Pages

Pages

12 มิถุนายน 2569

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run
  • Goal: point newsubdomain.mydomain.com to a service running on Cloud Run.
  • Check the region first: built-in domain mapping works only in supported regions (e.g. us-central1, us-east1, europe-west1). Other regions need a Load Balancer instead.
  • In Cloud Run: open Domain mappings → Add Mapping → pick your service → verify ownership of mydomain.com→ enter the full subdomain.
  • Cloud Run gives you a CNAME value: ghs.googlehosted.com (subdomains get one clean CNAME; only the apex domain needs A/AAAA records).
  • In GoDaddy DNS: add a CNAME record → Host: newsubdomain (label only) → Value: ghs.googlehosted.com → TTL default → Save.
  • Avoid conflicts: remove any existing forwarding or record using the same newsubdomain host.
  • Wait & verify: DNS propagates in minutes to a few hours; Google auto-issues the SSL certificate. Check at dnschecker.org, then open https://newsubdomain.mydomain.com.

Docs: https://docs.cloud.google.com/run/docs/mapping-custom-domains

08 มิถุนายน 2569

เรารักวิกฤติ โดยเฉพาะถ้ามีเงินสด โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน และที่สำคัญ มีทางที่จะได้ประโยชน์จากมันด้วยการลงทุนหรือไม่

จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์ คงต้องบอกว่า เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน “ดีมาก” มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด

เขาเคยบอกว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว” โดยเฉพาะจากวิกฤติ

มาดูประสบการณ์บางเรื่องที่สำคัญของบัฟเฟตต์ดู เริ่มจาก วิกฤติบริษัทหรือหุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสในปี 1964 ที่เกิดการโกงกรณี “เรื่องฉาวโฉ่น้ำมันสลัด” ที่เกิดในแผนกซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงคือ บริษัทจะขาดทุนหนัก และทำให้เสียชื่อเสียงและอาจกระทบกับธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50% แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า ซึ่งก็พบว่า คนยังใช้บริการ “เอเม็กซ์” ปกติ

ผลก็คือหุ้นเอเม็กซ์ฟื้นตัวและทำกำไรให้บัฟเฟตต์มหาศาล กลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี

วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74 เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม” ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น “Stagflation” คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น

บัฟเฟตต์เห็นหุ้นวอชิงตันโพสต์ หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงสุดยอดที่ได้รับการยอมรับทั่วอเมริกาและในโลกราคาหุ้นตกลงมาเหลือน้อยมาก และในเวลานั้น สื่อก็เป็นสิ่งที่กำลังโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญเข้าซื้อจนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และสนิทใกล้ชิดกับเจ้าของและเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกนานจนเธอเสียชีวิต

เงินลงทุน 10 ล้านเหรียญนั้น ต่อมาเติบโตขึ้น 100 เท่าเป็น 1,000 ล้านเหรียญ และกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์ คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6% และต่อมาถูกเรียกว่า “Black Monday” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นในขณะนั้น “แพงเกินไป” และตลาดในช่วงนั้นเริ่มมีการซื้อ-ขายหุ้นด้วย “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่อ้างว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตหุ้นได้ ซึ่งวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่โปรแกรมทั้งหลายต่างก็ทำงานพร้อมกันที่ตัดสินใจให้ขายหุ้นที่ “แพงเกินไป” หุ้นจึงตกเพราะแทบจะไม่มีคนซื้อเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรในวันนั้น

บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นโคคา-โคลาในปี 1988-1989 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากหลัง “วันจันทร์ทมิฬ” นั้น โดยเหตุผลที่หุ้นโค๊กตกลงมาต่อเนื่องก็เพราะว่าบริษัทเติบโตช้าลง การขยายกิจการไปต่างประเทศมีความไม่แน่นอนด้วย

แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีมูลค่าเป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับที่กลายเป็นเครื่องดื่ม “ประจำตัว” ของบัฟเฟตต์ที่เขา “ดื่มทุกวัน” แทนเป็ปซี่

กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การซื้อหุ้น Goldman Sachs ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 ของบัฟเฟตต์ด้วยเม็ดเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ โดยที่เขาสามารถต่อรองเงื่อนไขที่ดีมาก คือ ซื้อเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 10% และมีโอกาสที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญผ่านวอแร้นต์ที่กำหนดราคาแปลงสภาพแน่นอนในราคาต่ำมาก

และเหตุผลที่เขาได้ดีลดีมากก็เพราะว่าในยามวิกฤติรุนแรงที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ ๆ แทบทั้งหมด “ล่มสลาย” อานิสงค์จากการล่มสลายของธนาคารเลย์แมนบราเธอร์และหุ้นกู้ซับไพร์ม บัฟเฟตต์เป็น “คนเดียว” ที่มีเงินสดมหาศาลที่คนต่างก็เข้ามาหา ในยามวิกฤตินั้นคนรู้ว่า “บัฟเฟตต์คือพระเจ้า”

โกลด์แมนซาคส์ฟื้นเพราะเงินจากบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์ได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้นนับเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ และนั่นก็ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงถือเงินสดค่อนข้างมากตลอดเวลา นั่นก็คือ เขารอว่าจะมีบริษัทหรือหุ้นตัวไหนเกิด “วิกฤติ” ที่จำเป็นต้องใช้เงินรีบด่วน หรือเขาจำเป็นต้องมีเงินทันทีเพื่อเข้าไป “ฉวยโอกาส” ในช่วง “เวลาทอง” ที่จะได้ “ของดี ราคาถูกสุดยอด” เมื่อเกิด “วิกฤติ”

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองต่อเรื่องของ “วิกฤติ” นั้น คงต้องบอกว่าผมเอง “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุนเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผมเชื่อคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนตลอดชีวิต คือเอาเงินมาซื้อหุ้นเรื่อย ๆ ตลอดไปไม่มีการขาย เราคงอยากซื้อหุ้นถูก ๆ คือตอนหุ้นตก แต่หุ้นที่จะถูกมากที่เราจะซื้อได้นั้น มักจะมาตอนวิกฤติ ดังนั้น เราควรจะชอบหรือรักวิกฤติ เพราะวิกฤติทำให้เราได้ซื้อของดี ราคาถูก และนั่นก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนระยะยาวสูง และอาจจะทำให้เรารวยได้

เรื่องแรกของผมก็คือ สิ่งที่ผมพูดมาตลอด นั่นก็คือ ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นเต็มที่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ตลาดตกลงมา 53% ในขณะที่ผมมีเงินสดที่เก็บออมไว้เต็มมือ และผมลงทุนมันทั้งหมดในปีวิกฤติ ในหุ้นที่ดีหรือดีมากในราคาที่ถูกมาก แค่ปันผลก็แทบจะได้ปีละ 10% แล้ว ผมไม่กลัววิกฤติเลย ผมรักมัน

ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46% อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ

หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 44% โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น การซื้อ-ขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยแค่ 3-4,000 ล้านบาท

พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมา 13% หลังวิกฤติ

วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา ในปีนั้น หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543 ผมไม่เคยถือเงินสดเลย พอเกิดวิกฤติ พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48% เพราะเกิดวิกฤติแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

หลังจากนั้น ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง บวกถึง 63% แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141% ผมรักวิกฤติ แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน” นั้นสดใสยิ่งกว่า

ปีโควิด 2020 หรือ 2563 เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะ “ล่มสลาย” เพราะต้องปิดเมืองทั่วโลก กลับรอดพ้นไปได้โดยเฉพาะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่คนไม่ต้องออกจากบ้าน มีการแจกเงินมหาศาลเพื่อให้คนมีเงินใช้ซื้อสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม เงินนั้น จำนวนมากกลับถูกนำไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะในอเมริกา ทำให้หุ้นที่ตกลงมาแรงระดับ 30-40% เพราะ “ตกใจ” ฟื้นขึ้นทันที หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11% แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว โตขึ้น 21%

ผมรักวิกฤติ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งต่อไปมันจะเหมือนเดิมไหม เพราะในระยะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา VI หรือการลงทุนแบบ VI เองก็ไม่เหมือนเดิม โลกของการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ เพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ในกว่าสิบปีที่ผ่านมา




Source: Settrade

01 มิถุนายน 2569

18 จิตวิทยาอยากได้ดี ให้โกหกสมอง


1. แกล้งทำเป็นมั่นใจ แล้วสมองจะค่อยๆ เชื่อ

ยืนตัวตรง พูดชัดขึ้น แล้วบอกตัวเองว่า “เราทำได้”
เพื่อนเราคนนึงตอนสัมภาษณ์งานใหม่ เค้าบอกว่าในใจกลัวตาย แต่แกล้งทำเหมือนมั่นใจ แล้วก็ได้งานจริงๆ!



2. บอกตัวเองว่าเหนื่อยได้ แต่อย่าหยุด

สมองจะเข้าใจว่า “เราโอเคกับความล้า” แต่ยังมีแรงเดินต่อ
เคยพูดกับตัวเองว่า “เหนื่อยเนอะ แต่ไปอีกนิดนะ” แล้วพอถึงเป้าหมาย มันโคตรคุ้มเลย



3. ตั้งนาฬิกาปลุกว่าเรานอนพอแล้ว

แม้นอน 6 ชม. แต่ถ้าตื่นมาแล้วบอกว่า “สดชื่นจัง” สมองจะเชื่อตาม
ลองมาแล้ว เชื่อไหมว่าแค่เปลี่ยนคำพูดตอนตื่น ร่างกายก็ไม่งอแงเหมือนเดิม



4. พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ “รู้สึกเหมือนเราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น”

เช่น คาเฟ่เงียบๆ ห้องสมุด หรือฟิตเนส
บางที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เราอยากทำให้ดีที่สุด”



5. บอกตัวเองว่า “นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเรียนรู้”

สมองจะหยุดตีตรา แล้วเปิดรับบทเรียนใหม่
เหมือนตอนเราพลาดงานใหญ่ครั้งนึง แต่พอเล่าให้ตัวเองฟังว่าเราได้ประสบการณ์โคตรเยอะ มันก็หายรู้สึกผิดทันที



6. บอกตัวเองว่า “แค่ 5 นาที”

สมองจะหลอกให้เราลงมือ แล้วพอเริ่มแล้วก็มักจะไปต่อได้เอง
เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะ “เก็บห้อง” กับ “เริ่มทำงาน”



7. เรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างอ่อนโยน

“เก่งมากนะ เราเอง” หรือ “เออ วันนี้เหนื่อย แต่เราน่ารักอยู่นะ”
การพูดกับตัวเองดีๆ คือวิธีเติมพลังที่อ่อนโยนที่สุด



8. ใส่เสื้อผ้าดีๆ แม้จะอยู่บ้าน

สมองจะคิดว่า “วันนี้สำคัญนะ” แล้วเราก็จะรู้สึกมั่นใจแบบไม่รู้ตัว
ลองแต่งตัวสวยๆ มาทำงานที่บ้านดู แล้ววันนั้นจะ productive ขึ้นโดยไม่รู้ตัว



9. เขียนเป้าหมายให้เหมือนมันเกิดขึ้นแล้ว

เช่น “ฉันมีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” ไม่ใช่ “ฉันอยากมี…”
การเขียนแบบนี้ทำให้สมองตั้งระบบ GPS ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น



10. สร้าง playlist ที่หลอกอารมณ์เราให้ลุกขึ้น

เลือกเพลงที่ทำให้รู้สึกว่า “เราเป็นนางเอกในหนังชีวิตตัวเอง”
เพลงบางเพลงมีพลังมากกว่ากาแฟอีกนะ บอกเลย



11. เรียกสิ่งที่ยากว่า “เรื่องท้าทาย” แทน “ปัญหา”

สมองจะมองว่าเป็นเกมที่ต้องเล่น ไม่ใช่ภาระ
เปลี่ยนคำเดียว แต่ความรู้สึกเบาขึ้นเยอะเลย



12. บอกตัวเองว่า “ฉันยังไม่รู้…แต่ฉันจะเรียนรู้ได้”

มันเปิดประตูให้กล้าลอง
ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่กล้าพอจะเริ่มก็พอแล้ว



13. หลอกสมองว่าเรา “ยุ่งมาก” กับสิ่งดีๆ

ยิ่งพูดว่า “ฉันยุ่งกับการดูแลตัวเอง” สมองจะไม่เอาเวลาไปเสียกับเรื่องไร้สาระ
ลองตั้งสเตตัสว่า “ยุ่งอยู่กับความสุข” แล้วดูพลังบวกที่ตามมา



14. เขียนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันสั้นๆ

สมองจะเริ่มมองโลกในมุมที่ดีโดยอัตโนมัติ
บางวันแค่ “เจอแมวข้างทางน่ารัก” ก็ทำให้วันนั้นดีขึ้นแล้ว



15. บอกสมองว่า “เราทำได้มาแล้วตั้งหลายครั้ง”

เอาความสำเร็จเล็กๆ มาเป็นพลัง
เคยทำผ่านได้ตั้งหลายเรื่อง ทำไมเรื่องนี้จะผ่านไม่ได้ล่ะ?



16. บอกสมองว่า “แค่เราอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องเป็นใคร แค่หายใจอยู่ตรงนี้ ก็เก่งมากแล้ว
ความพอดีคือความสุขที่แท้จริง



17. พูดกับตัวเองว่า “ความกลัวแปลว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า”

แล้วความกลัวจะกลายเป็นสัญญาณที่ดี
ทุกครั้งที่กลัว แปลว่าเรากำลังโตอีกขั้น



18. หลอกสมองให้ “ซ้อมความสำเร็จไว้ก่อน”

นึกภาพตัวเองในวันที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แบบชัดๆ
เหมือนตอนเราหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรายืนพูดบนเวทีได้… แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง