แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

16 ตุลาคม 2569

หุ้นไทยในชีวิตประจำวัน: การลงทุนที่อยู่รอบตัวเรา

 


เชื่อหรือไม่ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ชีวิตประจำวันของเราล้วนผูกพันกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แบบแยกไม่ออก การมองสิ่งรอบตัวให้เป็นการลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด

เริ่มต้นจากตัวเราเอง เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่เราพกติดตัว ล้วนมาจากบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งขนมและเครื่องดื่มที่เราหยิบติดมือระหว่างวัน สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราสนับสนุนอยู่เสมอ

เมื่อก้าวออกจากบ้าน การใช้ชีวิตของเราก็ยังคงวนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นการแวะเติมน้ำมัน ซื้อกาแฟ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือการไปเดินพักผ่อนในห้างสรรพสินค้าเพื่อทานอาหารและดูหนัง เบื้องหลังความสะดวกสบายเหล่านี้คือกลุ่มธุรกิจพลังงาน การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ที่เติบโตไปพร้อมกับการจับจ่ายใช้สอยของเรา

เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถแบ่งกลุ่มธุรกิจที่อยู่รอบตัวเราได้ดังนี้:
  • ของใช้ส่วนตัวและอาหาร: เสื้อผ้า (เช่น MC), สมาร์ทโฟนและไอที (เช่น COM7, SYNEX), เครื่องสำอาง (เช่น KAMART) และขนมเครื่องดื่ม (เช่น TKN, ICHI) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • ไลฟ์สไตล์และค้าปลีก: ห้างสรรพสินค้า (เช่น CPN), ร้านสะดวกซื้อและห้างค้าส่ง (เช่น CPALL, CPAXT), ร้านอาหาร (เช่น M) และโรงภาพยนตร์ (เช่น MAJOR) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน: ปั๊มน้ำมัน (เช่น OR, PTT), รถไฟฟ้า (เช่น BTS, BEM), และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (เช่น ADVANC, TRUE) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • คุณภาพชีวิตและการเงิน: โครงการหมู่บ้านจัดสรร (เช่น LH, AP), โรงพยาบาล (เช่น BDMS, BH), และธนาคารพาณิชย์ (เช่น KBANK, SCB) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]

สรุปแล้ว หุ้นไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่วิ่งอยู่บนกระดานเทรด แต่คือธุรกิจที่เราอุดหนุนและใช้บริการอยู่ทุกวัน การเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการค้นหาโอกาสทางการลงทุนที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้จริงครับ

02 สิงหาคม 2569

หุ้นห่านทองคำ' เล่นไม่ยากหากจะเล่น - เทพ รุ่งธนาภิรมย์



"ผมเองเจอหุ้นนานๆ ดูที ข้อมูลว่างเมื่อไรก็ศึกษา ไม่ได้ต้องมาเกาะติดอยู่ตลอด แต่จะเน้นดูงบ ไปฟังเมื่อบริษัทพรีเซ้นท์ข้อมูล


เวลาที่ให้กับเรื่องหุ้น 90% จะเป็นการค้นคว้า แค่ 5-6% เท่านั้นที่จะมาเทรด" เทพ รุ่งธนาภิรมย์ กล่าวถึง วิธีการลงทุนในหุ้นห่านทองคำของเขา


แนวคิดในการลงทุนแบบหุ้นห่านทองคำนี้ เขาบอกว่าเอามาจากการผสมผสานจากหนังสือหลายๆ เล่ม เช่น ให้เงินทำงาน การเก็บเงินการออมเงิน ความเป็นไททางการเงิน ฯลฯ


แม้กระทั่งหมากโกะ เกมกีฬาโปรดก็ถูกนำมาดัดแปลง


"โกะ มันมีพื้นที่กว้าง ต้องวางหมากไว้หลายจุด ก็เหมือนกับที่เราดูว่าจะมีจำนวนห่านให้มากได้อย่างไร แล้วธรรมชาติของมันจะเอาชนะโดยการไม่เอาชนะ ก็เหมือนการเล่นหุ้นโดยไม่ได้หวังเอาชนะ แต่เราจะเอาเงินปันผล"


ส่วนสไตล์ของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกที่ชื่นชอบ Value Stocks ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ หรือปีเตอร์ ลินช์ นั้น เขาบอกว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว


"บัฟเฟตต์ เป็น Value Investor เหมือนกัน แต่เขาจะรอจนราคาลงลึก แล้วซื้อทีละหนักๆ ปีเตอร์ ลินช์ เขาบริหารกองทุนก็จะเน้นหุ้นที่ทำให้มีเอ็นเอวีดี


แต่ส่วนตัวผม จะเน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล


ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นอย่างผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนแรกก็จะดีใจมาก"


เทพบอกว่า หุ้นทั้งหลายมันเหมือนห่านให้ไข่ทองคำเราทุกปี ถ้าเราขายก็เหมือนฆ่าห่านทิ้ง


"เราจึงต้องมองผลตอบแทนการลงทุนจากเงินปันผล ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการขายหุ้น ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมองแต่ส่วนนั้น


แต่อันนี้ทำกลับกัน ไม่ขายหุ้นทิ้ง ให้มีหุ้น (ห่าน) อยู่ส่วนหนึ่งเสมอ"


สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้นห่านทองคำของเทพนั้น


หลักอันดับแรก เขาจะใช้ เกณฑ์เงินปันผลของหุ้นเป็นหลัก โดยจะเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมาก 10-20 อันดับแรก ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 7%


"วิธีคัดเลือกแบบง่ายสุด คือเลือกบริษัทที่มีกำไรสูงไว้ก่อน เพราะถ้ากำไรมากก็มีโอกาสจ่ายปันผลมาก"


แต่ก็ต้องระวังหุ้นที่มีกำไรสูงๆ หากมีขาดทุนสะสม เขาบอกว่า "ให้เลี่ยงซะ"


เมื่อได้ "ร่อน" หุ้นได้มาจำนวนหนึ่งแล้วก็ ตั้งคำถามยุทธศาสตร์ เช่น ทำธุรกิจอะไร ผู้บริหารคือใคร ผลงานที่ผ่านมา แผนงานและแนวโน้มในอนาคต


4 คำถามนี้แม้จะดูว่าพื้นๆ แต่ถ้าใครค้นหาคำตอบได้ ก็จะทำให้รู้จัก "ชาติตระกูล" ของห่านทองคำนั้นๆ ว่าเป็น "ห่านทองคำแท้" หรือ "ห่านอมโรค" ได้


ประเมินเชิงคุณภาพ โดยการลิสต์หัวข้อจุดเด่น จุดด้อย ของหุ้นนั้นทั้งหมดแล้วแยกแยะข้อดี-เสียออกจากกัน


ข้อมูลเหล่านี้ อาจจะมาจากข้อมูลพื้นฐาน ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวบริษัท


ประเมินเชิงมูลค่า เป็นการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง จากเงินปันผล โดยพิจารณาจากเป้าหมาย "ไข่ทองคำ" หรือเงินปันผลที่เราต้องการ แล้วสรุปเป็นราคาหุ้นที่จะลงทุน


เช่น สมมติ หุ้นแพนเอเชียฟุทแวร์ จ่ายปันผลหุ้นละ 0.50 บาท หากเราต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% ราคาหุ้นที่ต้องการจะเป็นเท่าไรนั้น ก็ใช้เงินปันผลหารด้วยผลตอบแทนที่ต้องการ หรือ .50 หารด้วย 10% ซึ่งผลลัพธ์จะเท่ากับหุ้นละ 5 บาท


จากนั้นก็เปรียบเทียบกับราคาตลาด ถ้าต่ำกว่า 5 บาท ให้ซื้อได้ในจำนวนมาก ถ้าเท่ากับราคาตลาดให้ซื้อบ้าง แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่คำนวณได้ให้รอไปก่อน


"ลงทุนและติดตามผล" ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะปรับการลงทุนให้เหมาะ


โดยข้อมูลที่จะให้ติดตามผลนั้นเขาบอกว่า อาจจะมาจากแหล่งข้อมูลจากตลาดหุ้น www.set.or.th ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการเข้าฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลหุ้นของบริษัท การร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท


วิธีการแบบนี้ จึงทำให้เขาแตกต่างกับสมัยก่อน


"สมัยก่อนหุ้นขึ้นก็ดีใจ ลงก็ทำไงดี เดี๋ยวคัทลอสท์ เดี๋ยวมาร์เก็ตไพรส์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มันเล่นแบบมีความสงบในใจ ไม่มุ่งเอากำไร แต่มุ่งเอาบริษัทดีๆ ผู้บริหารทำงานจริงจัง มีกำไรก็แบ่งให้เรา จะเลือกหุ้นแบบนี้เข้ามาในพอร์ต"


ใช้หลักลงทุนแบบนี้แล้วจะมีพลาดบ้างไหม เขาบอกว่ามีบ้าง เนื่องจากการวิเคราะห์ยังไม่สมบูรณ์พอ ก็ต้อง "คัทลอสท์" ไป แต่ไม่ได้เป็นไปแบบตื่นตระหนก เพราะโดยรวมแล้วพื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่


"การลงทุนเหมือนการทำสวน ค่อยๆ ตกแต่งไปเรื่อยๆ งอกเงยมาก็ลิดกิ่งก้าน หายไปก็เติม หาต้นไม้ใหม่ๆ เข้าสวน"


สู่อิสรภาพทางการเงิน ด้วย 'หุ้นปันผล '


"เทพ รุ่งธนาภิรมณ์" บอกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นับเป็นเดือนที่เขาตื่นเต้น และมีความสุขมากสุดในรอบปี เพราะจะได้รับเงินปันผลที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ


"ผมชอบลุ้นว่า บริษัทนี้จะได้เท่าไร บริษัทนั้นจะได้เท่าไร"


สไตล์การลงทุนในหุ้นปันผล หรือหุ้นห่านทองคำนี้ แม้จะถูกมองว่า "ไม่ทันใจ" เพราะต้อง "นั่งรอ" รับเงินปันผลเป็นหลัก แต่กำไรที่ได้ก็เป็นเนื้อเป็นหนัง จากหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ขึ้นไป และจากการปรับพอร์ต เช่น ถ้าหุ้นตกซื้อเพิ่ม หรือพอหุ้นขึ้นเกินมูลค่าก็ขาย


ทั้งยังช่วยลดต้นทุนทุกปี ทำให้การลงทุนมีความปลอดภัยมากขึ้น


เทพบอกว่า ตอนนี้เขานำเงินที่ได้จากไข่ทองคำไปลงทุนต่อ เพราะยังมีรายได้จากการทำงานพิเศษ และรายได้จากไข่ทองคำยังน้อยกว่าค่าใช้จ่าย


ช่วงนี้จึงยังเป็นช่วงของการ "หว่านพืช"


แต่เมื่อใดที่ไข่ทองคำสูงกว่าค่าใช้จ่ายนั่นคือ ช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา


"หุ้นเหล่านี้เปรียบเสมือนห่านที่ขนเอาไข่ทองคำมาให้เรา พอที่เราจะ cover ค่าใช้จ่าย ก็จะช่วยให้เป็นไท"


เป็นไทอย่างไรน่ะหรือ ก็คือ การมีเงินไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงานประจำ ด้วยรายได้ ซึ่งอาจจะมาจากเงินปันผล ดอกเบี้ย


เทพบอกว่า "อย่าลืมว่าเราต้องทำงานเราถึงจะมีเงินมาใช้ แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่จะให้เงินทำงานแทนคุณ การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นวิธีหนึ่ง แล้วอันนี้จะสร้าง future income ให้ด้วย


คนที่อายุ 20 ปีอยากจะเป็นเศรษฐีนี่อีก 20 ปีก็สามารถเป็นได้"


วิธีการที่ช่วยให้เป็นเศรษฐี มีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นนั้น เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า


"ถ้าหากเราอยากเป็นเศรษฐีในเวลา 20 ปี สมมติเราต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ในปีที่ 21 แสดงว่าเราจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอย่างน้อยเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท


แล้วจะต้องออมเงินเท่าไร จึงจะได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายนั้น"


สูตรของเขา คือ ถ้าต้องการผลตอบแทนขั้นต่ำจากการลงทุนอย่างน้อย 10 % ต่อปี แสดงว่าเงินต้นของเราในปีที่ 20 ควรจะสะสมได้จำนวน 2,400,000 บาท เท่ากับต้องสะสมเงินปีละ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือ 334 บาทต่อวัน


ดังนั้นวงเงินที่จะต้องหามาเก็บออมจึงไม่ถือว่าสูงนัก


ใครจะใช้วิธีทำงานพิเศษ หรือใช้วิธีลงทุนเพื่อให้ได้ตัวเลขตามนั้นก็แล้วแต่


แต่เขาบอกว่า เมื่อมีรายรับจากการลงทุนมากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเป็นไททางการเงิน ซึ่งขณะนี้เขาเองแม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้น


แต่มั่นใจว่ามาถูกทาง


ด้วย "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


"เพียงแค่เงินปันผลที่ได้รับ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมมีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"


ยุทธการ 'ตามล่า' หาห่านทองคำ


"คนที่อยู่ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ใจเสีย แต่การลงทุนแบบนี้ไม่


ถึงจะเกิดสงคราม ก็ไม่ห่วง


เพราะการลงทุนแบบนี้จะทำให้คนปลอดภัย เนื่องจากเราได้เลือกหุ้นดีไว้แล้ว ทำให้ไม่กดดัน ไม่เครียด ไม่แตกตื่น ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ


เวลาหุ้นตกก็มองว่า จะซื้อเพิ่มได้ไหม ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีเสียอีก"


"เทพ รุ่งธนาภิรมย์" กล่าวถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งเขาถนัดที่จะเรียกว่า "หุ้นห่านทองคำ"


มีด้วยหรือการลงทุนอย่างนี้ ?


เทพอธิบายว่า ถ้าหากหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเป็น "เงินปันผล" สม่ำเสมอ ก็เหมือนห่านที่ออกไข่ทองคำได้ทุกวัน


หุ้นดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับ "หุ้นห่านทองคำ" เพราะให้ "ไข่ทองคำ"


ข้อสำคัญเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จใน "ทฤษฎีใหม่" ของตัวเองมาแล้ว จากการเริ่มลงทุนในสไตล์นี้เพียงปีเศษ


ไข่ทองคำ หรือเงินที่ได้จากการปันผล มากน้อยแค่ไหนน่ะหรือ แค่ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนก่อน และมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10%


จัดเป็นไข่ทองคำเบอร์ใหญ่ ใบเขื่องทีเดียว !!!


เทียบกับวิธีการลงทุนที่เขาเคยใช้มา 20 กว่าปี เขาบอกว่า "แตกต่างอย่างสิ้นเชิง"


ก่อนหน้านี้วิธีลงทุนในตลาดหุ้นของเทพไม่ต่างกับชาวหุ้นคนอื่นๆ นั่นคือลงทุนในตลาดหุ้นแบบหวังกำไรจากส่วนต่างของราคา ซื้อมาก็ขายทิ้งไป ไม่เน้นศึกษาอะไรมาก เพราะตลาดเป็นช่วง "ขาขึ้น"


เขาเพลิดเพลินถึงขั้นไป "กู้เงิน" มาลงทุนในตลาดหุ้นทีเดียว


"เมื่อก่อนตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น ลงทุนอะไรไปก็ได้กำไร ก็ได้เงินมาเยอะ"


ช่วงที่หุ้น ที่ดิน สนามกอล์ฟ เป็นสูตร "ความมั่งคั่ง" ของผู้คน เทพก็เช่นกัน


อย่างไรก็ตามนับว่าเขายัง "โชคดี" เพราะได้เริ่ม "ฉาก" ออกจากตลาดหุ้นก่อนหน้าที่จะเกิด "บิ๊ก แบง" อย่างจังในช่วงปี 2540


โดยเขาได้โยกตัวเองจากการทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ บงล.มหาธนกิจ


งานในหน้าที่ใหม่ทำให้เขาเกรงว่าจะไม่มีเวลาให้กับตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก จึงเริ่มถอยห่าง โดยทยอยขายหุ้นออกมาจำนวนหนึ่ง


จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ตลาดหุ้น "เหวี่ยงตัว" รุนแรง จากขาขึ้นเป็นขาลง จากที่ลงทุนง่ายกลายเป็นเรื่องยาก


เทพเองบอกว่า เขา "ขาดทุนยับ" เช่นกัน เพราะต้องให้มาร์เก็ตติ้งตั้งราคาขายแบบ "ถูกๆ" เพื่อตัดขายหุ้นออกไป


แม้ตลาดหุ้นจะไม่ทำให้เขาเลือดโชกเช่นที่บรรดา "เซียน" และ "แมลงเม่า" ประสบเพราะเมื่อขายหุ้น เคลียร์หนี้เคลียร์สินแล้ว เขายังมีเงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง


แต่เขาบอกว่าตั้งแต่นั้น "เข็ดหลาบตลาดหุ้นไปเลย"


นักการเงินระดับซีอีโอหันมา "บริหารเงิน" ด้วยวิธีดั้งเดิมสุด คือ "ฝากเงิน"


"ช่วงที่ทรัสต์ปิดก็รีไทร์ตัวเอง ตอนนั้นหนี้ไม่มี มีเงินฝาก ซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงก็ถือว่ายังเอ็นจอย แต่พออยู่ไปๆ ดอกเบี้ยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่ลงตามก็กังวลเหมือนกัน คิดว่าเราจะทำยังไงดี"


รายได้จากดอกเบี้ยหดหายไปถึง 80% มิหนำซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้เกษียณ ถือเป็นเรื่องชวนเครียดทีเดียว โชคดีเป็นของเขาที่ได้เจอเพื่อนซึ่งแนะนำให้ลงทุนใน "หุ้นปันผล"


"เขาบอกว่าหุ้นปันผลบางตัวให้ผลตอบแทน 10% ผมก็เชื่อ เริ่มตัดสินใจทบทวนการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง"


ครั้งนี้เขามาใน "มาดใหม่" จากที่เมื่อก่อนแทบจะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกเอง เพราะมีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ "ป้อน" ให้เสร็จสรรพ ทั้งระบุราคาที่ควรซื้อขาย เขาเริ่มศึกษาหุ้นเอง ดูงบให้เข้าใจ เอารายงานประจำปีมาอ่าน เข้าห้องสมุดตลาดหุ้น ดูข้อมูลย้อนหลัง


แล้วเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะในหุ้นเหล่านี้


"อ่านจนมึนไปหมด แต่พออ่านแล้วปรากฏว่าได้ความรู้ดีขึ้นๆ โดยเฉพาะในรายงาน 56-1จะมีรายละเอียดให้เห็นเยอะแยะ ปัจจัยเสี่ยง การแก้ไขปัญหาของบริษัท อ่านแล้วได้ไอเดียมาก ก็เริ่มทดลองลงทุน ผมเข้าตลาดหุ้นช่วงปลายปี 2543 เป็นจังหวะดีด้วย เพราะของยังไม่แพง"


ตอนนั้นเทพบอกว่าเขาได้จัดสรรเงินเรียบร้อยแล้ว แบ่งไว้ใช้ส่วนหนึ่ง ยามฉุกเฉินส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอามาลงในตลาดหุ้น แต่เลือกที่ "ปลอดภัย ไว้ก่อน" มิใช่หุ้นขึ้นก็รีบซื้อ หุ้นลงก็รีบขาย


นับเป็นสไตล์ลงทุนที่ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


"ผมจะเลือกหุ้นที่มีการขึ้น-ลงไม่หวือหวา เพราะตลาดหุ้นขึ้นลงเร็ว เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยตามไม่ทันแน่ แล้วก็มองกลับกับคนอื่น เพราะสิ่งที่เราอยากได้จากตลาดหุ้น คือ กระแสเงินสดเพื่อทดแทนดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นหุ้นนั้นจะต้องมีเงินปันผลที่แน่นอน"


หุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนลักษณะนี้ได้ เขาบอกว่า ต้องเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการดี มีกำไรสะสมเป็นบวก มีเงินสด หนี้ไม่มาก และต้องจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ


เพื่อจะมั่นใจได้ว่า จะได้รับ "ไข่ทองคำ" หรือ "เงินปันผล" แน่ๆ


"คุณสมบัติของบริษัทของหุ้นห่านทองคำ จะต้องมีกำเนิดจากบริษัทที่ดี ผู้บริหารดี มีประสิทธิภาพในการบริหารคน บริหารกำไร เพื่อสร้างมูลค่าแก่บริษัทและผู้ถือหุ้น" เขากล่าว


เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว บางทีก็มีโอกาสที่จะ "เทรดดิ้ง" ได้อีก เขาจึงนำเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน


"หลักการแรกต้องเป็นหุ้นที่เราศึกษามาแล้ว แล้วราคาเหมาะสม โดยใช้ dividend yield 10% เป็นเกณฑ์"


ทำไมต้อง 10% น่ะหรือ


เขาให้เหตุผลว่า เพราะพื้นฐานของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2% ต่อปี บวกค่าความเสี่ยงอีก 5% ที่เหลืออีก 3% ถือเป็นค่าความปลอดภัย ดังนั้นระดับผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% จึงถือว่าเหมาะในสายตาเขา


"ถ้า dividend yield 10% ผมถึงจะกล้าลงทุน หาก 7-8% ลงทุนน้อยหน่อย แต่ถ้าแค่ 5% ขอดูก่อน


แล้วหุ้นมันมีขึ้นมีลง ดังนั้นพอหุ้นขึ้นเราก็ขายส่วนหนึ่ง yield ก็จะเพิ่มเป็น 8% เป็น 9% หรือจาก 9% เป็น 10% โดยอัตโนมัติ


ถ้าหุ้นตกลงมาเราก็เข้าไปซื้อ ก็จะได้จำนวนหุ้นมากขึ้น"


เรียกว่าเขาจะใช้วิธีเลือกหุ้นที่ดี และเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ก็จะขายออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอากำไรมาลดต้นทุน แต่ยังเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อรับ "ไข่ทองคำ" และเมื่อมีจังหวะก็ยังซื้อเพิ่ม


การลงทุนในแบบฉบับนี้ นอกจากจะทำให้มีรายได้สม่ำเสมอแล้ว ยังมีหุ้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งไม่ต้องกังวลว่าตลาดหุ้นจะตกหรือขึ้น


ปีแรกของการลงทุนสไตล์ใหม่ เทพบอกว่าน่าชื่นใจไม่น้อย เพราะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 75% ของค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว


โดยหากตีว่าครอบครัวของเขาใช้จ่ายเดือนละ 2 แสน ปีหนึ่งก็เกือบ 2.4 ล้านบาท


จึงสร้างความมั่นใจในแนวคิดลงทุนด้วยหุ้นห่านทองคำ


"ผมเริ่มใช้กลยุทธ์ห่านทองคำเมื่อต้นปี '45 โดยวางแผนให้มีไข่ทองคำมากพอกับรายจ่ายภายใน 3 ปี แต่เมื่อสิ้นปี '45 ก็ได้รับปันผลถึง 75% ของเป้าหมายแล้ว เพราะหุ้นห่านทองคำบางตัว สุขภาพดีมาก ให้ไข่เบอร์ใหญ่"


ในขณะนี้เทพได้ปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงกว่าเดิม 3 เท่า และวางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในอีก 5 ปี


เมื่อถึงตอนนั้น เขาบอกว่าจะ "บรรลุเสรีภาพทางการเงิน" ที่แท้จริง


นี่คือ ที่มาที่ไปซึ่งทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะเผยแพร่แนวคิด "หุ้นห่านทองคำ" ผ่านหนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


เพื่อให้คนที่กำลังอึดอัดหาวเรอกับการลงทุน หรือผู้ที่อยากจะได้แนวการลงทุนแบบปลอดภัยๆ ไปใช้ โดยเฉพาะบรรดา "หน้าใหม่"


"คือผมมองว่า มีคนอีกมากที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy ) ตลาดหุ้นมีนักลงทุน 2 แสนราย แต่คนอีกข้างนอกตั้งเท่าไหร่ มากเป็นล้าน หลายคนสนใจตลาดหุ้นแต่ก็กลัว งบดุล คืออะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่พวกนี้เป็นคนมีความรู้


ก็พยายามทำให้เขามองว่าไม่ยาก และเมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็มีประโยชน์


หรือบางคนอาจจะบอกว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง เราก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือกหุ้นที่ดี"


เทพบอกว่า เขาพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ให้ง่ายต่อความเข้าใจที่สุด อย่างเช่น


ถ้าจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นห่านทองคำหรือแค่ห่านโซ ก็ต้องเข้าใจงบการเงินของบริษัทก่อน


งบการเงินนั้นจะประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด


ฟังแค่นี้ คนที่ไม่คุ้นจะปวดหัวตุ้บทันที แต่เขาบอกให้นึกเสียว่า งบการเงินนั้นเสมือน "พรมวิเศษ"


ถ้าใช้งบเป็น ก็เหมือนกับได้ขับเคลื่อนด้วยพรมวิเศษ สามารถไปยังที่ที่ต้องการ หรือเจาะลึกได้ถึงแก่นของบริษัทนั่นเอง


"เมื่อมองเข้าไปในงบเหล่านี้ จะเห็นว่ามีอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องกลัว ให้ดูเฉพาะตัวเลขที่สำคัญๆ คิดง่ายๆ ใช้หลักธาตุทั้ง 4 เหมือนร่างกายคนเรา


แยกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ


บริษัทประเภทไหนเป็น ธาตุไฟ ตอบได้ทันทีว่า เป็นบริษัทที่มีหนี้เยอะ เพราะมีสีแดงเยอะเหมือนไฟ ไฟถ้ามีมากไป มันก็ร้อน


อะไรที่ดับไฟได้ คือ น้ำ ก็เหมือนกับอะไรที่ชำระหนี้ได้ คือ เงินสด นั่นเอง


อีก 2 ธาตุ คือ ดิน กับ ลม


ลม คือ สินค้า ลมมันต้องหมุน ถ้าสินค้ายิ่งหมุนมากก็ยิ่งดี คือขายได้มาก


ดิน คือ ทรัพย์สิน คือ ที่ดิน กิจการ โรงงาน ถ้าขยายกิจการ โรงงานมีมาก เครื่องจักรมาก ก็ดี"


เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทไหนมีตัวเลขของน้ำดี ดินดี ลมดี เขาบอกว่า เข้าข่าย "ทองคำ"


"ธาตุทองคำเปรียบเหมือนทุน ทองคำมาจากไหน ก็มาจาก น้ำ+ลม+ดิน


ถ้าบริษัททำดีหมดทุกอย่าง ก็เท่ากับมีธาตุทองเปล่งปลั่ง


แต่ถ้าใครธาตุไม่สมดุล ก็แตกดับได้ เช่น มีธาตุไฟสูง ทองก็ย่อมน้อย เพราะทองคำมันจะละลายเมื่อถูกไฟไหม้" เทพอธิบาย


เขาบอกว่าจะคิดเป็นสีๆ ก็ได้ โดยมองจากตัวเลขในงบว่ามีสีอะไรมากน้อย เช่น ทอง คือ สีทอง หนี้ คือ สีแดง น้ำก็สีฟ้า ลมก็สีเขียว ดินก็สีน้ำตาล


เมื่อดูงบดุลเป็นสีสัน แล้วก็ดูว่าความเชื่อมโยงกันเป็นยังไง ก็จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น


ส่วนตัวเลข เขาบอกว่ายิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่ เพราะเวลาบริษัทพูดถึงตัวเลขหลายสิบหลัก มูลค่าเป็นพันๆ ล้าน ก็อ่านแค่สองสามหลักเสีย เช่น 696,000,000 บาท ก็อ่านเป็น 69.6 บาท เป็นต้น


วิธี "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายของเขา" ยังมีอีกเช่น การวิเคราะห์เจาะลึกธุรกิจของบริษัทนั้น อาจจะดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาจะตั้งคำถามง่ายๆ แค่ "ธุรกิจทำอะไร"


"แค่นี้เราก็ย่องานช้างมาเป็นงานมดได้แล้ว"


เขาบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยลงทุนในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งคนทั่วไปมักไม่สนใจวิเคราะห์เอง เพราะความซับซ้อนของกิจการ


แต่จากการตั้งคำถามดังกล่าว ทำให้เขาได้ภาพใหญ่ของธุรกิจมา 3 ส่วน โดยเป็นธุรกิจก๊าซ น้ำมัน ปิโตรเลียม


ต่อมาก็นำมาวิเคราะห์ต่อว่า ปิโตรเลียมกำลังฟื้นตัว ก๊าซทำกำไรสูง น้ำมันโตช้า ไม่หวือหวา


"จากนั้นผมก็ไปฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลของบริษัท ซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ หุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคาที่ขายก็ไม่เดือดร้อน แต่ไปซื้อเพิ่มเพื่อลดต้นทุน


พอคนเห็นว่าสงครามจะเกิด รายได้บริษัทจะเพิ่มก็แห่มาซื้อ ผมก็ได้จังหวะขายมาบ้าง ต้นทุนก็ต่ำลงอีก แล้วยังได้ปันผลอยู่"


ผลคือ เขาได้ผลตอบแทน จาก 6.5% เป็น 10% สมใจ


เขาบอกว่าที่เราควรสนใจ "ตัวบริษัท" มากกว่าราคา ก็เพราะราคาเป็นเรื่องปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ตัวบริษัทเราเข้าไปเจาะข้อมูลของเขาได้


หากถามว่า แล้วหุ้นห่านทองคำในพอร์ตของเขามีอะไรบ้างนั้น อาจจะไม่สามารถเปิดเผยได้โดยตรง แต่จากตัวอย่างที่เขายกให้เห็น ก็สะท้อนว่า ห่านทองคำแต่ละตัวได้มาจากการเข้าไปเอกซเรย์ด้วยวิธีการของเขาเองทั้งสิ้น


เช่นในธุรกิจการผลิตสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเอกสารการเงิน ซึ่งเคยมีปัญหาทางการเงิน แต่เมื่อเขาเข้าไปศึกษาแล้วก็พบว่ากิจการนี้ "ไม่เลวนัก" เพราะบริษัทสามารถผลิตบัตรเครดิตได้ในช่วงที่ตลาดบัตรเครดิตกำลังขยายตัว


หุ้นตัวนี้กลายเป็นหุ้นห่านทองคำที่ผลิตไข่ทองคำให้ เพราะหลังจากตัดสินใจซื้อในราคาเฉลี่ยที่ 29-30 บาท ปรากฏว่าต่อมาบริษัทถูกเทคโอเวอร์โดยมีราคารับซื้อที่หุ้นละ 40 กว่าบาท


หรือการเข้าไปลงทุนในหุ้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากการแกะรอยในรายงานประจำปี และพบว่าบริษัทมีเงินเหลือมาก หนี้สินน้อย อัตราเติบโตสูง


"ผมใช้รายงานประจำปีเป็นลายแทงในการตรวจสอบสุขภาพหุ้นห่านทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น" เขาบอก


บางครั้งก็เป็นการลงทุนที่ได้จากการสังเกตการณ์ เช่น เข้าไปลงทุนในหุ้นเบเกอรี่ ซึ่งมีแพ็คเกจจิ้งสวยงามจนลูกค้าชอบ ขณะที่รสชาติของขนมก็ดีและมีราคาสูงกว่าทั่วไป


นอกจากการศึกษาข้อมูลตัวบริษัทแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับตัวผู้บริหาร โดยบอกว่าผู้บริหารที่เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ จะสามารถแปลงหุ้นให้เป็นหุ้นห่านทองคำได้เช่นกัน


เช่น บริษัทผลิตเครื่องแก้วอีกรายหนึ่งเดิมทีกิจการย่ำแย่ แต่เมื่อได้ผู้บริหารที่ดี สามารถพลิกความย่ำแย่ให้มีกำไรได้


หรือกิจการหนึ่ง ทำธุรกิจจัดสรรที่ให้เช่าขายสินค้า เมื่อบริษัทมีคนหนุ่มสาวเข้ามาบริหาร ได้ปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ให้เช่า ปรับปรุงสินค้าที่นำมาขาย จนทำให้สามารถขึ้นค่าเช่าได้ และยังขยายทำเลไปต่างจังหวัดได้


"หลายครั้งที่ผมสามารถประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างเหมาะสม หรือบางทีก็ค้นพบก่อนฝ่ายวิเคราะห์ของโบรกเกอร์จะมีบทวิจัยออกมาเสียอีก"


แต่เขาบอกว่ามีบ้างเหมือนกันที่วิเคราะห์พลาด หรือขายหุ้นออกไปแล้วหุ้นแพง จนไม่สามารถซื้อกลับ


แต่นั่นก็เท่ากับทำให้หุ้นในพอร์ตมีราคาสูงขึ้น


หรือเมื่อภาวะตลาดไม่ดี ทำให้ราคาตกลง ห่านทองคำของเขาก็พลอยฟ้าพลอยฝนตกลงมาด้วย แต่ถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ลดต้นทุน


บางครั้งลดต้นทุนไปลดต้นทุนมา เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากเงินปันผล ทำให้เขาได้ถือหุ้นฟรีๆ ก็มี


แนวทางลงทุนแบบนี้เขาบอกว่า "ทำไม่ยาก"


"ขอให้ศึกษาสักนิด ตั้งคำถามให้ดี เวลามีพบปะผู้ลงทุนเราก็ไป ประชุมผู้ถือหุ้นก็เข้าร่วม เอารายงานประจำปีมาศึกษา แล้วตั้งคำถามเขา


ไม่ใช่เป็นคำถามตีรวน แต่ถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง เช่นค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไร ที่ลงทุนในด้านนั้นๆ คิดอย่างไร อนาคตคิดอย่างไร"


เทพยังตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่า เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา มีคนสนใจในแนวคิดนี้เหมือนๆ กัน ก็อยากจะตั้งเป็น "สโมสรนักลงทุนมดงาน" หรือ "Investor Club" เป็นการ "รวมพลัง" คนชอบหุ้นห่านทองคำ


"อยากให้คนที่สนใจเหมือนกันได้มารวมตัวกัน แล้วแบ่งกันไปศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นนี้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องลงทุนร่วมกัน


ผมไม่อยากให้ใครมองรายย่อยเป็นแมลงเม่า แต่อยากให้มองเป็นมดงาน เราต้องทำงาน ต้องเรียนรู้ ศึกษาพรมวิเศษ เลือกบริษัท ก็ทำตัวเองเป็นหมอ ตรวจเอกซเรย์


แล้ววิธีนี้ไม่ต้องใช้ความซับซ้อนมาก ดู dividend yield เป็นหลัก ดูว่าอัตราการโตของกำไรเป็นยังไง ดูแคชโฟลว์ เงินสด หรือเงินแห้ง เลขที่ใช้วิเคราะห์ก็มีไม่กี่ตัว ยอดกำไร ยอดเงินสด ยอดหนี้ เงินปันผล"


เขาบอกว่าวิธีการลงทุนสไตล์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ


"เราทยอยไปเรื่อยๆ สะสมผลตอบแทน ติดตามบริหารพอร์ต ในที่สุดเป้าหมายที่ต้องการจะไม่ไกลเกินเอื้อม"


แล้วเมื่อคนสนใจการลงทุนแบบนี้มากขึ้น ก็จะส่งผลให้บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารให้ดี เพื่อจะจ่ายปันผล ตลาดหุ้นก็แข็งแรง


แม้ว่านักลงทุนหุ้นห่านทองคำจะต้องทำการบ้าน ต้องอดทนรอไข่ทองคำในระยะยาว ผลตอบแทนอาจจะไม่ทำให้มั่งคั่งฉับพลัน แต่เมื่อได้แล้วก็นับว่า "คุ้มค่า" เพราะจะได้รับต่อเนื่องตราบที่ยังถือหุ้นนั้นๆ


ข้อสำคัญเทพบอกว่า การลงทุนดังกล่าวยังทำให้เขามีเวลาทำสิ่งอื่นๆ ที่สนใจ โดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับงานประจำเพื่อหารายได้หลัก


ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมะ การวิปัสสนา การออกกำลังกายมวยจีน การเล่นหมากโกะ กระทั่งการรับเชิญเป็นกรรมการตรวจสอบในบริษัทต่างๆ ซึ่งทำให้เขามีส่วนในการนำระบบ Good Governance มาใช้


"ตอนนี้ในฐานะที่ไม่ได้ทำงานฟูลไทม์ พอมาทำเรื่องนี้ก็ทำให้ชีวิตมีประโยชน์ เหมือนการทำงานชนิดหนึ่ง มีปัญหาก็ศึกษา แล้วยังได้มุมมองที่คิดไม่ถึง ก็เก็บเล็กประสมน้อย ทำต่อเนื่อง


ผมคิดเสมอว่า ชีวิตคนเราต้องสมดุล ต้อง peaceful วิธีที่คนเราจะ peaceful คือ สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุดท้ายสุขภาพเงิน ซึ่งผมว่าถ้าได้ 4 อย่างนี้


ก็ "แฮปปี้" แล้วนะ"






28 พฤษภาคม 2569

🪿 Golden Goose Farm — ฟาร์มห่านทองคำที่ช่วยให้คุณมองพอร์ตหุ้นในแบบใหม่ 🪿

🪿 เคยไหม? แค่จะเปิดดูพอร์ตหุ้นก็รู้สึกเหนื่อยใจเสียแล้ว ตัวเลขแห้ง ๆ สีแดงสีเขียวเต็มจอ กราฟขึ้น ๆ ลง ๆ จนบางวันไม่อยากเปิดดูเลยด้วยซ้ำ Golden Goose Farm เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกนั้น ด้วยการเปลี่ยนหุ้นทุกตัวในพอร์ตของคุณให้กลายเป็น "ห่านทองคำ" ที่เดินเล่นอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในฟาร์มแสนน่ารัก





🪿 เริ่มได้ทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก

เพียงกด "เข้าใช้งานในฐานะ Guest" ก็เข้าไปเดินสำรวจฟาร์มและลองเพิ่มหุ้นได้เลย และเมื่ออยากเก็บพอร์ตไว้ใช้ในครั้งต่อไป ก็แค่เข้าสู่ระบบด้วย Google เพียงคลิกเดียว ตัวเว็บออกแบบมาให้ใช้ง่าย ตัวหนังสือใหญ่ ปุ่มกดใหญ่ อ่านสบายตา เปิดได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์




🪿 หุ้นหนึ่งตัว = ห่านหนึ่งตัว

ทุกครั้งที่เพิ่มหุ้นเข้าพอร์ต ห่านตัวใหม่จะโผล่มาเดินเล่นในฟาร์มทันที แต่ละตัวมีเครื่องประดับประจำตัว ทั้งผ้าพันคอ โบว์ หรือดอกไม้หลากสี จะได้จำกันได้ง่าย ๆ ห่านยังมีขนาดตามน้ำหนักในพอร์ตด้วย หุ้นที่ถือมากที่สุดจะกลายเป็น "จ่าฝูง" ตัวใหญ่สวมมงกุฎ ส่วนหุ้นที่ถือน้อยจะเป็น "ลูกห่าน" สีเหลืองตัวเล็ก ๆ แค่มองฟาร์มก็รู้ทันทีว่าเงินส่วนใหญ่ของเราอยู่ที่ไหน





🪿 แตะห่าน แล้วดูไข่ทองคำ

ลองแตะห่านตัวไหนก็ได้ มันจะกระโดดดีใจ ร้อง "ก๊าบ!" แล้วออกไข่ให้หนึ่งฟอง จากนั้นจะเห็นว่าห่านตัวนั้นออกไข่ทองคำ — หรือก็คือเงินปันผล — ให้คุณปีละเท่าไหร่ มูลค่าเท่าไร และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของฟาร์ม ส่วนป้ายไม้กลางฟาร์มจะบอกภาพรวมทั้งพอร์ต ทั้งอัตราไข่ทองคำ (%) เงินปันผลต่อปี และมูลค่าฟาร์มทั้งหมด





🪿 อ่านหุ้นง่าย ๆ ด้วย "ไข่ทองคำ"

ไม่ต้องจำตัวเลขเยอะ ทุกตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งปันผล/ปี ปันผลเฉลี่ย 5 ปี P/E ROE และ D/E จะมีคะแนนเป็นไข่ทองคำ 1–3 ฟอง ยิ่งได้ไข่มาก ยิ่งน่าสนใจ ถ้าอยากรู้ว่าแต่ละฟองมีเกณฑ์อย่างไร ก็เปิดดูได้ที่หน้า "ความรู้ห่านทองคำ"





🪿 คัดห่านดี ๆ ให้แล้ว

อยากได้ไอเดียหุ้นปันผลใหม่ ๆ? เมนู "คัดห่าน" มีให้เลือกหลายแบบ

- ห่านแนะนำ — ปันผลเกิน 5% ทั้งปีล่าสุดและเฉลี่ย 5 ปี, P/E 4–20, ROE เกิน 5%, D/E ต่ำกว่า 2, Market Cap เกิน 1 พันล้านบาท และปันผลไม่มีแนวโน้มลดลง

- ห่าน Value — เกณฑ์เดียวกับห่านแนะนำ แต่ P/E แค่ 4–10 คือหุ้นที่ "ถูกที่สุด" ในกลุ่มที่แนะนำ

- ห่าน REIT — กองทรัสต์อสังหาฯ ที่ปันผลเกิน 5% และขนาดใหญ่เกิน 1 พันล้านบาท

- ห่าน King — DR หุ้นสหรัฐฯ ระดับ Dividend King ที่เพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องมา 50 ปีขึ้นไป

- ลอกห่านเพื่อน — 20 อันดับหุ้นที่ผู้ใช้ในฟาร์มอื่น ๆ ถือกันมากที่สุด

ถ้าหุ้นในพอร์ตของคุณติดอยู่ในลิสต์ไหน ห่านตัวนั้นก็จะสวมป้ายเล็ก ๆ ของลิสต์นั้นให้เห็นในหน้าจัดการพอร์ตด้วย





🪿 พยากรณ์ฟาร์มในอนาคต

อยากรู้ไหมว่าอีก 3, 5, 10, 20 หรือ 30 ปี ฟาร์มของคุณจะโตแค่ไหน? หน้า "พยากรณ์" ให้ลองตั้งสมมติฐานได้เอง ทั้งนำปันผลกลับไปลงทุนต่อ อัตราการเติบโตของปันผล และเงินลงทุนเพิ่ม (DCA) ทุกปี แล้วดูลูกห่านค่อย ๆ โตเป็นจ่าฝูงไปพร้อมกับเงินปันผลต่อปีของคุณ





🪿 ค้นหา และแชร์ห่านให้เพื่อน

อยากรู้จักหุ้นตัวไหนก็พิมพ์ค้นหาได้ที่ "ค้นหาห่าน" พร้อมดูเงินปันผลย้อนหลังเป็นกราฟ เจอหุ้นที่ชอบก็กดแชร์เป็นการ์ดห่านส่งให้เพื่อนทาง LINE ได้ทันที หรือจะแชร์ทั้งฟาร์มของคุณ พร้อมตั้งชื่อฟาร์มเองก็ได้ ข้อมูลหุ้นทั้งหมดอัปเดตอัตโนมัติสัปดาห์ละครั้ง





🪿 ลองเข้าไปเลี้ยงห่านของคุณได้ที่ https://golden-goose-farm.piggyman007.com เพราะพอร์ตที่ดี ควรมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่ตัวเลขนิ่ง ๆ บนหน้าจอ

01 กรกฎาคม 2567

ไม่ต้องมีเงินถุงเงินถัง ก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้


การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คือ การที่เราไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หอพัก อพาร์ตเม้นต์ โรงแรม โรงงาน คลังสินค้า แล้วนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปปล่อยเช่าเพื่อรับรายได้จากค่าเช่า (บางคนเรียกวิธีนี้น้ำซึมบ่อทราบ กินค่าเช่าได้เรื่อยๆ) หรือถืออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อขายต่อในอนาคต (รับรู้ส่วนต่างราคา)


ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

  • มีรายได้จากค่าเช่าเรื่อยๆ สม่ำเสมอ เป็น passive income
  • ถ้าอสังหาริมทรัพย์ทำเลดี อนาคตราคาน่าจะสูงขึ้น ทำให้ขายต่อได้กำไร
  • อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ ใช้ประโยชน์ได้จริง


การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เงินเยอะ​?

หลายคนอาจจะคิดว่า การเป็นเจ้าของอสังหริมทรัพย์นั้นต้องใช้เงินเยอะ หลายล้านบาท แต่ความจริงแล้ว เราสามารถใช้เงินหลักร้อย หลักพันบาท ก็เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้แล้ว

ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสินค้าการลงทุนประเภทนึงชื่อว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit) ที่เปิดให้นักลงทุนร่วมเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และได้รับค่าเช่าได้ 



ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)
  • มีข้อดีเหมือน "ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" ทุกประการ
  • ใช้เงินลงทุนไม่สูง หลักร้อยหลักพันบาท ก็ลงทุนได้
  • ซื้อขายง่าย เหมือนซื้อขายหุ้น
  • มีผู้เชี่ยวชาญบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้เรา หาลูกค้าให้เรา
  • กระจายความเสี่ยงได้หลากหลายสินทรัพย์ เช่น สมมติเรามีเงิน 1 ล้านบาท ถ้าจะซื้อคอนโด ก็ซื้อได้ 1 ห้อง แต่ถ้าซื้อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit) อาจจะแบ่งเป็น 10 ตัว ตัวละ 1 แสนบาทก็ได้


หลักในการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)
  • เน้นกองทุนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน (free hold), ถ้า free hold 100% ยิ่งดี หรือ free hold > 50% ก็ถือว่าใช้ได้
  • free hold คือเรามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นๆ ไม่มีวันหมดอายุ ถือกินปันผลได้ตลอดชีวิต, leass hold คือเป็นสัญญาเช่า มีวันหมดอายุ
  • ควรกระจายความเสี่ยง ลงทุนในหลากหลายทรัพย์สิน เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงงาน คลังสินค้า เผื่อบางทีลงทุนพลาด จะได้ไม่เจ็บตัวมาก
  • เน้นกองทุนที่มีปันผลดี และสม่ำเสมอ



ตัวอย่างกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) หรือกองทุนรีท (reit)ที่น่าสนใจ
  • LPF
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม ศูนย์การค้า
    • ปันผล 4-5%
  • FTREIT
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • AIMIRT
    • free hold 60%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • WHART
    • free hold 50%
    • อุตสาหกรรม โรงงานและคลังสินค้า
    • ปันผล 5-6%
  • IMPACT
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารแสดงสินค้า
    • ปันผล 3-4%
  • TPRIME
    • free hold 70%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 4-5%
  • WHABT
    • free hold 60%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 4-5%
  • SSPF
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 2-3%
  • SIRIP
    • free hold 100%
    • อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน
    • ปันผล 2-3%
  • QHHR
    • free hold 70%
    • โรงแรม
    • ปันผล 4-5%
  • GAHREIT
    • free hold 100%
    • โรงแรม
    • ปันผล 5-6%
  • GROREIT
    • free hold 100%
    • โรงแรม
    • ปันผล 5-6%



01 มิถุนายน 2567

เรียนรู้จากความล้มเหลวได้ ก็ไม่จำเป็นต้องล้มเลิก เคล็ดลับ 3 ประการสู่ความสำเร็จ โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

เรียนรู้จากความล้มเหลวได้ ก็ไม่จำเป็นต้องล้มเลิก เคล็ดลับ 3 ประการสู่ความสำเร็จ โดย วอร์เรน บัฟเฟตต์

ความล้มเหลวนับเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่ผู้คนพบเจอได้ทั่วไปในชีวิต ผู้คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยคือผู้ที่ไม่เคยลงมือ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถก้าวข้ามความรู้สึกผิดหวังในตนเองหรือเสียใจกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นไปได้ ในที่นี้ ลงทุนศาสตร์ขอเสนอคำแนะนำของมหาเศรษฐียอดนักลงทุน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มีต่อเหล่าผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งหลาย เคล็ดลับดังกล่าวมี 3 ประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้



คำแนะนำประการแรก

สำหรับรับมือกับความล้มเหลว คือการลองเรียนรู้ไปกับมัน คำว่าผิดเป็นครูยังคงใช้ได้ดีเสมอ เมื่อมีความล้มเหลวผิดพลาดใดใดเกิดขึ้น ลองใช้เวลาค่อย ๆ ทำใจยอมรับในความผิดพลาดนั้น เรียนรู้บทเรียนแรกจากการสำรวจตัวเองว่ารู้สึกเช่นไร ผิดพลาดตรงไหน ยอมรับข้อบกพร่องเพื่อจะได้เห็นความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง และค่อย ๆ พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมจากความผิดพลาดที่เกิด ไม่ต้องคิดโทษตัวเองหรือซ้ำเติมตัวเองเพิ่มเติม เพียงแค่ตั้งสติ หาทางแก้ปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเดิม ๆ ขึ้นอีก



คำแนะนำประการต่อมา

คือการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม วอร์เรน บัฟเฟตต์ มักแนะนำให้ผู้คนค้นหาความรู้ให้ตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ คู่มือ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยงว่าเอกสารที่อ่านนั้นจะต้องเป็นเนื้อหาจากแวดวงใด เพียงเลือกศึกษาข้อมูลในสิ่งที่ตนสนใจอย่างลึกซึ้ง ทำความเข้าใจให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงมือ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความรอบรู้ให้กับตนเอง ทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น และลดโอกาสในการสร้างความผิดพลาดขึ้นได้อย่างมากมาย



คำแนะนำประการสุดท้าย

และเป็นประการที่สำคัญที่สุด คือการมองให้เห็นว่าตนเองต้องการสิ่งใด และเหมาะสมกับสิ่งใด การพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด ค้นหาสิ่งที่ใจต้องการและเลือกสิ่งที่ดีต่อตนเองอย่างแท้จริงคือการลงทุนกับตัวเองได้อย่างคุ้มค่าที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ขอเพียงรู้อย่างแน่ชัดว่าตนเองต้องการสิ่งใด และรู้วิธีที่จะพาตนเองไปให้ถึงจุดหมายนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะผลักดันตัวเองต่อไปได้อีกไกล และต่อให้พบเจอกับความล้มเหลวใดใดก็ตาม ความรู้ในสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างแน่ชัดก็จะช่วยฉุดดึงตัวเองไว้ให้สามารถตั้งสติ เพื่อจะแน่วแน่ต่อสิ่งที่ตนรักต่อไปได้จนสุดทาง



บนทางเดินของชีวิต ไม่มีหนทางใดที่โรยไว้เพียงกลีบกุหลาบ อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และผู้คนที่เดินสะดุดก็ไม่นับเป็นบุคคลที่ควรต้องล้มเลิก การเรียนรู้ที่จะรับมือกับความล้มเหลวด้วยการสำรวจปัญหา พัฒนาตนเอง หมั่นหาความรู้เพิ่มเติม และค้นหาให้พบ รวมถึงตั้งเป้าหมายให้แน่ชัดว่าตนเองต้องการอะไรนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคองให้ผู้ใฝ่หาความสำเร็จก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางความฝันจนถึงเส้นชัย ไม่ว่าท่านผู้อ่านกำลังเดินทางไปยังเป้าหมายปลายทางแบบใด ลงทุนศาสตร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะสามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาด และประสบความสำเร็จตามที่ต้องการได้ทุกประการ



ที่มา https://www.investerest.co/attitude/warren-buffetts-antidote-to-failure/

19 พฤษภาคม 2567

หุ้นในดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกาในชีวิตประจำวัน (EP.2)

 

ต่อจากตอนที่แล้ว หุ้นในดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกาในชีวิตประจำวัน (EP.1) Link ที่ได้แนะนำดัชนี S&P500 ความน่าสนใจของดัชนี S&P500 และหุ้น 19 ตัวในดัชนี S&P500 ที่อยู่ในชีวิตประจำวันคนไทย

ใน EP2 จะแนะนำหุ้นต่อจาก EP1 เพิ่มเติม



19. Philip Morris International Inc(PM): บริษัทยาสูบชื่อดัง ยี่ห้อที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทย น่าจะเป็นบุหรี่ Marlboro ที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป 



20. American Express Company (AXP): หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านบัตรรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต คนไทยหลายคนน่าจะรู้จักและเป็นลูกค้า



21. Intel Corp (INTC): บริษัทผลิตชิพ CPU ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องบนโลก คอมพิวเตอร์ของหลายๆ คนน่าจะมีโลโก้ CPU Intel อยู่หน้าเครื่อง



22. Booking Holdings Inc. (BKNG): บริษัทเจ้าของ Platform การท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก เจ้าของระบบ Agoda และ Booking.com Platform จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน จองรถ และจองตั๋วเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ หลายๆคนน่าจะใช้ Platform ของบริษัทนี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเที่ยวในประเทศ หรือเที่ยวต่างประเทศ



23. Nike, Inc.(NKE): บริษัทรองเท้ากีฬายี่ห้อ Nike ระดับโลก ที่มีขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วโทยและทั่วโลก ถ้าเราดูการถ่ายทอดสดกีฬา เรามักจะเห็นโฆษณาของบริษัทนี้อยู่เสมอ



24. Chubb Limited (CB): บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งมีสาขาและมีบริการในประเทศไทยด้วย มีทั้งประกันชีวิต ประกันลดหย่อนภาษี ประกันออมทรัพย์ ประกันบำนาญ ประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุ ประกันการเดินทางและอื่นๆ อีกมากมาย



25. Boeing Company (BA): บริษัทผลิตเครื่องบินยี่ห้อ Boeing หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก ใครที่เดินทางโดยเครื่องบินไม่ว่าจะบินไปเที่ยวหรือบินไปทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็น่าจะมีโอกาสได้ลองนั่งเครื่องบิน Boeing มาแล้ว



26. The Cigna Group (CI): บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งมีสาขาและมีบริการในประเทศไทยด้วย มีทั้งประกันชีวิต ประกันลดหย่อนภาษี ประกันออมทรัพย์ ประกันบำนาญ ประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุ ประกันการเดินทางและอื่นๆ อีกมากมาย



27. Mondelez International, Inc. Class A (MDLZ): บริษัทเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภค ชื่อดัง มีขนมหลายยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักและที่ชื่นชอบของหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็น ขนม RITZ, คุ๊กกี้ OREO, ช็อคโกแลต TOBLERONE, หมากฝรั่ง Trident



28. Starbucks Corp (SBUX): บริษัทเชนร้านกาแฟระดับโลกที่มีโลโก้รูปนางเงือก หุ้นตาหลายคน ร้านกาแฟ Starbuck มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เราสามารถหาสาขาได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือตามออฟฟิศใกล้ๆ รถไฟฟ้า บางมหาวิทยาลัยก็มีร้านกาแฟ Starbuck อีกด้วย



29. COLGATE-PALMOLIVE (CL): บริษัทเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภค ชื่อดัง ที่คนไทยหลายคนรู้จักและเป็นลูกค้า น่าจะเป็นสินค้ายี่ห้อ Colgate ที่มีทั้งยาสีฟัน แปรงสีผัน น้ำยาบ้วนปาก และสบู่ Protex ส่วนสินค้าอื่นๆ อาจจะยังไม่ได้นำมาขายในประเทศไทย



30. PAYPAL HOLDINGS INC (PYPL): บริษัทระบบชำระเงินออนไลน์ ถ้าใครที่ซื้อของต่างประเทศอาจจะคุ้นกับระบบ Paypal เป็นอย่างดี



31. AIRBNB INC (ABNB): Platform จองที่พักชื่อดัง คล้ายๆกับ Agoda และ Booking.com แต่จะเน้นที่พักราคาไม่แพง เช่น บ้าน, คอนโด หรือ Guesthouse ไม่ได้เป็นโรงแรม ใครที่มีบ้านหรือคอนโดว่างๆ ก็สามารถนำมาปล่อยเช่ากับ Airbnb เพื่อสร้างรายได้ได้อีกด้วย



32. MARRIOTT INTERNATIONAL INC (MAR): บริษัทเชนโรงแรมเครือ Marriott ที่มีโรงแรมอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย 



33. 3M (MMM): บริษัทเจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อดังที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น แผ่น Post-it, ที่ล้างจาน Scotch Brite, แผ่นปิดสิวและแผ่นประคบร้อนเย็นยี่ห้อ Nexcare, ถุงยางอนามัย Durex เราสามารถหาซื้อสินค้าของ 3M ได้ตามร้านค้าทั่วไทย



34. HILTON WORLDWIDE HOLDINGS INC (HLT): บริษัทเชนโรงแรมเครือ Hilton ที่มีโรงแรมอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย 



35. GENERAL MOTORS (GM): บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังระดับโลก ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีคือรถยนต์ยี่ห้อ Chevrolet ที่มีโฆษณาในหนัง Transformer ด้วย แต่ปัจจุบันรถยนต์ Chevrolet  นั้นเลิกขายในประเทศไทยไปแล้ว แต่ตลาดรถยนต์มือสองยังสามารถซื้อขายได้



36. FORD MOTOR CO (F): บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังระดับโลก ที่คนไทยหลายคนรู้จักและเป็นลูกค้าอยู่คือรถกระบะยี่ห้อ Ford นอกจากนั้นบริษัท Ford Motor ยังมีรถสปอร์ตยี่ห้อ Ford Mustang อีกด้วย ถ้าใครที่ชอบเล่นรถสปอร์ต Ford Mustang น่าจะเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตในดวงใจเลยทีเดียว



37. KIMBERLY CLARK CORP (KMB): บริษัทเจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อดัง มีสินค้าต่างๆ มากมายเช่นกระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แต่ที่หลายคนรู้จัก น่าจะยี่ห้อ Scott และ Kleenex ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ไม่ค่อยคุ้น



38. PRUDENTIAL FINANCIAL INC (PRU): บริษัทประกันชีวิตชื่อดัง ซึ่งมีสาขาและมีบริการในประเทศไทยด้วย มีทั้งประกันชีวิต ประกันลดหย่อนภาษี ประกันออมทรัพย์ ประกันบำนาญ ประกันกลุ่ม และอื่นๆ อีกมากมาย



39. YUM BRANDS INC (YUM): บริษัทเชนร้านอาหารชื่อดัง มีร้านค้าและสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย คนไทยหลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น ร้านอาหารไก่ทอด KFC, ร้านพิซซ่า Pizza Hut, ร้าน TACO BELL, ร้าน A&W



40. KEURIG DR PEPPER INC (KDP): หนึ่งในบริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ บริษัท KEURIG DR PEPPER เป็นเจ้าของเครื่องดื่มหลากหลายยี่ห้อ แต่ที่มีขายในไทยจะมีแค่ไม่กี่ยี่ห้อ ได้แก่ น้ำผลไม้ Sunkist, ทำอัดลม SW, 7UP, Schweppes



41. HERSHEY FOODS (HSY): บริษัทขนมชื่อดัง เจ้าของขนมช็อคโกแล็ตยี่ห้อ HERSHEY's และ KitKat ที่มาขายตามร้านค้าทั่วไป 



42. KRAFT HEINZ (KHC): หนึ่งในบริษัทสินค้าบริโภคชื่อดัง แต่ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นลูกค้า น่าจะเป็นซอสมะเขือเทศยี่ห้อ HEINZ



43. HP INC (HPQ): บริษัทขายสินค้า IT ชื่อดังยี่ห้อ HP มีสินค้าเกี่ยวกับ IT หลากหลายไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์แบบพกพา จอคอมพิวเตอร์ เครื่อมพิมพิ์เอกสาร



44. EBAY INC (EBAY): หนึ่งในบริษัท eCommerce ชื่อดังเจ้าของ Platform ebay.com ที่มีสินค้าให้เลือกซื้อได้หลากหลาย และมีบริการส่งทั่วโลก



45. GARMIN LTD (GRMN): เจ้าของอุปกรณ์แผนที่ Navigation และนาฬิกาข้อมือสุขภาพยี่ห้อ Garmin ที่หลายๆคนชื่อชอบ และเป็นลูกค้า



46. WARNER BROS. DISCOVERY INC SERIES (WBD): หนึ่งในบริษัท Media และ Entertainment ระดับโลก มีธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ มากมายที่คนไทยรู้จัก เช่น Platform ดูหนัง HBO, เจ้าของลิขสิทธิ์หนังและสินค้าในเครือ Warner Bros และ DC (super hero ค่ายคู่แข่งกับ Marvel ที่หลายคนชื่นชอบ เช่น super man, bat man), CNN, Cartoon Network



47. DOMINOS PIZZA INC (DPZ): บริษัทเจ้าของร้านพิซซ่ายี่ห้อ Dominos Pizza ที่มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย



48: KELLANOVA (K): บริษัทเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภค ชื่อดัง ที่เป็นที่นิยมในไทย ได้แค่ มันฝรั่ว Pringles, อาหารเช้าซีเรียลยี่ห้อ Kelloggs



49: EXPEDIA GROUP INC (EXPE): เจ้าของ Platform เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคล้ายๆ กับบริษัท Booking คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศน่าจะเคยใช้บริการของบริษัท Expedia Group แต่การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ หลายคนน่าจะไปใช้ Agoda ของบริษัท Booking มากกว่า



50. HASBRO INC (HAS): บริษัทผลิตของเล่นและเกมส์ ที่น่าจะคุ้นตากันดี สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป โซนของเล่น


15 พฤษภาคม 2567

หุ้นในดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกาในชีวิตประจำวัน (EP.1)

 


ดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกา

ดัชนี S&P500 นั้นเป็นดัชนีหุ้นดัชนีนึงของประเทศอเมริกาที่ประกอบไปด้วยบริษัทสัญชาติอเมริกาขนาดใหญ่ 500 บริษัทแรกและมีการปรับหุ้นเข้าออกสม่ำเสมอเพื่อให้ดัชนีมีประสิทธิภาพ 

ดัชนี S&P500 ถูกสร้างขึ้นปี ค.ศ.1928 แต่ตอนแรกนั้นมีหุ้นอยู่ 50 ตัว และเริ่มมีหุ้น 500 ตัวในปี ค.ศ.1957 ทำให้เราสามารถดูสถิติย้อนหลังต่างๆ ได้มาก [1]

ผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ต่อปีนั้นค่อนข้างน่าประทับใจ ถ้าวัดจากปี 1957 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2023 แล้ว ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยคือ 10.26% ต่อปี [2] ☆☆☆

สมมติว่าเรามีเงิน 10,000 บาท แล้วลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10.26% ถ้าเราลงทุนไป 66 ปี จากเงิน 10,000 บาท จะกลายเป็นเงิน 6,303,579.25 บาท 👍

นอกจากดัชนี S&P500 แล้วประเทศอเมริกายังมีดัชนีหุ้นอื่นๆ อีกเช่น ดัชนี Nasdaq, ดัชนี Dow Jone




การลงทุนในดัชนี S&P500 (S&P500 Index Fund)

เราสามารถลงทุนในดัชนี S&P500 ได้ 2 ช่องทาง

  1. ซื้อหุ้นต่างประเทศโดยตรง
    • ซื้อผ่านทาง Broker เช่น SCB InnovestX, KKP Dime 
    • ในอเมริกามีกองทุนรวม ETF ที่ลงทุนในดัชนี S&P500 ให้เลือกมากมาย ซึ่งเราสามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้น เช่น 
      • หุ้น iShares Core S&P 500 ETF (IVV) ของ iShare [4]
      • หุ้น Vanguard S&P 500 ETF (VOO) ของ Vanguard [5]
    • ถ้าขายมีกำไรเราจะต้องแจ้งสรรพากรให้ทราบและเสียภาษี
    • ถ้าได้รับเงินปันผล ต้องรายงานสรรพากร
  2. ซื้อผ่านกองทุนรวม ซึ่งค่อนข้างง่ายและสะดวก 
    • ปัจจุบันมีหลาย บลจ ที่ขายกองทุนรวมที่ลงทุนในดัชนี S&P500 เช่น บลจ กสิกรไทย, บลจ ไทยพาณิชย์, บลจ กรุงศรี 
    • กองทุนรวมที่ลงทุนในดัชนี S&P500 ที่ค่าธรรมเนียมถูกที่สุดในปัจจุบันคือ 
      • กองทุนรวม SCBS&P500E (E-Class) ของ บลจ ไทยพาณิชย์ ไม่มีค่าธรรมเนียม  
      • กองทุนรวม K-US500X ของ บลจ กสิกรไทย ค่าธรรมเนียม 0.62% ต่อปี
      • ดูรายชื่อกองทุนรวม บลจ และค่าธรรมเนียม ทั้งหมดได้ที่ Reference [3]
    • เราสามารถซื้อขายได้ง่ายๆ ผ่านสาขาธนาคาร หรือ Mobile App ของแต่ละธนาคารได้เลย
    • กำไรจากการขายกองทุนรวมและเงินปันผลไม่ต้องยื่นภาษีและไม่ต้องแจ้งสรรพากร ✌
    • โดนหักค่าธรรมเนียมจาก บลจ เพิ่มนิดหน่อย




หุ้นในดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกาในชีวิตประจำวัน

บางคนอาจจะบอกว่า หุ้นอเมริกานั้นไกลตัว ไม่รู้จัก ความจริงแล้วหุ้นหลายๆตัวในอเมริกานั้นอยู่ใกล้ตัวเรามาก บางทีเราอาจจะเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เรามาดูกันว่าหุ้นในดัชนี S&P500 ของประเทศอเมริกาในชีวิตประจำวัน มีหุ้นตัวไหนกันบ้าง



1. Microsoft Corp (MSFT): หุ้นตัวแรกคือบริษัท Microsoft เจ้าของระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Microsoft Office (Word, Excel, Power Point, Outlook, One Note) ที่หลายๆ คนใช้ในการทำงาน พิมพิ์งาน อ่านและเขียนอีเมล์



2. Apple Inc (AAPL): หุ้นตัวต่อมาคือบริษัท Apple บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังที่หลายๆคนก็เป็นลูกค้าของบริษัทนี้ สินค้าต่างๆ ของบริษัท Apple นั้นค่อนข้างเป็นที่นิยมและเป็นสินค้าที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Airpod, Apple Watch



3. Amazon.com Inc (AMZN): บริษัท e-Commerce ชื่อดังที่ขายของทุกอย่างผ่านเว็บไซต์ www.amazon.com แต่ที่คุ้นเคยกับคนไทยหลายๆ คนน่าจะเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ Amazon Kindle ที่มีหนังสือภาษาอังกฤษแทบจะทุกเล่มให้เราเลือกซื้อในราคาที่ไม่แพง และซื้อผ่านระบบออนไลน์ได้เลย นอกจากนั้นคนไทยหลายคนก็เป็นลูกค้า Amazon Prime แพล็ตฟอร์มดูหนังออนไลน์ที่เป็นคู่แข่งกับ Disney Plus หรือ Netflix


4. Meta Platforms Inc (META): บริษัท ​Social Media ชื่อดังเจ้าของผลิตภัณฑ์ยอดนิยมได้แก่ Facebook และ Instragram ที่คนไทยหลายคนชื่นชอบและใช้เวลาเกือบทุกวันไปกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้



5. Alphabet Inc (GOOG): บริษัท Search Engine ยักษ์ใหญ่ คนไทยหลายๆ คนน่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท Alphabet เกือบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลผ่าน Google Search, ดูแผนที่ผ่าน Google Map, ดูหนังฟังเพลงผ่าน Youtube หรือบริการ email ผ่าน Gmail



6. Tesla Inc (TSLA): บริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ Tesla คนไทยน่าจะคุ้นกับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ Tesla แต่จริงๆ แล้ว Tesla นั้นมีผลิตภัณฑ์อื่นๆอีก เช่น รถบรรทุกไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า



7. Visa Inc (V): หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านบัตรรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต คนไทยหลายคนน่าจะรู้จักและเป็นลูกค้า



8. Procter & Gamble Company (PG): บริษัทสินค้าอุปโภค บริโภคชื่อดัง มีสินค้าหลายๆ ตัวที่พบเจอได้ตามห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็น แชมพูและครีมนวดผม Pantene และ Head and Shoulder, มีดโกนหนวด Gillette, แปรงสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก Oral B,  ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่ม Downey, ครีมบำรุงผิว OLAY, ผ้าอ้อมเด็ก Pampers



9. Mastercard Incorporated (MA): หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านบัตรรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต คนไทยหลายคนน่าจะรู้จักและเป็นลูกค้า



10. Johnson & Johnson (JNJ): บริษัทยาและสินค้าอุปโภคบริโภคชื่อดัง มีสินค้าหลายตัวที่เป็นที่นิยม เช่น แป้งเด็กและสบู่เด็ก Johnson, น้ำยาบ้วนปาก ​Listerine



11. Netflix Inc (NFLX): บริษัท Online Streaming ชื่อหนัง และเป็นผู้นำในตลาดนี้ คนไทยเกือบทุกบ้านน่าจะเป็นลูกค้าของ Netflix และใช้เวลาเกือบทุกวันกับการดูหนัง และซีรีย์บน Netflix



12. Pepsico, Inc (PEP): บริษัทเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวชื่อดัง เจ้าของน้ำอัดลมยี่ห้อ Pepsi ที่หลายคนชอบดื่ม นอกจากนั้น Pepsico ยังมีผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวยี่ห้อดังๆ อีกด้วย เช่น มันฝรั่งเลย์, ชีโตส, โดริโทส


13. Coca-Cola Company (KO): บริษัทเครื่องดื่มชื่อดัง เจ้าของน้ำอัดลมยี่ห้อ Coke ที่มีส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมอันดับ 1 ของโลก เป็นคู่แข่งกับ Pepsico



14. Mcdonald's Corporation(MCD): ร้านอาหาร Fast Food Mc Donald ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย และทั่วโลก มีอาหารที่เป็นที่นิยมได้แก่เบอเกอร์และมันฝรั่งเฟรนฟราย คนไทยน่าจะคุ้นเคยและเคยลองใช้บริษัทร้านอาหารยี่ห้อนี้ดี ที่มีหุ่นตัวตลกเป็นมาสคอร์ตอยู่แต่ละสาขา



15. The Walt Disney Company (DIS): บริษัท Media ชื่อดัง เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่หลายๆ คนชื่นชอบ เช่น มิคกี้เมาส์, Super Hero ต่างๆ ในเครือ Marvel ไม่ว่าจะเป็น Spider Man, Iron Man, Hulk, Captain America หรือตัวละครใน Series Star War นอกจากนั้นบริษัท The Walt Disney Company ยังมี Platform Streaming ชื่อ Disney Plus เพื่อมาแข่งกับ Netflix อีกด้วย



16 - 18. บริษัทยา: บริษัทในดัชนี S&P500 นั้นมีบริษัทระดับโลกหลายบริษัท เช่น Eli Lilly & Co. (LLY), Merck & Co Inc (MRK), Johnson & Johnson (JNJ), Pfizer Inc (PFE) ซึ่งโรงพยาบาลหรือร้านขายยาที่เราไปใช้บริการก็อาจจะเป็นลูกค้าของบริษัทเหล่านี้



ขอจบ EP.1 ไว้เท่านี้ก่อน ถ้ามีเวลาจะเขียน EP.2 ต่อแล้วแปะลิ้งค์ที่นี่ Link




References

[1] https://en.wikipedia.org/wiki/S%26P_500

[2] https://www.investopedia.com/ask/answers/042415/what-average-annual-return-sp-500.asp

[3] https://www.piggyman007.com/2021/10/s-500.html

[4] https://www.ishares.com/us/products/239726/ishares-core-sp-500-etf

[5] https://investor.vanguard.com/investment-products/etfs/profile/voo

บทความที่ได้รับความนิยม