12 พฤศจิกายน 2554

วิธีที่ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จและแตกต่างกว่าคนอื่น

 
“ผลการวิจัย ออกมาว่า เด็กที่สามารถยับยั้งใจ ไม่กินขนมมาร์ชมาลโลน์ได้นั้น มีผลการเรียนที่ดีกว่า สามารถเข้ากับคนอื่นได้ดีกว่าและจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเอง ไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์ก้อนแรก จากการทดลองด้วยเวลาสั้นๆ
กลุ่มเด็กที่สามารถห้ามใจตัวเองไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากว่ากลุ่มเด็กที่ไม่สามารถยับยั้งใจได้ อย่างมากมาย”



ถ้าไม่รู้จักยับยั้งใจตัวเองก็เท่ากับคุณยอมแพ้ให้กับตัวเอง

โดยปกติแล้ว โจนาธาน เพเชี่ยน เป็นคนที่สงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจราวกับสูทของ บรู๊ค บราเธอร์ ที่เขาชอบใส่
เขารู้สึกเหนื่อยและเครียดหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมอันคร่ำเคร่ง เมื่อเดินไปถึงรถคันหรู เขาก็พบว่าคนขับรถกำลังนำ เบอร์เกอร์ “บิ๊กแม็ค” ที่เต็มไปด้วย ซอสมะเขือเทศเข้าปากเป็นคำสุดท้าย
“อาร์เธอร์ นายกำลังกิน “มาร์ชมาลโลว์” อีกแล้ว” เขากล่าวตำหนิ
“ขนมมาร์ชมาลโลว์หรือครับ” อาร์เธอรู้สึกงุนงงกับน้ำเสียงที่ขุ่นเคืองของนายจ้างพอๆ กับคำพูดที่เขาพูด
“ด้วยความสัตย์จริง มันคือ บื๊ค แม็ค ครับ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปว่าผมกิน ขนมมาร์ชมาลโลว์ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ผมได้ได้แง้มดูตระกร้าของขวัญวันอีสเตอร์ปีนี้ด้วยซ้ำไป และก็ไม่ได้กิน แซนวิช ฟลัฟเฟอร์ นัตเตอร์ มาตั้งแต่.....”
“ใจเย็น อาร์เธอร์ ฉันรู้ว่านายไม่ได้กิน ขนมมาร์ชมาลโลว์ จริงๆ หรอก เพียงแต่เมื่อเช้านี้ มีแต่พวกกิน “มาร์ชมาลโลว์” อยู่รายรอบฉันเท่านั้น และฉันรู้สึกหงุดหงิดที่เห็นนายทำเช่นเดียวกันกับพวกนั้น”
“ผมรู้สึกว่าคุณกำลังมีเรื่องที่จะเล่าให้ผมฟัง คุณเพเชี่ยน คุณต้องการให้ผมขับรถไปด้วยขณะที่คุณกำลังล่าเรื่องหรือเปล่า?”
“ได้โปรด อาร์เธอร์ ตอนนี้ฉันรีบ แม่ครัวคนเก่งของฉัน – เอสเพอรันซ่า เธอกำลังทำ พาอีฮ่า” อาหารจากเก่งของเธอที่เป็นของโปรดนาย ฉันบอกให้เธอเสริฟมัน ภายใน 20 นาทีนี้ ตอนบ่ายโมงตง ซึ่งมันจะโยงเข้ากับเรื่องของฉันที่กำลังจะเล่าให้นายฟัง แล้วนายจะได้รู้ว่ามันเกี่ยวโยงกันยังไง”
“แล้วเรื่อ ขนมมาร์ชมาลโลว์ เกี่ยวข้องอะไรด้วยครับคุณเพเชี่ยน”
“ใจเย็น อาร์เธอร์ แล้วนายจะรู้ในไม่ช้า”
อาร์เฮร์เริ่มออกตัวรถหรู ลินคอร์น ทาวน์ อย่างนิ่มนวลฝ่าการจราจรในเมืองออกไป และเก็บปริศนาอักษรไขว้หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ที่เขาสอบเล่นไว้ใต้เบาะที่นั่งคนขับ ในขณะที่โจนาธาน เพเชี่ยน นั่งอย่างผ่อนคลายบนเบาะหนังอันอ่อนนุ้มและเริ่มต้นเล่าเรื่อง

เมื่อตอนอายุ 4 ขวบฉันได้เข้าร่วมโครงการทดลองที่ต่อมามีชื่อเสียงโด่งดัง เผอิญฉันอยู่ในช่วงอายุ่ที่เหมาะสมและเวลาที่เหมาะสม ในตอนนั้นพ่อของฉันกำลังทำปริญญาโทอยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และหนึ่งในอาจารย์ของท่านต้องการผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยเด็กวัยก่อนเข้าเรียนเพื่อนช่วยรวบรวมผลการทดลองเกี่ยวกับผลกระทบจากการห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากได้เพื่อนให้ตนเองได้รีบความพึงพอใจทันทีทันใดในเด็ก จะมีผลกระทบยังไงต่อความสำเร็จในชีวิตในอนาคตของเด็กคนนั้น”
“ในการทดลองนั้น พวกเขานำเด็กๆ อย่างฉันเข้าไปอยู่ในห้องทีละคน แล้วผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นผู้หญิงก็เดินเข้ามาวางขนมมาร์ชมาลโลว์ไว้ตรงหน้าฉัน จากนั้นกล่วว่าเธอต้องออกไปจากห้องนานประมาณ 15 นาทีและบอกฉันว่า ถ้าฉันไม่กินขนมมาลโลว์ที่วางอยู่นี้ขณะที่เธอไม่อยู่ในห้อง เธอจะให้รางวัลฉันด้วยขนมมาร์ชมาลโลว์อีกก้อนหนึ่งเมื่อเธอกลับเข้ามา”
“ตกลงครั้งเดียวได้ 2 ก้อน คุณได้ผลตอบแทนการลงทุนกลับมาถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โอ้โฮ มันล่อใจมากแม้กระทั่งสำเร็บเด็กอายุ 4 ขวบ” อาร์เธอร์ลำพึง
“แน่นอนที่สุด สำหรับเด็กอายุ 4 ขวบ เวลา 15 นาที นับว่ายาวนานมาก และเมื่อไม่มีใครคอยห้ามอยู่ในห้อง ขนมมาร์มาลโลว์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยั่วน้ำลายมากเกินกว่าจะห้ามใจตัวองไม่ให้กิน” โจนาธานกล่าว
“แล้วคุณกินขนมมาร์ชมาลโลว์นั่นหรือเปล่าครับ”
“เปล่า แต่เกือบกินมันนับสิบครั้ง ฉันเลียมันครั้งหนึ่งด้วยซ้ำไป ฉันแทบจะขาดใจที่ไม่ได้กินมัน ฉันพยายาร้องเพลง เต้นรำ ทำทุกอย่างที่ช่วยเบื่ยงเบนความสนใจ ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไป 15 นาที ซึ่งดูราวหลายชั่วโมง ผู้หญิงใจดีคนนั้นก็กลับเข้ามา”
“แล้วเธอให้... ขนมมาร์ชมาลโลว์ก้อนที่ 2 แก่คุณหรือเปล่า”
“แน่นอนที่สุด มันเป็นขนมมาร์ชมาลโลว์ 2 ก้อนที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมา”
“จุดมุ่งหมายของการทดลองนี้คืออะไร พวกเขาบอกคุณหรือเปล่าครับ”
“ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้บอก ฉันไม่รู้จนกระทั่งหลายปีต่อมาว่าบรรดานักวิจัยพยายามรวบรวม “เด็กมาร์ชมาลโลว์”ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากการศึกษาครั้งแรก ซึ่งฉันคิดว่ามีพวกเราประมาณ 600 คน พวกเขาส่งแบบประเมินให้ผู้ปกครองของเด็ก และขอให้ผู้ปกึครองให้คะแนนตามแบบประเมินที่พูดถึงพฤติกรรมของเรา”
“แล้วคุณพ่อแม่ของคุณประเมินคุณว่ายังไงบ้างครับ”
“พวกเขาไม่ได้ทำ เพราะไม่ได้รับแบบสอบถาม ตอนนั้นฉันอายุ 14 ปีและเราได้ย้ายบ้านมาหลายครั้งแต่นักวิจัยพบครอบครัวของเด็กที่ทดลองเรื่องมาร์ชมาลโลว์เกือบร้อยครอบครัว และผลที่ได้ก็น่าทึ่งมาก”
“ผลวิจัยออกมาว่า เด็กที่สามารพยับยั้งใจ ไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ได้นั้น มีผลการเรียนที่ดีกว่า สามารถเข้ากํบคนอื่นได้ดีกว่า และจัดการกรับความเครียด ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเอง ไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์ก้อนแรก จากการทดลองด้วยเวลาสั้นๆ หลังจากผู้ใหญ่ออกไปจากห้องได้ กลุ่มเด็กที่สามารถห้ามใจตัวเอง ไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มากกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่สามารถยับยั้งใจได้อย่างมากมาย”
“สิ่งนี้อธิบายความเป็นตัวคุณได้อย่างดีเลยครับ”อาร์เธอร์พูด “แต่ผมไม่เข้าใจว่าการที่คุณห้ามใจไม่กินมาร์ชมาลโล่ตอนอายุ 4 ขวบเกี่ยวอะไรกับการที่คุณกลายเป็นผู้จัดทำเว็บไซต์ที่ร่ำรวยระดับพันล้านเมื่ออายุ 14”
“แน่นอนว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ความสามารถในการยับยั้งหักห้ามใจเพื่อไม่ให้สอนงความพึงพอใจของตัวเองทันทีทันใด กลายเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึฝงความสำเร็จของตัวเราเองในอนาคตได้”
“ทำไมล่ะครับ”
“ย้อนกลับไปยังคำบ่นของฉันเมื่อตอนที่ฉันเห็นนายกิน เบอร์เกอร์ บิ๊ก แม็ค ก็นายเป็นคนบอกฉันเมื่อเช้านี้เอาไม่ใช่หรือว่า แม่ครัวของฉัน-เอสเพอรํนซ่า สัญญาว่า เธอจะเก็บ พาอีฮ่า สุดโปรดไว้ให้นายกินกลางวันนี้”
“ที่จริงแล้วเธอสัญญาว่าจะเก็บจานที่ดีที่สุด จากที่มีกุ้งก้ามกรามมากที่สุดให้ผม แต่ผมไม่ควรจะบอกคุณ”
“แล้วนายทำอะไรในช่วงเวลา 30 นาทีก่อนที่เธอจะเสริฟ พาอีฮ่า ที่ดีที่สุดในเมืองแก่นายล่ะ”
“กิน บิ๊ค แม็ค หมายถึง..... กิน – มาร์ชมาลโลว์- อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว ผมไม่สามารถคอยที่จะได้กิน พาอีฮ่าอาหารที่อร่อยที่สุดของผมได้ และผมก็ทำลายความเจริญอาหารของผมด้วยสิ่งที่ผมหากินในเวลาใดก็ได้”
“ถูกต้อง นายยอมจำนนต่อความต้องการคววามพึงพอใจของตัวเองในทันทีทันใด แทนที่จะอดในรอสิ่งที่นายต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งหมายความว่านายไม่สามารถยับยั้นใจให้ชะลอการสนองตอบความพอใจของตนก่อนเพื่อนจะได้กิน พาอีฮ่า ที่อร่อยกว่า”
“คุณพูดถูกครับ คุณพี แต่ผมยังไม่เข้าใจ การกินหรือไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ เกี่ยวข้องยังไงกับความจริงที่ว่า คุณกำลังนั่นอยู่บนเบาะหลังอย่างสบายๆ และผมนั่งขับรถให้คุณอยู่ด้านหน้า”
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์ มันทำให้เกิดความแตกต่างทั้งหลายในโลกนี้ แต่ฉันจะอธิบายเพิ่มเติมในวันรุ่งขึ้นเมื่อนายพาฉันกลับเข้ามาในเมืองตอนเก้าโมง ตอนนี้เราถึงบ้านแล้ว และฉันกำลังจะได้กินอาหารกลางวันแสนอร่อยแล้วนายจะทำยังไงต่อไปล่ะ อาร์เธอร์”
“ก็หนีหน้าแม่ครัวคนเก่งของคุณ จนกว่าผมจะหิวอีกครั้งครับ”
อาเธอร์ส่ง โจนาธาน เพเชี่ยน ลงจากรถ เขาเปิดประตูรถและประตูบ้านให้ชายที่จ่ายเงินเดือนให้ เท่าที่เขาได้ฟังบทเรียนอันมีค่ามาหลายบทเป็นเวลา 5 ปี ถึงแม้เขายังไม่รู้เหตุผลว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่า บาเรียน” มาร์ชมาลโลว์” น่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในบทเรียนทั้งหมดที่เขาเคยฟังๆมา
อาร์เธอร์ออกจากบ้าน โดยไม่เสียเวลาคิดอีกต่อไป เขาตรงดิ่งไปยังร้านค้าใกล้ๆ และซื้อขนมาร์ชมาลโลว์ 1 ถุงทันที.........



คนที่ประสบความสำเร็จ ต้องเป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา

“มีคนบางคนทำเงินได้มากโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญาที่มีต่อข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคนอื่น แต่สุดท้าย ไม่ช้าก็เร็ว ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้ทัน และที่สำคัญ คือ คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมอบสิ่งที่เราต้องการ ถ้าพวกเขาไว้วางใจเรา”

“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณพี ผมหวังว่าคุณคงรักษาสัญญาว่าจะอธิบายหลักการแนวคิดในเรื่อง “มาร์ชมาลโลว์” ให้ผมฟังนะครับ ผมเฝ้ารอและคิดถึงมันตลอดเวลา”
“ฉันจะอธิบายให้มากที่สุดเท่าที่เรามีเวลาระหว่างเดินทางเข้าไปในเมือง และเท่าที่นายต้องการรู้ระหว่างขับรถทุกครั้งจากนี้เป็นต้นไป เริ่มจาก “คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่รักาคำมั่นสัญญา” คุณพีพูดขณะที่อาร์เธอร์เปิดประตูให้เขาเข้าไปนั่งในรถ
“จริง อาร์เธอร์ และ“มีคนบางคนทำเงินได้มากโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญาที่มีต่อข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคนอื่น แต่สุดท้าย ไม่ช้าก็เร็ว ผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้ทัน และที่สำคัญ คือ คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมอบสิ่งที่เราต้องการ ถ้าพวกเขาไว้วางใจเรา แต่นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง และ อาเธอร์...”
“ครับ คุณพี” อาร์เธอร์ถาม ขณะที่เขายังคงยืนอยู่ข้างประตูรถที่เปิดอยู่
“เราจะเข้าเรื่องหลักการ ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” ได้เร็วกว่านี้ถ้านายเข้ามาข้างในรถ”
“โอ ใช่แล้วครับ คุณพี” อาร์เธอรีบสวมหมวก แล้วเดินอ้อมเข้าไปนั่งในรถเพื่สตาร์ทเครื่องยนต์
“เอาล่ะ อาเธอร์ เท่าที่ฉันจำได้ นายต้องการู้ว่าจะนำหลักการของ ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ยังไง นายต้องการรู้ว่าทำไมคนที่ห้ามใจตัวเองไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์จึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กินขนมมาร์ชมาลโลว์”
“ใช่แล้วครับ ผมต้องการรู้ ถ้านั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จของคุณและ “การเติมเต็มความพึงพอใจที่มีขีดจำกัด” ของผม”
“การเติมเต็มความพึงพอใจที่มีขีดจำกัด” คำนี้เท่มาก ฉันพอเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมนายจึงเล่นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้ได้ดี”
“ขอบคุณครับ คุณพี ผมเก่งเรือ่งคำศัพท์ แต่ใช่ว่าผมมีอากาสได้ใช้ประโยชน์จากความเก่งของผมมากนัก”
“นายสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ อาร์เธอร์ และฉันจะแสดงให้เห็ฯว่านายจะทำมันได้ยังไง แต่ก่อนอื่น ให้เราย้อนกลับไปยังอดีตที่นายเคยตกอยู่ในสภาพที่สอนงความต้องการตัวเองโดยไม่สามารถยับยั้งใจไม่ให้กิน “มาร์ชมาลโลว์ กันก่อน เราจะเริ่มตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ตอนนั้นนายขับรถยี่ห้ออะไร”
“โอ้ คุณพี่ ตอนนั้นผมมีรถที่สุดยอดที่สุด มันคือ รถคอร์เว็ตต์เปิดประทุนสีแดงเชอร์รี่ ที่รับประกันได้ว่าเป็นแม่เหล็กดึงดูดใสสาวๆ ได้มาก ผมสามารถพาสาวสวยที่สุดในวันคืนสู่เหย้าขึ้นรถไปเที่ยวกับผมได้ง่ายๆ “
“และนี่คือเหตุผลที่นายซื้อมันมาใช่หรือเปล่า”
“เพื่อที่จะได้สาวสวยร้อนแรงน่ะหรือครับ แน่นอนที่สุดและก็ได้ผลด้วย สมุดปกดำเล่มเล็กของผมจึงเต็มไปด้วยรายชื่อนัดหมาย ตั้งแต่ แอนเจลิก้า ไปจนถึง โซอี้”
“ฉันเชื่อนาย อาร์เธอร์ แล้วนายเอาเงินที่ไหนมาซื้อหรือว่าได้รับมาเป็นของขวัญอย่างงั้นรึ”
“ไม่ใช่ครับ ผมใช้เงินที่ได้จากงานฉลองวันเกิดตอนอายุ 16 มาใช้เป็นเงินดาวน์ หลังจากนั้นผมต้องทำงานเพื่อนำเงินาผ่อนจ่ายค่ารถรายเดือนรวมทั้งค่าประกันภัยและต้องทำงานเพิ่มอีกงานหนึ่งเพื่อจะได้มีเงินพอที่จะใช้จ่ายไปกับสาวๆ ที่ต้องการนัดเที่ยวกับผม ต่อจากนั้นถ้าจำเป็นต้องซ่อมรถ ผมก็ตกที่นั่งลำบาก ผมต้องอ้อนวอนเจ้านายขอให้เพิ่มเวลาทำงานให้จะได้มีเงินมากขึ้น เพื่อจะได้นำเงินไปซ่อมรถให้ทันก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนนั้นผมถึงกับถึงแตกเกือบตลอดเวลา”
“นั่นแสดงว่ารถ เว็ดของนายถือเป็น “มาร์ชมาลโลว์” ก้อนใหญ่ที่เดียว จริงมั้ย”
“ฮื้อ อะไรนะครับ โอ้... มันคือ “ความต้องการให้ตนเองพอใจในทันทีเดี๋ยวนั้น” ใช่มั้ยครับ ผมจำเป็นต้องมีรถที่ดีที่สุดและสาวสวยที่ร้อนแรงที่สุดบัดเดี๋ยวนั้น และทั้งหมดนั่นก็ผ่านไปนานแล้ว ตอนนี้ ผมไม่มีแม้กระทั่วรถยนต์ ผมต้องขับรถของคุณ และไม่มีสาวที่สวยเก๋คนไหนสนใจชายที่สวมหมวกคนขับรถ ดูน่าหดหู่ใจครับ คุณพีแต่หนุ่มมัธยมปลายทุกคนไม่ได้ต้องการรถที่สุดเยี่ยมกับสาวที่ร้อนแรงหรอกเหรอ แล้วถ้าเป็นคุณ คุณต้องการอย่างนั้นหรือเปล่าครับ”
“แน่นอน ฉันต้องการ อาร์เธอร์ สมัยเรียนมัธยมปายฉันมักแอบอิจฉาชายหนุ่มอย่างนาย นายรู้มั้ยว่าฉันขับรถอะไรสมัยอยู่มัธยมปลาย ... รถมอริส อ็อกซฟอร์ด เก่าๆ อายุ 10 ปี มันเป็นพาหนะราคาถูกที่สุดเท่าที่สามารถหาได้ ความจริงฉันจ่ายเงินไปตั้ง 350 เหรียญแต่มันก็สามารถพาฉันไปทำงานและไปเรียนหนังสือได้ แม้แต่พาสาวที่เต็มใจออกนัดเที่ยวกับฉันไปเที่ยวบางครั้งบางคราวได้ ทั้งรถและฉันไม่ได้เป็น “แม่เหล็กดึงดูดใจสาวๆ” ตามที่นาย่เรียก แต่ฉันเลือกที่จะเก็บเงินเพื่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ด้วยความเชื่อมั่นว่าการศึกาเป็นกุญแจนำไปสู่ความสวยงามทุกอย่างในชีวิตที่ต้องการได้ ฉันไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ในตอนนี้น แล้วดูสิว่าตอนนี้ ฉันได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน”
“มาร์ชมาลโลว์” จำนวนนับไม่ถ้วนครับ คุณพี รวมถึง “มาร์ชมาลโลว์” ที่เป็นผู้หญิงหลายหลายรูปแบบที่ดูอร่อยล้ำ มีทั้งความนิ่มนวลและความอ่อนนุ่มที่ลงตัวโดยเฉพาะเมือ่คุณยังเป็นโสดอยู่”
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์” โจนาธานกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ “แม้มันไม่ใช่ตัวอย่างที่ฉันคิดอยู่ในตอนนี้ ทีนี้ลองตัวอย่างนี้ดู ถ้าฉันเสนอเงินให้นายระหว่างเงิน 1 ล้านเหรียญวันนี้ กับเงิน 1 เหรียญที่สะสมเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกวันเป็นเวลา 30 วัน นายจะเลือกอย่างไหน”
“คุณพีครับ ผมไม่ใช่คนโง่ ผมเลือก เงิน 1 ล้านเหรียญในวันนี้ อย่าบอกผมวุ่ณเลือกเงิน 1เหรียญเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกวันเป็นเวลา 30 วันนะครับ
“เอาอีกแล้ว อาร์เธอร์ นายกำลังเลือกที่จะรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ทันทีรู้มั้ย นายเลือกสิ่งที่เห็นชัดเจนว่าได้รับเงินก้อนตอนนี้ แทนที่จะคำนึงถึงผลในระยะยาว”
“ที่ถูกคือ นายควรจะเลือกเงิน 1 เหรียญ เพราะถ้านายเลือกแบบนี้ นายจะมีเงินมากกว่า 500 ล้านเหรียญ... แต่นายก็ยังเลือกเงินแค่ 1 ล้านเหรียนเท่านั้น”
“ผมไม่อยากจะเชื่อครับ คุณพี แต่ผมรู้ว่าคุณไม่เคยหลอกผม ซึงมันต้องเป็นความจริงแน่ๆ “
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์ นี่คือ พลังอันน่ามหัศจรรย์ของการห้ามใจชะลอความพอใจของตัวเองไว้ก่อน เป็นการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ซึ่งเป็ฯหลักการสำคัญของทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” เงิน 500 ล้านเหรียญในเวลา 1 เดือน ดีกว่าเงินล้านเหรียญในเวลา 1 วันตั้งเยอะ”
“ตกลงครับ คุณพี ผมคิดว่าคุณเริ่มจูงใจผมได้แล้ว แต่ผมจะทำอะไรกับทฤษฎีนี้ได้บ้างล่ะ ผมจะนำมันไปประยุกต์ใช้กับชีวิตผมได้ยังไง และคุณนำมันไปใช้กับชีวิตของคุณยังไงบ้างครับ”
“เราเกือบถึงที่ทำงานแล้ว อาร์เธอร์ ฉันจึงไม่สามารถตอบทั้ง 2 คำถามของนายได้หมดตอนนี้ แต่ฉันจะยกตัวอย่างสั้นๆ สักตัวอย่าง จำได้มั้ยว่า เมื่อวานนี้ตอนฉันบ่นเกี่ยวกับคนในที่ประชุมว่าเป็นพวกไม่สามารถห้ามใจกิน “มาร์ชมาลโลว์” ได้นั่นน่ะ เราเริ่มต้นคุยเรื่องนี้กันยังไง”
“แน่นนอครับ และผมคิดว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเน็คไทร์ของคุณยุ่งเหยิง”
“เรากำลังเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการขายหลักสูตรฝึกอบรมการขายผ่านออนไลน์ให้กับบริษัทลาตินอเมริกาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง พวกเขาต้องการซื้อหลักสูตรจากเรา 1 หลักสูตร และต้องขนาดของบริษัท มันหมายถึงข้อตกลงราคา 1 ล้านเหรียญ ฉันกำลังผลักดันอย่างที่ฉันมักทำอยู่เสมอ นั่นคือเพื่อขาย การบริการ หลักสูตร และการสัมมนาที่หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งเป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสำหรับการเริ่มตนและการสร้างความสัมพันธ์ที่สำคัญระยะยาวในตลาดลาตินอเมริกา”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ”
“ประธานบริษัทไม่อยู่ออกไปนอกเมือง และเราได้รับโทรศัพท์จากรองประธนานบริษัทที่ต้องการพบเรา รองประธนานฝ่ายขายของเราจึงเข้าไปทำการขาย เมื่อรองประธนานบิรษัทของพวกเขาบอกคนของเราถึงสิ่งที่เขาต้องการ มันคือแพ็คเก็จราคา 1 ล้านเหรียญ
สิ่งที่รองประธานฝ่ายขายของเราควรทำคือ หาทางออกจากทางเลือกง่ายๆ และเริ่มสอบถามเพื่อค้นหาความต้องการทางด้านอื่นๆ ของลูกค้า แต่เขากลับเลือกที่จะกิน “มาร์ชมาลโลว์ “ ทันที แทนที่จะพัฒนาข้อเสนอทางธุรกิจที่ดีกว่าเพื่อให้เราบรรลุตกลง 10 ล้านเหรียญ... เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในบริษัทหลายแห่งทั่วโลก อาร์เธอร์”
“ดังนั้น คุณจึงได้ขอ้ตกลง 1 ล้านเหรียญ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ แต่มันก็ไม่ได้เลวร้าน ใช่มั้ยครับ”
“ยังไม่ได้มีการลงนามใดๆ และสถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก เมื่อว่านี้ประธานบริษัทโทรศัพท์มาหาฉัน เขาต้องการจะรู้ว่าทำไมเรานึงไม่สนใจที่จะให้บิรการระยะยาวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวให้กับเขา เขาคิดว่าฉันผิดคำพูด เขารู้สึกว่าเราดูหมิ่นไม่ให้เกียรติ และคิดว่าเราไม่มั่นใจในตัวเขา เขาจึงคัดค้านการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับบริษัที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าและไม่ยอมหาทางเลือกที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา”
“เขาไม่ยอมตกลงกับพวกรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์”
“ถูกต้อง เราอาจสูญเสียข้อตกลง 10 ล้านเหรียญหรือแม้เป็นข้อตกลง 1 ล้านเหรียญ เพราะเรา “รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์”
“คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือเปล่าครับ”
“”ฉันกำลังจะรู้ในไม่ช้านี้ อาร์เธอร์ ยังไงก็ตามนายอาจจะต้องรอนาน นายกลับบ้านไปก่อนดีกว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันต้องการให้นายมารับ ฉันจะโทรศัพท์ไปหา”
“โชคดีนะครับ คุณพี ผมจะคอยให้กำลังใจคุณครับ”
“ขอบใจ อาร์เธอร์”
อาร์เธอร์ขับรถกลับไปยังที่พักของคุณเพเชี่ยนจอดรถในโรงรถที่ใหญ่ขนาดจอดได้ 6 คันและเดิมกลับไปยังบ้านหลังเล็กที่เขาอาศัยอยู่โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า มันเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนของเขา ชีวิตของเขาสบายพอสมควร งานที่มีความเครียดต่ำ ไม่มีรายจ่ายก้อนใหญ่
แต่ที่ผ่านมา เขาได้รับอะไรจากมันบ้างล่ะ เขาไม่มีเงินฝากธนาคาร มีเพียงเงิน 60 เหรียญ ในกระเป๋าไม่มีแผนการใดๆ ในอนาคตใดที่ไกลเกินกว่าอาทิตย์หน้า
อาร์เธอร์ถอนใจ ก้าวเข้าไปในบ้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย เขาหยิบถุงขนม“มาร์ชมาลโลว์” ที่ซื้อเมื่อวันก่อนขึ้นมา ฉีกถุงพลาสติกและหยิบก้อนหนึ่งเขาปากจากนั้นเขาก็วางถุงนั้นลงบนโต๊ะข้างเตียงนอน


เขาสัญญากับตัวเองว่า ถ้ามันยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงเช้า
“ฉันจะกินมัน 2 ก้อน”


"คนเราไม่สามารถควบคุมคนอื่นและไม่สามรถควบคุมเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ได้ แต่เราสามารถคึวบคุมพฤติกรรมของตัวเราเองได้และวิธีการที่เราประพฤติปฎิบัตินั้นมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต่อวิธีการที่คนอื่นประพฤติปฎิบัติรวมทั้งส่ิงที่เราทำในเหตุการณ์และปฎิกริยาของเราที่มีต่อเหตุการณ์นั้นสำคัญกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
การปฎิบัติตัวให้เป็นตัวอย่าง ทำให้เรามีอำนาจในการจูงใจคนได้ยอ่างใหญ่หลวง ซึ่งเป็ฯอำนาจในการโน้มน้าวใจผู้อื่น ได้อย่างดี นี้คืนเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ในการนำเราไปสู่ความสำเร็จ"



คนที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้ความศรัทธาและการมีแรงจูงใจ

“คนที่ประสบความสำเร็จทุคคนตระหนักว่า การที่จะได้ในสิ่งที่คุต้องการจากคนอื่น คนอื่น้องมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือคุณเสียก่อน”

เมื่ออาร์เธอร์ตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เขาหยิบขนมมาร์ชมาลโลว์อีกก้อนหนึ่งออกจากถุงและคิดว่าจะกินมัน 2 ก้อนแต่เปลี่ยนใจและตัดสินใจว่าจะคอยไปก่อน เขาสามารถกินมัน 2 ก้อนเมื่อกลับบ้นตอนกลางคืน หรือ กิน 4 ก้อนในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ตอนนี้เขากระหายที่จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจาก โจนาธาน เพเชี่ยน มากกว่า นายจ้างของเขาค้างคืนอยู่ในเมืองและกำลังคอยให้ไปรับเพื่อไปยังจุดนัดหมายอีกฟากหนึ่งของเมือง เขาจะมีเวลาขับรถให้โจนาธานประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
“วันนี้คุณดูดีนะครับ คุณพี เมื่อคืนคุณฆ่าพวกกิน “มาร์ชมาลโลว์” ไปบ้างหรือเปล่าครับ”
“เปล่า แต่ฉันอาจทำให้พวกเขาบางคนเปลี่ยนไปประธานของบริษัทลาตินอเมริกาและฉันได้พูดคุยกันเป็นเวลานาน ฉันบอกเขาแม้กระทั่งเรื่องราว “มาร์ชมาลโลว์” ของฉัน และเขาบอกว่าจะตกลงใจกับข้อตกลง 10 ล้านเหรียญถ้าฉันสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้ไปใส่ไว้ในชุดการอบรมของหลักสูตรด้วย”
“นี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากครับ คุณพี ผมรู้สึกประทับใจมาก คุณทำให้ข้อตกลง 1 ล้านเหรียญกลายเป็นข้อตกลง 10 ล้านเหรียญ และมองดูมันกลับไปเป็นข้อตกลง 1 ล้านเหรียญหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นข้อตกลง 0 เหรียญแล้วก็กลับมาเป็นข้อตกลง 10 ล้านเหรียญอีก มันคืนการเพิ่ม “มาร์ชมาลโลว์” ของคุณขึ้นอีกหลายเท่าตัว”
“ขอบใจ อาร์เธอร์ ฉันรู้สึกพอใจมาก และถ้านายอยากจะฟัง ฉันมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งจะเล่าให้นายฟังในวันนี้”
“แน่นอนว่าผมอยากฟังครับ คุณพี เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” หรือเปล่าครับ”
“อาร์เธอร์ ฉันจะเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วให้นายตัดสินใจเอาเอง นายสามารถทำการวิเคราะห์หลังจบเรื่อง”
“วิเคราะห์หลังจบเรื่อง ผมชอบ เล่าให้ฟังเลยครับ คุณพี”

“เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสพบกับ อาลุน คานธี หลายปู่ของท่านมหาตมะคานธีผู้ยิ่งใหญ่”
“ตอนนี้ เรามีคนที่ไม่กิน “มาร์ชมาลโลว์” และเขามันไม่กินอะไรเลยเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ”
“นายพูดถูก อาร์เธอร์ มหาตมะคารธีเป็นคนที่ถ่อนตัวมากเกี่ยวกับความสำเร็จในแนวทางสัติวิธีของท่านนายรู้มั้ยว่าครั้งหนึ่งท่านพูดเกี่ยวกับเคล็ดลับความสำเร็จของท่านไว้ว่ายังไง”
“ไม่ทราบครับ แต่คุณกำลังจะบอกผมใช่มั้ยครับ”
“ถ้าฉันสามารถจำคำพูดของท่านได้อย่างถูกต้องท่านพูดในทำนองนี้ว่า “ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความสามารถต่ำกว่าคนทั่วไป ฉันไม่สงสัยเลยว่า คนทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงสามารถบรรลุเป้าหมายเช่นเดียวกับฉันถ้าเขาหรือเธอใช้ความพยายาม และปลูกฝังความฝันความศรัทธา เช่นเดียวกับฉัน”
“ใช้ความพยายามและมีความศรัทธา คุณเชื่อในสิ่งนี้หรือครับ”
“ใช่ ฉันเชื่อ ทั้ง 2 สิ่งนี้ แม้มันเป็นเส้นทางที่นำเราไปสู่ความสำเร็จได้โดยใช้เวลาที่นานกว่าเส้นทางอื่น ซึ่งต้องใช้คำมั่นว่าจะทำมันอย่างจริงจัง แต่ก็ได้รับรางวัลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่า”
“เปรียบเสมือน “มาร์ชมาลโลว์” ล้านก้อน แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณพบกับหลายปู่ครับ?”
“แน่นอนว่าเขามีความเคารพนับถือท่านมหาตมะคานธี อย่างสูง และเล่าว่าพ่อของเขาส่งเขาไปอยู่กับปู่ตั้งแต่อายุ 12 ปีจนกระทั่งอายุ 13 ปีครึ่ง”
“แม่ของผมก็อยากส่งผมไปที่ไหนก็ได้สักแห่งเมื่อผมอายุเท่านั้น”
“ใช่แล้ว พอของฉันก็คงอยากทำเช่นเดียวกัน เด็กในวัยก่อนย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวนั้นยากที่จะควบคุม อาลุนบอกฉันว่าเขาเรียนรู้เรื่องการมีระเบียบวินัยและการใช้อำนาจบารมีอย่างชาญฉลาดจากท่านมหาตมะ คานธี มาอย่างมากมาย เขาเล่าว่าท่านมหาตมะ คานธี รวบรวมเงินที่ได้จากลายเซ็นของตัวเองและนำเงินที่ได้ไปให้แก่คนยากจน แต่เขาก็ยกย่องพ่อของเขาที่ได้สอนบทเรียนอันมีค่าเมื่อหลายปีต่อมา ขณะที่เขาอายุ 17 ปี”
“เขาเล่าว่า พ่อเขาให้เขาขับรถไปส่งท่านเพื่อไปประชุมที่ตึกสำนักงานซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 15 กิโลเมตร จากบ้น เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่น พ่อของเขาพูดว่าท่านต้องการให้เขานำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ คอยจนรถยนต์ซ่อมเสร็จแล้วค่อยกลับมารับท่านตอน 5 โมงเย็น ห้ามช้าไปกว่านั้น ท่านพูดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องเวลาที่นัดไว้ท่านได้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยยาวนานทั้งวัน และต้องการออกจากสำนักงานในเวลา 5 โมงตรง”
“อาลุน กล่าวว่าเขาเข้าใจดีและนำรถยนต์ไปยังอู่ซ่อมรถในเวลเที่ยง ขณะที่เขากำลังจะไปกินข้าวและกลับมายังอู่ซ่อมรถ ช่างซ่อมรถก็นำกุญแจมาให้เขาพร้อมบอกว่ารถยนต์ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“โอ๊ะ โอ.... เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีพร้อมรถยนต์และเลาที่เหลือเฟือ 5 ชั่วโมง ที่เหลือเป็นองค์ประกอบที่เข้ากันเป็นอย่างดี” อาร์เธอพูด
“ใช่แล้ว อาลุน เอารถไปขับรอบๆ เมือง และไปที่โรงหนังเพื่อนดูหนัง 2 เรื่องควบ เขาหมกมุ่นอยู่กับหนังจนลืมดูนาฬิกา กระทั่งหนังเรื่องที่ 2 จบในเวลา 6.05 น.เขาวิ่งไปที่รถยนต์และรีบขับไปรับพ่อที่ตึกสำนักงาน พ่อของเขากำลังยืนรออยู่ตามลำพังเพื่อคอยให้มารับ”
“อาลุน กระโดดออกจากรถยนต์และขอโทษที่มาสาย”
“ลูกพอ เกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อรู้สึกเป็นห่วงลูกเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ก็เพราะช่างซ่อมรถหน้าโง่พวกนั้นครับ พ่อ พวกเขาหาไม่เจอว่ารถเสียตรงไหนและเพิ่มซ่อมเสร็จเมื่อครู่นี้เอง ผมรีบมาทันทีที่พวกเขาซ่อมเสร็จ”
“พ่อของ อาลุน นิ่งเงียบ ท่านไม่ได้บอกลูกชายว่า ท่านโทรศัพท์ไปที่อู่ซ่อมรถตอน 5 โมงครึ่งเพราะรู้สึกเป็นห่วง ทำให้รู้ว่ารถยนต์ซ่อมเสร็จตั้งแต่เที่ยง ท่านจึงรู้ว่า ลูกชายกำลังโกหก นายคิดว่าท่านทำอะไรต่อไป”
“ตีเขาให้ตายไปเลย”
“ไม่ใช่ แต่นั่นคืนสิ่งที่ฉันคิดเช่นกัน”
“ไม่ให้เขาไปไหน 1 อาทิตย์และไม่ให้เขาใช้รถอีก”
“ไม่ใช่”
“ห้ามไม่ให้เขาพบแฟนสาวหรือไม่ให้เขาพูดโทรศัพท์กับแฟนสาวของเขาเป็นเวลา 1 เดือน”
“ไม่ใช่”
“ตกตลครับ ผมยอมแพ้ ท่านทำยังไงครับ”
“พ่อของเขายื่นกุญแจให้และพูดว่า “ลูกพ่อ จงขับรถกลับบ้าน พ่อจะเดินกลับบ้านเอง”
“อะไรนะ” อาร์เธอร์พูด
“นั่นเป็นคำถามเดียวกันกับที่ อาลุน ถามพ่อของเขา มันเป็นระยะทางตั้ง 15 กิโลเมตร แต่เดี๋ยวก่อนฟังคำตอบของพ่อเของเขาก่อน “ลูกพ่อ ถ้าในเวลา 17 ปีพ่อสามารถทำให้ลูกไว้ว่างใจพ่อได้ พ่อต้องเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้อย่างมาก พ่อต้องเดินกลับบ้านเพื่อยายามคิดทบทวนให้ได้ว่า พ่อจะเป็นพ่อที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง พ่อขอให้ลูกยกโทษให้ด้วยในฐานะที่เป็นพ่อที่ไม่ดี”
“คุณพูดเล่นหรือเปล่าครับ พ่อของเขาทำอย่างนี้จริงๆ หรือ หรือว่าเขาต้องการให้ลูกชายรู้สึกผิด”
“พ่อของเขาเริ่มออกเดิน อาลุนก้าวเข้าไปในรถและขับออกไป เขาจอดรถข้างพ่อของเขา ขอร้องให้ขึ้นรถแต่พ่อปฎิเสธ และยังคงเดินต่อไปพร้อมพูดว่า “ไม่หรอกลูก กลับบ้านไปเถอะ กลับบ้านไป” อาลุน ขับรถข้างไ พ่อของเขาไปตลอดทาง ขอร้องเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ขึ้นรถแต่พ่อของเขาปฎิเสธทุกครั้ง ทั้ง 2 ถึงบ้านในเวลาเกือบๆ5ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น ซึ่งก็คือนเวลา 5 ทุ่มครึ่ง”
“เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นครับ”
“ไม่มมีอะไรเกิดขึ้น พ่อของเขาเดินเข้าบ้านและเข้านอน ผมจึงถามอาลุน ว่าเขาเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นี้ คำตอบของเขาก็คือ หลังจากนั้น “ผมไม่เคยโกหกมนุษย์คนไหนอีกเลย”
“ว้าว คุณพี มันเหลือเชื่อจริงๆ”
“ใช่มั้ย อาร์เธอร์ ฉันก็ได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญหลายบทจากเรื่องนี้เช่นกัน”
“ช่วยบอกผมหน่อยครับ”
“แล้วฉันจะบอก แต่ก่อนอื่น นายได้เรียนรุ้อะไรบ้างจากเรื่องนี้ และมันเชื่อมโยงกับ ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” หรือไม่ ลองวิเคราะห์ให้ฉันฟังหน่อยซิ”
อาร์เธอร์นิ่งเงียบไปอย่างผิดวิสัยเป็นเวลาหลายนาทีกระทั่วเกือบถึงจุดหมาย เขาจึงพูดต่อ
“ทางออกง่ายๆ ของปัญหาคือ การต่อว่า ข่มขู่หรือตี ซึ่งคือการลงโทษเด็ก ถ้าผมป็นพ่อ นั่นคงเป็นสิ่งที่ผมอยากกทำในตอนนั้น เปรียบมันคือ ความต้องการที่จะบรรลุความพึงพอใจในทัน ทีทันใด แต่ในแง่ของการสอบบทเรียนให้แก่เด็ก มันเหมือนกับการรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” พ่อระบายโทสะใส่ลูก ลูกสำนึกผิด และทั้งคู่ก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึค้นเกือบจะในทันี แต่ในความเป็นจริง ลูกชายสามารถทำสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นในวันนั้น ถ้าพ่อของเขาตีลูกเพราะลูกมาช้าและพูดโกหกลูกชายอาจรู้สึกว่าพอ่ลงโทษเขา เขาอาจเสียใจ อาจโกรธอาจกลัว และเหตุการณ์ก็จะเป็นเหมือนเหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั่วไปที่วัยรุ่นทำกัน แต่เป็ฯเพราะพ่อของเขา ชะลอความต้องการให้ตนเองพึงพอใจ ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าทำไมท่านถึงควบคุมตัวเองได้ดีขนาดนั้น ท่านมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อชีวิตลูกชายท่าน.... เท่านี้ใช่มั้ยครับ คุณพี”
“ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก อาร์เธอร์ แต่ฉันก็เห็นด้วยเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องใช้ “กำลังใจ” มากขนาดไหนที่จะ หลีกเลี่ยงในสิ่งที่ทำให้ตัวเองบรรลุสิ่งที่พอใจในทันทีทันใดหรือเรียกว่าการรีบกิน “มาร์มาลโลว์” แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็ฯผลลัพธ์ทีเราได ถ้าเราหลีกเลี่ยงสิ่งล่อใจตอนนั้น แล้วมุ่งไปยังผลตอบแทนที่จะได้รับในระยะยาว”
“แล้วคุณได้เรียนรู้อะไรอีกครับ คุณพี”
“คนเราไม่สามารถควบคุมคนอื่น และไม่สามารถควบคุฒเหตุการณ์ โดยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเราเองได และวิธีการที่เราประพฤติปฎิบัตินั้น มีผลกระทบอย่างใหญ๋หลวงต่อวิธีการที่คนอื่นประพฤติปฎิบัติ รวมทั้งสิ่งที่เราทำในเหตุการณ์
และปฎิกิริยาของเราที่มีต่อเหตุการ์นั้น สำคัญกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
การปฎิบัติตัวให้เป็ฯตัวอย่าง ทำให้เรามีอำนาจในการจูงใจคนได้อย่างใหญ๋หลวง ซึ่งเป็นอำนาจในการโน้มน้าวใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี นี้คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ในการนำเราไปสู่ความสำเร็จ”
“คุณอธิบายให้ผมฟังเพิ่มเติมได้มั้ยครับ คุณพี”
“ได้สิ อาร์เธอร์ ไม่ช้าก็เร็ว คนที่ประสบความสำเร็๗ทุกคนตระหนักว่า การที่จะได้ในสิ่งที่คุณต้องการจากคนอื่น คนอื่นต้งมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือคุณเสียก่อน มีวิธีการอยู่ 6 วิธีที่จะทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณต้องการ นั่นคือน โดยการใช้กฎหมาย โดยการใช้เงิน โดยการใช้กำลังบังคับ โดยการกดดันทางอารมณ์ โดยใช้ความสวยงามของร่างกาย และโดยใช้การจูงใจ
วิธีการทั้งหมดนี้ “การจูงใจ” มีพลังอำนาจมากที่สุด มันยกระดับคุณขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง พ่อของอาลุน คานธี จูงใจลูกชายของท่านให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ตลอดชิวิตของเขา ฉันจูงใจประธนานบริษัทลาตินอเมริกา ให้ลงนานในข้อตกลง 10 ล้านเหรียญ และฉันหวังว่าจะสามารถจูงใจรองประธานฝ่ายขายของฉันไม่มีพฤติกรรมที่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ได้
“ยอดมากครับ คุณพี เราใกล้ถึงที่นัดหมายอีกแห่งของคุณแล้ว ผมแอบภาวนาให้ตถติดมากกว่านี้ เพื่อคุณจะได้มีเวลาเล่าเรื่องให้ฟังมากขึ้น ผมจะได้จดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณหลังจากที่กลับถึงที่พักแล้ว คุณช่วยสรุปสิ่งที่เล่าในวันนี้ให้ผมฟังได้มั้ยครับ”
“ได้สิ อาร์เธอร์ นายสามารถจดลงไปว่า “คนที่ประสบความสำเร็จ เต็มใจทำในสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำ” นี้คือปรัชญาของฉัน และในวันพรุ่งนี้ฉันสัญญาว่าจะเล่าเรื่องให้นายได้เรียนรู้เพิ่มเติมอย่างน้อยอีก 1 เรื่องเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น”
เมื่ออาร์เธอร์กลับบ้าน เขาชำเลืองมองขนมมาร์ชมาลโลว์ 2 ก้อนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอนแล้วยิ้ม เพราะถึงแม้จะหิว เขาก็ไม่รู้สึกอยากจะกินมัน เขาต้องการเห็นว่าจะสามารถสะสมมันได้มากขนาดไหน เขาหยิบสมุดจดบันทึกออกมาและจดสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยแบ่งเป็นข้อๆ
- อย่ารีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ทันทีคอยให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่คุณจะได้กิน “มาร์ชมาลโลว์ ได้มากขึ้น
- คนที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา
- เงิน 1 เหรียญเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกวันเป็นเวลา 30 วันจะมีค่าเท่ากับ 500 ล้านเหรียญดังนั้นให้คิดถึงผมตอบแทนระยะยาว
- เพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการจากคนนอื่น พวกเขาต้องมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือคุณและพวกเขาต้องไว้วางใจคุณ
- ทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอื่นทำอย่างที่คุณต้องการ คือ การจูงใจพวกเขา
- คนที่ประสบความสำเร็จ เต็มใจทำสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำ



ความสำเร็จเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเต็มใจทำในสิ่งที่คนไม่ประสบความสำเร็จ.. ไม่เต็มใจทำ
“สิ่งที่กำหนดอนาคตของคุณ ไม่ใช่สิ่งที่คุณเคยได้ทำมาในอดีต แต่คือสิ่งที่คุณเต็มใจจะทำในปัจจุบัน”

“คุณพีครับ”
อาร์เธอร์เริ่มพูดโดยไม่มีการเกริ่มนำใดๆ ทันทีที่โจนาธานนั่งประจำที่อยู่ทางด้านหลังรถทาวน์ คาร์
“ช่ายยกตัวอย่างให้ผมฟังหน่อยครับว่า คนที่ประสบความสำเร็จ เต็มใจทำอะไรที่คนขี้แพ้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เต็มใจทำ”
“อรุณสวัสดิ์ อาร์เธอร์”
“อรุณสวัสดิ์ ครับ คุณพี ผมไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท ผมแค่รู้สึกตื่นเจ้นที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต”
“ฉันดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น อาร์เธอร์ ฉันไม่ถือสาหรอก ฉันจะพยายามยกตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่างแก่นายระหว่างที่เราเดินทางเข้าเมืองเช้านี้”
“ขอบคุณครับ คุณพี”
“นายคุ้นหูกับชื่อ ลาร์รี่ เบิร์ หรือเปล่า”
“นักเล่นทีม บอสตัน เซลติกส์ น่ะหรือครับแน่นอนครับ”
“ในช่วงหลังของอาชีพของเขา หลังจากที่เขาได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังมาเป็นเวลานาน และแม้กระทั่งเมื่อเล่นให้กับทีมที่เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน เขาปลูกฝังอุปนิสัยในการมาถึงสนามก่อนคนอื่นหลายชั่วโมงเพื่อที่เขาจะได้ประกอบพิธีกรรมอันละเอียดอ่อน”
“มันคืออะไรครับ คุณพี”
“เขาจะเลี้ยงลูกบอลอย่างช้าๆ ขึ้นลงไปตามสนามหัวของเขาก้มต่ำตลอดเวลา ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะเขากำลังตรวจสอบสนามทุกตารางนิ้วเพื่อให้รู้ว่าสนามมีข้อบกพร่องตรงไหน เผื่อเขาได้ลูกบอลและพอพวกเขานำหน้าไป 1 แต้มหรือล้าหลังไป 1 แต้ม เขาจะได้ไม่เสียการควบคุมลูกบอล หากมันกระเด้งไปยังจุดบนสนามที่อาจทำให้เพลี่ยงพล้ำได้”
“เขาทำอย่างนี้ทุกเกมเลยหรือครับ ไม่น่าเชื่อ”
“ไม่น่าเชื่อจริงๆ นี้คือ ชายที่ทเงินหลายร้อยล้านเหรียญ กำลังอยู่บนสนามตามลำพัง และทำสิ่งที่ไม่มีใครทำ เขาประสบความสำเร็จเพราะเขาเต็มใจทำสิ่งที่คนไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำ ลาร์รี่ เบิร์ด ไม่ได้มีทักษะใดๆ ที่โดดเด่นในฐานะนักบาสเก็ตบอล ไม่เว้นแม้แต่การชู้ตลูกบอล ในฐานะ จั๊มเปอร์” เขาน่าจะอยู่ในอันดับที่ 253 ของลีก และในฐานะ รันเนอร์ เขาน่าจะอยู่ในดันดับที่ 146 เขาไม่มีทักษะใดที่เหนือกว่าผู้เล่นคนอื่นเลย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ติด 1 ใน 50 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของกีฬาบาสเก็ตบอล
โจนาธานกว่าวต่อ “เขาเต็มใจที่จะทำงานหนักกว่าและด้วยวิธีการที่ฉลาดกว่าคนอื่นๆ และเขาประสบความสำเร็จมากกว่าผู้เล่นคนอื่นที่มีพรสวรรค์มากกว่าเขาถึงขนาดที่คนล่ำลือกันว่าเขาฝึกยิงลูกโทษวันล่ะ 300 ลูก”
“และคุณพูดว่าเขายังคงทำเช่นนี้เมื่ออยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพ ทั้งๆที่สามารถนั่งเฉยๆ กิน “มาร์ชมาลโลว์” ที่มีอยู่เต็มถุงและยังคงมีรายได้หลายร้อยล้านเหรียญ ช่างน่าประทับใจจริงๆ เขาสามารถเกษียณอายุได้อย่างสบายๆ แต่กลับไม่ทำ”
“ถูกต้อง เขาเล่นเกมทุกเกมส์เหมือนกับว่าเป็นการเล่นครั้งแรก เขาหาโอกาสที่จะฝึกฝนอย่างจริงจังทุกๆ ครั้ง แม้ว่าการแข่งขันครั้งนั้นจะไม่คู่ควรกับความพยายามของเขาก็ตาม”
“ผมคิดว่ายังพอมีเวลสำหรับอีกหนึ่งตัวอย่างครับคุณพี ถ้าคุณอยากจะเล่าต่อ”
“ฉันยังมีตัวอย่างเกี่ยวกับกีฬาอีกตัวอย่างหนึ่ง ฉันเคยเห็นนายสวมหมวกทีม นิวยอร์ก แยกกี้ส์ นายเป็นแฟนทีมนี้เหรอ”
“ผมไปดูเกมสการแข่งขันทุกครั้งที่มีโอกาสครับ”
“งั้นนายคงเคยยิน แคทเชอร์ ที่ชื่อ ฮอร์เฮ่ โพซาด้า”
อาร์เธอร์ ผงกศรีษะ
“แต่ฮอร์เฮ่ อายุยังน้อย ฮอร์เฮ่ ลูอิส พ่อของเขาจึงถามเขาว่าอยากจะเล่นในลีกที่ใหญ่หรือเปล่า ฮอร์เฮ่ ลูอีส เป็นแมวมองให้ทีมโคโลราโด้ ร็อคกี้ส์ และเป็นผู้เล่นให้ทีมคิวบา โอลิมปิด ดังนั้นเขาจึงรู้จักกีฬาเบสบอลและกีฬาอื่นๆ เป็นอย่างดี”
“ครับ พ่อ ผมอยากเป็นนักเบสบอล มืออาชีพและผมต้องการเล่นในลีกที่ใหญ๋” ฮอร์เฮ ตอบ”
“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ลูกจะเป็นแคทเชอร์”
“”แต่พ่อครับ ตอนนี้ผมเป็นเซคกัน เบสแมน ผมไม่ใช่ตำแหน่งแคชเชอร์ ฮอร์เฮ่ ค้าน ฮอร์เฮขอร้องให้พ่อเขายอมให้เขาเล่นเป็น เซคกัน เบสแมน แต่พ่อเขาไม่ยอม”
“ถ้าลูกต้องการเป็นนักเบสบอลในลีกที่ใหญ่ ลูกต้องเล่นในตำแหน่งแคชเชอร์ พ่อรู้ดีว่าพ่อพูดอะไรอยู่ไ
“ฮอร์เฮ ยอมทำตามที่พ่อของเขาต้องการ และในวันรุ่งขึ้นเขาก็กลายเป็ฯแคทเชอร์ ผู้จัดการทีมของ ฮอร์เฮ่ ในตอนนั้นไม่ได้ต้องการแคทเชอร์และไล่เขาออกจากทีมเขาจำเป็นต้องหาทีมใหม่เพื่อเล่นเป็นแคทเชอร์ ในที่สุด มีทีมหนึ่งรับเขาเข้าร่วมทีมในฐานะตัวสำรอง วันหนึ่งแคทเชอร์ตัวจริงเจ็บหัวเข่าและฮอร์เฮ่ได้มีโอกาสเล่นเป็นแคทเชอร์ แม้จะทำได้ไม่ดีนัก แต่เขามีความสามารถและผู้จัดการทีมเต็มใจที่จะสอนเขา”
“ต่อมาฮอร์เฮ่ ลูอิส ถามลูกชายว่ายังคงต้องการเล่นนีกใหญ่ๆ อยู่หรือไม่ ฮอร์เฮ่ ตอบว่าเขาอยากเล่น”
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ลูกเริ่มหักเล่นด้วยมือซ้าย”
อีกครั้งหนึ่งที่ ฮอร์เฮ่ เถียงพ่อเของเขา “พ่อครับ ผมถนัดขวา”
“ถ้าลูกต้องการเล่นในลีกใหญ่ๆ ลูกต้องเป็ฯแคชเชอร์ที่ถนัดใช้มือทั้งสองข้าง”
“ฮอร์เฮ่ เห็นด้วยกับพ่อของเขา เขาเริ่มตีด้วยมือซ้ายและตีพลาดถึง 16 ครั้งติดต่อกัน (ตามที่ฮอร์เฮ่เล่า แต่พ่อของเขาบอกว่าเขาตีพลาด 23 ครั้ง” จนกระทั่งในที่สุดเขาสามารถตีได้ด้วยมือซ้าย”
“ในปี 1998 ฮอร์เฮ่ ตีได้ 19 โฮมรันและ 17 ครั้งด้วยการใช้มือซ้าย ในปี 2000 เขาตีโฮมรันได้ทั้งจากการตีด้วยมือซ้ายและมือขวาในเกมเดียวกัน เบอร์นี่ วิลเลี่ยมส์ทำสิ่งนี้ได้เช่นเดียวกัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เบสบอลที่ผู้เล่น 2 คนจากทีมเดียวกันสามารถทำสิ่งนี้ได้ ฮอร์เฮ่ตีได้ 28 โฮมรันในปี 2000 ตัวเขาพร้อมด้วยดีเร็ก จีเทอร์ เบอร์นี่ วิลเลี่ยมส์ มาริโน่ ริวีร่า ต่างก็ตีได้22 โฮมรัน ในปี 2003 เขาเล่นในออล สตาร์เกม ลและลงนามในสัญญาที่มีมูลค่า 51 ล้านเหรียญ ที่ดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือ เขาตีได้ 30 โฮมรันซึ่งเท่ากับสถิติของโยกิ เบอร่า ซึ่เป็นโฮมรันที่สูงที่สุดที่ทำโดยแคทเชอร์ในประวัติศาสตร์ของแยงกี้”
“ผมรู้ว่าทำไมครับ คุณพี เป็นเพราะเขาเต็มใจทำในสิ่งที่ผู้เล่นที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำ”
“ถูกต้อง เขาเต็มใจที่จะเป็นแคทเชอร์ถึงแม้ว่าเขาคิดว่าควรจะเป็นเซคกัน เบสแมน เขาเต็มใจเรียนรู้ที่จะตีมือซ้าย ถึงแม้เกิดมาถนัดขวา เพื่อที่จะประสบความสำเร็จเขาเต็มใจที่จะตัดสินใจเลือกและอุทิศตนอย่างที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มในทำ”
“ผมรู้สึกชื่นชมที่คุณเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ผมฟังครับ คุณพี แต่ผมก็ยังคงพยายามคิดว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของผมได้ยังไง และยังรู้สึกกังวลอยู่ จากการวิจัยในเรื่อง “มาร์ชมาลโล่ว์” สรุปว่าคุณและเด็กคนอื่นๆ อายุ 4-6 ขวบไม่ว่าคุณกินมาร์ชมาลโลว์หรือไม่ ดูจะเป็นตัวกำหนด ความสำเร็จในอนาคตอขงคุณ ถ้วเช่นนั้นเด็กๆ และผู้ใหญ่อย่างผม ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นพวกที่มีพฤติกรรมไม่สามารถชะลอความต้องการให้ตนเองบรรลุความพึงพอใจในทันทีทันใดหรือเป็นพวกที่รีบกิน มาร์ชมาลโลว์ ในอดีต จะสามารถประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันหรือเปล่าครับ หรือเราถูกกำหนดให้กิน “มาร์ชมาลโลว์” ทุกก้อนที่วางอยู่ตรงหน้าเราไปจนตลอดชีวิต”
“อาร์เธอร์ ถ้าฉันเชื่อเช่นนั้น ฉันจะไม่เล่าเรื่องเหล่านี้ให้นายฟัง แน่นอนว่า ถ้านายได้ฝึกห้ามใจหรือชะลอดความต้องการให้ตนเองบรรลุความพึงพอใจในทันที ทันใดมาตลอดชีวิต มันก็จะเป็นการง่ายกว่าที่จะห้ามใจตัวเองไม่ให้กิน “มาร์ชมาลโลว์ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แต่มันก็ง่ายกว่าที่จะตีลูกด้วยมือซ้ายและมือขวา ถ้านายเกิดมาถนัดใช้มือทั้ง 2 ข้าง แทนที่จะเกิดมาถนัดใช้มือแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความเต็มใจของนายที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุความสำเร็จ และวันที่นายเริ่มทำตามสิ่งที่เต็มใจ มันคือก้าวแรกที่นำนายไปสู่ความสำเร็จ คำที่สำคัญคือ คำว่า “ตอนนี้”
“ผมรู้สึกดีที่ได้ยินอย่างนั้นครับ สิ่งที่กำหนดอนาคตของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณเคยได้ทำมาในอดีต แต่คือสิ่งที่คุณเต็มใจจะทำในปัจจุบัน”
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์ ดังนั้น นี้คือคำถามที่นายต้องถามตัวเอง “ฉันจะต้องเต็มใจทำอะไรในวันนี้ เพื่อประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้”
“คุณให้ขอ้คิดผมไว้มากครับ คุณพี และผมต้องทำอะไรกับมนอีกเยอะโดยที่ไม่มีคุณ คุณพี คุณยังจะไปบัวโนสไอเรส พรุ่งนี้เช้าหรือเปล่าครับ”
“ไป อาร์เธอร์ ฉันจะไป 5 วัน เมื่อฉันกลับมาเราจะมีเรื่องคุยกันอีกมากมาย”

อาร์เธอร์เขียนลงบนสมุดจดบันทึกในคืนนั้นว่า
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า
ในอดีตคุณเป็นพวกที่มีพฤติกรรมรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์”
หรือเป็นพวกที่สามารถห้ามใจไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์”
แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเต็มใจทำในวันนี้เพื่อประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้”
อาร์เธอณืมองขนมมาร์ชมาลโลว์ 4 ก้อนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน พรุ่งนี้เขาจะมีขนมมาร์ชมาลโลว์ 8 ก้อนและเมื่อคุณพีกลังมา ถ้าเขาไม่ได้กินมันแม้แต่ก้อนเดียว เขาจะมีขนมมาร์ชมาลโลว์ 128 ก้อนเชียวหรือ ถ้าเยอะขนาดนั้นเขาอาจจะต้องซื้อมันเพิ่มอีกสัก 2-3 ถุง
อาร์เธอร์ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาและรู้สึกแปลกใจที่พบว่า ก่อนวันเงินเดือนออกหนึ่งวัน เขามีเงินเหลือเกือบ 200 เหรียญ มันเป็นไปได้ยังไง เกือบทุกอาทิตย์เมื่อถึงเวลาที่เงินเดือนเดือนใหม่เข้าธนาคาร เขามีเงินเหลือแค่ 20 เหรียญ และมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่อยู่รวอดด้วยเศษเงินที่หาได้ตามเบาะรถหรอืเก้าอี้โซฟา บ่อยครั้งที่รู้สึกงงไม่หายว่าเงินของเขาหายไปไหนหมด แต่ตอนนี้เขากลับงงว่า ทำไมเงินจึงเหลือ
ดูเหมือนจะเป็นสิ่งท่ำสำคัญที่ต้องค้นหาคำตอบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงหยิบสมุดจดบันทึกออกมาและเขียนรายการลงไป
- เงินที่เก็บได้จากการกินข้าวที่บ้าน(70 เหรียญ)
อาร์เธอร์ไม่พลาดอาหารของแม่ครัวคนเก่งเอสเพอเรนซ่าทั้งอาทิตย์ เขาอยู่บ้านมากขึ้น เป็นเวลา 5 ปีที่เขามีงานเลี้ยงที่ให้ความสะดวกสบายซึ่งมาพร้อมกับอาหารชั้นดี และยังคงยังคงหยุดซื้ออาหารจานด่วนอย่างน้อยวันล่ะ 2 ครั้ง ดังนั้นถ้าเขาประหยัดเงินอาทิตย์ล่ะ 70 เหรียญทุกอาทิตย์ด้วยการกินข้าวที่บ้าน เขาก็จะมีเงินเก็บ 3,640 เหรียญตอนสิ้นปี อาร์เธอร์ไม่เคยมีเงินเก็บตั้งแต่ก่อนหน้าที่เขาจะใช้เงินที่ได้จากงานวันเกิดครบรอบ 16 ปีไปกับรถคอร์เว็ตต์
- เงินที่เก็บได้จากการไม่ไปเที่ยวบาร์( 50 เหรียญ)
อาร์เธอไม่ใช่คนที่ชอบดื่นหนัก แต่เขามักแวะตามคลับ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ เครื่องดื่ม 2 แก้วกับค่าทิปทำให้ต้องจ่ายเงิน 20 เหรียญ และเขามักจะซื้อเครื่องดื่มให้กับคนอื่น เพื่อนหรือสาวสวยอาทิตย์นี้เขามัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับขนมมาร์ชมาลโลว์และทำอย่างไรที่จะไม่กินมัน เขาจึงบรรลุเป้าหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งหมายถึงการประหยัดเงินได้ 50 เหรียญโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม ดังนั้นถ้าทำเช่นนี้ทุกอาทิตย์ เขาก็จะมีเงินถึง 2,600 เหรียญตอนสิ้นปี
- เงินที่เก็บได้จากการงดเล่นเกมส์โป๊กเกอร์ประจำอาทิตย์(50 เหรียญ)
อาร์เธอร์หมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตด้วยคอมพิวเตอร์ของคุณพีในคืนวันพฤหัสบรดจนเขาลืมไม่ได้ไปเล่นโป๊กเกอร์ อาร์เธอร์เป็ฯนักเล่นโป๊กเกอร์ที่ดีที่เดียว เขาไม่เคยหมดตัวเหมือนบางคน แต่เขาคงต้องโกหกตัวเองแน่นๆ ถ้าแสร้งทำเป็นว่าเล่นชนะทุกครั้ง เขามักใช้เงิน 100 เหรียญในการเล่นเกม และบางครั้งกลับบ้านพร้อมเงิน 200 เหรียญบางครั้งก็กลับบ้านอย่างหมดตัว เขามักใช้เงินอาทิตย์ล่ะประมาณ 50 เหรียญไปกับการเล่นโป๊กเกอร์
ดังนั้น อาทิตย์นี้ เขาประหยัดเงินได้อีก 70 เหรียญจากค่าอาหารและ 50 เหรียญจากการไม่ไปเที่ยวบาร์และงดการเล่นพนัน ซึ่งรวมเป็นเงิน 170 เหรียญอาทิตย์ที่แล้วเขารุ้สึกมีความสุขที่มีเงินเหลือ 30 เหรียญ ในกระเป๋าในคืนก่อนเงินเดือนออก น่าประหลาดใจที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากของอาร์เธอร์เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาคือการซื้อขนมมาร์ชมาลโลว์เพียงแค่ 1.77 เหรียญ
มันเป็ฯไปได้มั้ยที่เขาจะสามารถประหยัดเงินจำนวนเท่านี้ได้ทุกอาทิตย์ เป็ฯไปได้สิ เป็นไปได้อย่างแน่นอนอาทิตย์นี้เขาเพิ่งพิสูจน์ไปว่าเขาทำได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาจะทำได้อย่างจริงจังแค่ไหน
เขาแน่ใจว่าสามารถกินข้าวที่บ้านได้ ถึงแม้จะพลาดอาหารบางมือ้ แต่ครัวก็เปิดสำหรับเขาตลอดเวลา ภายใน 2 นาที เขาสามารถทำแซนวิสเนื้อ แซนวิชหมูตุ๋น หรืแ แซนวิชคิวบัน มีเหตุผลอะไรที่ต้องใช้เวลาขับรถเข้าไปซื้ออาหารจานด่วนเป็ฯเวลา 5 หรือ 10 นาที ทั้งๆ ที่มีอาหารดีๆ เช่นนี้รอคอยที่บ้าน
ใช่แล้ว เขาสามารถประหยัดเงิน 70 เหรียญสำหรับค่าอาหารใน 1 อาทิคย์ ซึ่งสามารถสะสมรวมเป็นเงิน 3,640 เหรียญต่อปี
แล้วค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเที่ยวบาร์ล่ะ เป็นไปได้ว่าเขายังคงไปที่ยวบาร์บางครั้งบางคราว แต่ถ้าไปเที่ยวบาร์น้อยลง และเริ่มให้เพิ่มนของเขาซื้อเครื่องดื่นให้เป็ฯการตอบแทนบ้าง หรือเลิกลล้มความพยายามแย่ๆ เพียงเพื่อนสร้างความประทับใจให้สาวๆ เขาก็จะประหยัดเงิน 30เหรียญต่ออาทิตย์ได้อย่างง่ายๆ ซึ่งหมายถึงเงิน 1,560 เหรียญเมื่อสิ้นปี
แล้วเกมสืโป๊กเกอร์ล่ะ อาร์เอร์รู้สึกสนุกสนานกับมันเขาไม่ต้องการเลิกเล่นอย่างถาวร แต่ถ้าเล่นน้อยลงสักครึ่งหนึ่ง เขาจะประหยัดเงินได้ 1,300 เหรียญต่อปีเลยที่เดียว
อาเธอร์บวกจำนวนเงินเหล่านี้
- เงินที่ประหยัดจากค่าอาหาร 3,640 เหรียญต่อปี
- เงินที่ประหยดจากค่าเที่ยวบาร์ 1,560 เหรียญต่อปี
- เงินประหยัดจากค่าเล่นโป๊กเกอร์ 1,300 เหรียญต่อปี
รวมเป็นเงิน 6,500 เหรียญต่อปี

ก่อนที่จะเก็บสมุดจดบันทึก อาร์เฮณืลองคำนวณดูเล่นๆ เขานับขนมมมาร์ชมาลโลว์ 66 ก้อนที่อยู่ในถุงที่ซื้อมาในราคา 1.77 เหรียญต่อถุง เขาสามารถซื้อได้ 3,672 ถุง หรือขนมมาร์ชมาลโลว์ 242,352 ก้อนด้วยเงินที่เก็บได้ทั้งปี หรือบางทีสามารถซื้อบางสิ่งบางอย่างที่มีค่ามากกว่านี้ได้อีก...
ขณะที่ล้มตัวลงนอนในคืนนั้น สองของเขาเต็มไปด้วยความคิดต่างๆ นานา แต่ความคิดที่เด่นชัดที่สุดคือคำพูดยืนยันของคุณพี ที่ว่า เขาไม่ได้ถูกกำหนดให้มีชีวิตที่มีความพึงพอใจอันมีขีดจำกัด ว่าแต่ว่า คุณพีพูดว่าอะไรนะ
“ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับอดีต หรือปัจจุบันของคุณความสำเร็จเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเต็มใจทำในสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำ”



ทำชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยกฎ 30 วินาที

“ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณสามารถเชื่อโยงเข้ากับคนอื่นได้ คนเหล่านนั้นจะเป็นคนตัดสินใจว่าเขาจะเชื่อโยงเข้ากับคุณได้หรือม่ภายใน 30 วินาที แรกที่พบคุณ”

อาร์เธอร์จอดรถเป็นคันแรกของคิวเมื่อโจนาะนเพเชี่ยน กลับมาจาก บัวโนส ไอเรส
เขชากระโดดออกจากเบาะที่นั่งเพื่อคว้ากระเป๋าของนายจ้าง
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณพี เป็นการเดินทางที่ดีหรือเปล่าครับ ชายอาร์เจนตินาต้อนรับต่อคุณดีหรือเปล่า แล้วคุณมีโอกาสได้เต้นแทงโก้บ้างหรือเปล่าครับ”
“สวัสดี อาร์เธอร์ ขอบใจที่ถาม บัวโนส ไอเรส ดีพอสมควร ฉันไม่มีโอกาสได้ฝึกแทงโก้ในการเงินทางเที่ยวนี้หรอก นายรู้มั้ยเมื่อคิดึงสถานการณ์ของประเทศอาร์เจนติน่า ชาวอาร์เจนติน่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ความจริงหลักการ “มาร์ชมาลโลว์” สามารถนำไปใช้ในระดับประเทศได้เช่นเดียวกับระดับบุคคลเลยล่ะ”
“คุณหมายความว่ายังไงครับ คุณพี”
“อาร์เจนติน่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในแง่ของทรัพยยากรธรรมชาติ แต่ประเทศก็ยังล้มละลายหลายปีที่แล้ว ประเ?สนี้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ตอนนี้พวกเขากลับอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ถึงไม่แย่เท่ากับประเทศคิวบาหรือประเทศไฮติ แต่ก็ย่ำแย่มาก”
“ทำไม่ถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ”
“อาร์เธอร์ นี้เป็นคำถามที่ซับซ้อน เราพูดได้ว่ามันมีหลายเหตุผล การโกงกินในรัฐบาลเป็นเหตุผลหนึ่ง (ถึงแม้พวกเขาเพิ่งเลือกตั้งประธานนาธิบดีคนใหม่ที่พูดว่าจะจัดการกับปัญหานี้) การวางแผนจัดการที่ไม่ดีและผู้คนที่มี่แรงจูงใจ (รวมถึงคนที่พูดว่าพวกเขา “ขาดแรงจูงใจ” จากผู้นำของพวกเขา) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาใช้จ่ายเงินมากกว่าที่หาได้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของการที่พวกเขารีบกิน “มาร์ชมาลดลว์ เร็วเกินไป”
“นายลองดูประเทศญี่ปุ่น สิงค์โปร์ มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้สิอาเธอร์ การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เหนือกว่าประเทศในแถบลาตินอเมริกาใต้หลายประเทศอย่างมาก”
“ทำไมหรือครับ คุณพี”
“ก็เพรำวกเขาไม่กิน “มาร์ชมาลโลว์” ทั้งหมดไงล่ะ อาร์เธอร์ พวกเขาเก็บมันไว้จำนวนมาก ในฐานะเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ผมรู้สึกเศร้าใจกับชาวลาตินอเมิรกามีผู้คนที่เก่งและมีคุณภาพดีมากอยู่ในโลกแถบนั้น และพวกเขามีทรัพยากรที่สามารถช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมาก พวกเขามีทรัพยากรประมาณ 30 เปอร์เซนต์ของทรัพยากรทั้งหมดบนโลกนี้ แต่กลับสร้างผลผลิตได้เพียง 9 เปรอ์เซ้นต์ของผลผลิตทั้งโลก เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ และวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งในชีวิตของฉันคือช่วยพวกเขาให้พัฒนาให้ดีขึ้นและประสบความสำเร็จมากขึ้น อินเทอร์เน็ตจะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือที่ดีในการนำชาวลาตินอเมริกร ออกจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำยกเว้นประเทศคิวบาที่พลเมืองทั่วไปไม่ได้รบอนุฐาตให้ใช้อินเทอร์เน็ต ส่วนประเทศอื่น ในแถบลาตินอเมริกา มีปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
“คุณพีครับ คุณนี้เป็นอัจฉริยะจริงๆ “ อาร์เธอร์กล่าว
“ไม่หรอก อาร์เธอ ฉันไม่ใช่อัจฉริยาะ มันเป็นแค่สามัญสำนึกและการอ่านหนังสือจำนวนมากเท่านั้น”
“ผมขอถามหน่อยนะครับคุณพี คนเอเชียลาดกว่าคนลาตินอเมริกา หรือเปล่าครับ”
“ไม่หรอก อาร์เธอร์ มีผู้คนที่ฉลาดมากอาศัยอยู่ทั้ง 2 แห่ง แนคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนิชีวิตหรือวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตมากกว่า”
“ผมเห็นได้ชัดว่ามันเป็นการเปรียบเทียบระห่างคนที่ไม่สามารถชะลอความพึงพอใจรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” กับคนที่ห้ามใจไม่รับกิน “มาร์ชมาลโลว์” ได้”
“นายเป็นคนที่ฉลาด อาร์เธอร์ นายเรียนรู้ได้ไว”
“ขอบคุณครับ คุณพี ว่าแต่ว่า คุณจำได้มั้ยครับว่าเมื่อนานแล้วคุณเคยอนุญาตให้ผมใช้คอมพิวเตอร์ของคุณ”
“ใช่... ทำไมเหรือ”
“ผมหวังว่าคุณจะไม่ว่าอะไร แต่ผมใช้มันขณะที่คุณไม่อยู่ ไม่แน่ใจว่าคุณยังอนุญาตให้ใช้อยู่หรือเปล่า ผมต้องขอโทษถ้าคุณไม่อนุญาต”
“เท่าที่ฉันจำได้ ฉันพูดว่านายสามารถใช้คอมพวิเตอร์ตอนไหนก็ได้ที่ฉันไม่ได้ใช้ ตราบใดที่นายใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบ ฟังถูกต้องมั้ย”

“นายใช้มันค้นหารูปโป๊ในอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า...”
“เปล่าครับ คุณพี”
“เล่นการพนันหรือ”
“เปล่าครับ”
“ประมูลสิ่งที่นายไม่สามารถซื้อได้ในอีเบย์หรือ...”
“เปล่าครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันสันนิษฐานว่านายใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบ อาร์เธอร์ และนายสามารถใช้มันได้เมื่อใดก็ตามที่ต้องการ”
“ขอบคุณครับ คุณพี แล้ว.... คุณจะไม่ถามผมหรือว่าผมใช้มันทำอะไร”
“ไม่หรอก อาร์เธอร์ ฉันเชื่อว่านายจะบอกฉันถ้านายต้องการหือเมื่อนายพร้อม ฉันดีใจที่นายสนใจคอมพิวเตอร์ เพราะมันคือแหล่งข้อมุลอันมีค่า”
“ดังนั้นผมกำลังค้นพบบางสิ่งบางอย่างครับ คุณี ผมกำลังค้นพบบางสิ่งบางอย่างอยู่”
“นายมีอะไรจะถามฉันหรือเปล่า ก่อนฉันเดินทางนายถามฉันเกี่ยวกับความสามารถในการห้ามใจไม่กิน “มาร์ชมาลโลว์” นายมีคำถามเพิ่มเติมอีกเหรือเปล่า”
“ผมสามารถนำแรงบันดาลใจบางอย่างที่ได้จากเรื่องที่คุณเล่าไปใช้ครับ”
“ฉันเคยบอกนายก่อนหน้านี้ว่าพ่อของฉันเรียนที่สแตนฟรอ์ด นี่คือเหตุผลที่ฉันได้เข้าร่วมการศึกษาทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” แต่ฉันไม่เคยบอกนายว่าท่านปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง และการได้รับปริญญามีความหมายกับท่านแค่ไหน เมื่อพ่ออยู่ที่ประเทศคิวบา พ่อเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จ แต่งหนังสือถึง 17 เล่น รู้จักกับ ฟีเดล คาสโตร แต่ก็ต่อต้านเขาอย่างเปิดเผย”
“เมื่อพ่อออกจากประเทศคิวบา พ่อไม่มีเงินติดตัวเลย พวกเขาพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากท่าน และในขณะนั้นแม่ของฉันกำลังตั้งท้องฉัน พ่อทำงานทุกอย่างที่หาได้แต่ทุกครั้งที่ได้รับเงินเดือน พ่อจะเก็บไว้บางส่วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินน้อยนิดสักแค่ไหน และเมื่อไม่สามารถหางานทางด้านหนังสือพิมพ์ทำได้ในอเมริกา พ่อก็เปลี่ยนอาชีพ นั่นคือเมื่อพ่อเริ่มต้นสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลับและต่อมาได้ทุนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งเป็นมาหวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ต้องทำงานเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน แต่ก็ทำทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย”
“พ่อสอนหลักการใช้ชีวิตให้กับฉัน พ่อยืนยันให้ฉันเปิดบัญชีออมทรัพย์เมื่อฉันทำงานป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์เมื่อตอนอายุ 13 พ่อยังสนับสนุนให้ฉันสมัครเข้าเรียนในโรงเรียรที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งฉันก็ทำตาม ฉันได้ปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อาจารย์รับฉันเข้าเรียนส่วนหนึ่ก็เพราะฉันเล่าให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับแนวความคิด “มาร์ชมาลโลว์” ที่ได้เรียนรู้จากพ่อ”
“การจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมาหวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำให้ฉันหางานค่อนข้างง่าย และในที่สุดแนก็ได้งาน บริษัท ซีร๊อกซ์ รับฉันเข้าทำงานทันทีที่เรียนจบ และฉันเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือนที่ดีจำได้มั้ยว่าพ่อของฉันเก็บเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากเงินเดือนของท่านแม้เมื่อท่านไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าอาหาร ฉันเก็บเงิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยงเข้าร่วมในแผนออกเงินเพื่อวัยเกษียณอายุของบริษัท ซีร๊อกซ์ได้สมทบเงินจำนวนเท่ากับที่ฉันให้บริษัทหักจากเงินเดือนเช่นเดียวกับหลายๆ บริษัท ฉันได้รับการเลื่นตำหน่งและขึ้นเงินเดือน มีความสะดวกสบายและประสบความสำเร็จพอตัว”
“หลังจากนั้นฉันได้ข่าวเกี่ยวกับบรษัทอินเทอร์เน็ตที่กำลังประสบปัญหา และฉันต้องตัดสินใจว่าจะอยู่กับซีร๊อกซืและไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น โดยเริ่มยืนบนขาของตัวเอง โชคดีที่ฉันมีเพื่อนที่ซีร็อกซืที่ตัดสินในไปลุยงานกับแน เราซื้อบริษัท อี-เอ็กซเพิร์ต พับลิชชิ่ง และสร้างมันขึ้นมาโดยมุ่งไปที่ความต้องการของตลาดในเรื่องการออกแบบเว็บและการตลาดทางอินเทอร์เน็ต และดดย นำเอาประสบการณ์ทางด้านการเป็นนักฝึกอบรมกับนักขายที่ซีร๊อกซืมาใช้ เราสามารถขยายหลักสูตรฝึกอบรมที่ลูกค้าสามารถเรียนรู้ได้เองผ่านอินเทอร์เน็จ และเรามุ่งเจาะไปที่ลูกค้ารายใหญ่แทนที่จะเป็นลูกค้ารายเล็กซึ่งหมายถึงกำไรหลักล้าน อีกทั้งการสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด”

“อาร์เธอร์ ประเด็นทั้งหมดนี้คือ คนจำนวนมากสามารถทำสิ่งที่เราทำที่ อี-เอ็กซ์เพิร์ด พับลิชชิ่ง ได้มีผุ้จัดการด้านฝึกอบรมนับแสนคนในโลกนี้ที่สามารถตัดแปลงทักษะด้านการสอนของพวกเขาให้เข้ากับความรู้ทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับเว็บ และอย่างน้อยึครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการขายมากพอที่จะใช้ประโยชน์จากพลังอำนาจของการไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์ โดยการไม่รีบจับลูกค้ารายเล็กๆ แต่อดกลั้นรอลูกค้รายใหญ่ ซึ่งเป็นลูกค้ารายที่สำคัญมากกว่าได้”
“แต่ไม่มีใครทำ”
“ใช่ เราเป็นรายแรก แกต่หลังจากนั้นมีคนอื่นๆ พยายามทำตามและอีกไม่นานก็จะมีคนอื่นๆ อีกมากที่ไล่หลังเรามาติดๆ “
“แล้วคุณนำหน้าคนอื่นได้ยังไงครับ คุณพี”
“อาร์เฮร์ ฉันจะให้นายดูสิ่งที่พ่อให้ฉันเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก”

โจนาธานดึงเอากระเป๋าสตางค์ของเขาออกมาและคลี่กระดาษแผ่นเล็กๆ มันเขียนไว้ว่า
“ทุกเช้าในแอฟริกา กาเซล” ตื่นขึ้นมา มันรู้ว่ามันต้องวิ่งให้เร็ว เร็วกว่าสิ่งโตตัวที่วิ่งเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นสิ่งโตจะฆ่ามัน
ทุกเช้าสิงโตตื่นขึ้นมา มันรู้ว่ามันต้องวิ่งให้เร็ว เร็วกว่ากาเซลตัวที่วิ่งช้าที่สุดไม่อย่างนั้นมันจะอดตาย...
.. ไม่สำคัญว่าคุณเป็นสิงโตหรือกาเซล เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น คุณควรจะออกวิ่ง....”
หมายเหตุ. กาเซล สัตว์เลียงลูกด้วยนม มีลักษณะคล้ายกวาง แต่เป็นสัตว์ตระกูลวัวพบมากในประเทศแถบทวีปแอพริกา
“ว้าว คุณพี เป็นคำคมที่ยอดเยี่ยมมากครับ”
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์ นี่คือเหตุผลที่ฉันนำมันติดตัวไว้เป็นเวลา 20 ปี”
“ดังนั้น ทุกวันเราต้องพร้อมที่จะวิ่งให้เร็วกว่าคู่แข่งของเราและต้องเป็นผู้นำทางด้านการวิจัยและรู้ความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา”
“แล้วมีอะไรที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จอีกครับ คุณพี”
“เราทำตาม “กฎ 30 วินาที” เสมอ ใครก็ตามที่เชี่ยวชาญในเรื่องกฎ 30 วินาทีจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่ปฎิบัติตามกฎนี้ ถึงแม้คนที่ไม่ปฎิบัติตามกฎนี้จะฉลาดกว่า มีพรสวรรค์มากกว่า และหน้าตาดีกว่าก็ตาม”
“กฎนี้คืออะไรครับ คุณพี”
“ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่คุณสามารถเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่นได้ คนเหล่านั้นจะเป็นคนตัดสินใจว่าเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับคุณได้หรือไม่ ภายใน 30 วินาที แรกที่พบคุณ”
“หมายความว่าคุณต้องสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่ได้พบให้กับคนที่คุณไปพบ หรือลูกค้า หรือมิฉะนั้นก็ลืมมันไปเสีย”
“ทำนองนั้น ถ้าคนอื่นตัดสินใจว่าพวกเขาชอบนายพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะชอบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวนาย นายเคยกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ เวลารู้สึกตื่นเจ้นบ้างมั้ย คนที่ชอบนายจะมองว่ามันเป็นความกระตือรือร้น คนที่ไม่ชอบนายจะคิดว่าการที่นายกระโดดโลดเต้นเป็นการกระทำ ที่งี่เง่า คนสัมภาษณ์งานที่ชอบนายอาจแปลความมีมารยาทงามของนายว่านายเป็นคนช่างเกรงใจ ขณะที่คนที่ไม่ชอบนายอาจตราหน้าว่านายเป็นคนที่อ่อนแอ ถ้าผู้จัดการชอบนา เขาจะมองความมั่นใจของนายว่าเป็นคุณลักษณะที่โดดเด่น ผู้จัดการที่ไม่มชอบนายจะคิดว่านายเป็นคนที่หยิ่งจองหอง”
“มันขึ้นอยู่กับ “ทัศนคติหรือการรับรู้” ที่มีต่อตัวเราใช่มั้ยครับ”
“ใช่แล้ว ความเป็นอัจฉริยะของคนๆ หนึ่งอาจเป็นความโง่เขลาของคนอีกคนหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นวาดภาพนายไว้ในใจยังไง ดังนั้นจงเข้าถึงจินตนาการของคนอื่นและนายจะเข้าถึงหัวใจของพวกเขาได้ “กฎ 30 วินาที” เป็นกฎทางธุรกิจที่นายจะรู้สึกปลาบปลื้มมันได้ อาร์เธอร์ ถ้านายเป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติล่ะก็ กฎนี้จะรับใช้นายอย่างดีเสมอ”
“ขอบคุณครับ คุณพี คำพูดนี้มีความหมายสำหรับผมมาก โดยเฉพาะเมื่อมันมาจากปากของคุณ”
“ผู้เชี่ยวชาญบางคนประเมินว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จทางด้านการเงินของคุณนั้น มาจากทักษะพรสวรรค์ และความรุ้ของคุณ ขณะที่อีก 80 เปอร์เซ็นต์มาจากทักษะเกี่ยวกับ “คน” ของคุณ ความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่น และการได้รับความไว้วางใจรวมถึงความนับถือจากคนอื่น ไม่ว่าคุณกำลังสัมภาษณ์เพื่อให้ได้งาน กำลังพยาบบามขอขึ้นเงินเดือน หรือกำลังขายสินค้าหรือบริการ ยิ่งคุณสามารถเข้ากับคนอื่นได้มากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งมีโอกาสได้รับในสิ่งที่คุณต้องการมากขึ้นเท่านั้น”
“ฟังดูมีเหตุผลครับ คุณพี ผมได้พบผู้คนมากมายที่บอกว่าพวกเขาฉลาด และพวกเขาอาจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เพราะความหบาบคายหรือใจร้ายของพวกเขา ผมไม่มีความศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาพูดสักเท่าไร ถึงกระนั้น ผมเคยพบคนอื่นๆ ที่ผมไม่สงสัยในความเชี่ยวชาญของพวกเขาแม้แต่น้อย ผมเชื่อว่าพวกเขามีบางอย่างท่มีคุณค่าที่จะบอกกับผม”
“เพราะนายชอบเขา ใช่มั้ย”
“ใช่ครับ เพราะผมชอบพวกเขา และไม่ว่าคนจะพูดยังไงก็ตามว่าอย่าสร้างความประทับใจในทันทีหรืออย่าตัดสินหนังสือด้วยปก แต่ผมคิดว่าคนเรามักจะทำเช่นนั้นตลอดเวลา”
“แน่นอน นายฉลาดพอที่จะเข้าใจมัน และอย่างที่ฉันพูด ฉันคิดว่านายเป็นผู้เชียวชาญในการทำให้คนอื่นชอบพอ และก่อนที่เราจะถึงบ้าน ฉันอยากจะเล่าตัวอย่างให้นายฟังอีกสักตัวอย่างว่าทำไมฉันจึงเชื่อว่า ใครก็ตามไม่ว่าจะมีพฤติกรรมหรือสถานการณ์ในอดีตของเขามีชีวิตเลวร้ายยังไง เขาก็ยังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้”
“ผมตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ครับ คุณพี”
“มีคนขายหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง เขาเริ่มขายหนังสือพิมพ์ริมทางรถไฟในเมือง คาราคัส อาชีพขายหนังสือพิมพ์ในปรเทศเวเนซูเอล่า ไม่ใช่ตำแหน่งที่สวยหรู่หรือได้เงินก้อนงามเลย ถ้านายอยากจะค้นหาเรื่องของเขาในอินเทอร์เน็ตล่ะก็ ชายคนนี้มีชื่อสกุลว่า เด อาร์มัส
แต่เมื่อเร็ซๆ นี้เขาได้เงินมหาศาลจากการขายอาณาจักรสำนักพิมพ์ของเขาให้กับกลุ่มบริษัทสเปนเป็นเงินหลายร้อยล้านเหรียญ นายนึกภาพออกมั้ย อาร์เธอร์คนที่เป็นคนจนที่สุดในหมู่คนจน แล้วกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในหมู่คนรวยด้วยกัน ขอพูดอีกครั้งนะ อาร์เธอร์เขาไม่ได้รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” เขาเก็บเงินที่ขายได้บางส่วน กระทั่งเมื่อมีเงินเพียงพอ เขาก็ซื้อแผงหนังสือพิมพ์แผงแรก และซื้ออีกแผงหนึ่ง หลังจากนั้นก็ซื้อแผงต่อๆ มา นี่แหละคือตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จได้แม้ว่าอดีตของเขาจะเคยย่ำแย่หรือตกต่ำมาก่อน”
“ขอบคุณครับ ผมขอแรงบันดาลใจจากคุณ และคุณก็ได้ให้แรงบันดาลใจแก่ผมมากมาย ขอบคุณมากครับ”
“ยิ่งกว่ายินดีเสียอีก อาร์เธอร์”
“คุณพีครับ ถ้าคุณไม่มีอะไรจะใช้ผมในอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า ผมขอตัวไปทำธุระในเมืองหน่อยนะครับ”
“ฉันไม่มีนัดหมายอะไร อาร์เธอร์ นายไปได้เลยตามสบาย แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้า”
อาร์เธอร์ส่งโจนาธาน เพเชี่ยน ลงจากรถและมุ่งไปยังธนาคาร เขาเปิดบัญชีออมทรัพย์และฝากเงิน 350 เหรียญที่เหลือจากเงินเดือน 2 เดือนสุดท้าย ยังเหลือเวลาอีก 2-3 วันก่อนเงินเดือนออก แต่ด้วยเงิน 50 เหรียญในกระเป๋า อาร์เธอร์แน่ใจว่าเขาจะไม่หมดตัวในช่วงสุดสัปดาห์
หลังจากนั้น เขาขับรถไปที่ห้องสมุดเพื่อไปรับหนังสือที่เจ้าหน้าที่เก็บไว้ให้ที่เคาร์เตอร์ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า How to Survive Among Piranhas How to Get What You Want with What You Have ใช่แล้ว อาร์เธอร์ ได้เรียนรู้จากคุณพีว่าเราต้องอ่านหนังสือที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจอยู่เสมอ ฟังเทปและดูวีดีโอที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจ
ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะอ่านหนังสือที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ในเมือ่วันนี้เป็นวันศุกร์อาร์ธอร์จะแวะดื่มสักหน่อย แค่หนึ่งแก้วเท่านั้น ถึงแม้คนอื่นจะเลี้ยงเครื่องดื่มให้ก็ตาม หลังจากนั้นกลับบ้านดูว่าคอมพิวเตอร์ของคุณพี ว่างพอที่จะให้เขาค้นคว้าขอ้มูลเกี่ยวกับการเรียนในวิทยาลัยและอาชีพเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมหรือเปล่า
ขณะที่อาณ์เธอร์ไม่อยู่ โจนาธาน เพเชี่ยน ย้อนคิดถึงความสนใจในเรื่องคอมพวิตอร์ของคนขับรถของเขาและสิดสินใจว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่จะยกคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วเครื่องหนึ่งในหลายๆ เครื่องที่มีให้แก่อาร์เธอร์ทั่วทั้งบริเวณบ้านติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไว้ ดังนั้นอาร์เธอร์สามารถใช้คอมพิวเตอร์เมื่อใดและที่ไหนก็ตามที่ต้องการ ถึงแม้จะเหนื่อยและรู้สึกเครียดจากการเดินทางแต่โจนาธานเลือกที่จะนำคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วไปให้อาร์เธอร์ด้วยตัวเองแทนที่จะมอบหมายให้ลูกน้องคนใดคนหนึ่งของเขาทำ
การเดินอาจช่วยให้เขาขจัดความเครียดที่เหลืออยู่จากการเดินทางไกล และถ้าเขาสามารถนำไปให้ด้วยตัวเองก่อนที่อาร์เธอรจะกลับมา คนขับรถของเขาก็จะมีของที่ทำให้ต้องประหลาดใจคอยอยู่
แต่โจนาธานกลับเป็นคนที่ต้องเป็นฝ่ายประหลาดใจเสียเองเมื่อเขาเข้าไปในบ้านหลังเล็ก และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง กระดานแบบลบได้ที่เต็มไปด้วยคำพูดที่เขาถ่ายทอดให้อาร์เธอร์เมื่อเร็วๆ นี้ ขนมมาร์ชมาลโลว์ 12 แถวๆ ล่ะ 10 ก้อนและยังมีอยู่กระจัดกระจาย เขานับคร่าวๆ ได้อีก 8 ก้อน โจนาธานคำนวณตัวเลขหัวของเขาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าอาร์เธอร์ได้เพิ่มจำนวนขนมมาร์ชมาลโลว์ขึ้นเท่าตัวทุกวันเป็นเวลา 7 วัน ถ้าเขายังคนทำอย่างนี้ โจนาธานครุ่นคิด บ้านของเอาเธอร์ก็จะท่าวมท้นไปด้วยขนมมาร์ชมาลโลว์ในไม่ช้า

โจนาธานยิ้มกว้างและเดินออกจากบ้านโดยที่ไม่ได้แตะต้องอะไรเขานำคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วของเขากลับไปด้วยและให้ลูกน้องคนใดคนหนึ่งของเขา สามารถนำคอมพิวเตอร์มาให้อาร์เธอร์ในภายหลังหรือในวันพรุ่งนี้เขาไม่ต้องการให้อาร์เธอร์รู้สึกอายที่รู้ว่าเขาเห็นอะไรไปบ้าง



ผลตอนแทนล้ำค่ำจากการฝึกห้ามใจตัวเอง ตามทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์”

ความสำเร็จส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อมโยงตัวเองให้เข้ากับคนอื่นได้ดีแค่ไหน”

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา อาร์เธอกำลังทำธุระอย่างใหม่ในเมือง นั่นคือนำขนมมาร์ชมาลโลว์ไปคืนตามร้านขายของชำหลายแห่ง
เนื่องจากการทดลองสะสมขนมมาร์ชมาลโลว์ที่บ้านของเขาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องขากที่จะจัดการและมีราคาแพง เพราะหลังจากผ่านไป 40 วันเขามีขนมมาร์มาลโลว์เกือบ 8.200 ก้อนในห้อง โชคดีที่ยังไม่เปิดถุงเมื่อกลางอาทิขย์และสามารถนำถุงมาร์ชมาลโลว์กลับคืนร้านขายของชำได้มากกว่า 100 ถุงจากทั้งหมด 125 ถุง
ถึงเขาจะรู้สึกเป็นกระกระทำที่ดูเซ่อๆซ่าๆ ที่ต้องเดินจากร้านขายของชำร้านหนึ่งไปยังอีกร้านหนึ่งโดยมีสายตาแปลกๆ จากเจ้าของร้าน อีกทั้งได้รับคำบ่นว่าจากคนเก็บเงิน แต่เขายังคงรู้สึกภูมิใจในตัวเองว่า
- เขาอดใจไม่ได้กินขนมมาร์ชมาลโลว์แม้แต่ก้อนเดียว
- การทดลองเป็นเวลา 14 วันของเขาไม่ได้ล้มเหลว
- เขาใช้เงินจำนวน 255 เหรียญในการซื้อขนมมาร์มาลโลว์ แต่จากการที่ไม่ได้เปิดถุงและยังคงเก็บใบเสร็จรับเงินไว้ ทำให้ได้เงินคืนมากกว่า 200 เหรียญ เขาจึงนำเงิน 200 เหรียญที่ได้กลับคืนมาไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัยพ์ ซึ่งเป็ฯการฝากครั้งที่ 3 ในรอบ 7 วัน
อาร์เธอร์ยังคงยืนหยัดที่จะเพิ่มขนมมาร์ชมาลโลว์ขึ้นเท่าตัวทุกวันเป็นเวลา 30 วันและขอบคุณสำหรับคอมพวิเตอร์ที่คุณพีให้ยืม เขาพบวิธีการที่ไม่เทอะทะ(และถูกกว่า) ในการทดสองมันให้สำเร็จ ด้วยการใส่รูปมาร์ชมาลโลว์ 1 ก้อนเข้าไปในเอกสารและใช้วิธีการตัดแปะเขาสามารถเห็นภาพจำนวนที่เพิ่มขึ้นของขนมมาร์ชมาลโลว์ได้ภายในจอคอมพิวเตอร์ และเพื่อบันทึกจำนวนที่เพิ่มขึ้นของขนมมาร์ชมาลโลว์ เขาได้ทำตารางดังนี้
วันที่1 1 ก้อน
วันที่2 2 ก้อน
วันที่3 4 ก้อน
วันที่4 8 ก้อน
วันที่5 16 ก้อน
วันที่6 32 ก้อน
วันที่7 64 ก้อน
วันที่8 128 ก้อน
วันที่9 256 ก้อน
วันที่10 512 ก้อน
วันที่11 1,024 ก้อน
วันที่12 2,048 ก้อน
วันที่13 4,096 ก้อน
วันที่14 8,192 ก้อน
วันที่15 16,384 ก้อน
วันที่16 32,768 ก้อน
วันที่ 17 65,536 ก้อน
วันที่18 131,072 ก้อน
วันที่19 262,144 กอ้น
วันที่20 524,288 ก้อน
วันที่21 1,048,576 ก้อน
วันที่22 2,097,152 ก้อ้น
วันที่ 23 4,194,304 ก้อน
วันที่24 8,388,608 ก้อน
วันที่25 16,777,216 ก้อน
วันที่26 33,554,432 ก้อน
วันที่27 67,108,864 ก้อน
วันที่28 134,217,728 ก้อน
วันที่29 268,435,456 ก้อน
วันที่ 30 536,870,912 ก้อน
อาร์เธอเริ่มแยกแยะผู้คนที่เข้ามาในขีวิตของเขาว่าเป็น พวกที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์กับพวกห้ามใจตัวเองได้ ไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” กรอบความคิดใหม่นี้ให้ความกระจ่างแก่เขา จากการที่อาร์เธอร์พบว่าเพื่อนเก่าของเขามีตั้งแต่คนที่เป็นพวกรีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ไปจนถึงคนที่ไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ซึ่งทำให้เขาเข้าใจความคิดหรือหลักการนี้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น เพื่อนของเขาที่ซื้อ พอร์ฟิริโอ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็ฯที่คลั่งไคล้ของสาวๆ เขามักจะมี “มาร์ชมาลโลว์”ก้อนใหม่ในอ้อมแขนทุกอาทิตย์ อาร์เธอร์ มักจะอิจฉา “ใบจดคะแนน” ของพอร์ฟิริโอเสมอ ไม่มีใครสามารถชวนผู้หญิงเข้าบ้านได้มากเท่ากับพอร์ฟิริโอ แต่ตอนนี้ ถ้าให้อาร์เธอร์เลือก เขาเลือกที่จะมีแฟนที่วิเศษสักคนมากกว่าคู่นอนชั่วคราวจำนวนหนึ่งโหล
แต่ถ้าอาร์เธอร์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการนัดเที่ยวของเขา เขาจะหาแฟนดีๆ สักคนได้ยังไง การที่เขาชอบนัดเที่ยวกับผุ้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกันทำให้เขาไม่มีเวลาในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้หญิงที่ดีที่สุดคนเดียว เพราะเมื่อคุณกิน “มาร์ชมาลโลว์” เข้าไปแล้ว คุณก็ไม่เหลือ “มาร์ชมาลโลว์” ให้เก็บไว้
เขานึกถึงเพื่นออีกคนหนึ่งของเขาที่ชื่อ นิโคลัสบรรดาผุ้หญิงหลงใหลและชื่อชมนิโคลัสมาก พวกเธอชวนเขานัดเที่ยวตลอดเวลา แต่เขามักจะปฎิเสธ อาร์เธอร์เคยคิดว่าเขาเสียสติ แต่ตอนนี้น่ะหรือ นิโคลัส ดูเป็นคนที่โชคดดี เขากำลังมีความรักกับผู้หญิงที่อาร์เธอร์เป็นคนแนะนำให้รู้จัก ผู้หญิงคนนี้เป็นคนฉลาด มีอารมณ์ขันและสวยเก๋ เหตุผลที่อาร์เธอร์แนะนำเธอให้นิโคลัสรู้จักก็คือ หลังจากอาร์เธอร์ นัดเที่ยวกับผุ้หญิงคนนี้ 2-3 ครั้ง อาร์เธอร์ก็ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กิน “มาร์ชมาลโลว์” ก้อนต่อไปที่เขาพบได้
อาร์เธอร์ยังนึกถึงกลุ่มเพื่อนเล่นโป๊กเกอร์ของเขาแม้กระทั้งในการเล่นไฟ่ มันเป็ฯไปได้ที่จะห้ามใจตัวเองไม่ให้กิน “มาร์ชมาลโลว์” อีริค เป็นคนที่ชอบพนันในทุกๆ เกมถึงแม้เขาไม่มีโอกาสชนะและพยายามบีบให้ผุ้เนคนอื่นออกจากเกมก่อนที่จะมีโอกาสชนะเขา ในขณะที่การิมเป็นคนที่มักจะเผยไฟ่ตั้งแต่การแจกไฟ่ครั้งแรก แต่เมื่อเขาได้ไฟ่ดี เขาไม่เคยพยายามที่จบการแข่งขันเพื่อให้ได้ชัยชนะอย่างง่ายๆ แต่จะกระตุ้นให้ทุกคนพนันต่อจนกระทั่งมีเงินก้อนโตอยู่ตรงกลาง หลังจากนั้นจึงวางไพ่ลงแล้วก็ชนะในที่สุด การิมไม่ได้ชนะในเกมบ่อยครั้งเท่ากับผู้เล่นคนอื่นในวงโป๊กเกอร์ แต่เขาชนะพร้อมด้วยเงินก้อนใหญ่ที่สุด อาร์เธอร์เคยคิดว่าการิมเป็นนักเล่นโป๊กเกอร์ที่น่าเบื่อ แต่ไม่มีอะไรน่าเบื่อหากผุ้เล่นเป็นผุ้ชนะแล้วได้เงินก้อนโต บางทีอาร์เธอร์สามารถเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการิมได้
วิธีการของการิมคื อดใจคอยแจ็คพ็อตที่ใหญ่กว่าเช่นเดียวกับที่คุณพีอดใจคอยลูกค้ารายใหญ่กว่าและการขายที่มากกว่า ถ้าอาร์เธอร์สามารถหาหนทางที่จะนำทฤษฎีห้ามใจไม่กิน “มาร์ชมาลโลว์ ไปใช้ในชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวได้ ก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จในการนำทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” ไปใช้ แล้วเขาจะสามารถหาหนทางนำมันไปใช้ได้หรือไม่
จนถึงขณะนี้ อาร์เธอณ์เก็บเงินได้เกือน 1 ใน 3 ของเงินเดือนโดยการกินอาหารที่บ้านและใช้เงินน้อยลงกับเครื่องดื่มและการพนัน เขาสามารถทำอะไรอย่างอื่นได้อีกและอะไรล่ะที่เขาเต็มใจจะทำในวันนี้ เพื่อจะประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้
อาร์เธอร์ขับรถกลับบ้นและเริ่มคิดถึงสิ่งที่จะทำในใจ...
สิ่งที่ฉันเต็มใจทำเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ
- ใช้เงินน้อยลง ใช่แล้ว ลดรายจ่ายด้านความบันเทิงลง
- เก็บเงินมากขึ้น ใช่แล้ว เป้าหมายคือ 200 เหรียญต่ออาทิตย์
- หารายได้เพิ่มขึ้น ใช่แล้ว แต่จะทำยังไงล่ะ
เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นเมื่อถึงบ้าน งานขับรถทำให้เขามีเวลาว่างมาก แต่มันก็ทำให้ต้องทำตัวให้ว่างสำหรับคุณพีตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ดังนั้นเขานึงไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้ อย่างเช่น ถ้าคุณพีโทรศัพท์เข้ามือถือในขณะที่เขากำลังส่งพิซซ่า จะทำให้เขาจำเป็นต้องทิ้งพิซซ่าของลูกค้าทันที่ แต่มันต้องมีวิธีอย่างอื่นสิเขาจะหาข้อมูลเพิ่มในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ยังมีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้เขาเพิ่มรายได้ได้
อาร์เธอร์ถอนหายใจ เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าและดึงเอาการ์ดเบสบอลที่เก็บสะสมไว้ออกมาก เขารักการ์ดเหล่านี้เขาเป็นนักสะสมอย่างเอาจริงเอาจังมาประมาณ 10 ปีการ์บางใบของเขามีมูลค่าหลายร้อยเหรียญ หรืออาจะหลายพนัเหรียญในตอนนี้ เขายอมทำใจขายมันมั้ย มันคุ้มมั้ยที่จะขายในไป ความลังเลของเขาเป็นเรื่องของอารมณ์หรือเรื่องการเงินกันแน่ แล้วเขายังมีเรื่ออื่นๆ ที่ต้องนึกถึงอีก
จนกระทั่งถึงตอนนี้ อาร์เธอร์ยังไม่ประทันใจกับรายการของเขามากนัก บางที่เขาจำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นบาง ที่ถ้าเขากำหนดเป้าหมายของเขาเสียก่อน วิธีการที่จะบรรลุถึงมันก็จะตามมา 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้ตัดสินใจให้อะไรเป็นความสำคัญลำดับแรก ตั้งแต่เรื่องสิ่งที่เขากำลังศึกษาอยู่ในอินเทอร์เน็ต การยืมหนังสือจากห้องสมุดและเก็บมันไว้กับตัวเองอย่างนั้นหรือ
เป้าหมายลำดับแรก เข้าเรียนในมหาวิทยาลับ
อาร์เธอร์รู้ด่าการเรียนในวิทยาลัยเป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าเขาอยากจะประสบความสำเร็จในด้านใดก็ตามที่สนใจดังนั้นเขาเต็มใจจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ล่ะ ใช้เงินน้อยลงและเก็บเงินมากขึ้น ใช่แล้ว และเขาจะค้นหาวิธีการอื่นในการหาเงิน มีรายได้เพิ่มขึ้นและขายของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกไป
แต่เงินไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เขาต้องการเพื่อเข้าเรียนในวิทยาลัย วิทยาลัยต่างหากที่จะต้องรับเขาเข้าเรียนเสียก่อน ดังนั้นเขาจึงเขียนคำถามลงไปใหม่
ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้วิทยาลยรับฉันเข้าเรียน
- ศึกษาการทดสอบความรู้ 10 ชั่วโมงต่ออาทิตย์
อาร์เธอร์พบตัวอย่างข้อสอบจากอินเทอร์เน็๖และได้หนังสือจากห้องสมุด เพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้เขาจะต้องจัดตารางการดูหนังสือและทำแบบทดสอบอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน
- เริ่มกรอกใบสมัคร
อาร์เธอร์รู้สึกประหลาดใจที่เขาสามารถกรอกใบสมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเขียนเรียงความเพื่อเข้าเรียนในวิทยาลัย เขาสามารถทำสิ่งนี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะสอบเพื่อลดความเสี่ยงจากการพลาดวันปิดรับสมัคร
- นัดวันสัมภาษณ์กับวิทยาลัยที่สนใจ
คุณพีพูดว่าอะไรนะเกี่ยวกับเรื่องของความำสเร็จเขาพูดว่า ความสำเร็จส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อมโยงตัวเองให้เข้ากับคนอื่นได้ดีแค่ไหนอาร์เธอร์จึงติดต่อกับคณะกรรมการทบทวนใบสมัครตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสังเกตุเห็นใบสมัครเข้าเรียนของเขา เนื่องจากในฐานะที่เขาเป็นคนขับรถอายุ 28 ปี มีประวัติการเรียนที่ไม่โดดเด่น เขาจำเป็นต้องมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับเด็กมัธยมปลายที่มีผลการเรียนที่น่าประทับใจกว่า
- ขอให้คุณพี เขียนจดหมายรับรองให้
อาร์เธอเพิ่มข้อนี้ลงไป แล้วเขาก็ขีดฆ่าออกเสีย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขายินดีจะทำในตอนนี้ อาจรอภายหลังเอสามารถพิสูจน์ให้นายจ้างของเขาเห็นว่าเขาเอาจริง และได้เห็นว่าตัวเขาได้บรรลุความมุ่งมั่นบางอย่างแล้ว
- ให้เกียติตัวเองที่ได้ลุกขึ้นท้าทายพฤติกรรมเดิมที่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว” เสียใหม่
บางทีข้อนี้อาจดูเหลวไหล แต่อาร์เธอร์ตัดสินใจที่จะเก็บมันไว้ในรายการของเขา คุณพีเพิ่งแนะนำให้เขารู้จักหลักการแนวคิด ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว” เมื่อ3 อาทิตย์ที่แล้ว และก็ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างเห็นได้ชัดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเขาตำหนิตัวเองอย่างรุนแนงในเรื่องความสั้นของรายการ “เต็มใจที่จะทำ” ของเขา เขารู้สึกผิดหวังที่ตัวเองไม่สามารถยืนหยัดที่จะขายการ์ดเบสบอลที่เก็บสะสมไว้ได้แต่การรักษาความคิดในทางบวก จะช่วยให้เขามุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายได้
และในตอนท้ายเขาเขียนว่า “อีก 3 วัน ฉันจะมีขนมมาร์ชมาลโลว์ ล้านก้อน”
“จุดมุ่งหมาย +ความปรารถนาอย่างแรงกล้า+การกระทำ=ความสงบสุขในจิตใจ”



เมื่อมีจุดมุ่งหมายและความปรารถนา ก็จะทำให้ได้รับความสงบสุขในจิตใจ

“เมื่อคนเรามีเป้าหมายและรู้สึกตื่นเต้นที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายอีกทั้งทำทุกสิ่งทุกอย่างเพ่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ผลก็คือความสงบ”
“เอาล่ะ อาร์เธอร์”
เป็นเวลา 3-4 อาทิตย์แล้วตั้งแต่เราเริ่มคุยกันเกี่ยวกับ การทดลองเรื่อง “มาร์ชมาลโลว์” มันมีผลกระทบต่อชีวิตนายบ้างหรือเปล่า”
“มันมีผลกระทบต่อชีวิตของผมในหลายด้านมากกว่าที่คุณจะเชื่ออีกครับ คุณพี” อาร์เธอพูดขณะที่เขาขับรถไปทางทิศใต้มุ่งสู่ตัวเมือง “ความจริงผมสามารถบอกคุณได้ว่า กี่วันแลล้วที่คุณเปรียบเทียบ บิ๊ค แม็ค ของผมกับ ขนมมาร์ชมาลโลว์ 29 วันครับ”
“นายจำได้อย่างแม่นยำขนดนี้ได้ยังไง อาร์เธอร์”
“เพราะวันที่คุณแนะนำให้ผมรู้จักกับ ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” คุณยังได้บอกผมเกี่ยวกับเงินที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นเวลา 30 วัน ว่าคุณสามารถมีเงินมากกว่า 500 ล้านเหรียญได้ยังไง ผมคิดว่ามันสนุกดีที่จะเพิ่มขนม “มาร์ชมาลโลว์” เท่าตัวทุกวัน และในวันพรุ่งนี้ วันที่ 30 ผมจะมีขนมมาร์ชมาลโลว์ ถึง 530,870,912 ก้อนและถ้าผมเพิ่มมันขึ้นอีกเท่าตัวแค่ครั้งเดียว ผมจะมีขนมมาร์ชมาลโลว์มากกว่า 1,000 ล้านก้อน”
“อาร์เฮร์ อย่าบอกฉันนะว่านายมีขนมมาร์ชมาลโลว์ 500 ล้านก้อนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ นะ”
“เปล่าครับ คุณพี มันใส่เข้าไปในบ้านได้ไม่หมดหรอกครับ ผมคำนวณดูแล้วว่าจำเป็นต้องมีที่กว้าง 40 ยาว 40 สูง 20 ฟุต เพื่อใส่ขนมมาร์ชมาลโลว์จำนวนมากขนาดนั้นเข้าไป อย่าตกใจครัรบคุณพี ผมเลิกใช้ขนมมาร์ชมาลโลว์จริงๆ มา 2 อาทิตย์แล้วครับ เพราะมันต้องใช้เงินเยอะ ตอนนี้ผมเพิ่มจำนวนมันด้วยรูปจากคอมพิวเตอร์ที่คุณให้ผมยืม
“ฉันยกให้นาย อาร์เธอร์ นายเก็บมันไว้ได้เลย”
“ขอบคุณครับ คุณพี”
“ด้วยความยินดี อาร์เธอร์ ฉันเห็ฯว่า สำหรับนายแล้ว การลงทุนกับคอมพิวเตอร์เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดดูเหมือนนายจะพบวิธีใช้มันช่วยสร้างความคิดใหม่ๆ หรือสร้างจินตนาการที่ดีได้”
“คุณจะต้องประหลาดใจครับ คุณพี ผมยกเลิกนัดอาทิตย์ที่แล้วเพราะผมกำลังเจรจาธุรกิจซื้อขายการ์ดเบสบอลของผมในอินเทอร์เน็ต”
“นายยกเลิกนัดเพื่อแลกเปลี่ยนเบสบอลการ์ดงั้นรี
“ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนครับ แต่มันคือการขาย ผมทำเงินมากกว่า 3,000 เหรียญโดยการโน้มน้าวคนซื้อให้ซื้อการ์ด 5 ใบแทนที่จะซื้อ แค่ 1 ใบ เพราะถ้าผมขายการ์ดที่สะสมทั้งหมดให้กับพ่อค้าคนกลางในครั้เดียว ผมจะได้เงินน้อยกว่า 2,000 เหรียญ”
“นายไม่ได้รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ขอแสดงความยินดี อาร์เธอร์ นายต้องมีการ์ดสะสมที่มีราคาแน่ๆ”
“ผมวางแผนที่จะได้เงินอย่างน้อย 10,000 เหรียญจากการขายการ์ดทีละน้อย ผมตั้งราคาโดยดูข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและโดยการนำการ์ดไปสอบถามราคาจากพ่อค้าคนกลาง”
“ขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่ง แรงจูงใจในการขายการ์ดสะสมของนายคืออะไร ฉันหวังว่านายไม่ได้มีปัญหาทางการเงินใช่มั้ย”
“ไม่ครับ ในทางตรงกันข้าม ผมกำลังเก็บเงินอยู่ครับ คุณพี แต่ตอนนี้ผมยังไม่อยากบอกคุณว่าทำไม”
“อาร์เธอร์ แต่ฉันขอเตือนอะไรนายอย่างนึงนะ”
“ได้เลยครับ”
“ฉันต้องการให้นายรู้ว่าฉันขอปรมมือให้กับความมุ่งมั่นทะเยอทะยานและแรงจูงใจของนาย และฉันแน่ใจว่านายจะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจทุกอย่าง”
“แล้วส่วนที่ไม่ดีล่ะครับ คุณพี”
“ไม่มีส่วนใดที่ไม่ดีหรอก อาร์เธอ ฉันแค่ต้องการให้นายรู้ว่า ทุกๆ คน รวมทั้งตัวฉังเองด้วย บางครั้งก็รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” และฉันไม่ต้องการให้นายเข้ามงวดกับตัวเองจนเกินไป ถ้านายรีบกิน “มาร์ชมาลโลว” บางครั้ง บางทีเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง “นายอาจจะเบื่อที่จะขายการ์ดที่ละใบ และนายขายการ์ดที่เหลือไปในครั้งเดียวโดยได้เงินเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญ บางที่นายอาจได้เงิน 5,000 เหรียญแทนที่จะเป็นเงิน 10,000 เหรียญตามที่วางแผนไว้ เมื่อถึงจุดนั้น มันง่ายที่นายจะโกรธตัวเองที่สุญเสียกำไรที่น่าจะได้อีก 5,000 เหรียญนายจำเป็นต้งอพุ่งความสนใจไปที่ความสำเร็จ ถ้านายทำเงินได้ 5,000 เหรียญมันก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าที่ขายมันให้กับพ่อค้าคนกลางในครั้งเดียวถึง 3,000 เหรียญและมากกว่าที่จะเก็บไว้ในตู้เฉยๆ ถึง 5,000 เหรียญ
“ขอบคุณครับ ผมทราบว่าคุณหมายความว่าอะไรผมต้องเขียนข้อความถึงตัวเองว่า “ให้เกียรติตัวเอง” เวลาที่ผมรู้สึกหมดกำลังใจ แต่สิ่งที่ตลกก็คือว่า ยิ่งมุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายและตื่นเต้รนกับมันมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกเครียดน้อยลงที่ต้องบรรลุถึงมัน ทุกครั้งที่ผมชะลอความพึงพอใจของผมและบรรลุบางอย่างที่จะนำผมไปสู้เป้าหมาย ผมก็ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของผมที่จะสามารถทำต่อไปได้ ฟังดูมีเหตุผลมั้ยครับ”
“ใช่ มันฟังดูมีเหตุผล อาร์เธอร์ และในเมื่อนายพูดงถึงสูตรทางคณิตศาสตร์เมื่อไม่กี่นาทีมานี้ ฉันมีสูตรหนึ่งที่นายสามารถนำไปใช้ได้”
“มันคือสูตรอะไรครับ คุณพี”
“จุดมุ่งหมาย + ความปรารถนาอย่างแรงกล้า = ความสงบสุขในจิตใจ”

“ผมชอบมันครับ คุณพี เมื่อคนเรามีเป้าหมายและรู้สึกตื่นเต้นที่จะบรรลุถึงมัน อีกทั้งทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ผลก็คือควาสงบ เมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี้ ในหัวของผมเต็มไปด้วยคำถามว่าผมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้หรือไม่ จำได้มั้ยครับว่าผมถามคุณว่าความสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นอายุของคุณเมื่อคุณเข้าร่วมการทดลอง ทฤษฎี มาร์ชมาลโลว์ หรือเปล่า ตอนนี้ผมมีเป้าหมายและผมได้ลงมือทำสิ่งที่ทำให้ผมไปถึงเป้าหมายนั้น ผมไม่ติดอยู่กับคำว่า “ถ้า” ผมมุ่งความสนใจไปที่ “อย่างไร และเมื่อใด
“เป็นประเด็นที่ดี อาร์เธอร์ บางทีเราสามารถดัดแปลงสูตรใหม่ว่า
จุดมุ่งหมาย + ความปรารถนาอย่างแรงกล้า + การกระทำ = ความสงบสุขในจิตใจ
“แน่นอนว่า “การลงมือทำ” คือ่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นในชีวิต ผมคิดว่าตราบใดที่คุณยังคงก้าวไปข้างหน้า ถึงแม้จะเป็นก้าวเล็กๆ คุณก็ได้ความสงบสุขในจิตใจเป็นรางวัล ผมเริ่มเขียนคำถามที่คุณถามผมว่า ผมเต็มใจทำอะไรในวันนี้เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ ทุกครั้งที่ผมเพิ่มคำตอบเข้าไป ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย ทุกครั้งผที่ผมลงมือทำตามคำตอบผมรุ้สึคกดีขึ้นเยอะ ทุกครั้งที่ผมห้ามใจไม่กิน “มาร์ชมาลโลว์” เช่นเมือ่วานที่ผมขับรถผ่านสัญลักษณ์รูปโค้งสีทองโดยที่ไมและเข้าไปซื้อ และอดใจเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเช่น แซนวิสเนื้อ มันรุ้สึกเหมือนกับได้รับสารเอนดอร์ฟินเข้าไปเลยครับ”
“ฉันไม่สามารถบอกนายได้ว่าฉันรุ้สึกพอใจมากแค่ไหนที่ได้ยินสิ่งที่นายบอก อาร์เธอร์ สิ่งที่เริ่มต้นจากคำไหนที่ได้ยินสิ่งที่นายบอก อาร์เธอร์ สิ่งที่เริ่มต้นจากคำวิจารณ์ที่แสดงความหงุดหงิดผิดหวังของฉันเกี่ยวกับเรื่องที่นายกินบิ๊ก แม็ค เมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนทำให้เกิดความเปลี่ยแปลงอย่างน่าทึ่งในตัวนาย นายแน่ใจนะว่านายยังไม่พร้อมที่จะบอกฉันว่าความลับ “มาร์ชมาลโลว์” ก้อนโตของนายคืออะไร และแผนการ์นายคืออะไรบ้าง”

“ยังครับ คุณพี แต่ผมสัญญาว่านอกจากผมแล้ว คุณจะทราบเป็นคนแรก ผมจะบอกคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”



ถึงเวลาเริ่มต้นชีวิตที่ดีแล้ว

“คุณพี ไม่มีอะไรมากไปกว่าความจริงที่ว่า มันเป็นเพราะคุณปฎิบัติต่อผมเป็นอย่างดีและสอนผมมามากจนกระทั่งผมพบความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในวิทยาลัย คุณพีครับ วิทยาลัยฟลอริด้า อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบรับผมเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว”

อาร์เธอร์นั่งอยู่ในรถทาวน์คาร์ ซึ่งจอดอยุ่ข้างตึกสูงอันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน อี-เอ็กซืเพิร์ด พับลิชชิ่ง
เข้าพยายามรวบรวมความกล้าที่จะเข้าไปข้างในตึก คิ้วของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ มือสั่นเทาและปากแห้งผาก
อาร์เธอร์สัญญาว่าจะบอกคุณพี เป็นคนแรกถึงแผนการของเขา และเขาตั้งใจจะรักาสัญญา เขาไม่สามารถคอยได้นานกว่านี้ “แผนการ” ของเขาเริ่มเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง เขาแทบไม่เชื่อว่าคุณพีได้เล่า ทฤษฎี “มาร์ชมาลโลว์” ให้ฟังมา 8 เดือนแล้ว และมันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตรวมทั้งวิธีคิดของเขา และแทบไม่เชื่อด้วยว่าเขากลัวที่จะเผชิญหน้าคุณพีถึงขนาดนี้ เขาไม่เคยรู้สึกกังวลใจเท่านี้นับตั้งแต่ขอแผนสาวเต้นตำ สมัยอยุ่เรกด 8 ในบรรดางานที่ต้องทำทั้งหมดที่อยู่ในรายการ “สิ่งที่เต็มใจทำในวันนี้ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ไ งานที่ต้องทำในตอนนี้เป็นงานที่ยากที่สุดและเขาผัดผ่อนที่จะทำมันมากที่สุด
แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำ อาร์เธอร์ก้าวออกจากรถยนต์และล๊อครถ จากนั้นเดินตรงไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ 68 เขารู้จักพนักงาน อี-เอ็กซ์เพิร์ด อย่างผิวเผินบางคร้งคุณพีขอให้นำเอกสารจากสำนักงานไปยังบ้าน เขารุ้สึกขอบคุณที่พนักงานต้อนรับทักอย่างอบอุ่นและโบกมือให้เข้าไปในน้หองทำงานของโจนาธาน เพเชี่ยน โดยไม่ได้ถามอะไร
“คุณพีครับ คุณพอมีเวลาสัก 1 นาทีมั้ยครับ”
“แน่นอน อาร์เธอร์ เข้ามาข้างในสิ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
“ใช่และไม่ใช่ครับ คุณพี ผมมาที่นี้เพื่อนำหมวกคนขับรถมาคืนให้คุณ ผมมาแจ้งคุณอย่างเป็นทางการว่าผมจะออกจากงานสิ้นเดือนนี้ ผมยินดีที่จะช่วยฝึกคนที่มาแทน และทำอย่างอื่นที่สามารถทำได้เพื่อให้การส่งมอบงานเป็นไปอย่างราบรื่น และ....”
“นายไม่มีความสุขที่ทำงานกับฉันหรืออาร์เธอร์ แนไม่ได้ปฎิบัติต่อนายอย่างเหมาะสม และไม่ได้ให้เกียรตินายอย่างเพียงพอหรือเปล่า”
“โอ๊ะ ไม่ใช่ครับ คุณพี ไม่มีอะไรมากไปกว่าความจริงที่ว่า มันเป็นเพราะคุณปฎิบัติต่อผมเป็นอย่างดีและสอนผมมามากจนกระทั่งผมพบความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในวิทยาลัย คุณพีครับ วิทยาลัยฟลอริด้า อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบรับผมเข้าเรียนแล้วครับ”
“นั่นเป็นโรงเรียนที่ดีเยี่ยม อาร์เธอร์ ฉันรุ้สึกประทับใจและดีใจกับนาย นายสามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายและทุกสิ่งทุกอย่างได้หรือเปล่าล่ะ”
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับ คุณพี แต่ภายใน 8 เดือนนับตั้งแต่คุณสอนผมเกี่ยวกับหลักการซึ่งพูดถึงการชะลอความพึงพอใจ เกี่ยวกับการไม่รีบกิน “มาร์ชมาลโลว์” ทุกก้อนที่อยู่ตรงหน้า ผมได้เก็บมากกว่า 15,000 เหรียญดอลล่าร์จากเงินเดือนและการขายการ์ดเบสบอลที่สะสมไว้รวมถึงจากธุรกิจเล็กๆ ที่ผมตั้งขึ้นมา”
“ธุรกิจอะไรหรืออาร์เธอร์ ธุรกิจแบบไหนกัน”
“หลังจากผมขายการ์ดเบสบอลที่ผมสะสมไว้ ผมก็เริ่มคิด.. ผมไม่ได้สนใจมากนักว่าผมีการ์ดอยู่กับตัวหรือไม่ ผมแค่ชอบความรู้สึกของการเก็บสะสมและการทำแต้มได้มาก ผมมองหาทางที่จะสละการ์โดยที่ไม่ต้องเสียสละความสุขที่มันให้ผม และผมก็ค้นพบทางที่ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย”
“ทำยังไง... อาร์เธอร์”
“ผมได้เป็นนายหน้าซื้อขายให้กับนักสะสมการ์ดเบสบอลอาชีพแล้ว พวกเขาตั้งราคาการ์ดที่ต้องการขายถ้าผมสามารถหาผู้ซื้อที่เต็ใจจ่ายเงินภายใน 85 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ตั้งไว้ได้ ผมจะเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย แต่ถ้าผมสามารถขายได้ในราคาสูงกว่านั้น ผมก็จะเก็บเงินส่วนเกินจากนั้นทั้งหมด รายได้ที่แท้จริงของผมมาจากตรงนี้ ลูกค้ามีความสุขเพราะเขาได้ในราคาที่เขาต้งอการ ผมก็มีความสุขเมื่อผมสามารถเจรจรต่อรองการขายครั้งใหญ่ได้ มันอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมร่ำรวยหรอกครับ แต่มันจะช่วยจ่ายค่าหนังสือและค่าบิ๊กแม็ค เมื่อไมม่มีอาหารที่เอสเพอรันซ่าทำไว้ให้ ผมคงต้องกลับไปกินมันอีกครั้งหนึ่ง”
โจนาธาน เพเชี่ยนต นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง เขาเอื้อมมือเข้าไปในลิ้นชัก และดึงเอาซองๆ หนึ่งออกมา
“อาร์เธอร์ นายสามารถแวะมาที่บ้านเพื่อกินอาหารได้ตลอดเวลา และถ้านายโทรศัพท์มาบอกล่วงหน้า ฉันจะบอกให้แม่ครัวคนเก่งของฉัน ทำ พาอีฮ่า สุดอร่อยไว้ให้และมั่นใจว่านายจะได้กุ้งก้ามกรามชิ้นใหญ่”
“ขอบคุณครับ คุณพี ผมไม่ได้จะคิดถึงอาหารของเอเพอรันซ่า แต่ผมจะคิดถึงคุณมากที่สุดครับ... ท่าน”
“โอ้ อาร์เธอร์ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า ท่าน เลยฉันก็จะคิดถึงนายมากเช่นกัน แต่ฉันก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว ฉันได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของนาย แนรุ้ว่านายจะประสบความสำเร็จในชีวิต ฉันรู้ว่านายเต็มใจทำในสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำดังนั้น เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ฉันเก็บบางอย่างไว้ให้นาย... นี่ไง”
อาร์เธอร์รับซองจดหมายที่โจนาธานยื่นให้เขา
“คุณพีครับ มีชื่อของผมอยู่บนซองด้วย”
“ใช่แล้ว อาร์เธอร์ ฉันบอกนายแล้วว่ามันเป็นของสำหรับนาย และตอนนี้นายกำลังกลายเป็นเพื่อนของฉัน ฉันคิดว่านายควรเริ่มต้นเรียกฉันว่า โจนาธาน”
อาร์เธอร์เปิดซองจดหมายและอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในซอง
“คุณพีครับ... มันคือ...”
“มันมันมากพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนตลอด 4 ปี ฉันรู้ว่านายสามารถทำได้สำเร็จโดยที่ฉันไม่ต้องช่วยเหลือความจริงมันเป็นเพราะนายได้พิสูจน์ว่านายสามารถบรรลุความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ฉันต้องการให้นายยอมรับของขวัญชิ้นนี้ เป็นเครื่องตอบแทน ถึงเวลาที่นายจะได้เพลิดเพลินกับ “มาร์ชมาลโลว์” สักก้อน 2 ก้อนได้แล้วฉันรู้ด้วยว่าเมื่อนายประสบความสำเร็จในวันหนึ่งข้างหน้า นายจะมอบสิ้งนี้ต่อให้กับคนอื่นที่มีศักยภาพและต้องการคำแนะนำบ้าง”
อาร์เธอร์โอบแขนของเขารอบตัวโจนาธาน แล้วชายทั้ง 2 ก็กอดกันพร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลลงมา อาบแก้มของคนทั้งคู่




from http://is.gd/DR5fHb


03 พฤศจิกายน 2554

nonsense (1)

เรากำลังอยู่ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร


การเกิดขึ้นของสื่อรูปแบบใหม่อย่าง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ด ฟอร์เวิร์ดเมล เคเบิลทีวี หรือแม้แต่วิทยุชุมชนต่างๆ ทำให้สมัยนี้ใครก็สามารถกระจายข่าวสารหรือแนวความคิดของตัวเองออกไปสู่คนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมาก การควบคุมหรือตรวจสอบแหล่งที่มาที่แท้จริงของข้อมูลจากสื่อเหล่านี้ก็ทำได้ยากกว่าสื่อแบบเก่ามาก มีข่าวลือข่าวหลอกเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมมีวิกฤติยิ่งมีมากเป็นพิเศษ ต้นทุนของสื่อใหม่เหล่านี้ก็ต่ำมากจนเสียทำให้พวกมันถูกนำมาใช้ เพื่อผลทางการตลาดหรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างกว้างขวางในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ในภาวะแบบนี้ ประชาชนทุกคนต้องมีวิจารณญาณในการเสพข่าวเป็นของตนเอง ไม่สามารถปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดที่คอยกรองข่าวให้ การเชื่อข้อมูลทุกอย่างตามสื่อไปทันทีโดยไม่ตั้งข้อสงสัยถึงความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ได้รับก่อนจะทำให้เราตกเป็นเครื่องมือของคนที่มีวาระซ่อนเร้นได้โดยไม่ยากนัก


เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ชอบมากชื่อ Nonsense : How we abuse logic in our everyday language เขียนโดย Robert J.Gula ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาตรรกศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Groton ด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่า (ผู้เขียนเสียชีวิตไปนานแล้ว) แต่เนื้อหาของมันยังคงทันสมัยอยู่เสมอ


ผมอยากขออนุญาตนำแนวคิดบางส่วนในหนังสือเล่มนี้มาอธิบายความ เพื่อประโยชน์แก่ทุกท่านเวลาที่กรองข่าวสารนะครับ


แนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้บอกว่า เวลาคนเราเสพข่าว เราไม่ได้มุ่งค้นหาข้อเท็จจริงเท่าไรนัก แต่เรามุ่งจะหาข้อสนับสนุนความเชื่อเดิมๆ ของเรามากกว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราจะเลือกเชื่อแต่สิ่งที่เราอยากเชื่อ และพยายามอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้สอดคล้องกับความลำเอียงของเราเองเพื่อปกป้องความเชื่อเก่าของเราเท่านั้น นอกจากนี้ เรายังไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี เราเลือกที่จะฟังหรือได้ยินเฉพาะสิ่งที่เราอยากได้ยินโดยไม่รู้ตัว และ "นักสื่อสาร" ที่เข้าใจธรรมชาติเหล่านี้จะรู้จักใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อทำให้เราเชื่อในแบบที่เขาต้องการได้


เทคนิคหนึ่งที่นักสื่อสารใช้บ่อยที่สุดในการโน้มน้าวใจ คือ การทำเรื่องนั้นๆ ให้กลายเป็นประเด็นเรื่องอารมณ์ เพื่อไม่ให้เราคิดหรือพยายามใช้เหตุผลกับเรื่องนั้น


ฮิตเลอร์ยังบอกว่า เวลาพูดกับฝูงชน อย่ายกเหตุผล เพราะจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ให้พูดด้วยอารมณ์อย่างเดียว สมัยนี้ผมว่าตรงกับคำว่าต้องพยายามทำให้มัน "ดราม่า" เข้าไว้นั่นเองครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าการเลือกซื้อประกันต้องพิจารณาที่เงื่อนไข ค่าเบี้ย และความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกัน นักสื่อสารจะพยายามทำให้การซื้อประกันเป็นเรื่องของการซื้อด้วย "ความรัก" แทน เพราะอารมณ์เป็นเรื่องที่สามารถโน้มน้าวใจคนได้มากกว่า ในขณะที่เหตุผลนอกจากจะน่าปวดหัวกว่าแล้ว ยังเป็นประเด็นที่สร้างความแตกต่างระหว่างคู่แข่งขันได้น้อยอีกด้วย


Gula ยังได้กล่าวถึงเทคนิคของพวกนักโฆษณาชวนเชื่อด้วยว่า เทคนิคหนึ่งที่นิยมมาก คือ การพยายามชี้ให้ผู้ฟังเห็นว่า "ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น" (Bandwagon Effect) เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรามีแนวโน้มที่จะคล้อยตามพฤติกรรมของหมู่คณะได้ง่าย วิธีนี้จึงมักใช้ได้ผลในการจูงใจมวลชน


ถ้าหากต้องแข่งขันกับฝ่ายตรงข้าม นักโฆษณาชวนเชื่อยังอาศัยการลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามด้วยการโจมตีที่ตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น ขุดเรื่องส่วนตัวขึ้นมาแฉ หรือเรียกชื่อฝ่ายตรงข้ามด้วยฉายาต่างๆ ที่ฟังดูน่าหัวเราะตลอดเวลา ทั้งนี้ ก็เพื่อเบนความสนใจของมวลชนออกจากประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ เพราะโดยธรรมชาติถ้าคนพูดดูไม่น่าเชื่อถือ เราจะไม่นำแนวคิดใดๆ ของผู้พูดมาพิจารณาต่ออีกเลย ทั้งที่แนวคิดหนึ่งจะถูกต้องหรือไม่ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับว่าใครคือผู้พูด แต่เราก็ได้ปะปนเรื่องส่วนตัวของผู้พูดกับความสมเหตุสมผลของข้อเสนอของผู้พูดไปแล้ว


เทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังเข้าข้างตนเองมากขึ้น คือ การยกเอาบุคคลที่สามมาเป็นศัตรูร่วมกัน หรือที่เรียกว่าหา "แพะรับบาป" โดยอาจว่าร้ายบุคคลนั้นว่าคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดของทุกๆ คน คนเราเมื่อมีศัตรูร่วมกันย่อมรู้สึกเป็นพวกเดียวกันไปด้วย คราวนี้เวลาจะเสนออะไรก็จะคล้อยตามง่ายขึ้น


การใช้สถิติก็ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะตัวเลขทำให้รู้สึกเหมือนมีการวิจัยมาแล้วอย่างดี แต่ปัญหาก็คือว่าบ่อยครั้งสถิติที่ว่านั้นจงใจไม่พูดถึงรายละเอียดของการสำรวจไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น การอ้างว่านโยบายของตนมีผู้สนับสนุนมากกว่า 80% แต่ไม่ได้บอกว่า สถิติที่ว่านี้สำรวจมาจากกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่ห้าคน ที่ผู้พูดเลือกมาแบบเฉพาะเจาะจงเสียด้วย (ไม่ได้สุ่มแบบสถิติ) เช่นนี้เป็นต้น


การรู้จักเทคนิคเหล่านี้ช่วยให้เรามีภูมิต้านทานในการเสพข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เทคนิคที่น่าสนใจอื่นๆ ยังมีอีกมาก เอาไว้มารู้จักกันต่อคราวหน้าครับ

from http://is.gd/RBmCHu


26 ตุลาคม 2554

คำคมการลงทุน

“จงคุมชะตาด้วยตนเอง มิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน”

ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์

from efinancethai.com


23 ตุลาคม 2554

'VT แหนมเนือง' ชูธงดีลิเวอรี เสิร์ฟเมนูเวียดนามทั่วไทย


       “VT แหนมเนือง” สร้างชื่อในฐานะผู้ผลิตอาหารเวียดนามเจ้าดัง จ.อุดรธานี ตามด้วยแผนเปิดตลาดใหม่ โดยให้บริการดิลิเวอรีควบคู่กับสร้างเครือข่ายกระจายสินค้า หนุนให้เมนูท้องถิ่นสามารถเสิร์ฟความอร่อยได้ทั่วประเทศ ผลักดันให้แบรนด์ก้าวกระโดดจากเจ้าดังประจำจังหวัดสู่เจ้าดังระดับประเทศ


       จุดกำเนิดของ VTแหนมเนือง เริ่มต้นจาก “ทอง กุลธัญวัฒน์” แยกตัวออกมาจากกิจการครอบครัว ร้าน “แดงแหนมเนือง” ที่ จ.หนองคาย โดยเลือกมายึดทำเลเปิดร้านแหนมเนืองขนาด 3 คูหาที่ จ.อุดรธานี เมื่อ พ.ศ.2540 ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นราว 3 ล้านบาท
       ทอง เสริมว่า เหตุที่เลือก จ.อุดรธานี เพราะเป็นจังหวัดใหญ่ มีกลุ่มสัมมนา กลุ่มท่องเที่ยวจำนวนมาก และแทบตลอดทั้งปี ที่สำคัญยังไม่มีสินค้าประเภทนี้ในท้องถิ่นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเป็นแบรนด์ใหม่ คนทั่วไปไม่รู้จัก กระทั่งค่อยๆ สะสมชื่อเสียงจากการบอกต่อ จนเข้าสู่ปีที่ 4-5 ชื่อเสียงร้านติดตลาด กลายเป็นเจ้าดังประจำท้องถิ่น
       “ส่วนตัวผมคิดว่า การทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่อาหารอร่อยที่สุด เพราะไม่มีใครทำอาหารที่ถูกปากลูกค้าทุกคนได้ แต่เราทำอาหารให้ได้มาตรฐานที่สุด ไม่ว่าจะมากินเมื่อไร ที่ไหน ความสดสะอาด คุณภาพจะต้องเหมือนเดิม ควบคู่กับงานบริการที่ประทับใจ ไม่ว่าจะรับออเดอร์ เสิร์ฟ เช็คบิล ซึ่งเราได้พัฒนาระบบเรื่อยมา ทั้งด้านวัตถุดิบ บุคลากร และไอที จนปัจจุบัน สามารถทำแต่ละขั้นตอนเสร็จภายใน 1 นาที” ทอง กล่าว
       จากชื่อเสียงโดดเด่นภายในจังหวัด ผู้ผลิตแหนมเนืองเจ้าดังเริ่มขยายตลาดเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นจัดเป็นชุดใส่กล่อง เพื่อบริการลูกค้าที่เข้ามากินในร้าน สามารถซื้อกลับไปเป็นของฝาก ตามด้วยให้พนักงานร้านจัดส่งสินค้าบริเวณใกล้ๆ ร้าน ในรัศมี 5 กิโลเมตร
       และเนื่องจากลูกค้าต่างถิ่น โดยเฉพาะชาวกรุง ที่เข้ามากินในร้าน มักยิงคำถามว่า “หลังกลับไปกรุงเทพฯ แล้วจะหากิน VTแหนมเนืองได้จากที่ไหน” ประเด็นดังกล่าว จุดไอเดียให้คิดถึงระบบดิลิเวอรี ซึ่งถือเป็นความท้าทายจะที่ต้องส่งอาหารท้องถิ่น ซึ่งต้องการความสดใหม่ให้ถึงมือลูกค้าห่างไกลได้สำเร็จ
       “การส่งดิลิเวอรี ผมให้ความใส่ใจตั้งแต่กล่อง ซึ่งต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ รับรองการขนส่งทางไกลได้ และต้องสวยงามดูดี เหมาะที่จะซื้อหาหรือมอบเป็นของฝากได้ อีกทั้ง วัตถุดิบทุกอย่างในกล่องต้องพร้อม ส่วนการขนส่ง เราพัฒนาระบบเรื่อยมา เพื่อให้ของถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด จากเบื้องต้นส่งไปรษณีย์ ปัจจุบัน ส่งผ่านทางเครื่องบิน รถไฟ และรถทัวร์ นอกจากนั้น เราได้เชื่อมเครือข่ายกับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ส่งสินค้าไปถึงจุดรับของผู้สั่ง” ทอง เผย
       บริการจัดชุดบรรจุกล่องส่งทั่วประเทศได้ผลตอบรับอย่างดียิ่ง รวมถึง มีผู้สนใจรับสินค้าไปขายต่ออีกจำนวนมาก ปัจจุบัน มีตัวแทนขายกว่า 20 รายทั่วประเทศ ซึ่ง จะกระจายสินค้าต่อไปยังจุดต่างๆ ทั้งร้านอาหาร สนามบิน และร้านสินค้าของฝาก ฯลฯ ซึ่งจากช่องทางกระจายสินค้ากว้างขวางดังกล่าว ทำให้กิจการเติบโตอย่างสูง และยังสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
       “สิ่งสำคัญของการสร้างเครือข่ายตัวแทนขาย ต้องจูงใจด้วยกำไรที่เขาจะได้รับ โดยเฉลี่ยตัวแทนขาย VTแหนมเนืองจะได้กำไรสุทธิประมาณ 30% ขณะที่ส่วนตัวเราเอง ต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้า เพื่อที่ผู้บริโภคซื้อไปแล้ว พึงพอใจก็จะทำให้แบรนด์เป็นที่น่าเชื่อถือ” ทอง ระบุ
       อีกช่องทางตลาด ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีความพร้อม และตั้งใจจริง มาเป็นตัวแทนเปิดร้านสาขา ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์ และระบบบริหารจัดการเดียวกับร้าน VTแหนมเนืองต้นตำรับทุกประการ คล้ายๆ ระบบแฟรนไชส์ โดยกำหนดต้องเป็นรูปแบบร้าน ที่นั่งไม่ต่ำกว่า 30 โต๊ะ เงินลงทุนกว่า 8 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขต้องรักษาชื่อเสียงของแบรนด์ และรับวัตถุดิบทั้งหมดจาก “ครัวกลาง” เท่านั้น ปัจจุบัน มีสาขาตัวแทนอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ
       ทอง เผยด้วยว่า เมนูของ VTแหนมเนือง เป็นอาหารเวียดนาม รวมกันประมาณ 10 กว่ารายการ เช่น แหนมเนือง เปาะเปี๊ยะ หมูย่างเวียดนาม หมูทอดทรงเครื่อง กุ้งพันอ้อย และกุนเชียงสด เป็นต้น ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ผลิต เฉลี่ยเนื้อหมู และผัก อย่างละ 1 ตันต่อวัน โดยวัตถุดิบผักมีแปลงปลูกเอง ส่วนการผลิตโรงงานได้มาตรฐาน GMP HACCP มีแรงงานรวมกว่า 100 คน โดยรายได้ของธุรกิจ มาจากยอดขายภายในร้านประมาณ 30% ส่วนอีก 70% มาจากการบรรจุกล่องขาย เฉพาะแค่ที่ร้านสาขาอุดรฯ ยอดขายกว่า 700-800 กล่องต่อวัน
       สำหรับส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจอาหารเวียดนามที่ใกล้เคียงกัน ทอง ระบุว่า VTแหนมเนืองมาเป็นอันดับ 2 รองจาก “แดง แหนมเนือง” ในสัดส่วนราว 45% กับ 55% ขณะ ที่ หน้าใหม่จะแบ่งตลาดเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขั้นตอนการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ ถ้าไม่เชี่ยวชาญ และมีพื้นฐานที่พร้อมจริงๆ โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยมาก ส่วนแผนตลาดขั้นต่อไป เตรียมขยายตลาดเปิดสาขาที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเวียดนาม ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า


from http://is.gd/fZ8u2l


14 สุดยอดบทเรียนระดับ MBA จาก Steve Jobs

 

ความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการสร้าง Apple ให้เป็นบริษัทไฮเทคที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในโลก ทำให้ Steve Jobs กลายเป็นตำนานและวีรบุรุษแห่งกรณีศึกษาในบรรดามหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำไปจนถึงบนเวทีสัมมนา

และต่อไปนี้คือสุดยอดทักษะและกลยุทธ์ 14 อย่างของ Steve Jobs ที่ทำให้เขาสามารถกอบกู้ Apple จากบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย ให้กลายเป็นบริษัทที่มีค่าที่สุดในโลกได้ ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ อันประกอบไปด้วยบรรดาอดีตเพื่อนร่วมงานของ Jobs คู่เจรจาธุรกิจ นักออกแบบชื่อดัง และนักวิเคราะห์วิจารณ์สังคม คุณจะได้เรียนรู้บทเรียนจากความเป็นปรมาจารย์ด้านนวัตกรรมของ Jobs จากทักษะในการสร้างความเกรียวกราว จากความเป็นอัจฉริยะทางการตลาด และจากความพยายามของ Jobs ที่ต้องการสร้าง Apple ให้เป็นบริษัทที่ “หิวและโง่”



1. อย่ามองปัจจุบัน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเชิดชู Apple เหนือกว่าบริษัทอื่นใด เป็นเพราะ Apple เป็นบริษัทที่เปลี่ยนแปลงและสร้างทุกอย่างใหม่หมด ในขณะที่สิ่งที่บริษัททั่วๆ ไปทำ คือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ Apple สร้างความต้องการที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเรามีอยู่ และทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราต้องมีบางอย่าง ถ้าหากว่าเราอยากจะมีความสุข Steve Jobs เป็นผู้ประกอบการที่เหนือกว่าผู้ประกอบการทั่วๆ ไป เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น เป็นเพียงสิ่งสะท้อนถึงความดาษดื่นและการขาดไร้ซึ่งจินตนาการเท่านั้น Jobs มองเห็นความเป็นไปได้ ในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสามารถจับเอาความไม่พอใจและความโหยหาของคน มาเปลี่ยนให้เป็นสินค้า




2. ลูกค้ายอมจ่ายแพง ถ้าคุ้มค่า

เป็นที่รู้กันดีว่า Jobs นั้น เป็นเมธีทางด้านสุนทรียศาสตร์ เขาชอบความงามและความประณีตในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุและการออกแบบที่สามารถสนองความรู้สึกของผู้ใช้ Jobs ยังเป็นนักมนุษยนิยม ที่ชอบใส่ความมีชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์ ลงไปในสิ่งที่เขาสร้าง การได้สุดยอดนักออกแบบอย่าง Jonathan Ive มาร่วมงานในปี 1997 ทำให้ทั้งสองได้ตระหนักในความจริงง่ายๆ ที่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรารัก แล้วจึงค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีทีหลัง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร ทั้งๆ ที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สลับซับซ้อน ทว่ากลับใช้งานง่าย ราวกับเป็นอุปกรณ์ในยุคอะนาล็อก คติของ Jobs คือ อย่าถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้



3. ให้พนักงานของคุณได้พบปะพูดคุยกัน

Jobs ซื้อ Pixar Animation Studios มาจากผู้กำกับฮอลลีวู้ดคนดัง George Lucas เมื่อปี 1986 โดยที่เขาไม่ได้มีความสนใจในสร้างภาพยนตร์การ์ตูนแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เขาสนใจใน Pixar คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ Pixar Image Computer ราคา 135,000 ดอลลาร์ ซึ่งสามารถสร้างภาพกราฟฟิกที่ซับซ้อนได้ แต่ด้วยราคาที่แสนแพง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ขายไม่ออก Jobs จึงนำเจ้าเครื่องนี้มาใช้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่า เขาทำให้ Pixar กลายเป็นหนึ่งในบริษัทภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลทั้งเงินและกล่อง จนสุดท้าย Jobs สามารถขาย Pixarให้แก่ Walt Disney เป็นเงินถึง 7,400 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทที่เขาซื้อมาด้วยเงินเพียง 5 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จแบบถล่มทลายของ Pixar คือการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs ในตอนแรก Pixar studios จะแยกออกเป็น 3 ตึก สำหรับนักคอมพิวเตอร์ นักวาดการ์ตูนและฝ่ายบริหาร แต่ Jobs ฉีกแผนการสร้างสำนักงานแบบนี้ทิ้ง แทนที่จะแยกเป็น 3 ตึก กลับมีเพียงตึกเดียวที่โล่งกว้างโดยมีโถงใหญ่อยู่ตรงกลาง และรวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้แม้กระทั่งห้องน้ำ ปรัชญาเบื้องหลังการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs คือ ส่วนงานที่สำคัญที่สุด ต้องตั้งอยู่ใจกลางของตึก และส่วนงานที่สำคัญที่สุดของ Pixar คือการได้พบปะพูดคุยกันของพนักงาน Jobs เชื่อว่า การพบปะพูดคุยที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเขาคิดถูก พนักงานของ Pixar ค้นพบว่า ไอเดียดีๆ มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่พวกเขานั่งคุยกันในช่วงพักเบรก หรือบังเอิญเจอกันในห้องน้ำ




4. รู้จักทุกซอกทุกมุมของธุรกิจอย่างถ่องแท้

หลักการของ Jobs คือ

-เคารพธรรมชาติ เพราะเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่าขัดขืนธรรมชาติ แต่ให้น้อมรับ ธรรมชาติมีคำตอบให้กับทุกสิ่ง ดอกทานตะวันคือแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่อง iMac จงใส่ความงาม จิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ลงไปในสิ่งที่คุณสร้าง ทำตลาดและขาย

-ใส่ใจรายละเอียด กล้าลงมือแก้ปัญหาที่คู่แข่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ กล้าแตะปัญหาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง และหาวิธีแก้ปัญหาที่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อวิธีใช้งานผลิตภัณฑ์

-ทำตัวให้มีค่า ไม่ก็ “ไสหัวไป” เมื่อ Jobs กลับมากอบกู้ Apple ในปี 1997 นั้น ราคาหุ้นของบริษัทตกลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี สิ่งแรกที่เขาทำคือ ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด รวมถึงคนที่ไม่มีค่า

-อย่าหยุดทำทุกอย่างให้ดีขึ้น Snow Leopard เป็นระบบปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ Jobs ไม่เคยหยุดแก้ไขปรับปรุงมัน แม้ในจุดที่ไม่มีใครเห็นว่าเป็นปัญหา ถ้าหากว่า การปรับปรุงนั้นจะทำให้มันทำงานได้เร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง Jobs คงเป็น CEO เพียงไม่กี่คนในโลกนี้ ที่ตอบ email ลูกค้าด้วยตัวเอง เขาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า เขาไม่เคยยอมให้กลุ่มตัวอย่างเล็กๆ มากำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเขาตระหนักถึงความสำคัญของปฏิกิริยาจากลูกค้า

-อย่าเสียเวลากับหลักการสวยหรูบนกระดาษ ซึ่งไร้ความหมาย แต่จงเปลี่ยนความคิดของคุณให้กลายเป็นการกระทำ

-ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกในตลาด ตราบใดที่ผลิตภัณฑ์ของคุณยอดเยี่ยมกว่าคนที่มาก่อนทั้งหมด

-น้อยคือมาก หลักการ “less is more” ชนะในทุกวงการ บรรจุภัณฑ์ของ Apple ใช้พลาสติกและกระดาษน้อยมาก นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ทำให้ลูกค้าสะดวกและมีความสุขมากขึ้น และหมายถึงผลกำไรที่มากขึ้นด้วย

-คลุกวงใน ผู้บริหารต้องคลุกวงในและใส่ใจทุกรายละเอียด และต้องรู้จักทุกแง่ทุกมุมของบริษัทอย่างถ่องแท้



5. เริ่มจากศูนย์

Jobs มีพรสวรรค์ในการจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นจากศูนย์ และผลก็คือ เขาทำให้วัตถุที่ไร้ชีวิตกลายเป็นสิ่งที่เกือบจะมีชีวิต ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การที่ Jobs คิดเครื่อง iPod ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ Sony กำลังครองตลาดเครื่องเล่นเพลงด้วย Walkman อย่างชนิดที่เกือบจะไร้คู่แข่ง และยังมี CBS เป็นผู้คอยสร้างเนื้อหาให้ การจะเอาชนะคู่แข่งแบบนี้ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ Jobs ชนะเพราะเริ่มต้นด้วยความคิดว่า เครื่องเล่นเพลงที่ “ควรจะเป็น” ควรจะเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยสร้างสิ่งอื่นๆ เติมเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงของเขา



6. เอาอย่าง อย่าลอกเลียน

คุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเป็น the next Jobs หรือไม่ ต่อไปนี้คือ 4 หลุมพรางของคนที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น Jobs คนต่อไป

- อย่าเลียนแบบ Jobs แต่เปลือก แค่แต่งตัวให้เหมือน Jobs ผู้นิยมสวมเสื้อคอเต่าสีดำและกางเกงยีนส์ ไม่ได้ทำให้คุณสามารถเป็น Jobs คนต่อไปได้ แต่หากคุณเอาอย่าง Jobs ที่ใช้สไลด์ ซึ่งเน้นภาพและมีข้อความเพียงเล็กน้อย ในการนำเสนองาน คุณอาจมีโอกาสพัฒนาตัวเองให้เป็นนักพูดที่สุดยอดเหมือนกับ Jobs ได้

-สิ่งที่บริษัททำหลังจากประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เคยทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ Apple ควบคุมโปรแกรมใช้งานต่างๆ บน iPhone และ iPad อย่างเข้มงวด และสร้างรายได้มหาศาลจากการขายโปรแกรมเหล่านี้ผ่านร้าน iTunes Store ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ Apple เคยทำกับเครื่อง Macintosh ในยุคทศวรรษ 80 ซึ่งเป็นช่วงที่ Apple เปิดเผยข้อมูลระบบ เพราะในตอนนั้น Apple กำลังต้องการให้คนอื่นๆ มาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้อย่างมาก

-เส้นทางที่จะประสบความสำเร็จมีหลายเส้นทาง เส้นทางที่เคยทำให้ Jobs ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นว่าจะใช้ได้ผลกับคุณด้วย ความจริงแล้ว Apple ทำหลายอย่างที่คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ หรือแม้กระทั่งส่ายหน้า เช่น ไม่ฟังลูกค้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสื่ออย่างเปิดเผยหรือเป็นมิตร ไม่ได้เข้าถึงลูกค้าผ่านสื่อ Social Media และไม่ได้บริหารพนักงานแบบเป็นประชาธิปไตยหรือมีส่วนร่วม แต่ Apple ก็ยังเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก

-บางครั้งเฮงอาจดีกว่าเก่ง กว่าจะถึงวันที่คุณสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด ก็อาจจะสายไปแล้วที่จะทำอย่างเดียวกับที่ Apple เคยทำ เพราะโอกาสที่เคยทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ อาจหมดไปแล้ว


ต่อไปนี้คือ 3 บทเรียนที่คุณควรเอาอย่าง Jobs

-ให้ในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูด

-ให้ความสำคัญมากที่สุด กับการใช้งานที่ง่ายและการออกแบบให้สวยงาม

-จัดสถานที่ทำงานที่จะทำให้คนทำงานได้ดีที่สุด




7. สำคัญที่สุดคือการออกแบบ

Jobs ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่างมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอยากซื้อ การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Apple มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โลโก้รูปแอปเปิลสีรุ้งที่แหว่งด้วยรอยกัด คืองานออกแบบยุคแรกสุด Apple อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่มีลูกค้าเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ กลับเป็นการที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นเหมือนสินค้าแฟชั่น ที่แทบไม่ต่างจาก Prada หรือ Paul Smith และคำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ได้หายไปจากชื่อของบริษัท

ทุกวันนี้ Apple ไม่ได้ผลิตคอมพิวเตอร์ แต่สร้างสิ่งต่างๆ หรือพูดให้ถูกคือ “ออกแบบ” สิ่งต่างๆ ที่ทำงานให้เรา การออกแบบทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple กลายเป็นวัตถุที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ และพาเราก้าวเข้าสู่โลกใหม่ยุคหลังวัตถุ (post-object world) คือโลกที่สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปร่างหน้าตาของวัตถุสิ่งของอีกต่อไป หากแต่เป็น “ความรู้สึก” ที่เจ้าของมีต่อวัตถุนั้นและการใช้งานมัน ดังเช่นที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสื่อสารถึงกัน วิธีที่เราเชื่อมความสัมพันธ์กัน และอื่นๆ โดยสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Apple ได้เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกและเข้าใจโลก




8. ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม

3 เทคนิคที่ทำให้ Jobs เป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจที่หาตัวจับยาก

-อธิบายความเจ๋งของผลิตภัณฑ์ในประโยคเดียว Jobs บอกว่า iPod เป็น “1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ” MacBook Air คือ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่บางที่สุดในโลก” และ iPad คือ “มหัศจรรย์แห่งการปฏิวัติคอมพิวเตอร์” หลักการของ Jobs คือ ให้ภาพใหญ่ก่อน ด้วยการอธิบายถึงผลิตภัณฑ์ด้วยประโยคเดียว ที่มีความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษรหรือน้อยกว่า

- อธิบายด้วยภาพ Jobs ชอบใช้สไลด์ที่มีแต่ภาพและข้อความเพียงเล็กน้อยไม่เกิน 40 คำ เพราะว่าเขาคิดเป็นภาพ สไลด์ของ Jobs จะไม่มีข้อความที่แบ่งเป็นหัวข้อๆ เด็ดขาด วิธีการที่ Jobs ใช้เรียกว่า Picture Superiority ซึ่งหมายความว่า คนจะรับข้อมูลข่าวสารได้ดีกว่า ถ้ามีทั้งภาพและข้อความ แทนที่จะมีแต่ข้อความเพียงอย่างเดียว ซึ่งบังเอิญถูกต้องตามหลักการทำงานของสมองมนุษย์ โดยคนจะจำข้อมูลที่มีแต่คำพูดได้เพียง 10% เท่านั้น หลังจากผ่านไป 3 วัน แต่จะจำได้มากถึง 65% ถ้าหากข้อมูลนั้นมีภาพด้วย

-กฎไม่เกิน 3 Jobs บอกว่า iPad2 “บางกว่า เบากว่า และเร็วกว่า” iPad1 ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความจำระยะสั้นจะดีขึ้น ถ้าหากข้อมูลที่ได้รับมาไม่เกิน 3 ส่วน แล้วจึงค่อยขยายรายละเอียดของแต่ละส่วน แต่ “ภาพใหญ่” จะต้องไม่เกิน 3



9. จากปาก Steve Jobs


“การสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่เกี่ยวกับการทุ่มเงินไปกับการวิจัยและพัฒนาให้มากๆ ตอนที่ Apple คิดเครื่อง Mac นั้น IBM ทุ่มเงินไปกับ R&D มากกว่าเรา ไม่ต่ำกว่า 100 เท่า แต่มันไม่เกี่ยวกับเงิน แต่เกี่ยวกับคนที่คุณมี คุณมีผู้นำอย่างไร และคุณเข้าใจเรื่องการสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน”

Fortune 9 พฤศจิกายน 1998



“เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยแค่กลุ่มตัวอย่าง เพราะคนมักจะไม่ค่อยรู้ว่า อะไรที่พวกเขาต้องการ จนกว่าคุณจะทำมันออกมาให้เขาเห็น”

BusinessWeek 25 พฤษภาคม 1998



“(นวัตกรรมของ Apple) เกิดมาจากการปฏิเสธ 1,000 สิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เดินไปผิดทาง หรือพยายามมากเกินไป”

BusinessWeek online 12 ตุลาคม 2004



“ไม่มีใครพยายามจะกลืนเรา ตราบใดที่มีผมอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าพวกเขาคงกลัวเรื่องรสชาติ”

ที่ประชุมผู้ถือหุ้น Apple 22 เมษายน 1998



“เราออกแบบปุ่มบนหน้าจอให้ดีซะจนคุณนึกอยากจะเลียมัน”

Fortune 24 มกราคม 2000 ในการเปิดตัว Aqua user interface ของ Mac OS X



“(iTune) จะเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมเพลง”

Fortune 12 พฤษภาคม 2003



“ผมอยากจะเป็นเจ้าของและควบคุมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ”

BusinessWeek online 12 ตุลาคม 2004



“(Android) อยากจะฆ่า iPhone แต่เราไม่ยอม”

ตอบคำถามพนักงาน Apple 28 มกราคม 2010



(เกี่ยวกับความล้มเหลว) “การเป็นคนรวยที่สุดที่นอนอยู่ในสุสาน ไม่มีความหมายอะไรกับผม แต่ถ้าได้เข้านอน ด้วยความรู้สึกว่า ได้ทำอะไรที่แสนวิเศษ นั่นจึงจะมีความหมาย เวลาที่คุณคิดสิ่งใหม่ๆ คุณมักจะทำผิด ต้องรีบยอมรับความผิดนั้นโดยเร็ว และปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป”

The Wall Street Journal 25 พฤษภาคม 1993



10. ท้าทายความคาดหวังของคนอื่น

Apple ไม่ใช่ทั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่บริษัทโทรศัพท์ ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ที่เขียนซอฟต์แวร์ และไม่ใช่บริษัทออกแบบแฟชั่น ถ้าเช่นนั้น Apple คืออะไร และความเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงของ Jobs อยู่ตรงไหน คำตอบคือ ค้าปลีก ร้าน Apple Store มียอดขายสูงลิ่วทำลายสถิติ ลูกค้าสามารถแวะเวียนไปพักผ่อนหย่อนใจที่ Wi-Fi Clubhouse ได้ทุกเมื่อ ในขณะที่อุตสาหกรรมเพลงขายเพลงไม่ได้ แต่ Steve Jobs ขายได้ เขายังขายหนังสือและโปรแกรมซอฟต์แวร์ และมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่า เขาจะขายอะไรต่อไป อาจจะเป็นแฟชั่น Apple บ้าน Apple รถ Apple และเชื่อเถอะว่า มีคนมากมายที่เต็มใจจะรอซื้อ บทเรียนจาก Jobs ในข้อนี้คือ อย่ายอมรับความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อคุณ ที่คาดหวังให้คุณต้องเป็นอย่างนั้น หรือทำอย่างนี้ อย่ายอมให้คนอื่นตัดสินคุณค่าของตัวคุณ



11. เป็นคู่แข่งของตัวเอง

Jobs เชื่อมั่นตั้งแต่แรกว่า Apple สามารถจะประสบความสำเร็จในตลาดอุปกรณ์สื่อสารพกพาได้ เพราะ Apple เป็นเพียงบริษัทเดียวที่เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ ในขณะที่คู่แข่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ และบริษัทน้องใหม่ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่าง Apple ก็สามารถสอนมวยและให้บทเรียนระดับ MBA ให้แก่รุ่นพี่ๆ ทั้งอุตสาหกรรมได้จริงๆ ถึงวิธีที่จะทำให้ลูกค้าบริโภคข้อมูลบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ด้วยความสวยงามของผลิตภัณฑ์ ความน่าทึ่งของแบรนด์ และประสบการณ์ของผู้ใช้ที่แตกต่าง สมแล้วที่ Jobs คืออัจฉริยะทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค เขาสามารถสร้างความแตกต่างอย่างชาญฉลาด ให้แก่สินค้าที่ดูเหมือนๆ กันไปหมด และยังนำความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย พึ่งพาได้ และสร้างแรงบันดาลใจ Jobs มีความสามารถในการคิดสร้างสิ่งที่เราจะต้องการ ก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเราต้องการมัน และสร้างสิ่งนั้นให้ง่ายต่อการใช้งาน



12. ปิดแล้วเปิดใหม่

Jobs นำเทคนิคของ Hollywood มาใช้กับ Silicon Valley อย่างได้ผล ผู้ยิ่งใหญ่ของ Hollywood ในสมัยก่อน ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่เน้นแต่เรื่องเทคนิคและเคร่งขรึมจริงจังในทศวรรษ 1910-20 ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมบันเทิง Jobs ก็ทำในสิ่งเดียวกัน เขากำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ ด้วย 3 วิธีการเดียวกับ Hollywood ได้แก่ หนึ่ง Jobs เข้าใจลูกค้า เขาเข้าใจดีว่า คนส่วนใหญ่ชอบบริโภคเนื้อหา มากกว่าจะเป็นผู้สร้างเนื้อหา ดังนั้นทั้ง iPad, iPhone และ iPod จึงถูกสร้างขึ้นอย่างดีที่สุด เพื่อส่งเสริมการบริโภคให้ง่ายที่สุด

ข้อ 2 Jobs ผู้เป็นเอตทัคคะด้านสุนทรียศาสตร์ เข้าใจดีว่า สิ่งที่ถูก “ตัด” ออกไป สำคัญมากกว่าสิ่งที่ใส่เข้ามา เขาจะไม่เพิ่มสิ่งใดแม้แต่เพียงสิ่งเดียว หากว่ามันจะทำลายความงามของผลิตภัณฑ์ของเขา ข้อสุดท้าย Jobs เข้าใจดีถึง “พลังดารา” คือการที่คนเข้าไปชมภาพยนตร์ เพียงเพราะมีดาราคนโปรดเพียงคนเดียว Jobs ทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของเขาเป็นเหมือน “ดารา”



13. ความลับ คือโฆษณาที่ดีที่สุด

Jobs รู้ดีมานานแล้วว่า โฆษณาที่ดีที่สุดไม่ใช่จะใช้เงินซื้อหาได้ และโฆษณาที่ดีที่สุด ก็คือเรื่องใหม่ๆ Jobs เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทุกตัวของเขา เหมือนกับมันเป็นข่าวใหม่ๆ ข่าวหนึ่ง วิธีการของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เขาได้โฆษณาฟรีๆ บนสื่อ ที่ต่างพากันรายงานการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของเขาในฐานะของข่าว เคยมีการประเมินว่า Jobs ได้โฆษณาฟรีๆ ที่สามารถคิดเป็นเม็ดเงินได้ถึง 400 ล้านดอลลาร์ ในการเปิดตัว iPhone จากการที่สื่อทั่วโลกต่างพากันทำข่าวนี้ จริงๆ แล้ววิธีการของ Jobs เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ แต่ฉลาด เขาแค่บอกว่า เขามีความลับ

1 สัปดาห์ก่อนหน้าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Jobs จะส่งคำเชิญให้ไปร่วมงานที่ลึกลับ ทำให้คนรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เกิดการคาดเดากันอย่างใหญ่โตและข่าวลือ สื่อก็ร่วมเล่นเกมค้นหาความลับด้วย แต่ Jobs ก็จะปกปิดความลับของเขาอย่างยิ่งยวด จนกว่าจะเฉลยในวันสุดท้าย Jobs ใช้วิธีการนี้อย่างได้ผลมาตลอด 20 ปีแห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ Apple




14. จงเป็นคนที่หิวและโง่

โอวาทอันโด่งดังที่ Steve Jobs ซึ่งไม่เคยเรียนจบปริญญา ได้กล่าวแก่บัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัย Stanford University เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2005 เขาได้เล่าเรื่อง 3 เรื่อง เรื่องแรก เกี่ยวกับการเรียนมหาวิทยาลัยของเขา หลังจากเข้าเป็นนักศึกษาใหม่ที่มหาวิทยาลัย Reed College ใน Portland รัฐ Oregon ได้เพียง 6 เดือน Jobs ก็พบว่ามันช่างไร้ประโยชน์ เขาตัดสินใจลาออก ซึ่งทำให้เขาไม่ต้องเรียนวิชาที่ถูกบังคับให้เรียนโดยที่เขาไม่สนใจ และสามารถเรียนวิชาที่เขารู้สึกสนใจได้ หนึ่งในนั้นคือวิชา “อักษรวิจิตร” (calligraphy) เกี่ยวกับการการออกแบบตัวอักษรให้สวยงาม แม้ว่าในตอนนั้นเขาเอง ยังมองไม่เห็นเลยว่า วิชานี้จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาอย่างไร แต่ 10 ปีให้หลัง ในขณะที่ Jobs กำลังออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้กลับเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล และทำให้ Mac เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในโลกที่มีตัวอักษรสวยงาม ที่แม้แต่ Windows ยังลอกเลียนไปใช้

Jobs บอกกับบัณฑิตใหม่ในวันนั้นว่า คุณไม่รู้หรอกว่า “จุด” ต่างๆ ในชีวิตของคุณ จะไปเชื่อมต่อกันได้อย่างไรในอนาคต เพราะคุณจะสามารถลากเส้นต่อจุดเหล่านั้นได้ ก็ต่อเมื่อเวลาที่คุณได้มองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น คุณจึงต้องเชื่อมั่นว่า จุดต่างๆ เหล่านั้น จะเชื่อมต่อกันเองในอนาคต คนเราต้องมีความเชื่อมั่นศรัทธาในบางอย่าง ไม่ว่าบางอย่างนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ความกล้าในตัวคุณเอง โชคชะตา หรือกรรม เพราะความเชื่อมั่นศรัทธาว่าจุดต่างๆ ในชีวิตของคุณ จะเชื่อมต่อกันเป็นถนนที่คุณจะเดินในอนาคต จะทำให้คุณบังเกิดความเชื่อมั่นที่จะเดินตามหัวใจของคุณ แม้ว่าอาจจะต้องเดินออกไปจากหนทางที่คุณคุ้นเคย แต่คุณจะค้นพบสิ่งที่แตกต่าง

เรื่องที่สองคือเรื่องที่เขาถูกไล่ออกจาก Apple บริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือ แต่ Jobs บอกว่า นั่นล่ะ คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา ความหนักของความสำเร็จ ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และได้ปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของเขา ช่วงนั้น Jobs ได้สร้างบริษัท NeXT และ Pixar และได้พบรักกับภรรยา

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย ตอนที่เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน Jobs บอกว่า การคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ที่ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตได้ การรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ทำให้เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยคิดว่าสำคัญ ความคาดหวัง ความหยิ่งทรนง ความกลัวว่าจะอับอายและล้มเหลว ล้วนกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายไปสิ้น เมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย คงเหลือแต่เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแท้จริงเท่านั้น การรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ทำให้เขารอดพ้นจากกับดักความคิดที่ว่า เขามีอะไรต้องสูญเสีย คนเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้อย่างตัวเปล่า จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เดินตามหัวใจตัวเอง

Jobs ปิดท้ายโอวาทของเขาด้วยคำแนะนำสุดท้าย ที่เขานำมาจากคำบรรยายใต้ภาพปกนิตยสารชื่อ Whole Earth Catalog ฉบับสุดท้าย ก่อนที่นิตยสารฉบับนั้นจะปิดตัวลง ซึ่งเขาได้อ่านเมื่อตอนอายุเท่าๆ กับบัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น เป็นประโยคที่เขาหวังให้ตัวเองทำได้เสมอมา และประโยคนั้นคือ “จงเป็นคนที่หิวและโง่” **


เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง

Wired กรกฎาคม 2554

from http://is.gd/IISSUP


16 ตุลาคม 2554

พลังแบรนด์ 81 ปี “เลโก้”


  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แบรนด์อายุเก่าแก่จะยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แถมยังเป็นแบรนด์ของเล่น ที่ต้องครองใจเด็กได้ทุกยุคทุกสมัย แต่เลโก้ (LEGO) ทำได้

เลโก้ เป็นแบรนด์สัญชาติสวีดิช ของเล่นเลื่องชื่อประเภท Construction Toys หรือตัวต่อในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทศวรรษ รวมเวลา 81 ปีที่เลโก้ยังคงฝ่าฟันและท้าทายความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแห่งเกมคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งยืนหยัดได้เช่นทุกวันนี้



ก่อตั้งโดยOle Kirk Christiansenช่างไม้ฝีมือดี ชาวเมือง Billund ประเทศเดนมาร์ก ชื่อ LEGO มาจากภาษาสวีดิชว่าleg godt แปลว่า Play well และมีวิสัยทัศน์ที่เด่นชัดว่า “Only the best is good enough”

เลโก้ผลิตที่เดนมาร์ก เช็ก ฮังการี และเม็กซิโก แต่ละปีผลิตชิ้นส่วนเลโก้กว่า 31,000 ล้านชิ้น ตัวต่อเลโก้ถูกออกแบบมาให้แตกต่างกันถึง 3,900 แบบ และมีถึง 58 สี ในสนนราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่นบาท ในแต่ละปีเลโก้ผลิตตัวต่อถึง 22,000 ล้านตัว หรือคิดเป็น 30,000 ชิ้นต่อนาที และในทุกวินาทีสินค้าเลโก้มากกว่า 7 กล่องถูกขายออกไป

ตัวต่อแต่ละตัวผลิตจากพลาสติกที่ไม่เป็นพิษ คือAcrylonitrile Butadiene Styrene (ABS)
เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ ได้ด้วยตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัด คำว่า “กรอบ” จึงไม่เคยเกิดขึ้นกับเลโก้ ความสำเร็จของเลโก้ถึงกับทำให้นิตยสารฟอร์จูนยกย่องเลโก้ว่าเป็น "ของเล่นแห่งศตวรรษ"
แม้เริ่มแรกเลโก้จะถือกำเนิดเพื่อกลุ่มเด็ก และจัดเป็นแบรนด์ประเภทดื้อดึงที่ไม่ยอมรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้าง สรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากผู้บริโภค แต่ปัจจุบันผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนแบรนด์กลายเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ ที่เป็นแฟนประเภท “Die Hard” ที่สะสมและคลั่งไคล้เลโก้เป็นชีวิตจิตใจ

ในช่วงคริสต์มาสปี 1999/2000 ทางวอลมาร์ท ทาร์เก็ต และทอยอาร์อัสแจ้งกับเลโก้ว่า พวกเขาไม่รู้ว่าลูกค้าของเลโก้เป็นใคร เพราะเลโก้เองก็หาได้ใส่ใจกับลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่แต่อย่างใด

ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มก่อตั้งเว็บไซต์เพื่อพูดคุยกัน สร้างช่องทางซื้อขายสินค้าเลโก้ออนไลน์ขึ้นมาเอง รวมถึงเป็นช่องทางแบ่งปันผลงานเลโก้ที่แต่ละคนสร้างขึ้นมา

กลุ่มเป้าหมายที่เคยดูจำกัด กลับกลายเป็นว่า เปิดกว้างสำหรับทุกเพศ ทุกวัย อย่างแท้จริง ตั้งแต่ 1 ขวบเรื่อยไปจนถึงตราบสิ้นอายุขัย โดยเลโก้เริ่มหันมาให้ความสนใจลูกค้าตัวจริงเสียงจริงอย่างจริงจังมากขึ้น ผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย และเริ่มสร้างคอมมูนิตี้อย่างเป็นทางการขึ้นมา ล่าสุดคือ เลโก้คลิก เพื่อส่งเสริมให้แฟนๆ ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ที่มีต่อเลโก้ หรือทำให้เกิด User Generated Content นั่นเองผ่านทั้งไวรัล วิดีโอ รูปภาพ

นอกจากนี้ยังมีโครงการเลโก้แอมบาสเดอร์ คัดเลือกแฟนพันธุ์แท้ 40 คนอายุ 19-65 ปีจากทั่วโลก เพื่อให้แฟนเสียงดังที่กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ เป็นกระบอกเสียงและ Influencer ต่อไป
พลังของแฟนตัวยงคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เลโก้ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งได้จนถึง ปัจจุบัน และทำให้เลโก้สามารถการขายสินค้าในกลุ่ม Licensed Theme ได้เป็นกอบเป็นกำทั้งๆ ที่มีราคาสูง

Licensed Theme อันโด่งดัง คือ Star Wars, Pirates of the Caribbean, Indiana Jones, Toy story, Spider Man, Avatar, Ben-10, Prince of Persia, Harry Potter โดย Licensed Theme ทำเงินให้กับเลโก้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60-70% ของสินค้าทั้งหมด
เลโก้ยังสร้างอาณาจักรแห่งจินตนาการเพิ่มเติมผ่านสวนสนุกเลโก้แลนด์ ที่ทำจากตัวต่อนับ 20 ล้านชิ้น ปัจจุบันมีที่เดนมาร์ก อังกฤษ สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2549 เลโก้เผชิญวิกฤติครั้งสำคัญเมื่อขยายธุรกิจไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ฯลฯ แต่กลับล้มเหลว ผลประการตกต่ำ จนกระทั่งต้องเลิกจ้างพนักงานกว่า 1,000 คน เพื่อเรียกความฟิตแอนด์เฟิร์มกลับมาคืนมา และโฟกัสในธุรกิจหลักอีกครั้ง ส่งผลให้ผลประกอบการกลับมาดีขึ้นในปี 2552

พลังของแบรนด์นี้ทำให้เมือง Billund ถิ่นกำเนิดเลโก้ กลายเป็นเมืองฮิตของนักท่องเที่ยวเมื่อมาเยือนสวีเดน โดยมีนักท่องเที่ยวราว 1 ล้านคนต่อปี

ปัจจุบันสินค้าเลโก้แบ่งออกเป็นหลายแคทิกอรี่ คือTown and City, Space, Robots,
Pirates, Trains, Vikings, Castle, Dinosaurs, Undersea Exploration และWild West
แม้ส่วนใหญ่จะเป็นของเล่นสำหรับผู้ชาย แต่ไลน์สำหรับเด็กผู้หญิงก็มีเช่นBelville (ชุดบ้านหมาน้อย สาวฟาร์มม้า)

ปัจจุบันเลโก้มีจำหน่ายในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ในไทยนำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านช่องทางห้างสรรพสินค้า (ต่างประเทศมีเลโก้สโตร์)

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สำหรับประเทศไทยตลาดของเล่นเฉพาะที่มีแบรนด์ คิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเซ็กเมนต์ของเล่นตัวตัว 400 ล้านบาท โดยเลโก้มีส่วนแบ่งการตลาดในเซ็กเมนต์นี้ 80% ภายใต้งบการตลาด 25-30 ล้านบาทต่อปี

    เลโก้ กรุ๊ป จัดเป็นบริษัทผู้ผลิตของเล่นอันดับ 4 ของโลก
  1. Mattel
  2. Bandai-namco
  3. Hasbro
  4. The LEGO Group
  5. Tomy-Takar

from http://is.gd/Z305cv


09 ตุลาคม 2554

สุนทรพจน์ของสตีฟ จ๊อบส์ ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 12 มิ.ย.2548

ผ่านจากวันนั้นถึงวันนี้ 6 ปี ของสุนทรพจน์ดังบทหนึ่งแห่งยุคได้ให้แนวทางและยังเป็นเหมือน "ตะเกียง" ให้คนรุ่นหลังได้ลองอย่างที่เขาได้ "ลอง" ด้วยวลีที่เขาประกาศว่า "อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความเชื่อ"

สุนทรพจน์นี้ทำให้เราเห็นตัวตนของเขาชัดเจน ตั้งแต่ความเป็นคนนอกกรอบ กล้าลอง เชื่อในความหวัง โชคชะตา และมีวิถีคิดในเชิงพุทธและสุดท้ายแม้สุนทรพจน์นี้จะผ่านมาแล้วถึง 6 ปี ทว่ามันกลับเหมือนเป็น "คำพูดบอกลา" ได้อย่างดีที่สุดเช่นกัน

"ความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติให้เรามา เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงกำจัดของเก่าเพื่อสละพื้นที่ให้กับของใหม่"--สตีฟ จ๊อบส์กล่าว

ประชาชาติธุรกิจแบ่งเนื้อหาของสุนทรพจน์นี้ออกเป็น 3 ช่วงของชีวิตสตีฟ จ๊อบส์ นั่นคือ การเชื่อมจุด , ความรักและการสูญเสีย, ความตาย


เนื้อหาของสุนทรพจน์เรียบเรียงจากหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน" พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ OpenBooks



บทเรียนที่ 1 จ๊อบส์เรียกมันว่า "การเชื่อมจุด"


"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาคุยกับน้องๆทั้งหลายในวันจบการศึกษาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ผมเองไม่เคยเรียนจบปริญญา ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องจากชึวิตจริงของผมให้น้องๆฟัง 3 เรื่อง ไม่มีอะไรมากครับ แค่ 3 เรื่องเท่านั้น"

"เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเชื่อมจุดครับ"


"ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยรีดหลังจากไปเรียนอยู่ที่นั่น 6 เดือน แต่ก็ไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณ 18 เดือนก่อนที่ผมจะลาออกจริงๆ แล้วทำไมผมถึงลาออก?"


"เหตุมันเกิดก่อนผมเกิด แม่แท้ๆของผมเป็นนักเรียนสาวที่จบมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้แต่งงาน แม่อยากยกผมให้เป็นลูกบุญธรรมของคนที่จบปริญญา ก็เลยจัดการให้ทนายคนหนึ่งกับภรรยารับอุปการะผมตั้งแต่เกิด ทีนี้คู่นี้เกิดเปลี่ยนใจนาทีสุดท้ายขึ้นมา คิดว่าเขาอยากอุปการะเด็กผู้หญิงมากกว่า พ่อแม่ผมก็เลยต้องรับโทรศัพท์กลางดึก หมอถามว่า ทารกเป็นเด็กชายคุณยังอยากเลี้ยงเขาอยู่รึเปล่า?"


"พ่อแม่ผมตอบว่า แน่นอน ตอนหลังแม่แท้ๆของผมค้นพบว่า แม่บุญธรรมของผมไม่เคยจบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของผมไม่เคยจบมัธยมปลาย แม่ก็เลยไม่ยอมเซ็นเอกสารส่งตัวผม มายอมหลายเดือนหลังจากนั้นก็ตอนที่พ่อแม่ผมสัญญากับเธอว่า วันหนึ่งผมจะได้เรียนมหาวิทยาลัย


หลังจากนั้นอีก 17 ปี ผมก็ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมดันเลือกมหาวิทยาลัยที่แพงเกือบเท่าสแตนฟอร์ด ทำให้พ่อแม่ผู้ใช้แรงงานของผมต้องใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดเพื่อส่งผมเรียน หลังจากเรียนได้ 6 เดือน ผมก็มองไม่เห็นประโยชน์ของมันอีก ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต และผมก็ไม่รู้ว่าปริญญาจะช่วยหาคำตอบให้ผมได้ยังไง ในขณะที่ผมกำลังถลุงเงินที่พ่อแม่ของผมเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต

ผมก็เลยตัดสินใจลาออกด้วยความเชื่อว่าทุกอย่างคงโอเคในที่สุด ตอนนั้นน่ากลัวเหมือนกันนะครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผม นาทีที่ผมลาออก แปลว่าผมไม่ต้องไปเรียนวิชาที่ผมไม่สนใจอีกต่อไป และไปนั่งเรีนยแบบไม่เอาคะแนนในวิชาที่น่าสนใจแทน


ชีวิตของผมช่วงนั้นไม่ได้โรแมนติกหรอกนะครับ ผมไม่มีหอพักแล้ว ก็เลยต้องไปนอนบนพื้นในห้องของเพื่อนๆ ผมเก็บขวดโค้กไปแลกเงินค่าคืนขวด 5 เซ็นต์ เก็บไปซื้อข้าวกิน และทุกๆวันอาทิตย์ ผมจะเดิน 7 ไมล์จากฟากหนึ่งของเมืองไปยังอีกฟากหนึ่งเพื่อไปกินข้าวดีๆซักมื้อที่วัดพระกฤษณะ ผมรักมันมาก การที่ผมปล่อยชีวิตไปตามความอยากรู้อยากเห็นและสัญชาตญาณ ทำให้ผมได้เจอหลายสิ่งโดยบังเอิญ ผมจะยกตัวอย่างซักเรื่องนะครับ


มหาวิทยาลัยรีดสมัยนั้นมีคอร์สสอนการคัดลายมือ ที่น่าจะดีที่สุดในประเทศ ในบริเวณมหาวิทยาลัย โปสเตอร์ทุกแผ่น ป้ายติดลิ้นชักทุกอัน ล้วนเขียนด้วยลายมือที่สวยมากๆ เพราะผมไม่ต้องไปเรียนวิชาบังคับหลังจากลาออกแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจไปเรียนคอร์สนี้ เพราะอยากรู้ว่าเขาเขียนกันยังไง ผมเรียนวิธีเขียนตัวอักษรแบบเซรีฟแบบซานเซรีฟ เรียนวิธีเว้นช่องไฟระหว่างตัวอักษร เรียนรู้เทคนิคการเรียงพิมพ์อันยอดเยี่ยม ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่มีความลึกล้ำในแง่มุมที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายได้ ผมรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

วิชานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะเอามาใช้ในชีวิตจริงของผมได้เลย แต่อีก 10 ปี ต่อมา ตอนที่เรากำลังออกแบบคอมพิวเตอร์แมคอินทอชรุ่นแรก ความรู้เหล่านี้ก็ย้อนกลับมาใหม่ เราใส่มันลงไปในเจ้าแมคนี้หมดเลยครับ ทำให้แมคเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในโลกที่มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนวิชานั้น ป่านนี้แมคก็คงไม่มีตัวพิมพ์หลากหลายรุปแบบ หรือตัวพิมพ์ที่เว้นช่องไฟในสัดส่วนที่เหมาะสม และเพราะวินโดวส์ใช้วิธีก๊อปปี้แมคเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไปก็คงไม่มีด้วย ถ้าผมไม่ลาออก ผมก็คงไม่ได้ไปนั่งเรียนวิชาคัดลายมือ และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็คงไม่มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม แน่นอนครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ตอนผมเป็นนักเรียน แต่การเชื่อมจุดเป็นเรื่องง่ายดายในอีกสิบปีให้หลัง เมื่อผมมองย้อนกลับไปในอดีต


ไม่มีใครสามารถเชื่อมจุดจากปัจจุบันไปยังอนาคตได้ เราทำได้เพียงเชื่อมจากปัจจุบันไปหาอดีตเท่านั้น เพราะฉะนั้นน้องๆต้องมั่นใจว่าอะไรที่ทำอยู่ตอนนี้จะเชื่อมไปเองในอนาคต น้องๆต้องเชื่อมั่นในอะไรซักอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณ โชคชะตะ ชีวิต กฎแห่งกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ ความมั่นแบบนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก


บทเรียนที่ 2 ความรักและการสูญเสีย


ผมเป็นคนโชคดีที่ค้นพบงานที่ผมรักตั้งแต่อายุยังน้อย ผมกับวอซก่อตั้งแอปเปิ้ลในโรงรถของพ่อแม่ผม ตอนผมอายุ 20 ปี เราทำงานกันหนักมากครับ ภายใน 10 ปี แอปเปิ้ลขยายจากแค่เรา 2 คน ในโรงรถ เป็นบริษัทมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญที่มีพนักงานกว่า 4,000 คน ตอนนั้นเราเพิ่งเปิดตัวผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรา เครื่องแมคอินทอช 1 ปีก่อนหน้าที่ผมจะอายุเต็ม 30 ปี แล้วผมก็ถูกไล่ออก ทำยังไงคนเราถึงได้ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เราก่อตั้งมาเองกับมือหรือครับ?


คือว่าเมื่อแอปเปิ้ลโตขึ้น เราก็จ้างคนที่เราคิดว่าเก่งมากๆมาช่วยผมบริหารบริษัท ปีแรกเหตุการณ์ก็ราบรื่นดี แต่หลังจากนั้นวิสัยทัศน์ของเราก็เริ่มแยกทางกัน จนในที่สุดเราก็ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อถึงจุดนั้น คณะกรรมการบริษัทเลือกอยู่ข้างเขา ผมก็เลยถูกไล่ออกตอนอายุ 30 ปี แล้วก็ออกแบบเป็นข่าวดังมากด้วย ในพริบตาเท่านั้น สิ่งที่ผมทุ่มเทให้ทั้งชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของผมก็สลายไป มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจผมมาก


ผมไม่รู้จะทำอะไรเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากนั้นผมรู้สึกว่าผมทำให้เจ้าของธุรกิจรุ่นก่อนผิดหวังรู้สึกว่าผมทำไม้ผลัดตกตอนที่เขากำลังหยิบยื่นมันมาให้ผม ผมไปพบเดวิด แพคการ์ด กับบ๊อบ นอยซ์ เพื่อขอโทษพวกเขาที่ทำทุกอย่างพังพินาศ ผมเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวที่โด่งดัง ช่วงหนึ่งผมคิดขนาดจะหนีไปจากวงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มคิดได้อย่างช้าๆว่าผมยังรักในสิ่งที่ผมทำอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิ้ลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนี้เลย ผมถูกไล่ออก แต่ผมยังมีความรักอยุ่ นั่นทำให้ผมตัดสินใจเริ่มต้นใหม่


ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอย่างนี้ แต่ปรากฎว่าการถูกไล่ออกจากแอปเปิ้ลกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับผมได้ ภาระอันหนักอึ้งจากความสำเร็จแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเบาสบาย เมื่อผมกลับกลายเป็นมือใหม่ที่มีความเชื่อมั่นน้อยลง มันทำให้ผมมีอิสรภาพที่จะเข้าสู่ช่วงที่ผมมีความสร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต


ในช่วง 5 ปี หลังจากนั้น ผมก่อตั้งบริษัทชื่อ เน็กสต์ อีกบริษัทชื่อ พิกซาร์ และตกหลุมรักผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาผม พิกซาร์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวที่เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นล้วนๆ เรื่องแรกของโลก คือ ทอย สตอรี่ และตอนนี้เป็นสตูดิโอแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก หนึ่งในเหตุการณ์พลิกผันอันน่าพิศวงคือ เมื่อแอปเปิ้ลซื้อกิจการของเน็กสต์ กลับคืนสู่แอปเปิ้ล และเทคโนโลยีที่พัฒนาที่เน็กสต์ก็กลายเป็นหัวใจของแอปเปิ้ลยุครุ่งเรืองในปัจจุบัน ตอนนี้ลอรีน และผมมีครอบครัวที่อบอุ่นร่วมกัน


ผมเชื่อว่าเรื่องราวเหลานี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าแอปเปิ้ลไม่ไล่ผมออก แม้มันจะเป็นยาที่ขมมาก แต่ผมก็คิดว่าเป็นยาที่คนป่วยต้องการพอดี บางครั้งชีวิตก็กระแทกเราเหมือนอิฐ อย่าเสื่อมศรัทธานะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ผมผ่านช่วงนั้นมาได้ คือความรักในสิ่งที่ผมทำ น้องๆต้องหาสิ่งที่ตัวเองรัก ผมหมายถึงทั้งงานและคนรัก เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเราจะหมดไปกับงาน วิธีเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงาน คือ เมื่อเราทำงานที่ยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่จะทำให้งานออกมายอดเยี่ยมคือ เมื่อเรารักงานที่เราทำ ถ้าน้องๆยังหางานนั้นไม่เจอ จงหาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง งานก็เหมือนเรื่องของหัวใจเรื่องอื่นๆ ตรงที่เราจะรู้ว่ามัน "ใช่" เมื่อได้เจอกับมัน และการทำงานก็เหมือนความสัมพันธ์ที่ดีแบบอื่น คือมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นผมอยากย้ำให้น้องๆ ตามหางานที่รักจนกว่าจะเจอ อย่าท้อถอย



บทเรียนที่ 3 ความตาย

ตอนผมอายุ 17 ปี ผมอ่านคำคมประโยคหนึ่งที่ว่าไว้ทำนองนี้ ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนมันเป็นวันสุดท้ายของคุณแล้วล่ะก็ วันหนึ่งคุณจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง ผมรู้สึกประทับใจกับประโยคนี้มาก ตั้งแต่นั้นมาก

ก่วา 33 ปี ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองวา ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า? แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ ไม่ ติดกันหลายวัน ผมจะรู้ตัวว่าผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว


ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ผมใช้ในการตัดสินใจสำคัญๆของชีวิต เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความภูมิใจ ความกลัวการหน้าแตกและความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆเท่านั้น มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ


ประมาณ 1 ปีก่อน หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็งผมไปเข้าเครื่องสแกนเวลา 7 โมงครึ่งตอนเช้า ผลออกมาชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อนของผม ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเขาค่อนข้างแน่ใจว่าผมเป็นมะเร็งแบบที่รักษาไม่หาย และผมไม่น่าจะอยู่ได้นานเกิน 3-6 เดือน หมอบอกให้ผมกลับบ้านไปสะสางเรื่องต่างๆที่คั่งค้างอยู่ก็เป็นโค้ดของหมอที่แปลว่าให้ไปเตรียมตัวตายนั่นแหละครับ แปลว่าให้พยายามบอกลูกๆถึงสิ่งต่างๆที่คนปกติมีเวลา 10 ปีที่จะบอกให้บอกภายในไม่กี่เดือน แปลว่าให้เก็บความรู้สึกทุกอย่างให้เรียบร้อย ให้ครอบครัวไม่ยุ่งยากใจเมื่อถึงเวลา แปลว่าให้เอ่ยคำลา


ผมหมกหมุ่นอยู่กับคำวินิจฉัยนั้นทั้งวัน เย็นวันนั้นผมไปเข้ากระบวนการไบอ็อพซี คือหมอต้องหย่อนกล้องเอ็นโดสโคปลงไปในคอผมผ่านกระเพาะไปยังลำไส้ เอาเข็มฉีดยาแทงเข้าตับอ่อนดูดเอาเซลล์มะเร็งบางเซลล์ออกมา ตอนนั้นผมอยู่ใต้ฤทธิ์ยาชา ภรรยาผมซึ่งอยู่ในห้องด้วยเล่าให้ฟังว่าตอนที่ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูเซลล์มะเร็ง หมอหลายคนถึงกับร้องไห้ เพราะปรากฎว่ามันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดหายากที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด หลังจากนั้นผมก็เข้ารับการผ่าตัด ตอนนี้ผมสบายดีแล้วครับ


นั่นเป็นเหตุการณ์ที่นำให้ผมใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดในชีวิต ผมหวังว่ามันจะไม่มาใกล้กว่านี้แล้วในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เพราะผมได้ประสบด้วยตัวเอง ผมเลยสามารถเล่าสิ่งต่อไปนี้ให้น้องๆฟังด้วยความมั่นใจกว่าตอนที่ความตายเป็นแค่นามธรรมสำหรับผม


ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ ขนาดคนที่อยากไปสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนไปถึง ถึงกระนั้นเราทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีใครเคยรอดพ้นจากมัน แต่นั่นก็เป็นสัจธรรมที่ควรจะเป็น เพราะความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติให้เรามา เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงกำจัดของเก่าเพื่อสละพื้นที่ให้กับของใหม่ ตอนนี้น้องๆทุกคนเป็นของใหม่ แต่ในอีกไม่นานนับจากนี้ น้องๆจะกลายเป็นของเก่าที่ธรรมชาติต้องกำจัด ขอโทษที่อาจฟังดูเว่อร์นะครับ แต่มันเป็นความจริง


เวลาของน้องๆมีจำกัด ดังนั้นอย่าทำให้มันเปล่าประโยชน์ด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์ นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของทัศนคติคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจของเราเอง และที่สำคัญที่สุดคือ จงมีความกล้าที่จะเดินตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง เพราะสองสิ่งนี้รู้อยู่แล้วว่าน้องๆอยากเป็นอะไรทุกอย่างที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งนั้น


ตอนผมเป็นเด็กมีหนังสือที่น่าอัศจรรย์มากเล่มหนึ่งชื่อ แคตตาล็อกของโลก (The Whole Earth Catalog) ซึ่งนับเป็นคัมภีร์ไบเบิลของคนรุ่นผม คนคิดแคตตาล็อกนี้ชื่อ สจ๊วต แบรนด์ เป็นคนเมืองเม็นโล ปาร์ค ไม่ไกลจากนี่เลยครับ เขาทำให้หนังสือนี้มีชีวิตขึ้นมาด้วยอารมณ์กวี เรากำลังพูดถึงช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และโปรแกรมเวิร์ด แปลว่าแคตตาล็อคนี้ผลิตขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีดกรรไกร และกล้องโพลารอยด์ คล้ายๆกับกูเกิลในรูปกระดาษ 35 ปี ก่อนกูเกิลเกิด มันเป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และเต็มเปี่ยมด้วยเครื่องมือและไอเดียดีๆมากมาย


สจวตและทีมของเขาผลิตแคตตาล็อกออกมาได้ไม่กี่เล่ม ก่อนที่มันจะม้วนเสื่อไป เขาเข็นเล่มสุดท้ายออกมาประมาณกลางทศวรร 1970 ตอนนั้นผมมีอายุเท่าน้องๆ ตอนนี้ ปกหลังของเล่มนี้เป็นรูปถนนแถวชนบทยามเช้า แบบที่น้องๆ นักผจญภัยชอบไปโบกรถกันนั่นแหละครับ ใต้รูปเขียนว่า อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความเชื่อ Stay Hungry. Stay Foolish. แล้วผมก็ใช้ประโยคนี้เป็นคติประจำใจมาตลอด และในวันนี้วันที่น้องๆออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปเริ่มชีวิตใหม่

ผมขออวยพรให้น้องๆด้วยประโยคนี้ครับ "อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความเชื่อ" ขอบคุณมากครับ

from http://is.gd/qlI7C5


08 ตุลาคม 2554

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน เรื่อง การเลือกคู่ครอง

 สำหรับคนโสด ก็มักจะมีคำถามว่า "คนที่ ใช่ เมื่อไรจะเจอสักที" ฝ่ายชายก็เฝ้ารอคอย "นางในดวงใจ" ฝ่ายหญิงก็เฝ้ารอคอย "ชายในฝัน" ที่เจอๆมาแล้ว ผ่านไปแล้ว ก็ยังไม่ใช่ คนที่ "ใช่" สักที ใครหนอคือคนที่ใช่ของเรา

บางคนก็เชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส ว่าคู่แล้วไม่แคล้วกัน ยังไงๆคงต้องได้เจอสักวันจนได้ บางคนก็เชื่อเรื่องพรหมลิขิต ยังไงเสีย ต้องดลใจให้เนื้อคู่ของเรา มาพบมาเจอเราจนได้

อันที่จริงแล้ว ทุกอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของเราเองต่างหาก บางทีบุพเพสันนิวาสก็ทำให้เราได้พบได้เจอคนที่เรารู้สึกถูกชะตา ถูกอัธยาศัย แต่ถ้าเราไม่สานสัมพันธ์ต่อให้ดีๆ เขาหรือเธอก็อาจจะไปใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น และตกร่องปล่องชิ้น แต่งงานแต่งการกับเขาหรือเธอไปเสียก่อน เราก็ต้องรับประทาน "แห้ว" ไปตามระเบียบ

บางทีพรหมลิขิตก็ทำงานหนักแล้ว ดลใจให้เขาหรือเธอมาพบกับเราแล้ว แต่ด้วยค่านิยมที่ผิดๆ ด้วยความเขิน ด้วยความเหนียมอาย จนกลายเป็นเล่นตัว คนที่เขามาทีหลัง เขากล้าหาญชาญชัยกว่าเรา เขาก็คว้าเอาไปครอบครองเสียก่อน แล้วเราก็ต้องรับประทาน "แห้ว" อีกวาระหนึ่ง

จากคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ทำให้เรารู้ว่า คนทุกคนที่มีความสัมพันธ์กับเราทุกวันนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่างก็เคยได้มีความสัมพันธ์กับเรามาแล้วทั้งนั้นในอดีตชาติ คนที่เคยมีความสัมพันธ์ในทางที่ดีต่อเรามาก่อน เมื่อได้มาพบกันอีกในชาตินี้ จะทำให้รู้สึกถูกชะตา ถูกอัธยาศัยกัน ชอบพอกัน แต่ความสัมพันธ์ในอดีตชาตินั้น ก็ยังไม่มีอิทธิพลหรือมีความสำคัญต่อเรามากเท่ากับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เราจึงควรพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ในปัจจุบันนี้ให้มากว่า หากต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้ว เขาหรือเธอ จะเข้ากับเราได้ดีไหม ไปกันได้ดีไหม ยอมรับและเข้าใจกันได้ไหม และจะทำให้มีความสุขที่อยู่ด้วยกันหรือไม่


หลักธรรมในการเลือกคู่ครอง คือ สมชีวิธรรม 4 เราควรเลือกคู่ครองที่มีลักษณะดังนี้

สมชีวิธรรม 4 (qualities which make a couple well matched) เป็นธรรมที่จะทำให้คู่สมรส ครองรักกันได้ราบรื่น กลมกลืน และยาวนาน ได้แก่

1. สมสัทธา (to be matched in faith) คือ มีศรัทธาสมกัน มีความเชื่อในสิ่งเดียวกัน มีทัศนคติในการมองโลก มองชีวิต ไปในทางเดียวกัน ก็จะทำให้เข้าใจกันง่าย ไม่มีความขัดแย้งกัน

2. สมสีลา (to be matched in moral) คือ มีศีลสมกัน ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ต้องมีหลักในการประพฤติปฏิบัติตนเรื่องผิดชอบชั่วดีเหมือนๆกัน เช่น ถ้าคนหนึ่งไม่ชอบการโกหก อีกคนหนึ่งต้องไม่ชอบการโกหกด้วย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักโกหกเป็นนิสัย อีกฝ่ายหนึ่งย่อมเกิดความไม่ไว้วางใจ และอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุข หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบเล่นการพนัน แต่อีกฝ่ายชอบมัวเมากับการพนัน ก็ไม่ควรเลือกมาเป็นคู่ครอง เพราะจะมีแต่ความขัดแย้ง อยู่ด้วยกันไปก็ไม่มีความสุข

3. สมจาคา (to be matched in generosity) คือ มีจาคะสมกัน มีใจเมตตากรุณา โอบอ้อมอารี เหมือนๆกัน ชอบเกื้อกูลสนับสนุนญาติพี่น้อง และคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนตระหนี่ ก็ย่อมเกิดความไม่พอใจทุกครั้งที่อีกฝ่ายหนึ่งช่วยเหลือแบ่งปันแก่ผู้อื่น หากอยู่ร่วมกันไป ชีวิตย่อมจะมีแต่ความขัดแย้ง ไม่มีความสงบราบรื่น

4. สมปัญญา (to be matched in wisdom) คือ มีปัญญาสมกัน ทั้งชายและหญิง ต้องมีระดับสติปัญญาใกล้เคียงกัน มีความเฉลียวฉลาด พอๆกัน ความคิดความอ่านต้องไปกันได้ มีการใช้วิจารณญาณในการมองปัญหา แก้ปัญหา และตัดสินใจ ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ถ้าฝ่ายหนึ่งชอบใช้เหตุผลในการพิจารณาแก้ปัญหา แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบใช้อารมณ์ ก็ไม่ควรจะเลือกมาเป็นคู่ครอง เพราะชีวิตสมรส จะมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจกันได้ คนที่มีอะไรคล้ายๆกัน ย่อมเข้าใจกันได้ดีกว่า หรือถ้าฝ่ายหนึ่งฉลาดและเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนสมองทึบ เข้าใจอะไรได้ช้า การอยู่ด้วยกันทุกวัน จะทำให้เกิดความไม่กลมกลืนกัน ไม่สมดุลย์กัน คุยกันไม่รู้เรื่อง มีแต่ความอึดอัดรำคาญใจ ก็ไม่ควรเลือกมาเป็นคู่ครอง


คู่ครองตามที่่กล่าวไว้ใน สิทธิการิยะฯ มี 4 แบบ คือ

1. คู่เวรคู่กรรม ได้แก่คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะเบาะแว้ง บางคู่ถึงขั้นตบตีกันแต่ก็ไม่เลิกรากันไป ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่มักมีเรื่องบาดหมางขัดใจกัน ทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่ซื่อสัตย์ อาจสุรุ่ยสุร่าย ล้างผลาญเงินทอง อาจดูถูกดูหมิ่นอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่มีความเคารพเกรงใจกัน แม้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่มีความสุข แต่ก็ยังต้องอยู่ด้วยกันต่อไป

2. คู่ทุกข์คู่ยาก ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่ลำบากลำบนมาด้วยกัน ฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิตมาด้วยกัน แต่ก็รักและเห็นอกเห็นใจกันเสมอ

3. คู่สร้างคู่สม ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกัน ชีวิตมีแต่ความสุข มีโชคดี ไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ รักและให้เกียรติยกย่องกันและกัน มีความสุขอยู่ด้วยกันจนวันตาย

4. คู่อาศัย ได้แก่คู่รัก หรือคู่สามีภรรยา ที่รักกันได้ไม่นาน ก็มีอันต้องเลิกรากันไป

ถ้าคู่สมรสคู่ใด ที่ครองรักกันอย่างมีความสุขในชีวิตนี้ และมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา สมกัน แม้ตายจากกันไปแล้ว ชาติต่อไปก็ย่อมได้เกิดมาเป็นคู่ครองกันอีก เรียกว่า คู่แล้วไม่แคล้วกัน


จาก อังคุตตรนิกาย มีพระสูตรที่ 2 ปฐมสังวาสสูตร และทุติยสังวาสสูตร แห่งปุญญาภิสันทวรรค ทุติย- ปัณณาสก์ จตุกกนิบาต ที่่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยามี 4 แบบ โดยเปรียบเทียบว่า คนทุศีลเป็นเสมือนผี คนมีศีลเป็นเสมือนเทวดา ดังนี้

1. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับผี หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล ต่างฝ่ายต่างชั่วพอๆกัน บางคู่อาจเข้าใจกันดี ไปกันได้ดี อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน บางคู่อาจเป็นแบบ ขิงก็รา ข่าก็แรง

2. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับเทวดา หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล สามีเลวแต่อยู่ร่วมกับภรรยาที่ดี ฝ่ายสามีจะเป็นฝ่ายที่เอาเปรียบภรรยา ปฏิบัติต่อภรรยาไม่ดี การอยู่ด้วยกัน ไม่ทำให้มีความสุข

3. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับผี หมายถึงสามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล สามีดีอยู่ร่วมกับภรรยาที่เลว ฝ่ายภรรยาเป็นภาระของสามี เอารัดเอาเปรียบสามี ปฏิบัติต่อสามีไม่ดี อาจไม่ซื่อสัตย์ นอกใจ หรือ ล้างผลาญสมบัติ การอยู่ด้วยกัน ย่อมไม่มีความกลมกลืน เข้ากันไม่ได้ดี

4. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับเทวดา หมายถึงสามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล ต่างฝ่ายต่างดีพอๆกัน รักใคร่ปรองดองกัน ถนอมน้ำใจกัน ยกย่องให้เกียรติกันและกัน สามีภรรยาแบบนี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป


พระพุทธเจ้า ได้จำแนกภรรยาไว้ 7 แบบ ดังนี้ ถ้าท่านต้องการภรรยาแบบไหน ย่อมเลือกลักษณะหญิงที่ท่านจะเลือกมาเป็นคู่ครองได้ตามลักษณะดังกล่าวนี้ คือ


ภรรยา 7 (seven types of wives) ภรรยาแบบต่างๆ ซึ่งจำแนกโดยคุณธรรม ความประพฤติลักษณะนิสัย และการปฏิบัติต่อสามี ดังนี้

1. วธกาภริยา (a wife like a slayer; destructive wife) ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต ได้แก่ ภรรยาที่คิดร้ายกับสามี เป็นผู้หญิงที่ซื้อได้ด้วยเงิน เห็นแก่เงิน ไม่ได้อยู่กินกับสามีด้วยความรัก มักเจ้าชู้ มีใจยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่เคารพสามี

2. โจรีภริยา (a wife like a robber; thievish wife) ภรรยาเยี่ยงโจร ได้แก่ ภรรยาผู้ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัด อาจติดการพนัน หรือชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัว ไม่รู้จักประมาณตน

3. อัยยาภริยา (a wife like a mistress; Madam High and Mighty) ภรรยาเยี่ยงนาย ได้แก่ ภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการงาน กินมาก ปากร้าย หยาบคาย ใจเหี้ยม ชอบข่มสามี

4. มาตาภริยา (a wife like a mother; motherly wife) ภรรยาเยี่ยงมารดา ได้แก่ ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห่วงใยเอาใจใส่สามี เหมือนมารดาปกป้องบุตร และประหยัดรักษาทรัพย์ที่หามาได้

5. ภคินีภริยา (a wife like a sister; sisterly wife) ภรรยาเยี่ยงน้องสาว ได้แก่ ภรรยาผู้เคารพรักสามี ดังน้องรักพี่ มีใจอ่อนโยน รู้จักเกรงใจและคล้อยตามสามี

6. สขีภริยา (a wife like a companion; friendly wife) ภรรยาเยี่ยงสหาย ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเหมือนเพื่อน พบสามีเมื่อใด ก็ปลาบปลื้มดีใจเหมือนเพื่อนพบเพื่อนที่จากไปนาน เป็นผู้มีการศึกษาอบรม มีกิริยามารยาท ความประพฤติดี ภักดีต่อสามี เป็นคู่คิดคู่ครอง เคียงบ่าเคียงไหล่สามี

7. ทาสีภริยา (a wife like a handmaid; slavish wife) ภรรยาเยี่ยงทาสี ได้แก่ ภรรยาที่ยอมอยู่ในอำนาจสามี ถูกขู่ตะคอกเฆี่ยนตี ก็อดทนไม่โกรธตอบ รักสามีมาก ยอมรับใช้และทำทุกอย่างเพื่อความสุขของสามี

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภรรยาสำรวจตนเองว่า ตนเป็นภรรยาประเภทไหน และจะให้ดีควรจะเป็นภรรยาประเภทใด

สำหรับชาย อาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตนว่าเหมาะแก่หญิงประเภทใดที่จะเลือกมาไว้เป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยของตนหรือไม่ (สำหรับผู้เขียนเอง ขอเลือกภรรยาในแบบที่ 6 คือ ภรรยาเยี่ยงสหาย)


การปฏิบัติต่อสามีหรือภรรยา มีกล่าวไว้ใน ทิศ 6 (directions; quarters) บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคม ดุจทิศที่อยู่รอบตัว

ภรรยานั้น ถือเป็นทิศที่ 3 ปัจฉิมทิศ (ทิศตะวันตก)

ปัจฉิมทิศ (wife and children as the west or the direction behind) ทิศเบื้องหลัง ทิศตะวันตก ได้แก่ บุตรภรรยา เพราะติดตามเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้างหลัง


ก. สามีบำรุงภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง ดังนี้

1) ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะที่เป็นภรรยา
2) ไม่ดูหมิ่น
3) ไม่นอกใจ
4) มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
5) หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส


ข. ภรรยาย่อมอนุเคราะห์สามี ดังนี้

1) จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
2) สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
3) ไม่นอกใจ
4) รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้
5) ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง


ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้เลือกคนที่มี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา สมกันกับท่านมาเป็นคู่ครอง และเป็นคู่สร้างคู่สมที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความรัก มีความสุขด้วยกันตลอดไป

from http://is.gd/83s5Xh


03 ตุลาคม 2554

ถูกบีบให้เล่นเกมที่ไม่ถนัด by Invisible Hand

ผมเป็นคนชอบดูกีฬาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะฟุตบอล ถึงปัจจุบันแม้มีเวลาน้อยลงแต่ก็ยังต้องหาเวลาดูฟุตบอลให้ได้ทุกสัปดาห์ แต่ผมเองก็ยังคิดว่าบางทีการดูกีฬาก็มีข้อเสียตรงที่ หากทีมที่เราเชียร์นั้นชนะเราก็ดีใจตามเรื่องตามราว เมื่อทีมที่เราเชียร์แพ้ หรือเสมอในนัดที่ไม่ควรเสมอ ก็มักจะรู้สึกเซ็งเมื่อดูจบ จนรู้สึกว่าจริงๆ การดูกีฬาอาจจะมีข้อเสียเหมือนกันคือสร้างความผิดหวังให้กับเราในหลายๆ ครั้ง แต่ผมคิดว่ารวมๆ แล้วการดูกีฬาก็ให้ข้อคิดหลายๆ อย่างเหมือนกันจึงทำให้ผมรู้สึกว่าการดูกีฬานั้นแม้จะผิดหวังบ่อยๆ แต่ก็สอนอะไรเราได้หลายๆ อย่างครับ


สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยในการแข่งขันกีฬาประเภทฟุตบอล หรือประเภทอื่นๆ เช่น เทนนิส ก็คือ การถูกฝ่ายตรงข้ามบีบให้เราเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด เช่น ทีมที่ถนัดการเล่นบอลช้า เน้นการจ่ายบอลแม่นตามช่อง อาจจะถูกคู่แข่งเล่นเกมบีบพื้น ประกบตัวเร็ว จึงทำให้ทีมเราต้องจ่ายบอลเร็วหรือต้องเล่นลูกโยนและเสียบอลในที่สุด ทีมที่นักเตะไม่ถนัดลูกโหม่งก็จะถูกคู่แข่งที่ถนัดการเล่นลูกกลางอากาศในลูก โหม่งโจมตีและเอาชนะได้บ่อยๆ เช่น ทีมอาร์เซนอลที่ไม่ถนัดลูกกลางอากาศมักจะแพ้หรือทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักกับ การเจอทีมที่ถนัดลูกโด่งอย่างโบลตัน แม้กระทั่งการแข่งขันเทนนิสที่คู่แข่งขันมักจะตีลูกไปยังด้านที่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ถนัด เป็นต้น


ดังนั้นหากเราย้อนมามองเรื่องการลงทุน จะเห็นว่า นักลงทุนแต่ละคนมีความถนัด หรือสไตล์การลงทุนต่างกัน ซึ่งบางครั้งความถนัดอย่างหนึ่งอาจจะทำเงินได้ดีในตลาดบางช่วง แต่สร้างผลงานได้ไม่ดีนักในตลาดบางช่วง อย่างเช่น นักลงทุนที่ลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย เน้นการเก็งกำไรแบบมีหลักการ นักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะไม่เน้นการวิเคราะห์พื้นฐานเท่า value investor แต่อาจจะมีหลักการต่างๆ เข้ามาประกอบการซื้อขาย เช่น การดูกราฟ การดู volume การดูการเข้าซื้อขายของนักลงทุนรายใหญ่ หรือการเข้าซื้อธุรกิจที่ผ่านการฟื้นฟูกิจการ หรือมีข่าวต่างๆ ที่มีผลดีต่อราคาหุ้น


จุดเด่นอย่างหนึ่งและเป็นสิ่งที่ถนัดของนักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการ คือ การมีจิตใจที่มั่นคงและพร้อมกล้าตัดสินใจในการซื้อขายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จึงทำให้สามารถสร้างกำไรในหุ้นบางตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และกล้าที่จะ cut loss ได้ก่อนที่พอร์ตจะเสียหาย นักลงทุนประเภทนี้จะประสบความสำเร็จในช่วงตลาดขาขึ้น เช่น ปี 2542 หรือปี 2546 และจะไม่เสียหายมากนักในตลาดขาลง นักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการเหล่านี้มักจะมีหลักเสมอว่าหากตลาดขาลง จะหยุดเล่นหุ้น คือจะถือเงินสดหรือถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อย จะไม่พยายามเก็งกำไรในช่วงตลาดขาลงหรือซบเซามากนัก และพร้อมจะกลับมาทุกเมื่อหากตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เป็นตลาดขาขึ้น นักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการจะสามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะออกนอก ตลาดไปได้อีกระยะใหญ่ๆ


แต่ก็มีนักลงทุนแบบเก็งกำไรที่เป็นรายย่อยจำนวนมาก ที่ทำตรงกันข้ามกับนักเก็งกำไรที่มีหลักการ ก็คือ การพยายามเก็งกำไรในทุกๆ ภาวะตลาด ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ด้วยเหตุผลว่า หาค่าขนม หรือค่ากับข้าว โดยเวลากำไรก็จะกำไรเล็กน้อย แต่หากพลาดพลั้งขาดทุนมักจะขาดทุนทีละมากๆ คือ เวลาได้ก็ได้ค่าขนมจริงๆ แต่พอเสียก็อาจจะเสียเงินรถเก๋งเป็นครึ่งคันหรือคันหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเหล่านี้ก็จะประสบภาวะขาดทุนสะสมเรื้อรังมา เรื่อยๆ จนมูลค่าพอร์ตลดลงอย่างน่าตกใจ


สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ นักลงทุนแบบเก็งกำไรที่มีหลักการ จะพยายามเล่นในเกมที่ตนเองถนัดเท่านั้น ก็คือ การลงทุนในตลาดขาขึ้น และหลีกเลี่ยงเกมที่ตนเองไม่ถนัด คือการลงทุนในตลาดขาลงหรือซบเซา ซึ่งถือว่ามีสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงทุนซึ่งก็คือ วินัยการลงทุน คือ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด แต่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากพยายามฝืนตลาดด้วยการเข้าไปเก็งกำไรในช่วงตลาด ไม่ดีโดยหวังกำไรเล็กๆ น้อยๆ ถือว่าเล่นเกมไม่ถนัด


สำหรับนักลงทุนแบบ Value investor ผมคิดว่าความถนัดของ VI ก็คือการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัทเพื่อให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการและ เงินปันผลในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่มีผลตอบแทนของการลงทุน ซึ่งก็พบว่าในบางปีที่ตลาดเป็นตลาดกระทิง นักลงทุนแบบ VI อาจจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่านักลงทุนแบบเก็งกำไรทั้งที่มีหลัก การและไม่มีหลักการ จึงทำให้นักลงทุนแบบ VI บางคนทนความเย้ายวนของผลตอบแทนของหุ้นเก็งกำไรหรือผลตอบแทนของเพื่อนๆ นักลงทุนที่ลงทุนแบบเก็งกำไรไม่ได้ และหันมาเล่น “ เกมที่ไม่ถนัด ” ด้วยการเข้าซื้อหุ้นเก็งกำไร หรือหุ้นที่มีข่าวต่างๆ นานา ด้วยหวังว่าจะทำกำไรมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งช่วงแรกๆ อาจจะได้กำไรที่ดี แต่ท้ายสุดแล้ว VI หลายคนที่โดดเข้าไปเล่นเกมที่ตนเองไม่ถนัดก็ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่ไม่ สู้ดีนัก


อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ VI หันไปเล่นเกมที่ไม่ถนัดก็คือ นักลงทุนแบบ VI แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจที่ต่างกัน บางคนเชี่ยวชาญด้านหุ้นการผลิตอุตสาหกรรม บางคนเชี่ยวชาญด้านพลังงาน บางคนเชี่ยวชาญด้านหุ้นโรงเรือน เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ค้าปลีก บางคนเชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นวัฎจักรต่างๆ เป็นต้น หลายๆ ช่วงเวลาที่หุ้นที่ตนเองเชี่ยวชาญอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่น่าลงทุน เช่น ราคาหุ้นมี p/e แพงเกินไปแล้ว หรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้ VI อาจจะไม่สามารถใช้ความถนัดของตนเองในการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ตนเองถนัดได้ จึงหันไปเล่นเกมที่ไม่ถนัดด้วยการพยายามหาหุ้นในกลุ่มที่ตนเองไม่เคยสนใจ หรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และอาจจะพยายามใช้หลักของ VI เข้าไปบางส่วนเช่น ดู p/e p/bv ต่ำๆ แต่ไม่สามารถศึกษาลงไปลึกในรายละเอียดได้อยากแตกฉาน ซึ่งท้ายสุดแล้วก็จะได้หุ้นที่เราอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้ จริง และมีโอกาสสูงที่ผลประกอบการ และผลตอบแทนการลงทุนอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง


ดังนั้นสำหรับ VI บางครั้งหากเราอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถหาหุ้นใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้จริงๆ เราควรจะรอจังหวะและโอกาสที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าที่จะไปเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด ด้วยการหาหุ้นแปลกใหม่ที่เราอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเข้ามา ในพอร์ตครับ


ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำก็คือ การหาความถนัดของเราเองเพื่อให้รู้ว่าเราควรจะมี style การลงทุนแบบใด เพราะหาก style ไม่เหมาะกับความถนัดโอกาสประสบความสำเร็จก็จะน้อย เปรียบเหมือนทีมฟุตบอลที่กองหน้าตัวเล็กแต่เพื่อนโยนบอลให้โหม่งลูกเดียว นอกจากนี้ เราจึงต้องหาโอกาสเพิ่มความถนัดของตัวเราด้วยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และลดความไม่ถนัดในบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็น VI แต่ไม่ถนัดการอ่านงบการเงินและวิเคราะห์กระแสเงินสด ถือว่าเป็นความไม่ถนัดที่ควรจะได้รับการแก้ไขให้ได้โดยเร็วเพราะถือว่าเป็น จุดที่นักลงทุนแบบ VI ควรจะทำได้ครับ หรือหากเรารักจะเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรแต่ไม่สามารถอ่านทิศทางตลาดหรือราคาหุ้น ได้จากการดูกราฟ volume หรือเครื่องมือต่างๆ หรือไม่สามารถมีการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด เราก็จะอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบอย่างมากครับ


แต่หากเมื่อเราดูความถนัดต่างๆ แล้ว พบว่าเราไม่มีความถนัดมากพอที่จะลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะเป็นแบบเก็งกำไร VS หรือ VI แล้ว ผมคิดว่าเราควรจะอยู่วงนอกศึกษาหาความรู้และความถนัดเสียก่อน ยังไม่ควรเข้ามาลงทุนทันที หรือหากต้องการลงทุนเพื่อศึกษาหาประสบการณ์ ก็ควรจะเริ่มจากจำนวนเงินที่ไม่มากนักก่อน และอาจจะต้องนำเงินออมไปยังการลงทุนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและความถนัดน้อยกว่า เช่น การฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือกองทุนตราสารหนี้ เป็นต้นครับ และเมื่อเราศึกษามากพอและเห็นความถนัดของตนเองแล้วจึงค่อยเริ่มลงทุนในหุ้น ครับ


ดังนั้น การเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ทั้ง VI VS หรือนักลงทุนแบบเก็งกำไร ควรจะเล่นในเกมที่เราถนัดให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการถูกบีบให้เล่นในเกมที่เราไม่ถนัดครับ