะจริงๆแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้น
เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ยาก และ ไม่รู้จบ
แถมยังต้องได้รับการใส่ใจตลอดเวลา
จนหลายคนเลือกจะทำงาน หรือ หาเงินมากกว่า
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว...การใส่ใจ และทำความสัมพันธ์ให้ดีก็อาจไม่ได้ยากขนาดนั้น
แค่เงยหน้าจากจอมือถือ
แล้วสบตาคนรอบตัวคุณมากขึ้น
หาอะไรใหม่ๆทำร่วมกันเพื่อให้ความสัมพันธ์
ที่จืดจางกลับมามีสีสันอีกครั้ง
อะไรง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงิน
อย่างชวนคนที่คุณรักไปเดินเล่นตอนกลางคืน หรือ
ติดต่อหาสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว
เพราะจริงๆแล้วชีวิตเราก็เหมือนที่ "มาร์ก เทวน" บอกว่า...
มันช่างสั้น และก็สั้นเหลือเกิน
สั้นเกินกว่าที่จะ
โกรธกัน ทะเลาะกัน หรืออิจฉาริษยากัน
ควรจะมีแต่เวลาที่ใช้รักกันเท่านั้น
ซึ่งแค่นั้น...มันก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ พูดในสปีชของเขา
สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษ แข็งแรง ควรจะเปิดดู clip นี้ อาจจะได้มีประโยชน์ มากกว่านี้
https://www.ted.com/talks/robert_waldinger_what_makes_a_good_life_lessons_from_the_longest_study_on_happiness?language=en
....งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก.....
ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เพื่อนหลายคน
หวังให้เกิดขึ้นในปีใหม่ปีนี้
คือการมี “ชีวิตที่ดี” กว่าเดิม
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้นเหมือนกัน
แต่คำถามก็คือ ...จริงๆแล้ว....
ชีวิตที่ดีขึ้น คืออะไรกันแน่?
และ อะไรคือส่วนผสมที่ก่อให้เกิด ชีวิตที่ดีได้?
วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาเรื่องราวที่คุณ Robert Waldinger
พูดบนเวที TED X BeaconStreet
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
มาแบ่งปันให้ฟังครับ
ผมขอท้าวความนิดนึงครับว่า...
ในวัย 75 ปี คุณโรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
รับบทบาทหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ หรือ พระนิกายเซน
ทว่า บทบาทที่แกสวมขึ้นมาพูดปาถกฐา/speech บนเวที TEDTalk นั้น
คือ บทบาทผู้อำนวยการ
"โครงการศึกษาการพัฒนาในผู้ใหญ่ แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด" หรือ
Director of Harvard Study of Adult Development
โดยหัวข้อที่แกพูดคือ
“What makes a good life?
Lessons from the longest study on happiness”
หรือ
“ชีวิตที่ดีเกิดจากอะไร บทเรียนจากงานวิจัย
เกี่ยวกับความสุขที่ยาวที่สุดในโลก”
โรเบิร์ตเริ่มต้นสปีช
ด้วยการเล่าถึงผลจากงานวิจัยในช่วงหลังๆ
ที่ เด็ก หรือ คนสมัยนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์
บอกว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา คือ “ความร่ำรวย”
และอีกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า “ต้องการมีชื่อเสียง”
นั่นทำให้คนจำนวนมากมายต้องทำงานหนัก
หรือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง
“ความร่ำรวย” และ “ความโด่งดัง”
ซึ่งถือเป็นนิยามของ “ชีวิตที่ดี”
ในมุมมองของคนในยุค Millennial
นั่นเพราะสื่อต่างๆ ชอบนำเสนอแต่เรื่องของคนรวย
คนที่ประสบความสำเร็จ คนดัง จนคนส่วนใหญ่เชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะมีความสุข
แต่คำถามก็คือ
นั่นคือ ชีวิตที่ดีจริงหรือ?
และ “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง”
ใช่คำตอบจริงๆ หรือไม่?
สำหรับ โรเบิร์ต แล้ว
สิ่งที่น่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด
คือ โครงการวิจัยที่เขาเป็นผู้อำนวยการอยู่
Harvard Study of Adult Development
ที่ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัย
ชีวิตของผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1938
โดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษา
ชีวิตของวัยรุ่นชายสองกลุ่ม
กลุ่มแรก; เป็นนักศึกษาชายปีที่สอง
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดจำนวน 268 คน
ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง
กลุ่มที่สอง; เป็นเด็กวัยรุ่นอายุราว 12 – 16 ปี
ที่เติบโตขึ้นมาในตัวเมืองบอสตันจำนวน 456 คน
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาในความยากลำบาก
และ ยากจนค่นแค้นแสนสาหัส
ทุกๆ 2 ปี ทีมนักวิจัยจะขอให้ผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนี้
ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิต
ในชีวิตแต่งงาน ความพอใจในหน้าที่การงาน
หรือ แม้แต่ความพอใจทางสังคม
และ หลายครั้งที่ทีมนักวิจัย
ได้ขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขก
เพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา
หรือ ลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย
นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี
จะมีการตรวจสอบสุขภาพของพวกเขาเหล่านี้
ทั้งรายงานทางการแพทย์
ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจปัสสาวะ
หรือ แม้แต่ผลการ X-ray หรือ แสกนสมอง
โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตามพวกเขาเหล่านี้
ทีมนักวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นไปประกอบอาชีพต่างๆ
บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย
บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และ
มีหนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ
บางคนในจำนวนนั้นกลายเป็นคนติดเหล้า
และสามสี่คนมีอาการทางประสาท
จำนวนไม่น้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัว
จนสามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นมาได้
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลือกทางเดินที่ตรงข้าม
....
ซึ่งความมหัศจรรย์ของการศึกษาวิจัยแบบนี้คือ
งานวิจัยระยะยาวแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปภายใน 10-20 ปี
เพราะผู้ถูกวิจัยไม่ยอมให้วิจัยต่อบ้าง เงินทุนวิจัยหมดบ้าง คนทำวิจัยหันไปทำเรื่องอื่น หรือ แม้แต่เสียชีวิต
แต่ Harvard Study of Adult Development
กลับดำเนินมากว่า 75 ปีแล้ว
โดยผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนั้น
เหลือชีวิตรอดเพียงแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น
ซึ่งผู้เหลือรอดเกือบทั้งหมดอยู่ในวัย 90 ปีขึ้นไป
มากกว่า โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ ผู้อำนวยการวิจัยรุ่นที่ 4
(ซึ่งยังไม่เกิดด้วยซ้ำเมื่องานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้น)
......
แล้วอะไรบ้างหล่ะ ที่บรรดานักวิจัยหลายรุ่น
เรียนรู้จากเรื่องราวกว่า 70 ปีของกว่า 700 ชีวิต
ผ่านทางเอกสาร และ ข้อมูลเป็นหมื่นๆหน้า
พวกเขาเรียนรู้ว่า “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ “แม้แต่การทำงานอย่างหนักหน่วง”
ไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตที่ดี
หรือ สุขภาพที่ดีแม้แต่นิดเดียว
แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหากที่นำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
“Good relationships keep us happier and healthier.”
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Key Massage)
......
โรเบิร์ต บอกต่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อีก 3 บทเรียนล้ำค่า
ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Relationship) นั่นก็คือ
1. Connection is really good for us, loneliness kills
คุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง เพื่อน ครอบครัว หรือ สังคมก็ตาม
ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แหล่ะ
จะทำให้คุณมีความสุขกว่า
แข็งแรงกว่า และ มีอายุที่ยืนยาวกว่า
ในทางกลับกันความเหงา และ
โดดเดี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง ทำให้ร่างกายคุณเริ่มแย่ลงตั้งแต่วัยกลางคน
สมองเสื่อมเร็วขึ้น และ มีชีวิตสั้นกว่า
...
2. Quality Not Quantity
มันไม่สำคัญที่ปริมาณ หรือ รูปแบบของความสัมพันธ์
เช่นต้องแต่งงานเท่านั้น
แต่เป็น “คุณภาพของความสัมพันธ์”
ต่างหากที่จะเป็นตัวบ่งชี้
งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าหากว่าคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาที่แย่ มันก็ส่งผลลบกับคุณมากกว่าการหย่าร้างที่เข้าใจกันเสียอีก
...
3. Good relationships don’t just protect our bodies they protect our brains
หากคุณมีความสัมพันธ์อบอุ่น และมั่นคงกับใครซักคนที่คุณสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น
แต่ยังดีต่อสมองของคุณด้วย
ความสัมพันธ์จะทำให้ความจำของคุณยังดีอยู่
สมองของคุณยังทำงานได้ดีอยู่
ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง
ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นสุดๆไม่ทะเลาะกันเลย
แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คุณรู้ว่า
เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจริงๆ คุณจะมีคนที่พึ่งพาได้
......
นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์
และทีมงานวิจัยของ ฮาวาร์ด ค้นพบ
ซึ่ง โรเบิร์ต บอกว่าจริงๆแล้ว
ผู้ถูกวิจัยเหล่านี้ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น หรือ เริ่มเป็นผู้ใหญ่ใหม่ๆนั้น
ก็เชื่อเหมือนกับที่คนในยุคนี้เชื่อว่า เงินทอง และ ชื่อเสียง
จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และ มีชีวิตที่ดี
แต่ความจริงที่พบจากการศึกษากว่า 75 ปี กลับกลายเป็นว่า
คนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์
และคนรอบข้างของพวกเขาต่างหาก
คือ คนที่มีชีวิตที่ดีที่สุด
โรเบิร์ต ชวนคิดว่า...
สิ่งที่ทำให้คนเรามองข้ามความสำคัญของ “ความสัมพันธ์ที่ดี”
แล้วหันไปใส่ใจกับ
ชื่อเสียง เงินทอง หรือ หน้าที่การงานมากกว่า
อาจเพราะจริงๆแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้น
เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ยาก และ ไม่รู้จบ
แถมยังต้องได้รับการใส่ใจตลอดเวลา
จนหลายคนเลือกจะทำงาน หรือ หาเงินมากกว่า
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว...การใส่ใจ และทำความสัมพันธ์ให้ดีก็อาจไม่ได้ยากขนาดนั้น
แค่เงยหน้าจากจอมือถือ
แล้วสบตาคนรอบตัวคุณมากขึ้น
หาอะไรใหม่ๆทำร่วมกันเพื่อให้ความสัมพันธ์
ที่จืดจางกลับมามีสีสันอีกครั้ง
อะไรง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงิน
อย่างชวนคนที่คุณรักไปเดินเล่นตอนกลางคืน หรือ
ติดต่อหาสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว
เพราะจริงๆแล้วชีวิตเราก็เหมือนที่ "มาร์ก เทวน" บอกว่า...
มันช่างสั้น และก็สั้นเหลือเกิน
สั้นเกินกว่าที่จะ
โกรธกัน ทะเลาะกัน หรืออิจฉาริษยากัน
ควรจะมีแต่เวลาที่ใช้รักกันเท่านั้น
ซึ่งแค่นั้น...มันก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ พูดในสปีชของเขา
สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษ แข็งแรง ควรจะเปิดดู clip นี้ อาจจะได้มีประโยชน์ มากกว่านี้
https://www.ted.com/talks/robert_waldinger_what_makes_a_good_life_lessons_from_the_longest_study_on_happiness?language=en
27 มีนาคม 2559
การยื่น ภงด 90 / ภงด 91 อย่างละเอียด (มีรูปประกอบ)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย
การยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91)
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยจะต้องทำการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) ภายในสิ้นเดือนมีนาคม ซึ่งขั้นตอนการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) มีดังนี้
1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://epit.rd.go.th/publish/index.php
2. เลือก "ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90/91"
4. จากรูปด้านล่างให้เลือกรายการต่างๆ
รายละเอียดจากในรูป (ตามตัวเลข)
1) เงินเดือน + โบนัส ที่ได้รับทั้งปี
2) กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล
3) กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี
คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม มากกว่า 5 ปี ควรเลือกตัวเลือกนี้
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม ไม่ถึง 5 ปี ไม่ควรเลือกตัวเลือกนี้ และให้เลือก "เงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงาน(กรณีนำมารวมคำนวณภาษี)" แทน
4) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
5) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
5. จากรูปด้านล่าง ให้กรอกข้อมูลรายได้ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
6. กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล ให้ทำขั้นตอนต่อไปนี้
* สามารถตรวจสอบจำนวนเงินปันผลที่ได้รับและพิมพิ์หลักฐานการรับเงินปันผลได้ที่
https://ivp.tsd.co.th/signin เลือกเมนู สอบถามข้อมูล > สิทธิประโยชน์
1) จากรูปด้านล่างให้กดปุ่ม "เพิ่ม / แก้ไข เงินปันผล"
2) จากรูปที่ 4 ด้านล่างให้ใส่ข้อมูลเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทแล้ว ให้กดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก"
คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)
- เมื่อบริษัทได้กำไรจากการดำเนินงาน บริษัทจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล ประมาณ 20 - 30% ของกำไร หลักจากนั้นบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจะถูกหักภาษี ณที่จ่ายอีก 10% (ผู้ถือหุ้นโดนหักภาษีสองครั้ง)
- รัฐบาลจึงอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นสามารถทำการเครดิตเงินภาษีคืนได้ ผ่านการยื่น ภงด 90 / ภงด 91
- ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกได้ว่า จะทำการเครดิต หรือไม่เครดิต ก็ได้
- ถ้าฐานภาษีสูงกว่า 30% การเครดิตเงินปันผลอาจจะไม่คุ้ม ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำการเครดิตเงินปันผล (ไม่ต้องทำขั้นตอนนี้)
- ถ้าฐานภาษีไม่เยอะ การเครดิตเงินปันผลจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้เงินคืนมาส่วนนึง ผู้ถือหุ้นควรเลือกทำการเครดิตเงินปันผล (ให้ทำตามขั้นตอนข้อนี้)
เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทและกดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก" แล้ว ระบบจะแสดงหน้าจอดังรูปด้านล่าง
7. กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี ให้กรอกใบแนบ ภงด 90 / ภงด 91 ดังรูปด้านล่าง
อธิบายเพิ่มเติม
- จากรูป เป็นตัวอย่างกรณีทำงานที่บริษัทเดิม 9 ปี หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 9
- รายละเอียดต่างๆ บริษัทจะส่งเอกสารมาให้ ให้ผู้เสียภาษีกรอกตามเอกสารนั้น
8. จากหน้าที่ 4 "บันทึกลดหย่อน" ให้กรอกข้อมูลต่างๆ ดังนี้ (ดูรูปด้านล่างประกอบ)
- ค่าลดหย่อน อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป
- เบี้ยประกันชีวิต
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
- ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ
9. เมื่อกรอกข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ระบบจะคำนวณข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ดังรูปด้านล่าง ให้กดปุ่ม "ยืนยันการยื่นแบบ" เพื่อทำการยืนยันการยื่นแบบ ภงด 90 / ภงด 91
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย
การยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91)
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยจะต้องทำการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) ภายในสิ้นเดือนมีนาคม ซึ่งขั้นตอนการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ (ภงด 90 / ภงด 91) มีดังนี้
1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://epit.rd.go.th/publish/index.php
2. เลือก "ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90/91"
3. log-in เข้าระบบ หรือ เลือก "ลืมรหัสผ่าน" กรณีลืมรหัสผ่าน
4. จากรูปด้านล่างให้เลือกรายการต่างๆ
1) เงินเดือน + โบนัส ที่ได้รับทั้งปี
2) กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล
3) กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี
คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม มากกว่า 5 ปี ควรเลือกตัวเลือกนี้
ถ้าอายุงานที่บริษัทเดิม ไม่ถึง 5 ปี ไม่ควรเลือกตัวเลือกนี้ และให้เลือก "เงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงาน(กรณีนำมารวมคำนวณภาษี)" แทน
4) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
5) กรณีผู้เสียภาษีมีการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
5. จากรูปด้านล่าง ให้กรอกข้อมูลรายได้ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
6. กรณีผู้เสียภาษีมีรายได้มาจากเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องการเครดิตเงินปันผล ให้ทำขั้นตอนต่อไปนี้
* สามารถตรวจสอบจำนวนเงินปันผลที่ได้รับและพิมพิ์หลักฐานการรับเงินปันผลได้ที่
https://ivp.tsd.co.th/signin เลือกเมนู สอบถามข้อมูล > สิทธิประโยชน์
1) จากรูปด้านล่างให้กดปุ่ม "เพิ่ม / แก้ไข เงินปันผล"
2) จากรูปที่ 4 ด้านล่างให้ใส่ข้อมูลเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทแล้ว ให้กดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก"
คำแนะนำ (เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี)
- เมื่อบริษัทได้กำไรจากการดำเนินงาน บริษัทจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล ประมาณ 20 - 30% ของกำไร หลักจากนั้นบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นจะถูกหักภาษี ณที่จ่ายอีก 10% (ผู้ถือหุ้นโดนหักภาษีสองครั้ง)
- รัฐบาลจึงอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นสามารถทำการเครดิตเงินภาษีคืนได้ ผ่านการยื่น ภงด 90 / ภงด 91
- ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกได้ว่า จะทำการเครดิต หรือไม่เครดิต ก็ได้
- ถ้าฐานภาษีสูงกว่า 30% การเครดิตเงินปันผลอาจจะไม่คุ้ม ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำการเครดิตเงินปันผล (ไม่ต้องทำขั้นตอนนี้)
- ถ้าฐานภาษีไม่เยอะ การเครดิตเงินปันผลจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้เงินคืนมาส่วนนึง ผู้ถือหุ้นควรเลือกทำการเครดิตเงินปันผล (ให้ทำตามขั้นตอนข้อนี้)
เมื่อใส่ข้อมูลครบถ้วนทุกบริษัทและกดปุ่ม "กลับสู่หน้าหลัก" แล้ว ระบบจะแสดงหน้าจอดังรูปด้านล่าง
7. กรณีผู้เสียภาษีลาออกจากงานในปีที่แล้ว และทำการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และต้องการไม่นำไปรวมคำนวณภาษี ให้กรอกใบแนบ ภงด 90 / ภงด 91 ดังรูปด้านล่าง
อธิบายเพิ่มเติม
- จากรูป เป็นตัวอย่างกรณีทำงานที่บริษัทเดิม 9 ปี หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 9
- รายละเอียดต่างๆ บริษัทจะส่งเอกสารมาให้ ให้ผู้เสียภาษีกรอกตามเอกสารนั้น
8. จากหน้าที่ 4 "บันทึกลดหย่อน" ให้กรอกข้อมูลต่างๆ ดังนี้ (ดูรูปด้านล่างประกอบ)
- ค่าลดหย่อน อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป
- เบี้ยประกันชีวิต
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- ค่าซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
- ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ
9. เมื่อกรอกข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ระบบจะคำนวณข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ดังรูปด้านล่าง ให้กดปุ่ม "ยืนยันการยื่นแบบ" เพื่อทำการยืนยันการยื่นแบบ ภงด 90 / ภงด 91
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








