23 พฤศจิกายน 2563

Investigate ObjectId (_id) of MongoDB

ObjectId (_id) of MongoDB is an auto-generated primary key by MongoDB. 


This field consists of 3 parts

1. a 4-byte timestamp value, representing the ObjectId’s creation, measured in seconds since the Unix epoch

2. a 5-byte random value

3. a 3-byte incrementing counter, initialized to a random value


e.g., 5fbb912a5eeb8beee934a5c4

1. timestamp value is 5fbb912a, we can get the creation time by using any computer language to perform basic calculation


2. random value is 5eeb8beee9


3. increasing counter value is 34a5c4

I tried to add more document and get these ObjectIds (_id) consecutively

5fbb91275eeb8beee934a5c0

5fbb91285eeb8beee934a5c1

5fbb91285eeb8beee934a5c2

5fbb91295eeb8beee934a5c3

You can see that the last part of each ObjectId (_id) is increment one by one.

Encrypt and decrypt data with Google Cloud KMS (Asymmetric)

Follow this tutorial if you want to use Google Managed Key on Google Cloud KMS.

But if you want to create your own key and upload it to Google Cloud KMS, please follow these steps

Generate key in der format

openssl genrsa -out key-pri.pem 3072

openssl pkcs8 -topk8 -nocrypt -inform PEM -outform DER \
-in key-pri.pem \
-out key-pri.der

openssl rsa -in key-pri.pem -pubout -out key-pub.pem


Upload key (.der file) to Google Cloud KMS

gcloud kms import-jobs create job \
--project ${PROJECT_ID} \
--location global \
--keyring ${KEY_RING} \
--import-method rsa-oaep-3072-sha1-aes-256 \
--protection-level software

gcloud kms keys versions import \
--project ${PROJECT_ID} \
--import-job job \
--location global \
--keyring ${KEY_RING} \
--key key \
--algorithm rsa-decrypt-oaep-3072-sha256 \
--target-key-file key.der

*you need to install crypto first


13 พฤศจิกายน 2563

SSL certificate server test online, SSL certificate server analysis online, View Server SSL certificate online

You can test your SSL certificate server online using a link to verify whether your server is secure enough or not and also view your SSL server information.





06 ตุลาคม 2563

Issue and renew Let's Encrypt SSL certificate using DNS (DNS-01) challenge

To issue and renew let's encrypt the SSL certificate using DNS (DNS-01) challenge is a good way for servers behind firewalls and servers that cannot connect to the internet.

To achieve this way, please follow the instruction from the link


More useful certbot commands

List certificates

> certbot certificates


Remove certificate

> certbot delete --cert-name [CERT_NAME]


Renew 1 certificate

> certbot renew --cert-name [CERT_NAME] --dry-run






05 ตุลาคม 2563

รีวิว ประกันออมทรัพย์ 10/1 IRR สูง ลดหย่อนภาษี ปี 2563

*ดูรีวิว ประกันออมทรัพย์ 10/1 ปีล่าสุดได้ที่ Link


ประกันออมทรัพย์

ประกันออมทรัพย์นั้น เป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจาก

1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ ดูรูปตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้านล่าง (รูปคัดลอกมาจาก https://tinyurl.com/y4wonyuu)

2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร

3. ความเสี่ยงต่ำ


และประกันออมทรัพย์ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี ไว้ปีหน้า ถ้าเรามีเงินเหลือก็ค่อยหาประกัน 10/1 ตัวใหม่ แต่ถ้าไม่มีเงินเหลือ ซึ่งอาจจะมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถเยอะ ก็งดซื้อประกันปีนั้นๆ ไป



IRR (Internal rate of return)

IRR คือ อัตราผลตอบแทนที่เราได้จากการซื้อประกันออมทรัพย์ (บริษัทประกันมักจะไม่ค่อยบอกค่านี้ให้กับลูกค้า เราต้องมาคำนวณเอาเอง) ซึ่ง IRR ยิ่งสูง ยิ่งดี แสดงว่าผลตอบแทนสูง


วิธีการคำนวณ IRR

IRR นั้นคำนวณไม่ยาก เราสามารถใช้โปรแกรม excel หรือดาวน์โหลดแอพ Financial calculator จาก Google play store, Apple store มาคำนวณได้ง่ายๆ


จากตัวอย่าง สมมติมีประกัน 10/1 นึง ที่มีรายละเอียดดังนี้

- จ่ายเบี้ยครั้งเดียว 100,000 บาทปีแรก

- ได้รับเงินคืน ปีละ 2,000 บาททุกปี

- ปีที่ 10 ได้รับเงิน 102,000 บาท


ขั้นตอนการคำนวณ

1. สร้าง column ดังรูปด้านล่าง

2. ให้กรอกข้อมูลลงไป โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 0 โดย ปีที่ ​0 เราจะจ่ายค่าเบี้ย และไม่มีเงินคืน

3. เงินคืนจะเริ่มมาตอนปีที่ 1 - 10

4. Cash Flow คือ เอาเงินคืน ลบเบี้ย

5. IRR ให้ใช้สูตร irr ซึ่งตัวอย่างนี้ IRR = 2% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้ และสูงกว่าฝากธนาคาร



รีวิวประกันออมทรัพย์ 10/1 

ตัวอย่างการคำนวณอ้างอิงจาก ชาย อายุ 35 ปี และจะแสดงค่า IRR แยกตามฐานภาษี 0%, 10% และ 20%

1. ดี-เซฟวิ่ง 10/1

URL: http://www.southeastlife.com/products/saving-and-Investment/d-saving




2. ซูเปอร์ริช 10/1





3. สมาร์ทเซฟฟิ่ง 10/1




4. แม็กซ์ เท็น วัน 10/1



5. One Plus 10/1



6. เมืองไทย อีซี่ รีเทิร์น 11/1

URL: https://onlinesale.muangthai.co.th/benefit?product=64



สรุป

จากประกันออมทรัพย์ 10/1 แต่ละเจ้าด้านบน สามารถสรุปเป็นตารางด้านล่างได้ ซึ่งจะพบว่า ถ้าเรามีฐานภาษี 20%  เราสามารถได้ IRR สูงถึง 4-5% 




*ดูรีวิว ประกันออมทรัพย์ 10/1 ปีล่าสุดได้ที่ Link


28 สิงหาคม 2563

สิทธิรักษาพยาบาล ประกันสังคม บัตรทอง และประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้ตรงใจวัยเกษียณ

ในการวางแผนเกษียณอายุ หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราทุกคนต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก คือ การวางแผนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนับว่าเป็นรายจ่ายที่มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อยามที่เรามีอายุมากขึ้น ระหว่างวัยทำงาน เรามักไม่ค่อยห่วงหรือเป็นกังวลกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากนัก เนื่องจากบริษัทที่เราทำงานอยู่มักมีสวัสดิการประกันกลุ่มที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้เรายังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามการส่งเงินเข้าประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามในวัยเกษียณอายุที่สุขภาพก็เริ่มเสื่อมถอย ทำให้มีแนวโน้มว่าค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มสูงขึ้น แต่สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่เคยได้รับจากบริษัทที่ทำงานได้หมดไป ทำให้เรายิ่งต้องเตรียมวางแผนสำหรับเรื่องนี้ให้พร้อมมากขึ้น บทความนี้จะมาช่วยสรุปว่า เราจะมีสิทธิรับการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง และควรจะเลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของเรา



ประกันสังคม vs. บัตรทอง

สำหรับสิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคมนั้น แม้ว่าเราจะเกษียณอายุแล้ว แต่เราก็ยังมีทางเลือกที่จะยกเลิกหรือเก็บสิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคมได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. หากลาออก หรือสิ้นสุดสมาชิกภาพจากการเกษียณอายุตามประกันสังคมมาตรา 33 เราก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมอีกต่อไป ซึ่งรวมไปถึงสิทธิการรักษาพยาบาลด้วย หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาเกิน 15 ปี (180 เดือน) จะได้รับบำนาญชราภาพแทน อย่างไรก็ตามเราสามารถไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองได้

2. หากเลือกที่จะคงสถานภาพสมาชิกประกันสังคมไว้ ก็จะต้องส่งประกันสังคมมาตรา 39 ต่อภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ลาออกจากงาน โดยในกรณีนี้ ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบจำนวน 432 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินปีละ 5,184 บาท (9% บนฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบที่ 4,800 บาท กำหนดโดยประกันสังคม) ทำให้ผู้ประกันตนจะยังคงสิทธิรักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของประกันสังคม (ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และเสียชีวิต)

ดังนั้นผู้ที่เกษียณอายุส่วนใหญ่ มักจะมีคำถามว่า ควรจะลาออกจากสมาชิกภาพประกันสังคมตามมาตรา 33 เพื่อรับเงินบำนาญชราภาพ ส่วนการรักษาพยาบาลก็ไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามบัตรทอง หรือควรจะรักษาสิทธิประโยชน์ตามประกันสังคมด้วยการส่งประกันสังคมมาตรา 39 ต่อ อย่างไรก็ตาม หากเลือกต่อประกันสังคมมาตรา 39 จะได้รับเงินบำนาญชราภาพก็ต่อเมื่อลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน ทำให้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน ที่จะนำมาคำนวณเงินบำนาญจะเหลือเพียง 4,800 บาท ส่งผลให้เงินบำนาญที่เราจะได้รับลดลง (ในขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยในการคำนวณเงินบำนาญของประกันสังคมมาตรา 33 อยู่ที่ 15,000 บาท) เราจึงต้องพิจารณาถึงความต้องการของเราให้ถี่ถ้วนว่าต้องการได้รับบำนาญชราภาพ (จากประกันสังคมมาตรา 33) หรือต้องการสิทธิรักษาพยาบาล (จากประกันสังคมมาตรา 39) มากกว่ากัน

นอกจากนี้สิทธิรักษาพยาบาลตามประกันสังคม และสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อตอบคำถามดังกล่าวขอเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่าง 2 ทางเลือก ดังนี้


ตารางเปรียบเทียบสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างประกันสังคมและบัตรทอง (ที่มา www.nhso.go.th และ www.sso.go.th)




*ศึกษารายละเอียดสิทธิการรักษาเพิ่มเติมได้ที่ www.nhso.go.th และ www.sso.go.th


จะเห็นว่า สิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ดังนั้น การลาออกจากประกันสังคมมาตรา 33 เพื่อรับเงินบำนาญ และเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการส่งต่อประกันสังคมตามมาตรา 39 เนื่องจากได้รับเงินบำนาญชราภาพที่มากกว่า และยังคงสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามบัตรทอง ซึ่งเป็นทางเลือกในการแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในยามเกษียณได้


อย่างไรก็ตาม การหวังพึ่งสวัสดิการจากรัฐเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่การวางแผนเกษียณที่ดีนัก เนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้จะมีผู้สูงอายุจำนวนที่มากขึ้น และกว่าที่เราจะเกษียณอายุ ก็ไม่รู้ว่านโยบายการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นอย่างไร เงินงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ จะยกเลิกไปเสียก่อนหรือเปล่า ดังนั้นหากเราไม่มีการวางแผนการเงินของเราในเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นก็อาจสายเกินไป ดังนั้นเราจึงควรมีการสำรองเงินไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลของตัวเองและครอบครัว ร่วมกับการซื้อประกันสุขภาพไว้เพิ่มเติมด้วย



ในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและข้อควรพิจารณาต่างๆ ดังนี้

ประกันสุขภาพอาจจะ “ไม่คุ้มครองโรคที่เราเป็นมาก่อนทำประกัน”

ประกันสุขภาพจะไม่เริ่มคุ้มครองทันที เพราะมี “ระยะเวลารอคอย” ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้ เราจะไม่สามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ ในกรณีเจ็บป่วยทั่วไปจะมีระยะเวลารอคอย 30 วันนับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ ในขณะที่บางโรคอาจมีระยะเวลารอคอยนานถึง 90 - 120 วันหรือมากกว่านั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดยาก หรือมีค่ารักษาพยาบาลสูง เช่น มะเร็ง เนื้องอก นิ่ว

“เงื่อนไขประกันสุขภาพ” มียกเว้นไม่คุ้มครองโรคบางโรค เช่น การรักษาเกี่ยวข้องกับความสวยความงาม การศัลยกรรมใบหน้าเพื่อความสวยงาม การคลอดลูกและค่ารักษาอื่นๆ เพื่อการมีบุตร การรักษาที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การฝังเข็ม การนวดกดจุด


การทำประกันสุขภาพต้องเปิดเผยข้อมูลตามความจริง

จะเห็นว่าเงื่อนไขของการทำประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการไม่คุ้มครองโรคที่เราเป็นมาก่อนทำประกัน หรือ การมีระยะเวลารอคอยต่างๆ ทำให้เราต้องวางแผนการทำประกันสุขภาพให้ดีว่าควรทำตอนไหน หากจะทำตอนใกล้เกษียณ ก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพของเราให้ดี ให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการทำประกันสุขภาพ และได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีข้อจำกัดทางการเงิน ก็น่าที่จะวางแผนทำประกันสุขภาพไว้แต่เนิ่นๆ ถือว่าเป็นการบริหารความเสี่ยง เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอน และการซื้อประกันสุขภาพนั้น มีเงินอย่างเดียวอาจซื้อไม่ได้ ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย



บทความที่ได้รับความนิยม