Pages

▼

Pages

▼

16 ตุลาคม 2569

หุ้นไทยในชีวิตประจำวัน: การลงทุนที่อยู่รอบตัวเรา

 


เชื่อหรือไม่ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ชีวิตประจำวันของเราล้วนผูกพันกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แบบแยกไม่ออก การมองสิ่งรอบตัวให้เป็นการลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด

เริ่มต้นจากตัวเราเอง เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่เราพกติดตัว ล้วนมาจากบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งขนมและเครื่องดื่มที่เราหยิบติดมือระหว่างวัน สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราสนับสนุนอยู่เสมอ

เมื่อก้าวออกจากบ้าน การใช้ชีวิตของเราก็ยังคงวนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นการแวะเติมน้ำมัน ซื้อกาแฟ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือการไปเดินพักผ่อนในห้างสรรพสินค้าเพื่อทานอาหารและดูหนัง เบื้องหลังความสะดวกสบายเหล่านี้คือกลุ่มธุรกิจพลังงาน การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ที่เติบโตไปพร้อมกับการจับจ่ายใช้สอยของเรา

เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถแบ่งกลุ่มธุรกิจที่อยู่รอบตัวเราได้ดังนี้:
  • ของใช้ส่วนตัวและอาหาร: เสื้อผ้า (เช่น MC), สมาร์ทโฟนและไอที (เช่น COM7, SYNEX), เครื่องสำอาง (เช่น KAMART) และขนมเครื่องดื่ม (เช่น TKN, ICHI) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • ไลฟ์สไตล์และค้าปลีก: ห้างสรรพสินค้า (เช่น CPN), ร้านสะดวกซื้อและห้างค้าส่ง (เช่น CPALL, CPAXT), ร้านอาหาร (เช่น M) และโรงภาพยนตร์ (เช่น MAJOR) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน: ปั๊มน้ำมัน (เช่น OR, PTT), รถไฟฟ้า (เช่น BTS, BEM), และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (เช่น ADVANC, TRUE) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]
  • คุณภาพชีวิตและการเงิน: โครงการหมู่บ้านจัดสรร (เช่น LH, AP), โรงพยาบาล (เช่น BDMS, BH), และธนาคารพาณิชย์ (เช่น KBANK, SCB) [วันที่: 2026-10-15, แหล่งที่มา: ข้อมูลอ้างอิงจากโครงสร้างธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ / จัดเป็นการประเมินหรือคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค]

สรุปแล้ว หุ้นไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่วิ่งอยู่บนกระดานเทรด แต่คือธุรกิจที่เราอุดหนุนและใช้บริการอยู่ทุกวัน การเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการค้นหาโอกาสทางการลงทุนที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้จริงครับ

12 ตุลาคม 2569

เส้นทางลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อก ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นักลงทุน VI สไตล์ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นคือ 

 1) ลงทุนระยะยาวมากแทบจะตลอดชีวิตหรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี 

 2) ในหุ้นที่มีคุณภาพสูงมาก วัดจากผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงในระดับอย่างน้อยปีละ 15-20% ขึ้นไป 

3) ธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ขนาดของธุรกิจเติบโตขึ้นมากขนาด 5-10 เท่า เป็นอย่างน้อย 

4) บริษัทมีความสามารถทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งอย่างถาวร อาจจะด้วยเครื่องหมายการค้าที่ดีเยี่ยม มี Economies of Scale หรือ การมีเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นต้น 

5) หุ้นมีราคาถูก วัดจากค่า PE หรือตัวเลขอื่น ๆ รวมถึงขนาดของมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ของหุ้น ถ้าพบหุ้นที่เข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว เราก็เพียงแต่เข้าไปซื้อและถือลงทุนไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทางธุรกิจซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่อาจจะหายไปเพราะเทคโนโลยีใหม่มาทำลายมัน ส่วนการขึ้นลงของราคาหุ้นนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เราขายหุ้น

โดยปกติ ถ้าทุกอย่างยังเป็นไปตามเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ 5 ข้อดังกล่าว เราก็คาดหวังได้ว่าหุ้นตัวนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวซัก 10 ปีขึ้นไปได้ในระดับปีละ 10-15% แบบทบต้น เป็นอย่างน้อย โดยในกรณีที่ดีสุดยอดนั้น ผมเคยเสนอไว้ว่า หุ้นระดับ “ซุปเปอร์สต็อก” จะโตขึ้นถึง 10 เท่าในเวลา 10 ปี หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 26% อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย คงทำได้ยาก

ฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่าเส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกจะไม่ได้ยากอะไร หาหุ้นซุปเปอร์สต็อกซัก 5 ตัว ซื้อแล้วถือไว้ 17 ปี ถ้าได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยซักปีละ 14-15% พอร์ตก็โตขึ้น 10 เท่าแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรมาก และถ้าถือยาวต่อไปเป็น 34 ปี พอร์ตก็จะโตขึ้นเป็น 100 เท่า วันที่เราเกษียณก็จะเป็นเศรษฐีอาจจะมีเงินเป็นพันล้านบาทถ้าเงินต้นที่เราเอาไปลงทุนเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป

แต่เส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกในโลกจริงนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยกรวดและอุปสรรคมากมายและคนส่วนใหญ่คงไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ต้องเลิกกลางคันโดยการขายหุ้นทิ้งและอาจจะละทิ้งความคิดและความฝันบรรเจิดที่จะมีความมั่งคั่งและมีความสุขจากการลงทุนระยะยาวแบบ VI สไตล์บัฟเฟตต์ไปเลย

ผมจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกมานานหลายสิบปีแล้วจำนวน 3 ตัวว่า ในระหว่างที่ถือหุ้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตัวแรกก็คือหุ้น CPALL ที่ผมถือมาน่าจะกว่า 15 ปีแล้ว วันที่เริ่มเข้าไปถือนั้น ผมก็เริ่มจะเห็นแล้วว่าร้านสะดวกซื้อของบริษัทกำลังเป็น “ผู้ชนะ” และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกหัวระแหง กำไรต่อผู้ถือหุ้นก็สูงเนื่องจากไม่ต้องลงทุนมากในการขยายงานเพราะใช้วิธีเช่าแทนการซื้อที่ดิน การเติบโตนั้นคงโตต่อไปได้นานมาก เพราะประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีธุรกิจแบบนี้ เช่นเดียวกัน บริษัทมีความได้เปรียบที่ถาวรเพราะขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งและมี Economies of Scale สูง ราคาหุ้นก็ไม่แพงเมื่อคิดจาก Market Cap. ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาทในวันนั้น

ประมาณน่าจะ 10 ปีหลังจากซื้อ ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนมีราคาสูงที่สุดประมาณ 88 บาทต่อหุ้นในช่วงต้นปี 2561 ทำกำไรเกิน 10 เท่าจากราคาซื้อ แต่ผมก็ไม่ได้ขาย ผมมองว่ามันยังมีสถานะเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่ เพราะตลาดร้านสะดวกซื้อยังขยายได้อีกมาก ความแข็งแกร่งและความได้เปรียบอย่างถาวรยังคงอยู่ เพราะขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมากขึ้นไปอีก มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ ราคาหุ้นในตอนนั้นสูงขึ้นซึ่งทำให้ค่า PE ปรับตัวขึ้นไปน่าจะในระดับกว่า 30 เท่าขึ้นไปแล้วจากระดับที่ไม่เกิน 20 เท่าในตอนเริ่มต้น

หลังจากนั้น ราคาหุ้น CPALL ก็เริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการขึ้นของราคาหุ้นเริ่มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงมากของไทย ไปถึงปัญหาของบริษัทที่เกิดปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาลหลายครั้ง ไปถึงการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะแพงกว่าพื้นฐานอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมาจนถึงปัจจุบันที่ราคาประมาณ 43 บาทต่อหุ้นหรือลดลงจากจุดสูงสุดถึงประมาณ 50% หมดสภาพการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” อย่างสิ้นเชิง

ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทยังดีและเติบโตต่อเนื่องมาตลอดจนทำให้ค่า PE ลดลงเหลือเพียง 12.4 เท่า และปันผลต่อปีอาจจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 4% เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 22.7% ต่อปี และความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันที่ไม่ถอยลงเลย ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ ด้วยสถานะปัจจุบัน หุ้นก็ยังเข้าข่ายการเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกอยู่ครบ เพียงแต่นักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่เชื่อเท่านั้นเอง

หุ้นตัวที่ 2 และ 3 เป็นหุ้นเวียตนาม ตัวแรกก็คือ หุ้น FPT หุ้นเทคโนโลยีหมายเลข 1 ของเวียตนามที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในด้านของการเขียนซอฟท์แวร์เพราะคนเวียตนามที่มีความสามารถสูงและมีต้นทุนแรงงานที่ถูกเมื่อเทียบกับชาติอื่นเห็นได้จากการเติบโตของรายได้และกำไรอยู่ในระดับประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันหลายปี และถ้ายังทำได้อย่างนั้นเรื่อย ๆ มันคงจะโตขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นในวันที่ผมซื้อเมื่อ 4-5 ปีก่อนและทยอยซื้อต่อเนื่องนั้น มีค่า PE เฉลี่ยประมาณ 25 เท่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม

หลังจากซื้อ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก จาก 40 พันด่อง หรือประมาณ 51 บาทต่อหุ้น ในช่วงต้นปี 2022 กลายเป็นเกือบ 120 พันด่องในช่วงกลางปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในเวลา 2 ปีครึ่ง แสดงออกถึงศักยภาพหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างสมบูรณ์ ผมถึงกับเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามในวันหนึ่งคล้าย ๆ กับหุ้นซัมซุงของเกาหลี

แต่แล้ว หุ้น FPT ก็เริ่มประสบกับอุปสรรค ครั้งแรกก็จาก “สงครามการค้า” ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้ยอดขายของบริษัทชะลอตัวลง ต่อมาหรืออาจจะก่อนหน้าด้วยซ้ำก็คือการมาของ AI ที่สามารถเขียนโค๊ดได้ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ที่ทำให้คนเชื่อว่าธุรกิจเขียนโปรแกรมทำระบบ IT ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทจะถูกดิสรัปท์หรือถูกทำลายได้ เพราะบริษัทที่ใช้บริการอาจจะเขียนโปรแกรมเองแทนที่จะจ้าง FPTทำให้

ตั้งแต่วันที่ราคาหุ้น FPT ขึ้นสู่จุดสูงสุด มันก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าไม่ใช่รวดเดียว บางทีตกลงมาแรงถึงเกือบ 30% มันก็ดีดตัวขึ้นบ้าง แต่เมื่อข่าวความสามารถของ AI รุ่นใหม่ในการเขียนโปรแกรมดีขึ้นไปอีก ราคาก็ตกกลับลงมาใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม จนถึงวันนี้ราคาหุ้น FPT ลดเหลือประมาณ 60 พันด่อง หรือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของราคาพีกที่เกือบ 120 พันด่องเมื่อ 2 ปีก่อน
ความเชื่อว่า FPT จะถูกทำลายโดย AI นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ตรงกันข้าม ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ รายได้และกำไรของ FPT โดยเฉพาะการรับจ้างเขียนโปรแกรมกำลังเติบโตขึ้นประมาณ 20% ต่อปีแบบที่เคยเป็นมา และการรับงานใหม่ซึ่งเป็นแบ็คล็อกหรือปริมาณงานสะสมของบริษัทนั้นกลับโตขึ้นถึง 30% นอกจากนั้น งานด้าน AI ที่บริษัทเริ่มจะให้บริการเรียกว่า “AI Factory” ที่ใช้ชิพของเอ็นวิเดีย ก็โตได้ดีจนใกล้ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว ในด้านของบริษัทเองดูเหมือนว่าพวกเขาจะ “มีความสุข” กับสถานการณ์ขณะนี้

ตัวเลขผลประกอบการและหุ้น FPT ล่าสุดก็คือ รายได้และกำไรโตระดับ 20% ต่อปี และน่าจะโตได้ต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจมีคุณภาพคือมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 28.5% ต่อปี Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 109,183 พันล้านด่องหรือประมาณ 140,000 ล้านบาท ค่า PE เหลือเพียง 10.9 เท่า ซึ่งตรงตามคุณสมบัติของการเป็นซุปเปอร์สต็อกแน่นอน ประเด็นเดียวที่เป็นความเสี่ยงก็คือ การถูกดิสรัปท์โดย AI ในอนาคตและบริษัทไม่สามารถปรับตัวรับกับมันได้

หุ้นตัวที่ 3 ก็คือ หุ้น MWG หรือโมไบล์เวิลด์ “เจ้าพ่อค้าปลีก” ที่ขายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ใหญ่ที่สุดของเวียตนาม ที่มียอดขายปีที่แล้วประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2025 และปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นอีก 30% อานิสงค์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มนิยมเข้าซื้อของในร้านค้าปลีกสมัยใหม่แทนที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

หุ้น MWG นั้น ต้องบอกว่าเข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกตั้งแต่วันที่ผมเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเต็มตัวและแทบจะตั้งแต่ MWG เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันแรก ในตอนนั้นผมเองยังไม่ซื้อเพราะยังเกี่ยงเรื่องค่า PE ที่ค่อนข้างสูง กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเต็ม ถ้าผมจะซื้อก็ต้องจ่ายพรีเมียมเพิ่มจากราคาตลาดประมาณ 30%

อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปและผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่บริษัทขยายไปขายสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมก็ทนไม่ไหว ต้องยอมซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด 30% เป็นจำนวนมาก แต่ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นตามจนผมไม่ขาดทุน

ถึงแม้ว่าหุ้น MWG จะไม่เคยเจออุปสรรคใหญ่ ๆ ราคาก็เคยปรับตัวลงในระดับ 30-40% เป็นระยะ ๆ และราคาหุ้นเคยสูงสุดที่ประมาณ 85 พันด่องและก็ตกลงมาจนถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ที่76 พันด่อง ซึ่งทำให้คนที่ทนการขาดทุนไม่ไหวขายหุ้นทิ้ง

ตัวเลขล่าสุดของหุ้น MWG ก็คือ ROE ประมาณ 25% ต่อปี ยอดขายและกำไรโตระดับ 30% Market Cap. อยู่ที่ประมาณ 145,000 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าบริษัทจะสามารถโตไปได้อีกมากเมื่อคิดว่าบริษัทครองตลาดค้าปลีกที่น่าจะมีขนาดใหญ่เป็นล้านล้านบาทได้ในอนาคต ค่า PE ของหุ้นลดลงเหลือเพียง 11.4 เท่า ความเข้มแข็งและความได้เปรียบเนื่องจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากจะเป็นคูเมืองที่ป้องกันคู่แข่งได้ ในความเห็นผม นี่คือซุปเปอร์สต็อกที่ชัดเจนมาก อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นสำหรับต่างชาติยังคงต้องจ่ายค่าพรีเมียม แต่ช่วงนี้เหลือเพียงประมาณ 7% แต่ก็หาคนขายยาก




From Settrade

10 ตุลาคม 2569

3 Ls (Liquor, ladies and leverage) ภัยร้ายที่ทำให้นักลงทุนล้มละลาย โดย ชาร์ลี มังเกอร์


3 Ls (Liquor, ladies and leverage) ภัยร้ายที่ทำให้นักลงทุนล้มละลาย โดย ชาร์ลี มังเกอร์

หนึ่งในคำคมและคำเตือนสติที่คลาสสิกที่สุดในโลกการเงินและการลงทุน คือคำกล่าวของ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) ตำนานนักลงทุนผู้ล่วงลับและคู่หูของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “มีเพียง 3 สิ่งเท่านั้นที่สามารถทำให้คนฉลาดล้มละลายได้ นั่นคือ Liquor (เหล้า), Ladies (ผู้หญิง) และ Leverage (การกู้ยืม)”

นี่ไม่ใช่แค่คำเตือนแบบขำ ๆ แต่เป็นหลักคิดที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิตและการเฝ้าสังเกตผู้คนในแวดวงการเงินมาเกือบศตวรรษ ซึ่งสามารถอธิบายถึง “กับดัก” ทั้ง 3 ข้อนี้ได้ดังนี้ครับ:


1. Liquor (เหล้า) : ศัตรูของความไร้สติ

มังเกอร์ไม่ได้เพียงแค่เตือนเรื่องสุขภาพ แต่เขาเน้นย้ำถึง “การขาดสติและการสูญเสียวิจารณญาณ” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเสพติดสิ่งมึนเมามักเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิต เมื่อขาดสติ ความระมัดระวังที่เคยมีจะหายไป นักลงทุนอาจตัดสินใจซื้อขายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ละทิ้งวินัย และทำลายรากฐานทางการเงินที่สร้างมาอย่างยากลำบากเพียงเพราะความมึนเมาชั่วข้ามคืน



2. Ladies (ผู้หญิง) : มรสุมความสัมพันธ์และชีวิตส่วนตัว

ในบริบทนี้ มังเกอร์หมายถึง “ความวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวและปัญหาความสัมพันธ์” (ซึ่งหากมองในมุมกลับกันสำหรับผู้หญิง ก็คือผู้ชาย หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) การมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว การหย่าร้างที่ฟ้องร้องรุนแรง หรือการพัวพันกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและฟุ่มเฟือย ไม่เพียงแต่จะสูญเสียทรัพย์สินมหาศาลจากการแบ่งสินสมรสหรือค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น แต่ยังทำลาย “สมาธิและสภาพจิตใจ” ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดอีกด้วย



3. Leverage (การกู้ยืม) : ระเบิดเวลาทางการเงิน

สำหรับมังเกอร์และบัฟเฟตต์ "Leverage" หรือ การกู้เงินมาลงทุน คือสิ่งที่อันตรายที่สุด เพราะมันคือการเอาเงินที่ไม่มีอยู่จริงมาเก็งกำไรเพื่อหวังรวยเร็ว แม้ว่ามันจะช่วยทวีคูณกำไรในยามตลาดขาขึ้น แต่ในยามที่ตลาดผันผวนหรือเกิดวิกฤตที่คาดไม่ถึง Leverage จะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ทวีคูณผลขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวได้อย่างรวดเร็ว (Margin Call) นักลงทุนที่ฉลาดหลายคนต้องล้มละลายไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาใจร้อนและใช้หนี้สินเกินตัว



บทสรุปเพื่อนักลงทุน

คำเตือน 3 Ls ของชาร์ลี มังเกอร์ ไม่ได้บอกให้เราปฏิเสธความสุขของชีวิต แต่เป็นการเตือนใจให้เรา "ตระหนักรู้และควบคุมตัวเอง"

การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครหาเงินได้เร็วที่สุดในระยะสั้น แต่วัดกันที่ "ใครสามารถรักษาชีวิต รักษาวินัย และรอดพ้นจากภัยพิบัติที่เกิดจากกิเลสของตัวเองได้ยาวนานที่สุด"

หากเราสามารถหลีกเลี่ยง 3 ข้อนี้ได้ โอกาสที่เราจะสูญเสียความมั่งคั่งไปอย่างน่าเสียดายก็จะลดลงจนเกือบเหลือศูนย์!


05 ตุลาคม 2569

หนังซีรี่เรื่องวันโลกาวินาศตลาดหุ้น - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมมักจะชอบคิดฝันถึงอนาคตของเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นแล้วจะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างรุนแรง อย่างในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่ตลาดหุ้นโลกหรืออเมริกาจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากหุ้น AI ถล่ม ซึ่งจะนำให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทั่วโลกและกระทบกับตลาดหุ้นไทยด้วยอย่างที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้

แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่วิกฤตินั้น คงไม่ใช่เรื่องเดียว แต่น่าจะเป็น “ซีรี่” คล้ายกับหนังซีรี่ที่มาเป็นชุด ๆ หรือเป็นตอน ๆ ซึ่งนำไปสู่วิกฤติในที่สุด ตอนนี้ผมคิดได้ 2-3 “Scenario” หรือ 2 -3 สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้



ซีนาริโอที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ใช้เวลายาวนานหน่อยก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ซึ่งผมจะเรียกว่า “กำไรที่น่าผิดหวังของหุ้น AI” ซึ่งจะเริ่มจาก

ฉากแรก อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมลง ซึ่งตอนนี้กำลังขึ้นไปที่จุดสูงสุดในรอบประมาณ 24 ปีแล้วที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีสูงถึง 5.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็ยังเติบโตดี การว่างงานต่ำ บริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการล่าสุดที่ดี ดัชนีตลาดหุ้น เช่น S&P ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ภายใต้ภาพที่สวยหรูนั้น ต้นทุนการเงินของรัฐบาลและธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นหรือหนี้เก่าหมดอายุและต้องกู้เงินมาทดแทนหนี้เดิมที่ต้นทุนต่ำ

ฉากที่ 2 การลงทุนทางด้าน AI ของทุกบริษัทโดยเฉพาะบริษัทระดับยักษ์ทั้งหลายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน โครงการลงทุนโดยรวมของผู้เล่นในอุตสาหกรรมในอนาคตแค่ 5 ปีข้างหน้านั้นสูงในระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น เพราะทุกคนต่างก็แข่งกันเป็นผู้ชนะที่จะเข้าไปยึดกุมการนำในธุรกิจที่ทุกคนคิดว่าจะทำรายได้มหาศาลในอนาคตอันใกล้ และเงินที่จะนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้

ฉากที่ 3 เวลาผ่านไป ราคาของผลิตภัณฑ์ AI กลับลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ปริมาณการใช้ยังมากขึ้นและคุณภาพของ AI จะดีขึ้นเรื่อย ๆ อานิสงค์จากการแข่งขันของผู้ให้บริการที่ต้องการแย่งลูกค้าจากคู่แข่งอย่างดุเดือด เหนือสิ่งอื่นใด AI ราคาถูกจากจีนอาจเข้ามาเสนอให้กับลูกค้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ AI ที่สุดยอดขนาดนั้น ผลก็คือ บริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมโหฬาร ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คิด กำไรต่อยอดขายจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง ซึ่งเป็นการบอกว่าธุรกิจ AI นั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้มากมายอย่างที่คิด

ฉากที่ 4 อาจจะมีหุ้น AI ขนาดยักษ์บางแห่งประกาศงบที่ “น่าผิดหวังอย่างแรง” แม้ว่ายอดขายอาจจะยังเติบโตดีอยู่แต่นักลงทุนก็ผิดหวังเทขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมา 20% และต่อมาก็ตามมาด้วยงบการเงินของอีกบริษัทหนึ่งที่น่าผิดหวังเช่นเดียวกัน และไตรมาศต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการขาดความมั่นใจของนักลงทุนต่อธุรกิจ AI

ฉากที่ 5 ถึงจุดนี้ แทบทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็จะถูกตั้งคำถามว่า มันคุ้มไหมกับการลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผลตอบแทนต่อการลงทุนโดยเฉลี่ยที่อาจจะแค่ 10% ต่อปีนั้นจะทำให้คนเริ่มหยุดหรือชะลอการลงทุนลง ซึ่งก็ทำให้รายได้ลดลง กำลังการผลิตล้นเกินเพราะสร้างไว้เผื่อหนาคตมากเกินไป รายได้รวมโตช้าลงมากแต่รายจ่ายดอกเบี้ยและค่าเสื่อมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สูงมากและเริ่มถึงกำหนดชำระคืน ปัญหาทางการเงินกำลังเพิ่มขึ้น

ฉากที่ 6 เจ้าหนี้หรือคนที่ซื้อและถือหุ้นกู้ของบริษัทเริ่มต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นชดเชยกับความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดสภาพคล่องหรือล้มละลาย

ฉากที่ 7 โครงการยักษ์ประเภทดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้เงินมากและเวลาสร้างยาวนานถูกเลื่อนออกไป บางโครงการก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซัพพลายเออร์อาจจะได้รับเงินช้าหรือบางรายก็อาจจะทิ้งงาน ข่าวต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้แทบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีปัญหา ตลาดหุ้นโดยรวมเองก็ถูกกระทบ ไม่รู้ว่ารายต่อไปจะเป็นใคร

ฉากที่ 8 ตลาดหนี้หรือตลาดพันธบัตรจะเริ่มเกิดปัญหา ทุกสถาบันต่างก็เริ่มตั้งคำถามว่าตนเองมีพันธบัตรในกลุ่ม AI หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่จะต้องลดลงเท่าไร หนี้ใหม่ที่จะออกมาจะต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นแค่ไหน ละนี่ก็คือปัญหาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้หรือพันธบัตร

ฉากที่ 9 ก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของธุรกิจ AI เกิดปัญหาในระดับที่อาจจะ “ล่มสลาย” ได้และต้องอาศัยการช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือบริษัทที่ใหญ่ แข็งแรงและมีฐานะการเงินที่เป็นเงินสดระดับมโหฬารอย่างเบิกไชร์แฮทเทอเวย์เข้ามากู้

ฉากสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้น AI ขนาดยักษ์เกือบทั้งหมดล่มสลาย หุ้นตัวเล็กและเกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็หนีไม่พ้น ราคาหุ้นถล่ม ส่งผลให้ดัชนีตลาดโดยรวมตกลงมา 30-40% ขึ้นไป บริษัทจำนวนมากล้มละลายหายไป แต่ก็ยังมีบริษัทที่ยังแข็งแกร่งที่สามารถฝ่ามรสุมครั้งใหญ่ที่สุดไปได้และค่อย ๆ เติบโตต่อไปใหม่ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่จะค่อย ๆ ไต่คืนขึ้นมาสู่ราคาเดิม กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่อาจจะในทศวรรษหน้า



ซีนาริโอที่ 2 คือ สถานการณ์วิกฤติตลาดหุ้นประเภทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว หรือที่ผมจะเรียกว่า “Sudden Death” หรือเป็น “อุบัติเหตุทางการเงิน” เริ่มจาก

ฉากที่ 1 อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดและพันธบัตรของเอกชนที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นมากยิ่งกว่า

ฉากที่ 2 โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจสูง กลายเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ

ฉากที่ 3 กองทุนเอกชนที่ให้เงินกู้กับโครงการเหล่านั้นขาดทุนอย่างหนัก

ฉากที่ 4 แบ้งค์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่พบว่าตนเองมีการปล่อยกู้ให้แก่โครงการ AI และดาต้าเซ็นเตอร์มากเกินไป

ฉากที่ 5 สถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งประสบกับปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงและนักลงทุนเริ่มนึกถึงวิกฤติการเงินซับไพร์มปี 2008

ฉากที่ 6 แบ้งค์เริ่มหยุดปล่อยกู้ให้แก่กันและกันเพราะไม่แน่ใจว่าแบ้งค์อื่นกำลังมีปัญหาสภาพคล่องหรือเปล่า

ฉากที่ 7 ตลาดเงินกู้ยืมสะดุดหยุดนิ่ง

ฉากที่ 8 บริษัทเทคโนโลยีและเฉพาะอย่างยิ่ง AI ไม่สามารถกู้ยืมเงินหรือออกพันธบัตรมาทดแทนหนี้เดิมที่กำลังหมดอายุ

ฉากที่ 9 นักลงทุนเริ่มขายหุ้นเทคโนโลยีและ AI กันอย่างหนักส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งรวมถึงดัชนี S&P500 ที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็วถึงระดับ 20% ในเวลาอันสั้น

ฉากที่ 10 หุ้นที่ซื้อมาโดยใช้มาร์จินจำนวนมากถูกบังคับขาย ส่งผลให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทำให้ดัชนีตลาดตกลงมาเป็นวิกฤติ อาจจะถึง 40% ในเวลาอันสั้น

ฉากที่ 11 ตลาดทรัพย์สินการลงทุนแทบทั้งหมดรวมถึง ทอง พันธบัตร คริบโต ตกลงมาแรงไม่แพ้กัน เพราะนักลงทุนต่างก็ต้องการเงินสดในเวลาที่ฉุกเฉินและเศรษฐกิจกำลังขาดสภาพคล่องแบบนั้น



ซีนาริโอที่ 3 คือสถานการณ์ที่รวมซีนาริโอที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน เพราะซีนาริโอที่ 1 หรือ 2 โดยลำพังอาจจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤติได้ นั่นก็คือซีนาริโอที่รวมประเด็นปัญหาที่รุนแรงทั้งหลายเข้าด้วยกันนั่นคือ

1) ความผิดหวังในผลประกอบการของธุรกิจ AI ที่ว่า มันไม่ได้กำไรมากอย่างที่คิดเพราะรายได้อาจจะยังโตแต่ต้นทุนเพิ่มมากกว่า

2) เศรษฐกิจถดถอยลงในขณะที่อัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงเพราะอัตราเงินเฟ้อสูง และสภาพคล่องตึงตัวเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ อาจจะรวมถึงราคาพลังงานที่ยังสูงมาก

3) เกิดปัญหาทางธุรกิจหรือการล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงสถาบันการเงินบางแห่งที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มาก

4) นักลงทุนขาดความมั่นใจในธุรกิจและฐานะการเงินของบริษัท ต่างก็เทขายหุ้นอย่างหนักจนหุ้นตกลงมาระดับ 30-40% กลายเป็นวิกฤติขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้บริษัทและธุรกิจ AI ล่มสลาย



วิกฤติ AI ถ้าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้การพัฒนา AI หายไปอย่างแน่นอน แต่การลงทุนคงจะชะลอลงมาก บริษัทขนาดใหญ่แต่ละแห่งส่วนใหญ่แล้วคงรอดจากการ “ล่มสลาย” พวกเขาก็คงที่จะพยายามรักษาตลาดบางเซ็คเตอร์ที่ตนเองเข้มแข็งเอาไว้และถอนตัวออกจากภาคส่วนที่สู้รายอื่นไม่ได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถครองตลาด AI ทุกส่วนอย่างที่กำลังพยายามทำกันอยู่

เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็น 10 ปี ขึ้นไป การใช้ AI ก็จะแทรกซึมเข้าไปในแทบทุกส่วนของสังคม มันยังคงห่างไกลจากการเข้าไปทดแทนมนุษย์อย่างแน่นอน แต่มันคงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากในการช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและอาจจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น เพราะคน “ฉลาด” อาจจะไม่ได้ได้เปรียบหรือมีความสามารถเหนือคนอื่นมากอย่างที่เป็นเคยเป็นมาตลอดของมนุษยชาติ

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่ผม “จินตนาการ” ขึ้น โอกาสที่จะเป็นจริงทั้งหมดไม่มี แต่โอกาสที่ตลาดหุ้นจะเกิด “วิกฤติ” นั้น อาจจะไม่ต่ำอย่างที่คิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือประวัติศาสตร์นั้น “ซ้ำรอยเสมอ” เพียงแต่เมื่อไร ไม่มีใครรู้ คนที่ลงทุนระยะยาวแทบจะตลอดชีวิตก็ต้องตระหนักไว้เสมอ



From Settrade.com

28 กันยายน 2569

Old Buffett Never Die, He Just Fade Away - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันที่ 19 เมษายน 1951 ดักลาส แม็คอาเธอร์ นายพล 5 ดาวและวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาชีวิตทหารในสภาคองเกรสของสหรัฐและได้พูดวลีที่กลายเป็น “ตำนานอมตะ” ว่า Old soldier never die, they just fade away หรือแปลว่า “ทหารเก่าไม่เคยตาย พวกเขาก็แค่เลือนหายไป”

ที่จริงแม็คอาเธอร์ไม่ได้เกษียณหรือลาออกไปเอง เขาถูก “ปลด” โดยประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน เพราะเขาในฐานะผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันในสงครามเกาหลีเกิดความขัดแย้งกับประธานาธิบดีในการทำศึกที่เขาเสนอให้รุกรบเข้าไปในจีนที่เข้าร่วมรบกับกองทัพเกาหลีเหนือและสนับสนุนให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับจีน ซึ่งอาจจะทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 และนั่นทำให้ทรูแมนปฏิเสธและยืนยันหลักการว่าอำนาจการทำสงครามอยู่ในมือของรัฐบาลพลเรือนคือประธานาธิบดี และเขาไม่ต้องการขยายสงครามออกไป

ที่จริงถ้าแม็คอาเธอร์จะ “สู้ต่อ” ก็ทำได้ เพราะในปี 1952 ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ และในฐานะวีรบุรุษสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกัน การที่จะได้รับเลือกน่าจะมีความเป็นไปได้สูง และว่าที่จริงในปี 1952 คนที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก็คือ นายพล 5 ดาว วีรบุรุษสงครามอีกคนหนึ่งคือ ไอเซนฮาวร์ ซึ่งคุมการรบของกองทัพอเมริกันในยุโรป อย่างไรก็ตาม ในแง่ของภาพพจน์การเป็น “แม่ทัพ” หรือการเป็น “นักรบ” แล้ว แม็คอาเธอร์ โดดเด่นกว่าไอเซนฮาวร์มาก แต่เขาเลือกที่จะไม่ลงเล่นการเมือง ทั้งชีวิตของเขานั้นอุทิศให้กับการเป็นทหาร

ดังนั้น คำพูดของเขาในสภาจึงถูกตีความว่า เขาในฐานะที่เป็น “ทหารแก่ที่ทำงานมาถึง 52 ปี และวันนี้เป็นวันที่อาชีพทหารของเขาสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ แต่การทำงาน ผลงานและ “ตำนาน” ของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบนานเท่านาน” หรือพูดง่าย ๆ เขาจะไม่ต่อต้านหรือต่อสู้กับรัฐบาลเพราะเขาไม่ติดยึดกับอำนาจหรือตำแหน่ง เขายอมลาออกอย่างสมเกียรติและมีศักดิ์ศรี และเกษียณไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว

ในวันที่ 18 กันยายน 2569 วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาและของโลกได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการของเบิร์กไชร์ แฮทเทอเวย์ และถือเป็นการปิดฉากการบริหารและนำพาเบิร์กไชร์จากบริษัทสิ่งทอที่กำลังจะตาย ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งหลังจากที่ทำงานในตำแหน่งนี้มา 56 ปี

ในสายตาผม ถ้า “ทหารอาชีพ” ทุกคนในโลกต่างก็ยกย่องแม็คอาเธอร์ว่าเป็น “สุดยอดทหารที่แท้จริง” ในการต่อสู้ในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลาย ๆ แห่ง ในการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและการดำเนินชีวิตที่น่ายกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เป็น “นักลงทุนมืออาชีพ” ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ยกย่องว่าเป็น “สุดยอดนักลงทุนที่แท้จริง” ในการลงทุนในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือตลาดหุ้นอเมริกาและได้ผลตอบแทนทบต้นถึง 19.7% ต่อปี ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและชาญฉลาดและดำเนินชีวิตที่น่ายกย่องทั้งทางด้านส่วนตัวและในการทำงานที่เขายึดถือว่าทุกอย่างจะต้องโปร่งใสมีบรรษัทภิบาลสูงสุด

เช่นเดียวกับแม็คอาเฮอร์ หลักการ แนวทางการลงทุน และการปฏิบัติตัวของบัฟเฟตต์จะไม่มีวันตาย แต่จะกลายเป็น “ตำนาน” ที่คนรุ่นหลังจะศึกษาและปฏิบัติตามต่อไป “ตราบนานเท่านาน” และผมเองอยากจะใช้วลีเดียวกันคือ “Old Buffett never die, he just fade away”

ส่วนตัวผมเองนั้น ผมได้พยายามทำตามบัฟเฟตต์มานานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้วจนตัวเองก็ถือว่าแก่แล้วเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผลจากการนั้นได้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมโหฬารและในทางที่ดีขึ้นมากมาย ผมคิดว่าการปฏิบัติตามแนวทางแบบบัฟเฟตต์สำหรับผมไม่ใช่เรื่องที่ยากมากและไม่ได้อาศัยความสามารถหรือ IQ ระดับสูงเกินกว่าปกติ แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่มั่นคง

ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมานั้น ก็สูงแทบจะใกล้เคียงกับที่บัฟเฟตต์ทำได้โดยที่ไม่ต้องอาศัย “พลังเสริม” เช่น การกู้หนี้หรือเลเวอร์เลจหรือการใช้ข่าวสารภายในหรือการสร้างราคาหุ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ทั้งที่ถูกหรือผิดกฎหมาย ผมรู้สึกว่า ผมได้ทำสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์และจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือดีเท่ากับที่ผ่านมาโดยเฉพาะถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ธรรมาภิบาลลดหย่อนลง

ผมตระหนักว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยในปัจจุบันและต่อจากนี้อีกนานอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้หลักการ VI แบบบัฟเฟตต์ที่ผมใช้สามารถที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้เท่ากับสิ่งที่ผ่านมา ดังนั้น ผมอาจจะต้องใช้กลยุทธการลงทุนแบบอื่นด้วยโดยเฉพาะในตลาดอื่น ๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องมาจากการคิดและเหตุผลแบบ VI ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป และผมเชื่อว่า “Old VI Never Die, We Just Fade Away” ในวันที่เราเลิกลงทุนและกลับไปใช้ชีวิตที่สงบ



ความคิดและหลักการลงทุนแบบบัฟเฟตต์แบบสั้นที่สุดก็คือ

1) เลือกหุ้นให้คิดเหมือนกับการลงทุนซื้อธุรกิจที่เราอาจจะต้องถือตลอดชีวิต

2) เลือกธุรกิจที่ดีที่สุดแบบที่เป็น “ซุปเปอร์คอมพานี” คือบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นสูงที่สุดหรือสูงมาก พูดง่าย ๆ เป็นบริษัทอันดับหนึ่งหรืออย่างมากก็สอง ในสายตาของลูกค้าหรือผู้บริโภค

3) สถานะหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจะต้องยั่งยืนและ “ถาวร” ขนาดที่อีก 10 ปีก็จะเป็นอย่างนั้น

4) สินค้าของบริษัทยังจะเป็นที่ต้องการต่อไปเป็นสิบ ๆ ปีและไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ และมันจะยังเติบโตไปอีกนานในอนาคตอย่างน้อย 10 ปี

5) บริษัทมีกำไรที่ดี ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และโครงสร้างการเงินของบริษัทแข็งแรง มีหนี้น้อยหรือสามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยแม้ในยามยากลำบากทางธุรกิจ

6) ผู้บริหารต้องมีความซื่อสัตย์และเห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

7) ราคาหุ้นจะต้องถูกหรือยุติธรรมเปรียบเทียบกับ “มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง” ที่ประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมที่สุด

8) ซื้อหุ้นน้อยตัวและแต่ละตัวมีขนาดที่มีนัยสำคัญกับพอร์ตโฟลิโอ

9) ไม่เทรดหุ้นหรือซื้อมา-ขายไปในเวลาอันรวดเร็วในแทบทุกกรณี

10) บัฟเฟตต์ไม่มีกลยุทธในการขายหุ้น เขาบอกว่า “We have no exit strategy” คือซื้อหุ้นแล้วจะไม่คิดถึงการขายหุ้นเลย ดังนั้น ที่ VI ไทยรวมถึงผมพูดว่าเราจะขายหุ้นต่อเมื่อ… เช่นหุ้นแพงเกินไปแล้ว หรือมีหุ้นที่ดีกว่าแต่เราไม่มีเงินเราก็อาจจะขายหุ้น VI ตัวเดิมเพื่อเอาเงินไปซื้อหุ้น VI ตัวใหม่นั้น ไม่ใช่แนวทางที่บัฟเฟตต์ทำ

การคิดและทำทุกข้อที่กล่าวข้างต้นจะต้องมั่นใจว่าถูกต้องอย่างน้อย 80-90% ขึ้นไป ดังนั้น ต้องไม่มีความลำเอียง เช่น

เพราะเราชอบสินค้าหรือผู้บริหารจึงให้คะแนนบริษัทว่าเป็นบริษัทที่ดีระดับซุปเปอร์สต็อก ทั้ง ๆ ที่บริษัทโดดเด่นขึ้นมาชั่วคราว เช่น บริษัทขายตุ๊กตาที่เป็นที่นิยมหรือเป็นแฟชั่นระดับโลกอย่างรวดเร็ว เราก็คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นต่อไปอีก 10 ปี เป็นต้น หรือ

เราพบว่าบริษัทเป็นซับพลายเออร์ทำชิ้นส่วนให้กับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI แล้วเราก็คิดว่าบริษัทจะเป็นซุปเปอร์คอมพานี รายได้และกำไรเติบโตแรงและจะโตต่อไปอีกนาน และก็เริ่มเห็นแล้วใน 2-3 ไตรมาศหรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตามกระแส AI โลกที่กำลังโตระเบิด

แต่ความจริงที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นก็คือ มีคู่แข่งที่สามารถผลิตสินค้าแบบเดียวกันได้ทั่วโลกที่ได้เริ่มขยายกำลังผลิตและผลิตสินค้าออกมาแข่งจนในที่สุดก็จะล้นตลาด รายได้และกำไรของบริษัทก็อาจจะถล่มได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น และ
 
สินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้วแทบจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นซุปเปอร์คอมพานีได้เลยเพราะมันแข่งกันที่ราคาเป็นหลัก

คนที่ “ชนะ” คือคนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่การมีต้นทุนต่ำนั้น ในระยะยาวก็จะมีคนทำตามได้เสมอ นอกจากนั้น บริษัทที่ขายสินค้าด้วยการใช้ราคาที่ต่ำก็มักจะมีกำไรที่ไม่ดีในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้น 2-3 ปีอาจจะดูว่ากำไรมากเพราะสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่าง เช่น น้ำมัน ขาดตลาดเพราะสงคราม แต่ในไม่ช้า ราคาก็จะลดลงจนบริษัทอาจจะไม่มีกำไรได้

การวิเคราะห์เรื่องของผลประกอบการเป็นเรื่องที่มักจะมีความลำเอียงมากโดยเฉพาะในระยะยาวที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจกลับไปสู่ “ภาวะปกติ” ที่บริษัท “ควบคุมไม่ได้” และนี่ก็จะเป็นสิ่งที่บอกว่าบริษัทไม่ใช่ซุปเปอร์คอมพานี เพราะบริษัทที่ดีสุดยอดนั้น เงื่อนไขสำคัญก็คือ บริษัทมักจะมีอำนาจในการควบคุมรายได้และกำไรในระดับสูงเพราะบริษัทมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” เช่นลูกค้าติดยี่ห้อของบริษัท หรือบริษัทมี “Network” หรือเครือข่าวที่ลูกค้าจะต้องอยู่หรืออยากอยู่ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้และได้ผลดีเลิศมาตลอดชีวิตและมันจะอยู่ต่อไปอีกนานแม้ว่าเรื่องราวและชีวิตของบัฟเฟตต์กำลังเลือนหายไปจากสังคมของนักลงทุนหลังจากการลาออกจากตำแหน่งประธานเบิร์กไชร์อย่างเป็นทางการ



From Settrade.com

14 กันยายน 2569

อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”

ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี เราก็คงติดอยู่กับ “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ “ชนชั้นกลาง” ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อย ๆ

แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ปฏิรูป” หรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถ “แข่งขันได้” กับคนอื่นทั่วโลก ภายในเวลา 10-20 ปี เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี เป็น 4-5% ต่อปี คล้าย ๆ ประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้

วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ หลัก ๆ ก็คือ 1) พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น

2) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบข้อมูลข่าวสาร AI และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ

3) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่

4) ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น ในขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง

5) ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

ทั้งหมดนั้น ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะบอกว่า ทำอยู่แล้ว ทำมานานแล้ว และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็น หรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ เอาง่าย ๆ อย่างเรื่องของการศึกษานั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม วิธีการแบบเดิม มีความคิดแบบเดิม เช่น ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง เป็นต้น หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้ เราก็ยังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น ผมดูแล้วก็คล้าย ๆ กันนั่นก็คือ เราก็จะบอกว่าทำแล้ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ “ล้าสมัย” และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ แต่ผลล่ะ ลดไปกี่ฉบับแล้ว? ประเด็นก็คือ เรามีแต่หลักการกว้าง ๆ แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลง แต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร เป็นต้น

โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย ตัวอย่างเช่น การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย จริง ๆ แล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อม ๆ กับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้น มีมากเกินไป

เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน เราก็มักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย เช่น ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว เราต้องคิดใหม่ และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจน และต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้ ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณะชน มิฉะนั้น เราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเอง ในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน ความสามารถ นิสัย ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ของประเทศ ก็คือ “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไทยหรือเด็กไทย สามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียตนามเหรอ?

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้ พูดสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-37 และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน

ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพ คือ คนชั้น “กลาง ๆ ค่อนข้างดี” เทียบกับคนอื่น ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”

จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่ รายได้ค่อนข้างแน่นิ่ง จะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้ว และด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้

เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่ “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียตนาม และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงค์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?

ในส่วนตัวผมเองนั้น ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ “หมดไฟและหมดแรง” เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ “ชนชั้นกลางระดับสูง” ที่กำลัง “ติดหล่ม” ผมก็เริ่ม “หาทางออก” แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง การศึกษาหรือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบ “ปฏิรูป” ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ผมคงเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้ ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น

สำหรับประเทศไทย ความคิดก็คือ การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือ คนไทยแก่ตัวลงมาก การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ

ข้อเสนอของผมก็คือ ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540 และหนึ่งในนั้นก็คือ การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก

แน่นอนว่าสิ่งอื่น ๆ ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ เป็นต้น

เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่น ๆ ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจ ไฮเท็คที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก อย่าสู้ไปทุกอย่าง เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย

อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง ว่าที่จริง ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธที่อเมริกาใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้




From Settrade.com

07 กันยายน 2569

BRK VS S&P - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แผนการลงทุนระยะยาวต่อจากนี้ไปของผมนั้นก็คือ การถือหุ้นเวียตนามประมาณ 30% บวกลบ หุ้นไทยประมาณ 30% บวกลบ และ “หุ้นโลก” ซึ่งในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็คือหุ้นสหรัฐอีกประมาณ 30% บวกลบเช่นเดียวกัน

โดยหุ้นเวียตนามจะเป็น “กองหน้า” ที่ผมจะเลือกลงทุนเองและคาดหวังผลตอบแทนสูง เช่น ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10-15% แบบทบต้น หุ้นโลกเป็น “กองกลาง” หวังผลตอบแทน 8-10% ส่วนหุ้นไทย เป็น “กองหลัง” ที่ผมหวังผลตอบแทนแค่ 6-8% ต่อปี

ในส่วนของเวียตนามนั้น ผมคิดว่าพอร์ตที่ผมลงทุนอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในไทยนั้น ผมยังมีพอร์ตสูงเกินคือ 50-60% ซึ่งผมก็กำลังทยอยลดลงเพื่อให้มีพอร์ตตามที่ต้องการ ส่วนในตลาดหุ้นโลกนั้น ผมยังไม่มีการลงทุนเลยทั้ง ๆ ที่มีเงินสดจำนวนมากและเตรียมสะสมเงินสดเพิ่มเพื่อที่จะลงทุนให้เป็น 1 ใน 3 ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด

ในระหว่างนี้ผมก็คิดไปเรื่อย ๆ ว่าจะใช้กลยุทธอย่างไรในการซื้อหุ้นโลกหรือหุ้นสหรัฐ เดิมผมคิดว่าจะไปลงทุนเองและเลือกหุ้นในสไตล์ที่ถนัดคือ หุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่น่าจะรวมถึงหุ้นอย่างหลุยส์วิตตอง หรือหุ้นเทคที่มีความแข็งแกร่งและความได้เปรียบที่ยั่งยืนในระดับหนึ่งเช่น หุ้นอย่างกูเกิลหรือไมโครซอฟท์ หรือแม้แต่หุ้นอย่าง ASML หรือ TSMC ที่คนพูดกันว่าไม่มีคู่แข่งที่จะผลิตสินค้าแบบพวกเขาได้

ต่อมาผมก็คิดถึงการลงทุนในดัชนีระดับโลกต่าง ๆ เช่น หุ้นท็อป ๆ 10 ตัวด้านเทคโนโลยีของโลก หรือหุ้นที่เป็นตัวแทนของสหรัฐเช่น ดัชนี Nasdaq หรือดัชนี S&P500 เป็นต้น เพราะผมรู้สึกว่าการเลือกหุ้นเองเป็นสิ่งที่ยากเพราะหุ้นไม่ได้อยู่ในไทยและส่วนใหญ่แล้วเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผมมีความเข้าใจน้อยและคงตามไม่ทันแล้ว

สุดท้ายก็มาคิดว่า หรือจะลงทุนในหุ้นเบิร์กไชร์แฮทเทอเวย์หรือหุ้น BRK ของบัฟเฟตต์เสียเลย เพราะนี่คือหุ้นของบริษัทที่ลงทุนในหุ้นหรือบริษัทอื่น ๆ ที่เน้นการเลือกหุ้นแบบ VI มีผู้บริหารที่ไว้ใจได้และมีต้นทุนในการบริหารต่ำเพราะใช้คนน้อยและไม่มีต้นทุนค่าบริหารอื่น ๆ เช่นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนอะไรทำนองนั้น และที่สำคัญ

ผลงานการลงทุนที่ผ่านมานั้น “มโหฬาร” เป็นสถิติที่โลกไม่เคยพบเห็นอยู่แล้ว คือทำผลตอบแทนแบบทบต้นประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันถึง 60 ปี เงิน 100,000 บาทถ้าลงทุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นปี 1966 ถึง 2025 จะกลายเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในเวลา 60 ปี เทียบกับผลตอบแทนของดัชนี S&P หรือดัชนีอะไรก็ตาม คงต่างกัน “คนละโลก”

และนั่นก็นำมาสู่การศึกษาหุ้นเบิร์กไชร์เทียบกับดัชนีหุ้น S&P500 อย่างละเอียดเพื่อที่จะดูว่าอนาคตหุ้น BRK จะทำได้เหมือนเดิมไหม? ถ้ายังคงทำได้ดีอยู่แม้จะไม่เท่าเดิม เช่น ลดลงมาครึ่งหนึ่ง คือได้ปีละ 10% แบบทบต้นต่อไปอีกหลายสิบปี การลงทุนใน BRK ก็ยังคุ้มค่า

การศึกษาจะเริ่มจากสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 2025 คือสิ้นปีที่แล้วเป็นเวลา 60 ปี ซึ่งพบว่าในช่วง 10 ปีแรกคือสิ้นปี 1965 ถึงสิ้นปี 1975 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์คือปีละ 8.3% แบบทบต้น นั่นคือเวลาที่ไม่ดีของตลาดหุ้นด้วย เพราะS&P ให้ผลตอบแทนเพียง 3.7% ต่อปี ดังนั้น บัฟเฟตต์ทำได้ดีกว่าประมาณ 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งต้องถือว่า “ดีเยี่ยม” เพราะอย่างที่เราทราบ “เซียนหุ้น” ระดับโลกนั้น สถิติส่วนใหญ่ก็มักจะเหนือกว่าดัชนีตลาดไม่เกิน 2-3% ต่อปีในระยะยาว

10 ปีที่สองคือสิ้นปี 1975-1985 ผลตอบแทนของเบิร์กไชร์ก็ “กระฉูด” อานิสงค์จากการเปลี่ยนกลยุทธจากการลงทุนในหุ้น “ก้นบุหรี่” ราคาถูกมากแบบเบนเกรแฮม เป็นหุ้นแบบซุปเปอร์สต็อกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ ผลตอบแทนทบต้นในช่วง 10 ปี สูงถึง 40.4% ต่อปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 14.1% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าเป็น “ทศวรรษทองของตลาดหุ้นอเมริกา” ด้วย
 
10 ปีที่สามคือสิ้นปี 1985-1995 โลกและเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกายิ่งสดใสมากขึ้นอานิสงค์จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและโลกกลายเป็น “ทุนนิยมเต็มตัว” หุ้น BRK ยังพุ่งขึ้นรุนแรงตลอดทศวรรษ ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีถึง 29.2% ในขณะที่ S&P เติบโตให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงหลายทศวรรษที่ 14.9% และนี่ก็คือช่วง 10 ปีที่เป็น “ปีทองฝังเพชร” ของหุ้นอเมริกา

รวม 30 ปีตั้งแต่สิ้นปี 1965 ถึง 1995 โดยเฉลี่ยแบบทบต้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ 25.2% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 854 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนในดัชนี S&P ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละ 10.8% ห่างกันถึง 14.4% เงิน 1 ล้านบาทกลายเป็น 21.5 ล้านบาท ในเวลา 30 ปี ชื่อของบัฟเฟตต์และเบิร์กไชร์กลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” ในโลกของการลงทุน หนังสือการลงทุนเกี่ยวกับกลยุทธการลงทุนของบัฟเฟตต์และ “Value Investments” ออกมาเต็มแผงหนังสือ และนั่นก็คือจุดเริ่มของ “ขบวนการ VI ในประเทศไทย” ด้วย

10 ปีที่สี่ ตั้งแต่สิ้นปี 1995-2005 สถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง BRK ให้ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นที่ 10.7% ในเวลาติดต่อกัน 10 ปี ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 9.1% น้อยกว่าเพียง 1.6% ต่อปี อานิสงค์คงมาจากพอร์ตของ BRK ที่ใหญ่ขึ้นมาก การทำผลตอบแทนดีเยี่ยมแบบที่เคยทำได้ในช่วงที่พอร์ตยังเล็กทำได้ยากขึ้นมาก

10 ปีที่ห้า ตั้งแต่สิ้นปี 2005-2015 เบิร์กไชร์ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นแรงถ่วงเนื่องจากขนาดของพอร์ตไปได้ ในช่วงเวลา 10 ผลตอบแทนแบบทบต้นยังคงได้เพียงปีละ 8.4% ในขณะที่ S&P ให้ผลตอบแทน 7.3% ความแตกต่างคือ 1.1% ต่อปีแบบทบต้น อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 ที่ทำให้ตลาดหุ้นย่ำแย่ตลอด 10 ปีในช่วงเวลานี้ ซึ่งเบิร์กไชร์เองก็หนีไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม ปีวิกฤติ 2008 ก็ทำให้บัฟเฟตต์ก้าวขึ้นสู่คนที่ “รวยที่สุดในโลก” อานิสงค์จากการที่คนรวยคนอื่นจนลงมากกว่า ในขณะที่ผลตอบแทนสะสมของการลงทุนยาวนานเกือบ 50 ปีของเขาทำให้เขามีความมั่งคั่งประมาณ 62 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทในขณะนั้น

10 ปีสุดท้ายตั้งแต่สิ้นปี 2015-สิ้นปี 2025 นี่คือยุคที่ บัฟเฟตต์เองก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นแบบ S&P นั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะดีกว่าการเลือกหุ้นลงทุนเองไม่ว่าจะใช้กลยุทธแบบไหนรวมถึง VI ซึ่งแสดงออกผ่านการให้สัมภาษณ์และการที่เขาท้าพนันกับผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ระดับ “มือทอง” ว่า ภายในเวลา 10 ปี S&P500 จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันลงทุนกับเฮดจ์ฟันด์คนไหนก็ได้

ผลตอบแทนการลงทุนของ BRK ในช่วง 10 ปีสุดท้ายนี้ บัฟเฟตต์ทำได้ 14.3% ซึ่งก็ถือว่า “ยอดเยี่ยมมาก” และเป็นสถิติที่ “เซียน” นักลงทุนที่ดีที่สุดจะทำได้ในช่วงเวลาถึง 10 ปี แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะตลาดหุ้นในช่วง 10 ปีหลังนี้ “ดีเหลือเกิน” คือ S&P ให้ผลตอบแทนถึงปีละ 14.8% แบบทบต้นและสูงกว่าหุ้น BRK เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่ 0.5%

โดยรวมแล้ว ในช่วง 30 ปีหลังนั้น หุ้น BRK ให้ผลตอบแทนแบบทบต้น 11.1% ต่อปี และ S&P ให้ผลตอบแทน 10.4% ส่วนต่างเพียง 0.7% ต่อปี ในขณะที่ส่วนต่างนี้ลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นติดลบในช่วง 10 ปีสุดท้ายและเป็นช่วงเวลาที่บัฟเฟตต์ใกล้จะเกษียณ และชาลีมังเกอร์จากไป และเบิร์กไชร์หาหุ้นลงทุนยากขึ้นทุกที บริษัทเต็มไปด้วยเงินสดที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

สรุปอีกครั้งในชั้นนี้ก็คือ ผลงานของ BRK ใน 30 ปีแรกคือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเท่ากับ 25.2% ในขณะที่ 30 ปีหลังได้เพียง 11.1% รวมแล้วได้ผลตอบแทนทบต้นประมาณ 19.7% ต่อปีในช่วงเวลา 60 ปี ในส่วนของ S&P นั้น 30 ปีแรกให้ผลตอบแทน 10.8% และช่วง 30 ปีหลังให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันมากที่ 10.4% ซึ่งแสดงถึงความมั่นคง คงที่คงวาของผลตอบแทนของดัชนี S&P ที่ให้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ประมาณ 10% เป็นเวลาติดต่อกันถึง 60 ปี

นอกจากขนาดของผลตอบแทนแล้ว ถ้าดูเรื่องรายละเอียดของผลงานปีต่อปีระหว่าง BRK กับ S&P ก็คือ ในช่วง 30 ปีแรก บัฟเฟตต์จะชนะประมาณ 70% และแพ้ 30% และถ้าดูปีที่พอร์ตขาดทุนก็พบว่า BRK ขาดทุนไป 6 ปี ในขณะที่ S&P ติดลบไป 7 ปี
ในช่วง 30 ปีหลัง เบิร์กไชร์ชนะ S&P น้อยลงคือ ประมาณ 60% ต่อ 40% และปีที่ขาดทุนของ BRK เหลือ 5 ปีใน 30 ปี ส่วนของ S&P เหลือติดลบ 6 ปี

ภาพรวมทั้งหมดจากข้อมูล 60 ปีที่กล่าวมานั้น ผมสรุปว่า BRK นั้น “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” และเราอาจจะไม่พบกองทุนหรือนักลงทุนคนไหนอีกที่จะทำได้ในอนาคตต่อจากนี้ เพราะเราอาจจะไม่สามารถพบสถานการณ์หรือสภาวะแวดล้อมพิเศษและนักลงทุนระดับบัฟเฟตต์พร้อมกันได้อีก แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ นั้นเกิดขึ้นแค่ในช่วง 30 ปีแรกเท่านั้น

30 ปีหลัง ผลงานของเบิร์กไชร์จริง ๆ แล้วต้องถือว่า “ธรรมดา” และพอ ๆ กับดัชนี S&P ที่ไม่ต้องเลือกหุ้นเลย ใคร ๆ ก็ทำได้ และว่าที่จริงผลงานใน 10 ปีสุดท้ายนั้น ต่ำกว่า S&P 0.5% ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามอง “อีกด้านหนึ่ง” ก็อาจจะบอกว่า
S&P หรือดัชนีตลาดที่รวมหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ 500 บริษัทเองนั้น ให้ผลงานลงทุนที่ดีเยี่ยมระดับ “สุดยอด” และทำได้ดีพอ ๆ กับบัฟเฟตต์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถ “สุดยอด” โดยเฉพาะในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อนาคตต่อจากนี้เมื่อไม่มีบัฟเฟตต์แล้ว BRK ก็อาจจะถดถอยลงได้

ผมเองไม่ได้บอกว่าเราควรเลือกลงทุนกับ BRK หรือ S&P 500 ผมยังอยู่ในโหมด “รอ”เพราะผมคิดว่าช่วงเวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐมีราคาสูงขึ้นมามากเกินไป อานิสงค์จากการบูมของ AI และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลา ก็มีโอกาสเปลี่ยนกลยุทธลงทุนใน “หุ้นโลก” อีก เพราะสถานการณ์และภาวะแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เช่นเดียวกับความคิดของเรา




From Settrade.com

01 กันยายน 2569

เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน


เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน

มีคนเคยเล่าว่า ตอนเขาไปงานประชุมการ “ลงทุน” ในอเมริกา “บิล เกตส์” เป็นวิทยากร แล้วเขาก็ถามคำถามที่ทำเอาคนทั้งห้องหัวเราะ
.
เขาถามว่า “คุณซึ่งรวยที่สุดในโลก จะยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายจนๆ ไหม?”
.
คำตอบของบิล เกตส์ คือ... "ไม่"
มันไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ”
.
บิล เกตส์บอกว่า..
“ความร่ำรวย ไม่ใช่การมีเงินในบัญชีเยอะๆ แต่มันคือความสามารถในการหาเงิน และ การรักษาความมั่งคั่งไว้ต่างหาก”
.
เขายกตัวอย่างว่า
• คนที่ถูกรางวัลลอตเตอรี่ ต่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่ 5 ปีต่อมาก็กลับมาจนเหมือนเดิม เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีจัดการเงิน (Money Management)
• ในทางกลับกัน มีคนที่ดูเหมือนจะไม่มีเงินเลย เช่น เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ แต่เขากำลังพยายามพัฒนาความรู้ทางการเงิน นั่นแหละคือ “คนรวย” ที่แท้จริง
.
ความต่างของคนรวยกับคนจน
• คนรวยพร้อมที่จะลุยเพื่อรวย แต่คนจนบางครั้งเลือกทางลัด เช่น ขโมยหรือทำร้ายคนอื่นเพื่อได้เงิน
• คนรวยมองว่าตัวเองต้องเรียนรู้และหาข้อมูลเพื่อพัฒนาชีวิต แต่คนจนคิดว่าต้องรอให้คนอื่นมาช่วย
.
ความจนไม่ได้น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือ.. ไม่มีความพยายาม
.
สรุป คือ..
บิล เกตส์ ไม่ได้หมายความว่าคนจน คือ คนที่ไม่มีเงิน
แต่หมายถึงคนที่ไม่มีความคิดหรือความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองต่างหาก
.
“ความรวยมันเริ่มที่ใจ” บิล เกตส์ ว่าไว้!



31 สิงหาคม 2569

IQ VS EQ ในการลงทุน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความก้าวหน้าของ AI ในการคิด วิเคราะห์ และประเมินมูลค่าพื้นฐานของตัวหุ้นหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากมายในการลงทุนนั้น ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และในไม่ช้าก็คงจะเหนือกว่าคนที่เก่งมากระดับ “เซียน” นอกจากนั้น มันยังทำได้เร็วมากซึ่งทำให้สามารถค้นหาหุ้นได้ทั้งตลาดและทั่วโลกเหมือน “ตะแกรง” ที่จะ “ร่อนหุ้น” ให้เหลือแต่หุ้นตัวที่ดี ๆ มีศักยภาพที่จะเติบโตและทำกำไรให้กับเราได้ถ้าเราเลือกซื้อลงทุน

แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น ลองมาดูศาสตร์และศิลป์ของการลงทุนแนว “VI” ที่เราศึกษาและปฏิบัติมานานและสำหรับหลาย ๆ คน นำมาใช้ในการลงทุนจนร่ำรวยมาแล้วว่ามันมีอะไรบ้าง และอนาคตมันจะไปทางไหน เพื่อที่จะสามารถบอกได้ว่าการใช้ AI ในการลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดก็คือ “ศาสตร์” ของการลงทุนหรือการเลือกตัวหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ต้องอาศัยความรู้ทางด้านการเงิน การค้นหาข้อมูล และการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น คนที่จะทำได้ดีต้องมี “IQ” ค่อนข้างสูง แต่นั่นยังไม่พอ เพราะการลงทุนแบบ VI นั้น ยังต้องการ “แนวความคิด” ในการลงทุนที่ถูกต้อง และต้องมีอารมณ์ที่มั่นคงในการถือหุ้นที่ลงทุนไว้แล้ว ตัวอย่างของศิลปะเหล่านี้ก็เช่น เรื่องของการทำใจไม่ให้โลภหรือกลัวในภาวะที่ตลาดผันผวนหนัก หรือความใจเย็นอดทนรอได้ในยามที่สถานการณ์ยังไม่เป็นไปตามที่คาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ “EQ” ของนักลงทุนที่จะต้องค่อนข้างสูงถ้าจะประสบความสำเร็จ



ลองมาดู IQ ของ 10 “เซียนหุ้นระดับโลก” ซึ่งผมจะวัดจากการศึกษาของพวกเขาซึ่งน่าจะบอกถึง IQ อย่างคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้

1) วอเร็น บัฟเฟตต์ ตอนเรียนปริญญาตรีสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจ “วาร์ตัน U of Penn” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจระดับท็อป ๆ ของโลก แต่เรียนเพียง 2 ปี ก็ย้ายกลับบ้านมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้า แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทที่โคลัมเบีย เพราะเบน เกรแฮม สอนอยู่

2) เบน เกรแฮม เรียนจบแค่ปริญญาตรีที่โคลัมเบีย แต่ด้วยความสามารถบางอย่างเขากลับได้รับเชิญให้ไปสอนชั้นเรียนของคณะบริหารธุรกิจปริญญาโทของโคลัมเบียซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

3) ชาลี มังเกอร์ เรียนปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ที่ U of Michigan แต่ลาออกตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วไปได้ประกาศนียบัตรทางด้านดาราศาสตร์ที่ Caltech ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อป ๆ ของโลกด้านวิทยาศาสตร์ และสุดท้ายกลับไปได้ปริญญาทางด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ดด้วยเกียรตินิยมทั้ง ๆ ที่ไม่เคยจบปริญญาตรี

4) ปีเตอร์ ลินช์ จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจที่บอสตันคอลเลจ และ MBA ที่วาร์ตัน ซึ่งเป็นยูดังระดับโลกทั้งคู่

5) เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale ซึ่งเป็น “Ivy Leage U” หรือกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับสูงสุดของสหรัฐ ด้วยคะแนนเกือบสูงที่สุดในรุ่น และเรียนต่อมหาวิทยาลัย Oxford ในสาขากฎหมายด้วยทุน “Rhode Scholar” ที่ทรงเกียรติมากที่สุดในโลกทุนหนึ่ง

6) Seth Klarman จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีจาก Cornell ด้วยเกียรตินิยม และต่อ MBA ที่ฮาร์วาร์ดด้วยทุน Baker ซึ่งคนที่ได้รับต้องเป็นระดับท็อปเท่านั้น

7) Howard Marks จบปริญญาตรีเกียรตินิยมทางด้านการเงินจากวาร์ตันและไปต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

8) Walter Schloss ศิษย์เบนเกรแฮมรุ่นแรก ๆ และรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ที่มีการศึกษาแปลกมากคือ ไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่เข้าเรียนคอร์สของเบน เกรแฮม ที่โคลัมเบียแล้วต่อมาทำงานกับเบนที่บริษัทบริหารกองทุน Graham-Newman

9) Joel Greenblatt ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นคนที่ทำ “Magic Formula” หรือโมเดลที่ใช้เลือกหุ้นโดยใช้สูตรแบบ VI คัดกรองหุ้นที่สามารถเอาชนะการลงทุนแบบอื่นสูงมาก และก็เช่นเดียวกับอีกหลายคน เขาจบปริญญาตรีจากวาร์ตันด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและจบ MBA ที่ U of Penn เช่นเดียวกัน

10) ฟิลิป ฟิชเชอร์ จบแสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยดังระดับโลกและเป็น ไอวีลีก ในระดับปริญญาตรีและเรียนต่อโท แต่ลาออกไปก่อน

โดยรวมแล้ว ทั้ง 10 “เซียน VI” นั้นเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกถึง 8 คน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ 5 คน จบกฎหมาย 2 คน และ 1 คน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าต้องเป็นคนที่มี IQ สูงแน่นอน รวมถึงวอลเตอร์ สล็อสที่เป็นข้อยกเว้นเรื่องการเรียน

พูดถึงเรื่องนี้ ผมยังจำได้ว่าสมัยที่ผมได้ทุนไปทัวร์สหรัฐเป็นเวลา 45 วัน ในฐานะ “ผู้นำนักศึกษาแห่งเอเซีย” เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว หัวหน้าทัวร์ถามกลุ่มนักศึกษาว่า ใครเป็น “ลูกคนโต” ในจำนวน 10 คน มีคนยกมือถึง 7-8 คน แล้วถามว่าใครเป็น “คนสุดท้อง” ซึ่งมีอยู่คนเดียวคือผม นั่นคือในยุคที่ครอบครัวมีลูกกันเฉลี่ยประมาณ 5-6 คน ดังนั้น ในสังคมโดยรวมแล้ว ลูกคนโตกับลูกคนสุดท้องจึงเป็น “คนส่วนน้อย” แต่การที่มาปรากฏตัวในกลุ่มลูกทัวร์จึงเป็นเรื่องแปลก

หลังจากนั้น หัวหน้าทัวร์จึงเฉลยว่า การเป็นลูกคนโตนั้น ในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสจะเป็น “ผู้นำ” สูงกว่าลูกในลำดับอื่นมาก เพราะลูกคนโตเห็นและทำตามพ่อแม่มากกว่าลูกคนรอง ๆ นอกจากนั้น ลูกคนโตยังมักจะต้องดูแลน้อง ๆ ดังนั้น พวกเขาถูกสอนให้เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ในขณะที่ลูกคนสุดท้องนั้น มักจะเป็น “ผู้ตาม” เสมอ

แต่เขาก็รีบหันมาทางผมและพูดต่อทันทีว่า แต่อย่าเสียใจว่าคุณไม่ใช่ลูกคนโตหรือไม่ได้เป็นผู้นำจริง ๆ ลูกคนสุดท้องแต่เป็น “ผู้นำ” นั้น เป็นคน “พิเศษ” และคงเป็นคนที่สามารถพัฒนาทักษะได้ด้วยตนเอง สามารถเอาชนะ ความลำเอียงตามธรรมชาติได้ ดังนั้น “You are special” ผมก็ยิ้มสิครับ

และนั่นก็จบเรื่องของ IQ กับการลงทุน



เรื่องของ EQ นั้น คือเรื่องที่ต่อจาก IQ นั่นก็คือ เรามักใช้ IQ ในการเลือกหุ้น แต่หลังจากเลือกและซื้อแล้ว การถือหุ้นต่อไปมักจะขึ้นอยู่กับ EQ แม้ว่า VI จำนวนมากอาจจะเถียงว่าขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นและพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าหุ้นขึ้นไปสูงกว่าพื้นฐานแล้วก็ขาย หรือถ้าพื้นฐานแย่ลงก็จะขาย เป็นต้น และสิ่งเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับ IQ ของเราอยู่ดี แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ใช่

ตลาดหุ้นเกิดปั่นป่วน ราคาตกลงมาแรงทุกตัว เราอาจจะตกใจ รีบขายหุ้นไปก่อน หรือมีข่าวที่มากระทบรุนแรง AI จะมาทำลายหรือ Disrupt ธุรกิจของบริษัทที่เราถือหุ้น รีบขายก่อน ตอนนี้หุ้นขึ้นไป ต้องรีบ “เท็คโปรฟิต” หรือ “กลัวตกรถ” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจหรือวิเคราะห์ได้ถูกต้อง บางทีมากกว่าพื้นฐานทางวิชาการด้วยซ้ำ และดังนั้น VI โดยเฉพาะที่จะเป็น “เซียน” ได้ จะต้องมี EQ ที่ดีสุดยอดหรือดีกว่าความสามารถที่ใช้ IQ ด้วยซ้ำ



ต่อไปนี้คือ EQ หรือความสามารถด้านอารมณ์ที่ผมคิดว่าจำเป็นสำหรับ VI ที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าเซียนทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นน่าจะมี EQ สูงมาก ตัวอย่างเช่น

1) อดทนหรือทนรอได้ ไม่รีบซื้อหุ้นถ้ายังไม่เจอตัวที่ดีหรือชัวร์จริง ๆ บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่าเขาจะรอซื้อหุ้นคล้ายพิชเชอรที่จะตีลูกเบสบอลที่ขว้างเข้ามาอยู่ในมุมที่ตีง่ายที่สุด ถ้ายังไม่เจอก็รอต่อไปเรื่อย ๆ เพราะหุ้นไม่เหมือนเบสบอลที่ถ้าไม่ตี 3 ครั้งจะเสียแต้ม

2) กล้าสวนกระแสคนอื่น ไม่ว่ากระแสนั้นจะแรงแค่ไหน เช่น ทุกคนกำลังเล่นหุ้น AI เราไม่เอา หรือคนอื่นกำลังลงทุนในทองหรือคริปโต เราไม่สน ใคร ๆ เขากำลังทำเงิน เราอยู่เฉย ๆ ได้

3) เวลาคนอื่นโลภ เรากลัว เวลาคนอื่นกลัว เราโลภ แต่นี่ก็ต้องไม่ใช่ทุกครั้ง เราต้องใช้ IQ ประกอบด้วยว่าสมควรโลภหรือสมควรกลัว

4) กล้าที่จะบอกว่า “ผมไม่รู้” วิเคราะห์ไม่เป็น หรือยอมรับว่า IQ ไม่ถึง ธุรกิจมันซับซ้อนเกินไป โอกาสคิดผิดหรือคิดถูก 50-50 เราต้อง “ Say No” หรืออยู่เฉย ๆ

5) ความสามารถในการถือเงินสดไว้เฉย ๆ เป็นเวลาหลายปี มองคนอื่นทำเงินง่าย ๆ อย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า –แบบบัฟเฟตต์ หรือก็คือ ยอมตกรถดีกว่ารถอาจจะคว่ำ

6) สุดท้าย รักษาวินัยในการลงทุนอย่างมั่นคง เช่น การกระจายการถือหุ้นให้เพียงพอ ไม่ถือหุ้นตัวเดียวมากเกินกำหนด เป็นต้น เพื่อป้องกันหายนะแม้ว่าโอกาสจะต่ำมาก

ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ การประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบ VI จำเป็นที่จะต้องมีทั้ง IQ และ EQ ในระดับหนึ่ง ยิ่งมีมากก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อนาคตที่ AI สามารถเข้ามาทำงานแทนเรามากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านของ IQ การมี IQ สูงก็อาจจะไม่จำเป็นเท่ากับการมี EQ สูง ซึ่งผมคิดว่า AI ไม่สามารถทำแทนได้








From Settrade.com

24 สิงหาคม 2569

กลัวรถคว่ำ อย่ากลัวตกรถ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

กระแส “AI” ของโลก ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัว ChatGPT ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยี “ทั่วโลก” โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัล “ขนาดยักษ์” ของโลกเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “Magnificent 7” หรือกลุ่ม “หุ้นนางฟ้าทั้ง 7” ของตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งประกอบด้วย Nvidia Microsoft Apple Google Amazon Meta และ Tesla ปรับตัวขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” และมีมูลค่าหุ้นมโหฬารแทบจะ “กลืนกิน” หุ้นอื่นที่เหลือทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์

เพราะตลาดเชื่อว่าในเวลาไม่ช้านาน AI จะเอาชนะเทคโนโลยีเดิม ๆ ของโลกได้ทั้งหมด ธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหลายจะถูก Disrupt หรือถูกทำลายโดย AI ที่จะเข้ามาผลิตสินค้าหรือให้บริการแทนที่เทคโนโลยีเดิมหรือแม้แต่ “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น มูลค่าของ AI จึงควรมีค่ามหาศาลในขณะที่เทคโนโลยีเดิมจะไม่สามารถโตได้ และหลาย ๆ อย่างจะหมดค่าลง เทคโนโลยี AI กำลัง “ปฏิวัติโลก” โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” หรือ “ตกรถ” 

ตลาดหุ้นโดยเฉพาะที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นหลักตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น พอครบปีในเดือนพฤศจิกายน 2023 ดัชนีก็เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26.7% และก็ยังปรับตัวขึ้นในปีต่อไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอีกถึง 32.2% เมื่อบริษัทต่าง ๆ เริ่มให้บริการและลงทุนในการสร้าง AI เพิ่มขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” นับเป็นล้านล้านเหรียญในอีกหลายปีข้างหน้า

การเพิ่มขึ้นของดัชนีนั้น ที่จริงแล้วนำโดยหุ้นยักษ์เพียง 7 ตัวที่ต่อมาในปี 2023 ถูกเรียกว่าหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” ที่เข้ามาทำ AI กันแทบทุกบริษัท ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงแบบ “หลุดโลก” คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐอย่างที่โลกนี้ไม่เคยประสบมาก่อน ในขณะที่หุ้นเท็คอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ AI นั้นกลับเติบโตน้อยมาก

ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศจีนนั้น แทบจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือผลกระทบจากการประกาศและเปิดตัวของ ChatGPT เลยทั้ง ๆ ที่จีนในยุคสิบปีหลังนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแทบจะไม่แพ้อเมริกาเลยในแทบทุกด้าน อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่ของประเทศถูก “กำหราบ” โดยรัฐบาลจีนที่ไม่ต้องการให้บริษัท “มีอำนาจ” มากเกินไป ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ “ไม่ไปไหน” มาหลาย ๆ ปี

ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 ถึง พฤศจิกายน 23 ปรับตัวลดลง -10.7% และต่อไปในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นเพียง +4.6% จีนดูเหมือนว่าจะ “ตกขบวน AI” โลกเสียแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนนั้นแพ้แม้กระทั่งหุ้นทั่วไปของจีนที่มักจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ดัชนีในช่วงเวลา 2 ปีเดียวกันนั้น ให้ผลตอบแทนที่ -1.4% และ +9% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2024 สถานการณ์เกี่ยวกับหุ้นเท็คขนาดใหญ่ของจีนก็เริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและรวดเร็วอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าหุ้นเหล่านั้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของมัน และพวกเขาก็เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเพราะอาจจะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ดี ๆ กำลังเกิดขึ้น

ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2024 จนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน หุ้นเท็คขนาดใหญ่จำนวน 10 ตัว ที่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถูกขนานนามว่า “The Terrific 10” หรือที่ผมเรียกว่า “หุ้นทศเทพจีน” มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้

1) หุ้น Baba หรืออาลีบาบา ปรับตัวขึ้นไป 72.9% ภายในเวลา 3 เดือน และนี่ก็คือหุ้นที่ทำกิจการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตคล้าย ๆ กับหุ้น อะมาซอนที่อยู่ในกลุ่ม Mag 7

2) หุ้น Jd.Com ปรับตัวขึ้นไป 17.5% นี่ก็ทำ E-Commerce คล้าย ๆ กับอะมาซอนเหมือนกัน

3) หุ้น BYD ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชั้นนำที่น่าจะมีขนาดและความสามารถพอ ๆ กับเทสลา หุ้นปรับตัวขึ้นไป 37.5% ภายในเวลา 3 เดือน

4) หุ้น Geely ก็ทำรถไฟฟ้าเช่นกัน แต่เล็กกว่า BYD ราคาหุ้นขึ้นไปพอ ๆ กันที่ 36.3%

5) หุ้น Xiaomi ทำโทรศัพท์มือถือและรถไฟฟ้าที่จะใช้ AI ขับรถอัตโนมัติเหมือนกับแอปเปิลผสมกับเทสลา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 80.8% ภายในเวลาแค่ 3 เดือน

6) หุ้น Tencent ซึ่งเป็นเจ้าของ WeChat แอ็ปสื่อสังคมคล้าย ๆ กับ Facebook ราคาหุ้นขึ้นไป 29.1%

7) หุ้น NetEase ทำเกมออนไลน์และธุรกิจบันเทิงคล้าย Facebook บางส่วน ราคาปรับขึ้นไป 20%

8) หุ้น Baidu นี่คือหุ้นที่ทำแบบเดียวกับ Google ค้นหาข้อมูลและทำแผนที่รวมถึงการทำระบบขับขี่รถยนต์อัตโนมัติ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 13.7%

9) หุ้น Meituan ตัวนี้ไม่คล้ายพวก 7 นางฟ้า แต่คล้าย ๆ อูเบอร์หรือแกรบที่ส่งอาหาร ราคาหุ้นลดลง -2.5%

10) หุ้น SMIC บริษัทนี้คล้าย Nvidia หรือ TSMC ของไต้หวัน ที่ทำการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ที่ใช้ทำ AI ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 116.4% ภายในเวลา 3 เดือน

โดยเฉลี่ยแล้วทั้ง 10 ตัวให้ผลตอบแทนทางด้านราคาถึง 42.2% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน และเหตุผลดี ๆ ที่ “ตามมาทีหลัง” ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือ

1) ในวันที่ 20 มกราคม 2025 มีการเปิดตัว DeepSeek -R1 ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ ChatGPT แต่ต้นทุนในการทำถูกกว่ามาก และนี่จะท้าทายเทคโนโลยี AI ของสหรัฐ

2) วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 สี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำเทคโนโลยีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ของจีน และได้พบปะกับแจ็ค หม่า ที่เคยถูกรัฐบาลเล่นงานมาก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการแสดงว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเอกชนเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับบริษัทของสหรัฐในด้านของเทคโนโลยีแล้ว

3) นักลงทุนระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุนและให้ฉายาบริษัทขนาดใหญ่ของจีนกลุ่มนั้นว่ามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับ Mag 7 ได้ โดยเรียกว่า “Terrific 10” ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2025

ผมเองติดตามปรากฎการณ์เหล่านั้นและประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าหุ้นเหล่านั้นน่าสนใจทีเดียวในแง่ของตัวบริษัทเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของจีนนั้น “สุดยอด” อยู่แล้ว และอย่างน้อย ธุรกิจในประเทศจีนเองก็ใหญ่พอที่จะรองรับกำลังผลิตของบริษัทเหล่านั้นได้ในกรณีที่ไม่สามารถแข่งกับ Mag 7 ในระดับโลก ราคาหุ้นของ Terrific 10 ก็ไม่แพงเลย

อย่างไรก็ตาม วันที่ผมตระหนักในเรื่องนี้ ราคาก็ขึ้นไปเฉลี่ยถึงกว่า 40% แล้วในเวลาแค่ 3 เดือน ผมจึงไม่ซื้อ และก็ได้เขียนบทความลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2025 เรื่อง “ตกรถหุ้นทศเทพจีน?” เพราะผมคิดว่าผมพลาดไปที่ไม่ได้ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้นแรงและน่าจะขึ้นต่อไปโดยที่ผมไม่ได้อยู่ในนั้น พูดง่าย ๆ คงจะ “ตกรถ” ไปแล้ว แล้วก็ “เลิกสนใจ” ติดตามหุ้นกลุ่มนี้จนถึงล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ ปีครึ่ง ก็พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในวันที่ผมคิดว่า “ตกรถ”นั้น ราคาหุ้นขึ้นไปที่จุดสูงมากหรือสูงสุดและหลังจากนั้นก็ตกต่ำลง

หุ้น Baba ปรับตัวลดลงมาประมาณ -17% ในช่วงเวลา 18 เดือน 2) หุ้น Jd.com -28.7% 3) หุ้น BYD -29.1% 4) หุ้น Geely +7.14% 5) หุ้น Xiaomi ติดลบหนักถึง -43.9% 6) หุ้น Tencent -11.6% 7) หุ้น NetEase +26.3% 8) หุ้น Baidu +2% 9) หุ้น Meituan ลบหนักมากถึง -47.8% และ 10) หุ้น SMIC ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เป็น “ดารา” และได้อานิสงค์จากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ให้คนทำ AI ทั่วโลกที่ หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออีก +33.8% ในเวลา18 เดือน หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นถึง 116.4% ใน 3 เดือนก่อนหน้านั้นมาแล้ว

โดยเฉลี่ยแล้ว “หุ้นทศเทพจีน” ติดลบ -10.9% ในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือน ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเท็ครวมถึง AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +28.2% ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งที่ก่อนหน้านั้นดัชนีนี้ไม่ไปไหนมานานมาก

ถ้านับจากวันที่หุ้นทศเทพจีนเริ่มวิ่งขึ้นไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 จนถึงวันนี้ที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ 21 เดือน หุ้นทศเทพก็ยังให้ผลตอบแทนราคาเป็นบวกประมาณ 26.7% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก่อนที่หุ้นจะวิ่ง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปซื้อหลังจากที่หุ้น “ดังระเบิดแล้ว” เพราะ “กลัวตกรถ” กลับกลายเป็นเสียหาย ถือมาปีครึ่งแต่ก็ยังขาดทุนกว่า 10%

ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าหุ้นเท็คจีนอย่างไรก็น่าจะดีเพราะจีนเองมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง วิธีลงทุนที่ดีกว่าก็อาจจะเป็นการซื้อหุ้นตามดัชนีเสิ่นเจิ้น เพราะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันคือ 21 เดือนนับจากเดือน พฤศจิกายน 2024 ที่สภาพแวดล้อมทางด้านของรัฐบาลจีนดีขึ้นแล้ว จนถึงวันนี้ก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 35% ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

ผมดีใจที่ไม่ได้ซื้อหุ้นในกลุ่มทศเทพในวันนั้น มิฉะนั้น ผมอาจจะเจ็บตัวหนัก เพราะหุ้นตัวที่ผมสนใจลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์แบบ “หายนะ” ด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้ผมอยากจะจำเป็นสุภาษิตว่า “ตกรถไม่เป็นไร รถคว่ำตายแน่”






From Settrade.com

17 สิงหาคม 2569

ออมแบบ VI-บริโภคแบบVI-ลงทุนแบบ VI - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

คนที่ประสบความสำเร็จสูงหรือรวยนั้น มักมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ เป็นคนที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือการเลื่อนการ “บริโภค” ในวันนี้เพื่อที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้าหรือในอนาคต และเรื่องนี้มีการศึกษาโด่งดังที่มีคนทำในช่วงทศวรรษ 1970แล้วพบว่าเป็นจริงชื่อ การศึกษา “Marshmallow Test” ที่ให้เด็กเล็กเลือกว่าจะกินขนมน้ำตาลแมร์ชแมล์โลว์ 1 ชิ้นทันที หรือรอ 15 นาทีแล้วจะได้กิน 2 ชิ้น ผลก็คือ เด็กที่ “รอได้” นั้น เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มักจะประสบความสำเร็จสูงกว่า และมีคะแนนการสอบมาตรฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ SAT Score สูงกว่าเด็กที่กินขนมทันที

การอดทนหรือ “เลื่อนการบริโภคในวันนี้เพื่อหวังที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้า” ที่พูดถึงในการศึกษานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ นิยามของ “การลงทุน” นั่นก็คือ คุณมีเงินแต่กลับไม่รีบใช้ทันที แต่นำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของมันจะมากขึ้น ซึ่งทำให้คุณสามารถขายแล้วนำเงินมาบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น คุณมี “เงินออม” พร้อมจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทในวันนี้ แต่คุณกลับไม่ซื้อ แล้วนำเงินไป “ลงทุน” ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหลังนั้น เพราะคุณคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ทำบ้านขายได้ยอดเยี่ยม เวลาผ่านไป 15 ปี ราคาหุ้น (รวมปันผล) ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15% เพราะมันเป็น “หุ้นดีราคาถูก แบบ VI” ตอนที่คุณซื้อ นั่นทำให้มูลค่าของเงิน 5 ล้านบาทสูงขึ้นเป็น 8 เท่า หรือกลายเป็น 40 ล้านบาท คุณสามารถซื้อบ้านแบบเดิมได้ 8 หลัง หรือเปลี่ยนจากบ้านธรรมดากลายเป็นคฤหาสน์ได้ด้วยการ “เลื่อนการมีบ้านไป 15 ปี”

การเลื่อนการมีบ้านนั้น ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง คงจะคล้าย ๆ กับการอดการกินแมร์ชแมล์โลว์ของเด็กเล็ก พวกเขาทำเพราะเขาหวังจะได้บริโภคหรือมีบ้านที่มากกว่าหรือดีกว่าผ่านการลงทุนที่เขาคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี อาจจะด้วยหลักการแบบ Value Investments หรือ “VI” ในขณะที่เด็กเองก็หวังว่าผู้ใหญ่จะทำตามสัญญาว่าจะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ไม่มีการเบี้ยว

ชีวิตผมเองนั้น ตั้งแต่เด็กจนถึงอาจจะ 50 ปี ผมเป็นคนที่ชอบ “อดออม” ไม่บริโภคถ้าไม่จำเป็น และเลื่อนการบริโภคสินค้าบางอย่างถ้าสามารถเลื่อนได้ อย่างเช่นบ้านหรือรถยนต์ ว่าที่จริง ผมเพิ่งจะมี “บ้านที่เป็นของตนเอง” จริง ๆ ตอนอายุกว่า 50 ปีไปแล้ว และก็เพิ่งซื้อรถใหม่คันแรกในชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 52 ปีแล้วเช่นเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่เด็ก ครอบครัวและผมไม่เคยมีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้

พอเริ่มเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้ ผมก็มองหางานที่จะทำให้สามารถ “ออมเงินมากที่สุด” นั่นก็คือการไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัดเงินเดือน 3,000 บาทบวกค่าล่วงเวลาในช่วงหีบอ้อยปีละ 3-4 เดือน ซึ่งไม่มาก แต่ผมแทบไม่มีรายจ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมีอาหารฟรี 3 มื้อ มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องนอนอยู่ในโรงงาน และมีแม่บ้านทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องแบบที่ไม่ต้องซื้อ รายจ่ายประจำจริง ๆ ก็คือ พวกของใช้ส่วนตัวเช่น สบู่ ยาสีฟัน และการเดินทางไปกลับโดย “รถทัวร์” ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะกลับบ้านที่กรุงเทพและกาญจนบุรี และการพักผ่อน “ดูหนัง” และพบปะเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว

จำนวน “เงินออม” ของผมก็คือ รายได้จากการทำงานทั้งหมด หักด้วยเงินที่ต้องให้แม่ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่น่าจะประมาณ 30% หรือเดือนละพันบาทในช่วงเริ่มทำงาน และหักด้วยรายจ่ายส่วนตัวซึ่งไม่น่าจะเกินพันบาทต่อเดือน ที่เหลือคือเดือนละพันบาทบวกเงินค่าล่วงเวลาในช่วงฤดูหีบอ้อย จะถูกเก็บออมในธนาคารหมด ไม่มีการลงทุนอะไรทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นยังไม่มีตลาดหุ้น หรือมีก็ไม่ใช่ที่ที่จะลงทุน ในสายตาคนทั่วไป มันใกล้เคียงกับการพนันมากกว่า

เงินออมของผมที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็มีน้อยมากอานิสงค์จากรายได้ที่ไม่มากต่อมาอีก 10 ปีนั้น ถูกนำไป “ลงทุน” ใน “การศึกษา” ต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดและการเงินเป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าการ “จ่ายเงิน” เพื่อเรียนหนังสือนั้น จะทำให้ผมสามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต พูดอีกแบบก็คือ ผมใช้เงินเพื่อการศึกษาทันทีที่มีเงินพอ และนี่ถ้ามองย้อนหลังแล้วก็อาจจะพูดว่าผม “บริโภคแบบ VI” คือเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่เก็บแต่เงินแนว “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”

เมื่อผมมีลูก ผมก็จ่ายเงินเพื่อ “การบริโภค” คือด้านการศึกษาของลูกที่ผมยอมส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ที่ต้องใช้เงินสูงมาก เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของเขา มันรอไม่ได้ โดยเฉพาะทางด้านของ “ภาษาและแนวความคิด” ที่ผมเห็นว่าการเรียนอินเตอร์นั้น จะทำให้เขาเอาตัวรอดและมีคุณสมบัติในการคิดและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเปรียบเทียบกับผมที่ไม่ได้มีโอกาสแบบนั้นและทำให้คิดตลอดมาว่า ที่ตนเองยังรู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่าศักยภาพมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสได้ “เรียนอินเตอร์” มาตั้งแต่เด็ก

การบริโภคหรือการใช้จ่ายในสิ่งของ “ฟุ่มเฟือย” เช่นใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือกินอาหารหรูหรา หรือการท่องเที่ยวที่แพงมากของผมในช่วงที่ “กำลังเก็บออม” นั้น ต้องบอกเลยว่า “ไม่มี” และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการ “บริโภคแบบ VI” คือ ใช้เฉพาะที่จำเป็นและ ใช้จ่ายอย่าง “เน้นคุณค่า” หรือคุ้มค่าและรอไม่ได้อย่างเช่นเรื่องของการศึกษา “แบบอินเตอร์” ส่วนสินค้าราคาแพงและ “รอได้” เช่นบ้านและรถยนต์ ก็จะรอเพื่อที่จะเก็บออมเงินให้มากที่สุดที่จะนำไปลงทุน

โดยกลยุทธดังกล่าว ฐานะการเงินตลอดมาของผมจึงเป็นว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ตอนอายุ 22 ปี แม้ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น เก็บออมได้ถึง 30-40% ของรายได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงทุนทางการเงินอะไรได้ แต่นำไปใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นหลัก จนถึงจบการศึกษาอายุประมาณ 32 ปีก็ยังไม่มีเงินออมเลย แต่ทรัพย์สินที่เป็นตัวเราก็คงมีค่ามากขึ้นเพราะมีความรู้มากขึ้น

ตั้งแต่อายุ 32-44 เป็นเวลา 12 ปี นั้น รายได้ผมมากขึ้นอย่างชัดเจน และเงินออมก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผมยังมีความคิดแบบ “นักออม” ที่เป็นมาตลอด ใช้เฉพาะที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย หรูหรา แต่ก็ทำทุกอย่างที่คนอื่นที่มีฐานะค่อนข้างดีทำกัน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่ไม่ซื้อของที่มีราคาสูงจนเงินลดลงหรือหมดไป เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาของลูกที่อาจจะพูดได้ว่ายอมจ่ายมากกว่าคนอื่นที่มีฐานะระดับเดียวกันด้วยนั่นก็คือ การส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ในยุคแรก ๆ ที่คนรวยก็ยังไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนอย่างทุกวันนี้

เงินออมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของผมนั้น บางส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและบ้านที่ผมซื้อด้วยอารมณ์และกระแสสังคมและความรู้สึกว่าเป็น “การลงทุน” แต่จริง ๆ ไม่มีการวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะทั้งหมดนั้นในที่สุด “ล้มเหลวหมด” ที่เหลือก็คือเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างดี ระดับน่าจะ 6-7% ต่อปีขึ้นไป คิดแล้วเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใช้ได้เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำงาน ถ้าให้ประมาณก็น่าจะเก็บได้ประมาณซัก 30-40% ของรายได้

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมกลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว เงินออมทั้งหมด 100% ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถือหุ้นประมาณซัก 10-20 ตัว แต่ตัวหลัก ๆ น่าจะไม่เกิน 5-6 ตัว ตัวใหญ่ที่สุดไม่เกิน 20-30% ของพอร์ต ผลการลงทุนในช่วง 10 ปีแรกน่าประทับใจสุด ๆ ความมั่งคั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ชีวิตส่วนตัวแทบไม่เปลี่ยน ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนเดิมไปอีก 6-7 ปี ก่อน “เลิกทำงานประจำ”

ชีวิต 7 ปี ที่ทั้งลงทุนและทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถออมเงินเพิ่มมากที่สุด เหตุผลก็เพราะว่านั่นคือช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์และตำแหน่งงานสูงขึ้น เงินเดือนจึงมากขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ผมยังทำเหมือนเดิม ไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา ไม่ซื้อของมีราคาสูง ไม่ซื้อบ้านไม่ซื้อรถ ไปเที่ยวกับทัวร์ซึ่งราคาไม่แพง สิ่งที่แพงที่สุดก็คือการศึกษาของลูกที่ต้องใช้จ่ายใกล้เคียงของเดิม

ดังนั้น 7 ปีหลังนี้ เงินออมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเทียบกับเงินออมเดิมในปี 2540 แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ออมเป็นเงินสดอีกต่อไป รายได้รับมาถูกแปลงเป็นหุ้นทันทีเพราะ “หุ้นดีราคาถูก” มีเต็มตลาด

โดยสรุปแล้ว “Life Time Saving” หรือ “เงินออมตลอดชีวิต” หรือเงินที่ได้จากการทำงานด้วยแรงของเราตลอดชีวิต หักด้วยเงินที่เราใช้ในการบริโภคหรือเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่หรือซื้อทรัพย์สินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้เช่น บ้านที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ เหลือเท่าไรก็จะเป็น “เงินออม” ที่เราจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของผมก็คือเงินประมาณน่าจะ 20-30 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินออม 10 ล้านบาทเมื่ออายุ 44 ในปี 2540 บวกกับเงินออมที่ได้มาจากการทำงานหักรายจ่ายต่อไปอีก 7 ปี จำนวนประมาณ 10-20 ล้านบาท ตอนผมอายุ 51 ปี ที่ผมเลิกทำงานประจำและไม่มีรายได้ให้ออมอีกต่อไป

หลังจากที่เลิกทำงานประจำและออกมาลงทุนเป็นหลักและมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว ชีวิตผมในทุกด้านก็เปลี่ยนไป—อาจจะครึ่งหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังคิดและทำเหมือนเดิมในสิ่งที่ผม “ทำคนเดียว” หรือ “ทำเอง” แต่เมื่อายุมากขึ้นและลูกโตแล้ว การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผมก็ติดไปกับครอบครัวเป็นหลัก

รายการสำคัญ ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย การกินอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการศึกษา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป สิ่งของและบริการที่ใช้กลายเป็นของ “ชั้นหนึ่ง” ที่มีราคาแพงมาก แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องประหยัด “การบริโภค” เพื่อ “ออมเงิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่เรื่องของ “การลงทุน” ที่ผมยังยึดมั่นกับการเป็น “VI” อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม นี่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมอายุมากขึ้นหรือจากไปแล้ว




From Settrade

10 สิงหาคม 2569

VI ตายช้า - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้อ่านเจอข้อความในสื่อสังคมของเพื่อนโรงเรียนเก่าซึ่งมักจะส่งข้อความเกี่ยวกับสุขภาพของคนสูงอายุที่ผมมักจะอ่านเป็นครั้งคราวเนื่องจากเป็นเรื่องที่ผมสนใจอยากจะรู้ว่าคนร่วมรุ่นของผมเป็นอย่างไรกันบ้าง 

 บทความนั้นเขียนโดย นพ. เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์ บอกว่า จากประสบการณ์ของท่าน มี 3 สัญญาณง่าย ๆ ที่บอกว่า “ผู้สูงวัยยังแข็งแรงจากภายใน” ที่ท่านพบจากการเดินตรวจทั้งในโรงพยาบาลและสถานดูแลระยะยาวโดยที่ยังไม่ได้ตรวจดูผลเลือดหรือฟิล์มเอกซเรย์มี 3 เรื่องคือ

1) เสียงดัง ฟังชัด อาจจะเพราะ ปอดยังทำงานได้ดี หัวใจสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจยังแข็งแรง และมีพลังกระฉับกระเฉง ซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของอวัยวะสำคัญต่อการอยู่รอดได้ดีกว่าคนที่ “ไม่ค่อยมีแรงหรือพลังในการพูด”

2) ยังอยากกิน ยังมีความอยากอาหาร เช่น อยากกินข้าวต้ม อยากกินผลไม้หรือของหวาน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานดี ลำไส้แข็งแรง สมองยังรับรู้และตอบสนองต่อความหิว ภาวะโภชนาการยังอยู่ในเกณฑ์ดี และสุดท้าย

3) แรงบีบมือยังดี เวลาจับมือ เพราะแรงบีบมือเป็นตัวชี้วัดที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพโดยรวมเพราะมักสะท้อนว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ยังแข็งแรง มีมวลกล้ามเนื้อเพียงพอ มีพละกำลังในการทำกิจวัตรประจำวันและลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหัก

ทั้งหมดนั้น ก็เป็นแค่ข้อสังเกตที่น่าจะยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมเองเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับผมในการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป และนั่นก็เป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับการลงทุนในแง่ที่ว่า มันเป็นปัจจัยสำคัญ 1 ใน 3 ข้อของความสำเร็จ นั่นก็คือ “ระยะเวลาของการลงทุน” หรือ “แก้วดวงที่ 3” ที่ยิ่งยาวก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้ความั่งคั่งทวีคูณขึ้นแบบทบต้นตามเวลาที่เพิ่มขึ้น และการมีสุขภาพที่แข็งแรงจนทำให้สามารถบริหารการลงทุนไปเกือบตลอดชีวิตก็ทำให้แก้วดวงนี้สุขสว่างขึ้น

และนั่นยังนำผมให้นึกถึงปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีนั่นก็คือ การมี “อายุที่ยืนยาว” ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดีด้วย แต่คนที่สุขภาพดีนั้น บางทีก็อาจจะไม่ได้มีอายุยาวมากก็ได้ ซึ่งนั่นก็พบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น เป็นนักกีฬาแต่ตายเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรมากนัก เป็นต้น

ประเด็นเรื่องอายุยืนยาวนั้น ผมเองเคยได้อ่านบทความผ่านตามานานแล้วว่ามีการศึกษาเรื่องหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า “คนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น มักมีอายุยาวกว่าคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า” เหตุผลอาจจะเป็นว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีเงินหรือความมั่งคั่งมากกว่า ซึ่งทำให้จะได้รับการดูแลรักษาโรคได้ดีกว่าและมีสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยดีกว่าคนที่มีเงินน้อยกว่า

ที่สำคัญกว่านั้นก็อาจจะเป็นเพราะคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมากมักจะมี “เป้าหมายในชีวิต” ที่ชัดเจนและมักจะทำงานต่อไปเรื่อย ๆ “จนตาย” เพราะพวกเขา “มีความสุขจากการทำงาน” ไม่ใช่จำเป็นต้องทำ

นอกจากนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักมีสถานะทางสังคมสูงกว่า มีเครือข่ายหรือเพื่อนฝูงและได้รับการยอมรับนับถือจากคนจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเครียดและช่วยกระตุ้นสมองให้กระตือรือร้นอยู่เสมอเวลาที่ต้องพูดคุยหรือให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้กับผู้อื่น

สุดท้ายก็อาจจะเป็นเรื่องของยีนของคนที่มีสุขภาพที่ดีกว่าปกติตั้งแต่เกิด ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงและมีชีวิตยืนยาวตามยีนที่ดีและแข็งแรงนั้น

การศึกษาเรื่องคนที่ประสบความสำเร็จสูงมากมักจะมีชีวิตที่ยืนยาวที่ผมพูดถึงนั้น ศึกษาโดยใช้ตัวอย่างของดาราหนังที่ประสบความสำเร็จสูงมากในอเมริกานั่นก็คือ พวกดาราหรือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองทั้งคนที่ตายไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ เปรียบเทียบกับคนที่ว่าที่จริงก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันแต่ไม่เท่า นั่นก็คือ คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าประกวดแต่ไม่เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองในชีวิต

ผลของการศึกษาพบว่า คนที่ได้รับรางวัลนั้น มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้รับรางวัลโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5-4 ปี และตัวอย่างของดาราชื่อดังก็เช่น คลินต์ อิสต์วูด ซึ่งเคยได้ตุ๊กตาทองถึง 4 ตัว มีอายุถึง 96 ปีแล้วและทุกวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ คนต่อมาก็คือ ดิ๊ก แวนได้ค์ที่มีอายุถึง 100 ปีแต่คนไทยอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ โซเฟีย ลอเร็น ซึ่งเคยเป็นดาราประเภทเซ็กส์ ซิมโบล อายุ 92 ปี เมล บรูกส์ ซึ่งก็ยังมีชีวิตอยู่และอายุ 100 ปีแล้ว เช่นเดียวกับจูลี่ แอนดรูว์ ดาราดังที่แสดงนำในเรื่อง “The Sound of Music” ที่ผมชอบมากตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็อายุ 90 ปีแล้ว สุดท้ายก็คือ เคิร์ก ดักลาส ที่ตายตอนอายุ 103 ปี เป็นนักแสดงที่น่าจะเรียกว่าเป็น “ตำนาน” ของฮอลลีวูดเพราะได้รับรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในแวดวงอื่นนอกเหนือจากดาราก็คงมีน้อย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำหนดนิยามชัดเจนเกี่ยวกับ “ความสำเร็จ” และบางทีก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าความสำเร็จคือเหตุผลที่ทำให้อายุยืนขึ้นนั้นจริงหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นอีกไม่น้อยที่ทำให้คนอายุยืน การศึกษาที่จะทำให้ถูกต้องชัดเจนจริง ๆ แล้วก็ต้องคุมปัจจัยอื่น ๆ นั้นให้เท่ากัน เช่น รวยเท่ากัน ออกกำลังกายเท่ากัน หรือปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่า “ความสำเร็จ” น่าจะมีผลต่อการมีอายุที่ยืนยาวอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะความสำเร็จนั้น มีผลต่อจิตใจและสังคมซึ่งน่าจะทำให้มีอายุยืนขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะพบคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสูง ๆ ในวงการอื่น ๆ เช่น นักการเมืองที่มีอายุค่อนข้างจะยาว ตัวอย่างก็เช่น

จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่อยู่ถึง 100 ปี มหาเดร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ที่อายุ 101 ปีแล้วแต่ก็ยังมีบทบาททางการเมืองในมาเลเซียอยู่ จอร์จ บุช คนพ่อ อดีตประธานาธิบดีอเมริกาตอนนี้ก็ 96 ปีแล้ว แม้แต่ในไทยเอง อดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนก็มีอายุยาวมาก บางท่านก็ใกล้ร้อยปีแล้ว

และนั่นนำมาสู่ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านของการลงทุน โดยเฉพาะที่เป็น Value Investor ระดับโลกที่ผมรู้สึกว่ามีอายุยืนยาวมากกว่านักลงทุนทั่วไปและคนธรรมดา และน่าจะรวมถึงคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาลแต่มาจากวงการอื่นด้วย โดยที่เหตุผลของผมก็คือ VI นั้น มีพฤติกรรมที่อาจจะทำให้พวกเขาอายุยืนยาวกว่าก็คือ

1) เซียน VI มักจะเครียดน้อยกว่าเวลาทำงานและนอกเวลา พวกเขาไม่นั่งตามดูราคาหุ้นตลอดเวลาหรือแม้แต่ทุกวัน พวกเขาไม่ตื่นเต้นหรือตกใจง่าย วัน ๆ นั่งอ่านแต่หนังสือและใช้ชีวิตแบบสงบ ไม่ต้องวุ่นวายกับงานประจำและการประชุมแบบผู้บริหารหรือการทำงานแบบอื่น

2) คุณสมบัติสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของคนที่เป็น VI ก็คือ อดทน อดทน อดทน และใจเย็นมาก ๆ สามารถรอได้เป็นปีกับการลงทุน และจะไม่ตัดสินใจเร็วหรือเทรดหุ้นบ่อย ๆ หรือตลอดเวลา VI แบบบัฟเฟตต์นั้น บ่อยครั้งซื้อหุ้นแล้วถือเป็นสิบ ๆ ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

3) ฐานะการเงินหรือมูลค่าพอร์ตของเซียน VI นั้น มักจะค่อนข้างสม่ำเสมอและเติบโตขึ้นอย่าง “ช้า ๆ” เช่น ประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้น แต่พอร์ตไม่ค่อยลดลง หรือเรียกว่า “Maximum Draw Down” จะต่ำกว่านักลงทุนทั่วไป ความหมายก็คือ VI ระดับเซียนอย่างเช่น บัฟเฟตต์นั้น พอร์ตจะโตขึ้นเกือบทุกปี เป็น “All Time High” เกือบตลอดเวลา นาน ๆ ทีพอร์ตก็จะลดลงบ้างอย่างเช่นในช่วงปี “ตลาดหุ้นวิกฤติ” แต่พอตลาดฟื้น พอร์ตก็มักจะกลับมา All Time High ใหม่ในเวลาไม่นาน

ทั้งหมดนั้นทำให้ VI ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก มักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนอื่น เพราะพวกเขาเครียดน้อยกว่า รวยกว่า และได้รับการยอมรับนับถือสูงกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลให้ “ตายช้ากว่า” ลองมาดูนักลงทุน VI หรือคนที่ใช้แนวทางแบบ VI ในการลงทุนระดับ “ตำนาน” ว่ามีใครบ้าง

1) แน่นอนต้องเป็น วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล ตอนนี้อายุ 95 ปีแล้วแต่ก็ยังลงทุนอยู่

2) คือชาร์ลี มังเกอร์ ที่ตายตอนอายุ 99 ปี และทำงานจนถึงวันตาย คู่หูของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เป็น VI ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน

3) วอลเตอร์ ชลอส กลุ่ม VI เพื่อนรุ่นแรกของบัฟเฟตต์ที่ศึกษากับเบน เกรแฮม ตายตอนอายุ 95 ปี ในปี 2012

4) เซอร์จอห์น เท็มเปิลตัน นักลงทุน VI ที่เดินทางลงทุนไปทั่วโลก ตายตอน 95 ปีเช่นเดียวกันในปี 2008

5) ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็น บิดา แห่งหุ้นโก๊รธหรือหุ้นโตเร็วแต่ VI จำนวนมากต่างก็ยอมรับว่าเขาอยู่ในสำนักของ VI ที่เน้นการเติบโต ตายตอนอายุ 96 ปี ตั้งแต่ปี 2004

6) แอนน์ ไชเบอร์ นักลงทุน VI “แบบบ้าน ๆ” ที่ยิ่งใหญ่และคนเพิ่งจะรู้ว่าประสบความสำเร็จสูงมาก ทำเงินจากการลงทุนหลัก “แสนบาทเป็นพันล้านบาท” ในวันที่ตายตอนอายุ 101 ปี ในปี 1995

7) และสุดท้าย Irving Kahn ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “เกิดไม่ทัน” แต่น่าจะเป็น VI ลูกศิษย์คนแรก ๆ ของ เบน เกรแฮม ที่อายุยืนที่สุด เพราะตายตอนอายุ 109 ปี ในปี 2015






From Settrade.com

06 สิงหาคม 2569

[EP1] แข่งม้า กองทุนรวม RMF 10 ปี

 

ทดลอง แบ่งกองทุนรวม RMF SCBRMWORLD(A) เป็น 6 กองทุนรวมเท่าๆ กัน (switching fund) ประกอบไปด้วย (กองทุนละประมาณ 50,000 บาท)

  1. กองทุนรวม SCBRMS&P500 ลงทุนในดัชนี S&P500 ของอเมริกา
  2. กองทุนรวม SCBRMEU ลงทุนในดัชนี STOXX600 ของยุโรป
  3. กองทุนรวม SCBRMJP ลงทุนในดัชนี NIKKEI225 ของญี่ปุ่น
  4. กองทุนรวม SCBRMCHA ลงทุนในดัชนี CSI300 ของจีน
  5. กองทุนรวม SCBRMS50 ลงทุนในดัชนี SET50 ของไทย
  6. กองทุนรวม SCBRMVIET(A) เป็นกองทุนรวมแบบ Active ลงทุนในประเทศเวียดนาม
ตั้งในจะถือยาว 10 ปี แต่ละปีอาจจะซื้อเพิ่มนิดหน่อย เท่าๆ กันทุกกอง
อีก 10 ปีข้างหน้า (Aug 2036) กองทุนไหนจะได้ที่ 1 ???

TrophyTrophyTrophy

02 สิงหาคม 2569

หุ้นห่านทองคำ' เล่นไม่ยากหากจะเล่น - เทพ รุ่งธนาภิรมย์



"ผมเองเจอหุ้นนานๆ ดูที ข้อมูลว่างเมื่อไรก็ศึกษา ไม่ได้ต้องมาเกาะติดอยู่ตลอด แต่จะเน้นดูงบ ไปฟังเมื่อบริษัทพรีเซ้นท์ข้อมูล


เวลาที่ให้กับเรื่องหุ้น 90% จะเป็นการค้นคว้า แค่ 5-6% เท่านั้นที่จะมาเทรด" เทพ รุ่งธนาภิรมย์ กล่าวถึง วิธีการลงทุนในหุ้นห่านทองคำของเขา


แนวคิดในการลงทุนแบบหุ้นห่านทองคำนี้ เขาบอกว่าเอามาจากการผสมผสานจากหนังสือหลายๆ เล่ม เช่น ให้เงินทำงาน การเก็บเงินการออมเงิน ความเป็นไททางการเงิน ฯลฯ


แม้กระทั่งหมากโกะ เกมกีฬาโปรดก็ถูกนำมาดัดแปลง


"โกะ มันมีพื้นที่กว้าง ต้องวางหมากไว้หลายจุด ก็เหมือนกับที่เราดูว่าจะมีจำนวนห่านให้มากได้อย่างไร แล้วธรรมชาติของมันจะเอาชนะโดยการไม่เอาชนะ ก็เหมือนการเล่นหุ้นโดยไม่ได้หวังเอาชนะ แต่เราจะเอาเงินปันผล"


ส่วนสไตล์ของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกที่ชื่นชอบ Value Stocks ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ หรือปีเตอร์ ลินช์ นั้น เขาบอกว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว


"บัฟเฟตต์ เป็น Value Investor เหมือนกัน แต่เขาจะรอจนราคาลงลึก แล้วซื้อทีละหนักๆ ปีเตอร์ ลินช์ เขาบริหารกองทุนก็จะเน้นหุ้นที่ทำให้มีเอ็นเอวีดี


แต่ส่วนตัวผม จะเน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล


ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นอย่างผมบ้าง แต่ถ้าเป็นคนแรกก็จะดีใจมาก"


เทพบอกว่า หุ้นทั้งหลายมันเหมือนห่านให้ไข่ทองคำเราทุกปี ถ้าเราขายก็เหมือนฆ่าห่านทิ้ง


"เราจึงต้องมองผลตอบแทนการลงทุนจากเงินปันผล ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการขายหุ้น ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมองแต่ส่วนนั้น


แต่อันนี้ทำกลับกัน ไม่ขายหุ้นทิ้ง ให้มีหุ้น (ห่าน) อยู่ส่วนหนึ่งเสมอ"


สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้นห่านทองคำของเทพนั้น


หลักอันดับแรก เขาจะใช้ เกณฑ์เงินปันผลของหุ้นเป็นหลัก โดยจะเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมาก 10-20 อันดับแรก ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 7%


"วิธีคัดเลือกแบบง่ายสุด คือเลือกบริษัทที่มีกำไรสูงไว้ก่อน เพราะถ้ากำไรมากก็มีโอกาสจ่ายปันผลมาก"


แต่ก็ต้องระวังหุ้นที่มีกำไรสูงๆ หากมีขาดทุนสะสม เขาบอกว่า "ให้เลี่ยงซะ"


เมื่อได้ "ร่อน" หุ้นได้มาจำนวนหนึ่งแล้วก็ ตั้งคำถามยุทธศาสตร์ เช่น ทำธุรกิจอะไร ผู้บริหารคือใคร ผลงานที่ผ่านมา แผนงานและแนวโน้มในอนาคต


4 คำถามนี้แม้จะดูว่าพื้นๆ แต่ถ้าใครค้นหาคำตอบได้ ก็จะทำให้รู้จัก "ชาติตระกูล" ของห่านทองคำนั้นๆ ว่าเป็น "ห่านทองคำแท้" หรือ "ห่านอมโรค" ได้


ประเมินเชิงคุณภาพ โดยการลิสต์หัวข้อจุดเด่น จุดด้อย ของหุ้นนั้นทั้งหมดแล้วแยกแยะข้อดี-เสียออกจากกัน


ข้อมูลเหล่านี้ อาจจะมาจากข้อมูลพื้นฐาน ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวบริษัท


ประเมินเชิงมูลค่า เป็นการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง จากเงินปันผล โดยพิจารณาจากเป้าหมาย "ไข่ทองคำ" หรือเงินปันผลที่เราต้องการ แล้วสรุปเป็นราคาหุ้นที่จะลงทุน


เช่น สมมติ หุ้นแพนเอเชียฟุทแวร์ จ่ายปันผลหุ้นละ 0.50 บาท หากเราต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% ราคาหุ้นที่ต้องการจะเป็นเท่าไรนั้น ก็ใช้เงินปันผลหารด้วยผลตอบแทนที่ต้องการ หรือ .50 หารด้วย 10% ซึ่งผลลัพธ์จะเท่ากับหุ้นละ 5 บาท


จากนั้นก็เปรียบเทียบกับราคาตลาด ถ้าต่ำกว่า 5 บาท ให้ซื้อได้ในจำนวนมาก ถ้าเท่ากับราคาตลาดให้ซื้อบ้าง แต่ถ้าราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่คำนวณได้ให้รอไปก่อน


"ลงทุนและติดตามผล" ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะปรับการลงทุนให้เหมาะ


โดยข้อมูลที่จะให้ติดตามผลนั้นเขาบอกว่า อาจจะมาจากแหล่งข้อมูลจากตลาดหุ้น www.set.or.th ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการเข้าฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลหุ้นของบริษัท การร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท


วิธีการแบบนี้ จึงทำให้เขาแตกต่างกับสมัยก่อน


"สมัยก่อนหุ้นขึ้นก็ดีใจ ลงก็ทำไงดี เดี๋ยวคัทลอสท์ เดี๋ยวมาร์เก็ตไพรส์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มันเล่นแบบมีความสงบในใจ ไม่มุ่งเอากำไร แต่มุ่งเอาบริษัทดีๆ ผู้บริหารทำงานจริงจัง มีกำไรก็แบ่งให้เรา จะเลือกหุ้นแบบนี้เข้ามาในพอร์ต"


ใช้หลักลงทุนแบบนี้แล้วจะมีพลาดบ้างไหม เขาบอกว่ามีบ้าง เนื่องจากการวิเคราะห์ยังไม่สมบูรณ์พอ ก็ต้อง "คัทลอสท์" ไป แต่ไม่ได้เป็นไปแบบตื่นตระหนก เพราะโดยรวมแล้วพื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่


"การลงทุนเหมือนการทำสวน ค่อยๆ ตกแต่งไปเรื่อยๆ งอกเงยมาก็ลิดกิ่งก้าน หายไปก็เติม หาต้นไม้ใหม่ๆ เข้าสวน"


สู่อิสรภาพทางการเงิน ด้วย 'หุ้นปันผล '


"เทพ รุ่งธนาภิรมณ์" บอกว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นับเป็นเดือนที่เขาตื่นเต้น และมีความสุขมากสุดในรอบปี เพราะจะได้รับเงินปันผลที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ


"ผมชอบลุ้นว่า บริษัทนี้จะได้เท่าไร บริษัทนั้นจะได้เท่าไร"


สไตล์การลงทุนในหุ้นปันผล หรือหุ้นห่านทองคำนี้ แม้จะถูกมองว่า "ไม่ทันใจ" เพราะต้อง "นั่งรอ" รับเงินปันผลเป็นหลัก แต่กำไรที่ได้ก็เป็นเนื้อเป็นหนัง จากหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ขึ้นไป และจากการปรับพอร์ต เช่น ถ้าหุ้นตกซื้อเพิ่ม หรือพอหุ้นขึ้นเกินมูลค่าก็ขาย


ทั้งยังช่วยลดต้นทุนทุกปี ทำให้การลงทุนมีความปลอดภัยมากขึ้น


เทพบอกว่า ตอนนี้เขานำเงินที่ได้จากไข่ทองคำไปลงทุนต่อ เพราะยังมีรายได้จากการทำงานพิเศษ และรายได้จากไข่ทองคำยังน้อยกว่าค่าใช้จ่าย


ช่วงนี้จึงยังเป็นช่วงของการ "หว่านพืช"


แต่เมื่อใดที่ไข่ทองคำสูงกว่าค่าใช้จ่ายนั่นคือ ช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตตามใจปรารถนา


"หุ้นเหล่านี้เปรียบเสมือนห่านที่ขนเอาไข่ทองคำมาให้เรา พอที่เราจะ cover ค่าใช้จ่าย ก็จะช่วยให้เป็นไท"


เป็นไทอย่างไรน่ะหรือ ก็คือ การมีเงินไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องทำงานประจำ ด้วยรายได้ ซึ่งอาจจะมาจากเงินปันผล ดอกเบี้ย


เทพบอกว่า "อย่าลืมว่าเราต้องทำงานเราถึงจะมีเงินมาใช้ แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่จะให้เงินทำงานแทนคุณ การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นวิธีหนึ่ง แล้วอันนี้จะสร้าง future income ให้ด้วย


คนที่อายุ 20 ปีอยากจะเป็นเศรษฐีนี่อีก 20 ปีก็สามารถเป็นได้"


วิธีการที่ช่วยให้เป็นเศรษฐี มีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้นนั้น เขายกตัวอย่างให้เห็นว่า


"ถ้าหากเราอยากเป็นเศรษฐีในเวลา 20 ปี สมมติเราต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ในปีที่ 21 แสดงว่าเราจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอย่างน้อยเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท


แล้วจะต้องออมเงินเท่าไร จึงจะได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายนั้น"


สูตรของเขา คือ ถ้าต้องการผลตอบแทนขั้นต่ำจากการลงทุนอย่างน้อย 10 % ต่อปี แสดงว่าเงินต้นของเราในปีที่ 20 ควรจะสะสมได้จำนวน 2,400,000 บาท เท่ากับต้องสะสมเงินปีละ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท หรือ 334 บาทต่อวัน


ดังนั้นวงเงินที่จะต้องหามาเก็บออมจึงไม่ถือว่าสูงนัก


ใครจะใช้วิธีทำงานพิเศษ หรือใช้วิธีลงทุนเพื่อให้ได้ตัวเลขตามนั้นก็แล้วแต่


แต่เขาบอกว่า เมื่อมีรายรับจากการลงทุนมากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเป็นไททางการเงิน ซึ่งขณะนี้เขาเองแม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้น


แต่มั่นใจว่ามาถูกทาง


ด้วย "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


"เพียงแค่เงินปันผลที่ได้รับ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมมีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"


ยุทธการ 'ตามล่า' หาห่านทองคำ


"คนที่อยู่ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ หุ้นขึ้นก็ดีใจ หุ้นลงก็ใจเสีย แต่การลงทุนแบบนี้ไม่


ถึงจะเกิดสงคราม ก็ไม่ห่วง


เพราะการลงทุนแบบนี้จะทำให้คนปลอดภัย เนื่องจากเราได้เลือกหุ้นดีไว้แล้ว ทำให้ไม่กดดัน ไม่เครียด ไม่แตกตื่น ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ


เวลาหุ้นตกก็มองว่า จะซื้อเพิ่มได้ไหม ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีเสียอีก"


"เทพ รุ่งธนาภิรมย์" กล่าวถึงการลงทุนในหุ้น ซึ่งเขาถนัดที่จะเรียกว่า "หุ้นห่านทองคำ"


มีด้วยหรือการลงทุนอย่างนี้ ?


เทพอธิบายว่า ถ้าหากหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเป็น "เงินปันผล" สม่ำเสมอ ก็เหมือนห่านที่ออกไข่ทองคำได้ทุกวัน


หุ้นดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับ "หุ้นห่านทองคำ" เพราะให้ "ไข่ทองคำ"


ข้อสำคัญเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จใน "ทฤษฎีใหม่" ของตัวเองมาแล้ว จากการเริ่มลงทุนในสไตล์นี้เพียงปีเศษ


ไข่ทองคำ หรือเงินที่ได้จากการปันผล มากน้อยแค่ไหนน่ะหรือ แค่ทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่สบาย ไม่ต้องทำงานประจำเหมือนก่อน และมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10%


จัดเป็นไข่ทองคำเบอร์ใหญ่ ใบเขื่องทีเดียว !!!


เทียบกับวิธีการลงทุนที่เขาเคยใช้มา 20 กว่าปี เขาบอกว่า "แตกต่างอย่างสิ้นเชิง"


ก่อนหน้านี้วิธีลงทุนในตลาดหุ้นของเทพไม่ต่างกับชาวหุ้นคนอื่นๆ นั่นคือลงทุนในตลาดหุ้นแบบหวังกำไรจากส่วนต่างของราคา ซื้อมาก็ขายทิ้งไป ไม่เน้นศึกษาอะไรมาก เพราะตลาดเป็นช่วง "ขาขึ้น"


เขาเพลิดเพลินถึงขั้นไป "กู้เงิน" มาลงทุนในตลาดหุ้นทีเดียว


"เมื่อก่อนตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น ลงทุนอะไรไปก็ได้กำไร ก็ได้เงินมาเยอะ"


ช่วงที่หุ้น ที่ดิน สนามกอล์ฟ เป็นสูตร "ความมั่งคั่ง" ของผู้คน เทพก็เช่นกัน


อย่างไรก็ตามนับว่าเขายัง "โชคดี" เพราะได้เริ่ม "ฉาก" ออกจากตลาดหุ้นก่อนหน้าที่จะเกิด "บิ๊ก แบง" อย่างจังในช่วงปี 2540


โดยเขาได้โยกตัวเองจากการทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ บงล.มหาธนกิจ


งานในหน้าที่ใหม่ทำให้เขาเกรงว่าจะไม่มีเวลาให้กับตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก จึงเริ่มถอยห่าง โดยทยอยขายหุ้นออกมาจำนวนหนึ่ง


จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก ตลาดหุ้น "เหวี่ยงตัว" รุนแรง จากขาขึ้นเป็นขาลง จากที่ลงทุนง่ายกลายเป็นเรื่องยาก


เทพเองบอกว่า เขา "ขาดทุนยับ" เช่นกัน เพราะต้องให้มาร์เก็ตติ้งตั้งราคาขายแบบ "ถูกๆ" เพื่อตัดขายหุ้นออกไป


แม้ตลาดหุ้นจะไม่ทำให้เขาเลือดโชกเช่นที่บรรดา "เซียน" และ "แมลงเม่า" ประสบเพราะเมื่อขายหุ้น เคลียร์หนี้เคลียร์สินแล้ว เขายังมีเงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง


แต่เขาบอกว่าตั้งแต่นั้น "เข็ดหลาบตลาดหุ้นไปเลย"


นักการเงินระดับซีอีโอหันมา "บริหารเงิน" ด้วยวิธีดั้งเดิมสุด คือ "ฝากเงิน"


"ช่วงที่ทรัสต์ปิดก็รีไทร์ตัวเอง ตอนนั้นหนี้ไม่มี มีเงินฝาก ซึ่งได้ดอกเบี้ยสูงก็ถือว่ายังเอ็นจอย แต่พออยู่ไปๆ ดอกเบี้ยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่ลงตามก็กังวลเหมือนกัน คิดว่าเราจะทำยังไงดี"


รายได้จากดอกเบี้ยหดหายไปถึง 80% มิหนำซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้เกษียณ ถือเป็นเรื่องชวนเครียดทีเดียว โชคดีเป็นของเขาที่ได้เจอเพื่อนซึ่งแนะนำให้ลงทุนใน "หุ้นปันผล"


"เขาบอกว่าหุ้นปันผลบางตัวให้ผลตอบแทน 10% ผมก็เชื่อ เริ่มตัดสินใจทบทวนการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง"


ครั้งนี้เขามาใน "มาดใหม่" จากที่เมื่อก่อนแทบจะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกเอง เพราะมีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ "ป้อน" ให้เสร็จสรรพ ทั้งระบุราคาที่ควรซื้อขาย เขาเริ่มศึกษาหุ้นเอง ดูงบให้เข้าใจ เอารายงานประจำปีมาอ่าน เข้าห้องสมุดตลาดหุ้น ดูข้อมูลย้อนหลัง


แล้วเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะในหุ้นเหล่านี้


"อ่านจนมึนไปหมด แต่พออ่านแล้วปรากฏว่าได้ความรู้ดีขึ้นๆ โดยเฉพาะในรายงาน 56-1จะมีรายละเอียดให้เห็นเยอะแยะ ปัจจัยเสี่ยง การแก้ไขปัญหาของบริษัท อ่านแล้วได้ไอเดียมาก ก็เริ่มทดลองลงทุน ผมเข้าตลาดหุ้นช่วงปลายปี 2543 เป็นจังหวะดีด้วย เพราะของยังไม่แพง"


ตอนนั้นเทพบอกว่าเขาได้จัดสรรเงินเรียบร้อยแล้ว แบ่งไว้ใช้ส่วนหนึ่ง ยามฉุกเฉินส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอามาลงในตลาดหุ้น แต่เลือกที่ "ปลอดภัย ไว้ก่อน" มิใช่หุ้นขึ้นก็รีบซื้อ หุ้นลงก็รีบขาย


นับเป็นสไตล์ลงทุนที่ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง


"ผมจะเลือกหุ้นที่มีการขึ้น-ลงไม่หวือหวา เพราะตลาดหุ้นขึ้นลงเร็ว เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยตามไม่ทันแน่ แล้วก็มองกลับกับคนอื่น เพราะสิ่งที่เราอยากได้จากตลาดหุ้น คือ กระแสเงินสดเพื่อทดแทนดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นหุ้นนั้นจะต้องมีเงินปันผลที่แน่นอน"


หุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนลักษณะนี้ได้ เขาบอกว่า ต้องเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการดี มีกำไรสะสมเป็นบวก มีเงินสด หนี้ไม่มาก และต้องจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ


เพื่อจะมั่นใจได้ว่า จะได้รับ "ไข่ทองคำ" หรือ "เงินปันผล" แน่ๆ


"คุณสมบัติของบริษัทของหุ้นห่านทองคำ จะต้องมีกำเนิดจากบริษัทที่ดี ผู้บริหารดี มีประสิทธิภาพในการบริหารคน บริหารกำไร เพื่อสร้างมูลค่าแก่บริษัทและผู้ถือหุ้น" เขากล่าว


เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว บางทีก็มีโอกาสที่จะ "เทรดดิ้ง" ได้อีก เขาจึงนำเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน


"หลักการแรกต้องเป็นหุ้นที่เราศึกษามาแล้ว แล้วราคาเหมาะสม โดยใช้ dividend yield 10% เป็นเกณฑ์"


ทำไมต้อง 10% น่ะหรือ


เขาให้เหตุผลว่า เพราะพื้นฐานของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2% ต่อปี บวกค่าความเสี่ยงอีก 5% ที่เหลืออีก 3% ถือเป็นค่าความปลอดภัย ดังนั้นระดับผลตอบแทนจากเงินปันผล 10% จึงถือว่าเหมาะในสายตาเขา


"ถ้า dividend yield 10% ผมถึงจะกล้าลงทุน หาก 7-8% ลงทุนน้อยหน่อย แต่ถ้าแค่ 5% ขอดูก่อน


แล้วหุ้นมันมีขึ้นมีลง ดังนั้นพอหุ้นขึ้นเราก็ขายส่วนหนึ่ง yield ก็จะเพิ่มเป็น 8% เป็น 9% หรือจาก 9% เป็น 10% โดยอัตโนมัติ


ถ้าหุ้นตกลงมาเราก็เข้าไปซื้อ ก็จะได้จำนวนหุ้นมากขึ้น"


เรียกว่าเขาจะใช้วิธีเลือกหุ้นที่ดี และเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ก็จะขายออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอากำไรมาลดต้นทุน แต่ยังเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อรับ "ไข่ทองคำ" และเมื่อมีจังหวะก็ยังซื้อเพิ่ม


การลงทุนในแบบฉบับนี้ นอกจากจะทำให้มีรายได้สม่ำเสมอแล้ว ยังมีหุ้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งไม่ต้องกังวลว่าตลาดหุ้นจะตกหรือขึ้น


ปีแรกของการลงทุนสไตล์ใหม่ เทพบอกว่าน่าชื่นใจไม่น้อย เพราะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 75% ของค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว


โดยหากตีว่าครอบครัวของเขาใช้จ่ายเดือนละ 2 แสน ปีหนึ่งก็เกือบ 2.4 ล้านบาท


จึงสร้างความมั่นใจในแนวคิดลงทุนด้วยหุ้นห่านทองคำ


"ผมเริ่มใช้กลยุทธ์ห่านทองคำเมื่อต้นปี '45 โดยวางแผนให้มีไข่ทองคำมากพอกับรายจ่ายภายใน 3 ปี แต่เมื่อสิ้นปี '45 ก็ได้รับปันผลถึง 75% ของเป้าหมายแล้ว เพราะหุ้นห่านทองคำบางตัว สุขภาพดีมาก ให้ไข่เบอร์ใหญ่"


ในขณะนี้เทพได้ปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงกว่าเดิม 3 เท่า และวางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในอีก 5 ปี


เมื่อถึงตอนนั้น เขาบอกว่าจะ "บรรลุเสรีภาพทางการเงิน" ที่แท้จริง


นี่คือ ที่มาที่ไปซึ่งทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะเผยแพร่แนวคิด "หุ้นห่านทองคำ" ผ่านหนังสือ "กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ"


เพื่อให้คนที่กำลังอึดอัดหาวเรอกับการลงทุน หรือผู้ที่อยากจะได้แนวการลงทุนแบบปลอดภัยๆ ไปใช้ โดยเฉพาะบรรดา "หน้าใหม่"


"คือผมมองว่า มีคนอีกมากที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy ) ตลาดหุ้นมีนักลงทุน 2 แสนราย แต่คนอีกข้างนอกตั้งเท่าไหร่ มากเป็นล้าน หลายคนสนใจตลาดหุ้นแต่ก็กลัว งบดุล คืออะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่พวกนี้เป็นคนมีความรู้


ก็พยายามทำให้เขามองว่าไม่ยาก และเมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็มีประโยชน์


หรือบางคนอาจจะบอกว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง เราก็สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เลือกหุ้นที่ดี"


เทพบอกว่า เขาพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ให้ง่ายต่อความเข้าใจที่สุด อย่างเช่น


ถ้าจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นห่านทองคำหรือแค่ห่านโซ ก็ต้องเข้าใจงบการเงินของบริษัทก่อน


งบการเงินนั้นจะประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด


ฟังแค่นี้ คนที่ไม่คุ้นจะปวดหัวตุ้บทันที แต่เขาบอกให้นึกเสียว่า งบการเงินนั้นเสมือน "พรมวิเศษ"


ถ้าใช้งบเป็น ก็เหมือนกับได้ขับเคลื่อนด้วยพรมวิเศษ สามารถไปยังที่ที่ต้องการ หรือเจาะลึกได้ถึงแก่นของบริษัทนั่นเอง


"เมื่อมองเข้าไปในงบเหล่านี้ จะเห็นว่ามีอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องกลัว ให้ดูเฉพาะตัวเลขที่สำคัญๆ คิดง่ายๆ ใช้หลักธาตุทั้ง 4 เหมือนร่างกายคนเรา


แยกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ


บริษัทประเภทไหนเป็น ธาตุไฟ ตอบได้ทันทีว่า เป็นบริษัทที่มีหนี้เยอะ เพราะมีสีแดงเยอะเหมือนไฟ ไฟถ้ามีมากไป มันก็ร้อน


อะไรที่ดับไฟได้ คือ น้ำ ก็เหมือนกับอะไรที่ชำระหนี้ได้ คือ เงินสด นั่นเอง


อีก 2 ธาตุ คือ ดิน กับ ลม


ลม คือ สินค้า ลมมันต้องหมุน ถ้าสินค้ายิ่งหมุนมากก็ยิ่งดี คือขายได้มาก


ดิน คือ ทรัพย์สิน คือ ที่ดิน กิจการ โรงงาน ถ้าขยายกิจการ โรงงานมีมาก เครื่องจักรมาก ก็ดี"


เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทไหนมีตัวเลขของน้ำดี ดินดี ลมดี เขาบอกว่า เข้าข่าย "ทองคำ"


"ธาตุทองคำเปรียบเหมือนทุน ทองคำมาจากไหน ก็มาจาก น้ำ+ลม+ดิน


ถ้าบริษัททำดีหมดทุกอย่าง ก็เท่ากับมีธาตุทองเปล่งปลั่ง


แต่ถ้าใครธาตุไม่สมดุล ก็แตกดับได้ เช่น มีธาตุไฟสูง ทองก็ย่อมน้อย เพราะทองคำมันจะละลายเมื่อถูกไฟไหม้" เทพอธิบาย


เขาบอกว่าจะคิดเป็นสีๆ ก็ได้ โดยมองจากตัวเลขในงบว่ามีสีอะไรมากน้อย เช่น ทอง คือ สีทอง หนี้ คือ สีแดง น้ำก็สีฟ้า ลมก็สีเขียว ดินก็สีน้ำตาล


เมื่อดูงบดุลเป็นสีสัน แล้วก็ดูว่าความเชื่อมโยงกันเป็นยังไง ก็จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น


ส่วนตัวเลข เขาบอกว่ายิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่ เพราะเวลาบริษัทพูดถึงตัวเลขหลายสิบหลัก มูลค่าเป็นพันๆ ล้าน ก็อ่านแค่สองสามหลักเสีย เช่น 696,000,000 บาท ก็อ่านเป็น 69.6 บาท เป็นต้น


วิธี "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายของเขา" ยังมีอีกเช่น การวิเคราะห์เจาะลึกธุรกิจของบริษัทนั้น อาจจะดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เขาจะตั้งคำถามง่ายๆ แค่ "ธุรกิจทำอะไร"


"แค่นี้เราก็ย่องานช้างมาเป็นงานมดได้แล้ว"


เขาบอกว่า ครั้งหนึ่งเคยลงทุนในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งคนทั่วไปมักไม่สนใจวิเคราะห์เอง เพราะความซับซ้อนของกิจการ


แต่จากการตั้งคำถามดังกล่าว ทำให้เขาได้ภาพใหญ่ของธุรกิจมา 3 ส่วน โดยเป็นธุรกิจก๊าซ น้ำมัน ปิโตรเลียม


ต่อมาก็นำมาวิเคราะห์ต่อว่า ปิโตรเลียมกำลังฟื้นตัว ก๊าซทำกำไรสูง น้ำมันโตช้า ไม่หวือหวา


"จากนั้นผมก็ไปฟังการพรีเซ้นท์ข้อมูลของบริษัท ซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ หุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคาที่ขายก็ไม่เดือดร้อน แต่ไปซื้อเพิ่มเพื่อลดต้นทุน


พอคนเห็นว่าสงครามจะเกิด รายได้บริษัทจะเพิ่มก็แห่มาซื้อ ผมก็ได้จังหวะขายมาบ้าง ต้นทุนก็ต่ำลงอีก แล้วยังได้ปันผลอยู่"


ผลคือ เขาได้ผลตอบแทน จาก 6.5% เป็น 10% สมใจ


เขาบอกว่าที่เราควรสนใจ "ตัวบริษัท" มากกว่าราคา ก็เพราะราคาเป็นเรื่องปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ตัวบริษัทเราเข้าไปเจาะข้อมูลของเขาได้


หากถามว่า แล้วหุ้นห่านทองคำในพอร์ตของเขามีอะไรบ้างนั้น อาจจะไม่สามารถเปิดเผยได้โดยตรง แต่จากตัวอย่างที่เขายกให้เห็น ก็สะท้อนว่า ห่านทองคำแต่ละตัวได้มาจากการเข้าไปเอกซเรย์ด้วยวิธีการของเขาเองทั้งสิ้น


เช่นในธุรกิจการผลิตสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเอกสารการเงิน ซึ่งเคยมีปัญหาทางการเงิน แต่เมื่อเขาเข้าไปศึกษาแล้วก็พบว่ากิจการนี้ "ไม่เลวนัก" เพราะบริษัทสามารถผลิตบัตรเครดิตได้ในช่วงที่ตลาดบัตรเครดิตกำลังขยายตัว


หุ้นตัวนี้กลายเป็นหุ้นห่านทองคำที่ผลิตไข่ทองคำให้ เพราะหลังจากตัดสินใจซื้อในราคาเฉลี่ยที่ 29-30 บาท ปรากฏว่าต่อมาบริษัทถูกเทคโอเวอร์โดยมีราคารับซื้อที่หุ้นละ 40 กว่าบาท


หรือการเข้าไปลงทุนในหุ้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากการแกะรอยในรายงานประจำปี และพบว่าบริษัทมีเงินเหลือมาก หนี้สินน้อย อัตราเติบโตสูง


"ผมใช้รายงานประจำปีเป็นลายแทงในการตรวจสอบสุขภาพหุ้นห่านทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น" เขาบอก


บางครั้งก็เป็นการลงทุนที่ได้จากการสังเกตการณ์ เช่น เข้าไปลงทุนในหุ้นเบเกอรี่ ซึ่งมีแพ็คเกจจิ้งสวยงามจนลูกค้าชอบ ขณะที่รสชาติของขนมก็ดีและมีราคาสูงกว่าทั่วไป


นอกจากการศึกษาข้อมูลตัวบริษัทแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับตัวผู้บริหาร โดยบอกว่าผู้บริหารที่เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ จะสามารถแปลงหุ้นให้เป็นหุ้นห่านทองคำได้เช่นกัน


เช่น บริษัทผลิตเครื่องแก้วอีกรายหนึ่งเดิมทีกิจการย่ำแย่ แต่เมื่อได้ผู้บริหารที่ดี สามารถพลิกความย่ำแย่ให้มีกำไรได้


หรือกิจการหนึ่ง ทำธุรกิจจัดสรรที่ให้เช่าขายสินค้า เมื่อบริษัทมีคนหนุ่มสาวเข้ามาบริหาร ได้ปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ให้เช่า ปรับปรุงสินค้าที่นำมาขาย จนทำให้สามารถขึ้นค่าเช่าได้ และยังขยายทำเลไปต่างจังหวัดได้


"หลายครั้งที่ผมสามารถประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างเหมาะสม หรือบางทีก็ค้นพบก่อนฝ่ายวิเคราะห์ของโบรกเกอร์จะมีบทวิจัยออกมาเสียอีก"


แต่เขาบอกว่ามีบ้างเหมือนกันที่วิเคราะห์พลาด หรือขายหุ้นออกไปแล้วหุ้นแพง จนไม่สามารถซื้อกลับ


แต่นั่นก็เท่ากับทำให้หุ้นในพอร์ตมีราคาสูงขึ้น


หรือเมื่อภาวะตลาดไม่ดี ทำให้ราคาตกลง ห่านทองคำของเขาก็พลอยฟ้าพลอยฝนตกลงมาด้วย แต่ถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม ลดต้นทุน


บางครั้งลดต้นทุนไปลดต้นทุนมา เมื่อรวมกับผลตอบแทนจากเงินปันผล ทำให้เขาได้ถือหุ้นฟรีๆ ก็มี


แนวทางลงทุนแบบนี้เขาบอกว่า "ทำไม่ยาก"


"ขอให้ศึกษาสักนิด ตั้งคำถามให้ดี เวลามีพบปะผู้ลงทุนเราก็ไป ประชุมผู้ถือหุ้นก็เข้าร่วม เอารายงานประจำปีมาศึกษา แล้วตั้งคำถามเขา


ไม่ใช่เป็นคำถามตีรวน แต่ถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง เช่นค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไร ที่ลงทุนในด้านนั้นๆ คิดอย่างไร อนาคตคิดอย่างไร"


เทพยังตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่า เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา มีคนสนใจในแนวคิดนี้เหมือนๆ กัน ก็อยากจะตั้งเป็น "สโมสรนักลงทุนมดงาน" หรือ "Investor Club" เป็นการ "รวมพลัง" คนชอบหุ้นห่านทองคำ


"อยากให้คนที่สนใจเหมือนกันได้มารวมตัวกัน แล้วแบ่งกันไปศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นนี้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องลงทุนร่วมกัน


ผมไม่อยากให้ใครมองรายย่อยเป็นแมลงเม่า แต่อยากให้มองเป็นมดงาน เราต้องทำงาน ต้องเรียนรู้ ศึกษาพรมวิเศษ เลือกบริษัท ก็ทำตัวเองเป็นหมอ ตรวจเอกซเรย์


แล้ววิธีนี้ไม่ต้องใช้ความซับซ้อนมาก ดู dividend yield เป็นหลัก ดูว่าอัตราการโตของกำไรเป็นยังไง ดูแคชโฟลว์ เงินสด หรือเงินแห้ง เลขที่ใช้วิเคราะห์ก็มีไม่กี่ตัว ยอดกำไร ยอดเงินสด ยอดหนี้ เงินปันผล"


เขาบอกว่าวิธีการลงทุนสไตล์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ


"เราทยอยไปเรื่อยๆ สะสมผลตอบแทน ติดตามบริหารพอร์ต ในที่สุดเป้าหมายที่ต้องการจะไม่ไกลเกินเอื้อม"


แล้วเมื่อคนสนใจการลงทุนแบบนี้มากขึ้น ก็จะส่งผลให้บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารให้ดี เพื่อจะจ่ายปันผล ตลาดหุ้นก็แข็งแรง


แม้ว่านักลงทุนหุ้นห่านทองคำจะต้องทำการบ้าน ต้องอดทนรอไข่ทองคำในระยะยาว ผลตอบแทนอาจจะไม่ทำให้มั่งคั่งฉับพลัน แต่เมื่อได้แล้วก็นับว่า "คุ้มค่า" เพราะจะได้รับต่อเนื่องตราบที่ยังถือหุ้นนั้นๆ


ข้อสำคัญเทพบอกว่า การลงทุนดังกล่าวยังทำให้เขามีเวลาทำสิ่งอื่นๆ ที่สนใจ โดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับงานประจำเพื่อหารายได้หลัก


ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมะ การวิปัสสนา การออกกำลังกายมวยจีน การเล่นหมากโกะ กระทั่งการรับเชิญเป็นกรรมการตรวจสอบในบริษัทต่างๆ ซึ่งทำให้เขามีส่วนในการนำระบบ Good Governance มาใช้


"ตอนนี้ในฐานะที่ไม่ได้ทำงานฟูลไทม์ พอมาทำเรื่องนี้ก็ทำให้ชีวิตมีประโยชน์ เหมือนการทำงานชนิดหนึ่ง มีปัญหาก็ศึกษา แล้วยังได้มุมมองที่คิดไม่ถึง ก็เก็บเล็กประสมน้อย ทำต่อเนื่อง


ผมคิดเสมอว่า ชีวิตคนเราต้องสมดุล ต้อง peaceful วิธีที่คนเราจะ peaceful คือ สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุดท้ายสุขภาพเงิน ซึ่งผมว่าถ้าได้ 4 อย่างนี้


ก็ "แฮปปี้" แล้วนะ"