28 กันยายน 2569

Old Buffett Never Die, He Just Fade Away - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันที่ 19 เมษายน 1951 ดักลาส แม็คอาเธอร์ นายพล 5 ดาวและวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาชีวิตทหารในสภาคองเกรสของสหรัฐและได้พูดวลีที่กลายเป็น “ตำนานอมตะ” ว่า Old soldier never die, they just fade away หรือแปลว่า “ทหารเก่าไม่เคยตาย พวกเขาก็แค่เลือนหายไป”

ที่จริงแม็คอาเธอร์ไม่ได้เกษียณหรือลาออกไปเอง เขาถูก “ปลด” โดยประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน เพราะเขาในฐานะผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันในสงครามเกาหลีเกิดความขัดแย้งกับประธานาธิบดีในการทำศึกที่เขาเสนอให้รุกรบเข้าไปในจีนที่เข้าร่วมรบกับกองทัพเกาหลีเหนือและสนับสนุนให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับจีน ซึ่งอาจจะทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 และนั่นทำให้ทรูแมนปฏิเสธและยืนยันหลักการว่าอำนาจการทำสงครามอยู่ในมือของรัฐบาลพลเรือนคือประธานาธิบดี และเขาไม่ต้องการขยายสงครามออกไป

ที่จริงถ้าแม็คอาเธอร์จะ “สู้ต่อ” ก็ทำได้ เพราะในปี 1952 ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ และในฐานะวีรบุรุษสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกัน การที่จะได้รับเลือกน่าจะมีความเป็นไปได้สูง และว่าที่จริงในปี 1952 คนที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก็คือ นายพล 5 ดาว วีรบุรุษสงครามอีกคนหนึ่งคือ ไอเซนฮาวร์ ซึ่งคุมการรบของกองทัพอเมริกันในยุโรป อย่างไรก็ตาม ในแง่ของภาพพจน์การเป็น “แม่ทัพ” หรือการเป็น “นักรบ” แล้ว แม็คอาเธอร์ โดดเด่นกว่าไอเซนฮาวร์มาก แต่เขาเลือกที่จะไม่ลงเล่นการเมือง ทั้งชีวิตของเขานั้นอุทิศให้กับการเป็นทหาร

ดังนั้น คำพูดของเขาในสภาจึงถูกตีความว่า เขาในฐานะที่เป็น “ทหารแก่ที่ทำงานมาถึง 52 ปี และวันนี้เป็นวันที่อาชีพทหารของเขาสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ แต่การทำงาน ผลงานและ “ตำนาน” ของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบนานเท่านาน” หรือพูดง่าย ๆ เขาจะไม่ต่อต้านหรือต่อสู้กับรัฐบาลเพราะเขาไม่ติดยึดกับอำนาจหรือตำแหน่ง เขายอมลาออกอย่างสมเกียรติและมีศักดิ์ศรี และเกษียณไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว

ในวันที่ 18 กันยายน 2569 วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาและของโลกได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการของเบิร์กไชร์ แฮทเทอเวย์ และถือเป็นการปิดฉากการบริหารและนำพาเบิร์กไชร์จากบริษัทสิ่งทอที่กำลังจะตาย ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งหลังจากที่ทำงานในตำแหน่งนี้มา 56 ปี

ในสายตาผม ถ้า “ทหารอาชีพ” ทุกคนในโลกต่างก็ยกย่องแม็คอาเธอร์ว่าเป็น “สุดยอดทหารที่แท้จริง” ในการต่อสู้ในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลาย ๆ แห่ง ในการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและการดำเนินชีวิตที่น่ายกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เป็น “นักลงทุนมืออาชีพ” ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ยกย่องว่าเป็น “สุดยอดนักลงทุนที่แท้จริง” ในการลงทุนในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือตลาดหุ้นอเมริกาและได้ผลตอบแทนทบต้นถึง 19.7% ต่อปี ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและชาญฉลาดและดำเนินชีวิตที่น่ายกย่องทั้งทางด้านส่วนตัวและในการทำงานที่เขายึดถือว่าทุกอย่างจะต้องโปร่งใสมีบรรษัทภิบาลสูงสุด

เช่นเดียวกับแม็คอาเฮอร์ หลักการ แนวทางการลงทุน และการปฏิบัติตัวของบัฟเฟตต์จะไม่มีวันตาย แต่จะกลายเป็น “ตำนาน” ที่คนรุ่นหลังจะศึกษาและปฏิบัติตามต่อไป “ตราบนานเท่านาน” และผมเองอยากจะใช้วลีเดียวกันคือ “Old Buffett never die, he just fade away”

ส่วนตัวผมเองนั้น ผมได้พยายามทำตามบัฟเฟตต์มานานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้วจนตัวเองก็ถือว่าแก่แล้วเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผลจากการนั้นได้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมโหฬารและในทางที่ดีขึ้นมากมาย ผมคิดว่าการปฏิบัติตามแนวทางแบบบัฟเฟตต์สำหรับผมไม่ใช่เรื่องที่ยากมากและไม่ได้อาศัยความสามารถหรือ IQ ระดับสูงเกินกว่าปกติ แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่มั่นคง

ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมานั้น ก็สูงแทบจะใกล้เคียงกับที่บัฟเฟตต์ทำได้โดยที่ไม่ต้องอาศัย “พลังเสริม” เช่น การกู้หนี้หรือเลเวอร์เลจหรือการใช้ข่าวสารภายในหรือการสร้างราคาหุ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ทั้งที่ถูกหรือผิดกฎหมาย ผมรู้สึกว่า ผมได้ทำสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์และจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือดีเท่ากับที่ผ่านมาโดยเฉพาะถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ธรรมาภิบาลลดหย่อนลง

ผมตระหนักว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยในปัจจุบันและต่อจากนี้อีกนานอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้หลักการ VI แบบบัฟเฟตต์ที่ผมใช้สามารถที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้เท่ากับสิ่งที่ผ่านมา ดังนั้น ผมอาจจะต้องใช้กลยุทธการลงทุนแบบอื่นด้วยโดยเฉพาะในตลาดอื่น ๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องมาจากการคิดและเหตุผลแบบ VI ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป และผมเชื่อว่า “Old VI Never Die, We Just Fade Away” ในวันที่เราเลิกลงทุนและกลับไปใช้ชีวิตที่สงบ



ความคิดและหลักการลงทุนแบบบัฟเฟตต์แบบสั้นที่สุดก็คือ

1) เลือกหุ้นให้คิดเหมือนกับการลงทุนซื้อธุรกิจที่เราอาจจะต้องถือตลอดชีวิต

2) เลือกธุรกิจที่ดีที่สุดแบบที่เป็น “ซุปเปอร์คอมพานี” คือบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นสูงที่สุดหรือสูงมาก พูดง่าย ๆ เป็นบริษัทอันดับหนึ่งหรืออย่างมากก็สอง ในสายตาของลูกค้าหรือผู้บริโภค

3) สถานะหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจะต้องยั่งยืนและ “ถาวร” ขนาดที่อีก 10 ปีก็จะเป็นอย่างนั้น

4) สินค้าของบริษัทยังจะเป็นที่ต้องการต่อไปเป็นสิบ ๆ ปีและไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ และมันจะยังเติบโตไปอีกนานในอนาคตอย่างน้อย 10 ปี

5) บริษัทมีกำไรที่ดี ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และโครงสร้างการเงินของบริษัทแข็งแรง มีหนี้น้อยหรือสามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยแม้ในยามยากลำบากทางธุรกิจ

6) ผู้บริหารต้องมีความซื่อสัตย์และเห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

7) ราคาหุ้นจะต้องถูกหรือยุติธรรมเปรียบเทียบกับ “มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง” ที่ประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมที่สุด

8) ซื้อหุ้นน้อยตัวและแต่ละตัวมีขนาดที่มีนัยสำคัญกับพอร์ตโฟลิโอ

9) ไม่เทรดหุ้นหรือซื้อมา-ขายไปในเวลาอันรวดเร็วในแทบทุกกรณี

10) บัฟเฟตต์ไม่มีกลยุทธในการขายหุ้น เขาบอกว่า “We have no exit strategy” คือซื้อหุ้นแล้วจะไม่คิดถึงการขายหุ้นเลย ดังนั้น ที่ VI ไทยรวมถึงผมพูดว่าเราจะขายหุ้นต่อเมื่อ… เช่นหุ้นแพงเกินไปแล้ว หรือมีหุ้นที่ดีกว่าแต่เราไม่มีเงินเราก็อาจจะขายหุ้น VI ตัวเดิมเพื่อเอาเงินไปซื้อหุ้น VI ตัวใหม่นั้น ไม่ใช่แนวทางที่บัฟเฟตต์ทำ

การคิดและทำทุกข้อที่กล่าวข้างต้นจะต้องมั่นใจว่าถูกต้องอย่างน้อย 80-90% ขึ้นไป ดังนั้น ต้องไม่มีความลำเอียง เช่น

เพราะเราชอบสินค้าหรือผู้บริหารจึงให้คะแนนบริษัทว่าเป็นบริษัทที่ดีระดับซุปเปอร์สต็อก ทั้ง ๆ ที่บริษัทโดดเด่นขึ้นมาชั่วคราว เช่น บริษัทขายตุ๊กตาที่เป็นที่นิยมหรือเป็นแฟชั่นระดับโลกอย่างรวดเร็ว เราก็คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นต่อไปอีก 10 ปี เป็นต้น หรือ

เราพบว่าบริษัทเป็นซับพลายเออร์ทำชิ้นส่วนให้กับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI แล้วเราก็คิดว่าบริษัทจะเป็นซุปเปอร์คอมพานี รายได้และกำไรเติบโตแรงและจะโตต่อไปอีกนาน และก็เริ่มเห็นแล้วใน 2-3 ไตรมาศหรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตามกระแส AI โลกที่กำลังโตระเบิด

แต่ความจริงที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นก็คือ มีคู่แข่งที่สามารถผลิตสินค้าแบบเดียวกันได้ทั่วโลกที่ได้เริ่มขยายกำลังผลิตและผลิตสินค้าออกมาแข่งจนในที่สุดก็จะล้นตลาด รายได้และกำไรของบริษัทก็อาจจะถล่มได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น และ
 
สินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้วแทบจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นซุปเปอร์คอมพานีได้เลยเพราะมันแข่งกันที่ราคาเป็นหลัก

คนที่ “ชนะ” คือคนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่การมีต้นทุนต่ำนั้น ในระยะยาวก็จะมีคนทำตามได้เสมอ นอกจากนั้น บริษัทที่ขายสินค้าด้วยการใช้ราคาที่ต่ำก็มักจะมีกำไรที่ไม่ดีในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้น 2-3 ปีอาจจะดูว่ากำไรมากเพราะสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่าง เช่น น้ำมัน ขาดตลาดเพราะสงคราม แต่ในไม่ช้า ราคาก็จะลดลงจนบริษัทอาจจะไม่มีกำไรได้

การวิเคราะห์เรื่องของผลประกอบการเป็นเรื่องที่มักจะมีความลำเอียงมากโดยเฉพาะในระยะยาวที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจกลับไปสู่ “ภาวะปกติ” ที่บริษัท “ควบคุมไม่ได้” และนี่ก็จะเป็นสิ่งที่บอกว่าบริษัทไม่ใช่ซุปเปอร์คอมพานี เพราะบริษัทที่ดีสุดยอดนั้น เงื่อนไขสำคัญก็คือ บริษัทมักจะมีอำนาจในการควบคุมรายได้และกำไรในระดับสูงเพราะบริษัทมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” เช่นลูกค้าติดยี่ห้อของบริษัท หรือบริษัทมี “Network” หรือเครือข่าวที่ลูกค้าจะต้องอยู่หรืออยากอยู่ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้และได้ผลดีเลิศมาตลอดชีวิตและมันจะอยู่ต่อไปอีกนานแม้ว่าเรื่องราวและชีวิตของบัฟเฟตต์กำลังเลือนหายไปจากสังคมของนักลงทุนหลังจากการลาออกจากตำแหน่งประธานเบิร์กไชร์อย่างเป็นทางการ



From Settrade.com

14 กันยายน 2569

อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”

ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี เราก็คงติดอยู่กับ “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ “ชนชั้นกลาง” ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อย ๆ

แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ปฏิรูป” หรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถ “แข่งขันได้” กับคนอื่นทั่วโลก ภายในเวลา 10-20 ปี เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี เป็น 4-5% ต่อปี คล้าย ๆ ประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้

วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ หลัก ๆ ก็คือ 1) พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น

2) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบข้อมูลข่าวสาร AI และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ

3) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่

4) ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น ในขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง

5) ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

ทั้งหมดนั้น ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะบอกว่า ทำอยู่แล้ว ทำมานานแล้ว และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็น หรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ เอาง่าย ๆ อย่างเรื่องของการศึกษานั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม วิธีการแบบเดิม มีความคิดแบบเดิม เช่น ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง เป็นต้น หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้ เราก็ยังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น ผมดูแล้วก็คล้าย ๆ กันนั่นก็คือ เราก็จะบอกว่าทำแล้ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ “ล้าสมัย” และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ แต่ผลล่ะ ลดไปกี่ฉบับแล้ว? ประเด็นก็คือ เรามีแต่หลักการกว้าง ๆ แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลง แต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร เป็นต้น

โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย ตัวอย่างเช่น การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย จริง ๆ แล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อม ๆ กับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้น มีมากเกินไป

เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน เราก็มักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย เช่น ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว เราต้องคิดใหม่ และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจน และต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้ ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณะชน มิฉะนั้น เราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเอง ในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน ความสามารถ นิสัย ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ของประเทศ ก็คือ “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไทยหรือเด็กไทย สามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียตนามเหรอ?

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้ พูดสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-37 และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน

ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพ คือ คนชั้น “กลาง ๆ ค่อนข้างดี” เทียบกับคนอื่น ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”

จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่ รายได้ค่อนข้างแน่นิ่ง จะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้ว และด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้

เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่ “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียตนาม และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงค์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?

ในส่วนตัวผมเองนั้น ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ “หมดไฟและหมดแรง” เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ “ชนชั้นกลางระดับสูง” ที่กำลัง “ติดหล่ม” ผมก็เริ่ม “หาทางออก” แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง การศึกษาหรือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบ “ปฏิรูป” ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ผมคงเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้ ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น

สำหรับประเทศไทย ความคิดก็คือ การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือ คนไทยแก่ตัวลงมาก การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ

ข้อเสนอของผมก็คือ ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540 และหนึ่งในนั้นก็คือ การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก

แน่นอนว่าสิ่งอื่น ๆ ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ เป็นต้น

เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่น ๆ ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจ ไฮเท็คที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก อย่าสู้ไปทุกอย่าง เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย

อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง ว่าที่จริง ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธที่อเมริกาใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้




From Settrade.com

07 กันยายน 2569

BRK VS S&P - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แผนการลงทุนระยะยาวต่อจากนี้ไปของผมนั้นก็คือ การถือหุ้นเวียตนามประมาณ 30% บวกลบ หุ้นไทยประมาณ 30% บวกลบ และ “หุ้นโลก” ซึ่งในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็คือหุ้นสหรัฐอีกประมาณ 30% บวกลบเช่นเดียวกัน

โดยหุ้นเวียตนามจะเป็น “กองหน้า” ที่ผมจะเลือกลงทุนเองและคาดหวังผลตอบแทนสูง เช่น ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10-15% แบบทบต้น หุ้นโลกเป็น “กองกลาง” หวังผลตอบแทน 8-10% ส่วนหุ้นไทย เป็น “กองหลัง” ที่ผมหวังผลตอบแทนแค่ 6-8% ต่อปี

ในส่วนของเวียตนามนั้น ผมคิดว่าพอร์ตที่ผมลงทุนอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในไทยนั้น ผมยังมีพอร์ตสูงเกินคือ 50-60% ซึ่งผมก็กำลังทยอยลดลงเพื่อให้มีพอร์ตตามที่ต้องการ ส่วนในตลาดหุ้นโลกนั้น ผมยังไม่มีการลงทุนเลยทั้ง ๆ ที่มีเงินสดจำนวนมากและเตรียมสะสมเงินสดเพิ่มเพื่อที่จะลงทุนให้เป็น 1 ใน 3 ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด

ในระหว่างนี้ผมก็คิดไปเรื่อย ๆ ว่าจะใช้กลยุทธอย่างไรในการซื้อหุ้นโลกหรือหุ้นสหรัฐ เดิมผมคิดว่าจะไปลงทุนเองและเลือกหุ้นในสไตล์ที่ถนัดคือ หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่น่าจะรวมถึงหุ้นอย่างหลุยส์วิตตอง หรือหุ้นเทคที่มีความแข็งแกร่งและความได้เปรียบที่ยั่งยืนในระดับหนึ่งเช่น หุ้นอย่างกูเกิลหรือไมโครซอฟท์ หรือแม้แต่หุ้นอย่าง ASML หรือ TSMC ที่คนพูดกันว่าไม่มีคู่แข่งที่จะผลิตสินค้าแบบพวกเขาได้

ต่อมาผมก็คิดถึงการลงทุนในดัชนีระดับโลกต่าง ๆ เช่น หุ้นท็อป ๆ 10 ตัวด้านเทคโนโลยีของโลก หรือหุ้นที่เป็นตัวแทนของสหรัฐเช่น ดัชนี Nasdaq หรือดัชนี S&P500 เป็นต้น เพราะผมรู้สึกว่าการเลือกหุ้นเองเป็นสิ่งที่ยากเพราะหุ้นไม่ได้อยู่ในไทยและส่วนใหญ่แล้วเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมมีความเข้าใจน้อยและคงตามไม่ทันแล้ว

สุดท้ายก็มาคิดว่า หรือจะลงทุนในหุ้นเบิร์กไชร์แฮทเทอเวย์หรือหุ้น BRK ของบัฟเฟตต์เสียเลย เพราะนี่คือหุ้นของบริษัทที่ลงทุนในหุ้นหรือบริษัทอื่น ๆ ที่เน้นการเลือกหุ้นแบบ VI มีผู้บริหารที่ไว้ใจได้และมีต้นทุนในการบริหารต่ำเพราะใช้คนน้อยและไม่มีต้นทุนค่าบริหารอื่น ๆ เช่นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนอะไรทำนองนั้น และที่สำคัญ

ผลงานการลงทุนที่ผ่านมานั้น “มโหฬาร” เป็นสถิติที่โลกไม่เคยพบเห็นอยู่แล้ว คือทำผลตอบแทนแบบทบต้นประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันถึง 60 ปี เงิน 100,000 บาทถ้าลงทุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นปี 1966 ถึง 2025 จะกลายเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในเวลา 60 ปี เทียบกับผลตอบแทนของดัชนี S&P หรือดัชนีอะไรก็ตาม คงต่างกัน “คนละโลก”

และนั่นก็นำมาสู่การศึกษาหุ้นเบิร์กไชร์เทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 อย่างละเอียดเพื่อที่จะดูว่าอนาคตหุ้น BRK จะทำได้เหมือนเดิมไหม? ถ้ายังคงทำได้ดีอยู่แม้จะไม่เท่าเดิม เช่น ลดลงมาครึ่งหนึ่ง คือได้ปีละ 10% แบบทบต้นต่อไปอีกหลายสิบปี การลงทุนใน BRK ก็ยังคุ้มค่า

การศึกษาจะเริ่มจากสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 2025 คือสิ้นปีที่แล้วเป็นเวลา 60 ปี ซึ่งพบว่าในช่วง 10 ปีแรกคือสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 1975 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์คือปีละ 8.3% แบบทบต้น นั่นคือเวลาที่ไม่ดีของตลาดหุ้นด้วย เพราะS&P ให้ผลตอบแทนเพียง 3.7% ต่อปี ดังนั้น บัฟเฟตต์ทำได้ดีกว่าประมาณ 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งต้องถือว่า “ดีเยี่ยม” เพราะอย่างที่เราทราบ “เซียนหุ้น” ระดับโลกนั้น สถิติส่วนใหญ่ก็มักจะเหนือกว่าดัชนีตลาดไม่เกิน 2-3% ต่อปีในระยะยาว

10 ปีที่สองคือสิ้นปี 1975-1985 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์ก็ “กระฉูด” อานิสงค์จากการเปลี่ยนกลยุทธจากการลงทุนในหุ้น “ก้นบุหรี่” ราคาถูกมากแบบเบนเกรแฮม เป็นหุ้นแบบซุปเปอร์สต็อกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ ผลตอบแทนทบต้นในช่วง 10 ปี สูงถึง 40.4% ต่อปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 14.1% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าเป็น “ทศวรรษทองของตลาดหุ้นอเมริกา” ด้วย
 
10 ปีที่สามคือสิ้นปี 1985-1995 โลกและเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกายิ่งสดใสมากขึ้นอานิสงค์จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและโลกกลายเป็น “ทุนนิยมเต็มตัว” หุ้น BRK ยังพุ่งขึ้นรุนแรงตลอดทศวรรษ ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีถึง 29.2% ในขณะที่ S&P เติบโตให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงหลายทศวรรษที่ 14.9% และนี่ก็คือช่วง 10 ปีที่เป็น “ปีทองฝังเพชร” ของหุ้นอเมริกา

รวม 30 ปีตั้งแต่สิ้นปี 1965 ถึง 1995 โดยเฉลี่ยแบบทบต้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ 25.2% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 854 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนในดัชนี S&P ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละ 10.8% ห่างกันถึง 14.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 21.5 ล้านบาท ในเวลา 30 ปี ชื่อของบัฟเฟตต์และเบิร์กไชร์กลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” ในโลกของการลงทุน หนังสือการลงทุนเกี่ยวกับกลยุทธการลงทุนของบัฟเฟตต์และ “Value Investments” ออกมาเต็มแผงหนังสือ และนั่นก็คือจุดเริ่มของ “ขบวนการ VI ในประเทศไทย” ด้วย

10 ปีที่สี่ ตั้งแต่สิ้นปี 1995-2005 สถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง BRK ให้ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นที่ 10.7% ในเวลาติดต่อกัน 10 ปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 9.1% น้อยกว่าเพียง 1.6% ต่อปี อานิสงค์คงมาจากพอร์ตของ BRK ที่ใหญ่ขึ้นมาก การทำผลตอบแทนดีเยี่ยมแบบที่เคยทำได้ในช่วงที่พอร์ตยังเล็กทำได้ยากขึ้นมาก

10 ปีที่ห้า ตั้งแต่สิ้นปี 2005-2015 เบิร์กไชร์ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นแรงถ่วงเนื่องจากขนาดของพอร์ตไปได้ ในช่วงเวลา 10 ผลตอบแทนแบบทบต้นยังคงได้เพียงปีละ 8.4% ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 7.3% ความแตกต่างคือ 1.1% ต่อปีแบบทบต้น อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 ที่ทำให้ตลาดหุ้นย่ำแย่ตลอด 10 ปีในช่วงเวลานี้ ซึ่งเบิร์กไชร์เองก็หนีไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม ปีวิกฤติ 2008 ก็ทำให้บัฟเฟตต์ก้าวขึ้นสู่คนที่ “รวยที่สุดในโลก” อานิสงค์จากการที่คนรวยคนอื่นจนลงมากกว่า ในขณะที่ผลตอบแทนสะสมของการลงทุนยาวนานเกือบ 50 ปีของเขาทำให้เขามีความมั่งคั่งประมาณ 62 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทในขณะนั้น

10 ปีสุดท้ายตั้งแต่สิ้นปี 2015-สิ้นปี 2025 นี่คือยุคที่ บัฟเฟตต์เองก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นแบบ S&P นั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะดีกว่าการเลือกหุ้นลงทุนเองไม่ว่าจะใช้กลยุทธแบบไหนรวมถึง VI ซึ่งแสดงออกผ่านการให้สัมภาษณ์และการที่เขาท้าพนันกับผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ระดับ “มือทอง” ว่า ภายในเวลา 10 ปี S&P500 จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันลงทุนกับเฮดจ์ฟันด์คนไหนก็ได้

ผลตอบแทนการลงทุนของ BRK ในช่วง 10 ปีสุดท้ายนี้ บัฟเฟตต์ทำได้ 14.3% ซึ่งก็ถือว่า “ยอดเยี่ยมมาก” และเป็นสถิติที่ “เซียน” นักลงทุนที่ดีที่สุดจะทำได้ในช่วงเวลาถึง 10 ปี แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะตลาดหุ้นในช่วง 10 ปีหลังนี้ “ดีเหลือเกิน” คือ S&P ให้ผลตอบแทนถึงปีละ 14.8% แบบทบต้นและสูงกว่าหุ้น BRK เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่ 0.5%

โดยรวมแล้ว ในช่วง 30 ปีหลังนั้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนแบบทบต้น 11.1% ต่อปี และ S&P ให้ผลตอบแทน 10.4% ส่วนต่างเพียง 0.7% ต่อปี ในขณะที่ส่วนต่างนี้ลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นติดลบในช่วง 10 ปีสุดท้ายและเป็นช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์ใกล้จะเกษียณ และชาลีมังเกอร์จากไป และเบิร์กไชร์หาหุ้นลงทุนยากขึ้นทุกที บริษัทเต็มไปด้วยเงินสดที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

สรุปอีกครั้งในชั้นนี้ก็คือ ผลงานของ BRK ใน 30 ปีแรกคือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเท่ากับ 25.2% ในขณะที่ 30 ปีหลังได้เพียง 11.1% รวมแล้วได้ผลตอบแทนทบต้นประมาณ 19.7% ต่อปีในช่วงเวลา 60 ปี ในส่วนของ S&P นั้น 30 ปีแรกให้ผลตอบแทน 10.8% และช่วง 30 ปีหลังให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันมากที่ 10.4% ซึ่งแสดงถึงความมั่นคง คงที่คงวาของผลตอบแทนของดัชนี S&P ที่ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ประมาณ 10% เป็นเวลาติดต่อกันถึง 60 ปี

นอกจากขนาดของผลตอบแทนแล้ว ถ้าดูเรื่องรายละเอียดของผลงานปีต่อปีระหว่าง BRK กับ S&P ก็คือ ในช่วง 30 ปีแรก บัฟเฟตต์จะชนะประมาณ 70% และแพ้ 30% และถ้าดูปีที่พอร์ตขาดทุนก็พบว่า BRK ขาดทุนไป 6 ปี ในขณะที่ S&P ติดลบไป 7 ปี
ในช่วง 30 ปีหลัง เบิร์กไชร์ชนะ S&P น้อยลงคือ ประมาณ 60% ต่อ 40% และปีที่ขาดทุนของ BRK เหลือ 5 ปีใน 30 ปี ส่วนของ S&P เหลือติดลบ 6 ปี

ภาพรวมทั้งหมดจากข้อมูล 60 ปีที่กล่าวมานั้น ผมสรุปว่า BRK นั้น “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” และเราอาจจะไม่พบกองทุนหรือนักลงทุนคนไหนอีกที่จะทำได้ในอนาคตต่อจากนี้ เพราะเราอาจจะไม่สามารถพบสถานการณ์หรือสภาวะแวดล้อมพิเศษและนักลงทุนระดับบัฟเฟตต์พร้อมกันได้อีก แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ นั้นเกิดขึ้นแค่ในช่วง 30 ปีแรกเท่านั้น

30 ปีหลัง ผลงานของเบิร์กไชร์จริง ๆ แล้วต้องถือว่า “ธรรมดา” และพอ ๆ กับดัชนี S&P ที่ไม่ต้องเลือกหุ้นเลย ใคร ๆ ก็ทำได้ และว่าที่จริงผลงานใน 10 ปีสุดท้ายนั้น ต่ำกว่า S&P 0.5% ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามอง “อีกด้านหนึ่ง” ก็อาจจะบอกว่า
S&P หรือดัชนีตลาดที่รวมหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ 500 บริษัทเองนั้น ให้ผลงานลงทุนที่ดีเยี่ยมระดับ “สุดยอด” และทำได้ดีพอ ๆ กับบัฟเฟตต์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถ “สุดยอด” โดยเฉพาะในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อนาคตต่อจากนี้เมื่อไม่มีบัฟเฟตต์แล้ว BRK ก็อาจจะถดถอยลงได้

ผมเองไม่ได้บอกว่าเราควรเลือกลงทุนกับ BRK หรือ S&P 500 ผมยังอยู่ในโหมด “รอ”เพราะผมคิดว่าช่วงเวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐมีราคาสูงขึ้นมามากเกินไป อานิสงค์จากการบูมของ AI และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลา ก็มีโอกาสเปลี่ยนกลยุทธลงทุนใน “หุ้นโลก” อีก เพราะสถานการณ์และภาวะแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เช่นเดียวกับความคิดของเรา




From Settrade.com

01 กันยายน 2569

เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน


เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน

มีคนเคยเล่าว่า ตอนเขาไปงานประชุมการ “ลงทุน” ในอเมริกา “บิล เกตส์” เป็นวิทยากร แล้วเขาก็ถามคำถามที่ทำเอาคนทั้งห้องหัวเราะ
.
เขาถามว่า “คุณซึ่งรวยที่สุดในโลก จะยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายจนๆ ไหม?”
.
คำตอบของบิล เกตส์ คือ... "ไม่"
มันไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ”
.
บิล เกตส์บอกว่า..
“ความร่ำรวย ไม่ใช่การมีเงินในบัญชีเยอะๆ แต่มันคือความสามารถในการหาเงิน และ การรักษาความมั่งคั่งไว้ต่างหาก”
.
เขายกตัวอย่างว่า
• คนที่ถูกรางวัลลอตเตอรี่ ต่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่ 5 ปีต่อมาก็กลับมาจนเหมือนเดิม เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีจัดการเงิน (Money Management)
• ในทางกลับกัน มีคนที่ดูเหมือนจะไม่มีเงินเลย เช่น เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ แต่เขากำลังพยายามพัฒนาความรู้ทางการเงิน นั่นแหละคือ “คนรวย” ที่แท้จริง
.
ความต่างของคนรวยกับคนจน
• คนรวยพร้อมที่จะลุยเพื่อรวย แต่คนจนบางครั้งเลือกทางลัด เช่น ขโมยหรือทำร้ายคนอื่นเพื่อได้เงิน
• คนรวยมองว่าตัวเองต้องเรียนรู้และหาข้อมูลเพื่อพัฒนาชีวิต แต่คนจนคิดว่าต้องรอให้คนอื่นมาช่วย
.
ความจนไม่ได้น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือ.. ไม่มีความพยายาม
.
สรุป คือ..
บิล เกตส์ ไม่ได้หมายความว่าคนจน คือ คนที่ไม่มีเงิน
แต่หมายถึงคนที่ไม่มีความคิดหรือความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองต่างหาก
.
“ความรวยมันเริ่มที่ใจ” บิล เกตส์ ว่าไว้!



บทความที่ได้รับความนิยม