13 พฤศจิกายน 2558

นิสัยบัฟเฟตต์


ถ้าจะพูดถึงคนที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงมากระดับโลกและจะเป็น “ตำนาน” ที่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไปอีกนานนั้น แน่นอนว่าบัฟเฟตต์ต้องเป็นหนึ่งในนั้น นิสัยหรือพฤติกรรมของคนที่อยู่ในระดับนี้ส่วนใหญ่ที่เราได้รับรู้ก็คือ พวกเขามีชีวิตที่หรูหรา อยู่ในสังคมของ “คนชั้นสูง” มีความรู้สึกและวางตัวที่อาจจะเรียกว่า “เย่อหยิ่ง” และ “โอ้อวดตนเอง” เป็นต้น แต่สำหรับบัฟเฟตต์เองแล้ว เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือถ้าจะมีก็น้อยกว่าคนอื่นที่อยู่ในระดับใกล้เคียงมาก ผมไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือเป็นเพราะว่าบัฟเฟตต์เป็น Value Investor และ VI นั้นโดยธรรมชาติมักจะมีนิสัยหรือพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนรวยกลุ่มอื่นตั้งแต่ต้น พอรวยแล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยนนิสัยแบบคนที่รวยจากอาชีพอื่น

มาดูกันว่าบัฟเฟตต์มีนิสัยแบบไหนที่ค่อนข้างจะแปลกจากคนรวยและมีชื่อเสียงอื่น—และคนธรรมดา บางทีนิสัยแบบบัฟเฟตต์นั้นอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และถ้าเป็นแบบนั้น การเรียนรู้นิสัยบัฟเฟตต์ก็น่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุนที่จะนำมาใช้

นิสัยแรกที่ผมเห็นก็คือ การให้ความรัก นับถือ และเชื่อใจคนอื่นอย่างเต็มที่เมื่อเขาเข้าไปร่วมงานด้วย นั่นคือ เมื่อเขาตัดสินใจเข้าไปซื้อธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเบิร์กไชร์แล้ว เขาก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานและการตัดสินใจเกือบทุกเรื่องยกเว้นเฉพาะการลงทุนใหญ่ ๆ และการจัดสรรกำไรเท่านั้น เขาจะให้ความรัก ความนับถือ และเชื่อใจต่อคนหรือซีอีโอที่บริหารงานมากและดูเหมือนว่าจะไม่เคย “ตั้งคำถาม” อะไรกับการทำงานหรือตัดสินใจของพวกเขาเลย สิ่งที่เขาบอกกับซีอีโอก็คือ ให้พวกเขาคิดและทำเหมือนกับว่าพวกเขานั้นเป็นเจ้าของบริษัทเท่านั้น การให้ความรัก นับถือและเชื่อใจแก่คนอื่นนั้น ทำให้บัฟเฟตต์ได้รับความรัก ความนับถือและเชื่อใจตอบจากคนอื่นเท่า ๆ กัน เห็นได้จากการที่ผู้บริหารหรือซีอีโอของเบิร์กไชร์นั้นมักจะอยู่กับบัฟเฟตต์ไปตลอดไม่ไปไหนและบัฟเฟตต์เองก็แทบจะไม่เคยให้ใครออก เขาบอกว่าระบบของเบิร์กไชร์นั้น “ไม่มีการเกษียณ” สำหรับซีอีโอ

นิสัยที่สองที่แตกต่างจากคนอื่นของบัฟเฟตต์ก็คือ ความ “จงรักภักดี” ที่มีต่อสิ่งรอบตัว ที่สำคัญก็คือ เมื่อบัฟเฟตต์ซื้อธุรกิจมาแล้ว เขาก็จะเก็บรักษามันไว้ “ตลอดไป” แม้ว่าหลายกิจการนั้นพื้นฐานอาจจะเปลี่ยนไปแล้วเขาก็มักจะไม่ขายทิ้งเหมือนนักลงทุนอื่น เขายังเก็บหุ้นไว้เพราะเขาอยู่กับมันมานานและรู้จักผู้บริหารเป็นอย่างดี เขายินดีที่จะได้รับผลตอบแทนที่ลดลงและในที่สุดอาจจะล้มหายตายจากไป ผมคิดว่าเขาคงคิดว่าเขาได้รับผลตอบแทนจากบริษัทมานานและมากพอแล้ว ดังนั้น ถ้าเขาจะเสียหายบ้างจากการที่ไม่ได้ขายมันไปก่อน มันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก นอกจากเรื่องของธุรกิจแล้ว ผมก็รู้สึกว่าบัฟเฟตต์นั้นชอบทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ เช่น เขาชอบกินอาหารเช่น สเต็กร้านเดิม ๆ ดื่ม โค๊กแบบเดิม ๆ เป็นสิบ ๆ ปีอย่างไม่รู้เบื่อ ดูเหมือนว่าเขาจะ “จงรักภักดี” ต่อสิ่งที่เขาคิดว่าดีอยู่แล้วมาก ความคิดของเขาก็คือ ไม่รู้จะ“เสี่ยง” ไปทำไมกับของใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าดีหรือไม่

ความคิดที่อิสระและเป็นตัวของตัวเองสูงมาก นี่คือนิสัยอีกอย่างหนึ่งของบัฟเฟตต์ เขาไม่เคยทำตามคนอื่นหรือตามความคาดหวังของสังคม เขาไม่เคยกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นคน “ตกยุค”เช่นในช่วงที่หุ้นไฮเท็คเติบโตเป็น “ฟองสบู่” ช่วงปีทศวรรษปี 1990 ถึง 2000 เขาเองก็ไม่สนใจลงทุนในหุ้นเหล่านั้นเลยเพราะเขาคิดว่ามันเป็นกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากซึ่งทำให้การคาดการณ์รายได้และกำไรทำได้ยากมากและเขาเองก็ไม่รู้จักธุรกิจดีพอ ผลงานการลงทุนของเขาจึงดูไม่ดีนักเมื่อเทียบกับคนที่ลงทุนในหุ้นไฮเท็คเหล่านั้น เช่นเดียวกัน ในบางช่วงการแข่งขันทางด้านการขายประกันภัยรุนแรงมากและทุกคนต่างก็ขายประกันในราคาที่ “ขาดทุน” เพื่อที่จะสร้างยอดขายให้เติบโตและทำกำไรในระยะสั้น บัฟเฟตต์ปฎิเสธที่จะทำตาม เขา “ยอม” ถูกมองเป็นบริษัทที่กำลัง “ถดถอย” ในขณะที่บริษัทอื่นโตขึ้น แต่แล้วเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไป ฟองสบู่หุ้นไฮเท็คแตก และบริษัทประกันที่ขายประกันราคาถูกเกินไปต้องขาดทุนหนัก บัฟเฟตต์ก็กลับมามีผลงานที่โดดเด่นขึ้นกว่าเดิม

นิสัยที่สี่ของบัฟเฟตต์ก็คือ เขากำหนดขอบเขตและมาตรฐานของตนเองหรือพูดหยาบ ๆ ก็คือ เป็นตัวของตัวเองสูง เขาไม่สนใจและไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ทุกเรื่องหรือทุกอุตสาหกรรม เพราะเขาเลือกเฉพาะอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขารู้เท่านั้น เขากำหนด Circle of Competent หรือขอบเขตความสามารถของเขาที่เขาจะทำได้ดีและเขาจะไม่ออกจากขอบเขตนี้ สิ่งที่บัฟเฟตต์ทำนั้น เขาก็จะหาธุรกิจหรือบริษัทที่ดูได้ง่ายเข้าใจง่ายและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เขาพูดว่าเขาพยายามหารั้วเตี้ย ๆ ซักหนึ่งฟุตเพื่อที่ว่าเขาจะได้ข้ามมันไปง่าย ๆ เขาไม่ต้องการรั้วสูง ๆ เพื่อที่จะแสดงความสามารถในการกระโดดข้ามมัน ดังนั้น เราจึงเห็นหุ้นที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้น ส่วนมากจึงเป็นหุ้นของธุรกิจธรรมดามากเช่น บริษัทขายซ้อสมะเขือเทศ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านขายเครื่องประดับเพชร บริษัทรถไฟ ธนาคาร และอื่น ๆ ที่เข้าใจไม่ยากและไม่เห็นจะมีอะไรน่าตื่นเต้นในยุคที่เครื่องมือสื่อสารอย่างไอแพดเปลี่ยนรุ่นทุก 2- 3 ปีและมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

มาตรฐานที่บัฟเฟตต์ใช้เองนั้น เขาบอกว่าเขาไม่สนใจมาตรฐานของสังคมหรือคนอื่น เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองตนเองอย่างไร เขาแนะนำว่านักลงทุนควรที่จะมี Inner Score Card หรือมาตรฐานที่อยู่ภายในใจของเรา นั่นก็คือ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือสนใจว่าคนอื่นเขาจะมองเราอย่างไร เราควรที่จะกำหนดมาตรฐานของตนเองว่าเราตั้งเป้าไว้เหมาะสมและทำได้ตามเป้าหรือไม่ เช่น ถ้าเราคิดว่าเราควรทำผลตอบแทนการลงทุนได้ปีละ 12% ทบต้นโดยการลงทุนในหุ้นที่มีระดับความความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่นต้องลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 5-6 ตัวและไม่มีหุ้นตัวใดที่มีสัดส่วนสูงเกิน 30% ในกรณีแบบนี้ เราก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ว่าพอเห็นคนอื่นกำลังทำผลตอบแทนดีเยี่ยมกว่าเรา เราก็พยายามไปเปรียบเทียบกับเขาเพราะกลัวว่าเราจะถูกมองว่าไม่มีความสามารถเท่า เพราะถ้าเราคิดอย่างนั้น กลยุทธ์และวิธีการต่าง ๆ ก็จะรวนไปหมด และเราก็อาจจะไม่มีความสุขในการลงทุนหรือทำงาน

นิสัยสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงและแปลกไปจากเพื่อนระดับเดียวกันของเขาก็คือ บัฟเฟตต์นั้นแม้ว่าจะรวยเป็นอันดับ 1-3 ของโลกมานาน แต่เขาเป็นคนที่มีความสมถะและประหยัดมาก ดูเหมือนว่าเขาจะชอบผู้บริหารที่เน้นการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เขาไม่ชอบความฟุ่มเฟือยในทุกกรณี เขาไม่ชอบผู้บริหารที่กินเงินเดือนสูงมากโดยที่ไม่ได้อิงกับผลการดำเนินงานของบริษัท ตัวบัฟเฟตต์เองนั้นถ้าจำไม่ผิดเขารับเงินเดือนในฐานะของซีอีโอเบิร์กไชร์ปีละแค่ 100,000 เหรียญซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทที่ใหญ่ขนาดเป็น 1 ใน 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ส่วนตัวบัฟเฟตต์เองนั้น ทุกวันนี้เขาก็ยังอยู่บ้านเดิมที่อยู่มาหลายสิบปีที่เขาซื้อมาในราคาไม่กี่หมื่นเหรียญและน่าจะเป็นบ้านระดับชนชั้นกลาง เขายังขับรถเองและใช้ชีวิตเหมือนคนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่

หลายคนคงเถียงในใจว่านิสัยส่วนตัวของบัฟเฟตต์นั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับความสามารถในการลงทุนของเขา แต่ผมเองเชื่อว่านิสัยส่วนตัวกับการลงทุนนั้นคงจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่ ผมเองได้อ่านประวัติของ VI ระดับโลกและได้ศึกษา VI เด่น ๆ หลายคนในตลาดหุ้นไทยที่ผมรู้จัก ผมพบว่านิสัยของพวกเขาหลาย ๆ คนนั้น มีบางส่วนคล้าย ๆ กับของ บัฟเฟตต์ ที่กล่าวถึง ผมคิดว่านิสัยบางอย่างนั้นเอื้ออำนวยให้คน ๆ นั้นกลายเป็นนักลงทุนและเข้าใจและตัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้น นิสัยบางอย่างก็ขัดแย้งกับการเป็นนักลงทุนและทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่ดีได้ยาก ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนโดยเฉพาะในแนว VI เราควรวิเคราะห์นิสัยของตนเองก่อนว่า เรามีแนวโน้มที่จะเป็น VI ที่ดีได้ไหม


10 พฤศจิกายน 2558

เปิด 3 มาตรการล่อใจคนซื้อบ้าน ลดค่าโอน - จำนอง เคลมภาษีได้

ส่องมาตรการรัฐ อุ้มอสังหาฯ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินหมื่นล้าน ผ่อนปรนเงื่อนไขกู้ซื้อบ้าน ช่วยคนมีรายได้ปานกลาง ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
          ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก ส่งผลกระทบไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้มงวดมากขึ้นที่จะปล่อยสินเชื่อบ้าน ทำให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน กู้ไม่ผ่านกันมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการผ่อนปรนเงื่อนไขการขอกู้ซื้อบ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่ออก 3 มาตรการเด็ด เพื่ออุ้มภาคอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่รอด ดังนี้
1. เพิ่มวงเงินกู้ซื้อบ้านพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

          รัฐบาลได้อนุมัติวงเงินเบื้องต้น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธการขอกู้ซื้อบ้านจากธนาคารพาณิชย์ สามารถขอกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ ซึ่งภายหลัง ธอส. ก็รับลูก ด้วยการออกมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการขอสินเชื่อบ้านให้ผู้ที่มีรายได้น้อย-ปานกลางมากขึ้น โดยพิจารณาสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 33% เป็น 40-50% ของรายได้สุทธิต่อเดือน นั่นจึงทำให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อเดือน สามารถกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้ (จากเดิมกู้ซื้อบ้านได้เพียงราคาไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) 

          เปรียบเทียบวงเงินกู้สินเชื่อบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์

           รายได้สุทธิ 10,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 600,000 บาท ปรับเป็น 1,000,000 บาท
           รายได้สุทธิ 20,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 1,200,000 บาท ปรับเป็น 2,000,000 บาท
           รายได้สุทธิ 30,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 1,800,000 บาท ปรับเป็น 3,000,000 บาท


สินเชื่อบ้าน


โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านดังนี้

           ปีแรก ดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี
           ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี
           ปีที่ 3 จนถึงครบสัญญา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR -1.00% ต่อปี และลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR -0.75% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด

          และเมื่อคำนวณออกเป็นงวดผ่อนต่อเดือน ตามวงเงินกู้และรายได้สุทธิแล้ว จะได้ค่างวดผ่อนดังนี้


สินเชื่อบ้าน ธอส


2.  ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองเป็นเวลา 6 เดือน
          สำหรับมาตรการนี้จะเป็นการลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน จาก 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ในกรณีการโอน เหลือ 0.01% รวมทั้งลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุด จากเดิม 1% เหลือ 0.01% ของมูลค่าที่จำนอง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งจะมีผลเพียงแค่ 6 เดือน คือถึงวันที่ 30 เมษายน 2559

3. ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้

          สำหรับผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สามารถนำเอา 20% ของราคาบ้าน ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เป็นเวลา 5 ปี โดยมีเงื่อนไขการหักลดหย่อนภาษีคือ

           ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท
           ต้องเป็นการซื้อครั้งแรก (ไม่เคยถือสิทธิ์ในอสังหาฯ อื่นมาก่อน) 
           เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
           ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ นั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันโอน
           ต้องจ่ายค่าซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่านั้น
           ต้องใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อเนื่องกัน 5 ปีภาษี นับตั้งแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยให้แบ่งใช้สิทธิเป็นจํานวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษี

          ทั้งนี้หากนำมาเฉลี่ยคิดเป็นรายปีของมูลค่าบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท จะลดหย่อนได้ถึง 6 แสนบาท หรือปีละ 120,000 บาท เท่ากับผ่อนบ้านราคา 3 ล้านบาท ในราคา 2,400,000 บาทเท่านั้น และถ้ารวมกับมาตรการลดหย่อนภาษีจากภาระดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ปัจจุบันได้ปีละไม่เกิน 1 แสนบาทอยู่แล้ว ก็เท่ากับได้สิทธิประโยชน์เป็น 2 เท่าจากการลดหย่อนครั้งใหม่นี้เข้าไปด้วย

          นอกจาก 3 มาตรการที่ใช้กระตุ้นอสังหาฯ ที่กล่าวมาข้างต้น กระทรวงการคลังก็ยังมีมาตรการเพิ่มเติมอีกด้วยการให้ธนาคารออมสินพิจารณาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายย่อย เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้กลับมาขยายตัวได้ เพราะเชื่อว่า หากตลาดอสังหาริมทรัพย์สามารถขยายตัวได้มากขึ้น ก็จะช่วยฉุดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้

          การอัดฉีดเงินเข้าระบบกว่าหมื่นล้านด้วยมาตรการต่าง ๆ นั้น ย่อมส่งเเรงกระเพื่อมไปถึงภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่จะออกมารับลูก ทำโปรโมชั่นเพื่อแข่งขัน ล่อใจลูกค้า หวังให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งของตลาดอสังหาฯ ตามไปด้วย ทำให้ผู้ที่ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ คือประชาชนที่มีรายได้น้อย มีโอกาสกู้บ้านผ่านมากขึ้นและสมหวังกับการมีบ้านเป็นของตัวเองได้

          แต่คงต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดว่า หากมีปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ หรือผ่อนชำระบ้านที่ซื้อไปได้ มาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงอยู่หรือไม่ หรือจะยิ่งทำให้รัฐขาดทุนเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือน เพิ่มภาระให้กับประชาชนแทน


***หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 12.12 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2558

ที่มา: http://money.kapook.com/view131907.html

18 ตุลาคม 2558

หนังสือระดับตำนานด้าน การเงิน การลงทุน ที่ควรอ่าน (download ฟรี)

The Richest Man in Babylon (download)

The Secret of Millionaire Mind (download)


Think and Grow Rich (download)



7 Habits of Highly Effective People (download)



The Intelligent Investor (download)



A Random Walk Down Wall Street (download)



The Snowball Warren Buffett and the Business of Life (download)


ลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Market ผ่าน ETF MEM

Emerging Market คืออะไร

ข้อมูลจาก wikipedia ได้ระบุไว้ว่า "An emerging market is a country that has some characteristics of a developed market, but does not meet standards to be a developed market.[1] This includes countries that may be developed markets in the future or were in the past." (ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Emerging_markets)

ซึ่งก็คือ ประเทศในกลุ่มที่กำลังพัฒนานั่นเองครับ ซึ่งระดับการพัฒนาอาจจะยังสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาไม่ได้ ในตอนนี้ประเทศในกลุ่มนี้อาจจะมีระบบต่างๆ ยังไม่มีสเถียรภาพ การเมืองยังไม่นิ่ง แต่ในอนาคต คาดว่าประเทศในกลุ่ม emerging market น่าจะพัฒนาไปเป็น developed market ได้ครับ
ซึ่งหมายความว่า การลงทุนในกลุ่มประเทศนี้ มีโอกาสเติบโดได้อีกเยอะครับ

ซึ่งการลงทุนในหุ้นกลุ่ม emerging market นั้น สามารถทำได้โดยลงทุนด้วยตัวเอง (ยุ่งยาก และไม่มีการกระจายความเสี่ยง) หรือ ลงทุนผ่าน ETF ก็ได้ครับ



ลงทุนหุ้นกลุ่ม emerging markt ผ่าน ETF ดีอย่างไร
การลงทุน emerging market ผ่าน ETF นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างดังนี้
- เป็นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆ ตัว หลายๆ ประเทศ
- ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ และติดตามหุ้นแต่ละตัว
- ใช้เงินน้อย
ถ้าใครยังไม่รู้จัก ETF สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.set.or.th/th/faqs/etf_p1.html



MEM คือ
- MEM (Maybank kimeng Emerging Market ETF) คือ ETF ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (code คือ MEM ครับ)
- MEM จะลงทุนใน ETF กลุ่ม emerging market ของ ishare ครับ ชื่อกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF
- MEM จะไม่มีการป้องกันความเสียงเรื่องค่าเงินครับ ทำให้มีความเสี่ยงค่าเงินผันผวน
- หนังสือชี้ชวนของ MEM สามารถอ่านได้ที่ http://www.maybank-am.co.th/ProductProducts.aspx?Lang=TH
- ลงทุนโดยใช้เงินน้อยๆ ได้ครับ เหมาะกับพนักงานประจำ ที่ต้องการลงทุนแบบ dollar cost averaging (ถ้ายังไม่รู้จัก dollar cost averaging เข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://goo.gl/u0iXZ)
- ซื้อขายเหมือนหุ้นครับ
- ราคา ณ ปัจจุบัน ซื้อขายที่ 8 บาทกว่าๆ ครับ ซื้อ 100 หุ้น ใช้เงินไม่ถึง 1,000 บาทเลย เหมาะสำหรับคนเงินไม่เยอะ ในการค่อยๆ สะสมทีละเล็ก ทีละน้อยครับ



iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ
- iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ กองทุนแม่ของ MEM ครับ ซึ่ง MEM จะนำเงินมาลงทุนในกองนี้ (รายละเอียดข้อมูลกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF อ่านได้ที่ https://www.ishares.com/us/products/239637/ishares-msci-emerging-markets-etf)
- ผลตอบแทนกองทุนย้อนหลัง 1 - 3 ปี อาจจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าดูนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้ 12.75% ต่อปี ก็ถือว่าใช้ได้ครับ (กองทุนจัดตั้งวันที่ 7 เมษายน 2003)

- ถือหุ้นในพอร์ตทั้งหมด 853 ตัวในหลายประเทศครับ ถือว่ากระจายความเสี่ยงค่อนข้างมาก
- จากรูปด้านล่างมาดู top 10 holding บ้างครับ พบว่า กองทุนถือหุ้น samsung มากสุดครับ (3%)  รองลงมาก็ taiwan semiconductor (2.84%), tencent holding (2.62%), china mobile (2.19%) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัททรูบ้านเรา
- กองทุนถือหุ้นของบริษัทเมืองไทย 32 ตัวครับ ซึ่งก็น่าจะรู้จักกันดีครับ ไม่ว่าจะเป็น ptt, ais, ปูน, 7-eleven, ท่าอากาศยานไทย, เซ็นทรัล

- ดูสัดส่วนหุ้นที่ถือแยกตามประเทศ พบว่า กองทุนนี้ถือหุ้นจีนเยอะสุดครับ ที่ 22.9% รองลงมาก็เกาหลีใต้ และใต้หวัน ส่วนไทยนั้น กองทุนถือหุ้นบริษัทในไทย 2.28% ครับ จะเห็นได้ว่ากองทุนกระจายการลงทุนไปหลายประเทศมากๆ ครับ
- ถ้าดูสัดส่วนตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุน จะพบว่ากองทุนลงทุนในหลายอุตสาหกรรมมากครับ แต่อาจจะไปเน้นหนักที่ financial และ ict ครับ



สรุป
MEM น่าจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับหลายคนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนใน MEM นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยง การใช้เงินลงทุนไม่มาก และการเติบโตไปพร้อมๆ กับประเทศในกลุ่ม emerging market ครับ