Pages

Pages

16 กุมภาพันธ์ 2569

กว่าจะเป็นนักลงทุน ก็(เกือบ)สายเสียแล้ว - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเป็นคนที่ความจำไม่ค่อยจะดี โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ ที่อายุมากขึ้นจนคนที่บ้านต้องสั่งให้ไปตรวจว่าเป็นอัลไซเมอร์หรือเปล่า แต่เมื่อตรวจแล้วก็พบว่าสมองผมยังปกติอยู่ ยังรู้ว่าตนเอง “ลืม” เรื่องต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานบ่อยมาก แต่ที่ลืมเพราะเรา “ไม่สนใจ” แต่ถ้าเรื่องไหนที่ “ประทับใจ” แล้ว ผมมักจะจำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดมานานมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่

เรื่องหนึ่งก็คือ วันหนึ่งที่หมู่บ้านที่ผมอยู่ มีหมอดู “ลูกกรอก” ซึ่งก็คือหมอดูที่หิ้วลังบรรจุ “ลูกกรอก” หรือศพเด็กแรกเกิดที่ตายตั้งแต่คลอด แล้วถูก “หมอผี” ทำให้แห้งแล้วลง “อาคม” ให้เป็น “ผีลูกกรอก” ที่สามารถหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต และสามารถติดต่อกับคนที่เป็น “คนเลี้ยง” ได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ “หมอดู” ที่จะคอยฟังเสียงกระซิบจาก “ลูกกรอก” เวลา
ทำนายให้คนดูหมอ

วันนั้น มีชาวบ้านหลายคนมาดูหมอ ผมเองในฐานะที่เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นก็ “เสนอหน้า” เข้าไปนั่งฟังด้วย
คำทำนายในวันนั้นมี 2 เรื่องที่ผมจำได้แม่นแม้ว่าจะผ่านมากว่า 60 ปีแล้วก็คือ ลูกค้าหญิงคนหนึ่งถูกบอกจากการ “กระซิบ” ของลูกกรอกว่า ผัวเธอกำลังมี “เมียน้อย” และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ “ไอ้หนูตัวนี้” ซึ่งก็คือผมซึ่งไม่ได้ดูหมอแต่นั่งสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น “จะรวยมาก” ในอนาคต และเมื่อรวยแล้วก็ “ขอพึ่งพาด้วย”

หลังจากวันดูหมอ ผู้หญิงที่ถูกทักว่าสามีกำลังมีเมียน้อยก็ส่งคนไปสืบว่าสามีที่มีหน้าตาและนิสัยและได้ชื่อว่าเป็นคนที่ “ซื่อที่สุด” ในหมู่บ้าน มีเมียน้อยจริงหรือไม่ และก็พบว่าจริง ซึ่งทำให้คนโจษจันกันทั้งหมู่บ้านว่าหมอดูลูกกรอกคนนี้แม่นมากราวกับตาเห็น

คำทำนายว่าผมจะรวยมากนั้น แน่นอน ไม่มีใครสนใจ เพราะเป็นแค่คำทักทายสั้น ๆ กับเด็กเล็ก แต่ผมสนใจและเก็บมันอยู่ในใจจนถึงวันนี้ เพราะมันคงประทับใจผมมาก เนื่องจากพ่อแม่ผมเป็นคนที่น่าจะจนที่สุดในหมู่บ้านครอบครัวหนึ่ง และผมยังเป็นเด็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ

ผ่านมาอีก 14-15 ปี ขณะที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะประมาณปี 2 หรือ 3 เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งซึ่งได้ฝึกฝนวิชาดูหมอเป็นงานอดิเรก และได้ฝึกปรือจนมีชื่อว่าเป็นคนที่ “ดูแม่น” มีนักศึกษาหญิงจากต่างคณะมาให้ดูเป็นประจำ ก็ได้มีโอกาสดูหมอให้ผมโดยการดูลายมือ และก็ทำนายว่า ผมน่าจะรวย เพราะบนลายมือนั้น มี “Big M” หรือ M ตัวใหญ่ที่ชัดเจนและยังมีอีกหลายเส้นที่บอกว่าจะประสบความสำเร็จ

แต่ที่จริงเขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง “ตามลายมือ” ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นผมไม่มีอะไรที่น่าจะแสดงว่าอนาคตจะรวยหรือประสบความสำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนผมเองก็ไม่ได้เชื่อว่าตนเองจะรวยได้จริงเมื่อมองจากสถานะและภาวะแวดล้อมของสังคมในยุคนั้น ที่คนรวยมีแต่ชนชั้นนำในวงราชการหรือไม่ก็ทำธุรกิจ แต่ผมจำได้

ชีวิตจริงของผมตั้งแต่เด็กนั้น คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำทำนายทั้ง 2 ครั้ง เพราะผมเองไม่เชื่อหมอดูแม้จนถึงวันนี้ และก็ไม่เคยดูหมอแบบสมัครใจ แต่สิ่งที่ผมทำหลายอย่างนั้น เป็นสิ่งตั้งต้นของคนที่จะรวยหรืออาจจะรวยได้ นั่นคือ การ “ทำธุรกิจ” มาตั้งแต่เด็กและ ผมจำได้

เริ่มตั้งแต่เรียนชั้นประถมที่ผมเริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ขายหมากฝรั่งให้กับเด็กรุ่นเดียวกัน โดยซื้อหมากฝรั่งมาเป็นกล่องแล้วมาแบ่งขายเป็นชิ้น ๆ ซึ่งได้กำไรเฉลี่ยประมาณน่าจะซัก 50% ผมยังจำได้ว่านั่ง “รถราง” สายถนนตก-ท่าเตียน จากบ้านแถว “วัดดอน” ไปซื้อสินค้าที่ตลาดค้าส่ง “ตลาดน้อย” โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารเพราะยังเป็นเด็ก

ต่อมาก็ “ขยายงาน” โดยการขายขนมอื่น ๆ ด้วย พร้อม ๆ กับการทำ “โปรโมชั่น” โดยการให้ “กำทาย” คือให้ทายว่ามีเหรียญเงินกี่อันในกำมือของผม ซึ่งโอกาสทายถูกคือ 1 ใน 5 และถ้าทายถูกก็จะได้ “กินฟรี” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผมมี “หัวทางธุรกิจ” ตั้งแต่เด็ก

พอโตได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มทำ “สตาร์ทอับ” ซึ่งเป็น “ธุรกิจใหม่” ในช่วงเวลานั้น เช่น พยายามเพาะ “ลูกน้ำ” เพื่อใช้เป็นอาหารปลาสวยงาม เพาะหรือคือปลูก “เห็ดฟาง” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมใช้ทำอาหาร และ เลี้ยง “กุ้งก้ามกราม” ทั้งหมดทำในสวนของเพื่อนสมัยเรียนมัธยมแถวตรอกจันทน์หรือถนนจันทน์ในปัจจุบัน

และทั้งหมดนั้น “ล้มเหลวสิ้นเชิง” ลูกน้ำที่เพาะกลายเป็นยุงหมดก่อนที่จะตักไปขาย เห็ดฟางที่เพาะด้วยเชื้อเห็ดฟางจากมหาวิทยาลัยเกษตร กลายเป็นราของฟางข้าว ส่วนกุ้งนั้น สุดท้ายกลายเป็นอาหารของปลาช่อนตัวเล็กที่กระโดดข้ามตาข่ายมากินลูกกุ้งที่เลี้ยงหมด

ผมอาจจะลืมไปว่าผมเรียนวิศวกรรมไม่ใช่เกษตรกรรมที่จะสามารถทำ “สตาร์ทอับ” เหล่านั้นได้ ผมมีแต่ความ “หลงใหล” ที่จะทำธุรกิจแต่ไม่มีความรู้ทั้งการผลิต การตลาดและการเงิน ที่เป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดได้

แต่ทั้งหมดก็ยังหยุดผมไม่ได้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีและไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด การเป็นลูกจ้างหรือพนักงานประจำทำให้ไม่มีเวลาไปทำธุรกิจอะไร แต่ผมก็ยังไปขอรับงานรับเหมาทำรางน้ำทิ้งให้กับโรงงานจาก “หลงจู๊” ซึ่งเป็นคนคุมโรงงานที่มักจะต้อง “ซับคอนแทรก” หรือจ้างคนนอกเข้าไปทำงานบางอย่างที่โรงงานไม่มีคนทำ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่สามารถที่จะต่อยอดไปทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังได้

เวลาผ่านไปอีกจนผมเรียนจบปริญญาเอกกลับมาทำงานด้านการเงินในสถาบันขนาดใหญ่ของประเทศ ผมก็เริ่มหาช่องทางการทำ “ธุรกิจสมัยใหม่” อีกแล้ว และนั่นก็คือ โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นกิจการที่ร้อนแรงอานิสงค์จากการที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของธุรกิจการเงินยุคใหม่ที่เรียกว่า “Venture Capital” ที่มีการตั้งกองทุนที่จะร่วมทุนกับกิจการธุรกิจโดยเฉพาะที่เป็น “สตาร์ทอับ” และนั่นทำให้ผมตั้งกองทุนเล็ก ๆ ชวนเพื่อนมาลงทุนด้วยเงินคนละไม่มากระดับหมื่นหรือสองหมื่นบาท ซึ่งก็ล้มเหลวกองทุนถูกยุบลงอย่างรวดเร็วอาจจะเพราะไม่มีเวลาหาโครงการ

โดยส่วนตัวผมยังได้เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอับที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่มาจากอเมริกาที่จะเข้ามาตั้งโรงงานทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมคงตื่นเต้นมากที่จะได้ลงทุนใน “ธุรกิจแห่งอนาคต” ที่จะโตระเบิดในยามที่ประเทศไทยกำลัง “ร้อนสุดขีด” และจะเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย”

ดังนั้น แค่ได้พบกัน 2 ครั้ง ผมก็ลงเงินซื้อหุ้นไปน่าจะหลายหมื่นบาทและได้ใบหุ้นมากอด แต่หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าโรงงานได้สร้างหรือเปล่า เขาอาจจะมีปัญหาระดมเงินได้ไม่ครบหรือบางทีเขาอาจจะเป็นสิบแปดมงกุฎที่เชิดเงินหนีไปแล้วก็ได้

คงไม่ต้องบอกว่าตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกทางบริหารธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน ผมก็ลงทุนในธุรกิจแบบที่เรียกว่า “มั่วมาก” เหมือนคนที่ไม่มีความรู้เลย และจริง ๆ ก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าการเรียนปริญญาเอกเขาสอนแต่ทางทฤษฎี ส่วนการปฏิบัตินั้นคุณต้องเรียนรู้เองในงานและประสบการณ์จากการทำงาน

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ทำงานกินเงินเดือนเป็นหลัก ผมเรียนรู้ว่าผมคงทำธุรกิจไม่ได้เนื่องจากผมไม่ได้มีคุณสมบัติแบบนักธุรกิจจริงที่ต้องดูแลคนจำนวนมากและเข้าใจตัวธุรกิจและความต้องการของลูกค้าจริง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมมีลูกที่กำลังโตและไม่มีรายได้อื่นและไม่มีต้นทุนจากครอบครัวทั้งฝั่งผมและภรรยาซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นข้าราชการที่ไม่เคยทำธุรกิจเลย ดังนั้น ผมจึงเลิกสนใจที่จะทำธุรกิจ และนั่นก็คือเลิกคิดด้วยว่าเราอาจจะรวยตามที่หมอดูเคยทัก

จนถึงอายุ 44 ปี ชีวิตก็ “ลงตัว” ความฝันที่จะทำธุรกิจ “จบแล้ว” เป้าหมายก็คือ ทำงานเป็นลูกจ้างได้เงินเดือนค่อนข้างดีจนเกษียณ ก็คงพอใช้ชีวิตไปได้จนตายถ้าไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป การประหยัดอดออมอย่างหนักก็ไม่จำเป็นแล้ว สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละครั้งและในประเทศอีกปีละ 2-3 ครั้ง ส่วนลูกที่มีเพียงคนเดียวก็คงเอาตัวรอดได้เพราะเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก

โชคดีที่เกิดวิกฤติในปี 2540 ผมต้องกลับมาหาทาง “ทำธุรกิจ” อีกครั้งด้วยเงินเก็บที่สะสมมาตลอด รอบนี้ผมคงฉลาดขึ้นมากแล้วจากการทำงานในสถาบันการเงินขนาดใหญ่มายาวนานและได้เห็นธุรกิจมาขอเงินกู้ ขอเงินลงทุน และได้เห็นตัวกิจการและแผนทางธุรกิจมามากมาย และที่สำคัญ ผมได้เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินของบริษัทเองด้วย ผมรู้ว่าการลงทุนแบบ Value Investments เป็นหนทางที่อาจจะทำให้เรารวยได้โดยที่ไม่ต้องไปทำธุรกิจเอง และก็สามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยได้

ผมทุ่มเงินทั้งหมดเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไทยในยามที่ตลาดหุ้นตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์และมีหุ้นของกิจการยอดเยี่ยมที่แทบไม่ถูกกระทบโดยวิกฤติเศรษฐกิจ ผมไม่กลัวเลยว่าหุ้นจะตกลงไปอีกและผมจะหมดตัวหรือเสียหาย เพราะผมลงทุนในธุรกิจที่ดีเยี่ยมในราคาถูก หลังจากนั้น ชีวิตผมก็เปลี่ยน ผมคิดว่าผมไม่ได้เก่งเลย อดีตที่เคยทำมาก็ล้มเหลวตลอด แต่ผมคงโชคดีที่ทุกอย่างมาประจบกันในวันที่ “มืดมนที่สุด” แต่ผมเองก็ยังไม่เชื่อหมอดูอยู่ดี




09 กุมภาพันธ์ 2569

โลกการลงทุนหลังยุคบัฟเฟตต์ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วอเร็น บัฟเฟตต์และหลักการลงทุนแบบValue Investments หรือ “VI” นั้น Dominate หรือ “ครอบงำ” การลงทุนของโลกมายาวนานไม่ต่ำกว่า 40 ปี หลักการลงทุนแบบ VI เฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางแบบบัฟเฟตต์นั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น “สุดยอดของการลงทุน” แม้ว่าจะมีทฤษฎีและหลักการใหม่เช่น “Efficient Market” หรือ “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” เข้ามาแข่งและได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกที แต่คนจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุน “ระดับเซียน” ต่างก็ยืนยันว่า บัฟเฟตต์ยังเป็น “ผู้ชนะ”แทบจะคนเดียวในโลก

แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก

และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก

เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป

ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย” แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต

ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว

หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว

เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว

ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้

การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์ และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น

เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน

พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว

สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป

เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน

“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ

และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต


05 กุมภาพันธ์ 2569

CPU Limit บน Kubernetes คือ สิ่งที่สร้างความปวดหัวให้กับ LINE MAN Wongnai

CPU Limit บน Kubernetes คือ สิ่งที่สร้างความปวดหัวให้กับ LINE MAN Wongnai

URL

02 กุมภาพันธ์ 2569

ทองคำ-เลอค่านิรันดร - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วง 2-3 มานี้คงต้องบอกว่า “สุดยอด” และเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ในประวัติศาสตร์” นั่นคือ ปี 2024 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 27% ปี 2025 เพิ่มขึ้น ประมาณ 65% และตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึง 31 มกราคม เป็นเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 13% ว่าที่จริง ราคาทองคำได้ขึ้นไปสูงสุด “ในประวัติศาสตร์” ที่ประมาณ 5,400 เหรียญเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ซึ่งทำให้ตั้งแต่ต้นปีมาราคาขึ้นมาแล้วกว่า 25% ก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง “ในประวัติศาสตร์” ถึงเกือบ 10% ในวันเดียวและปิดที่ประมาณ 4,893 เหรียญต่อออนซ์ตอนสิ้นเดือนมกราคม 2569

นั่นทำให้ผมสนใจและคิดถึงเรื่องของทองคำอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน และแน่นอนว่าผมคิดถึงประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับทองคำย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก คือย้อนหลังไปประมาณอย่างน้อย 60 ปีที่แล้วในวันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังเล็กและยากจน เช่นเดียวกับครอบครัวผมที่ยังยากจนมากยิ่งกว่าและอาศัยอยู่ในสลัมย่านทุ่งวัดดอนเขตยานนาวาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเขตสาธรที่เป็นย่านที่เจริญที่สุดเขตหนึ่งของกรุงเทพไปแล้ว

ในวันนั้น ทองคำคือสิ่งที่ “มีค่าสูงที่สุด” ของชาวบ้านและคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในท้องถิ่นที่ผมอยู่นั้น คนที่มีฐานะดีกว่าคนอื่นที่มักจะเป็นคนจนและมักจะเป็นผู้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหางานทำ ก็มักจะ “แสดงฐานะ” โดยการสวมใส่เครื่องแต่กายที่เป็นทองคำ เช่น สร้อยคอ กำไล และแหวนทองคำ ที่มีขนาดและน้ำหนักใหญ่คิดเป็น “บาททองคำ” เช่น สร้อยคอขนาด 5 บาท เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นที่ “เตะตา” คนทั่วไปโดยเฉพาะในตลาดสด เช่นเดียวกับ “โจร” ที่หลายครั้งเข้ามาฉกชิงวิ่งราวเป็นข่าวอยู่เนืองๆ

นอกจากการเป็นเครื่องโชว์หรืออวดรวยของคนแล้ว ทองคำยังเป็นสิ่ง “มีค่าสูง” ที่คนทั่วไปซื้อเก็บเป็นการ “ออม” เพื่อเอาไว้ใช้ในยามที่ “เงินขาดมือ” หรือต้องการเงินมากกว่าปกติเช่น ในช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อหนังสือเรียน และซื้อเสื้อผ้าใหม่สำหรับลูก เพราะในยามนั้น ระบบธนาคารยังไม่แพร่หลาย ว่าที่จริง แถวบ้านผมนั้น แทบไม่มีธนาคาร และถึงจะมีพ่อแม่ผมก็ไม่เคยมีบัญชีเงินฝากเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยมีเงินเหลือเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงต้น ๆ นั้น แทบจะเรียกว่า “หาเช้ากินค่ำ”

เวลามีเงินเหลือ เขาก็จะไปซื้อทองรูปพรรณเก็บ เวลาต้องการเงิน พวกเขาก็จะไป “โรงจำนำ” ที่เขาจะยืมเงินมาใช้โดยใช้ทองเป็นหลักประกัน ซึ่งก็จะได้เงินมาน่าจะประมาณ 60-70% ของราคาทอง และก็จะมีเวลาประมาณ 3-4 เดือนที่จะต้องไป “ไถ่ทอง” คืนมา ซึ่งในวันนั้นก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมไปด้วย แต่ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ไปไถ่ ก็จะ “ขาดจำนำ” โรงจำนำก็จะเอาทองไปขายเพื่อเอาเงินคืน และนี่ก็คือ “สถาบันการเงินหลัก” ของคนในยุคนั้น

ทองยังรักษาสถานะแห่งมูลค่าของมันได้เมื่อผมก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มและเป็นเป็นผู้ใหญ่ทำงานมีเงินเดือนแล้ว สังคมไทยที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้คนมีเงินมากขึ้นและเริ่มมีระบบธนาคารเป็นที่เก็บออมเงินและรักษาความมั่งคั่งอย่างแพร่หลายก็ไม่ได้ทำให้ความ “หลงใหล” ต่อทองลดลง ทองยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่ไม่เสื่อมคลายในจิตใจของผู้คน แม้ว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของคนเริ่มไม่ได้อยู่ที่ทองแล้ว แต่กลายเป็นบ้าน รถยนต์ และบริษัทธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นมากมายตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของไทย

เวลามีรายการชกมวยครั้งสำคัญที่คนติดตามชมกันมาก ก็แทบจะเป็นธรรมเนียมที่ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งก็มักจะรวมถึงธุรกิจจำนวนมาก ต่างก็จะมอบรางวัลเป็นสร้อยคอทองคำให้กับผู้ชนะ คิดแล้วเป็นจำนวนหลายสิบเส้นเต็มคอแทนที่จะให้เป็นเงินที่น่าจะได้อารมณ์น้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นักมวยก็ค้นพบว่าทองหลายเส้นเป็น “ของปลอม” ซึ่งก็มีส่วนทำให้ธรรมเนียมการมอบทองให้นักมวยค่อย ๆ จางหายไป

นอกจากในวงการกีฬาแล้ว ทองก็ยังถูกใช้ในการโปรโมตสินค้าของธุรกิจอยู่บ่อย ๆ เช่น เคยมีสินค้าเครื่องดื่มโฆษณา “เปิดฝาแจกทอง” ซึ่งทำให้สินค้า “ขายดีระเบิด” เพราะคนอยากได้ทอง คนอยากรวยและหวังจะได้ทองจากการซื้อสินค้าดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โอกาสที่จะเปิดฝาและได้ทองจริง ๆ นั้นต่ำมาก

ส่วนตัวผมเองนั้น แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนใจทองเลย และเคยซื้อทองเพียงครั้งเดียวในชีวิตตอนอายุประมาณ 23-24 ปี เมื่อเริ่มทำงานได้ซัก 2-3 ปีแล้ว นั่นก็คือการซื้อทองให้เป็นของขวัญวันเกิดสาวที่เริ่มไปจีบ น่าจะเป็นสร้อยข้อมือน้ำหนักซัก 1 บาททองคำซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างมีราคาสูง เมื่อมองย้อนหลังไป ราคาทองตอนนั้นคือประมาณบาทละ 1,379 บาท คิดเป็นประมาณเกือบ 1ใน 3 ของเงินเดือนของผมในขณะนั้น และนั่นก็คือเมื่อ 50 ปีมาแล้ว

สร้อยข้อมือในวันนั้น ถ้าถือจนถึงวันนี้ หรือก็คือเทียบกับราคาทอง 1 บาทในวันนี้ก็น่าจะมีราคาประมาณ 75,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 54 เท่า และคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 8.3% และนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่เหลือเชื่อ เพราะเราไม่ต้องทำอะไรเลยและมีความเสี่ยงน้อยมาก เช่นเดียวกับที่แทบไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษาเลย

ผมมาคิดดูว่า ถ้าหนุ่มอายุ 23 เริ่มทำงานและมีเงินเดือนและกำลังหาของขวัญไปจีบสาวแบบที่ผมทำเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดยการซื้อทอง 1 บาท เขาจะต้องจ่ายเงินถึง 75,000 บาท ซึ่งน่าจะหนักเกินกว่ารายได้ของเขามาก เพราะถ้าเขาทำงานในตำแหน่งวิศวกรแบบผม รายได้ต่อเดือนของเขาน่าจะประมาณ 40,000 บาท ก็เท่ากับว่าเขาจ่ายเงินค่าของขวัญที่เป็นทองเท่ากับ 1.8 เท่าของเงินเดือน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาคงไม่ทำอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทองมีค่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินเดือนของคนทำงานในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากเทียบกับเงินเดือนแล้ว ลองมาดูว่าทองนั้นปรับค่าขึ้นมากแค่ไหน ลองมาดูว่าถ้าสมมุติว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราสามารถซื้อกองทุนอิงดัชนีหุ้นไทยได้ และก็ถือมันไว้จนถึงวันนี้ มูลค่าของกองทุนจะเป็นเท่าไร

ข้อมูลก็คือ ดัชนีหุ้นวันนั้นเท่ากับ 82.6 จุด เพราะตลาดหุ้นเพิ่งจะเปิดและตกลงมาจากจุดเริ่มต้นที่ 100 จุด มาถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 50 ปี ดัชนีถึงวันที่ 30 มกราคม 69 อยู่ที่ 1,326 จุด เท่ากับเพิ่มขึ้นเป็น 16 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นต่อปีที่ 5.7% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเรายังได้ปันผลทุกปีด้วย และถ้าปันผลต่อปีเท่ากับประมาณ 2.6% ต่อปี การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา 50 ปี ก็จะเท่ากับผลตอบแทนที่ได้จากทองคือประมาณปีละ 8.3% แบบทบต้น และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นเองนั้น ก็เป็นที่ที่รักษาความมั่งคั่งและให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ แม้ว่าช่วงนี้ทองจะดีมาก ๆ และตลาดหุ้นจะแย่มาก ๆ แต่ระยะยาวแล้ว ทรัพย์สินทั้งสองอย่างนี้อาจจะดีไม่แพ้กัน

จุดเด่นของทองสำหรับผมก็คือ มันมีความมั่นคงสูงมากและสามารถทนทานต่อ “วิกฤติ” ที่รุนแรงได้แทบจะทุกรูปแบบรวมถึงสงครามใหญ่ระดับโลก และวิกฤติระดับประเทศที่อาจจะทำให้ค่าเงินล่มสลายอย่างที่เกิดขึ้นไม่น้อยในบางประเทศที่ล้มเหลวหรือเป็น “Fail State” เพราะสงครามกลางเมืองหรือรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดและระบบไม่สามารถแก้ไขได้ ในวันแบบนั้น ทรัพย์สินอาจจะหมดค่า แต่ทองจะยังไม่หมดและอาจจะมีค่ามากขึ้น รวมถึงมันจะยังอยู่กับเราเสมอโดยเฉพาะถ้าเราถือเป็น “ทองแท่ง” ที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ทองกระดาษหรือสัญญาที่ผูกกับราคาทอง

จุดอ่อนก็คือ ผมไม่สามารถที่จะเก็บทองได้มากอย่างมีนัยสำคัญต่อพอร์ตโดยรวมได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่สถานที่เก็บซึ่งถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่าจะเป็นตู้นิรภัยของธนาคาร ซึ่งก็มักจะมีขนาดจำกัด นอกจากนั้น การมีทองที่เป็นแท่งมากๆ ในจุดเดียว หากถูกโจรกรรมมันก็อาจจะหายไปได้โดยไม่สามารถติดตามได้เลย

ข้อสรุปโดยส่วนตัวผมก็คือ มีความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะคิดถึงการกระจายการลงทุนบางส่วนไปที่ทองแท่งหรือแม้แต่ “ทองกระดาษ” ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ในอัตราน่าจะไม่เกิน 5% ของพอร์ตโดยรวม โดยมีเหตุผลว่ามันจะเป็น “หลักประกัน” สุดท้าย ที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีทรัพย์สมบัติที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีเพราะมีสภาพคล่องสูงและสามารถเคลื่อนย้ายหลบหลีกจากภัยพิบัติได้ง่าย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นหลักประกันที่ “ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน” ไม่ว่า “กรมธรรม์” จะอยู่กี่ปี เพราะทองคำนั้นแทบจะไม่เคยลดค่าในระยะยาว และว่าที่จริงในอดีตที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเลย
เพราะว่า ทองคำนั้น เลอค่า-ชั่วนิรันดร์




01 กุมภาพันธ์ 2569

CEO ดัง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" วัย 94 เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ ใครก็ทำตามได้

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" CEO ดัง วัย 94 ปี เผยเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 นิสัยง่ายๆ หากทำได้ต่อเนื่อง สุขภาพกายใจดีครบถ้วน

แท้จริงแล้ว เคล็ดลับอายุยืนของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา” นั้นเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ไม่เพียงเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นที่ชื่นชมในเรื่องสุขภาพและจิตใจที่แจ่มใสแม้ในวัย 94 ปี แม้อายุเข้าใกล้ร้อยปี เขายังทำงานต่อเนื่อง และปรากฏตัวต่อสาธารณชนอยู่เสมอด้วยพลังบวก

แล้วอะไรคือเคล็ดลับอายุยืนและสุขภาพดีของ “นักพยากรณ์แห่งโอมาฮา”?

ไม่ใช่การกินคลีนสุดเข้มงวด หรือออกกำลังกายหนักหน่วง แต่บัฟเฟตต์กลับรักษาสุขภาพและความกระปรี้กระเปร่าได้ด้วย 3 นิสัยง่าย ๆ ดังนี้:



1. นอนหลับให้เพียงพอ

ในขณะที่ซีอีโอหลายคนเลือกตื่นแต่เช้าเพื่อความสำเร็จ บัฟเฟตต์กลับไม่ตามกระแสนั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ผมไม่อยากเริ่มทำงานตั้งแต่ตี 4 ผมชอบนอน และปกติก็จะนอนวันละ 8 ชั่วโมง”

นอกจากจะฟังเสียงร่างกายของตัวเองแล้ว บัฟเฟตต์ยังเชื่อมั่นว่า “การนอนหลับให้เพียงพอ” คือหัวใจสำคัญของสุขภาพทั้งกายและใจ

ในทางวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน งานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า การนอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 7–9 ชั่วโมง สามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 30% รวมถึงลดโอกาสเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย

ศาสตราจารย์แอนดรูว์ ฮิวเบอร์แมน นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังเคยเน้นว่า การนอนหลับที่เพียงพอ ไม่เพียงช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน แต่ยังช่วยพัฒนาความจำ ควบคุมอารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย



2. อ่านหนังสือทุกวัน

หากการนอนหลับคือการบำรุงร่างกาย การอ่านหนังสือก็เปรียบเสมือนการบำรุงจิตใจ สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาใช้เวลาวันละ 5–6 ชั่วโมงในการอ่านและใคร่ครวญ โดยมองว่าช่วงเวลานี้คือช่วงที่เขาเติบโตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ในแง่ทรัพย์สินเงินทอง แต่ในด้านความคิดและการมองโลก

การอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นการออกกำลังกายสมองที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ งานวิจัยระยะยาวนาน 14 ปีจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) พบว่า ผู้ที่รักษานิสัยอ่านหนังสือเป็นประจำ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย

กิจกรรมที่กระตุ้นการใช้สมองหลายส่วน เช่น การอ่านหนังสือ เล่นหมากรุก หรือแก้ปริศนาอักษรไขว้ ล้วนช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตและความไวของเส้นประสาทในสมอง งานวิจัยระยะยาว 14 ปีโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า การอ่านหนังสือสามารถช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมได้จริง

สำหรับบัฟเฟตต์ การอ่านหนังสือในแต่ละวันไม่ใช่แค่กิจวัตร แต่เป็นวิถีชีวิตที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดี มีความสุข และมีอายุยืน เพราะเมื่อสมองแข็งแรง ชีวิตก็ยืนยาวตามไปด้วย



3. ทำในสิ่งที่รัก

สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ความสุขมีค่าสูงสุด เขาเชื่อว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน คือหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เขามีสุขภาพดีและอายุยืน

ในหลายบทสัมภาษณ์ บัฟเฟตต์มักแนะนำคนรุ่นใหม่ให้เลือกทำงานที่ตนรู้สึกมีความสุขและสนุก มากกว่าทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เขาเคยตั้งคำถามชวนคิดว่า

“ถ้าเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย คุณอยากทำอะไรจริง ๆ? ทุกคนล้วนต้องใช้เงิน แต่คุณควรเลือกทำในสิ่งที่รัก โดยไม่ปล่อยให้เงินกลายเป็นสิ่งเดียวที่ชี้นำชีวิต”

ตัววอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ แม้ในวัยกว่า 90 ปี เขายังทำงานอย่างกระตือรือร้นทุกวัน ไม่ใช่เพราะต้องการเงินเพิ่มเติม แต่เพราะเขารู้สึกสนุกและมีความสุขกับบทบาทของตัวเองในบริษัท Berkshire Hathaway

นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและได้ทำในสิ่งที่ตนรัก มักมีอายุยืนกว่าคนทั่วไป และยังสามารถรับมือกับอารมณ์ด้านลบได้ดีกว่า ทั้งนี้เพราะคนที่รู้ว่าตนมีเป้าหมายอะไรในชีวิต มักจะดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีกว่า ส่งผลให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ก็สรุปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การมีเป้าหมายในชีวิตสามารถช่วยยืดอายุได้จริง

นิสัยใช้ชีวิตตามความหลงใหลนี้ ยังเป็นจุดร่วมที่เห็นได้ชัดในผู้คนที่อาศัยอยู่ใน “โซนสีฟ้า” หรือพื้นที่บนโลกที่ผู้คนมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย ในพื้นที่เหล่านี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่เกษียณแบบเด็ดขาด พวกเขายังทำงานต่อไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่กลับมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า ความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่รักทุกวัน จึงกลายเป็นพลังที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และใจสดใสไปตลอดชีวิต