10 พฤศจิกายน 2558

เปิด 3 มาตรการล่อใจคนซื้อบ้าน ลดค่าโอน - จำนอง เคลมภาษีได้

ส่องมาตรการรัฐ อุ้มอสังหาฯ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินหมื่นล้าน ผ่อนปรนเงื่อนไขกู้ซื้อบ้าน ช่วยคนมีรายได้ปานกลาง ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
          ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก ส่งผลกระทบไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้มงวดมากขึ้นที่จะปล่อยสินเชื่อบ้าน ทำให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน กู้ไม่ผ่านกันมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการผ่อนปรนเงื่อนไขการขอกู้ซื้อบ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่ออก 3 มาตรการเด็ด เพื่ออุ้มภาคอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่รอด ดังนี้
1. เพิ่มวงเงินกู้ซื้อบ้านพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

          รัฐบาลได้อนุมัติวงเงินเบื้องต้น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธการขอกู้ซื้อบ้านจากธนาคารพาณิชย์ สามารถขอกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ ซึ่งภายหลัง ธอส. ก็รับลูก ด้วยการออกมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการขอสินเชื่อบ้านให้ผู้ที่มีรายได้น้อย-ปานกลางมากขึ้น โดยพิจารณาสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 33% เป็น 40-50% ของรายได้สุทธิต่อเดือน นั่นจึงทำให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อเดือน สามารถกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้ (จากเดิมกู้ซื้อบ้านได้เพียงราคาไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) 

          เปรียบเทียบวงเงินกู้สินเชื่อบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์

           รายได้สุทธิ 10,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 600,000 บาท ปรับเป็น 1,000,000 บาท
           รายได้สุทธิ 20,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 1,200,000 บาท ปรับเป็น 2,000,000 บาท
           รายได้สุทธิ 30,000 บาทต่อเดือน เดิมกู้ได้ 1,800,000 บาท ปรับเป็น 3,000,000 บาท


สินเชื่อบ้าน


โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านดังนี้

           ปีแรก ดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี
           ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี
           ปีที่ 3 จนถึงครบสัญญา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR -1.00% ต่อปี และลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR -0.75% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด

          และเมื่อคำนวณออกเป็นงวดผ่อนต่อเดือน ตามวงเงินกู้และรายได้สุทธิแล้ว จะได้ค่างวดผ่อนดังนี้


สินเชื่อบ้าน ธอส


2.  ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองเป็นเวลา 6 เดือน
          สำหรับมาตรการนี้จะเป็นการลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน จาก 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ในกรณีการโอน เหลือ 0.01% รวมทั้งลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุด จากเดิม 1% เหลือ 0.01% ของมูลค่าที่จำนอง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งจะมีผลเพียงแค่ 6 เดือน คือถึงวันที่ 30 เมษายน 2559

3. ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้

          สำหรับผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สามารถนำเอา 20% ของราคาบ้าน ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เป็นเวลา 5 ปี โดยมีเงื่อนไขการหักลดหย่อนภาษีคือ

           ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท
           ต้องเป็นการซื้อครั้งแรก (ไม่เคยถือสิทธิ์ในอสังหาฯ อื่นมาก่อน) 
           เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
           ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ นั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันโอน
           ต้องจ่ายค่าซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่านั้น
           ต้องใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อเนื่องกัน 5 ปีภาษี นับตั้งแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยให้แบ่งใช้สิทธิเป็นจํานวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษี

          ทั้งนี้หากนำมาเฉลี่ยคิดเป็นรายปีของมูลค่าบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท จะลดหย่อนได้ถึง 6 แสนบาท หรือปีละ 120,000 บาท เท่ากับผ่อนบ้านราคา 3 ล้านบาท ในราคา 2,400,000 บาทเท่านั้น และถ้ารวมกับมาตรการลดหย่อนภาษีจากภาระดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ปัจจุบันได้ปีละไม่เกิน 1 แสนบาทอยู่แล้ว ก็เท่ากับได้สิทธิประโยชน์เป็น 2 เท่าจากการลดหย่อนครั้งใหม่นี้เข้าไปด้วย

          นอกจาก 3 มาตรการที่ใช้กระตุ้นอสังหาฯ ที่กล่าวมาข้างต้น กระทรวงการคลังก็ยังมีมาตรการเพิ่มเติมอีกด้วยการให้ธนาคารออมสินพิจารณาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายย่อย เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้กลับมาขยายตัวได้ เพราะเชื่อว่า หากตลาดอสังหาริมทรัพย์สามารถขยายตัวได้มากขึ้น ก็จะช่วยฉุดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้

          การอัดฉีดเงินเข้าระบบกว่าหมื่นล้านด้วยมาตรการต่าง ๆ นั้น ย่อมส่งเเรงกระเพื่อมไปถึงภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่จะออกมารับลูก ทำโปรโมชั่นเพื่อแข่งขัน ล่อใจลูกค้า หวังให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งของตลาดอสังหาฯ ตามไปด้วย ทำให้ผู้ที่ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ คือประชาชนที่มีรายได้น้อย มีโอกาสกู้บ้านผ่านมากขึ้นและสมหวังกับการมีบ้านเป็นของตัวเองได้

          แต่คงต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดว่า หากมีปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ หรือผ่อนชำระบ้านที่ซื้อไปได้ มาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงอยู่หรือไม่ หรือจะยิ่งทำให้รัฐขาดทุนเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือน เพิ่มภาระให้กับประชาชนแทน


***หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 12.12 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2558

ที่มา: http://money.kapook.com/view131907.html

18 ตุลาคม 2558

หนังสือระดับตำนานด้าน การเงิน การลงทุน ที่ควรอ่าน (download ฟรี)

The Richest Man in Babylon (download)

The Secret of Millionaire Mind (download)


Think and Grow Rich (download)



7 Habits of Highly Effective People (download)



The Intelligent Investor (download)



A Random Walk Down Wall Street (download)



The Snowball Warren Buffett and the Business of Life (download)


ลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Market ผ่าน ETF MEM

Emerging Market คืออะไร

ข้อมูลจาก wikipedia ได้ระบุไว้ว่า "An emerging market is a country that has some characteristics of a developed market, but does not meet standards to be a developed market.[1] This includes countries that may be developed markets in the future or were in the past." (ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Emerging_markets)

ซึ่งก็คือ ประเทศในกลุ่มที่กำลังพัฒนานั่นเองครับ ซึ่งระดับการพัฒนาอาจจะยังสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาไม่ได้ ในตอนนี้ประเทศในกลุ่มนี้อาจจะมีระบบต่างๆ ยังไม่มีสเถียรภาพ การเมืองยังไม่นิ่ง แต่ในอนาคต คาดว่าประเทศในกลุ่ม emerging market น่าจะพัฒนาไปเป็น developed market ได้ครับ
ซึ่งหมายความว่า การลงทุนในกลุ่มประเทศนี้ มีโอกาสเติบโดได้อีกเยอะครับ

ซึ่งการลงทุนในหุ้นกลุ่ม emerging market นั้น สามารถทำได้โดยลงทุนด้วยตัวเอง (ยุ่งยาก และไม่มีการกระจายความเสี่ยง) หรือ ลงทุนผ่าน ETF ก็ได้ครับ



ลงทุนหุ้นกลุ่ม emerging markt ผ่าน ETF ดีอย่างไร
การลงทุน emerging market ผ่าน ETF นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างดังนี้
- เป็นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆ ตัว หลายๆ ประเทศ
- ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์ และติดตามหุ้นแต่ละตัว
- ใช้เงินน้อย
ถ้าใครยังไม่รู้จัก ETF สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.set.or.th/th/faqs/etf_p1.html



MEM คือ
- MEM (Maybank kimeng Emerging Market ETF) คือ ETF ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (code คือ MEM ครับ)
- MEM จะลงทุนใน ETF กลุ่ม emerging market ของ ishare ครับ ชื่อกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF
- MEM จะไม่มีการป้องกันความเสียงเรื่องค่าเงินครับ ทำให้มีความเสี่ยงค่าเงินผันผวน
- หนังสือชี้ชวนของ MEM สามารถอ่านได้ที่ http://www.maybank-am.co.th/ProductProducts.aspx?Lang=TH
- ลงทุนโดยใช้เงินน้อยๆ ได้ครับ เหมาะกับพนักงานประจำ ที่ต้องการลงทุนแบบ dollar cost averaging (ถ้ายังไม่รู้จัก dollar cost averaging เข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://goo.gl/u0iXZ)
- ซื้อขายเหมือนหุ้นครับ
- ราคา ณ ปัจจุบัน ซื้อขายที่ 8 บาทกว่าๆ ครับ ซื้อ 100 หุ้น ใช้เงินไม่ถึง 1,000 บาทเลย เหมาะสำหรับคนเงินไม่เยอะ ในการค่อยๆ สะสมทีละเล็ก ทีละน้อยครับ



iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ
- iShares MSCI Emerging Markets ETF คือ กองทุนแม่ของ MEM ครับ ซึ่ง MEM จะนำเงินมาลงทุนในกองนี้ (รายละเอียดข้อมูลกองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF อ่านได้ที่ https://www.ishares.com/us/products/239637/ishares-msci-emerging-markets-etf)
- ผลตอบแทนกองทุนย้อนหลัง 1 - 3 ปี อาจจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าดูนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้ 12.75% ต่อปี ก็ถือว่าใช้ได้ครับ (กองทุนจัดตั้งวันที่ 7 เมษายน 2003)

- ถือหุ้นในพอร์ตทั้งหมด 853 ตัวในหลายประเทศครับ ถือว่ากระจายความเสี่ยงค่อนข้างมาก
- จากรูปด้านล่างมาดู top 10 holding บ้างครับ พบว่า กองทุนถือหุ้น samsung มากสุดครับ (3%)  รองลงมาก็ taiwan semiconductor (2.84%), tencent holding (2.62%), china mobile (2.19%) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัททรูบ้านเรา
- กองทุนถือหุ้นของบริษัทเมืองไทย 32 ตัวครับ ซึ่งก็น่าจะรู้จักกันดีครับ ไม่ว่าจะเป็น ptt, ais, ปูน, 7-eleven, ท่าอากาศยานไทย, เซ็นทรัล

- ดูสัดส่วนหุ้นที่ถือแยกตามประเทศ พบว่า กองทุนนี้ถือหุ้นจีนเยอะสุดครับ ที่ 22.9% รองลงมาก็เกาหลีใต้ และใต้หวัน ส่วนไทยนั้น กองทุนถือหุ้นบริษัทในไทย 2.28% ครับ จะเห็นได้ว่ากองทุนกระจายการลงทุนไปหลายประเทศมากๆ ครับ
- ถ้าดูสัดส่วนตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุน จะพบว่ากองทุนลงทุนในหลายอุตสาหกรรมมากครับ แต่อาจจะไปเน้นหนักที่ financial และ ict ครับ



สรุป
MEM น่าจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับหลายคนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนใน MEM นั้นมีข้อดีหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยง การใช้เงินลงทุนไม่มาก และการเติบโตไปพร้อมๆ กับประเทศในกลุ่ม emerging market ครับ


10 มิถุนายน 2558

สารพัดวิธีฆ่าความคิดสร้างสรรค์

หนูดี วนิษา เจ้าของผลงานเขียนอัจฉริยะสร้างได้ นำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริม กระตุ้นและรักษา 'ความคิดสร้างสรรค์'ทั้งในวัยเด็กและวัยทำงาน

ฟังก์ชันที่สุดเจ๋งของสมองฟังก์ชันหนึ่งก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งหากใครมีคนนั้นก็โชคดีมากๆ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เรื่องการเรียน การทำงานได้แล้ว มันยังทำให้เรามีชีวิตส่วนตัวที่สนุก เป็นเอกลักษณ์ และไม่เหมือนใครได้อีกด้วย เรียกได้ว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นี่ช่างมีชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ

แต่ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่บอบบาง ถูกกระทบกระทั่งนิดหน่อยก็เสียชีวิตซะแล้ว และมีสารพัดวิธีที่เราจะฆ่าความคิดสร้างสรรค์ได้ตั้งแต่วัยเด็กวัยเรียน มาจนถึงวัยทำงานกันเลยทีเดียว บางทีเราพูดอะไรนิดเดียว หรือไม่ได้ตั้งใจหรอกแต่เผลอไปคอมเมนท์ผิด ความคิดสร้างสรรค์ของคนที่เราไป “เมนท์” เขาก็ดับสนิทลง

แล้วเราจะทำอย่างไร ทั้งในฐานะคนๆ หนึ่งที่อยากเป็นคนคิดสร้างสรรค์ได้เก่งกว่านี้อีกนิด ในฐานะพ่อแม่ที่อยากเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสร้างสรรค์ที่ไม่ได้เพียงเรียนไปแกนๆ หรือสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ในห้องเรียนหากเราเป็นครู หรือฟอร์มทีมงานที่คิดสร้างสรรค์เก่ง หากเราเป็นหัวหน้าทีมในองค์กรที่ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับหนูดีเองตอนนี้เพิ่งเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่ ชื่อโรงเรียนวนิษาสุขุมวิท อยู่ซอยสุขุมวิท 26 (Facebook : โรงเรียนวนิษา สุขุมวิท 26) ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนเดิมคือ ที่ใหม่นี้มีแต่ชั้นอนุบาลเริ่มตั้งแต่หนึ่งขวบครึ่งในชั้น “น้องเบบี๋” กันเลยทีเดียวนับเป็นโชคดีของหนูดีและเด็กๆ เพราะเรามาเจอกันตั้งแต่ช่วงที่เขากำลังฟอร์มกระบวนการคิด ฟอร์มนิสัย ฟอร์มสมอง เพราะวัยก่อนสามขวบนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาและขยายกิ่งก้านสาขาสูงที่สุดในชีวิต

ดังนั้น การสอนเด็กในช่วงนี้สำคัญมากๆ เพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้จะติดตัวเขาไปจนตลอดชีวิต สำหรับหลักสูตรโรงเรียนของหนูดีนั้นเน้น “ความคิดสร้างสรรค์” ไปพร้อมๆ กับความฉลาดทุกด้าน เพราะฉลาดแต่ไม่สร้างสรรค์ก็เป็นความฉลาดเพียงในกรอบที่ใครๆ ที่ท่องจำได้ก็ทำได้ทั้งนั้น

วิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งในวัยเบบี๋ก็คือ การสอนแบบ “ไม่มีคำว่าผิดว่าถูก" เวลาที่เด็กๆ เรียนรู้ในวิชาที่การผิดถูกไม่สำคัญ เช่น ศิลปะ หรือ Creative Play เราจะสอนเด็กเสมอว่า ระบายสีใบไม้ไม่ต้องสีเขียวก็ได้ ท้องฟ้าไม่ต้องสีฟ้าเสมอไปหรอก ฯลฯ เพราะหลายครั้งเด็กจะกลัวถูกดุถ้าไม่เหมือนของจริง แต่เราลองถามตัวเองจริงๆ สิคะ มันต้องเหมือนเสมอไปหรือหากมันไม่ใช่คณิตศาสตร์ หรือเคมี ฟิสิกส์ที่ต้องคำนวณลงตัวเป๊ะๆ

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกหลายชิ้น ทั้งรถยนต์หรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ก็เริ่มต้นมาจากการมองสิ่งที่เราใช้และจินตนาการถึงสิ่งใหม่ที่ยังไม่มี โดยไม่ต้องกังวลถึง “ผิดถูก” ในขั้นต้นกันทั้งนั้น เหมือนที่ Henry Ford พูดไว้ตอนคิดสร้างรถยนต์ว่า “If I had asked people what they wanted, they would have said faster horses.” (ถ้าฉันถามคนว่าเขาต้องการอะไร เขา
คงบอกว่า ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น) แล้วพวกเราจะมีรถยนต์กันไหมละนี่

หรือสำหรับสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่หนูดีใช้ ผู้คิดค้นก็บอกว่า เขาจะทำการสอบถามลูกค้าได้อย่างไรว่า ถ้าเขาผลิตสิ่งนี้ออกมาแล้วจะซื้อไหม เพราะสินค้าประเภทนี้ยังไม่เคยมีใครทำขายในโลกนี้เลย เขาก็ทำได้เพียงลองผลิตมันออกมา และมันก็ได้กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไปในที่สุดการคิด “ผิดถูก” จะสำคัญเมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการถัดๆ ไปเท่านั้น ในตอนต้นเราต้องเปิดเวทีโล่งกว้างสำหรับสมองก่อน
เมื่อชีวิตเริ่มต้นที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ ทดลองทำโดยไม่ถูกตัดสินตั้งแต่ต้นมือว่า ทำแบบนี้ “ผิด” (ยกเว้นเรื่องวินัยและเรื่องคำนวณนะคะ ซึ่งคำว่าถูกผิดนั้นมีข้อกำหนดชัดเจน เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “วินัย”กับ “ความคิดสร้างสรรค์” ว่า มันคือคนละเรื่องกัน การไร้วินัยยิ่งทำให้คิดสร้างสรรค์ไม่ได้ขึ้นไปใหญ่) เด็กก็จะกล้าคิด กล้าลองและกล้าเสี่ยง พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ นิสัยกล้าคิดกล้าต่างนี้จะติดตัวเขาไปในทุกๆ ที่ และเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกของการทำงาน เวลาที่เราต้องประชุมเพื่อระดมสมอง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไอเดียต่างๆ ทั้งดีไม่ดี ทำได้ไม่ได้นั้นควรต้องถูกโยนลงมากลางโต๊ะทั้งหมดและจดบันทึกขึ้นไวท์บอร์ดไว้ เพราะในช่วงการระดมสมองนี้เป็นขั้นตอนที่การคิดสร้างสรรค์ควรจะกระฉูดที่สุด

การฆ่าความคิดใดๆ ก็ตามในตอนนี้ จะเป็นการ “ฆ่าตัดตอน” ความคิดอื่นๆ ที่จะตามมา และการพูดถึง “ข้อจำกัด” ต่างๆ ในตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็น เพราะไอเดียทั้งหมดที่ระดมมาได้ จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือ การวิเคราะห์และประเมินในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งด้านเวลาและทรัพยากร รวมถึงกำลังคนด้วย ดังนั้น การกล้าคิดอะไร
ใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าความคิดนั้นจะผิดหรือถูกเป็นขั้นตอนแรกของความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพมากๆค่ะ

หนูดีเองพบว่า นี่เป็นข้อจำกัดของตัวเองที่ต้องก้าวผ่านมากๆ เพราะในอดีตเวลาหนูดีนำประชุม หากใครเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยโอเคมา เราจะคิดเร็วมากและบอกไปเลยว่าทำไม่ได้หรอก แต่พอฝึกเลิกตัดสินคนเร็วเกินไป เราจดไอเดียของทุกคนไว้ก่อนแล้วนำมาโหวตกันอีกครั้งก็พบว่า หลายๆ ไอเดียที่หนูดีแอบประเมินไปแล้วว่าทำไม่ได้จริง กลับกลายเป็นว่าชนะโหวตและนำมาแก้ปัญหาในองค์กรได้อย่างจริงจังมาก ทำเอาตอนหลังเลิกนิสัยสรุปก่อนทดลองทำ และทำให้ได้ไอเดียเจ๋งๆ จากทีมเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

อีกสิ่งที่สำคัญคือ “ความหลากหลายของคนในทีม” หากเรามีคนที่แตกต่างกันเยอะมากๆ ทั้งพื้นฐานการศึกษา ความเชี่ยวชาญมุมมอง ความชอบ ความคิดเห็น เราจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์จะขยายตัวได้ดีมากเพราะทุกคนมีมุมมองคนละมุมมาแชร์การคิดจะแตกสายได้มากมายเหมือนแม่น้ำหลายๆ สายที่มีต้นกำเนิดอันเดียว สำคัญคือเราต้องยอมรับและนับถือตัวตนที่แตกต่างของกันและกันได้โดยไม่ตัดสิน เริ่มจากวัยเล็กที่เราสอนให้เด็กรับฟังเพื่อนที่คิดต่างและชื่นชมซึ่งกันและกันจะเห็นว่า หนูดีโยงกลับไปวัยเด็กเสมอเพราะสมองที่ดีต้องเริ่มที่วัยเด็กเป็นหลัก แต่ในวัยผู้ใหญ่หากเราสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตได้เช่นกัน

มาคิดสร้างสรรค์กันนะคะ ฟังก์ชันนี้ของสมองนั้นเจ๋งจริงๆค่ะ

.....บทความเรื่อง สารพัดวิธีฆ่าความคิดสร้างสรรค์ โดย วนิษา เรซ เผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ 7 มิถุนายน 2558



ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/650526