ผมนั่งไล่ดูราคาหุ้น เปรียบเทียบกับกำไรครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และเห็นว่ามีหุ้นจำนวนมากที่มี p/e เพียง 3-6 เท่า ซึ่งที่ระดับ p/e ระดับนี้หากบริษัทที่มี p/e 3-6 เท่านี้ นำเงินสดส่วนเกินหรือกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อหุ้นคืน ผลตอบแทนจากาการซื้อหุ้นคืนนั้นจะเท่ากับส่วนกลับของ p/e คือ e /p ( earning / price ) ซึ่งเป็นผลตอบแทน ( กำไรของบริษัท ) ที่ได้เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป ซึ่ง e/p ของหุ้นที่มี p/e 3-6 เท่านั้นเท่ากับ 16 – 33% เลยทีเดียว ก็เท่ากับว่าเงินสดที่จ่ายออกไปเพื่อซื้อหุ้นคืนก็จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 16-33% ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่น่าสนใจทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเงินสดของบริษัทไปลงทุนในตราสารทางการเงิน หรือแม้กระทั่งสำหรับบางบริษัทที่มีความเสี่ยงทางการเงินไม่สูงนักจะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อหุ้นคืนเพราะมีต้นทุนทางการเงินเพียงประมาณ 5-8% หรืออย่างน้อยที่สุดหากไม่ซื้อหุ้นคืนก็น่าจะจ่ายปันผล 100% ของกำไรหรือใกล้เคียงซึ่งหุ้นที่จ่ายปันผล 100% ของกำไรหากมี p/e 5 เท่าก็เท่ากับว่าการลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 20% ต่อปี ซึ่งผมคิดว่าหุ้นตัวนั้นๆ ไม่น่าจะมี p/e อยู่ที่ 5 เท่าได้นานนักเพราะน่าจะมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่ซื้อเพราะหวังเงินปันผลและน่าจะทำให้ราคาหุ้นและ p/e ค่อยๆ สูงขึ้นมา
ผมก็เลยมานั่งคิดถึงสาเหตุว่าทำไมบริษัทที่มี p/e 3-6 เท่าเหล่านี้ถึงยังไม่ประกาศซื้อหุ้นคืนเสียที หรือยังไม่จ่ายปันผล 100% ของกำไร และพอจะหาเหตุผลได้ดังนี้ครับ
1 ) กำไรที่เกิดขึ้นในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาน่าจะเป็นกำไรที่เกิดแบบไม่ถาวรหรือชั่วครั้งชั่วคราว เช่น อาจจะเป็นหุ้นวัฎจักร ซึ่งหลายๆ ตัวอาจจะถูกมองว่ากำไรในปีนี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงกำไรของปีหน้าและปีถัดๆ ไป ซึ่งการซื้อหุ้นคืนที่ p/e ต่ำในราคารปัจจุบันอาจจะเป็นราคาที่แพงในอีก 2-3 ปีข้างหน้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลการดำเนินงานอาจจะถึงขั้นขาดทุนในช่วงธุรกิจขาลง และกำไรในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาของหุ้นหลายๆ ตัวก็เกิดจากกำไรจากสินค้าคงเหลือ หรือ inventory gain ยกตัวอย่างเช่น หุ้นโรงกลั่นหรือเหล็กที่เกือบทุกตัวมีผลกำไรออกมาดีมาก
2 ) หุ้นหลายๆ ตัวแม้มี p/e ต่ำ แต่มีหนี้สินจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น และอีกตัวที่ต้องคำนึงคือเปรียบเทียบกับกำไรหรือกระแสเงินสดที่สร้างได้ทั้งปี เช่น อาจจะมีหนี้สินเป็น 5-10 เท่าของกำไรทั้งปี ซึ่งสิ่งที่บริษัทควรจะทำคือการนำเงินไปคืนหนี้สินก่อนเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกมีภาวะความเสี่ยง ดังนั้นหุ้นประเภทนี้นอกจากจะไม่ควรจะซื้อหุ้นคืนแล้วก็ยังจะไม่สามารถที่จะปันผลในอัตราสูงเมื่อเปรียบเทียบกับกำไรได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผมเพิ่งจะอ่านข่าวเจอหุ้นกลุ่มการเกษตรที่ผมคิดว่าเข้าข่ายข้อ 2 นี้ประกาศซื้อหุ้นคืนซึ่งผมเองก็ค่อนข้างแปลกหากจะมีการซื้อหุ้นคืนจากตลาดเกิดขึ้นไปจริงๆ เพราะจำนวนหนี้ที่มีอยู่นั้นมากกว่า 10 เท่าของกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีและกำไรแต่ละปีก็ไม่ค่อยมีความแน่นอน
3 ) หุ้นบางตัวอาจจะแม้มีกำไรสูงเมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้น แต่หากไปดูกระแสเงินสดจะเห็นว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบหรือเป็นบวกไม่มากเท่ากำไรทางบัญชี ซึ่งอาจจะเกิดจากลักษณะธุรกิจที่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้นมาก เช่นธุรกิจที่ขายเป็นเงินเชื่อหรือ credit term กับลูกค้า และโดยเฉพาะ credit term ที่ให้กับลูกค้านั้นยาวกว่า credit term ที่ได้จากเจ้าหนี้ หรือหุ้น ที่มีระยะเวลาการผลิตสินค้าและบริการเป็นเวลานานทำให้ inventory day สูง ดังนั้นหุ้นประเภทนี้บางครั้งจะเห็นว่ากำไรดีขึ้นและกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มีหนี้ประเภทหนี้ระยะสั้นที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทุกปีสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นกลุ่มนี้ก็จะมีอัตราการจ่ายปันผลที่ไม่สูงนักเช่นกันเมื่อเทียบกับกำไร และมักจะไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะไปซื้อหุ้นคืนได้
4 ) หุ้นอีกประเภทคือแม้จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง และเป็นการลงทุนเพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน เพราะอยู่ในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็ว และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มักจะแพงกว่าเทคโนโลยีเดิม เช่น สินค้าอิเลคทรอนิกส์บางประเภท ดังนั้นหุ้นประเภทนี้จะนำเงินสดมาจ่ายปันผลทั้งหมดหรือจะซื้อหุ้นคืนไม่ค่อยได้ เงินสดที่ได้จากการดำเนินงานจะต้องถูกกันไว้สำหรับการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปได้ทัน หุ้นกลุ่มนี้จะดูได้จากงบกระแสเงินสดที่มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หรือ capex สูงกว่าค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีค่อนข้างมาก หุ้นพวกนี้แม้จะมี p/e ต่ำ แต่หากเราไปดู ROA ROE เฉลี่ยย้อนหลังจะเห็นว่าค่าดังกล่าวจะค่อนข้างต่ำ และหุ้นเหล่านี้มักจะมี p/bv ต่ำอีกด้วย ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่เมื่อดู ratio คร่าวๆ อย่าง p/e p/bv นั้นดูสะดุดสายตาเป็นอย่างมาก
5 ) หุ้นบางตัวมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่ก็มีการลงทุนสูง ซึ่งกรณีนี้หุ้นดังกล่าวอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และที่ผ่านมาการลงทุนใหม่ๆ ของบริษัทไม่ว่าจะเป็นการขยายกำลังการผลิต ขยายสาขา หรือการเข้าซื้อกิจการอื่นๆ นั้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง เช่น มี IRR หรือผลตอบแทนของเงินลงทุร 20-30% หรือบางทีอาจจะมากกว่า จนผู้บริหารเห็นว่าน่าจะเก็บเงินไว้ลงทุนน่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้นมากกว่าการจ่ายปันผลออกไปมากๆ หรือซื้อหุ้นคืน หุ้นเหล่านี้น่าจะต่างจากข้อ 4 หากเราดู ratio จะเห็นว่า ROE และ ROA เฉลี่ยหลายๆ ปีจะค่อนข้างสูง ( ยกเว้นหุ้นวัฎจักรที่จะดู ROE ROA ไม่ได้ครับ )
6 ) หุ้นบางตัวก็มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก แต่ก็มีการลงทุนสูง เช่นเดียวกับข้อ 5 แต่การลงทุนของบริษัทที่ผ่านมานั้นมักจะไปลงทุนในสิ่งที่ผู้ถือหุ้นแนว VI อย่างเรารู้สึกว่าเอาเงินมาจ่ายปันผล 100% จะดีกว่า เช่น โครงการใหม่ๆ หรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และการลงทุนใหม่ๆ ถ้าในกรณีที่ดีก็ยังได้ผลตอบแทนกลับมาบ้างแต่ถ้าโชคร้ายอาจจะถึงขั้นขาดทุน หรือบางครั้งอาจจะนำไปขยายกำลังการผลิตในช่วงที่บริษัทในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ ก็มีผลกำไรและกระแสเงินสดที่ดีจึงขยายกำลังการผลิตพร้อมๆ กันซึ่งจะนำมาซึ่งภาวะ oversupply ในอนาคต หุ้นเหล่านี้ก็จะมีลักษณะคล้ายข้อ 4 คือ p/e ต่ำแต่ ROA ROE ก็จะต่ำด้วย
7 ) หุ้นบางตัวอาจจะไม่เข้าข่ายข้อ 1- 6 เลย หรือเข้าข่ายบางข้อ แต่มี free float ต่ำมาก หรือมีสภาพคล่องการซื้อขาย ณ ปัจจุบันที่ต่ำมากจนหากซื้อหุ้นคืนก็จะทำให้ free float ยิ่งต่ำลงไปอีกจนอาจจะไม่ผ่านเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์และยิ่งทำให้สภาพคล่องการซื้อขายหุ้นต่ำลงไปอีก ซึ่งหุ้นในข้อนี้คงจะไม่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ สิ่งที่ผู้บริหารพอจะทำได้ก็คงจะเป็นการจ่ายปันผล 100% หรือมากกว่า 100% ของกำไร คือนำกำไรสะสมมาปันผล และหากปันผลจากกำไรสะสมจนหมดแล้วเงินยังท่วมบริษัทอีกก็จะต้องลดทุนแบบในกรณีของที่ CSL ทำซึ่งผมคิดว่าเป็นตัวอย่างการบริหาร capital structure ที่ดีครับ
8 ) หุ้นบางตัวอาจจะไม่เข้าข่ายข้อ 1-7 เลย หรือเข้าข่ายบางข้อ แต่ผู้บริหารไม่มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ หรือมีมุมมองที่ conservative มาก จึงพอใจที่จะเก็บเงินสดไว้ในบริษัทจำนวนมากๆ แทนที่จะจ่ายปันผล 100% ของกำไรหรือซื้อหุ้นคืน ซึ่งเราจะเห็นได้จากหุ้นบางตัวที่นั่งทับเงินสดอยู่คือมีเงินสดมากกว่า 50% ของ market cap แต่ก็เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ซึ่งนักลงทุนที่ซื้อเหล่านี้ก็มักจะผิดหวังเพราะหุ้นเหล่านี้ก็มักจะปันผลในอัตราเท่าเดิมและสะสมเงินสดมากขึ้นทุกๆ ปี หลายคนอาจจะคิดว่าวันหนึ่งบริษัทอาจจะนำเงินสดที่มีอยู่จำนวนมากมาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้น แต่อย่าลืมว่า ที่บริษัทมีเงินสดท่วมนั้นก็เป็นเพราะที่ผ่านมาจ่ายปันผลค่อนข้างน้อยมิใช่หรือ?
9 ) เหตุผลอื่นๆ ที่ผมอาจจะยังไม่ได้นึกถึงและรอเพื่อนๆ เข้ามาเพิ่มเติมนะครับ
จากเหตุผลที่ผมพอจะนึกได้ 8 ข้อนี้ ผมคิดว่าเหตุผลข้อที่ 5 คงจะเป็นเหตุผลเดียวที่ดูดีที่สุดสำหรับหุ้นที่มี p/e 3-6 เท่าและไม่จ่ายปันผล 100% ของกำไรและไม่ซื้อหุ้นคืน ซึ่งคงถ้าเป็นเหตุผลข้อ 5 เป็นหลักๆ ข้อเดียวผมคิดว่าหุ้นตัวนั้นๆ คงจะมี p/e อยู่ที่ 3-6 เท่าได้ไม่นานนัก เหตุผลที่ดูกลางๆ คงจะเป็นข้อ 7-8 แต่ผมคิดว่าเหตุผลในข้ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ข้อ 5 นั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมหุ้นหลายๆ ตลาดจึงให้ p/e เพียงแค่ 3-6 เท่า และบางทีอาจจะเป็น p/e ที่เหมาะสมแล้วสำหรับหุ้นบางตัว และเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าหุ้นบางตัวถึงมี p/e ต่ำอยู่ตลอดหรือที่เรียกว่า always cheap หรือหุ้นถูกเรื้อรังครับ
from http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=3199&c=1&key=%E0%A7%D4%B9%B7%D8%B9%CB%C1%D8%B9%E0%C7%D5%C2%B9
My personal blog about health, hobby, stock & investment, information technology, self improvement, tax and travel.
08 ตุลาคม 2553
ดอกเบี้ยขาขึ้น ลงทุนอย่างไรดี
หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง หรือ R/P 14 วัน ขึ้นไป 0.5% แล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะมั่นใจแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศคงจะเป็นขาขึ้นแล้ว และกำลังสงสัยว่าจะลงทุนอย่างไรภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
การลงทุนอย่างแรกก็คือ การฝากเงินธนาคาร ซึ่งคนที่มีเงินออมส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารคงจะใจชื้นได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากค่อยๆ ปรับขึ้น โดยเฉพาะเงินฝากระยะยาวซึ่งผมได้ยินว่าสถาบันการเงินบางแห่งเริ่มให้อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3-4% กันแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เราได้ก็ยังติดลบ หรือพูดง่ายๆ ว่าเรายังจนลงจากการฝากธนาคารอยู่นั่นเอง
การลงทุนอย่างที่สองที่จะพูดถึงคือ การลงทุนในตราสารหนี้ คือ พันธบัตร หุ้นกู้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ออมจะต้องลงทุนผ่านกองทุนรวม เนื่องจากราคาตราสารหนี้จะแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง ดังนั้นกองทุนตราสารหนี้อาจจะมีมูลค่ากองทุนที่ลดลงได้หากดอกเบี้ยปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวๆ จะมีความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือสั้นๆ ดังนั้นกองทุนตราสารหนี้ใดที่ถือครองพันธบัตรอายุคงเหลือสั้นๆ จำนวนมากจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ดังนั้นผมเชื่อว่า ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่คงจะมีการคาดการณ์แล้วว่าดอกเบี้ยจะต้องขึ้น ดังนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนนั้นผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่คงจะไม่ถือพันธบัตรที่มีอายุยาวๆ มากเกินไปนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก และยังมีความเสี่ยงจากการปรับลดลงของราคาพันธบัตร นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมกันมากคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และไม่มีความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้มากนัก
การลงทุนอย่างสุดท้ายคือ การลงทุนในหุ้น โดยทั่วไป ผลตอบแทนของตลาดหุ้นมักจะตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยขึ้น หุ้นจะลง ถ้าดอกเบี้ยลง หุ้นจะขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่เกิน 7% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5% เนื่องจากผมเชื่อว่าทางการคงไม่อยากให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากเกินไปเนื่องจากไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจหดตัว ดังนั้นหากเรายังสามารถเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้เกิน 5% หรือปันผลต่ำกว่านั้นมีการเติบโตสูงที่น่าจะทำให้เรามีกำไรจากส่วนต่างราคาได้ 10-15% ต่อปี ผมคิดว่าหุ้นเหล่านี้ยังน่าสนใจอยู่ครับ
เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะต้อง focus ไปที่หุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยที่น่าจะทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยหรือ net interest margin สูงขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า หากการขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นจาก demand side คือเศรษฐกิจขยายตัวสูงจนทำให้ความต้องการกู้เงินสูง และเกินเงินเฟ้อ จนทำให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้น ผมเชื่อว่ากรณีนี้หุ้นแบงค์ต้องได้ประโยชน์แน่นอนครับ เพราะจะปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นอย่างปัจจุบัน ที่ดอกเบี้ยขึ้นเพราะ supply side คือ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจนเงินเฟ้อสูง จะจำเป็นเพื่อขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินไหลออกแล้วนั้น ผมมองว่าในระยะกลางถึงยาวหุ้นกลุ่มแบงค์อาจจะได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงและ NPL ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นได้ครับ
หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่นักลงทุนมักจะหันมามองเมื่อดอกเบี้ยขึ้น คือ หุ้นที่มีเงินสดในมือจำนวนมาก ซึ่งจะมีรายรับจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยครับว่าเวลานี้หุ้นที่มีเงินสดเยอะย่อมดีกว่าหุ้นที่มีหนี้เยอะแน่นอน แต่สำหรับหุ้นที่มีเงินสดเยอะช่วงหลังๆ ที่ผมเห็นหลายบริษัทมักจะเป็นหุ้นประเภทที่เติบโตช้า หรือเป็นหุ้นที่มีการปันผลต่ำมาตลอด และบางทีบริษัทเหล่านี้มักจะนำเงินสดที่มีอยู่ไปให้บริษัทแม่หรือบริษัทในเครือกู้เสียอีก ดังนั้นผมคิดว่าคงจะต้องวิเคราะห์กันอย่างรอบคอบก่อนลงทุนครับ
หุ้นอีกประเภทที่นักลงทุนควรระวังก็คือ หุ้นที่มีระยะเวลาการเก็บหนี้การค้ายาวกว่าระยะเวลาการจ่ายหนี้การค้ามากๆ คือ หุ้นที่มีการขายสินค้าโดยให้เครดิตลูกค้านานๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง โดยเฉพาะหากมียอดขายที่เพิ่มขึ้น หุ้นประเภทนี้มักจะจำเป็นต้องมีการกู้เงินจากธนาคารเป็นเงินทุนหมุนเวียน และหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหุ้นเหล่านี้เพิ่มขึ้น และการที่ปล่อยเครดิตให้ลูกค้านานๆ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็มีความเสี่ยงจากหนี้สูญอีกด้วย
ผมเชื่อว่าการที่ดอกเบี้ยขึ้นนั้นก็ไม่ได้เป็นผลลบกับหุ้นทุกตัวครับ การที่ดอกเบี้ยขึ้นจะทำให้การบริโภคชะลอตัว ซึ่งน่าจะทำให้ยอดขายของแต่ละภาคธุรกิจลดลง แต่การที่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะทำให้การลงทุนใหม่ๆ อาจจะชะลอตัวลงไป ซึ่งหมายความว่าแต่ละธุรกิจจะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ลดลง และน่าจะมีผู้ประกอบการรายเล็กออกจากธุรกิจไป ดังนั้นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่มักจะมีความแข็งแกร่งทางการเงินและธุรกิจที่สูงกว่าน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้อาจจะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมได้ครับ
ดังนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนั้น อาจจะไม่ได้มีผลอะไรมากนักสำหรับหุ้นพื้นฐานดี ที่เป็นผู้นำตลาด มีผู้บริหารที่มีความสามารถ และอาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ
from http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=2527&c=1&key=%E0%A7%D4%B9%B7%D8%B9%CB%C1%D8%B9%E0%C7%D5%C2%B9
การลงทุนอย่างแรกก็คือ การฝากเงินธนาคาร ซึ่งคนที่มีเงินออมส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารคงจะใจชื้นได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากค่อยๆ ปรับขึ้น โดยเฉพาะเงินฝากระยะยาวซึ่งผมได้ยินว่าสถาบันการเงินบางแห่งเริ่มให้อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3-4% กันแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เราได้ก็ยังติดลบ หรือพูดง่ายๆ ว่าเรายังจนลงจากการฝากธนาคารอยู่นั่นเอง
การลงทุนอย่างที่สองที่จะพูดถึงคือ การลงทุนในตราสารหนี้ คือ พันธบัตร หุ้นกู้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ออมจะต้องลงทุนผ่านกองทุนรวม เนื่องจากราคาตราสารหนี้จะแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง ดังนั้นกองทุนตราสารหนี้อาจจะมีมูลค่ากองทุนที่ลดลงได้หากดอกเบี้ยปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวๆ จะมีความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือสั้นๆ ดังนั้นกองทุนตราสารหนี้ใดที่ถือครองพันธบัตรอายุคงเหลือสั้นๆ จำนวนมากจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ดังนั้นผมเชื่อว่า ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่คงจะมีการคาดการณ์แล้วว่าดอกเบี้ยจะต้องขึ้น ดังนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนนั้นผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่คงจะไม่ถือพันธบัตรที่มีอายุยาวๆ มากเกินไปนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ในปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก และยังมีความเสี่ยงจากการปรับลดลงของราคาพันธบัตร นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมกันมากคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และไม่มีความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้มากนัก
การลงทุนอย่างสุดท้ายคือ การลงทุนในหุ้น โดยทั่วไป ผลตอบแทนของตลาดหุ้นมักจะตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยขึ้น หุ้นจะลง ถ้าดอกเบี้ยลง หุ้นจะขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่เกิน 7% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5% เนื่องจากผมเชื่อว่าทางการคงไม่อยากให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากเกินไปเนื่องจากไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจหดตัว ดังนั้นหากเรายังสามารถเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้เกิน 5% หรือปันผลต่ำกว่านั้นมีการเติบโตสูงที่น่าจะทำให้เรามีกำไรจากส่วนต่างราคาได้ 10-15% ต่อปี ผมคิดว่าหุ้นเหล่านี้ยังน่าสนใจอยู่ครับ
เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะต้อง focus ไปที่หุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยที่น่าจะทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยหรือ net interest margin สูงขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า หากการขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นจาก demand side คือเศรษฐกิจขยายตัวสูงจนทำให้ความต้องการกู้เงินสูง และเกินเงินเฟ้อ จนทำให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้น ผมเชื่อว่ากรณีนี้หุ้นแบงค์ต้องได้ประโยชน์แน่นอนครับ เพราะจะปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นอย่างปัจจุบัน ที่ดอกเบี้ยขึ้นเพราะ supply side คือ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจนเงินเฟ้อสูง จะจำเป็นเพื่อขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินไหลออกแล้วนั้น ผมมองว่าในระยะกลางถึงยาวหุ้นกลุ่มแบงค์อาจจะได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงและ NPL ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นได้ครับ
หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่นักลงทุนมักจะหันมามองเมื่อดอกเบี้ยขึ้น คือ หุ้นที่มีเงินสดในมือจำนวนมาก ซึ่งจะมีรายรับจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยครับว่าเวลานี้หุ้นที่มีเงินสดเยอะย่อมดีกว่าหุ้นที่มีหนี้เยอะแน่นอน แต่สำหรับหุ้นที่มีเงินสดเยอะช่วงหลังๆ ที่ผมเห็นหลายบริษัทมักจะเป็นหุ้นประเภทที่เติบโตช้า หรือเป็นหุ้นที่มีการปันผลต่ำมาตลอด และบางทีบริษัทเหล่านี้มักจะนำเงินสดที่มีอยู่ไปให้บริษัทแม่หรือบริษัทในเครือกู้เสียอีก ดังนั้นผมคิดว่าคงจะต้องวิเคราะห์กันอย่างรอบคอบก่อนลงทุนครับ
หุ้นอีกประเภทที่นักลงทุนควรระวังก็คือ หุ้นที่มีระยะเวลาการเก็บหนี้การค้ายาวกว่าระยะเวลาการจ่ายหนี้การค้ามากๆ คือ หุ้นที่มีการขายสินค้าโดยให้เครดิตลูกค้านานๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง โดยเฉพาะหากมียอดขายที่เพิ่มขึ้น หุ้นประเภทนี้มักจะจำเป็นต้องมีการกู้เงินจากธนาคารเป็นเงินทุนหมุนเวียน และหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหุ้นเหล่านี้เพิ่มขึ้น และการที่ปล่อยเครดิตให้ลูกค้านานๆ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็มีความเสี่ยงจากหนี้สูญอีกด้วย
ผมเชื่อว่าการที่ดอกเบี้ยขึ้นนั้นก็ไม่ได้เป็นผลลบกับหุ้นทุกตัวครับ การที่ดอกเบี้ยขึ้นจะทำให้การบริโภคชะลอตัว ซึ่งน่าจะทำให้ยอดขายของแต่ละภาคธุรกิจลดลง แต่การที่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็จะทำให้การลงทุนใหม่ๆ อาจจะชะลอตัวลงไป ซึ่งหมายความว่าแต่ละธุรกิจจะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ลดลง และน่าจะมีผู้ประกอบการรายเล็กออกจากธุรกิจไป ดังนั้นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่มักจะมีความแข็งแกร่งทางการเงินและธุรกิจที่สูงกว่าน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้อาจจะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมได้ครับ
ดังนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนั้น อาจจะไม่ได้มีผลอะไรมากนักสำหรับหุ้นพื้นฐานดี ที่เป็นผู้นำตลาด มีผู้บริหารที่มีความสามารถ และอาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ
from http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=2527&c=1&key=%E0%A7%D4%B9%B7%D8%B9%CB%C1%D8%B9%E0%C7%D5%C2%B9
Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ free cash flow
Free cash flow ( FCF ) = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน - เงินลงทุนในสินทรัพย์ ( ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ )
FCF = กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย - เงินลงทุนในสินทรัพย์ ( ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ )
สำหรับ กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน คือ กำไรสุทธิที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน ปรับด้วยรายการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ซึ่งเราจะต้องไปดูในส่วนของงบกระแสเงินสดในส่วนของ “ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ” เช่น
- กำไร ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมักเกิดจากการปรับค่าเงินในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศ
- การตั้งสำรองค่าด้อยค่าของสินทรัพย์ เช่น อาคารที่ดิน เครื่องจักร สินค้าคงเหลือ กรณีสินค้าคงเหลือต้องดูให้ดีครับ ถ้าเป็นธุรกิจที่สินค้าคงเหลือต้องหายเป็นประจำเพราะเป็นธรรมชาติธุรกิจ เช่น ค้าปลีก ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- การตั้งสำรองลูกหนี้ แต่กรณีนี้ต้องดูให้ดีเช่นกัน ถ้าเป็นธุรกิจที่หนี้สูญต้องเกิดขึ้นทุกปีเพราะเป็นธรรมชาติการทำธุรกิจ เช่น AEONTS KTC หรือบริษัทพวกสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- กำไร ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดทุกปี
ฯ ล ฯ
ส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์จะอยู่ในรายการ “ กระแสเงินสดจากการลงทุน ” ครับ
ตามทฤษฎี บางคนให้รวมเอา “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” คือรายการ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้า เข้าใน FCF ด้วย แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า หุ้นที่มีรายการดังกล่าวเป็นบวกทุกปี ก็คือหุ้นที่ขายเงินสดแต่จ่ายเจ้าหนี้เป็นเงินเชื่อ เช่น ค้าปลีก ธุรกิจบริการต่างๆ ส่วนหุ้นในภาคการผลิตมักมีรายการดังกล่าวเป็นบวกหรือลบสลับกัน แต่หากปีไหนมีการเติบโตของยอดขายมาก ก็มักจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง รายการดังกล่าวก็มักจะเป็นลบ โดยปกติผมไม่ได้รวมรายการดังกล่าวใน FCF เพราะว่า ในกรณีที่เป็นบวก ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทจะนำเงินเหล่านี้มาจ่ายปันผลได้ 100% ยกตัวอย่าง กรณีค้าปลีก เช่น SE-ED มีการขายเงินสด จ่ายเงินเชื่อ เงินสดที่อยู่ในบริษัทส่วนใหญ่จะเป็น credit จาก supplier ก็คือเงินของ supplier ดังนั้นหาก se-ed จ่ายปันผลจากเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดในมือ หาก supplier มีการดึงเงินกลับเร็วกว่ากำหนด ก็ทำให้ se-ed ขาดเงินสดได้ นอกจากนั้นการจ่ายปันผลจากเงินของ supplier ก็จะทำให้ current ratio ต่ำมากจนอยู่ในระดับอันตราย
แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่พิจารณารายการ “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” ผมให้ความสำคัญกับรายการดังกล่าวมาก เพราะเป็นตัวบอกถึง “ คุณภาพของกำไร ” ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้ เพราะบางบริษัทที่มีรายการดังกล่าวไม่ดี แม้ยอดขายจะโตมากทุกปี แต่ก็ไม่เคยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกจนน่าพอใจ เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง
ส่วนการหา FCF เพื่อดูว่าแต่ละปี บริษัทมีเงินสดสุทธิที่แท้จริงที่บริษัทสามารถนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะการจ่ายปันผล หรือ การลงทุนในอนาคต ได้ปีละเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกำไรด้วย เพราะบางบริษัท มีกำไรสูง แต่ FCF ต่ำเพราะว่าต้องใช้การลงทุนมากเพื่อเพิ่ม growth แต่บางบริษัทสามารถเพิ่ม growth ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ยกตัวอย่าง 2 บริษัท
บริษัทแรก มีกำไรปีละ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 400 ล้าน แต่ต้องลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องลงทุนเพิ่มอีก 1500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500+400-200-1500 = -800 ล้านบาท
บริษัท 2 มีกำไรปีละ 500 ล้าน ค่าเสื่อม 50 ล้าน ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลงทุน 100 ล้านเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500 + 50 -50 – 100 = 400 ล้านบาท
ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัท 1 และ 2 มีกำไรสุทธิเท่ากัน แต่มี FCF ต่างกันมาก เพราะแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย 15% ในปีหน้าเหมือนกันแต่จำนวนเงินลงทุนต่างกันมากเมื่อเทียบกับกำไรที่เท่ากัน ดังนั้นหากหุ้นทั้ง 2 ตัวมี p/e เท่ากัน เราควรซื้อหุ้นตัวที่ 2 อย่างแน่นอนครับ และโดยทั่วไปหุ้นตัวที่ 2มักจะมี p/e สูงกว่าตัวที่ 1 พอสมควร แต่นักลงทุนมักจะรู้สึกว่าหุ้นตัวที่ 2 เป็นหุ้นแพง และตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่ถูก และอาจจะติดกับดับ value trap ได้ครับเพราะหุ้นตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่มีคุณภาพกำไรต่ำครับ ลองสังเกตได้ว่า หุ้นอิเลคทรอนิกส์ หรือยานยนต์ บางตัวมีลักษณะคล้ายๆ หุ้นตัวแรกครับ
from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=2774&c=1&key=free%20cash%20flow
FCF = กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย - เงินลงทุนในสินทรัพย์ ( ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ )
สำหรับ กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน คือ กำไรสุทธิที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน ปรับด้วยรายการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ซึ่งเราจะต้องไปดูในส่วนของงบกระแสเงินสดในส่วนของ “ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ” เช่น
- กำไร ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมักเกิดจากการปรับค่าเงินในส่วนของเงินกู้ต่างประเทศ
- การตั้งสำรองค่าด้อยค่าของสินทรัพย์ เช่น อาคารที่ดิน เครื่องจักร สินค้าคงเหลือ กรณีสินค้าคงเหลือต้องดูให้ดีครับ ถ้าเป็นธุรกิจที่สินค้าคงเหลือต้องหายเป็นประจำเพราะเป็นธรรมชาติธุรกิจ เช่น ค้าปลีก ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- การตั้งสำรองลูกหนี้ แต่กรณีนี้ต้องดูให้ดีเช่นกัน ถ้าเป็นธุรกิจที่หนี้สูญต้องเกิดขึ้นทุกปีเพราะเป็นธรรมชาติการทำธุรกิจ เช่น AEONTS KTC หรือบริษัทพวกสถาบันการเงินต่างๆ ก็ไม่ต้องบวกรายการดังกล่าวกลับเข้าไปครับเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ
- กำไร ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดทุกปี
ฯ ล ฯ
ส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์จะอยู่ในรายการ “ กระแสเงินสดจากการลงทุน ” ครับ
ตามทฤษฎี บางคนให้รวมเอา “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” คือรายการ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้า เข้าใน FCF ด้วย แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า หุ้นที่มีรายการดังกล่าวเป็นบวกทุกปี ก็คือหุ้นที่ขายเงินสดแต่จ่ายเจ้าหนี้เป็นเงินเชื่อ เช่น ค้าปลีก ธุรกิจบริการต่างๆ ส่วนหุ้นในภาคการผลิตมักมีรายการดังกล่าวเป็นบวกหรือลบสลับกัน แต่หากปีไหนมีการเติบโตของยอดขายมาก ก็มักจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง รายการดังกล่าวก็มักจะเป็นลบ โดยปกติผมไม่ได้รวมรายการดังกล่าวใน FCF เพราะว่า ในกรณีที่เป็นบวก ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทจะนำเงินเหล่านี้มาจ่ายปันผลได้ 100% ยกตัวอย่าง กรณีค้าปลีก เช่น SE-ED มีการขายเงินสด จ่ายเงินเชื่อ เงินสดที่อยู่ในบริษัทส่วนใหญ่จะเป็น credit จาก supplier ก็คือเงินของ supplier ดังนั้นหาก se-ed จ่ายปันผลจากเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดในมือ หาก supplier มีการดึงเงินกลับเร็วกว่ากำหนด ก็ทำให้ se-ed ขาดเงินสดได้ นอกจากนั้นการจ่ายปันผลจากเงินของ supplier ก็จะทำให้ current ratio ต่ำมากจนอยู่ในระดับอันตราย
แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่พิจารณารายการ “ การเปลี่ยนแปลงใน working cap ( เงินทุนหมุนเวียน ) ” ผมให้ความสำคัญกับรายการดังกล่าวมาก เพราะเป็นตัวบอกถึง “ คุณภาพของกำไร ” ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้ เพราะบางบริษัทที่มีรายการดังกล่าวไม่ดี แม้ยอดขายจะโตมากทุกปี แต่ก็ไม่เคยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกจนน่าพอใจ เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง
ส่วนการหา FCF เพื่อดูว่าแต่ละปี บริษัทมีเงินสดสุทธิที่แท้จริงที่บริษัทสามารถนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะการจ่ายปันผล หรือ การลงทุนในอนาคต ได้ปีละเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกำไรด้วย เพราะบางบริษัท มีกำไรสูง แต่ FCF ต่ำเพราะว่าต้องใช้การลงทุนมากเพื่อเพิ่ม growth แต่บางบริษัทสามารถเพิ่ม growth ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ยกตัวอย่าง 2 บริษัท
บริษัทแรก มีกำไรปีละ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 400 ล้าน แต่ต้องลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องลงทุนเพิ่มอีก 1500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500+400-200-1500 = -800 ล้านบาท
บริษัท 2 มีกำไรปีละ 500 ล้าน ค่าเสื่อม 50 ล้าน ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลงทุน 100 ล้านเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500 + 50 -50 – 100 = 400 ล้านบาท
ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัท 1 และ 2 มีกำไรสุทธิเท่ากัน แต่มี FCF ต่างกันมาก เพราะแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย 15% ในปีหน้าเหมือนกันแต่จำนวนเงินลงทุนต่างกันมากเมื่อเทียบกับกำไรที่เท่ากัน ดังนั้นหากหุ้นทั้ง 2 ตัวมี p/e เท่ากัน เราควรซื้อหุ้นตัวที่ 2 อย่างแน่นอนครับ และโดยทั่วไปหุ้นตัวที่ 2มักจะมี p/e สูงกว่าตัวที่ 1 พอสมควร แต่นักลงทุนมักจะรู้สึกว่าหุ้นตัวที่ 2 เป็นหุ้นแพง และตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่ถูก และอาจจะติดกับดับ value trap ได้ครับเพราะหุ้นตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่มีคุณภาพกำไรต่ำครับ ลองสังเกตได้ว่า หุ้นอิเลคทรอนิกส์ หรือยานยนต์ บางตัวมีลักษณะคล้ายๆ หุ้นตัวแรกครับ
from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=2774&c=1&key=free%20cash%20flow
Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ current ratio
Q and A โดยคุณ Invisible hand เกี่ยวกับ current ratio
1. พี่ IH ครับ ผมอยากถามเรื่อง current ratio ครับ คือว่า ผมไปอ่าน sheet ที่เรียนเรื่อง financial ritio พบว่า หุ้น bigc มี current ratio ประมาณ 0.5 เอง แต่มาลองดู current ratio ของ IT ที่เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน พบว่าประมาณ 1.2 ก็เลยสงสัยครับว่าทำไม current ratio ของ bigc มันต่ำ ทั้งๆที่ เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน
- เราจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่าง BigC กับ IT อยู่ที่ว่า BigC นั้นสร้างอาคารของตัวเอง แต่ IT เป็นการเช่าพื้นที่ให้ศูนย์คอมฯ หรือศูนย์การค้า ดังนั้นสินทรัพย์หลักๆ ของ IT จะไม่ใช่ fixed asset ( อาคาร ) แต่จะเป็นสินค้าคงเหลือ และเงินสดเป็นหลัก ในขณะที่สินทรัพย์ของ BigC จะมีทั้งสินทรัพย์ถาวร คือ ที่ดินและอาคาร และสินทรัพย์สภาพคล่องคือ inventory อย่างไรก็ตาม การที่ BigC จะต้องมีการขยายสาขาด้วยการลงทุนสร้างอาคารไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ไม่ค่อยมีเงินสดเหลือมากนัก และอาจจะมีเงินกู้ระยะสั้นประเภท bank O/D เข้ามาด้วย จึงทำให้ current ratio ของ BigC ต่ำกว่า IT ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับครับเป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ ซึ่งเราจะเห็นเลยว่าหุ้นค้าปลีกที่เช่าพื้นที่นั้นมักจะมี current ratio ค่อนข้างสูงและมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก เช่น IT SE-ED ในขณะที่พวกที่ต้องสร้างเอง เช่น BigC HMPRO จะมี current ratio ต่ำกว่าครับ พวก HMPRO BIGC กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ( ก่อนกิจกรรมการลงทุน ) จะสูงกว่ากำไรค่อนข้างมากเพราะมีค่าเสื่อมราคาสูง ในขณะที่ SE-ED IT จะมีค่าเสื่อมราคาไม่ค่อยสูงนักครับ
2. โดยปกติ current ratio ยิ่งมาก ยิ่งดี ใช่ไหมครับ แต่กรณี bigc ทำไมมันต่ำครับ ทั้งๆที่ ตามความรู้สึกแล้ว bigc ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอยู่แล้ว
- ไม่ใช่ว่ายิ่งมายิ่งดีครับ ถ้ามากเกินไปก็สะท้อนว่าบริษัทอาจจะมีสินทรัพย์สภาพคล่องบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า หรือสินทรัพย์คงเหลือ
ถ้ามีเงินสดเกินความจำเป็นก็สะท้อนว่าบริษัทน่าจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้มากกว่านี้ หรือถ้ามีลูกหนี้การค้าหรือสินค้าคงเหลือมากเกินไปก็สะท้อนการบริหารจัดการที่ไม่ดีได้ครับ ดังนั้น current ratio ที่เหมาะสมน่าจะอยู่ประมาณ 1 บวกลบ แต่ก็แล้วแต่ธรรมชาติของการใช้สินทรัพย์ด้วยครับตามที่ตอบในข้อ 1
3 ปกติแล้วธุรกิจทั่วไปที่รับเงินเป็นเงินเชื่อจะมี current ratio น้อยขนาด 0.5-1 ได้ไหมครับ
- การดู current ratio คงจะต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ด้วยครับ เช่น ใน current asset มีรายการไหนมากรายการไหนน้อย และ current liability มีรายการไหนมาก และต้องดูประเภทธุรกิจด้วย ปกติธุรกิจที่รับรายได้เป็นเงินเชื่อก็จะมีลูกหนี้การค้าด้วย ซึ่งมักจะถูกยันอีกข้างด้วยเจ้าหนี้การค้า ซึ่งมักจะใกล้ๆ กัน แต่ถ้าจำนวนลูกหนี้การค้าน้อยแต่เจ้าหนี้การค้ามากแสดงว่าบริษัทต่อรองได้ดีหรืออาจจะเรียกได้ว่าเขี้ยว ดังนั้นตัวเลขมากน้อยคงไม่สำคัญเท่าองค์ประกอบภายในรายการครับซึ่งคงต้องขึ้นกับประเภทธุรกิจและต้องดู case by case ครับ ยกตัวอย่าง ถ้า current ratio 0.5 แล้วรายการหลักของหนี้สินหมุนเวียนคือ bank O/D ก็ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเงินสูงครับ หรือถ้า current ratio สูงกว่า 1 แต่รายการหลักคือ สินค้าคงเหลือ อันนี้ก็น่าห่วงครับ
4 ) ผมอยากทราบว่าเวลาที่สถาบันการเงินมีปัญหา ทำไมคนถึงกลัวว่าจะไปกระทบกับบริษัทที่ไปกู้เงินกับสถาบันการเงินมากเหลือเกิน ทั้งๆที่บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้เงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการมากนัก หรือ ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาก็หยุดขยายไปก่อนก็ได้
- หลายๆ บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินกู้สถาบันการเงินเป็นเงินทุนหมุนเวียน เช่น ใช้ซื้อวัตถุดิบ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารอาจจะลดวงเงินกู้ที่ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ครับ และเมื่อบริษัทหนึ่งไม่สามารถจ่ายค่าวัตถุดิบได้ บริษัทผู้ขายวัตถุดิบก็ไม่ได้ค่าสินค้า กระทบกันไปเป็นทอดๆ
อีกทั้งเวลาสถาบันการเงินล้ม เราก็ไม่ต้องไปใช้หนี้ที่เรายืมมาใช่ไหมครับ
- ต้องใช้อยู่ดีครับ ในครั้งวิกฤติปี 40 ที่ผ่านมา เมื่อสถาบันการเงินล้ม รัฐจะเข้ามาแทรกแซง สถาบันการเงินที่ล้มก็กลายเป็นของรัฐ อย่างกรณีของ ธ. นครหลวงไทย ไทยธนาคาร เป็นต้น หรือรัฐซื้อหนี้บางส่วนออกไปที่ ปรส. ดังนั้นเราก็จะกลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแทน และรัฐก็ได้ขายหนี้บางส่วนของปรส. ให้คนที่เข้าประมูลหนี้ เช่น Lehman Brother บง. เกียรตินาคิน ฯลฯ ซึ่งคนที่ประมูลหนี้เราไปก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้เราแทนครับ
บริษัทที่มีปัญหาน่าจะเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบอยู่แล้ว (ติดลบแบบทั้งๆที่ไม่ได้ลงทุนในเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม) ทำให้ต้องไปกู้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานมากกว่า
- ส่วนใหญ่บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะเป็นบริษัทที่จะต้องใช้เงินหมุนเวียน หรือเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร เป็นสินทรัพย์หลักในการดำเนินงาน บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะมีทั้งบริษัทที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี และไม่ดีปนกันครับ
5. จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ finance อยากถามว่าพวกเจ้าหนี้มันจะมีการให้ส่วนลดด้วย ไม่ทราบว่ามันจะนำมาคิดเป็นต้นทุนของเราด้วยไหมครับ ถ้าคิดคิดยังไงครับพี่เพราะถ้าจำไม่ผิด rate ต่อปีของการไม่เอาส่วนลดนั้นสูงพอควร นั่นแปลว่าควรจะเอาส่วนลดทุกครั้งไปใช่ไหมครับ
- ไม่แน่ใจว่าหมายถึงเจ้าหนี้ทางการเงินหรือเจ้าหนี้ทางการค้านะครับ
ถ้าเป็นเจ้าหนี้ทางการค้า ส่วนลดที่ให้มักจะเกิดจากการที่ supplier ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งจะลดให้มากน้อยสัมพันธ์ตามปริมาณที่ซื้อ และส่วนลดมักจะให้กันตอนปิดงวดประจำปี ดังนั้นบริษัทที่สั่งซื้อในปริมาณมากๆ ก็จะให้ส่วนลดมากกว่า ปกติส่วนลดที่ได้อย่างกรณีของบริษัทที่เป็นห้างค้าปลีกมักจะบันทึกส่วนลดที่ได้นี้ในส่วนของรายการ “ รายได้อื่น “ ครับ อย่างเช่นกรณีของ BigC
หรือบางทีส่วนลดที่เจ้าหนี้การค้าหรือผู้ขายให้กับผู้ซื้อก็คือ ส่วนลดเงินสด คือ ปกติการซื้อขายจะเป็นระบบเครดิต แต่หากผู้ซื้อจ่ายเงินสดทันทีก็จะมีส่วนลดเพิ่มให้ ดังนั้นส่วนลดที่ได้นั้น คำถามว่าควรจะเอาดีไหม ในแง่ที่เราเป็นผู้ซื้อคงจะต้องดูฐานะทางการเงินของเรา และส่วนลดที่ได้ด้วยครับ เช่น ถ้าเราไม่มีหนี้และมีเงินสดเหลืออยู่มาก ฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรก็อาจจะได้ส่วนลด 2-3% ต่อปี หากผู้ขายให้ส่วนลดเราสูงกว่าผลตอบแทนของเงินสดที่เรามี ก็น่าสนใจพิจารณาเอาส่วนลดครับ
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปบริษัทที่มีเงินสดมากๆ ก็ตามก็มักจะเลือกที่จะไม่รับส่วนลดทุกครั้งไปแม้ว่าส่วนลดที่ได้จะมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะหากรับส่วนลดทุกครั้งจะสร้างความเคยชินให้กับคนขายสินค้าให้เรากลายเป็นว่าอาจจะไปปรับราคาขายขึ้นมาเสียก่อนแล้วค่อยให้ส่วนลดเงินสดเราทีหลัง ดังนั้น บริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องมีการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าในปริมาณมากๆ จะต้องมีฝ่ายจัดซื้อที่ต่อรองเก่ง และโปร่งใสครับ ถ้าไม่โปร่งใสก็ไม่ต่างอะไรกับท่อประปาที่มีรอยแตกและทำให้น้ำรั่วดีๆ นั่นเองครับ
from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=3256&c=1&order=numtopic
1. พี่ IH ครับ ผมอยากถามเรื่อง current ratio ครับ คือว่า ผมไปอ่าน sheet ที่เรียนเรื่อง financial ritio พบว่า หุ้น bigc มี current ratio ประมาณ 0.5 เอง แต่มาลองดู current ratio ของ IT ที่เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน พบว่าประมาณ 1.2 ก็เลยสงสัยครับว่าทำไม current ratio ของ bigc มันต่ำ ทั้งๆที่ เป็นธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน
- เราจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่าง BigC กับ IT อยู่ที่ว่า BigC นั้นสร้างอาคารของตัวเอง แต่ IT เป็นการเช่าพื้นที่ให้ศูนย์คอมฯ หรือศูนย์การค้า ดังนั้นสินทรัพย์หลักๆ ของ IT จะไม่ใช่ fixed asset ( อาคาร ) แต่จะเป็นสินค้าคงเหลือ และเงินสดเป็นหลัก ในขณะที่สินทรัพย์ของ BigC จะมีทั้งสินทรัพย์ถาวร คือ ที่ดินและอาคาร และสินทรัพย์สภาพคล่องคือ inventory อย่างไรก็ตาม การที่ BigC จะต้องมีการขยายสาขาด้วยการลงทุนสร้างอาคารไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ไม่ค่อยมีเงินสดเหลือมากนัก และอาจจะมีเงินกู้ระยะสั้นประเภท bank O/D เข้ามาด้วย จึงทำให้ current ratio ของ BigC ต่ำกว่า IT ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับครับเป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ ซึ่งเราจะเห็นเลยว่าหุ้นค้าปลีกที่เช่าพื้นที่นั้นมักจะมี current ratio ค่อนข้างสูงและมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก เช่น IT SE-ED ในขณะที่พวกที่ต้องสร้างเอง เช่น BigC HMPRO จะมี current ratio ต่ำกว่าครับ พวก HMPRO BIGC กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ( ก่อนกิจกรรมการลงทุน ) จะสูงกว่ากำไรค่อนข้างมากเพราะมีค่าเสื่อมราคาสูง ในขณะที่ SE-ED IT จะมีค่าเสื่อมราคาไม่ค่อยสูงนักครับ
2. โดยปกติ current ratio ยิ่งมาก ยิ่งดี ใช่ไหมครับ แต่กรณี bigc ทำไมมันต่ำครับ ทั้งๆที่ ตามความรู้สึกแล้ว bigc ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอยู่แล้ว
- ไม่ใช่ว่ายิ่งมายิ่งดีครับ ถ้ามากเกินไปก็สะท้อนว่าบริษัทอาจจะมีสินทรัพย์สภาพคล่องบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า หรือสินทรัพย์คงเหลือ
ถ้ามีเงินสดเกินความจำเป็นก็สะท้อนว่าบริษัทน่าจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้มากกว่านี้ หรือถ้ามีลูกหนี้การค้าหรือสินค้าคงเหลือมากเกินไปก็สะท้อนการบริหารจัดการที่ไม่ดีได้ครับ ดังนั้น current ratio ที่เหมาะสมน่าจะอยู่ประมาณ 1 บวกลบ แต่ก็แล้วแต่ธรรมชาติของการใช้สินทรัพย์ด้วยครับตามที่ตอบในข้อ 1
3 ปกติแล้วธุรกิจทั่วไปที่รับเงินเป็นเงินเชื่อจะมี current ratio น้อยขนาด 0.5-1 ได้ไหมครับ
- การดู current ratio คงจะต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ด้วยครับ เช่น ใน current asset มีรายการไหนมากรายการไหนน้อย และ current liability มีรายการไหนมาก และต้องดูประเภทธุรกิจด้วย ปกติธุรกิจที่รับรายได้เป็นเงินเชื่อก็จะมีลูกหนี้การค้าด้วย ซึ่งมักจะถูกยันอีกข้างด้วยเจ้าหนี้การค้า ซึ่งมักจะใกล้ๆ กัน แต่ถ้าจำนวนลูกหนี้การค้าน้อยแต่เจ้าหนี้การค้ามากแสดงว่าบริษัทต่อรองได้ดีหรืออาจจะเรียกได้ว่าเขี้ยว ดังนั้นตัวเลขมากน้อยคงไม่สำคัญเท่าองค์ประกอบภายในรายการครับซึ่งคงต้องขึ้นกับประเภทธุรกิจและต้องดู case by case ครับ ยกตัวอย่าง ถ้า current ratio 0.5 แล้วรายการหลักของหนี้สินหมุนเวียนคือ bank O/D ก็ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเงินสูงครับ หรือถ้า current ratio สูงกว่า 1 แต่รายการหลักคือ สินค้าคงเหลือ อันนี้ก็น่าห่วงครับ
4 ) ผมอยากทราบว่าเวลาที่สถาบันการเงินมีปัญหา ทำไมคนถึงกลัวว่าจะไปกระทบกับบริษัทที่ไปกู้เงินกับสถาบันการเงินมากเหลือเกิน ทั้งๆที่บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้เงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการมากนัก หรือ ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาก็หยุดขยายไปก่อนก็ได้
- หลายๆ บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินกู้สถาบันการเงินเป็นเงินทุนหมุนเวียน เช่น ใช้ซื้อวัตถุดิบ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารอาจจะลดวงเงินกู้ที่ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ครับ และเมื่อบริษัทหนึ่งไม่สามารถจ่ายค่าวัตถุดิบได้ บริษัทผู้ขายวัตถุดิบก็ไม่ได้ค่าสินค้า กระทบกันไปเป็นทอดๆ
อีกทั้งเวลาสถาบันการเงินล้ม เราก็ไม่ต้องไปใช้หนี้ที่เรายืมมาใช่ไหมครับ
- ต้องใช้อยู่ดีครับ ในครั้งวิกฤติปี 40 ที่ผ่านมา เมื่อสถาบันการเงินล้ม รัฐจะเข้ามาแทรกแซง สถาบันการเงินที่ล้มก็กลายเป็นของรัฐ อย่างกรณีของ ธ. นครหลวงไทย ไทยธนาคาร เป็นต้น หรือรัฐซื้อหนี้บางส่วนออกไปที่ ปรส. ดังนั้นเราก็จะกลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแทน และรัฐก็ได้ขายหนี้บางส่วนของปรส. ให้คนที่เข้าประมูลหนี้ เช่น Lehman Brother บง. เกียรตินาคิน ฯลฯ ซึ่งคนที่ประมูลหนี้เราไปก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้เราแทนครับ
บริษัทที่มีปัญหาน่าจะเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบอยู่แล้ว (ติดลบแบบทั้งๆที่ไม่ได้ลงทุนในเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม) ทำให้ต้องไปกู้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานมากกว่า
- ส่วนใหญ่บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะเป็นบริษัทที่จะต้องใช้เงินหมุนเวียน หรือเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร เป็นสินทรัพย์หลักในการดำเนินงาน บริษัทที่กู้เงินธนาคารก็จะมีทั้งบริษัทที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี และไม่ดีปนกันครับ
5. จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ finance อยากถามว่าพวกเจ้าหนี้มันจะมีการให้ส่วนลดด้วย ไม่ทราบว่ามันจะนำมาคิดเป็นต้นทุนของเราด้วยไหมครับ ถ้าคิดคิดยังไงครับพี่เพราะถ้าจำไม่ผิด rate ต่อปีของการไม่เอาส่วนลดนั้นสูงพอควร นั่นแปลว่าควรจะเอาส่วนลดทุกครั้งไปใช่ไหมครับ
- ไม่แน่ใจว่าหมายถึงเจ้าหนี้ทางการเงินหรือเจ้าหนี้ทางการค้านะครับ
ถ้าเป็นเจ้าหนี้ทางการค้า ส่วนลดที่ให้มักจะเกิดจากการที่ supplier ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งจะลดให้มากน้อยสัมพันธ์ตามปริมาณที่ซื้อ และส่วนลดมักจะให้กันตอนปิดงวดประจำปี ดังนั้นบริษัทที่สั่งซื้อในปริมาณมากๆ ก็จะให้ส่วนลดมากกว่า ปกติส่วนลดที่ได้อย่างกรณีของบริษัทที่เป็นห้างค้าปลีกมักจะบันทึกส่วนลดที่ได้นี้ในส่วนของรายการ “ รายได้อื่น “ ครับ อย่างเช่นกรณีของ BigC
หรือบางทีส่วนลดที่เจ้าหนี้การค้าหรือผู้ขายให้กับผู้ซื้อก็คือ ส่วนลดเงินสด คือ ปกติการซื้อขายจะเป็นระบบเครดิต แต่หากผู้ซื้อจ่ายเงินสดทันทีก็จะมีส่วนลดเพิ่มให้ ดังนั้นส่วนลดที่ได้นั้น คำถามว่าควรจะเอาดีไหม ในแง่ที่เราเป็นผู้ซื้อคงจะต้องดูฐานะทางการเงินของเรา และส่วนลดที่ได้ด้วยครับ เช่น ถ้าเราไม่มีหนี้และมีเงินสดเหลืออยู่มาก ฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรก็อาจจะได้ส่วนลด 2-3% ต่อปี หากผู้ขายให้ส่วนลดเราสูงกว่าผลตอบแทนของเงินสดที่เรามี ก็น่าสนใจพิจารณาเอาส่วนลดครับ
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปบริษัทที่มีเงินสดมากๆ ก็ตามก็มักจะเลือกที่จะไม่รับส่วนลดทุกครั้งไปแม้ว่าส่วนลดที่ได้จะมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะหากรับส่วนลดทุกครั้งจะสร้างความเคยชินให้กับคนขายสินค้าให้เรากลายเป็นว่าอาจจะไปปรับราคาขายขึ้นมาเสียก่อนแล้วค่อยให้ส่วนลดเงินสดเราทีหลัง ดังนั้น บริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องมีการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าในปริมาณมากๆ จะต้องมีฝ่ายจัดซื้อที่ต่อรองเก่ง และโปร่งใสครับ ถ้าไม่โปร่งใสก็ไม่ต่างอะไรกับท่อประปาที่มีรอยแตกและทำให้น้ำรั่วดีๆ นั่นเองครับ
from
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=8&id=3256&c=1&order=numtopic
ความสุขที่ถูกมองข้าม (พระไพศาล วิสาโล)
คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?
คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด
แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่
แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน
ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกัน "มีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน"
พูดอีกอย่างก็คือ "คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม"
บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา
จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้งๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา
ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?
เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี
ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน
นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา
การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ
บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น
แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง
from
http://variety.teenee.com/saladharm/19741.html
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9777906/I9777906.html
ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?
คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด
แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่
แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน
ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกัน "มีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน"
พูดอีกอย่างก็คือ "คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม"
บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา
จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้งๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา
ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?
เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี
ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน
นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา
การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ
บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น
แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง
from
http://variety.teenee.com/saladharm/19741.html
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9777906/I9777906.html
06 ตุลาคม 2553
ที่สุดแห่งการตัดสินใจผิด
ทุกคนย่อมเคยตกอยู่ในสภาวะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากของสองสิ่ง หลายครั้งที่เราตัดสินใจผิดอยากย้อนเวลากลับ
ไปเพื่อตัดสินใจเลือกใหม่แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ สำหรับคนทั่วไปการตัดสินใจที่ผิดพลาดไม่ค่อยมีผลเสียหายเท่าไรนัก แต่
สำหรับนักธุรกิจแล้ว การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงเม็ดเงินหลายหมื่นล้านละลายหายไปกับ
สายลมต่อหน้าต่อตา
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆมักใช้เงินลงทุนสูงและเสี่ยงต่อการยอมรับของตลาดผู้บริโภค นักลงทุนจึงต้องมีความรอบคอบในการตัดสิน
ใจ และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือสินค้าจะติดตลาดหรือไม่ หากพิจารณาดูแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง นักลงทุนส่วน
ใหญ่จะปฏิเสธ ทำหมันโครงการเหล่านั้นโดยทันที
ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต บางครั้งบางหนพวกเขาก็ตัดสินใจผิดเมื่อปรากฏว่าบริษัทคู่แข่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่เขาเพิ่งบอก
ยกเลิกโครงการไปหมาดๆ และขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือนั่งมองตาปริบๆคิดเสียดายโอกาสทองที่ตัว
เองปล่อยให้ลอยหลุดมือไป
ของเล่นเด็ก
ปี 1876 โทรเลขเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน (Western
Union) ผูกขาดธุรกิจนี้แต่เพียงผู้เดียวในอเมริกา ต่อมาอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบล (Alexander Graham
Bell)
อเล็กซานเดอร์เสนอขายสิทธิบัตรการผลิตโทรศัพท์เป็นมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ แต่หลังจากที่พิจารณาอย่างถ้วนถี่
แล้ว วิลเลี่ยมยอมรับว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน หากแต่ว่ามันไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
ได้ มันเป็นได้อย่างมากก็แค่เพียงของเล่นเด็กเท่านั้น ไม่มีทางมาแทนที่สิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคอย่างโทรเลขได้
หลังจากที่ผิดหวังกับบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน อเล็กซานเดอร์กลับมาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จนสามารถใช้งานได้จริง เขาเปิดบริษัท
ให้บริการการสื่อสารทางโทรศัพท์และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
ทางด้านวิลเลี่ยมรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด พยายามขอซื้อกิจการจากอเล็กซานเดอร์ แต่ถึงตอนนี้อเล็กซานเดอร์ไม่คิดจะขาย
แล้วเพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าธุรกิจนี้จะทำเงินได้หลายสิบล้านดอลลาร์ วิลเลี่ยมจึงตั้งทีมวิศวกรขึ้นมาวิจัยเพื่อประดิษฐ์
โทรศัพท์แข่งกับอเล็กซานเดอร์ แต่ถูกฟ้องร้องเนื่องจากอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นทะเบียนลิขสิทธิ์เอาไว้
บริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยนพลา ดโอกาสทองไปอย่างไม่น่าให้อภัย ส่วนบริษัทเบลของอเล็กซานเดอร์เติบโตจนกลายเป็นบริษัท
ยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดบริษัทหนึ่งในอเมริกา และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน
เบียร์เห่ย
เบียร์ชลิตซ์ (Schlitz) เป็นเบียร์ยี่ห้อเก่าแก่ของอเมริกา มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งและถูกจัดอันดับให้เป็น
บริษัทผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1902 โดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือ บัดไวเซอร์ (Budweiser) จนกระทั่งถึงปี
1957 บัดไวเซอร์สามารถทำยอดขายแซงหน้าชลิตซ์ไปได้ทำให้โรเบิร์ต อีไลน์ (Robert Uihleins) เจ้าของ
เบียร์ชลิตซ์คิดหากลยุทธ์ใหม่มาช่วงชิงตำแหน่งคืน
โรเบิร์ตคิดว่าหากสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นก็จะทำให้สามารถกระจายเบียร์ชลิตช์ครอบคลุมพื้นที่ได้
มากขึ้น โอกาสที่คนจะซื้อหาเบียร์ชลิตซ์ก็มีมากขึ้น แต่การขยายโรงงานไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ อีกทั้งยังต้องใช้
เงินลงทุนสูง
ถ้าหากจะไม่ขยายโรงงานและไม่เพิ่มต้นทุน ทางออกก็คือต้องลดเวลาการบ่มเบียร์เพื่อให้ผลิตเบียร์ได้มากขึ้นในช่วง
เวลาเท่าเดิม ลดคุณภาพของส่วนผสมเพื่อให้ต้นทุนถูกลง ได้ปริมาณที่มากขึ้น คิดได้ดังนั้น โรเบิร์ตสั่งการให้ลดเวลา
การบ่มเบียร์จาก 40 วันเหลือเพียง 15 วัน ลดปริมาณบาร์เลย์และมอลต์ ให้ใช้น้ำเชื่อมจากแป้งข้าวโพดแทน
ลูกเล่นสำคัญที่จะลืมเสียไม่ได้คือเปลี่ยนวิธีบ่มจากวิธีทางธรรมชาติมาเป็นการใช้ความร้อน เพื่อการอาศัยช่องว่างของกฎหมายหลบเลี่ยงการแจ้งสูตรส่วนผสมบนฉลากข้างขวด ในที่สุดโรเบิร์ตก็สามารถผลิตเบียร์คุณภาพต่ำ ราคาถูก ได้สำเร็จ
ตามที่ต้องการ แต่สิ่งที่เขามองข้ามไปคือรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นวัตถุดิบคุณภาพต่ำทำ
ให้เบียร์เป็นตะกอนและถ้าหากทิ้งไว้หลายวันมันจะบูด ตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนนอนกอดกันกลมอยู่ที่ก้นขวด
จากเบียร์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งกลับกลายเป็นเหมือนน้ำล้างเท้า เบียร์จำนวน 10 ล้านขวดถูกส่งคืนโรงงาน แต่นั่นยังไม่
แย่เท่ากับชื่อเสียงบริษัทที่สะสมมานานถึง 100 ปี มลายหายไปเพียงชั่วข้ามคืน และไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืนมาได้ ชลิตซ์
ถึงกับต้องปิดตัวเองลงในปี 1981 โดยบริษัทสโตรฮ์ (Stroh) มารับช่วงต่อ
ขายความเสี่ยง
ปี 1970 ภาพยนตร์เรื่อง M*A*S*H เนื้อหาเกี่ยวกับทหารเสนารักษ์ปฏิบัติหน้าที่ในเกาหลีใต้ ประสบความ
สำเร็จอย่างท่วมท้น ต่อมาในปี 1972 สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการใช้ฉากและอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์
และอาศัยความสำเร็จของภาพยนตร์มาสร้างเป็นซีรี่ส์ต้นทุนต่ำโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย
M*A*S*H ที่นำมาสร้างใหม่ฉายทางโทรทัศน์ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับภาพยนตร์ มันเป็นรายการ
โทรทัศน์ของสถานีฟอกซ์เพียงรายการเดียวที่มียอดคนดูติดอันดับหนึ่ง สามปีต่อมาสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ประสบกับวิกฤต
ทางการเงิน เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อดารานำ 2 คนที่แสดงเรื่อง M*A*S*H ลาออกกลางคันเพราะได้ข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของสถานีโทรทัศน์ ส่งผลให้เรทติ้งของรายการตกลง
ผู้บริหารตัดสินใจแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยการบอกขายลิขสิทธิ์การออกอากาศล่วงหน้าภาพยนตร์ซีรี่ส์ M*A*S*H
จำนวน 7 ซีซั่น โดยมีเงื่อนไขว่าสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นจะต้องชำระเป็นเงินสดทั้งหมดในคราวเดียว แต่จะไม่
สามารถนำ M*A*S*H ไปออกอากาศได้จนกว่าจะถึงปี 1979 (หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ออกอากาศ
ไปแล้วจนครบทั้ง 7 ซีซั่น) ไม่รับประกันว่า M*A*S*H จะยังคงได้รับความนิยมเมื่อถึงปี 1979 และไม่มีการ
ยกเลิกสัญญาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ราคาขายนั้นถูกมาก เพราะสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการเงินสดหมุนเวียนโดยด่วน ราคาต่อตอนอยู่ที่เพียง 13,000
ดอลลาร์ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งยอมจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้า สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ได้เงินสดไป 25 ล้านดอลลาร์
ไม่น่าเชื่อว่า M*A*S*H ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมื่อถึงปี 1979 มันยังคงติดอันดับ 3 รายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในอเมริกา สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งที่จ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเหมือนถูกหวย เพราะถ้าหากสถานี
โทรทัศน์ฟอกซ์ขายลิขสิทธิ์ในปี 1979 ราคาจะอยู่ที่หลักหลายแสนดอลลาร์ต่อตอนเลยทีเดียว หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ
สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์เสียโอกาสที่จะได้เงินค่าลิขสิทธิ์หลายร้อยล้านดอลลาร์
ของโปรดมนุษย์ต่างดาว
หลายคนคงทราบดีว่ามีโฆษณาแฝงอยู่ในภาพยนตร์ทุกเรื่อง สินค้าแทบจะทุกชนิดที่ปรากฏอยู่บนแผ่นฟิล์มล้วนแล้ว
แต่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉากด้วยความจงใจของผู้กำกับฯโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงนำในเรื่อง ถ้าใครไม่เคย
สังเกตก็ขอให้ไปหาภาพยนตร์เรื่อง Truman Man Show มาดูเป็นตัวอย่าง เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ล้อเลียนการทำ
โฆษณาแฝงในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี
ภาพยนตร์ยอดนิยมตลอดกาลเรื่อง E.T. หรือ Extra Terrestrial ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็เช่นเดียวกัน ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ผู้แสดงจะใช้ขนมล่อ E.T. ให้เดินตาม สตีเวนติดต่อบริษัท Mars ขออนุญาตนำลูกอมช็อกโกแลต M&M มาเข้าฉาก ทั่วๆไปที่ทำกันก็คือ เจ้าของสินค้าได้โฆษณา (แฝง) ผลิตภัณฑ์ของตนในภาพยนตร์ แลกเปลี่ยนกับการช่วยโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนั้น จะเป็นการให้เงินทุนสนับสนุนหรือแทรกข้อความโปรโมตภาพยนตร์ลงในโฆษณาผลิตภัณฑ์ช่วงที่ ภาพยนตร์เข้าฉายก็ตามแต่จะตกลงกัน
จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม บริษัท Mars มองว่าภาพยนตร์เรื่อง E.T. ไม่เหมาะกับลูกอมช็อกโกแลต M&M จึง
ปฏิเสธข้อเสนออย่างไม่มีเยื่อใย สตีเวนจึงเบนเข็มไปหาบริษัท Hershey Foods เจ้าของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต
Hershey ซึ่ง Hershey Foods รีบคว้าข้อเสนอโดยทันทีและยอมควักกระเป๋า 1 ล้านดอลลาร์ช่วยค่าโปรโม
ตภาพยนตร์แลกกับการนำภาพ E.T. มาโปรโมตสินค้าตัวใหม่ Reese s Pieces
เพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง E.T. ออกฉาย ยอดขาย Reese s Pieces เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว แจ๊ก ดาวด์ (Jack Dowd) ผู้บริหาร Hershey Foods กล่าวว่า ในสถานการณ์ปรกติ หากจะเร่งยอดขาย
ขนาดนี้จะต้องใช้งบทำโฆษณาสูงถึง 15-20 ล้านดอลลาร์ แต่ Hershey Foods จ่ายไปเพียง 1 ล้านดอลลาร์
เท่านั้น ได้ยินแล้วเสียดายแทนบริษัท Mars จริงๆ
ดนตรีตกยุค
วันที่ 13 ธันวาคม 1961 ไมค์ สมิท (Mike Smith) ผู้บริหารบริษัทแผ่นเสียง Decca Records
ได้ชมการแสดงดนตรีของวัยรุ่นหน้าใหม่ 4 คนในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เขาเห็นว่าเด็กทั้ง 4 คนมีฝีไม้ลายมือใช้ได้ทีเดียว จึงชวนให้ไปทดสอบที่สตูดิโอในกรุงลอนดอน
การได้บันทึกแผ่นเสียงเป็นความฝันของนักดนตรีทุกคน วัยรุ่นทั้ง 4 คนวาดลวดลายเต็มที่ในบทเพลงท่วงทำนองต่างๆให้ผู้บริหาร Decca Records ได้ฟังตลอดเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม โดยหวังว่าจะถูกใจผู้บริหารแล้วเซ็นสัญญาให้เป็นศิลปินในสังกัด
หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิ๊ก โรว์ (Dick Rowe) หนึ่งในคณะกรรมการของ Decca Records ส่งข่าวกลับมาว่าลักษณะดนตรีของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คนนั้นใกล้เคียงกับ The Shadows วงดนตรีที่โด่งดังมากในช่วงเวลานั้น หากแต่ว่ามันกำลังจะหมดยุคสมัยของวงดนตรี 4 ชิ้นที่ประกอบด้วยกีตาร์และกลอง ที่สำคัญที่สุดคือ คณะกรรมการไม่ชอบสียงร้องของพวกเขา
หลังจากผิดหวังกับ Decca Records ผู้จัดการวงดนตรีหน้าใหม่ก็ไปติดต่อบริษัท EMI เซ็นสัญญาออกอัลบั้มชุดแรกกลางปี 1962 ซึ่งเพลงของพวกเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนติดอันดับท็อป 20 ของอังกฤษ หลังจากนั้นนักดนตรีหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและสร้างปรากฏการณ์ที่รู้จักในชื่อ Beatlemania หรือโรคคลั่งไคล้คณะสี่เต่าทอง
ใช่แล้วครับพวกเขาคือ The Beatles วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หลังจากเซ็นสัญญากับ EMI ได้เพียง 2 ปี ความต้องการซื้อแผ่นเสียงของคณะ The Beatles มีมากจน EMI ผลิตไม่ทันขาย ต้องไปจ้าง Decca Records ให้ช่วยผลิต ถึงตอนนั้นอีตา ดิ๊ก โรว์ คงได้แต่นั่งทึ้งผมตัวเองบ่นเสียดายปล่อยให้ของดีหลุดมือไป
The Beatles แยกวงไปตั้งแต่ปี 1970 แต่เทป แผ่นเสียง และ CD เพลงของพวกเขายังคงมีการผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน และถ้าจะให้บอกว่าพวกเขาประสบความสำเร็จมากขนาดไหนก็คิดเอาเองว่ามหาวิทยาลัย Liverpool Hope University เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท สาขา The Beatles โดยเฉพาะ
from
นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 268 วันที่ 17-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9773578/I9773578.html
ไปเพื่อตัดสินใจเลือกใหม่แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ สำหรับคนทั่วไปการตัดสินใจที่ผิดพลาดไม่ค่อยมีผลเสียหายเท่าไรนัก แต่
สำหรับนักธุรกิจแล้ว การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงเม็ดเงินหลายหมื่นล้านละลายหายไปกับ
สายลมต่อหน้าต่อตา
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆมักใช้เงินลงทุนสูงและเสี่ยงต่อการยอมรับของตลาดผู้บริโภค นักลงทุนจึงต้องมีความรอบคอบในการตัดสิน
ใจ และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือสินค้าจะติดตลาดหรือไม่ หากพิจารณาดูแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง นักลงทุนส่วน
ใหญ่จะปฏิเสธ ทำหมันโครงการเหล่านั้นโดยทันที
ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต บางครั้งบางหนพวกเขาก็ตัดสินใจผิดเมื่อปรากฏว่าบริษัทคู่แข่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกับที่เขาเพิ่งบอก
ยกเลิกโครงการไปหมาดๆ และขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือนั่งมองตาปริบๆคิดเสียดายโอกาสทองที่ตัว
เองปล่อยให้ลอยหลุดมือไป
ของเล่นเด็ก
ปี 1876 โทรเลขเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน (Western
Union) ผูกขาดธุรกิจนี้แต่เพียงผู้เดียวในอเมริกา ต่อมาอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบล (Alexander Graham
Bell)
อเล็กซานเดอร์เสนอขายสิทธิบัตรการผลิตโทรศัพท์เป็นมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ แต่หลังจากที่พิจารณาอย่างถ้วนถี่
แล้ว วิลเลี่ยมยอมรับว่ามันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน หากแต่ว่ามันไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
ได้ มันเป็นได้อย่างมากก็แค่เพียงของเล่นเด็กเท่านั้น ไม่มีทางมาแทนที่สิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคอย่างโทรเลขได้
หลังจากที่ผิดหวังกับบริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยน อเล็กซานเดอร์กลับมาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จนสามารถใช้งานได้จริง เขาเปิดบริษัท
ให้บริการการสื่อสารทางโทรศัพท์และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
ทางด้านวิลเลี่ยมรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด พยายามขอซื้อกิจการจากอเล็กซานเดอร์ แต่ถึงตอนนี้อเล็กซานเดอร์ไม่คิดจะขาย
แล้วเพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าธุรกิจนี้จะทำเงินได้หลายสิบล้านดอลลาร์ วิลเลี่ยมจึงตั้งทีมวิศวกรขึ้นมาวิจัยเพื่อประดิษฐ์
โทรศัพท์แข่งกับอเล็กซานเดอร์ แต่ถูกฟ้องร้องเนื่องจากอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นทะเบียนลิขสิทธิ์เอาไว้
บริษัทเวสเทิร์นยูเนี่ยนพลา ดโอกาสทองไปอย่างไม่น่าให้อภัย ส่วนบริษัทเบลของอเล็กซานเดอร์เติบโตจนกลายเป็นบริษัท
ยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดบริษัทหนึ่งในอเมริกา และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน
เบียร์เห่ย
เบียร์ชลิตซ์ (Schlitz) เป็นเบียร์ยี่ห้อเก่าแก่ของอเมริกา มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งและถูกจัดอันดับให้เป็น
บริษัทผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1902 โดยมีคู่แข่งที่สำคัญคือ บัดไวเซอร์ (Budweiser) จนกระทั่งถึงปี
1957 บัดไวเซอร์สามารถทำยอดขายแซงหน้าชลิตซ์ไปได้ทำให้โรเบิร์ต อีไลน์ (Robert Uihleins) เจ้าของ
เบียร์ชลิตซ์คิดหากลยุทธ์ใหม่มาช่วงชิงตำแหน่งคืน
โรเบิร์ตคิดว่าหากสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นก็จะทำให้สามารถกระจายเบียร์ชลิตช์ครอบคลุมพื้นที่ได้
มากขึ้น โอกาสที่คนจะซื้อหาเบียร์ชลิตซ์ก็มีมากขึ้น แต่การขยายโรงงานไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ อีกทั้งยังต้องใช้
เงินลงทุนสูง
ถ้าหากจะไม่ขยายโรงงานและไม่เพิ่มต้นทุน ทางออกก็คือต้องลดเวลาการบ่มเบียร์เพื่อให้ผลิตเบียร์ได้มากขึ้นในช่วง
เวลาเท่าเดิม ลดคุณภาพของส่วนผสมเพื่อให้ต้นทุนถูกลง ได้ปริมาณที่มากขึ้น คิดได้ดังนั้น โรเบิร์ตสั่งการให้ลดเวลา
การบ่มเบียร์จาก 40 วันเหลือเพียง 15 วัน ลดปริมาณบาร์เลย์และมอลต์ ให้ใช้น้ำเชื่อมจากแป้งข้าวโพดแทน
ลูกเล่นสำคัญที่จะลืมเสียไม่ได้คือเปลี่ยนวิธีบ่มจากวิธีทางธรรมชาติมาเป็นการใช้ความร้อน เพื่อการอาศัยช่องว่างของกฎหมายหลบเลี่ยงการแจ้งสูตรส่วนผสมบนฉลากข้างขวด ในที่สุดโรเบิร์ตก็สามารถผลิตเบียร์คุณภาพต่ำ ราคาถูก ได้สำเร็จ
ตามที่ต้องการ แต่สิ่งที่เขามองข้ามไปคือรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นวัตถุดิบคุณภาพต่ำทำ
ให้เบียร์เป็นตะกอนและถ้าหากทิ้งไว้หลายวันมันจะบูด ตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนนอนกอดกันกลมอยู่ที่ก้นขวด
จากเบียร์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งกลับกลายเป็นเหมือนน้ำล้างเท้า เบียร์จำนวน 10 ล้านขวดถูกส่งคืนโรงงาน แต่นั่นยังไม่
แย่เท่ากับชื่อเสียงบริษัทที่สะสมมานานถึง 100 ปี มลายหายไปเพียงชั่วข้ามคืน และไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืนมาได้ ชลิตซ์
ถึงกับต้องปิดตัวเองลงในปี 1981 โดยบริษัทสโตรฮ์ (Stroh) มารับช่วงต่อ
ขายความเสี่ยง
ปี 1970 ภาพยนตร์เรื่อง M*A*S*H เนื้อหาเกี่ยวกับทหารเสนารักษ์ปฏิบัติหน้าที่ในเกาหลีใต้ ประสบความ
สำเร็จอย่างท่วมท้น ต่อมาในปี 1972 สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการใช้ฉากและอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์
และอาศัยความสำเร็จของภาพยนตร์มาสร้างเป็นซีรี่ส์ต้นทุนต่ำโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย
M*A*S*H ที่นำมาสร้างใหม่ฉายทางโทรทัศน์ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับภาพยนตร์ มันเป็นรายการ
โทรทัศน์ของสถานีฟอกซ์เพียงรายการเดียวที่มียอดคนดูติดอันดับหนึ่ง สามปีต่อมาสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ประสบกับวิกฤต
ทางการเงิน เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อดารานำ 2 คนที่แสดงเรื่อง M*A*S*H ลาออกกลางคันเพราะได้ข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของสถานีโทรทัศน์ ส่งผลให้เรทติ้งของรายการตกลง
ผู้บริหารตัดสินใจแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยการบอกขายลิขสิทธิ์การออกอากาศล่วงหน้าภาพยนตร์ซีรี่ส์ M*A*S*H
จำนวน 7 ซีซั่น โดยมีเงื่อนไขว่าสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นจะต้องชำระเป็นเงินสดทั้งหมดในคราวเดียว แต่จะไม่
สามารถนำ M*A*S*H ไปออกอากาศได้จนกว่าจะถึงปี 1979 (หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ออกอากาศ
ไปแล้วจนครบทั้ง 7 ซีซั่น) ไม่รับประกันว่า M*A*S*H จะยังคงได้รับความนิยมเมื่อถึงปี 1979 และไม่มีการ
ยกเลิกสัญญาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ราคาขายนั้นถูกมาก เพราะสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ต้องการเงินสดหมุนเวียนโดยด่วน ราคาต่อตอนอยู่ที่เพียง 13,000
ดอลลาร์ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งยอมจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้า สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ได้เงินสดไป 25 ล้านดอลลาร์
ไม่น่าเชื่อว่า M*A*S*H ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เมื่อถึงปี 1979 มันยังคงติดอันดับ 3 รายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในอเมริกา สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งที่จ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเหมือนถูกหวย เพราะถ้าหากสถานี
โทรทัศน์ฟอกซ์ขายลิขสิทธิ์ในปี 1979 ราคาจะอยู่ที่หลักหลายแสนดอลลาร์ต่อตอนเลยทีเดียว หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ
สถานีโทรทัศน์ฟอกซ์เสียโอกาสที่จะได้เงินค่าลิขสิทธิ์หลายร้อยล้านดอลลาร์
ของโปรดมนุษย์ต่างดาว
หลายคนคงทราบดีว่ามีโฆษณาแฝงอยู่ในภาพยนตร์ทุกเรื่อง สินค้าแทบจะทุกชนิดที่ปรากฏอยู่บนแผ่นฟิล์มล้วนแล้ว
แต่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉากด้วยความจงใจของผู้กำกับฯโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงนำในเรื่อง ถ้าใครไม่เคย
สังเกตก็ขอให้ไปหาภาพยนตร์เรื่อง Truman Man Show มาดูเป็นตัวอย่าง เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ล้อเลียนการทำ
โฆษณาแฝงในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี
ภาพยนตร์ยอดนิยมตลอดกาลเรื่อง E.T. หรือ Extra Terrestrial ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็เช่นเดียวกัน ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ผู้แสดงจะใช้ขนมล่อ E.T. ให้เดินตาม สตีเวนติดต่อบริษัท Mars ขออนุญาตนำลูกอมช็อกโกแลต M&M มาเข้าฉาก ทั่วๆไปที่ทำกันก็คือ เจ้าของสินค้าได้โฆษณา (แฝง) ผลิตภัณฑ์ของตนในภาพยนตร์ แลกเปลี่ยนกับการช่วยโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนั้น จะเป็นการให้เงินทุนสนับสนุนหรือแทรกข้อความโปรโมตภาพยนตร์ลงในโฆษณาผลิตภัณฑ์ช่วงที่ ภาพยนตร์เข้าฉายก็ตามแต่จะตกลงกัน
จะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม บริษัท Mars มองว่าภาพยนตร์เรื่อง E.T. ไม่เหมาะกับลูกอมช็อกโกแลต M&M จึง
ปฏิเสธข้อเสนออย่างไม่มีเยื่อใย สตีเวนจึงเบนเข็มไปหาบริษัท Hershey Foods เจ้าของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต
Hershey ซึ่ง Hershey Foods รีบคว้าข้อเสนอโดยทันทีและยอมควักกระเป๋า 1 ล้านดอลลาร์ช่วยค่าโปรโม
ตภาพยนตร์แลกกับการนำภาพ E.T. มาโปรโมตสินค้าตัวใหม่ Reese s Pieces
เพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง E.T. ออกฉาย ยอดขาย Reese s Pieces เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว แจ๊ก ดาวด์ (Jack Dowd) ผู้บริหาร Hershey Foods กล่าวว่า ในสถานการณ์ปรกติ หากจะเร่งยอดขาย
ขนาดนี้จะต้องใช้งบทำโฆษณาสูงถึง 15-20 ล้านดอลลาร์ แต่ Hershey Foods จ่ายไปเพียง 1 ล้านดอลลาร์
เท่านั้น ได้ยินแล้วเสียดายแทนบริษัท Mars จริงๆ
ดนตรีตกยุค
วันที่ 13 ธันวาคม 1961 ไมค์ สมิท (Mike Smith) ผู้บริหารบริษัทแผ่นเสียง Decca Records
ได้ชมการแสดงดนตรีของวัยรุ่นหน้าใหม่ 4 คนในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เขาเห็นว่าเด็กทั้ง 4 คนมีฝีไม้ลายมือใช้ได้ทีเดียว จึงชวนให้ไปทดสอบที่สตูดิโอในกรุงลอนดอน
การได้บันทึกแผ่นเสียงเป็นความฝันของนักดนตรีทุกคน วัยรุ่นทั้ง 4 คนวาดลวดลายเต็มที่ในบทเพลงท่วงทำนองต่างๆให้ผู้บริหาร Decca Records ได้ฟังตลอดเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม โดยหวังว่าจะถูกใจผู้บริหารแล้วเซ็นสัญญาให้เป็นศิลปินในสังกัด
หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิ๊ก โรว์ (Dick Rowe) หนึ่งในคณะกรรมการของ Decca Records ส่งข่าวกลับมาว่าลักษณะดนตรีของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คนนั้นใกล้เคียงกับ The Shadows วงดนตรีที่โด่งดังมากในช่วงเวลานั้น หากแต่ว่ามันกำลังจะหมดยุคสมัยของวงดนตรี 4 ชิ้นที่ประกอบด้วยกีตาร์และกลอง ที่สำคัญที่สุดคือ คณะกรรมการไม่ชอบสียงร้องของพวกเขา
หลังจากผิดหวังกับ Decca Records ผู้จัดการวงดนตรีหน้าใหม่ก็ไปติดต่อบริษัท EMI เซ็นสัญญาออกอัลบั้มชุดแรกกลางปี 1962 ซึ่งเพลงของพวกเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนติดอันดับท็อป 20 ของอังกฤษ หลังจากนั้นนักดนตรีหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและสร้างปรากฏการณ์ที่รู้จักในชื่อ Beatlemania หรือโรคคลั่งไคล้คณะสี่เต่าทอง
ใช่แล้วครับพวกเขาคือ The Beatles วงดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก หลังจากเซ็นสัญญากับ EMI ได้เพียง 2 ปี ความต้องการซื้อแผ่นเสียงของคณะ The Beatles มีมากจน EMI ผลิตไม่ทันขาย ต้องไปจ้าง Decca Records ให้ช่วยผลิต ถึงตอนนั้นอีตา ดิ๊ก โรว์ คงได้แต่นั่งทึ้งผมตัวเองบ่นเสียดายปล่อยให้ของดีหลุดมือไป
The Beatles แยกวงไปตั้งแต่ปี 1970 แต่เทป แผ่นเสียง และ CD เพลงของพวกเขายังคงมีการผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน และถ้าจะให้บอกว่าพวกเขาประสบความสำเร็จมากขนาดไหนก็คิดเอาเองว่ามหาวิทยาลัย Liverpool Hope University เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท สาขา The Beatles โดยเฉพาะ
from
นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 268 วันที่ 17-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9773578/I9773578.html
05 ตุลาคม 2553
เมื่อคิดให้ดีหุ้นนี้ประหลาด.. บุพเพและสันนิวาส
เมื่อคิดให้ดีหุ้นนี้ประหลาด
กองทุน โบรคฯ อาละวาด
กวาดแมงเม่าซะจนเป็นลม
รายใหญ่รายย่อยติดดอยระงม
คอยหาทางลงเรื่อยไป
Offer ขวางหน้า Bid หนาขวางกั้น
จ้าวมือยังสรรค์ประสบให้ได้พบ Matched จนได้
ห่างกันแค่ไหน Bid สูงบังกั้นไว้
แม่มยังได้หุ้นมา
* ศึกแห่ง Money หุ้นไม่มีพรมแดน
หุ้นไม่มีศาสนา
แม้นใครบุญญาได้หุ้นดีมา
บวกกระจายพาชื่นใจ
** หุ้นเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ
DW เช่นนั้นให้โทษ
จะไปโกรธโทษจ้าวไม่ได้
ไม่ใช่เซียนหุ้นหรือต่างชาติแน่ไซร้ เงินจึงได้แรมลา..
( *,** )
from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9767047/I9767047.html
กองทุน โบรคฯ อาละวาด
กวาดแมงเม่าซะจนเป็นลม
รายใหญ่รายย่อยติดดอยระงม
คอยหาทางลงเรื่อยไป
Offer ขวางหน้า Bid หนาขวางกั้น
จ้าวมือยังสรรค์ประสบให้ได้พบ Matched จนได้
ห่างกันแค่ไหน Bid สูงบังกั้นไว้
แม่มยังได้หุ้นมา
* ศึกแห่ง Money หุ้นไม่มีพรมแดน
หุ้นไม่มีศาสนา
แม้นใครบุญญาได้หุ้นดีมา
บวกกระจายพาชื่นใจ
** หุ้นเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ
DW เช่นนั้นให้โทษ
จะไปโกรธโทษจ้าวไม่ได้
ไม่ใช่เซียนหุ้นหรือต่างชาติแน่ไซร้ เงินจึงได้แรมลา..
( *,** )
from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9767047/I9767047.html
04 ตุลาคม 2553
CLASSIC GAME : ROCKMAN 3
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
| |||
|
from http://fwmail.teenee.com/etc/34534.html
03 ตุลาคม 2553
อย่าโทษคนอื่น
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ (13 เมษายน 2550)
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักคิดว่าตนเองมักทำอะไรถูกต้องอยู่เสมอ ไม่ค่อยทำอะไรผิดพลาด การคิดว่าตนเองถูกต้อง เสมอนั้นเป็นกลไกป้องกันตนเองอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อ อาทิตย์ที่ผ่าน มา มีผู้อ่านท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ได้ซื้อหุ้นบริษัทหนึ่งตามผู้เขียน เพราะคิดว่าเป็นหุ้นดี แต่ทำไมราคาหุ้นลดลงทุกวัน จะทำอย่างไรดี เมื่อถูกถามว่าถือหุ้นมานานแค่ไหนแล้ว ผู้อ่านท่านนั้นบอกว่าถือมาแล้วประมาณห้าเดือน ราคาหุ้นไม่ไปไหนสักที ไหนบอกว่าเป็นหุ้นที่ดี
ข้าพเจ้า บอกว่า ราคาหุ้นลดลงนั้นสาเหตุจากอะไรไม่สามารถทราบได้ รู้แต่ว่าถือหุ้นนี้เพียงห้าเดือนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่ราคาหุ้นจะลดลง แต่ถ้าถือสักห้าปี โอกาสขาดทุนจากการลงทุนจะลดลง
เขา ถามต่อว่า จะทำอย่างไรดี ซึ่งข้าพเจ้ายังยืนยันเช่นเดิมว่า ถ้าถือหุ้นบริษัทนี้สักห้าปีคงไม่ขาดทุน เมื่อได้ยินดังนั้นผู้อ่านท่านนั้นจึงทำหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้วก็ล่าถอยไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนพบว่า มีนักลงทุนจำนวนมากพยายามเสาะหาว่านักลงทุนคนอื่นๆ ซื้อ หรือถือหุ้นอะไรใน ช่วงนั้น และมักซื้อตามโดยไม่ได้ศีกษาบริษัทดังกล่าวนั้นดีพอ โดยคิดว่าเมื่อซื้อแล้วถ้าเป็นหุ้นดี ราคาหุ้นต้องขึ้น แต่เมื่อซื้อแล้ว ราคาหุ้นกลับลดลง มักทำอะไรไม่ถูก และพยายามปัดความรับผิดชอบออกจากตัว โดยโทษนักลงทุนคนอื่นๆที่แนะนำหุ้นดังกล่าว
แต่ ในความเป็นจริง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความผิดพลาดจากการลงทุนทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่มีใครมาบังคับให้เราซื้อหุ้นนั้นๆ เราตัดสินใจซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วราคาหุ้นลดลง เรามักโทษคนอื่นว่าแนะนำหุ้นที่ไม่ดีทำให้เราขาดทุน
นัก ลงทุนที่ประสบความ สำเร็จนั้น ไม่มีใครไม่เคยขาดทุนมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเหล่านั้นแตกต่างจากคนอื่นๆคือ เรื่องของจิตวิทยาการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักยอมรับว่าความผิดพลาดจากการลงทุนที่เกิดขึ้น นั้นเกิดจากตนเอง แทนที่จะโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่น เมื่อนักลงทุนคิดว่าตนเองนั้นผิดพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเพิ่มประสบการณ์ในการลงทุนและปรับปรุงวิธีการลงทุนให้ รอบคอบยิ่งขึ้นสำหรับการลงทุนครั้งต่อไปในอนาคต
ถ้า นักลงทุนมักแต่โทษ คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเป็นความผิดพลาดของตนเอง นักลงทุนเหล่านั้นมักไม่ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุนของตนให้ดีขึ้น และมักทำอะไรผิดพลาดเช่นเดิมอีกในอนาคต
การ ยอมรับความผิดพลาด นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของมนุษย์อยู่มากพอสมควรทีเดียว เพราะกลไกป้องกันตนเองในการไม่ยอมรับความผิดนั้นถูกฝังรากลึกในจิตใจของเรา ตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเป็นเด็กถ้าเราทำผิด เรามักจะถูกทำโทษ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะไม่ถูกทำโทษก็คือการไม่ยอมรับความผิด โดยการโยนความผิดให้กับสิ่งอื่นๆแทน เพื่อที่เราจะรอดพ้นจากการถูกทำโทษได้
จาก ประสบการณ์ต่างๆใน วัยเด็ก ทำให้เราปฏิบัติเช่นนั้นมาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงวิธีการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราทำผิดพลาดในการซื้อหุ้นตามคนอื่นๆแล้วขาดทุนขึ้นมา แทนที่จะโทษคนอื่นๆว่าทำให้เราขาดทุนนัก ลงทุนควรยอมรับความ จริงว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นบริษัทนั้นดีพอ รวมทั้งจะต้องปรับปรุงวิธีการหรือหลักการการลงทุนของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ในอนาคต
from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9759328/I9759328.html
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักคิดว่าตนเองมักทำอะไรถูกต้องอยู่เสมอ ไม่ค่อยทำอะไรผิดพลาด การคิดว่าตนเองถูกต้อง เสมอนั้นเป็นกลไกป้องกันตนเองอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อ อาทิตย์ที่ผ่าน มา มีผู้อ่านท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ได้ซื้อหุ้นบริษัทหนึ่งตามผู้เขียน เพราะคิดว่าเป็นหุ้นดี แต่ทำไมราคาหุ้นลดลงทุกวัน จะทำอย่างไรดี เมื่อถูกถามว่าถือหุ้นมานานแค่ไหนแล้ว ผู้อ่านท่านนั้นบอกว่าถือมาแล้วประมาณห้าเดือน ราคาหุ้นไม่ไปไหนสักที ไหนบอกว่าเป็นหุ้นที่ดี
ข้าพเจ้า บอกว่า ราคาหุ้นลดลงนั้นสาเหตุจากอะไรไม่สามารถทราบได้ รู้แต่ว่าถือหุ้นนี้เพียงห้าเดือนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่ราคาหุ้นจะลดลง แต่ถ้าถือสักห้าปี โอกาสขาดทุนจากการลงทุนจะลดลง
เขา ถามต่อว่า จะทำอย่างไรดี ซึ่งข้าพเจ้ายังยืนยันเช่นเดิมว่า ถ้าถือหุ้นบริษัทนี้สักห้าปีคงไม่ขาดทุน เมื่อได้ยินดังนั้นผู้อ่านท่านนั้นจึงทำหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้วก็ล่าถอยไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนพบว่า มีนักลงทุนจำนวนมากพยายามเสาะหาว่านักลงทุนคนอื่นๆ ซื้อ หรือถือหุ้นอะไรใน ช่วงนั้น และมักซื้อตามโดยไม่ได้ศีกษาบริษัทดังกล่าวนั้นดีพอ โดยคิดว่าเมื่อซื้อแล้วถ้าเป็นหุ้นดี ราคาหุ้นต้องขึ้น แต่เมื่อซื้อแล้ว ราคาหุ้นกลับลดลง มักทำอะไรไม่ถูก และพยายามปัดความรับผิดชอบออกจากตัว โดยโทษนักลงทุนคนอื่นๆที่แนะนำหุ้นดังกล่าว
แต่ ในความเป็นจริง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความผิดพลาดจากการลงทุนทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่มีใครมาบังคับให้เราซื้อหุ้นนั้นๆ เราตัดสินใจซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วราคาหุ้นลดลง เรามักโทษคนอื่นว่าแนะนำหุ้นที่ไม่ดีทำให้เราขาดทุน
นัก ลงทุนที่ประสบความ สำเร็จนั้น ไม่มีใครไม่เคยขาดทุนมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเหล่านั้นแตกต่างจากคนอื่นๆคือ เรื่องของจิตวิทยาการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักยอมรับว่าความผิดพลาดจากการลงทุนที่เกิดขึ้น นั้นเกิดจากตนเอง แทนที่จะโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่น เมื่อนักลงทุนคิดว่าตนเองนั้นผิดพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเพิ่มประสบการณ์ในการลงทุนและปรับปรุงวิธีการลงทุนให้ รอบคอบยิ่งขึ้นสำหรับการลงทุนครั้งต่อไปในอนาคต
ถ้า นักลงทุนมักแต่โทษ คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเป็นความผิดพลาดของตนเอง นักลงทุนเหล่านั้นมักไม่ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุนของตนให้ดีขึ้น และมักทำอะไรผิดพลาดเช่นเดิมอีกในอนาคต
การ ยอมรับความผิดพลาด นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของมนุษย์อยู่มากพอสมควรทีเดียว เพราะกลไกป้องกันตนเองในการไม่ยอมรับความผิดนั้นถูกฝังรากลึกในจิตใจของเรา ตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเป็นเด็กถ้าเราทำผิด เรามักจะถูกทำโทษ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะไม่ถูกทำโทษก็คือการไม่ยอมรับความผิด โดยการโยนความผิดให้กับสิ่งอื่นๆแทน เพื่อที่เราจะรอดพ้นจากการถูกทำโทษได้
จาก ประสบการณ์ต่างๆใน วัยเด็ก ทำให้เราปฏิบัติเช่นนั้นมาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงวิธีการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราทำผิดพลาดในการซื้อหุ้นตามคนอื่นๆแล้วขาดทุนขึ้นมา แทนที่จะโทษคนอื่นๆว่าทำให้เราขาดทุนนัก ลงทุนควรยอมรับความ จริงว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นบริษัทนั้นดีพอ รวมทั้งจะต้องปรับปรุงวิธีการหรือหลักการการลงทุนของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ในอนาคต
from http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9759328/I9759328.html
พอใจเมื่อได้มา ยอมรับเมื่อเสียไป
บุญชูได้เลขดีมาเขาจึงซื้อหวยใต้ดิน ๑๕ บาท เที่ยวนี้โชคเป็นของเขา เขาถูกหวยเลขท้าย ๓ ตัว ได้เงินมา ๖๐๐ บาท เขาดีใจจนยิ้มแก้มปริ แต่เมื่อเจอสาครเพื่อนร่วมก๊วน เขาหุบยิ้มทันทีที่รู้ว่าสาครก็ถูกหวยตัวเดียวกัน แถมได้เงินถึง ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาซึมไปค่อนวันทีเดียว เพราะอดโมโหตัวเองไม่ได้ว่าทำไมฉันไม่แทงให้มากกว่านี้
ใคร ๆ ก็อยากได้ลาภ แต่การได้ลาภมาฟรี ๆ ก็ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขเสมอไป หากวางใจไม่เป็นก็ทำให้ทุกข์ได้ โดยเฉพาะเมื่อไปเปรียบเทียบกับคนที่ได้มากกว่า
คนเรามักจะทุกข์เพราะการเปรียบเทียบ ไม่ว่ากับคนอื่น กับสภาพตัวเองในอดีต หรือกับความแปรเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในภายหลัง
น .พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม เป็นนักเล่นหุ้นมืออาชีพ เขาเล่าว่าวันหนึ่งได้คุยกับคุณป้าที่เป็นนักเล่นหุ้นเหมือนกัน คุณป้าเปิดเผยว่าช่วงนี้เธอขายหุ้นได้กำไร ๑๐ ล้านบาท เขาจึงแสดงความยินดีกับคุณป้า แต่เธอกลับมีสีหน้าเศร้าหมอง แล้วตอบว่า ดีใจอะไรล่ะ ป้าเสียใจมากเลย เพราะถ้าตอนนั้นไม่ขาย แต่มาขายวันนี้ ป้าจะได้กำไรถึง ๒๐ ล้านบาท
น.พ.ยรรยงเล่าต่อว่าหลังจากวันนั้นคุณป้าก็หายหน้าไป สอบถามก็ได้ความว่าเธอล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล
ได้กำไรถึง ๑๐ ล้านบาทก็ยังทำให้เป็นทุกข์ได้ ตราบใดที่คิดว่าตนเอง “น่าจะ”ได้มากกว่านี้ แต่ก็น่าสงสัยว่าหากคุณป้าเปลี่ยนใจไม่ขายวันนั้น แต่ขายวันนี้แล้วได้กำไร ๒๐ ล้านบาท คุณป้าจะดีใจไปได้นานเท่าใด หากพรุ่งนี้พบว่าราคาหุ้นพุ่งขึ้นอีกและถ้าขายก็จะได้กำไร ๓๐ ล้านบาท
ความคิดว่าตนเอง “น่าจะ”ได้มากกว่านี้ ทำให้เราไม่เคยพอใจสิ่งที่ได้มาเลย เพราะไม่ว่าได้มาเท่าไร ก็มักมีเหตุผลต่าง ๆ นานาให้คิดว่าเราน่าจะได้มากกว่านั้นอยู่ตลอด เช่น คนอื่นเขายังได้มากกว่าฉัน แต่ก่อนฉันได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ขายตอนนั้นป่านนี้ฉันรวยอู้ฟู่ไปแล้ว ฉันทำงานหนักกว่าคนอื่นทำไมได้แค่นี้ ฯลฯ
คนอย่างบุญชูไม่มีความสุขกับ ๖๐๐ บาทที่ได้มาก็เพราะคิดว่า ๒,๐๐๐ บาทต่างหากคือเงินที่ตัวเองน่าจะได้หากเพียงแต่ลงเงินแทง ๕๐ บาทเหมือนอย่างสาคร แต่ก็น่าสงสัยว่าถ้าเขาได้ ๒,๐๐๐ บาทเขาจะมีความสุขหรือหากรู้ว่าเพื่อนอีกคนได้มา ๖,๐๐๐ บาทจากหวยตัวเดียวกัน
สำหรับนักช็อปปิ้ง ถึงแม้จะซื้อได้ของถูก แต่ความดีใจจะเปลี่ยนเป็นความเสียใจทันทีที่คิดว่าฉันน่าจะซื้อได้ถูกกว่านี้ อะไรเป็นเหตุให้คิดแบบนี้หากไม่ใช่เป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ซื้อได้ถูกกว่าตน
ในขณะที่ “ความน่าจะ”ทำให้เราไม่เคยพอใจในสิ่งที่ได้มา “ความไม่น่าจะ”ก็ทำให้เราเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นกับสิ่งที่เสียไป
ผู้คนเป็นอันมากเสียทรัพย์แล้ว ก็ยังเสียใจไม่สร่างก็เพราะเอาแต่คิดว่าฉันไม่น่าจะให้เขายืมเงินเลย ฉันไม่น่าจะวางกระเป๋าไว้ตรงนั้นเลย ฯลฯ เสียคนรักหรือเสียสุขภาพก็เช่นกัน สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจหนักขึ้นก็คือความคิดที่ว่าฉันไม่น่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เลย ใช่หรือไม่ว่าทุกครั้งที่เราอุทธรณ์ร้องบ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ?” เรากำลังคิดว่าเหตุร้ายไม่น่าจะเกิดขึ้นกับฉันเลย
“ความน่าจะ”หรือ “ความไม่น่าจะ” มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรายังสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ หรือสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ป่วยการจะคิดถึงว่ามันน่าจะดีกว่านี้ หรือมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะคิดแล้วก็เป็นทุกข์เปล่า ๆ นอกจากทำให้เราไม่พอใจในสิ่งดี ๆ ที่ ได้มาแล้ว ยังทำให้เราไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แทนที่จะหาทาแก้ไข ก็มัวแต่กลัดกลุ้ม แทนที่จะใคร่ครวญหาทางออกหรือสรุปบทเรียน ก็กลับคร่ำครวญฟูมฟาย
อดีตนั้นผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึงว่าเราน่าจะทำอย่างนี้ ไม่น่าจะทำอย่างนั้น หากพอใจสิ่งดี ๆ ที่ได้มา และยอมรับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น เราจะมีความสุขกับปัจจุบันได้มากขึ้น
from
http://www.visalo.org/article/Image255111.htm
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9759399/I9759399.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
หมากฮอส เป็นกีฬาหมากกระดานประเภทหนึ่ง ประกอบด้วยผู้เล่น 2 ฝ่าย อุปกรณ์การเล่น ได้แก่ กระดานและตัวหมาก ...
-
ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำ...
-
แผนการลงทุนระยะยาวต่อจากนี้ไปของผมนั้นก็คือ การถือหุ้นเวียตนามประมาณ 30% บวกลบ หุ้นไทยประมาณ 30% บวกลบ และ “หุ้นโลก” ซึ่งในขั้นนี้ส่วนใหญ่...
-
ความก้าวหน้าของ AI ในการคิด วิเคราะห์ และประเมินมูลค่าพื้นฐานของตัวหุ้นหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากมายในการลงทุนนั้น ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังดี...
-
เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน มีคนเคยเล่าว่า ตอนเขาไปงานประชุมการ “ลงทุน” ในอเมริกา “บิล เกตส์” เป็นวิทยากร แล้วเขาก็ถ...
-
กระแส “AI” ของโลก ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัว ChatGPT ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยี “ทั่วโลก” โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลย...
-
วันที่ 19 เมษายน 1951 ดักลาส แม็คอาเธอร์ นายพล 5 ดาวและวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาชีวิตทหารในสภาคองเ...
-
3 Ls (Liquor, ladies and leverage) ภัยร้ายที่ทำให้นักลงทุนล้มละลาย โดย ชาร์ลี มังเกอร์ หนึ่งในคำคมและคำเตือนสติที่คลาสสิกที่สุดในโลกการเงินแ...
