Pages

Pages

25 พฤษภาคม 2569

หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความก้าวหน้าแบบ “ก้าวกระโดด” ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ “เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง” ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้แทบทุกอย่างทั้งงานที่ซับซ้อนมาก ๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

หุ้นเท็คหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด “ยักษ์” ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” หรือ “Magnificent 7” ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น “เกม” นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “กระแสของ AI” กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AIอย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี “ค่าจ้าง” ต่ำลงเรื่อย ๆ

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง “หยุดได้แล้ว” เพราะคนในโลกจะ “ไม่มีงานทำ” และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ “สูญพันธุ์” ไป และโลกจะมีแต่ “มนุษย์ AI” ที่เป็น “ซิลิคอน” มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ “ไม่ตาย” และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

ผมอาจจะพูด “เพ้อฝัน” ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

ในมุมมองทางด้าน “หุ้น” ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น “Ultimate Super Growth” หรือธุรกิจที่จะ “โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด” และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ “ครอบงำ” ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐ

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

พูดง่าย ๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต “ระเบิด” และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ “สตอรี่” ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ “หลุดโลก” แต่แค่ “เรื่องราวหรือเรื่องเล่า” นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

2) หุ้นถูก “คอร์เนอร์” โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง “พื้นฐาน” ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ “ราคาหุ้นที่เหมาะสม” เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลทฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?
คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ “ฟองสบู่หุ้น AI” แตก

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงค์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทะลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี “ข่าวลือ” ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี “ลาภลอย” ของบริษัท AI ที่ “ทำกำไรมากเกินไป” หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน “ตกงาน”มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย “คิดภาษีสรรพสามิต” สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ “ควบคุมข่าวสาร” เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ “ฟองสบู่” ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้
สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป



From Settrade.com

18 พฤษภาคม 2569

เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะ “รวยและประสบความสำเร็จในชีวิต” ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ ดวงหรือโชคชะตาในแง่ที่ว่า มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และมีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรและ “ไม่ต้องมีเหตุผล” อย่างคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย 

แต่หลังจากนั้น ตอนที่อายุเกือบจะ 60 ปีแล้ว ผมก็เริ่มศึกษาและคิดทบทวนว่า ดวงหรือโชคชะตานั้น มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตและความสำเร็จของเราจริง ๆ หรือเปล่า? ที่ผมรวยและประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของความสามารถ การทำงานหนัก การมีวินัย เหนือกว่าคนอื่น ๆ เท่านั้นหรือ ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเข้ามาเกี่ยวข้องแน่หรือ?

คำตอบของผมแบบ “ไม่ลำเอียง” ก็คือ ผมมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกหุ้นระดับดีถึงดีมากแต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อป เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ผมไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ควร ช่วงที่เริ่มต้นชีวิตการลงทุนแบบ VI ใหม่ ๆ ยังทำงานประจำเต็มเวลาที่ค่อนข้างหนัก ใช้เวลาในการศึกษาหุ้นน้อย สิ่งที่น่าจะโดดเด่นจริง ๆ คงเป็นเรื่องของ “วินัย” ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะมั่นคง เหตุผลก็เพราะผมเชื่อในหลักการแบบ “VI” มากกว่าคนอื่น โดยรวมแล้วถ้าให้คะแนนความเก่งและการเลือกหุ้น ผมอาจจะอยู่ในระดับ B+ หรือ A-

ความสำเร็จของผมส่วนใหญ่น่าจะมาจาก “โชคดี” ในแง่ที่ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงิน “ล่มสลาย” ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น ตกลงมาอย่างหนักระดับ 90% จากจุดสูงสุด และก็ทำให้ผมที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ “ตกงาน” และไม่รู้ว่าจะหางานใหม่ที่ดีเท่าเดิมได้อย่างไร

“โชคดี” อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้าน “การลงทุน” และได้ “บริหารพอร์ตหุ้นของบริษัท” หรือที่เรียกว่า “Prop Fund” ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี อยู่แล้ว และกลยุทธ์ที่ใช้ก็รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นด้วย “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งเป็น “รากฐาน” ส่วนหนึ่งของ “การลงทุนแบบ VI” ที่กำลังโด่งดังในอเมริกานำโดย “วอเร็น บัฟเฟตต์” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดในอเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก ว่าที่จริงคนไทยแทบจะ “เลิกเล่นหุ้น” ไปหมดแล้ว

โชคร้ายที่ต้องตกงานทำให้ผมต้อง “หาทางรอดของชีวิต” และจากการวิเคราะห์ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นที่ในยามนั้นยังมีหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีมาก แต่ราคาตกต่ำลงมาจนทำให้ค่า PE เหลือแค่ 5 เท่า และจ่ายปันผลระดับ 10% หลาย ๆ ตัว ซึ่งต้องถือว่า “โชคดีมาก” ดังนั้น ผมจึงทุ่มเงินทั้งหมดลงในหุ้นประมาณ 10 ตัว โดยอิงกับหลักการสำคัญของ VI แบบบัฟเฟตต์ที่บอกว่า ลงทุนหุ้นให้คิดว่าเป็นการ “ลงทุนในธุรกิจ” อย่าไปคิดว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อราคาขึ้นมา ว่าที่จริง ในช่วงนั้น ตลาดหุ้นแทบจะไม่มีสภาพคล่อง ปริมาณซื้อขายวันละแค่ 2-3,000 ล้านบาท ซื้อแล้วอย่าคิดว่าจะขายได้ง่าย ๆ

หลังจากนั้นอีกเช่นกัน เศรษฐกิจทั้งประเทศเงียบเหงา บริษัทเกือบทุกแห่งกำลัง “ปรับโครงสร้าง” ให้พ้นจากการล้มละลาย ผมจึงมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และเริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่ความคิดและหลักการลงทุนแบบ VI ซึ่งเป็นการลงทุนแนวใหม่ของประเทศไทย “ตีแตก” น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่พูดถึงหลักการแบบ VI เช่นเดียวกับบทความ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่เสนอมุมมองของคนที่ประกาศตัวว่าเป็น “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ซึ่งยังคงมีการเขียนอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว เช่นเดียวกับหนังสือ “ตีแตก” ที่ก็ยังคงพิมพ์ขายอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแช่นเดียวกัน

ต้องถือว่าผม “โชคดี” ในฐานะของนักลงทุนที่ “เกิด” ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คือเกิดหลังจากวิกฤติครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นที่ทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมายให้เลือกลงทุน และในวันที่ “เกิด” นั้น ผมพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น “ผู้นำ” เพราะมีความรู้ที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดี มีเงินออมพอสมควรในขณะที่คนอื่นที่เป็นนักลงทุนนั้น “เจ๊ง” กันแทบหมด ความรู้และความสามารถของผมในวันนั้นในแง่ของการเป็น VI ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมแทบไม่ต้องแข่งกับใคร ดังนั้น ผมได้เปรียบมาก

การเป็น “คนแรก” ทำให้ผมเป็นที่ยอมรับและทำให้สื่อหรือคนที่จัดงานสัมมนาเรื่องการลงทุนเชิญไปพูดบรรยายและให้ความเห็น นั่นทำให้ผมต้องศึกษา เรียนรู้ และกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้น และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Compounding Effect” คือ “ผลตอบแทนทบต้น” ของความรู้ หรือก็คือ ความรู้เดิมที่มีอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเหมือนกับเรื่องของเงินหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกปี
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “ดวง” ที่ผมบังเอิญ “โชคดี” ที่ “เกิด” ในเวลาที่ถูกต้อง

วอเร็น บัฟเฟตต์ เองบอกว่า เขา “โชคดี” ที่ “เกิด” ที่อเมริกาและเป็นชายผิวขาว ทำให้เขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนสุดยอด เขาอาจจะไม่ได้พูด แต่ผมอยากเติมว่า เขาโชคดีที่เกิดในปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาประมาณ 90% และตลาดหุ้นเงียบเหงาจนถึงวันที่เขาโตและเริ่มสนใจในหุ้นและพบกับ เบน เกรแฮม ในปี 1952-53 และเข้ามาลงทุนด้วยตนเองเต็มตัว ซึ่งหลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็วิ่งแบบติดจรวด อานิสงค์จากการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงและอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

เรื่องของ “ดวงเกิด” นั้น มีผลต่อความสำเร็จมากมายและได้รับการพิสูจน์ทางสถิติที่โด่งดังและกล่าวถึงในหนังสือชื่อ “Outliers” ของ “Malcolm Gladwell” ที่กล่าวถึงนักกีฬาฮ็อกกี้แคนาดาที่เป็นดารานั้น ส่วนใหญ่มักเกิดใน 3 เดือนแรกของปี คือ มกราคม-มีนาคม และเหตุผลก็คือ คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็คือคนที่มาจาก “ทีมเด็ก” ที่ถูกคัดตัวเข้าทีมตอนอายุแค่ 8-9 ขวบ

และคนที่ได้รับการคัดเลือกตอนเด็กนั้น เขาจะนับอายุตามปีปฏิทิน คือถ้าเกิดเดือนมกราคม ก็คือนับว่า 1 ขวบในปีนั้นเท่ากับคนที่เกิดเดือนธันวาคม โดยไม่ดูวันเกิดจริง ผลก็คือ เด็กที่เกิดตอนต้นปีจะได้เปรียบมาก เพราะเด็กอายุ 8 ขวบที่เกิดต้นปีอาจจะแก่กว่าเด็กที่เกิดปลายปีถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พวกเขาก็มักจะชนะ ได้รับการคัดเลือกเพราะพวกเขาตัวโตกว่า แข็งแรงกว่า และเก่งกว่า

พอได้เข้าทีม พวกเขาก็จะมีโค้ชที่ดี มีโอกาสแข่งขันและมีประสบการณ์มากกว่า สุดท้ายพวกเขาก็เก่งกว่าและก็มีโอกาสพัฒนาและก้าวหน้ากว่า วนเป็นลูปไปเรื่อย ๆ แบบ “ทบต้น” และในที่สุดก็กลายเป็นดาราของนักกีฬาฮ็อกกี้

และนี่ก็คือ คนดวงดีหรือโชคดีที่ “เกิด” ต้นปี และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่เกิดต้นปีจะต้องประสบความสำเร็จหรือชนะเสมอไป แต่พวกเขามีโอกาสมากกว่า และโอกาสนั้น ในช่วงแรกหรือเริ่มต้นอาจจะทำให้พวกเขาได้เปรียบหรือชนะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบก็จะ “Compounded” หรือ “ทบต้น” และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทิ้งห่างคนที่ “เกิดผิดเวลา”

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเด็กเล็กที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนดังของไทยที่คนต้องแข่งขันกันหนักมากเวลาที่จะเข้าตอนเรียนอนุบาลซึ่งรวมถึงหลานผมหลายคน

ประเด็นก็คือ เด็กเล็กเหล่านี้ที่จะสมัครเข้าเรียนจะต้องมีอายุตามเกณฑ์โดยโรงเรียนก็จะนับจากวันที่กำหนดเช่น 31 สิงหาคม เป็นวันตัดอายุ เด็กที่เกิดเดือนกันยายนก็จะได้เปรียบมาก เพราะวันที่เขาจะเข้าเรียนนั้น เขาจะมีอายุจริงคือเกือบ 4 ปี เทียบกับเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมที่จะมีอายุแค่ 3 ปีเศษ ดังนั้น เวลาไปสอบคัดเลือกเขาก็มีโอกาสแพ้มากกว่าและไม่ได้เข้าเรียน

เมื่อเข้าเรียนแล้ว เนื่องจากมีอายุมากกว่าเพื่อน ก็จะมีความสามารถกว่า ครูก็อาจจะเอาใจใส่มากกว่า มีโอกาสแสดงความสามารถมากกว่า และกระบวนการนั้นวนเป็นลูป ทำให้เด็กเก่งมากขึ้นแบบทวีคูณหรือ “ทบต้น” นี่ก็อาจจะทำให้เด็กที่เกิดเดือนกันยายนได้เปรียบไปตลอดและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมได้

พูดถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็เช่นเรื่องของความก้าวหน้าหรือพัฒนาของประเทศในโลก ผมได้อ่านหนังสือเขียนโดย หลี่ ลู่ นักลงทุน VI ชื่อดัง ศิษย์เอกของชาลี มังเกอร์ ชื่อในหนังสือแปลภาษาไทยคือ “ก่อร่างสร้างจีน” ก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ทำไมจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งจึงตกอันดับมากในช่วง 200-300 ปีหลัง ขณะที่ประเทศตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจโลกแทน และถึงปัจจุบันที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาแข่งกับตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเรื่องของเหตุการณ์หรือช่วงเวลา “กำเนิด” ของประเทศ ซึ่งอย่างของจีนในวันนี้ก็คือ ช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเปลี่ยนแนวทางของจีนให้หันมาใช้ระบบทุนนิยมเสรีเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง

สุดท้าย กลับมาที่เรื่องหุ้น ซึ่งด้วยเวลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน “ยุคทองของ VI” ไปแล้ว เพราะเราคงไม่มี “โชคดี” อีก อย่างน้อยในช่วงเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ผมเองคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามสำหรับผมเองนั้น ต้องบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมก็ยัง “รอโชค” ที่จะมี “ปีทองของ VI” ในตลาดหุ้นเวียตนามอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่ “ประคองตัว” ไม่ให้ขาดทุนก็พอ




From Settrade

15 พฤษภาคม 2569

แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค



แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค  เคลียร์บ้านครึ่งปีหลังแบบได้บุญเต็ม ๆ

ผ่านมาครึ่งปีแล้ว SUPALAI ชวนทุกคนมาสำรวจบ้านกันดูสักนิด

ว่าในบ้านเรามีของอะไรบ้างที่ไม่ได้ใช้ แต่ยังสภาพดี พอที่จะส่งต่อให้คนอื่นได้ไหม?

บางอย่างเก็บไว้เฉย ๆ อาจไม่มีประโยชน์

แต่มือสองของเรา…อาจสร้างประโยชน์ให้ใครอีกคน 

มาเคลียร์พื้นที่ในบ้าน แล้วส่งต่อสิ่งของเหล่านั้นให้กับผู้ที่ต้องการดีกว่า

แจกพิกัด แหล่งรับบริจาค

มาเคลียร์บ้านรับครึ่งปีหลังกัน

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ ของใช้ ฯลฯ

SUPALAI รวมครบให้แล้วในโพสต์เดียว แชร์เก็บไว้ได้เลย!




11 พฤษภาคม 2569

ธุรกิจโตเร็วแต่ไม่ยั่งยืน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในระยะหลัง ๆ นี้ ผมรู้สึกว่ามีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่ยอดขาย “โตเร็วมาก” จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงในสังคมทั่วไปโดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจและนักลงทุนในตลาดหุ้น ผู้บริหารกลายเป็น “เซเล็บ” ที่มักจะได้รับเชิญไปออกรายการและเล่าเรื่องราวของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากต่างก็มองว่าหุ้นจะกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” เพราะกำไรของบริษัทจะโตขึ้นมหาศาลอย่างรวดเร็วและจะทำให้ราคาหุ้นเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือทำ IPO จะมีมูลค่ามหาศาล

แต่ธุรกิจที่ผมพูดถึงนั้น มักจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้า 1 ใน 2 แบบคือ แบบแรก ขายสินค้าราคาถูกหรือถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าของบริษัทอื่น ๆ ในท้องตลาดที่มีคุณภาพพอ ๆ กัน โดยที่เขาขายได้เพราะยอดขายที่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้มีต้นทุนที่ถูกกว่าเนื่องจากการประหยัดเนื่องจากขนาดหรือในภาษาทางเศรษฐศาสตร์คือ มี Economies of Scale ที่สูงกว่า

และธุรกิจแบบที่ 2 ก็คือ เป็นธุรกิจที่ขายของที่มีลักษณะของความเป็น “แฟชั่น” ที่ลูกค้าเกิดนิยมในตัวผลิตภัณฑ์อย่างแรงแต่เป็นความนิยม “ชั่วคราว” ที่เกิดขึ้นได้ง่ายโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมแพร่หลายมากในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งในไม่ช้าพวกเขาก็จะเบื่อและหันไปหาสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ธุรกิจทั้งสองแบบนั้น ในสายตาของ VI ที่ลงทุนระยะยาวแบบผม มองว่าเป็นธุรกิจที่ “ไม่ยั่งยืน” และจะไม่อยากลงทุนโดยเฉพาะในราคาหุ้นที่สูงกว่าปกติ และก็คงไม่ให้ราคามากนัก บางทีถ้าจะซื้อก็คงให้ PE ไม่เกิน 10 เท่า หรือความหมายก็คือ นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีนัก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”

เหตุผลสำหรับธุรกิจกลุ่มแรกก็คือ มันเป็นธุรกิจที่โตโดยอาศัย “ราคา” ที่ถูกกว่าปกติ คือตัดราคาคู่แข่งเพื่อดึงดูด Demand หรือความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น Margin หรือกำไรต่อยอดขายจะต่ำมาก ทำให้การโตเร็วมักจะไม่ทำกำไรที่คุ้มค่า บางแห่งขาดทุนด้วยซ้ำโดยเฉพาะเมื่อเกิด “สงครามราคา” เมื่อเกิดคู่แข่งที่สามารถมาดึงลูกค้าที่พร้อมจะ “สวิตซ์” หรือหันมาซื้อหรือใช้บริการของตนเองแทนได้อย่างง่ายดาย ผลก็คือ ยอดขายโตเร็วแต่ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำ

เหตุผลสำหรับธุรกิจแบบที่ 2 ที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนก็คือ เนื่องจากมันเป็นสินค้าหรือบริการที่ขับเคลื่อนด้วย “แฟชั่น” มันจึง “ไม่ยั่งยืน” ผลิตภัณฑ์ “ร้อน” ซึ่งก็คือมันเป็นกระแส เป็นไวรัล เป็นไฮป์ในภาษาคนรุ่นใหม่ มักจะมีวงจรชีวิตที่สั้น เพราะคนจะเปลี่ยนความนิยมเร็วมาก คนรุ่นใหม่มักจะเบื่ออะไรต่าง ๆ ง่าย ซึ่งนั่นทำให้เกิดวัฎจักรการบูม อิ่มตัว และตกต่ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ยอดขายลดลงมากในเวลาอันสั้น ส่งผลให้กำไรที่เคยทำได้มากเพราะสินค้ามักจะมีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายสูง ตกลงมาแรงมาก และถ้าผลิตภัณฑ์ร้อนแรงตัวใหม่ไม่มา บริษัทก็อาจจะมีปัญหาได้

ตัวอย่างธุรกิจแบบแรกในประเทศไทยที่เห็นค่อนข้างมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็เช่น ธุรกิจอาหารภัตตาคารโดยเฉพาะร้านขายสุกี้ที่มีการแข่งขันกันมากและในช่วงหลังก็เริ่มมีอาหาร “หมูกระทะ” และอื่น ๆ ซึ่งมีการลดราคาแข่งกันเป็นแบบ “สงครามราคา” ซึ่งทำให้ยอดขายโตระเบิดกันทุกเจ้า แต่ดูเหมือนว่ากำไรกลับไม่ได้ดีหรือลดลงด้วยซ้ำ อนาคตคงต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ในระดับโลกเองนั้น แน่นอนว่ามีคนที่ใช้กลยุทธลดราคาเพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายอย่าง “บ้าคลั่ง” ตัวอย่างก็คือ หุ้น Pets.com ที่ขายอาหารและอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยงผ่านทางอี-คอมเมิร์ซในราคาที่ถูกสุด ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังเป็นสตาร์ทอับซึ่งส่งผลให้ยอดขายโตระเบิดและแบรนด์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

หุ้นเข้าตลาดทำ IPO ในปี 2000 และกลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงสุด ๆ เพราะทุกคนคิดว่าบริษัทกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อก อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียงปีเดียว บริษัทก็ล้มละลาย เพราะต้นทุนของธุรกิจซึ่งรวมถึงการขนส่งและอื่น ๆ นอกจากต้นทุนของสินค้านั้น สูงกว่าราคาขาย ยิ่งขายมากก็ขาดทุนมาก แต่คนภายนอกอาจจะไม่รู้ นำเงินเข้ามาลงทุนกันโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของธุรกิจว่ามันไม่ดี แม้ว่ายอดขายจะโตระเบิด

อีกบริษัทหนึ่งก็คือ หุ้น WeWork ซึ่งทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่โดยเฉพาะสำหรับพวกบริษัทไฮเท็คที่ทำสตาร์ทอัปทั้งหลาย ซึ่งก็เช่นกัน คือยอดขาย “โตระเบิด” เพราะบริษัทขยายไปทั่วโลก โดยที่บริษัทเช่าสำนักงานระยะยาวจากเจ้าของอาคาร เสร็จแล้วก็ปล่อยเช่าให้ผู้เช่าต่อเป็นระยะสั้นในราคาที่อาจจะยังมีกำไรบ้าง แต่เมื่อผู้เช่าย้ายออก อาจจะเนื่องจากเลิกกิจการ หรือย้ายไปเช่าที่อื่นจากบริษัทคู่แข่ง ผลก็คือ รายได้ที่โตแรงก็หายไป

แต่ต้นทุนที่บริษัทจ่ายให้กับเจ้าของตึกเป็นระยะยาวยังคงอยู่ ดังนั้น จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนและทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง บริษัทต้องล้มละลาย มูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ที่เคยสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นศูนย์

ในส่วนของธุรกิจที่โตเร็วมากที่เป็นธุรกิจที่อิงกับ “แฟชั่น” นั้น ในประเทศไทยที่เคยเกิดขึ้นและเป็นธุรกิจขนาดย่อมก็เช่น ธุรกิจขายขนมอย่างโดนัทยี่ห้อต่างประเทศที่ช่วงแรกคนต้องต่อคิวกันซื้อหลายชั่วโมง ต่อมาก็เป็นเรื่องของชานมไข่มุก เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขายก็ลดลงและหลายยี่ห้อก็ลดลงมากจนต้องปิดตัวลงไป แทบไม่มียี่ห้อไหนอยู่ยาวเป็นหลาย ๆ ปี ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ว่า สินค้าที่อิงกับแฟชั่นนั้น จะดีได้ก็จำกัด ไม่สามารถจะเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ในระยะยาว อย่าตื่นเต้นกับมันมาก

แม้แต่สินค้าที่เป็นแฟชั่นระดับโลก อย่างเช่น “ตุ๊กตาลาบูบู้” ที่ทำยอดขายระเบิดและทำให้ร้านหรือหุ้น “ป็อปมาร์ท” มีกำไรโตเร็วแบบติดจรวดซึ่งก็ส่งผลให้หุ้นวิ่งขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้น แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมในตุ๊กตาและของเล่นแบบมีศิลปะจากบริษัทป็อปมาร์ทก็เริ่มมีสัญญาณว่าจะชะลอตัวลง และในที่สุดก็อาจจะค่อย ๆ จางหายไปได้ในวันที่อาจจะมีของเล่นของบริษัทใหม่ ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรเข้ามาแทนที่ ดังนั้น ในความเห็นของผม นี่ก็คือ หุ้นหรือบริษัทที่ไม่ได้มี “Moat” หรือคูเมืองที่จะป้องกันข้าศึกที่จะเข้ามาต่อสู้ได้

ในประเทศไทยเองนั้น ช่วงหนึ่งก็มีบริษัทหรือธุรกิจที่ใหญ่พอใช้เข้ามาทำธุรกิจขายสินค้าแฟชั่นกุ๊กกิ๊กราคาถูก เริ่มจากร้านญี่ปุ่นที่เลียนแบบ “ร้าน 100 เยน” คือสินค้าสวย ๆ น่ารักทุกชิ้นราคา 100 เยน ซึ่งเท่ากับประมาณ 40 บาทไทย ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าท้องถิ่นที่ขายในประเทศไทยแบบเดียวกัน ดังนั้น คนก็นิยมซื้อของจากร้านแบบนี้มากและก็มากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่เมื่อยอดขายโตเร็วมาก และไม่มีอะไรห้ามให้คนอื่นทำตาม รวมทั้งคนที่เข้าร้านแนว 40 บาทหรือ 60 บาททุกชิ้น ก็ไม่ได้มีอะไรติดยึดกับร้านเดิม ร้านขายสินค้าแบบนี้ก็มีการเปิดเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งขันก็รุนแรงขึ้น ขนาดที่ว่ามีร้านขายสินค้า “ทุกชิ้นราคา 10 บาท” นั่นทำให้ร้านค้าแนว 100 เยน หรือในอเมริกามีร้านแบบทุกอย่างราคา 1 เหรียญ เริ่มอิ่มตัว ยอดขายโตช้าลงจนในที่สุดก็อิ่มตัว

ดังนั้น กิจการที่ยอดขาย “โตระเบิด” โดยเฉพาะในช่วงแรก จึงไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกิจการที่ดีเยี่ยมเสมอไป จะต้องตรวจสอบให้ดีว่าโตเพราะอะไร และที่สำคัญจะโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ และมีกำไรดีไหม ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บริษัทมี “Pricing Power” หรืออำนาจกำหนดราคาแค่ไหน

ถ้าจะดี สินค้าที่ขายควรจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะดังต่อไปนี้คือ

1 การขายแต่ละรายการหรือขายให้ลูกค้าแต่ละคนจะต้องมีกำไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นธุรกิจส่งของ ราคาค่าส่งต้องสูงกว่าต้นทุนเสมอ หรือขายอาหารแบบบุฟเฟ่ก็ต้องมีต้นทุนต่อหัวต่ำกว่าราคาขาย เป็นต้น

2 ต้องดูว่าลูกค้าซื้อสินค้าเพราะอะไร เขาติดใจในตัวสินค้าหรือเน้นแต่เรื่องราคาในการซื้อหรือใช้บริการ หรือเขาซื้อเพราะเป็นกระแสแบบแฟชั่น

3 สินค้านั้นมีอะไรที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้หรือไม่ ถ้าเน้นแต่ราคาเป็นหลัก ธุรกิจก็จะดีในระยะยาวได้ยาก

4 ความต้องการของสินค้านั้น เป็นความต้องการจริง หรือเป็นความต้องการเทียมที่เกิดจากการลดราคาหรือโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้าใช่ ก็อาจจะไม่ใช่ธุรกิจหรือสินค้าที่ดีในระยะยาว

5 ถ้าเป็นการขายดีระเบิดที่เกิดจาก “กระแส” หรือความนิยมในหมู่ผู้บริโภคบางกลุ่ม นี่ก็จะไม่ทนทาน และในไม่ช้ายอดขายก็จะลดลงอย่างถาวร

ทั้งหมดนั้นก็เป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่เน้นมองธุรกิจแบบระยะยาว และเป็นการมองหาซุปเปอร์สต็อกแบบที่จะไม่ให้พลาดเวลาที่เราประสบกับกิจการบางอย่างที่ดูคล้าย ๆ กับว่าจะดีมากเพราะยอดขาย “โตระเบิด” แต่กำไรไม่มา หรือกำไรก็มา แต่อาจจะไม่คงทน เพราะยอดขายอาจจะตกลงมาในภายหลัง หลังจากที่สินค้า “หมดกระแส” และกิจการไม่สามารถยึด “กระแสใหม่” ได้




From Settrade