31 ธันวาคม 2568

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025


อ่าน EP Intro ที่มาการบริจาคเงินได้ที่ Link

ดูสรุปการบริจาคเงินปีอื่นๆได้ที่ Link

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025

  • ปี 2025 บริจาคเลือดไป 3 ครั้ง (ยอดรวมทั้งหมด ​31 ครั้ง)
  • ตั้งแต่ปี 2020 - 2025 บริจาคเงินไปแล้ว 152,000 บาท

  • ปี 2025 บริจาคเงินไป 32,000 บาท


29 ธันวาคม 2568

เข้าใจและทำใจในการลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบนั่นคือ หาของป่า และ/หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนัก

ส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มี

เราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเอง

ผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และการ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาด

เรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกัน เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดี

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับ

เรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอก เพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาซักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้น

ผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปี
เพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”

เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีดีมากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่

มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คน ๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆ

อุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้

และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว”

เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้
ตัวอย่างเช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น “เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”

เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า? เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์? แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน—ในระยะยาว

ความลำเอียงนั้น ไม่ใช้เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น “ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็ “ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่า เป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้น

เรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม
5.1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย

5.2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับ
ผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน

5.3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดี ธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้ว จะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณี

สรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ “แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคน เลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิต

VI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอ ไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน




23 ธันวาคม 2568

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจาก

1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ

2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร

3. เป็นการเก็บออมเงิน

4. ความเสี่ยงต่ำ

และประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ แบบ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี 



ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

อาคเนย์ประกันชีวิต ดี-ซูพรีม เซฟวิ่ง 10/1 
ผลตอบแทน IRR: 2.30%

Phillip Life แม็กซ์ เท็น วัน 10/1 เอ็กซ์ตร้า
ผลตอบแทน IRR: 2.24%

Rabbit Life Hero 10/1


TIPlife Smart Saving 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.91%

ประกันสะสมทรัพย์ ออนไลน์ บีแอลเอ สมาร์ทเซฟวิ่ง 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.75%

22 ธันวาคม 2568

สังคมสูงอายุกับ GDP และตลาดหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรื่องของประเทศที่คนกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วนั้น ผมคิดว่าเราควรที่จะต้องศึกษาว่ามันจะกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแค่ไหน เพราะอนาคตนับจากนี้ เราจะพบกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่บางทีเราก็อาจจะลงทุนอยู่ด้วย ซึ่งก็แน่นอน รวมถึงประเทศไทยที่เราต่างก็รู้ว่าคนกำลังแก่ตัวลงด้วยอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อานิสงค์จากการที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากต่างก็ไม่อยากมีลูก ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้นเร็วแบบก้าวกระโดด

การศึกษาของผมจะเป็นแบบที่ทำเป็นประจำนั่นก็คือ เป็นแบบ “ประมาณ” โดยอาศัยตัวเลขผสมกับการใช้ความคิดที่เป็นตรรกะและจากประสบการณ์ ไม่ได้ถูกต้อง 100% และก็ไม่ได้ถูกต้องตามวิชาการทางสถิติที่นักวิชาการจะต้องทำ และสำหรับเรื่องที่จะกล่าวถึงนี้ ผมก็จะใช้ข้อมูลประมาณ 15 ประเทศที่เราคุ้นเคยกันดี โดยจะดูถึง 1) อัตรา “ความแก่” ของคน 2) อัตราการเติบโตของ GDP และ 3) อัตราการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้นของประเทศ เป็นข้อมูลหลัก

เริ่มตั้งแต่อัตราการแก่ของประชากร ตัวเลขก็คือ สัดส่วนคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งประเทศที่มีอัตราสูงที่สุดอย่างญี่ปุ่นก็คือ ประมาณ 29.8% และประเทศที่ต่ำที่สุดในการศึกษานี้ก็คือ มาเลเซีย ที่มีอัตราแค่ 7.2%
การเติบโตของ GDP นั้น ผมมองย้อนหลังไป 10 ปี ว่ามีอัตราเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะดูว่าสังคมสูงอายุมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น ผมจะดูย้อนหลัง 10 ปี ว่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันผมก็จะดูเพิ่มเติมด้วยว่า ดัชนีตลาดหุ้นที่เห็นในปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มกำลังโตขึ้นหรือถดถอยลง โดยการดูผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปี ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ก็จะสามารถบอกได้ เหตุผลที่ผมต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า การแก่ตัวของคนนั้นใช้เวลายาวนานมาก และผมก็อยากจะรู้ว่า ถ้าสังคมแก่ตัวลงถึงจุดหนึ่งแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นจะลดลงจนถึง “พื้น” หรือเปล่า และหลังจากนั้น ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นได้เหมือนอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไหม

เริ่มที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนา “สูงสุด” แล้ว ด้วยอัตราความแก่ที่เกือบ 30% ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือปีละ 0.9% ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมากลับดู “น่าทึ่ง” ที่ 8.6% ต่อปีแบบทบต้น แต่ถ้าดูย้อนหลัง 20 ปีกลับพบว่าผลตอบแทนของดัชนีอยู่ที่เพียง 5% นั่นแปลว่าในช่วง 10 ปีหลังนี้ ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีขึ้นมาก โตปีละน่าจะเกิน 10% แบบทบต้น กลายเป็นตลาดหุ้นดาราแม้ว่าสังคมเต็มไปด้วยคนแก่ และนั่นก็น่าจะเป็นอานิสงค์จากการปฏิรูปประเทศของนายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ผมเคยพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว

ประเทศที่มีอัตราการแก่ตัวสูงรองลงมาส่วนมากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มตั้งแต่อิตาลีที่มีคนอายุเกิน 65 ปีที่ 24.6% ของประชากรทั้งประเทศ และ GDP เติบโตขึ้นแค่ปีละ 0.6% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นปีละ 4.8% แบบทบต้นซึ่งก็ไม่เลวนักเพราะเมื่อรวมกับปันผลอาจจะได้เกือบ 7% ต่อปี และนี่ก็เป็นกรณีคล้าย ๆ ญี่ปุ่นที่ดัชนีตลาดหุ้นดีขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้น เพราะดัชนีหุ้นย้อนหลัง 20 ปี อยู่ที่เพียง 2.3% ต่อปี

ประเทศที่พัฒนาแล้วอีก 2 ประเทศคือเยอรมันและฝรั่งเศสต่างก็มีเส้นทางคล้าย ๆ กับญี่ปุ่นที่แม้ว่า GDP เติบโตแค่ปีละ 0.9-1.0% แต่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปีอย่างโดดเด่น โดยที่เยอรมัน ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 9.3% และอยู่ในช่วงขาขี้น ส่วนฝรั่งเศสอยู่ที่ 5.6% และตลาดหุ้นอยู่ในช่วงฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

เสปน เกาหลี อังกฤษ ต้องถือว่าสังคมแก่ตัวสูงแม้จะยังไม่เท่าประเทศที่กล่าวมาแต่ก็มีคนสูงอายุ (เกิน 65 ปี)ประมาณ 19-21% ของประชากร การเติบโตของ GDP ยังสูงกว่าคือโตในระดับ 1.5-2% ต่อปีโดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากดัชนีตลาดหุ้นทั้ง 3 ประเทศค่อนข้างเลวร้าย คือ ทบต้นปีละ 1.2% 2.3% และ 2.3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่นี่เป็นช่วงขาลงของหุ้น เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นดีกว่านี้ โดยเฉพาะของเกาหลีที่โตขึ้นปีละ 6% แบบทบต้นในรอบ 20 ปี

ประเทศพัฒนาแล้วที่ “ยังไม่แก่มาก” คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ที่มีอัตราส่วนคนแก่ต่อประชากรที่ 17.9% 17.7% และ15.5% ตามลำดับ มีอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 2.1% 2.2% และ2.5% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศที่สังคมคนแก่จัด

แต่ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นเองนั้น มีความแตกต่างเป็นพิเศษก็คือ กรณีของตลาดสหรัฐให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ คือย้อนหลัง 10 ปีให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ11.2% และเป็นการปรับตัวขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้นที่ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปีอยู่ที่เพียง 9.8% ซึ่งนั่นทำให้ผมสรุปว่า สังคมอเมริกาอาจจะยังไม่เคยมีปัญหาจากเรื่องคนสูงอายุเลย อานิสงค์จากการที่มีผู้อพยพเข้าไปมากและเป็นคนที่มีคุณภาพสูง

กรณีของออสเตรเลีย ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นปีละ 3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและยังเป็น “ขาลง” ของดัชนี เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ดัชนีโตปีละ 4% โดยเฉลี่ยแบบทบต้น และก็เป็นขาลงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มากนัก

ประเทศกำลังพัฒนาที่ผมเลือกมาศึกษานั้น รวมถึงไทย เวียตนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียโดยที่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีอาการของคนสูงอายุ คือมีคนที่อายุเกิน 65 ปี ที่ประมาณ 15.4% พอ ๆ กับสิงคโปร์

และดังนั้น การเจริญเติบโตของ GDP ของไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจึงอยู่ที่ 2.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบที่ 0.9% แบบทบต้น หรือเรียกว่า “ทศวรรษที่หายไป” และก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” ของดัชนี เพราะในระยะ 20 ปีย้อนหลังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่ 3.5%

เวียตนามนั้นต้องถือว่าไม่ได้เป็นสังคมคนสูงอายุ เพราะคนอายุ 65 ปีขึ้นไปนั้นมีเพียง 8-9% ของประชากรทั้งหมด และนั่นอาจจะทำให้ GDP ของเวียตนามในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเติบโต “สูงที่สุด” ที่ 8-9% ต่อปีโดยเฉลี่ย ดัชนีตลาดหุ้นเองก็เพิ่มขึ้นปีละ 7.2 % แบบทบต้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และแม้ว่าจะต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านั้นที่เคยเติบโตถึงปีละ 12-14% แบบทบต้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะเป็น “ขาลง” ของตลาดหุ้นเวียตนาม เพราะตลาดหุ้นเวียตนามเองนั้นก็เพิ่งเปิดมาได้เพียง 25 ปี

ประเทศอินโดนีเซียนั้นต้องถือว่าคนยังมีอายุน้อย คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีเพียงครึ่งหนึ่งของไทยที่ประมาณ 7-8% ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงอยู่ในระดับสูงที่ 4.7% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเติบโต 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นนักและก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลังเคยทำได้ถึงปีละ 9% แบบทบต้น

มาเลเซียนั้น คงต้องถือว่าคนยังหนุ่มสาว แต่รายได้ของประชากรก็ค่อนข้างสูง ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงโตไม่ได้มากเท่าประเทศอย่างอินโดนีเซีย คือโตเพียง 3.5% ต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของตลาดหุ้นกลับเลวร้ายมาก คือติดลบประมาณ 0.7% แย่พอ ๆ กับตลาดหุ้นไทย และเป็นการตกลงมาในช่วง “ขาลง” ด้วย เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลัง ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียก็ยังเติบโตทบต้นที่ปีละ 2.8%

ข้อสรุปของผมจากข้อมูลของหลาย ๆ ประเทศก็คือ ข้อแรก ค่อนข้างชัดเจนว่า GDP ของประเทศที่คนแก่ตัวลงนั้น จะเติบโตช้าลง ยิ่งสูงอายุมากเท่าไร GDP ก็จะลดลงเท่านั้น และเหตุผลก็คงตรงไปตรงมาในแง่ที่ว่า ถ้าจำนวนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่แรงงานน้อยลงในขณะที่คนรุ่นเก่าก็เกษียณหรือตายไป จำนวนคนทำงานก็น้อยลง ดังนั้น การผลิตและรายได้ของทั้งประเทศก็ลดลง ส่งผลให้ GDP ลดลง

นอกจากนั้น คนสูงอายุเองก็มักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และมักจะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น พูดง่าย ๆ ผลิตภาพหรือ Productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้นน้อยหรืออาจจะไม่เพิ่มเลย ดังนั้น GDP จึงเพิ่มขึ้นน้อยมาก แค่เพียงปีละ 1% ก็ยังทำไม่ได้ในกรณีของสังคมที่แก่ตัวลงอย่างมากอย่างญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมันและฝรั่งเศส
หรือในกรณีของไทยที่แม้ว่าประเทศยังไม่รวยหรือยังไม่พัฒนา แต่การเติบโตของ GDP ก็ต่ำมาก และอยู่ที่แค่ประมาณ 2% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นที่ประชากรยังหนุ่มสาวที่มักจะเติบโตอย่างน้อยก็ปีละประมาณ 4% ขึ้นไป

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น การที่เป็นสังคมผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ตลาดหุ้นจะต้องตกต่ำไม่ไปไหนเหมือนเรื่องของ GDP ตลอดไป เป็นไปได้ว่าในช่วงแรก ๆ ที่สังคมเข้าเขตที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เช่น ใน 10 ปีแรก ดัชนีตลาดหุ้นจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเพราะ GDP กำลังโตช้าลงเรื่อย ๆ

แต่เมื่อ GDP ตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดและเริ่มหยุดตกแล้ว อาจอยู่ที่การโตปีละไม่เกิน 1% โดยที่อาจจะเกิดจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ถูกต้องเหมาะสม และนั่นอาจจะนำมาสู่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานในระดับที่พอใช้ได้ หรือแม้แต่ดีมากเลยก็ได้อย่างกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมัน เป็นต้น

คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยและตลาดหุ้นไทยที่ย่ำแย่มาครบ 10 ปีแล้ว ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเปลี่ยนทิศทางได้ไหม ทั้งในด้านของ GDP ที่จะไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก และตลาดหุ้นที่ควรจะต้องปรับตัวกลับเป็น “ขาขึ้น” ในอีก 10 ปีข้างหน้า



15 ธันวาคม 2568

เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ตลาดหุ้น “พัง” บางครั้งถึงขั้น “วิกฤติ” ร้ายแรง มีหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหมดนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราอาจจะแก้ไขหรือป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์

เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ “สงคราม” ระหว่างชาติหรือแม้แต่สงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าเป็น “สงครามใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง เช่น สงครามยูเครนกับรัสเซียในขณะนี้ ส่วนสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมานั้น ยังไม่เข้าข่าย แต่ถ้าเกิดลุกลามและทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินหรือทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก เช่น สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรทั้งจากไทยและกัมพูชามากจนกระทบการส่งออกจำนวนมหาศาลของไทย นั่นก็อาจจะทำให้เข้าข่ายที่จะทำให้ตลาดหุ้นพังได้

ประวัติศาสตร์ของสงครามที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังนั้น มีมากมาย เพราะโลกโดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น เกิดสงครามใหญ่จำนวนมาก เพิ่งจะมายุคหลัง ๆ นี้ที่ความคิดของคนโดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว ที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึดดินแดนของฝ่ายตรงข้าม การเป็นมิตรและเจรจาเพื่อทำการค้ากันนั้น ได้ประโยชน์มากกว่ามากมาย และเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และมีประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หลาย ๆ ประเทศมีตลาดหุ้นที่ใหญ่โตและมั่นคงแล้ว แต่หลายแห่งก็ต้องปิด หรือเปิด ๆ ปิด ๆ การซื้อ-ขายหุ้นแทบจะหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นตกลงมามากมาย บางตัวก็อาจจะไม่ได้ตกมากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามันแทบไม่มีการซื้อ-ขาย เลย

ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของการสู้รบ คืออยู่ในภาคพื้นของทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตลาดหุ้นตกจากก่อนสงครามถึงวันสิ้นสุดสงครามและเปิดตลาดขึ้นใหม่นั้น ลดลงประมาณ 60-70% ในเวลา 6-7 ปี โดยที่ตัวเลขนั้นมีการปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพราะหลังจากเกิดสงคราม เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่รุนแรงมากและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมหาศาล และนี่คือฝรั่งเศสที่การรบเกิดขึ้นไม่มาก เพราะยอมแพ้ตั้งแต่แรก

ประเทศที่ร้ายแรงกว่าก็คืออิตาลีที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามและเกิดการรบพุ่งหนัก ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 85-90% ส่วนเยอรมันนั้น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีตลาดหุ้นที่ทำงานได้เพราะเป็นฝ่ายที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมา 70-80% ในเวลาประมาณ 4-5 ปี

ญี่ปุ่นเองก็เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และบอบช้ำหนักที่สุด เพราะถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ 2 ลูก นั่นทำให้ตลาดหุ้นแทบจะล่มสลาย ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวลดลงถึง 95% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่ตกอยู่ภายใต้สงครามที่ยาวนานคือสงครามกับญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกจนจบสงคราม ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้นั้น ต้องถือว่าตกลงไป 100% คือล่มสลายไปเลย

อังกฤษนั้น ผ่านทั้ง 2 สงครามโลก แต่เนื่องจากเป็นเกาะและศัตรูไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ความเสียหายจึงมาจากทางอากาศและเรื่องของเศรษฐกิจที่ทรุดลงเพราะโรงงานไม่สามารถผลิตได้ และการค้าก็ทำได้ยาก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนตกลงไป 35% ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตกลงไปประมาณ 20% ปรับเรื่องเงินเฟ้อไปแล้ว

ในสงครามยูเครน-รัสเซียซึ่งยังไม่จบนั้น มีการประมาณการกันว่า ตลาดหุ้นรัสเซีย น่าจะตกลงไปประมาณ 20% ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสงคราม เหตุที่ใช้การประมาณก็เพราะว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของค่าเงินที่รัสเซียถูกแซงชั่นจากอเมริกาและประเทศในยุโรป และอื่น ๆ และการที่ค่าเงินรูเบิลลดลงซึ่งทำให้การคำนวณคิดเป็นดอลลาร์ค่อนข้างจะไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัสเซียเองนั้นไม่ได้เป็นสนามรบ

ตลาดหุ้นยูเครนเองนั้น น่าจะตกลงไปอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะยูเครนถูกบุกและถูกยึดครองพื้นที่ประเทศไปมาก เศรษฐกิจของประเทศแทบจะล้มละลายและที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยประเทศในยุโรปและสหรัฐที่เข้าไปสนับสนุนเต็มกำลัง
และนั่นก็คือผลร้ายจากสงครามต่อตลาดหุ้น เมื่อ “เสียงปืนดังขึ้น ดัชนีหุ้นก็ฟุบลง”

เหตุร้ายเรื่องที่ 2 ที่ทำลายตลาดหุ้นก็คือ เมื่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเกิดปัญหาและล่มสลายลง นั่นก็คือสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะพังพาบตามมา

โดยที่ความล่มสลายของสถาบันการเงินนั้น มักจะมาจากการปล่อยกู้หรือลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร อาจจะเพราะว่าสภาวะทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเกิดการฉ้อฉลขึ้น เมื่อสถาบันแห่งหนึ่งล่มสลาย ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สถาบันที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาตามมา และถ้าหยุดไม่อยู่ สถาบันการเงินเกือบทั้งระบบก็จะเกิดปัญหา กลายเป็นปัญหาระดับชาติและลามไปถึงตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

กรณีที่โด่งดังที่สุดกรณีหนึ่งก็คือการล่มสลายของ Lehman Brothers แบ้งค์เก่าแก่อายุ 158 ปีในช่วงก่อนวิกฤติซับไพร์ม ที่ดึงให้แบ้งค์อื่น ๆ มีปัญหาตามมาและแบ้งค์อื่น ๆ รวมถึงคนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน โดยที่จุดเริ่มก็คือการที่ลีห์แมนเข้าไปเล่นเก็งกำไรกับตราสารการเงินซับไพร์มโดยที่ตนเองใช้เงินกู้มหาศาล เมื่อหนี้เสียเกิดขึ้นแบ้งค์ก็ล้มสร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญ ในช่วงปี 2008 ซึ่งกลายเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่รุนแรงตามมา

ในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็คือวิกฤติที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเกิดปัญหาหนี้เสียและขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การปล่อยกู้ทำกันอย่างเกินตัวไปมากเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังร้อนแรงมาก ลูกหนี้จำนวนมากได้รับเงินกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรได้ ผลก็คือ แบ้งค์เจ๊งและตลาดหุ้นก็พังพินาศ

เหตุร้ายแรงเรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและคงตัวในระดับที่สูงมาก ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง คนกู้เงินยาก เม็ดเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจติดขัด ทำให้บริษัทล้มละลายจำนวนมาก เช่นเดียวกัน เม็ดเงินก็จะถูกดึงออกจากตลาดหุ้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรง ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากอย่างในช่วงปีทศวรรษ 1970 ในอเมริกาที่เกิด “Stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับหดตัวรุนแรงได้ก่อให้เกิดวิกฤติรุนแรงในตลาดหุ้นของสหรัฐ

เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นตกรุนแรงมาก แต่เป็นการตกอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานมาก—เป็นสิบ ๆ ปี และในระหว่างนั้น ตลาดหุ้นก็มีช่วงเวลาปรับตัวขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นปี ๆ แต่ก็จะเป็นการปรับตัวขึ้นไม่สูงไปกว่าช่วงสูงสุดเดิม และนี่ก็คือประเด็นของประเทศที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนทำงานกำลังลดลงและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นน้อยลงหรือไม่เพิ่มเลย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมากหรือแทบจะไม่โตเลย ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิ่งและค่อย ๆ ปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ

และนั่นก็คือกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงตั้งแต่ปลายปี 1989 ถึงปลายปี 2012 เป็นเวลาถึง 23 ปี ที่ดัชนีตกลงมาจากประมาณ 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 9,000 จุด หรือตกลงไปถึง 77% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงประมาณ 50,836 ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่น โดยการนำของรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายชินโซ อาเบะ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแม้ว่าโครงสร้างของประชากรก็ยังเป็นแบบเดิม

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศไทยเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและจำนวนคนทำงานเริ่มลดลงแล้ว และการเติบเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดโตแค่ประมาณ 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในย่านนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยจากเมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็น “Loss Decade” ไปแล้ว และนับจากนี้ไปก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรว่าจะดีขึ้น

เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ว่าที่จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่จะต้านเทรนด์หรือแนวโน้มเรื่องคนไทยแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ทั้งทางด้านของ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงนโยบายของรัฐและระบบกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจและสังคม ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ดังนั้น การเริ่มทศวรรษใหม่หลังจาก “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้นจึงยังไม่เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหนได้ ทุกวันนี้นักวิเคราะห์แทบทุกคนต่างก็เพียงแต่ตั้ง “ความหวัง” ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน “ปีหน้า” ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาหลาย ๆ ปีแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าประเทศเราไม่ทำอะไร ก็อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

 

From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/724-nivate-market-crushing-events 

ลงทุนให้เก่งแบบ Charlie Munger ด้วย 5 Mental Models


ลงทุนกัน | ถ้าการลงทุนคือหมากกระดาน Charlie Munger ก็คือนักเล่นหมากรุกรุ่นเก๋า ที่ไม่ได้แค่คิด 1-2 ตา แต่เขาคิดย้อนกลับ คิดข้ามศาสตร์ และคิดลึกแบบนักวิทยาศาสตร์

แล้วถ้าเราอยากลงทุนให้เก่งแบบเขา ต้องเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีมองโลก ด้วย “Mental Models” กรอบความคิดที่เปลี่ยนชีวิต

Charlie Munger ไม่เพียงสะสมหุ้น แต่เขายังสะสม “โมเดลความคิด” เพราะถ้าคิดให้ดีพอ การตัดสินใจจะไม่พลาด และนี่คือ 5 Mental Models ระดับเทพที่นำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่วันนี้!



1. Invert, Always Invert: ไม่อยากพัง? ก็แค่เลี่ยงสิ่งที่ทำให้พัง

อยากประสบความสำเร็จ? ง่ายมาก แค่ไม่ล้มเหลวก่อน

แทนที่จะถามว่า “ต้องทำอะไรถึงจะรวย” ให้ถามกลับว่า “คนที่เจ๊ง เขาทำอะไรบ้าง?” แล้วก็แค่ไม่ทำสิ่งเหล่านั้น เช่น ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ โลภเกินไปตอนตลาดบูม เทขายตอนตลาดตื่นตระหนก

คิดมุมกลับ แล้วคุณจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม



2. Circle of Competence: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

Munger ไม่ลงทุนในสิ่งที่เขา “เดาเก่ง” แต่เขาลงทุนในสิ่งที่เขา “รู้ลึก”

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากคุณเป็นสายอสังหาฯ ก็ลงทุนหุ้นกลุ่ม Property หรือคุณรู้ลึกเรื่องพลังงาน ก็เกาะหุ้นสายพลังงานไว้

อย่าเพิ่งวิ่งเข้าหุ้น AI ถ้ายังไม่เข้าใจว่า API ต่างจาก GPU ยังไง



3. Opportunity Cost: เวลาคุณเลือก A คุณกำลังบอกปัด B C D

ต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งที่คุณซื้อ ไม่ใช่แค่ราคาที่คุณจ่าย แต่มันคือ ‘โอกาสที่คุณพลาด’ ในการเอาเงินนั้นไปทำอย่างอื่นที่อาจคุ้มค่ากว่า
Advertisements

Munger จะไม่ถามว่า “หุ้นนี้ดีไหม” แต่จะถามว่า “มันดีกว่าอีกทางเลือกที่มีหรือเปล่า?” เช่น ลงทุนหุ้นที่โต 12% ต่อปี หรือถือเงินสดรอจังหวะเจอหุ้นที่โต 20%?

Munger ไม่ได้มองว่า ทางเลือกเยอะ = ดี แต่เขามองว่า ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แล้วใช้มันเป็นมาตรวัดในการตัดสินใจอื่น ๆ เพราะเราไม่สามารถเลือกทุกอย่างได้ แต่ “เลือกสิ่งที่คุ้มที่สุดได้เสมอ”



4. Margin of Safety: กันล้มได้ ก่อนที่จะล้ม

นักลงทุนทั่วไปชอบถามว่า “หุ้นตัวนี้มีโอกาสขึ้นอีกไหม?” แต่ Munger กลับถามว่า “ถ้าผิดล่ะ จะเจ็บไหม?”

Munger ไม่ได้เล่นเกมเสี่ยงดวง แต่เล่นเกมที่ “แทบไม่มีโอกาสแพ้” ด้วยการซื้อหุ้นดี ในราคาที่ถูกกว่าความจริงมากพอ จนต่อให้พลาด ก็ยังมีเบาะรองรับไว้เสมอ

เหมือนซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ในย่านที่บ้านหลังอื่นขายกัน 4.5 ล้าน ต่อให้ตลาดซบเซายังไงก็ไม่เจ๊ง



5. Multi-Disciplinary Thinking: คิดแบบนักลงทุน + นักจิตวิทยา + นักประวัติศาสตร์

Munger ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คือ “นักคิดรอบด้าน” ที่หยิบความรู้จากทุกศาสตร์มาใช้ร่วมกันได้อย่างเฉียบขาด ทั้งฟิสิกส์ กฎหมาย จิตวิทยา วิศวกรรม ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ เพราะเขาเชื่อว่า “ความผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากการลืมคิดให้ครบทุกด้าน”
Advertisements


บางครั้งคำตอบของปัญหาบนโลกการลงทุน อาจซ่อนอยู่ใน “พฤติกรรมของมนุษย์” หรือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ที่เตือนให้เราหยุดซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม

คิดแบบ Munger คือไม่ยึดติดศาสตร์ไหนเป็นศูนย์กลาง แต่เอาความรู้ทุกด้านมาเสริมกัน เพื่อเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อน และตัดสินใจให้แม่นยำในโลกการลงทุนที่วุ่นวายเกินคาดเดา

ถ้าอยากคิดเก่งแบบ Munger เริ่มจากฝึก “คิดก่อนเชื่อ” และ “เข้าใจก่อนลงทุน”



12 ธันวาคม 2568

4 เคล็ดลับความสำเร็จจาก Warren Buffett ที่ทำให้ชีวิตปังสุด แบบไม่ต้องรอชาติหน้า

 

ถ้าพูดถึงชื่อ “Warren Buffett” เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงนักลงทุนระดับเทพที่มีทรัพย์สินล้นฟ้า แต่รู้ไหมว่านอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วปู่บัฟเฟตต์ยังมีแนวคิดดี ๆ ที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้แบบสุดปังอีกด้วย


1. หัดพูดว่า “ไม่” ให้บ่อยขึ้น

“ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือ คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจะปฏิเสธเกือบทุกอย่าง”

ฟังดูขัดใจใช่ไหม? เพราะเราถูกสอนมาให้ขยัน ให้ทำเยอะ ๆ ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก แต่ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า “ไม่” คือคำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยชีวิตได้ เพราะในโลกนี้มีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด ถ้าเราเอาแต่ตอบตกลงกับทุกเรื่องที่เข้ามา เราก็จะไม่มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ดังนั้น ลองหัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราก้าวหน้า แล้วเก็บพลังไว้โฟกัสกับเป้าหมายที่ใช่ แค่นี้ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ

 


2. กระโดดเข้าใส่ความกลัว

ปู่บัฟเฟตต์เคยเป็นคนหนึ่งที่กลัวการพูดในที่สาธารณะจนตัวสั่น แต่แทนที่จะหนี เขากลับเลือกไปลงเรียนคอร์สพัฒนาตัวเอง จนตอนนี้กลายเป็นนักพูดที่ทั่วโลกยกย่อง

บทเรียนนี้ของปู่สอนเราว่า “ความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นบททดสอบ” ที่รอให้เราเข้าไปเอาชนะ ลองมองความกลัวเป็นประตูบานหนึ่งที่ขวางเราจากสิ่งที่เราอยากได้ ถ้าเรากล้าที่จะเปิดมันเข้าไป เราอาจจะเจอกับโอกาสดี ๆ ที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนก็ได้



3. อย่ารีบเร่ง แต่ให้เล่นเกมยาว

“ไม่ว่าคุณจะมีพรสวรรค์หรือความพยายามมากแค่ไหน บางเรื่องก็ต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถมีลูกได้ในหนึ่งเดือน แม้จะให้ผู้หญิงตั้งท้องเก้าคนก็ตาม”

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องเร็วไปหมด เรามักจะอยากได้ผลลัพธ์แบบทันทีทันใด แต่ปู่บัฟเฟตต์เตือนสติเราว่า “ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่มีทางลัด” เหมือนการสร้างตึกที่ต้องใช้เวลาวางรากฐานให้มั่นคง การทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสม่ำเสมอในทุกวันต่างหากที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว อาวุธสำคัญของความสำเร็จก็คือ ความอดทนและความมีวินัย

 


4. คบคนดี ชีวิตจะดีตาม

“จงเลือกคบกับคนที่มีพฤติกรรมดีกว่าคุณ แล้วคุณก็จะถูกดึงดูดให้เป็นแบบนั้น”

เคยได้ยินไหมว่า “เราเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด” ปู่บัฟเฟตต์ก็เชื่อแบบนั้น และแนะนำให้เราเลือกคบเพื่อนหรือคนรอบข้างที่เก่งกว่า นิสัยดีกว่า หรือมีความคิดที่สร้างสรรค์ เพราะพลังงานดี ๆ จากพวกเขาจะช่วยผลักดันให้เราเติบโต และพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ลองมองหาคนที่คุณอยากเป็น แล้วเข้าไปทำความรู้จักกับพวกเขาดู รับรองว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ที่มา https://today.line.me/th/v3/article/MLjJm6y


08 ธันวาคม 2568

นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในยามที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI กำลังร้อนแรงเป็นไฟในช่วงเร็ว ๆ นี้ คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีผลประโยชน์และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองเป็นเดิมพันก็คือ นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการและนักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้น

คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม เหตุผลก็คือ นักธุรกิจนั้น ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “นักสู้” ส่วนนักลงทุนนั้น ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว มักจะเป็น “นักเลือก”

แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก

ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่

ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน สำหรับนักธุรกิจแล้ว ทุกอย่างต้องเร็ว ระยะเวลาต้องสั้น เช่น ผลงานนั้น ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน

แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น เรามองกันที่ 5-10 ปี โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ

ข้อ 2 ความรวดเร็วของการตัดสินใจ ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยที่ในยุคใหม่นั้น ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส” เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า ในกีฬาเบสบอลนั้น เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน คือพิตเชอร์ ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด

ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ Operation หรือการปฏิบัติการ การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน

ข้อ 4 ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์ เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี กล้าเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน แต่สำหรับนักลงทุน เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ความใจเย็น รอได้ด้วยใจที่สงบ ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ พูดง่าย ๆ EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน

ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง หนี้ และที่สำคัญ การแข่งขัน ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก
ในมุมของนักลงทุน เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย เป็นต้น

หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า ผมเองยึดสุภาษิตว่า “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ข้อ 1 อย่าขาดทุน และข้อ 2 ให้กลับไปดูข้อ 1”

ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น “นักสู้” ดังนั้น พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง “วันต่อวัน” ผ่านทางการตลาด การตั้งราคาขายสินค้า การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation” นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ

นักลงทุนเองนั้น จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป เราเป็น “นักเลือก” เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย ดังนั้น เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง เช่น มีแบรนด์ที่โดดเด่น หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย

ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่ พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น พูดง่าย ๆ นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”

แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าไม่คุ้ม เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยาย เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ เป็นต้น

ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น นักธุรกิจนั้น มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง เช่น ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ เป็นต้น

แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ตลาดเหงา เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เราจะ “โลภ”

ข้อสุดท้ายก็คือ ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน คนต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้

นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้ คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้ คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก ผลงานแย่เพราะคิดผิด ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง โทษใครไม่ได้เลย 

 

 

From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/720-nivate-fighter-mindset-chooser-mindset 

30 พฤศจิกายน 2568

บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 บริจาคเงิน e-donation โรงพยาบาลอุดรธานี ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 สำหรับเป็นค่านำ ค่าไฟฟ้า บำรุงรักษาเรือนพักญาติ

ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

เลขที่บัญชี 401-3-639-483 


 

 

 

 

24 พฤศจิกายน 2568

อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงเร็ว ๆ นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลกันว่าหุ้นและตลาดกำลังเกิด “ฟองสบู่” และในไม่ช้าก็จะ “แตก” และตลาดหุ้นก็จะเกิด “วิกฤติ” ดังนั้น เราควรมาดูกันหน่อยว่าตลาดหุ้นในรอบนี้จะเกิดวิกฤติหรือไม่?

มองจากประวัติศาสตร์ของวิกฤติตลาดหุ้นผมพบว่า ก่อนการเกิดวิกฤตินั้น ภาวะของตลาดมักจะมี 2 แบบที่อยู่กันคนละขั้ว คือแบบแรก ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจรุ่งเรืองสดใสมากและนำโดยภาคเศรษฐกิจ “ยุคใหม่” ที่จะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองและเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นมากเกินไปและเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็นมาก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนก็เริ่มตระหนักและเทขายหุ้นจนกลายเป็นวิกฤติ

และแบบที่สองก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็ปกติ แต่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการกระทำของรัฐหรือองค์กรหรือสถาบัน หรือเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำหรือสภาพคล่องทางงการเงินมีปัญหารุนแรงมาก จนทำให้คนขาดความมั่นใจเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง และนั่นทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำจนเป็นวิกฤติ

เริ่มจากวิกฤติครั้งใหญ่ของโลกหรือ “The Great Depression” ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์ตกลงมาจาก 380 จุดเหลือเพียง 43 จุด ในปี 1932 หรือตกลงมาประมาณ 90% ภายในเวลา 3 ปี และใช้เวลาประมาณ 25 ปี ก่อนที่ดัชนีจะกลับมาเท่าเดิม และในช่วงที่เลวร้ายที่สุดนั้น คนตกงานมากกว่า 20% ของคนทำงานทั้งหมด

แต่ก่อนวันวิกฤตินั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกากำลังรุ่งเรืองสุดยอด สหรัฐกำลังกลายเป็นประเทศ “มหาอำนาจ” ของโลกเพราะเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแรง อุตสาหกรรมกำลังเติบโตและแซงประเทศอื่น ๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและประเทศในยุโรปที่เป็นมหาอำนาจเดิม นอกจากนั้น อเมริกากำลังก้าวหน้าและนำในด้านของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อานิสงค์ส่วนหนึ่งเพราะยุโรปต่างก็บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในขณะที่อเมริกาสงบและทำแต่เรื่องค้าขายกับประเทศเหล่านั้นเป็นหลัก

อุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองที่สุดอย่างหนึ่งก็คือรถยนต์ซึ่งกำลังเติบโตมหาศาลเพราะคนอเมริกันเริ่มใช้รถยนต์กันมากขึ้น ถนนหนทางที่เคยมีแต่รถม้าเริ่มเต็มไปด้วยรถยนต์ของบริษัท General Motor หรือ GM ที่กลายเป็นผู้ชนะ หุ้นของ GM ที่เคยมีราคา 9.6 เหรียญในต้นทศวรรษปรับตัวขึ้นไปเป็น 97.9 เหรียญหรือปรับขึ้น 10 เท่าตอนสิ้นปี 1928

แต่ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันคือหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี “เปลี่ยนโลก” คือหุ้นRCA หรือ Radio Corporation of America บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรวิทยุที่ขายทั้งเครื่องรับวิทยุและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่เป็นเครื่องมือสื่อสารใหม่ที่จะ “เปลี่ยนโลก” ไปอย่างสิ้นเชิง

RCA กลายเป็น “หุ้น 100 เด้ง” และในช่วงปี 1926 ถึง 1929 ก่อนวิกฤติ 2-3 เดือน ราคาก็ขึ้นจาก 43 เหรียญเป็น 568 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในเวลา 3-4 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นยุคแห่งการเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เช่นเดียวกับภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นจาก 68.4 จุดในปี1921 กลายเป็น 380.3 ในปี 1929 หรือเพิ่มขึ้น 456% ในเวลา 8 ปี หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 22.4% เป็น “ยุคทอง” ของการลงทุนในตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปสูงและแพงมาก คิดเป็นค่า PE น่าจะประมาณ 30-40 เท่าขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนกลัวกันว่าหุ้นอาจจะตกลงมาแรงเป็น “วิกฤติ” แต่ “เซียน” ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Irving Fisher ในช่วงก่อนวิกฤติเพียง 2-3 เดือนกลับ “ยอมรับ” ว่า ตลาดหุ้นคราวนี้ “ไม่เหมือนเดิม” และ “หุ้นก็จะราคาสูงแบบนี้อย่างถาวร” แล้ว

วิกฤติใหญ่ครั้งที่ 2 ก็คือ วิกฤติในปี 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติแบบที่ 2 คือ เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อานิสงค์จากวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นเนื่องจากประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งควบคุมการผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแซงชั่นไม่ขายน้ำมันให้อเมริกาที่หนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 300% และส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกที่เรียกว่า “Stagflation”

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดเพิ่มขึ้นสูงลิ่วกว่า 10% จากระดับ 3-4% ก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลงไปมากและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงไปประมาณกว่า 40% ในเวลา 2 ปี และใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี กว่าดัชนีจะกลับมาที่เดิม

วิกฤติครั้งที่ 3 คือ วิกฤติ “ดอทคอม” ในปี 2000 ที่หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัล-อินเตอร์เน็ต เจริญเติบโตขึ้นในโลก อินเตอร์เน็ตที่แต่เดิมเป็นของรัฐบาลนั้น กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้ และหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์สารพัดชนิดก็เกิดขึ้น โลกทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที “โลกใหม่” กำลังเกิดขึ้น ชีวิตของคนทั่วโลกจะ “ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” และบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นผู้นำอย่างเช่น อะมาซอน จะครองโลก ราคาหุ้นเทคโนโลยีทั้งหลายวิ่งขึ้น “ทะลุฟ้า” แม้ว่าจำนวนมากยังไม่มีกำไรและมีรายได้น้อยมาก ขอให้มีชื่อต่อท้ายว่า “ดอทคอม” ก็พอ

ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นจาก 1,614 จุดในช่วงปลายปี 1998 ขึ้นเป็น 4,963 ในช่วงต้นปี 2000 หรือเพิ่มขึ้น 207% ในเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือน ก่อนที่จะเกิดวิกฤติและดัชนีตกลงมาเหลือเพียง 1,687 จุดในปี 2001 หรือลดลงถึง 66% ในเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยที่หุ้นจำนวนมากรวมถึงหุ้นอะมาซอนตกลงมากว่า 90% และหุ้นจำนวนที่มากกว่ากลายเป็น 0

เหตุผลของวิกฤติก็คือ ราคาหุ้นสูงเกินไป และแม้จะมีสตอรี่ว่ารายได้และกำไรจะโตแบบระเบิดเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นและมี “Network Effect” ที่สามารถยึดกุมลูกค้าไว้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้และกำไรกลับมาไม่ทัน ทำให้คนคิดว่าหุ้นแพงเกินไปมาก ตลาดโดยรวมมีค่า PE สูงมากระดับน่าจะเกิน 40 เท่า นักลงทุนก็ขาดความมั่นใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกลงมาแรงทำให้คนอื่นที่ต่างก็เป็นนักเก็งกำไรขายตาม กลายเป็น “Snowball Effect” หรือเหมือน “หิมะถล่ม” และนี่ก็เป็นกรณีที่สภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ “ดีเกินไป” ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแบบที่ 1

วิกฤติสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ วิกฤติ “ซับไพร์ม” ในปี 2008 ที่เกิดขึ้นจาก “ระบบ” และเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ไม่ใช่ดัชนีตลาดที่สูงหรือเศรษฐกิจที่ดีเกินไป หรือเป็นวิกฤติแบบที่ 2

ก่อนวิกฤติ 2-3 ปี เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก ตลาดหุ้นวัดโดยดัชนี S&P ก็ทรง ๆ มาเป็นปี ๆ แล้ว ที่ประมาณ 1,300-1,400 จุด เงินในตลาดส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การลงทุนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตรเป็นหลัก แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็มี “นวัตกรรมการเงิน” ใหม่เกิดขึ้นเรียกว่า CDO (Credit Default Swaps) ที่สามารถแปลงหนี้ลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่มีคุณภาพต่ำ (Sub Prime) ให้เป็นตราสารการเงินที่มี “คุณภาพสูง” เอาไปขายให้กับนักลงทุนสถาบันรวมถึงธนาคารต่าง ๆ

ตราสารได้รับการยอมรับและมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพในการใช้หนี้ต่างก็เข้ามาซื้อบ้านเพราะแบ้งค์ก็อยากปล่อยกู้เพราะสามารถนำไปขายต่อเพื่อทำเป็น CDO ได้ นั่นทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูและราคาบ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้คนซื้อบ้านมีกำไรทั้ง ๆ ที่ผ่อนต่อไม่ไหว

แต่แล้ว ในที่สุด อัตราการเป็นหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นจนระบบและการทำ CDO รับไม่ไหว ราคาของตราสารตกลงมาจนทำให้สถาบันการเงินที่เข้ามาลงทุนหรือเกี่ยวข้องด้วยล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลกระทบส่งถึงเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างแรงและทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตามมา

ดัชนี S&P 500 ร่วงลงจากประมาณ 1,300 จุดในช่วงเดือนสิงหาคม 2008 เหลือเพียง 750 จุดในเดือนมีนาคม 2009 หรือลดลง 42% ในเวลาเพียง 7 เดือน อานิสงค์จากการที่เงินหรือสภาพคล่องในระบบที่หายไปทันทีจากการ “ล่มสลาย” ของสถาบันการเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำ QE หรือการเพิ่มสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลในเวลาต่อมา ได้ทำให้ดอกเบี้ยลดลงมาเหลือใกล้ 0% และทำให้หุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน

ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งนำโดยหุ้นไฮเทคที่ร้อนแรงเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรากฎขึ้นของ AI ที่มีความฉลาด “เหนือมนุษย์” และกำลังจะมา “เปลี่ยนโลก” อย่างที่เราจะไม่เคยเห็นในอนาคตอันใกล้ นั่นคือเรื่องแรก
ประเด็นที่ 2 ก็คือ ดัชนี Nasdaq ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมา 100% แล้วและทำให้ค่า PE สูงกว่า 30 เท่า ตลาดหุ้นเองก็ร้อนแรงมากและเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ใช้มาร์จินในการลงทุนน่าจะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อ 3 ก็คือ หุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ TESLA ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าที่กำลังขับเคลื่อนบนท้องถนนด้วยตนเอง คล้าย ๆ กับหุ้น GM ในปี 1929 เช่นเดียวกับหุ้น NVIDIA ที่ร้อนยิ่งกว่าเพราะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลกใหม่คล้ายกับหุ้น RCA และผมคงไม่ต้องพูดว่าหุ้นทั้งสองตัวนั้นเป็นหุ้นกี่เด้งไปแล้ว?

แต่ “เซียน” จำนวนมากก็บอกว่า “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เพราะบริษัท “เทคนางฟ้า” ทั้ง 7 มีกำไรรองรับเพียงพอ คล้าย ๆ กับพูดว่า หุ้นไม่ได้แพงและ “ราคาหุ้นก็คงขึ้นมาอย่างถาวรแล้ว” ไม่ตกลงไปแบบวิกฤติเดิมหรอก ไม่ว่าจะเป็นปี 1929 หรือ 2000
แต่ผมเองก็รู้สึก “หนาว” เพราะคำว่า “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” ในความคิดของผมกลับเป็นว่า เพราะครั้งนี้เรายังมีเรื่องการ “เปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรครั้งใหญ่” ที่อาจจะเป็นเหตุของวิกฤติแบบที่ 2 ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงด้วย 

 

 

 from https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/712-nivate-what-comes-before-a-stock-market-crisis 

17 พฤศจิกายน 2568

ปิดตำนานบัฟเฟตต์ - หมดยุค VI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ภายในสิ้นปี 2025 นี้ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งอายุ 95 ปีแล้วก็จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ เบิร์กไชร์ แฮททาเวย์ ที่เขาบริหารมาแทบจะตลอดชีวิตการลงทุนของเขา และทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน VI” ที่ยังมีชีวิตที่ได้เผยแพร่ “หลักการ VI” ที่เริ่มก่อตั้งโดย เบน เกรแฮม ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นเทคนิคการลงทุนที่สุดยอดและเหนือกว่าหลักการอื่น ๆ โดยผลงานการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทบต้นระยะยาวที่เกือบ 20% ต่อปี ซึ่งทำให้เงินลงทุนเริ่มต้น 100 ดอลลาร์ กลายเป็นเงินประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือ 163 ล้านบาท ในเวลา 60 ปี

หลักการหรือเรื่องราวของ “VI” นั้น เริ่มต้นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ซึ่งได้ทำให้นักลงทุนแทบทั้งตลาดเสียหายล้มละลายแทบหมดตัว และเป็นจุดที่เบน เกรแฮม ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์และนักลงทุนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มคิดถึงหลักการวิเคราะห์หุ้นและการลงทุนที่เป็นระบบและเป็นวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและ “ ไม่เสี่ยง”

หลักการใหญ่ ๆ ของเบน เกรแฮมถูกรวมอยู่ในหนังสือ 2 เล่มคือ “Securities Analysis” ที่เขียนร่วมกับ David Dodd ลูกศิษย์ที่เรียนปริญญาเอกกับเขาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1934 กับ “The Intelligent Investor” ที่เขียนขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้อ่านในปี 1949 ซึ่งทั้ง 2 เล่มนี้กลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ VI ทั่วโลก

ข้อคิดสำคัญที่เป็นหัวใจของหลักการของเบน เกรแฮม ที่ต่อมาคนเรียกว่า “Value Investing” หรือการลงทุนแบบที่ “เน้นความถูก” ของหุ้น นั้นกล่าวว่า

1 บริษัทหรือหุ้นนั้นมี “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ Intrinsic Value ซึ่งอิงอยู่กับทรัพย์สิน กำไรและกระแสเงินสด ที่สามารถประเมินหรือประมาณการได้
2 การซื้อหุ้นนั้น จะต้องมี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” หรือ Margin of Safety นั่นก็คือ ราคาหุ้นต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอเพื่อที่จะป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
3 ตลาดหุ้นนั้นมักจะขึ้นลงรุนแรงและทำให้หุ้นแต่ละตัวขึ้นลงรุนแรงได้มากกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งเบน เกรแฮมเรียกว่า “Mr. Market” หรือ “นายตลาด”

ดังนั้น เราสามารถฉกฉวยทำกำไรได้จากความแตกต่างนี้ คือ “ซื้อถูก-ขายแพง”
วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นนักศึกษาในชั้นเรียน ของเบน เกรแฮมที่ทำคะแนนสูงระดับ A+ รวมถึงได้ฝึกและทำงานในบริษัทจัดการลงทุนของเขา และต่อมาก็มาบริหารกองทุนที่ตนเองตั้งขึ้นซึ่งสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์

ผลงานการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น “สุดยอด” และถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ จากผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในเมืองเล็กเหมือน “ต่างจังหวัด” อย่างโอมาฮา ชื่อเขาก็ดังระเบิดจากหนังสือของ George Goodman ชื่อ “Supermoney” ในปี 1972 ที่มีบทหนึ่งกล่าวถึงบัฟเฟตต์โดยเฉพาะ และตั้งแต่นั้นมา ชื่อวอเร็น บัฟเฟตต์ และ Value Investing ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนสุดยอดที่ทุกคนต่างก็ยอมรับและเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถลงทุนได้อย่าง “ชาญฉลาด”

หลักการ กลยุทธ และชุมชนคน VI เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ บัฟเฟตต์เองนั้น เริ่มจากการลงทุนตามแนวของเบน เกรแฮม จนถึงปี 1972 เมื่ออายุได้ 42 ปี และพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก เขาก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางไปอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การหันมาลงทุนในหุ้นที่โดดเด่น มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ถือหุ้นในอัตราส่วนที่มากหรือทั้งหมดของบริษัทแบบที่เรียกว่าเป็น “เจ้าของ” และถือหุ้นยาวมากแทบจะตลอดไป แทนที่จะซื้อหุ้นถูกและขายไปเมื่อหุ้นแพงและมีกำไรเป็นกอบเป็นกำแล้วในสไตล์ของเบน เกรแฮม

โดยหุ้นที่เขาลงทุนเป็นตัวแรกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ก็คือ หุ้นขายช็อกโกแล็ต “ซีแคนดี” ในปี 1972 ตามด้วยหุ้นหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ปี 1973 หุ้นใหญ่อย่างหุ้นประกัน GEICO ในปี 1976 หุ้นโคคาโคลา ปี 1988 หุ้นมีดโกนยิลเล็ต และอื่น ๆ รวมถึงหุ้นไอบีเอ็มและหุ้นแอปเปิลในช่วงหลัง ๆ นี้ ที่เป็นกิจการทั้งโดดเด่นและใหญ่โตระดับประเทศและโลก โดยที่หุ้นเหล่านั้นไม่ใช่หุ้นถูก ขอให้เป็นหุ้นที่มี “ราคายุติธรรม” ก็พอ เพราะบัฟเฟตต์เชื่อว่าหุ้นเหล่านั้นจะโตไปเรื่อย ๆ จนทำให้ราคาที่เขาจ่ายในวันแรกนั้น “ต่ำมาก”

ตัวอย่างเช่น เขาซื้อซีแคนดี้ทั้งบริษัทด้วยเงินเพียง 25 ล้านเหรียญ ในปี 1972 แต่ ถึงวันนี้เขาได้รับเงินสดคืนมาถึง 2,000 ล้านเหรียญหรือ 80 เท่าแล้วจากเงินปันผลในเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับหุ้นแอปเปิลที่เขาเริ่มซื้อมาในปี 2016 ที่ราคาหุ้นละประมาณ 35 เหรียญ ด้วยเงิน 1 พันล้านเหรียญ แต่ถึงวันนี้เขาน่าจะมีกำไรประมาณ 175 พันล้านเหรียญ คำนวณจากราคาหุ้นที่ประมาณ 185 เหรียญต่อหุ้นที่เขาขายไปบ้างแล้วบางส่วน

การเปลี่ยนแปลงในกลยุทธและแนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสร้างผลงานการลงทุนระดับสุดยอดให้กับการลงทุน “แบบ VI” ได้ยาวนานจนถึงวันนี้ เพราะถ้าเขายังยึดหลักการแบบ เบน เกรแฮม อยู่ เขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักตั้งแต่ประมาณปี 1972 มาจนถึงวันนี้

เพราะตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณปี 1973-1974 ที่ตลาดหุ้นอเมริกาประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอานิสงค์จากสงครามเวียตนาม วิกฤติราคาน้ำมันและเงินเฟ้อครั้งใหญ่ จนถึงปี 1976 ก่อนที่เบน เกรแฮมจะตายนั้น เขาได้เริ่มแสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์และวารสารการลงทุนว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เขาไม่เชื่อแล้วว่าการลงทุน “แบบ VI ดั้งเดิม” จะสามารถเอาชนะตลาดได้สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่” พูดง่าย ๆ มันคือ “อวสานของ VI” แล้วในสายตาของเบน เกรแฮม

เหตุผลก็คือ 1) นักลงทุน เฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสถาบันเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และมีจำนวนมาก 2) ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นกระจายไปสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและทุกคนเข้าถึงได้เท่ากันโดยที่แทบจะไม่มีต้นทุน ดังนั้น ราคาหุ้นทุกตัวก็สะท้อนกับข่าวสารทันที ไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นที่ “ราคาถูก” ได้ต่อเนื่องยาวนาน หรือก็คือ “ตลาดมีประสิทธิภาพ” ตามที่นักวิชาการได้เสนอทฤษฎีและพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีใคร รวมถึง VI ที่จะสามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้

ผมเองก็เชื่อว่า ถ้ายังลงทุนซื้อ-ขายหุ้นในระยะสั้นหรือแม้แต่ในระยะกลาง 2-3 ปี วิธีแบบ VI ของเบน เกรแฮมก็อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วแม้แต่ในตลาดหุ้นไทยหรือเวียตนามที่หลายคนบอกว่าตลาดยัง “ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ” นัก

แต่การลงทุนแบบ VI ในเวอร์ชั่นของบัฟเฟตต์ล่ะ ยังใช้ได้อยู่ไหม? ในวันที่บัฟเฟตต์เองก็กำลังเลิกลงทุน และก็ไม่เคยพูดตรง ๆ ว่า “VI อวสานแล้ว” แบบเดียวกับ เกรแฮม แต่ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน เขาก็เคยพนันว่า ผลตอบแทน 10 ปี ของ S&P 500 จะชนะผลตอบแทนจากกองทุน Hedge Fund ระดับเซียนได้ และผลก็คือ เขาพูดถูก นอกจากนั้น ในระยะหลัง ๆ เขาเองก็แนะนำให้นักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีแทนที่จะพยายามเลือกหุ้นและนั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณว่า “VI จบแล้ว” เหมือนกัน

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ บัฟเฟตต์เองก็คงตระหนักในความจริงเรื่องนี้ เพราะตัวเลขผลตอบแทนรายปีที่เบิร์กไชร์ทำได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น แพ้ตลาดมาก ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปี ของบัฟเฟตต์อยู่ที่ประมาณ 4.5% ในขณะที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทน 6% และของ Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นไฮเท็คนั้นสูงถึง 8% ต่อปี และนี่คือช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผ่านวิกฤติในปี 2008 ด้วย

แต่ถ้าคิดย้อนหลังแค่ 10 ปี เพื่อที่จะวัดผลตอบแทนเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่เป็นช่วงบูมและไม่มีภาวะวิกฤติจริง ๆ ตัวเลขก็คือ เบิร์กไชร์ให้ผลตอบแทนที่ 13.9% ต่อปี S&P อยู่ที่ 12.7% และ Nasdaq สูงถึง 15.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักการ VI แบบบัฟเฟตต์นั้น ใช้แทบไม่ค่อยได้แล้วในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมา คือผลตอบแทนของ “โคตรเซียน VI” อย่างบัฟเฟตต์ก็แค่เท่า ๆ กับตลาด แต่แพ้ในตลาดของโลกยุคใหม่คือ Nasdaq ค่อนข้างมาก

ความเห็นของผมในฐานะที่เป็น VI ยุคแรกของไทย และเห็นวิวัฒนาการของ VI ไทยมาตลอดคืออะไร?
ผมคิดว่าเราก็คงตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ยุคแรกเริ่มและต่อเนื่องไปซัก 10-15 ปี นั้น การลงทุนแบบ VI ดั้งเดิม คือซื้อหุ้นที่ถูกมากและขายหุ้นไปเมื่อแพงหรือราคาหุ้นขึ้นไปมาก ทำผลงานได้ดี อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นตกลงไปมากหลัง “วิกฤติต้มยำกุ้ง” และคนที่เป็น VI ก็ยังมีน้อย ทำให้ตลาดหุ้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หาหุ้นถูกได้เกลื่อนตลาด

ต่อมา การลงทุนแนวหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” เน้นที่หุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยหุ้นอาจจะไม่ได้ถูกมาก ก็เริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะราคาหุ้นนอกจากปรับตัวขึ้นตามผลประกอบการที่ดีขึ้นแล้ว ค่า PE ก็ปรับตัวขึ้นอย่างมากมายด้วย

แต่ก็คงคล้ายกับบัฟเฟตต์ในช่วง 20 ปีหลัง ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปี นี้ ก็ตกต่ำลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลง “แบบถาวร” และส่งผลให้หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่อยู่ในเศรษฐกิจเก่าด้อยลงในแง่ของคุณค่าทางธุรกิจ ผลก็คือ หุ้นแบบ VI ทุกประเภทก็ไม่ไปไหนมานานหลายปีหรืออาจจะตลอดไป สำหรับผมแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เรียกว่า “หมดยุค VI” ในตลาดหุ้นไทย และอาจจะเป็นในอเมริกาด้วย

ส่วนคนที่เป็น VI และเปลี่ยนไม่ได้นั้น คงต้องไปลงทุนในตลาดอื่น เช่น เวียตนาม หรืออินเดีย เป็นต้น ที่ตลาดหุ้นอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพ สามารถหาหุ้นถูกและหุ้นดีแบบ VI ได้

 

 

 From https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/706-nivate-the-end-of-buffetts-era--the-death-of-value-investing 

15 พฤศจิกายน 2568

ลงทุนหุ้นและ ETF ประเทศอเมริกา และอื่นๆ ได้ง่ายๆ ด้วย DR80 จากธนาคารกรุงไทย

 

ลงทุนหุ้นและ ETF ประเทศอเมริกา และอื่นๆ ได้ง่ายๆ ด้วย DR80 จากธนาคารกรุงไทย ไม่ว่าจะเป็น

  •  ETF ดัชนี S&P500
  • หุ้น Apple (AAPL)
  • หุ้น Tesla (TSLA)

และอื่นๆ อีกมากมาย

 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR80: https://krungthai.com/th/content/depositary-receipt

 

 

 

ฉลาดซื้อ พบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อมีโซเดียมถึง 2,360 มิลลิกรัม

 


ที่มา https://consumerthai.org/consumers-news/consumers-news/product-and-other/4454-630408_cupnoodles.html

10 พฤศจิกายน 2568

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ NASDAQ มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า “หุ้น 7 นางฟ้า” มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่น ๆ มาก

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น “หุ้นยักษ์” ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ NVIDIA นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 7-800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศ ๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐและจีนในแง่ของ GDP พูดง่าย ๆ Market Cap. ของเอนวิเดียใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเช่นเดียวกัน

“หุ้นยักษ์” ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเอนวิเดีย หุ้นแอปเปิล ไมโครซอฟท์ กูเกิล อะมาซอน บรอดคอม เมตา เทสลา เบิร์กไชร์ และเจพีมอร์แกน มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านเหรียญนับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P ที่61 ล้านล้านเหรียญ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

พูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ “Dominate” หรือ “ครอบงำ” ตลาด S&P500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ “หุ้นนางฟ้า” เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือ การเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ “กินรวบ” กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่าง ๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่า จริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า “คิดเวอร์กันไปเอง” โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฎิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง “กระจุกตัว” มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงค์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ “กลืนกิน” ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่น ๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น “เศรษฐกิจเก่า” ดังนั้น หุ้นไทยก็คง “ไม่กระจุกตัว” และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

ตลาดหุ้นไทย ณ.ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้นเอนวิเดียที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียตนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก “อัตราการครอบงำ” ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียตนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้นซัมซุง หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมด

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้าย ๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริง ๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านเหรียญ

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านเหรียญ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเลคโทรนิกส์รุ่นก่อน ๆ

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านเหรียญ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้นโตโยต้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง2.68 แสนล้านเหรียญหรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วย การเปรียบเทียบต่าง ๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบ ๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว

หุ้น Top10 10 ตัวที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านเหรียญ ตามด้วย อาลีบาบา และหุ้นอื่น ๆ เช่นแบ้งค์ขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้นปิโตรไชน่าและตบท้ายด้วยหุ้นเสียวหมี่ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านเหรียญ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่น ๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ตลาดหุ้นไทย เกาหลี เวียตนาม และอเมริกาที่มา “รั้งท้าย” ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน “อนาคต” ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น 

 

 

Source: settrade.com 

03 พฤศจิกายน 2568

ใช้ AI อย่าเพิ่งซื้อหุ้น AI โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร





ตั้งแต่ต้นปีจนถึงประมาณต้นเดือนตุลาคม 2568 น่าจะเป็นเวลาที่ผมรู้สึก “เศร้าหมอง” มากช่วงหนึ่งในชีวิตในช่วงหลาย ๆ ปีหรืออาจจะนับ 10 ปีที่ผ่านมา เหตุผลก็เพราะว่าตลาดหุ้นไทยตกลงมาอย่างต่อเนื่องและดู “ไม่เห็นอนาคต” แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ พอร์ตหุ้นไทยของผมก็ไม่ได้ดีไปกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยเลยทั้ง ๆ ที่หุ้นที่ผมถืออยู่นั้นก็ยังดูดี ผลประกอบการเติบโตและธุรกิจก็ยังแข็งแกร่ง ราคาหุ้นไม่แพง แต่หุ้นก็ตกเอาๆ ในขณะที่หุ้น “เก็งกำไร” ขนาดยักษ์บางตัวขึ้นเอา ๆ ทั้ง ๆ ที่ราคาแพง “หลุดโลก”

พอร์ตหุ้นเวียตนามของผมนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ผลตอบแทนติดลบมากมายระดับ -20% ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามบวกเกิน 30% รวมแล้วพอร์ตผมแพ้ตลาด 50% เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นขนาดยักษ์บางตัวและบางกลุ่มมีราคาเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์และดึงดัชนีตลาดหุ้นให้สูงขึ้นแบบ “สูงที่สุดในโลก” ส่วนหุ้นของผมนั้นเน้นหุ้น “VI” ที่ถูกกระทบจากปัญหาภาษีการค้าของทรัมป์ที่ทำให้ยอดขายและกำไรของบริษัทชะลอตัวลงทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นอย่างหนักโดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างประเทศ นอกจากนั้น ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็มีผลทำให้พอร์ตขาดทุนไปประมาณ 10% หรือครึ่งหนึ่งของการขาดทุนทั้งหมด

ความเศร้าหมองของผมยังเกิดจากความเจ็บป่วยโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปอดและหลอดลม ผมเป็นทั้ง RSV โควิด และไข้หวัดใหญ่ทั้ง ๆ ที่ฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว ไม่นับอาการไอที่ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำและติดต่อกันครั้งละหลายวัน ต้องเรียกว่า “สามวันดีสี่วันไข้” ซึ่งทั้งหมดนั้น ผมไม่เคยประสบเลยในอดีต


และเรื่องสุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคมก็คือ จากการตรวจสุขภาพประจำครึ่งปี ผมพบว่าค่า PSA ซึ่งเป็นสารเคมีในเลือดที่เป็นตัวชี้วัดว่าอาจจะเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากสูงขึ้นเร็วจากค่าปกติเดิม ประกอบกับผลจากการตรวจด้วยเครื่อง MRI ที่ต่อมลูกหมากพบว่ามีก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะคล้ายมะเร็งที่บ่งบอกว่าโอกาสเป็นก้อนเนื้อร้ายประมาณ 70% ซึ่งก็ทำให้หมอต้องแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อให้รู้ชัดเจนว่ามันเป็นมะเร็งหรือไม่ และถ้าเป็น มันร้ายแรงแค่ไหนเพื่อที่จะได้ทำการรักษา

ก่อนที่จะถึงวันกำหนดตัดชิ้นเนื้อ ผมรู้สึกวุ่นวายใจและก็เริ่มหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก แน่นอน ผมจำได้ว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยประกาศว่าตนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากตอนอายุ 81 ปี โดยเป็นมะเร็งระยะที่ 1 และจะเข้ารับการรักษาโดยการฉายแสงทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน เขายังบอกด้วยว่าเขารู้สึกแข็งแรงดีและไม่ได้วิตกกังวลอะไรและยังทำงานได้ตามปกติยกเว้นแต่ว่าไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ในช่วงของการรักษา

สิ่งที่ผมทำในระหว่างรอการตัดชิ้นเนื้อนั้น นอกจากคุยปรึกษาคนที่รู้จักและมีประสบการณ์ก็คือการถาม “Chat GPT” ซึ่งเป็น “AI” ที่แพร่หลายที่สุดในขณะนี้ และนี่ก็จะเป็น “ครั้งแรก” ของผมที่จะถามและปรึกษา AI ที่มีการพูดกันว่าฉลาดและเก่งกว่าทุกคนในแทบทุกเรื่องรวมถึงเรื่องโรคและสุขภาพ

ในช่วงเวลา 4-5 วันที่ผมเข้าไป “คุย” กับ Chat GPT นั้น ผมถามทุกประเด็นเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก คำตอบที่ได้รับนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้คุยกับหมอผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับต่อมลูกหมากโดยไม่มีการจำกัดเวลา ความรู้และข้อมูลที่ได้รับนั้น ต้องบอกว่า “น่าทึ่ง” สุด ๆ เพราะมันเหมือนกับเรามี “หมอประจำตัว” ที่บอกและแนะนำเราทุกอย่างได้ และเป็นการบอกพร้อมเหตุผลที่ชัดเจนประกอบไปด้วยสถิติจากกรณีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจากการศึกษามากมายทั่วโลก

ก่อนเข้าตัดชิ้นเนื้อนั้น ผมได้รับการคาดการณ์หรือประเมินจาก AI ว่า ผมมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่รุนแรงประมาณ 50% ไม่เป็นมะเร็ง 20% เป็นมะเร็งระดับกลางค่อนมาทางเบา 25% และเป็นมะเร็งระดับกลางถึงรุนแรงแค่ 5% นอกจากนั้น ถ้าเป็นแบบไม่รุนแรง ก็อาจจะไม่ต้องทำอะไรและคอยติดตามมันไปเรื่อย ๆ เพราะมะเร็งแบบนี้จะโตช้ามาก บางทีเราอาจจะตายก่อนที่มะเร็งจะโตจนฆ่าเราได้

ช่วงต้นเดือนตุลาคมอีกเช่นกัน หุ้น FPT ซึ่งเป็นหุ้นไฮเทคใหญ่ที่สุดของเวียตนามซึ่งผมถือมากที่สุดและมีสัดส่วนในพอร์ตถึงเกือบ 40% นั้น ตกลงมาต่ำสุดและต่ำกว่าตอนช่วงต้นปีนี้ถึงกว่า 30% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามโตขึ้นไปกว่า 30% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่รายได้และกำไรของบริษัทเองก็ไม่ได้ลดลง เพียงแต่โตช้าลงไปบ้างและปริมาณงานในมือลดลง แต่บางคนก็พูดว่าพื้นฐานของ FPT อาจจะกำลังเปลี่ยนไป เพราะ AI กำลังเข้ามา Disrupt หรือทำลายธุรกิจของ FPT ที่เน้นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งในอนาคต AI สามารถทำได้อย่างง่ายดาย บริษัทต่าง ๆ อาจจะไม่ต้องจ้างหรือจ้าง FPT เขียนโปรแกรมน้อยลง

ผมจะทำอย่างไรดี ขายหุ้นทิ้งหรือถือต่อไป? ว่าที่จริงผมเองก็ไม่ได้รู้หรือมีข้อมูลอะไรมากนัก และนั่นทำให้ผมถามและปรึกษา Chat GPT อีกแล้ว

คำตอบที่ได้นั้นก็คือ สู้ต่อไป! ปัญหาที่หุ้นตกน่าจะเป็นเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องชั่วคราว FPT ยังแข็งแกร่งและน่าจะกลับมาได้ และนั่นทำให้ผมสบายใจขึ้นและยืนหยัดในความคิดเดิมตั้งแต่ต้นที่ถือหุ้นตัวนี้

เวลาผ่านไปนับจากการเริ่มปรึกษา AI ทั้ง 2 เรื่อง การวิเคราะห์ชิ้นเนื้อของผมพบว่าผมไม่ได้เป็นมะเร็ง โชคดีมาก! เรื่องที่ 2 ก็คือ รายได้และกำไรของ FPT เดือนกันยายน 2568 ดีขึ้นอย่างโดดเด่น จำนวนงานในมือเพิ่มขึ้นสูงกว่าสถิติเดิมแล้ว ปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์และเศรษฐกิจโดยรวมของโลกดีขึ้นแล้ว ราคาหุ้น FPT กระโดดขึ้นกว่า 10% ในสัปดาห์เดียว กองทุนใหญ่ ๆ เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดูเหมือนว่าหุ้น FPT กำลังกลับมา เราคงต้องดูกันต่อไปว่าในระยะยาวมันจะให้ผลตอบแทนเท่าหรือดีกว่าดัชนีตลาดไหม

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ดูเหมือนว่าโชคชะตาผมอาจจะกำลังดีขึ้นหลังจากผ่านเรื่องร้าย ๆ มาถึง 8-9 เดือน

หลังจากใช้ AI เพียงสั้น ๆ ผมคิดว่า AI นั้น คง “เปลี่ยนโลก” จริง ๆ ศักยภาพของมันก็คือ มันเก่งกว่ามนุษย์ทุกคนรวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่สุดในงานต่าง ๆ เช่น หมอหรือนักลงทุนซึ่งรวมถึงตัวผมเอง “ผมใช้ ผมจึงรู้” ว่าวันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมสู้ไม่ได้แล้ว ผมก็จะร่วมมือกับ AI เพื่อให้ผมยังอยู่ได้ สำหรับผมแล้ว อนาคตของคนที่จะสู้กับคนอื่นได้ก็คือคนที่สามารถใช้ AI ได้ดีกว่า นั่นก็คือ เป็นคนที่ “ตั้งคำถาม” ให้ AI ตอบได้ดีกว่าคนอื่น

และทั้งหมดที่ผมทำหลังจากได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงมากก็คือการสมัครเป็นสมาชิก Chat GPT ด้วยค่าใช้จ่ายเดือนละไม่ถึง 300 บาท เท่า ๆ กับค่ากาแฟ 2 แก้ว ที่ผมกินประจำแทบทุกวัน

และนั่นนำมาถึงเรื่องการลงทุนในหุ้นที่ให้บริการหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI ที่ราคาขึ้นแบบบ้าคลั่งเพราะว่ามันจะ “ปฏิวัติโลก”

แต่ช้าก่อน บริษัทที่จะเปลี่ยนโลกได้นั้น อาจจะไม่ได้กำไรมากพอคุ้มกับการลงทุนมหาศาลโดยเฉพาะถ้ามีหลาย ๆ บริษัทต่างก็เข้ามาแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตายซึ่งนาทีนี้รวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรียกว่าหุ้นเจ็ดนางฟ้าประกอบไปด้วย ไมโครซอฟท์ NVIDIA GOOGLE AMAZON APPLE META และTESLA

รายได้หลักของธุรกิจให้บริการ AI ในปัจจุบันก็คือค่าสมาชิกที่ส่วนใหญ่ใช้ฟรี ที่จ่ายเงินก็มีราคาลดลงอย่างรวดเร็วเหลือแค่เดือนละไม่ถึง 300 บาท ในขณะที่ต้นทุนของการให้บริการที่เป็นค่าไฟฟ้าต่อหัวของการให้บริการก็ไม่น้อย ดังนั้นแล้ว ภายในอีก 4-5 ปี การให้บริการส่วนนี้คงไม่ทำกำไรให้บริษัท AI อย่างแน่นอน

รายได้ในอนาคตที่เป็นตัวหลักและอาจจะทำกำไรได้น่าจะมาจากการให้บริการบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ AI แบบเฉพาะตัวเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินการของตน แต่ในกรณีนี้ การแข่งขันก็คงรุนแรงมาก เชื่อกันว่าบริษัท AI ที่มีลูกค้าบริษัทมากอยู่แล้ว เช่น ลูกค้าที่ใช้คลาวด์ของบริษัทอะมาซอนหรือไมโครซอฟท์ ก็จะมีแนวโน้มใช้บริการ AI ต่อเนื่องกันไปเนื่องจากมีความสะดวกที่มีข้อมูลอยู่ในระบบอยู่แล้ว

ธุรกิจที่จะใช้ AI กลุ่มต่อมาน่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาที่ AI จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงและตรงเป้าหมายขึ้น นี่ก็จะมีการแข่งขันกันมากมายแม้ว่ากูเกิลอาจจะได้เปรียบรายอื่นที่อาจจะมีลูกค้าในมือจำนวนมากอยู่แล้ว

กลุ่มสุดท้ายที่จะเป็นแหล่งรายได้ของบริษัท AI ก็คือการให้บริการแพลทฟอร์มที่เรียกว่า AI Market Place ให้บริการซื้อ-ขาย ผ่านแอ็ปที่เป็น AI โดยที่บริษัทจะได้ค่าธรรมเนียมในฐานะที่เป็นโบรกเกอร์ เป็นต้น

รายได้ในอนาคตทั้งหมดนั้น คงต้องบอกว่ายังไม่มีอะไรแน่นอนและก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ รู้แต่ว่าการแข่งขันจะรุนแรงมาก จนถึงจุดหนึ่งก็จะมีคนแพ้และถอนตัวออกไป หรือแม้แต่คนชนะเองก็อาจจะเสียหายหนักจนทำให้เกิด “วิกฤติ” และราคาหุ้น “ล่มสลาย” เกิดสถานการณ์คล้ายช่วงหุ้นไฮเทคล่มสลายในปี 2000 ซึ่งแม้แต่หุ้นอะมาซอนก็ตกลงไปถึง 95% ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน

ทั้งหมดนั้นผมเองก็ไม่ยืนยันว่าจะต้องเป็นจริง บอกได้แต่ว่าความเสี่ยงของธุรกิจ AI นั้นสูงลิ่ว และเมื่อประกอบกับราคาหุ้นในปัจจุบันที่สูงแบบ “หลุดโลก” แล้ว การเข้าไปซื้อหุ้น AI ในช่วงเวลานี้ก็เป็นความเสี่ยงที่รับได้ยาก และส่วนตัวผมเองก็ขอรอไปก่อน

 

 Source: https://www.settrade.com/th/news-and-articles/articles/696-nivate-go-ahead-and-use-ai-but-think-twice-before-buying-ai-stocks 

01 พฤศจิกายน 2568

มหาเศรษฐีอายุยืนถึง 99 ปี แม้ออกกำลังกายน้อย-ชอบกินขนมหวาน ความลับอยู่ที่ 4 สิ่งนี้

มหาเศรษฐีดังระดับโลก อายุยืนถึง 99 ปี แม้จะออกกำลังกายน้อยและชอบกินขนมหวาน แต่ความลับอยู่ที่ 4 สิ่งนี้

ชาร์ลี มังเกอร์ นักลงทุนผู้มีชื่อเสียงและเป็นหุ้นส่วนคู่หูของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เสียชีวิตในปลายปี 2023 ด้วยวัย 99 ปี แม้จะอายุมากแล้ว แต่ชาร์ลี มังเกอร์ยังคงมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมและสุขภาพดี แม้จะไม่ค่อยออกกำลังกายและมีความชอบในการทานของหวาน ตามที่เขาเคยบอกกับ CNBC

หลายคนเคยถามถึงเคล็ดลับในการมีอายุยืนและมีความสุข ชาร์ลี มังเกอร์มองว่าเรื่องนี้ง่ายและเรียบง่าย “ผมมั่นใจว่านิสัยการดื่มน้ำอัดลมมากๆ คงทำให้ผมลดอายุขัยไปบ้าง แต่ผมไม่แคร์” มังเกอร์กล่าว ส่วนใหญ่เคล็ดลับของเขามีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตเป็นหลัก



หลีกเลี่ยงความเครียดและอารมณ์ลบ

ชาร์ลี มังเกอร์มองว่า กุญแจสำคัญในการชะลอความชราคือการละทิ้งความอิจฉาริษยา ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อบัณฑิตที่ฮาร์วาร์ดในปี 1986 เขากล่าวว่า ความอิจฉาและสารบางชนิดจะนำไปสู่ความทุกข์ยาก

หลายปีหลังจากนั้น มังเกอร์ยังคงย้ำคำพูดนี้ โดยในที่ประชุมประจำปี 2022 ของ Daily Journal เขากล่าวว่า "โลกไม่ได้ถูกควบคุมโดยความโลภ แต่โดยความอิจฉา"

ในการสัมภาษณ์กับ CNBC ชาร์ลี มังเกอร์แนะนำคนรุ่นใหม่ให้หลีกเลี่ยงความโกรธแค้น ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ปี 1986 ต่อบัณฑิตว่า "หากคุณไม่อยากให้ชีวิตลำบาก สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าโกรธหรือหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา"

การศึกษาปี 2018 พบว่า คนที่มักรู้สึกอิจฉาผู้อื่นมักมีสุขภาพจิตที่ไม่ดีและมีความสุขต่ำ ผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจของ NerdWallet กล่าวว่า ความอิจฉามีผลกระทบเสียหายต่อสุขภาพจิต ทำให้พวกเขารู้สึกวิตกกังวลหรือเป็นโรคซึมเศร้า



การรักษาจิตใจให้สดใส

ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการลงทุน มังเกอร์ ผ่านช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งการหย่าร้าง ความยากจน การสูญเสียลูกชายวัย 9 ขวบจากมะเร็งเม็ดเลือด และการสูญเสียการมองเห็นข้างหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเลือกที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง

มังเกอร์มองว่า "การมีความสุข" คือ "การกระทำที่ฉลาดที่ควรรักษาไว้" และเพื่อให้จิตใจสดใส สิ่งสำคัญคือการปล่อยวางอารมณ์ลบ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตันในปี 2019 พบว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีทัศนคติเชิงบวกมีอายุยืนยาวขึ้นเฉลี่ย 11–15% ผู้ที่มีความคิดบวกมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคหัวใจ และการศึกษานี้ยังพบว่า ผู้ที่มองโลกในแง่ดีมักมีแรงจูงใจมากขึ้นในการดูแลสุขภาพให้ดี



หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาสูบ

ชาร์ลี มังเกอร์มองว่า พฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่สามารถ "นำพาคนดีๆ ไปสู่ปัญหาหนัก" โดยเฉพาะเมื่อมีการพึ่งพาสารกระตุ้นเหล่านี้มากเกินไป

การศึกษาที่ใช้ข้อมูลจากคนกว่า 100,000 คนในยุโรปพบว่า การติดแอลกอฮอล์สามารถ ลดอายุขัยลงได้ถึง 28 ปี โดยทำลายตับ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และอาจนำไปสู่การเกิดอัมพาต ส่วนการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของโรคและการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่มานาน ผลวิจัยจาก University College London พบว่า แต่ละมวนบุหรี่ สามารถลดอายุขัยเฉลี่ยได้ 20 นาที



ชาร์ลี มังเกอร์ - วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ขวา)



มีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ

มังเกอร์มองว่า การสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่น่าเชื่อถือและหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมีส่วนช่วยให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุข หนึ่งในผู้ที่เขาผูกพันมายาวนานคือลอร์เรน บัฟเฟตต์ ทั้งสองพบกันครั้งแรกที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสก้า สหรัฐอเมริกาในปี 1959 และมีมิตรภาพยาวนานกว่า 60 ปี

การศึกษาที่ดำเนินมา 85 ปีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้คนมีความสุขและอาจทำให้พวกเขามีอายุยืนยาวขึ้น ดร.โซฟียา มิลแมน รองศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และพันธุศาสตร์จากสถาบันวิจัยวัยชราแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีหลายคนมักให้ความสำคัญกับผลกระทบเชิงบวกของความสัมพันธ์รอบตัวต่ออายุขัยของพวกเขา




25 ตุลาคม 2568

กองทุนรวมดัชนี Index Fund ไทย ที่ลงทุนใน MSCI ACWI (MSCI All Country World Index)

การลงทุนใน กองทุนดัชนี MSCI ACWI (MSCI All Country World Index) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก เนื่องจากดัชนีนี้ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางจากประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Markets) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั่วโลก



ความน่าสนใจของการลงทุนใน MSCI ACWI

  • ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง: ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งดัชนี มีความโดดเด่น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8% ต่อปี ในระยะยาว (อ้างอิงข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2025) ซึ่งแสดงถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
  • ต้นทุนต่ำ: โดยปกติ กองทุนที่อ้างอิงดัชนี (Index Fund) เป็นการลงทุนแบบ Passive ที่มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี ทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ากองทุนประเภท Active โดยทั่วไป 
  • การกระจายความเสี่ยง: ดัชนีนี้กระจายการลงทุนไปใน หุ้นทั่วโลก ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชีย และครอบคลุม หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นการลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของประเทศหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้อย่างดี



ช่องทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนในไทย ผ่านกองทุนรวมไทย

นักลงทุนในไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในดัชนี MSCI ACWI ได้อย่างสะดวกง่ายดายผ่าน กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่จัดตั้งโดย บลจ. ในประเทศ โดยมีข้อดีและข้อเสียเมื่อเทียบกับการไปลงทุนต่างประเทศเอง สรุปได้ดังนี้:

1. ความสะดวก
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย: ลงทุนง่ายผ่าน Mobile Application/เว็บไซต์ของ บลจ. หรือธนาคาร
  • ลงทุนในกองทุนต่างประเทศโดยตรง: ต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศและจัดการเรื่องโอนเงินด้วยตนเอง

2. การศึกษาข้อมูล
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย: มีเอกสารอัปเดตข้อมูลกองทุนรวม (Fund Fact Sheet) เป็นภาษาไทยและเป็นมาตรฐาน
  • ลงทุนในกองทุนต่างประเทศโดยตรง: ต้องศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างประเทศทั้งหมด

3. ความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Risk)
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย: มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน (Hedging) ให้ โดยส่วนใหญ่จะมีนโยบายป้องกัน 100% หรือบางส่วนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ลงทุนในกองทุนต่างประเทศโดยตรง: ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากค่าเงินด้วยตนเอง (หรือยอมรับความเสี่ยงค่าเงินเต็มจำนวน)

4. ภาษี Capital Gain (กำไรจากการขาย)
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย: กำไรจากการขาย (Capital Gain) ไม่ต้องเสียภาษี 
  • ลงทุนในกองทุนต่างประเทศโดยตรง: เสียภาษี Capital Gain

5. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่เรียกเก็บโดย บลจ. เพิ่มเติมประมาณ 0.5% - 1.0% ต่อปี
  • ลงทุนในกองทุนต่างประเทศโดยตรง: ไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการแบบการลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย



กองทุนรวมดัชนี Index Fund ไทย ที่ลงทุนใน MSCI ACWI

1. กองทุน K-WORLDX
  • บลจ กสิกรไทย
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.6324% ต่อปี

2. กองทุน K-WORLDXRMF
  • บลจ กสิกรไทย
  • ประเภท กองทุนรวม RMF (ลดหย่อนภาษีได้)
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.5960% ต่อปี

3. กองทุน KKP PGE-UH
  • บลจ เกียรตินาคินภัทร
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.6770% ต่อปี

4. กองทุน KKP PGE-H
  • บลจ เกียรตินาคินภัทร
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.6810% ต่อปี

5. กองทุน KKP PGE RMF-UH
  • บลจ เกียรตินาคินภัทร
  • ประเภท กองทุนรวม RMF (ลดหย่อนภาษีได้)
  • ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.6741% ต่อปี

6. กองทุน KKP PGE RMF-H
  • บลจ เกียรตินาคินภัทร
  • ประเภท กองทุนรวม RMF (ลดหย่อนภาษีได้)
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.7120% ต่อปี

7. กองทุน LHGEQP
  • บลจ แลนด์แอนด์เฮาส์
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 2.1493% ต่อปี

8. กองทุน LHGEQRMF
  • บลจ แลนด์แอนด์เฮาส์
  • ประเภท กองทุนรวม RMF (ลดหย่อนภาษีได้)
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 2.4653% ต่อปี


9. กองทุน KF-WORLD-INDX-A

  • บลจ กรุงศรี
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 1.0447% ต่อปี

10. กองทุน KF-WORLD-INDXRMF
  • บลจ กรุงศรี
  • ประเภท กองทุนรวม RMF (ลดหย่อนภาษีได้)
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.9951% ต่อปี


11. กองทุน KT­GEQ­A

  • บลจ กรุงไทย
  • ประเภท กองทุนรวมทั่วไป
  • ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน
  • ค่าธรรมเนียม: 0.6729% ต่อปี






15 ตุลาคม 2568

โปรแกรมคำนวณค่าบำนาญ ประกันสังคมสูตร CARE (สูตรใหม่)

โปรแกรมคำนวณค่าบำนาญ ประกันสังคมสูตร CARE (สูตรใหม่)

link

การยืมเงินเพื่อน คือวิธีเสียเพื่อนที่เร็วที่สุด เงินทำลายมิตร !

"จากเพื่อนรักสู่เจ้าหนี้! ระวัง 6 พฤติกรรมการเงินที่อาจพังความสัมพันธ์ ยืมเงินเพื่อนเสี่ยงเสียเพื่อนมากที่สุด"

มิตรภาพเป็นสิ่งที่ล้ำค่า แต่รู้หรือไม่ว่า เงิน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนเพื่อนรักให้กลายเป็นศัตรูได้ในพริบตา? หลายคนอาจคิดว่า “แค่ยืมเงินนิดเดียว คงไม่เป็นไรหรอก” แต่ความจริงแล้ว เงินสามารถสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ได้อย่างคาดไม่ถึง มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่เงินสามารถทำลายมิตรภาพได้ พร้อมวิธีหลีกเลี่ยงก่อนสายเกินไป!



เปิด 6 วิธีที่เงินทำลายมิตรภาพ

1. ให้เพื่อนยืมเงินแล้วไม่ได้คืน

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้มิตรภาพพังลง ถ้าคุณให้เพื่อนยืมเงิน แล้วเขา “ลืม” คืน หรือเลื่อนแล้วเลื่อนอีก บอกเลยว่าความสัมพันธ์อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความไว้ใจเป็นสิ่งสำคัญในมิตรภาพ และเมื่อมันถูกทำลายไป โอกาสจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมนั้นยากมาก ทางออกที่ดีที่สุดคือ ถ้าจะให้เพื่อนยืมเงิน ให้คิดไปเลยว่าเป็นเงินที่คุณอาจไม่ได้คืน ถ้าให้แล้วต้องมานั่งเครียด เสียเพื่อน เสียใจ แบบนี้ไม่คุ้มแน่นอน!



2. ปฏิเสธที่จะให้ยืมเงิน

อีกด้านหนึ่ง ถ้าคุณไม่ให้เพื่อนยืมเงิน ก็อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน บางครั้งเพื่อนอาจกำลังเดือดร้อน และถ้าคุณปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย มันอาจทำให้เขารู้สึกแย่และห่างเหินจากคุณไปตลอด ทางออกที่ดีคือ อธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา หรือถ้าคุณอยากช่วยจริง ๆ อาจให้เป็นจำนวนที่คุณสามารถให้ได้โดยไม่เดือดร้อน และอย่าคาดหวังว่าจะได้รับคืน



3. ไม่คืนเงินที่เพื่อนช่วยเหลือ

ถ้าเพื่อนช่วยเหลือคุณในยามลำบาก และคุณกลับละเลยหรือไม่คืนเงินให้ในเวลาที่ตกลงกันไว้ นี่เป็นการทำลายความเชื่อใจอย่างร้ายแรง ถ้าไม่สามารถคืนเงินตรงเวลา ควรสื่อสารให้เพื่อนรับรู้ และแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้ความเงียบทำให้ความสัมพันธ์จบลงแบบไม่มีวันกลับมา



4. หลอกเพื่อนเพื่อให้ยืมเงิน

ถ้าคุณเคยโกหกเพื่อให้เพื่อนยืมเงิน เช่น บอกว่าต้องใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่สุดท้ายกลับไปช้อปปิ้งหรือเที่ยวหรู แน่นอนว่าเพื่อนคงรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ บอกความจริงตรง ๆ ดีกว่า การโกหกอาจทำให้คุณได้สิ่งที่ต้องการในระยะสั้น แต่จะสูญเสียมิตรภาพในระยะยาว



5. ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อน

ฟังดูเหมือนการช่วยเหลือเพื่อนที่ดีใช่ไหม? แต่การค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนอาจทำให้คุณต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว ถ้าเพื่อนจ่ายไม่ตรงเวลา คุณจะต้องเป็นคนรับผิดชอบแทน แถมยังส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตของคุณอีกด้วย ก่อนตัดสินใจค้ำประกันอะไรให้ใคร คิดให้รอบคอบและดูความเสี่ยงให้ดี



6. คืนเงินช้าเกินไปจนเพื่อนต้องทวง

ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการต้องคอยทวงเงินจากเพื่อนซ้ำแล้วซ้ำอีก การทำให้เพื่อนต้องรอโดยไม่จำเป็นจะสร้างความไม่พอใจและความกดดันในความสัมพันธ์ ถ้าคุณเป็นฝ่ายยืมเงิน ควรคืนให้ตรงเวลา หรือถ้าติดปัญหาจริง ๆ ก็ควรแจ้งเพื่อนล่วงหน้า การนิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกและอาจทำให้มิตรภาพพังได้ง่าย ๆ



เงินกับมิตรภาพ—เรื่องที่ต้องคิดให้ดี!

เงินอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สามารถส่งผลกระทบมหาศาลต่อความสัมพันธ์ ถ้าคุณต้องให้เพื่อนยืมเงินหรือขอยืมเงินจากเพื่อน คิดให้รอบคอบและกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน มิตรภาพที่ดีมีค่ามากกว่าเงินเสมอ ดังนั้น อย่าปล่อยให้เงินเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ที่สำคัญในชีวิตของคุณ!